“Joke Mee Please” โจ๊ก-บะหมี่ฮ่องกง รสเหนือชั้น
March 1, 2010
บรรยากาศภายในร้าน Joke Mee Please
หากได้ผ่านเข้ามาที่ซ.ทองหล่อทีไร “ผ่านมาแวะกิน” เป็นต้องได้อิ่มท้องกลับไปด้วยเสียทุกที เพราะภายในซ.ทองหล่อแห่งนี้มีร้านขายอาหารรสดีมากมายให้ได้ลองลิ้มกัน อย่างในมื้อนี้เราก็ได้มาอิ่มหนำกับโจ๊กร้อนๆ และบะหมี่รสดี กันที่ร้าน “Joke Mee Please” (โจ๊ก หมี่ พลีส) ซึ่งที่นี่เน้นบริการเมนูโจ๊ก และบะหมี่สูตรต้นฉบับสไตล์ฮ่องกงขนานแท้ โดย อ.จันทรา เจียรกุล ผู้มีประสบการณ์ในการสอนอาหารจีนมากว่า 30 ปี ได้ไปร่ำเรียนการทำอาหารจีนที่ฮ่องกงถึง 4 ปี จากกุ๊กฮ่องกงรุ่นเก๋า
โจ๊กหมูกรอบไข่เยี่ยวม้า
สำหรับเมนูโจ๊กที่น่ากินของที่นี่มี โจ๊กหมูกรอบไข่เยี่ยวม้า (75 บาท) โจ๊กสูตรฮ่องกงที่ทางร้านเลือกใช้ข้าวหอมมะลิเต็มเมล็ดคัดเกรดอย่างดีมาแช่น้ำค้างคืนแล้วนำมาต้มเคี่ยวนานกว่า 3 ชม. ใส่ฟองเต้าหู้แทนการใส่แป้ง เพื่อให้เนื้อโจ๊กขาวเนียนหอม ใส่หอยเชลล์แห้งลงไปเพิ่มรสชาติ กินโจ๊กเนื้อสีขาวเนียนละเอียด หอมนุ่มรสกลมกล่อมละมุนลิ้น กินเข้ากันดีกับหมูกรอบที่ทางร้านทำเองแบบสดใหม่ทุกวัน หมูกรอบหนังกรอบเนื้อนุ่มถูกปากดี แถมยังมีไข่เยี่ยวม้าใส่มาด้วย หรือจะสั่ง ปาท่องโก๋ (30 บาท) ตัวยาวเป็นคืบมากินคู่กับโจ๊กก็อร่อยเข้ากัน
บะหมี่หมูแดงแห้ง
กินโจ๊กไปแล้วมากิน บะหมี่หมูแดงแห้ง (75 บาท) บะหมี่สไตล์ฮ่องกงแท้ๆ ขนาดที่ว่าเส้นบะหมี่นำเข้ามาจากฮ่องกงเป็นพิเศษ นำมาลวกในน้ำเดือดจัดจนบะหมี่สุกเหลืองดูไม่อืด แล้วก็มีหมูแดงที่ทางร้านทำเองใช้หมูส่วนสันคอมาหมักกับเครื่องปรุงสูตรพิเศษนานกว่า 6 ชม. นำไปย่างจนได้หมูแดงที่กินแล้วเนื้อนิ่มเคี้ยวนุ่มฉ่ำปาก ผสานรสชาติกลมกลืนกับซอสสูตรเด็ดที่ราดใส่มามีรสหวานหอม และกินเข้ากันดีกับบะหมี่ฮ่องกง ที่เคี้ยวแล้วสัมผัสได้ถึงความนุ่มและเด้งกรึบๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวบะหมี่ แล้วยังมีคะน้าฮ่องกงทั้งต้นลวกสุกใส่มาให้กินด้วย
สลัดเซี่ยงไฮ้
และใช่ว่าจะมีแต่โจ๊กกับบะหมี่เท่านั้น ที่นี่ยังมีเมนูอาหารสไตล์ฮ่องกงอื่นๆ ที่ชวนกินอีก อย่างสลัดเซี่ยงไฮ้ (95 บาท) เป็นสลัดผักสด ใส่เส้นเซี่ยงไฮ้และเนื้อไก่ฉีก ราดน้ำสลัดใสสูตรเฉพาะของทางร้าน กินแล้วถูกปากตรงที่ผักสดกรอบกินเข้ากับเส้นเซี่ยงไฮ้นุ่มๆ ชุ่มน้ำสลัดรสกลมกล่อม หวานนิด เปรี้ยวหน่อย หอมกลิ่นงาขาว
ปอเปี๊ยะฮ่องเต้
ปอเปี๊ยะฮ่องเต้ (150 บาท) เป็นฟองเต้าหู้สอดไส้ด้วยหมูแดง เนื้อไก่หมัก และกุยช่ายขาวที่ผัดปรุงรสกับเครื่องเทศห่อรวมกันทอดจนหลืองกรอบ หั่นมาเป็นชิ้นส่งเข้าปากเคี้ยวกร้วมคำโต ฟองเต้าหู้กรอบๆ เนื้อในนุ่มด้วยไส้รสดี
แล้วยังมีเมนูแนะนำอื่นๆ ที่น่าลิ้มลองอีกมากมาย อาทิ บะหมี่เนื้อตุ๋น (85 บาท) ข้าวหมูอบมุ่ยชอย (75 บาท) ราดหน้าเส้นกรอบ (หมู-ไก่ 75 บาท, ทะเล 85 บาท) ไก่เลมอน (150 บาท) หมูเปรี้ยวหวาน (150 บาท) เรียกว่าถ้าใครอยากกินโจ๊กและบะหมี่สไตล์ฮ่องกงแท้ๆ โดยไม่ต้องเสียค่าเครื่องบิน ก็แค่ตรงดิ่งมาที่ร้าน “Joke Mee Please”
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
“Joke Mee Please” ตั้งอยู่ที่ 355/3 สุขุมวิท 55 ซ.ทองหล่อ 17-19 คลองตันเหนือ วัฒนา กทม. ร้านตั้งอยู่ระหว่างซ.ทองหล่อ 17 และ ทองหล่อ 19 ตรงข้ามกับศูนย์ Benz ทองหล่อ จุดสังเกตุร้านอยู่ติดกับเซเว่นอีเลฟเว่น มีป้ายร้านให้เห็นชัดเจน เปิดทุกวัน 11.00-22.00 น. (พักเบรค 15.00-17.00 น.) มีบริการส่งอาหารนอกสถานที่ภายในเขตสุขุมวิท โทร. 0-2185-2442 หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.jokemeeplease.com
และหากมากินอาหารที่ร้านแล้วบอกว่าอ่านมาจากคอลัมน์ผ่านมาแวะกินของเว็บไซด์ท่องเที่ยวผู้จัดการ ทางร้านมอบส่วนลดให้ 10%
คลิก!! อ่านรายละเอียดและแผนที่การเดินทางไปยังร้าน “Joke Mee Please” (โจ๊ก หมี่ พลีส)

รายละเอียดและแผนที่การเดินทางไปยังร้าน “Joke Mee Please” (โจ๊ก หมี่ พลีส)
March 1, 2010
ชื่อร้าน : Joke Mee Please (โจ๊ก หมี่ พลีส)
ประเภทอาหาร : อาหารจีน
เมนูจานเด่น : โจ๊กหมูกรอบไข่เยี่ยวม้า, บะหมี่หมูแดงแห้ง, สลัดเซี่ยงไฮ้, ปอเปี๊ยะฮ่องเต้
บรรยากาศร้าน : ตึกแถว
ที่ตั้ง และการเดินทาง : ตั้งอยู่ที่ 355/3 สุขุมวิท 55 ซ.ทองหล่อ 17-19 คลองตันเหนือ วัฒนา กทม. ร้านตั้งอยู่ระหว่างซ.ทองหล่อ 17 และ ทองหล่อ 19 ตรงข้ามกับศูนย์ Benz ทองหล่อ จุดสังเกตุร้านอยู่ติดกับเซเว่นอีเลฟเว่น มีป้ายร้านให้เห็นชัดเจน
สถานที่จอดรถ : จอดรถได้หน้าร้าน
บัตรเครดิต : รับบัตรเครดิต
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน 11.00-22.00 น. (พักเบรค 15.00-17.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์ : มีบริการส่งอาหารนอกสถานที่ภายในเขตสุขุมวิท โทร. 0-2185-2442

ภูฏานตระการตา (12) / ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
March 1, 2010
โดย : ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
ถนนจากทิมปูไปภูนาคา เป็นถนนสายหลักของประเทศ เชื่อมต่อระหว่างภาคตะวันตก (พาโร-ทิมปู-ภูนาคา) ภาคกลาง (ตรองสา-บุมตัง) และภาคตะวันออก (มอนการ์) เป้าหมายในการเดินทางช่วงสอง เราจะเดินทางจากเมืองทิมปู นั่งรถไปเมือง Lobesa ก่อนเลี้ยวแยกไปภูนาคา จากทิมปูไป Lobesa ระยะทาง 60 กิโลเมตร แต่เป็น 60 กิโลเมตรที่ข้ามภูเขา ถนนก็มีแค่สองเลนเล็ก ๆ จะให้รถวิ่งเฟี้ยวคงลำบากหน่อย ถ้าเดินทางกันแบบจริงจังไม่มีหยุด อาจใช้เวลาร่วมสองชั่วโมง แต่เรามาเที่ยว แวะโน่นนี่ยิ่งช้ากันไปใหญ่ ออกเช้าถึงบ่ายเป็นไปได้ครับ
ถนนช่วงแรกออกจากเมืองทิมปู เลาะเลียบเขตเมืองใหม่ มีตึกที่กำลังสร้างอยู่บ้าง ก่อนหนทางจะเริ่มไต่เขาริมเมือง จากตรงนี้ มองเยื้องไปหน่อย มีอาคารสีขาวตั้งอยู่บนเนินป่าสีเขียว นั่นคือ Semtokha Dzong ซองแห่งนี้สร้างตั้งแต่ค.ศ.1627 โดยท่านซับดรุง เพื่อใช้เป็นทั้งวัดทั้งปราการ ป้องกันผู้รุกรานที่อาจลงมาตามช่องเขา เมื่อคิดถึงผู้รุกรานภูฏานในสมัยนั้น คงคิดได้แค่ชาวทิเบต การบุกเมืองทิมปูที่เป็นเมืองหลวงทำได้ 2 ทาง ทางหนึ่งคือบุกมาทางพาโร แต่ต้องผ่านป้อมใหญ่ถึง 2 แห่ง กว่าจะเข้ามาถึงเมืองทิมปูได้ อีกทางก็บุกมาทางภูนาคา ตรงนั้นมีซองใหญ่ยักษ์ หากทิเบตพิชิตภูนาคาได้ หวังจากตะลุยมาทิมปู ต้องมาตามเส้นทางนี้แหละครับ ท่านซับดรุงผู้รวบรวมภูฏาน จึงสร้างซองไว้คอยรับมือ ผมลองค้นข้อมูล ปรากฏว่า ทิเบตเคยบุกมาทั้งสองทาง แต่ไม่เคยพิชิตพาโรกับภูนาคาได้ ทิมปูจึงปลอดภัย ซองแห่งนี้แทบไม่เคยใช้ทำศึกสงคราม
เลยจากซองเชิงเขา ถนนตัดขึ้นบนเทือกสูง ทับไปบนเส้นทางสัญจรแต่โบราณ รถเลี้ยวซ้ายป่ายขวาไปใต้ป่าสนภูเขาต้นใหญ่ อากาศชื่นมื่นจนอยากมีปอดเพิ่มอีกสักปอด บางช่วงที่ป่าข้างทางโปร่งจนเป็นรอยแยก ผมมองลงไปเห็นหุบเขาอยู่เบื้องล่าง ตระการดีมากจ้ะ เรามาหยุดแวะกลางทางที่ลำธารสายเล็ก หลังจากนั่งรถมาได้ไม่ถึงชั่วโมง เหตุที่หยุดเพราะเค้าบอกให้หยุด ตรงนี้เป็นป้อมใช้ตรวจรถวิ่งผ่านไปมา เวลาจะผ่านออกจากเขตหนึ่งไปอีกเขตหนึ่ง ต้องบันทึกไว้เสมอ เรื่องนี้คุณนพคนขับรถเป็นคนจัดการ ผมกับหวานใจเลยเตร็ดเตร่ไปดูลำธารกับข้าวของริมทาง ส่วนใหญ่เป็นแอปเปิ้ลป่าครับ ลูกเล็กแต่กลิ่นหอมน่ากินจัง การหยุดแบบนี้จะมีเฉพาะจากเขตสู่เขต เช่น ทิมปู-ภูนาคา ภูนาคา-ตรองสา ไม่ได้หยุดกันตะพึดตะพือ ถือเป็นการพักผ่อนสะบัดแข้งขาแก้เมื่อยดีนักแล
จากจุดแวะตรวจ ถนนพุ่งสูงชันอย่างรวดเร็ว เราเข้าใกล้จุดสูงสุดบนเส้นทางทิมปู-ภูนาคา เรียกว่า Dochu La Pass คำว่า La หมายถึงช่องเขาในภาษาภูฏาน เมื่อถนนตัดผ่านเทือกเขา จะมีจุดสูงสุดที่เราต้องผ่านขึ้นไป ในถนนแต่ละสายจึงมี La อยู่เสมอ บางแห่งมีตั้งสองสามช่องเขา เมื่อเราเลี้ยวเข้ามาสู่ดอชูลา เป็นลานจอดรถกว้างใหญ่ใช้เป็นจุดชมวิวไปด้วยในตัว เพราะใครต่อใครก็ต้องจอดรถพักดูหิมาลัยกันที่นี่แหละ อากาศเย็นเฉียบ ด้วยความสูง 3,100 เมตร แม้ไม่ใช่ช่องเขาสูงสุดของภูฏาน แต่สำหรับผู้ที่มาเที่ยวทริปสั้น 5 วัน 4 คืน นี่คือจุดชมวิวแห่งเดียวที่จะได้มาเที่ยว วันที่ผมไป ฟ้าใสใช้ได้ แม้จะมีเมฆอยู่บ้าง แต่ก็ยังมองเห็นหิมาลัย เป็นแนวยอดเขาหิมะเรียงรายตรงขอบฟ้า แม้จะไม่ขาวโพลนไปทั้งเทือก แต่แค่นี้ก็สวยแล้วครับ หากอยากให้สวยยิ่งขึ้น ลองไปเที่ยวภูฏานช่วงเดือนมกราคมกุมภาพันธ์ หิมะตกกันสนุกสนานจนท่วมลาน ผมดูภาพจากโปสการ์ด สวยดีไม่หยอก แต่ถ้ามาช่วงนั้น การเดินทางจะเสียเวลานานขึ้น เพราะถนนบางส่วนจะจับเป็นน้ำแข็ง เรียกว่า Black Ice น้ำแข็งเปื้อนฝุ่นสีดำ รถลื่นปื้ด ๆ เลยต้องขับอย่างระมัดระวัง
รถจอดเรียบร้อย ผมกระโดดลงมา อันดับแรกคือมองวิวเทือกเขา เมื่อลองเทียบกับวิวที่นากาก็อต ยอดเขาใกล้เมืองกาฐมาณฑุ หรือจุดชมวิวที่โปคลา วิวที่ดอชูลาเทียบไม่ได้ครับ เนปาลสวยกว่าแน่ แม้ทั้งสองจุดจะอยู่เตี้ยกว่าดอชูลาหลายร้อยเมตร แต่เนปาลอยู่ใกล้หิมาลัยในส่วนเทือกเขาสูงมากกว่าภูฏาน ประเทศนี้อยู่ทางด้านตะวันออกหรือ East Himalayan ภูเขาเตี้ยกว่านิดหน่อย แต่ยอดสูงระดับ 7,000 เมตร ในภูฏานมีตั้ง 8 ยอด จึงไม่ใช่เตี้ยเหมือนยอดดอยบ้านเรา
วิวเป็นแค่น้ำจิ้ม ของจริงคือ Chortens of the Victory of the Druk Gyalpo เพิ่งสร้างในค.ศ.2004 โดยพระราชินี Ashi Dorji Wangmo Whangchuck ผู้เป็นพระราชินีของกษัตริย์องค์ที่ 4 จิกมี ซิงเย พระนางเป็นพระราชินีลำดับที่ 1 แต่ไม่ใช่พระมารดาของเจ้าชายจิกมี เพราะลำดับในการขึ้นครองราชย์ ขอเพียงเป็นโอรสองค์แรกครับ
เจดีย์สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองสันติภาพ แม้ภูฏานจะเป็นประเทศสงบ แต่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาด้านความมั่นคง เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อค.ศ.2003 พวกกบฏแบ่งแยกดินแดนจากอินเดีย เข้ามาตั้งฐานในภูฏาน จากนั้นก็ลอบเข้าไปจู่โจมอินเดียเป็นระยะ เพราะดินแดนหลายแห่งแถวนี้ เช่น แคชเมียร์ อัสสัม ล้วนเป็นดินแดนที่มีปัญหา พอกบฎโจมตีเสร็จ ก็กลับมาแอบอยู่ในภูฏาน อินเดียไม่พอใจ ทางภูฏานก็ลำบากใจ เพราะต้องพึ่งอินเดียหลายด้าน เนื่องจากภูฏานเห็นปัญหาในทิเบต จึงไม่อยากเข้าไปพึ่งจีน กษัตริย์ซิงเยพยายามต่อรองกับผู้นำกบฏ ขอให้กบฏออกไปจากภูฏาน แต่กบฏไม่ยอม ขืนออกไปก็ถูกอินเดียถล่ม จึงเป็นปัญหาคาราคาซังมาหลายปี
ในที่สุด เดือนธันวาคม 2003 กษัตริย์ตัดสินใจ ใช้ไม้อ่อนไม่ได้ ต้องใช้ไม้แข็ง พระองค์ขอให้กบฏออกจากดินแดนภูฏานอีกครั้ง เมื่อไม่ยอมทำตาม พระองค์นำกองกำลังทหาร บุกเข้าไปในป่าด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ในเขตที่ติดกับอินเดีย สู้จนสามารถขับไล่กบฏเป็นผลสำเร็จ ยึดค่ายและจับกุมกบฏส่งกลับอินเดีย ที่เหลือก็ถอยหนีออกไปจากภูฏาน และไม่พยายามเข้ามาตั้งฐานอีก
เพื่อเป็นที่ระลึกของสงคราม และเพื่อหวังว่าสันติสุขจะคงอยู่ตลอดไป เจดีย์จึงถูกสร้างขึ้นบนดอชูลา เป็นหมู่เจดีย์สไตล์ทิเบต เรียงรายกันเป็น 3 วง วงนอกมีทั้งหมด 45 องค์ วงกลางมี 36 องค์ และวงในสุดมี 27 องค์ ตรงกลางมีองค์ประธานอีกหนึ่ง นับรวมแล้วได้ 109 องค์ กลายเป็นจุดที่ทุกคนต้องแวะเคารพบูชา ผมเดินเวียนอยู่รอบเจดีย์จนครบรอบ ขึ้นไปถ่ายภาพข้างบน ยังมีเวลาเหลือพอเดินไปเที่ยววัดใหญ่ที่อยู่บนเนิน แม้จะเพิ่งสร้างพร้อมกับเจดีย์ แต่ข้างในน่าสนใจครับ ภาพวาดตามผนังขื่นคานและเพดาน เป็นเรื่องราวการต่อสู้เพื่อปราบกบฏในครั้งนั้น อากาศก็แสนสบาย แต่จะขยับกายแต่ละทีต้องช้านิดหนึ่ง โรคที่เกิดจากความสูง จะเกิดอาการเมื่อเราอยู่สูงเกิน 3,000 เมตร ทั้งนี้ จะขึ้นกับสภาพร่างกายของแต่ละคน เคราะห์ดีที่เมื่อคืนผมนอนมาเพียบ จึงไม่ปวดหัวคลื่นไส้ แต่ถ้าเร่งฝีเท้านิดหนึ่ง มีอาการหอบเล็ก ๆ
ใกล้ดอชูลามีร้านอาหารแอบซ่อนอยู่บนภูผา เห็นวิวแจ่มเช่นกัน แต่อาหารถือว่างั้น ๆ เพราะเค้าเน้นทางผัก ผมไม่กินผัก ผมกินเนื้อ จึงพอเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ จะไปกินข้าวมื้อใด ต้องขอซีอิ๊วหวานมาเหยาะ (ซีอิ๊วแบบอื่นไม่รู้มีขายที่ไหน แต่ผมชอบกินซีอิ๊วหวานมาแต่เด็กแล้ว แค่นี้สบายครับ) ในร้านยังมีของที่ระลึกขายอยู่พอประมาณ แต่ราคาไม่พอประมาณ เพราะเค้าเน้นของดี และเมื่อไหร่ที่เป็นของแฮนด์เมดทำในภูฏาน เมื่อนั้นขอให้เชื่อได้ ราคาไม่ธรรมดา ยิ่งถ้าเทียบกับของจากทิเบต จากเนปาล จากอินเดีย และจากจีน ราคาจะผิดกันเยอะ
เมื่อเราเริ่มลงจากดอย ข้ามเทือกเขามาสู่ภูนาคา ป่าระหว่างทางเปลี่ยนไปแบบเห็นได้ชัด ตอนที่เรามาจากทิมปู ข้างทางเป็นป่าสน แต่จากนี้ต่อลงไปถึงภูนาคา ต้นไม้รอบทางจะเป็นเปลี่ยนป่าดิบเขตหนาว หากใครมาช่วงเดือนมีนาเมษา อาจเห็นกุหลาบพันปีหรือ Rhododendron บานสะพรั่ง ในภูฏานมีกุหลาบพันปี 17 ชนิด มากกว่าเมืองไทยเกือบเท่าตัว เพราะดอยตามภาคเหนือของไทย ถือเป็นเขตเชิงเขาหิมาลัย แต่ภูฏานเป็นเขตใจกลางภูเขา พันธุ์ไม้ย่อมหลากหลายกว่าและมีมากกว่า
สัปดาห์หน้า ใกล้ถึงช่วงอำลาภูฏาน ผมจะพาคุณไปเที่ยวซองสุดสวยและเมืองหลวงเก่าแก่ของประเทศนี้ครับ

“สาธร พิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ” เลิศล้ำคุณค่าของโบราณ
March 1, 2010
ผ้าทองคำ สวยงามและล้ำค่า
หากใครมีโอกาสเดินทางมาเที่ยวยังจังหวัดสุโขทัย แล้วได้มาชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยกันแล้ว หลังออกจากอุทยานฯ มาไม่ไกลมากนัก อยากจะแนะนำให้ทุกคนลองแวะมาเที่ยวชม “ผ้าทองคำ” ที่หาชมได้ยากยิ่ง ที่ “สาธร พิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ”
“สาธร พิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ” แห่งนี้ก่อตั้งโดย คุณสาธร โสรัจประสพสันติ ชาวบ้านหาดเสี้ยวที่มีใจรักในผ้าทอโบราณพื้นเมืองของบ้านหาดเสี้ยว และได้เก็บสะสมผ้าทอลายโบราณต่างๆ มานาน แล้วได้ตระหนักเห็นว่าหากไม่เก็บรักษาผ้าทอพื้นบ้านที่ทรงคุณค่าเหล่านี้เอาไว้ ต่อไปภายภาคหน้าก็จะสูญหายจากไป ฉะนั้นจึงได้สะสมผ้าเก่าเหล่านี้ไว้มากมาย แล้วก็ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา
ตู้กระจกมากมายจัดแสดงผ้าโบราณ
นักท่องเที่ยวที่สนใจอยากชมผ้าทองคำสามารถขอเข้าชมได้ฟรี ซึ่งคุณสาธรจะป็นผู้พานำชมพิพิธภัณฑ์ด้วยตัวเอง โดยภายในพิพิธภัณฑ์ฯ เต็มไปด้วยตู้กระจกจำนวนมาก ที่จัดแสดงผ้าทอโบราณนานาชนิด มีตู้โชว์ผ้าที่โดดเด่นซึ่งจัดแสดงผ้าซิ่นตีนจกลายโบราณ 9 ลาย ได้แก่ ลายเครือน้อย ลายเครือกลาง ลายเครือใหญ่ ลายสิบหกขอ ลายแปดขอ ลายสี่ขอ ลายน้ำอ่าง และลายสองท้อง ซึ่งถูกเก็บรักษาโชว์ไว้ในตู้กระจกอย่างดี ผ้าซิ่นตีนจกเหล่านี้มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ซึ่งผ้าทอแต่ละผืนมีความประณีต มีลวดลายและสีสันบนตัวผ้าซิ่นเป็นรูปแบบดั้งเดิมที่วิจิตรงดงามตา
มาถึงไฮไลท์ของผ้าที่จัดแสดงไว้ ที่มาแล้วต้องไม่พลาดชม นั่นคือ “ผ้าซิ่นทองคำ” (ซิ่นไหมคำ) ที่มีอยู่ 2 ผืนด้วยกัน ผืนแรกเป็นผืนเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี เป็นซิ่นเจ้านายเชียงตุง ทอด้วยดิ้นผสมทองคำราว 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผืนที่ 2 เป็นผืนที่มีความใหม่กว่า สั่งทอขึ้นด้วยดิ้นทองคำ 80 เปอร์เซ็นต์ ถูกทอขี้นเพื่อใช้ในพิธีแต่งงาน ซึ่งผ้าซิ่นทองคำนี้ถือว่าเป็นผ้าทอที่มีความประณีต งดงาม และทรงคุณค่าเป็นอย่างมาก
คุณสาธร โสรัจประสพสันติ พานำชมผ้าโบราณ
นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงผ้าทอตีนจกจากที่อื่นๆ ซึ่งมีลวดลายงดงามแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ อาทิ ผ้าล้อสำหรับใช้ปูในพิธีแต่งงานจากบ้านน้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ ซิ่นตีนจกดิ้นเงินดิ้นทองของเจ้านายเชียงใหม่ ซิ่นตีนจกจากอ.ลอง จ.แพร่ ซิ่นตีนจกจากอ.นาน้อย จ.น่าน ซิ่นลาวครั่งจากจ.พิจิตรและจ.นครสวรรค์ ซิ่นตีนจกจากอ.ลับแล กิ่งอำเภอบ้านโคก จ.อุตรดิตถ์
และภายในพิพิธภัณฑ์ฯ ยังจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในพิธีแต่งงานของชาวไทยพวน เครื่องกองบวช เครื่องแต่งกายสตรีไทยพวนในอดีต ส่วนด้านหลังของพิพิธภัณฑ์ฯ มีเรือนไทยของชาวไทยพวนในสมัยโบราณ และมีพวกเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน ต่างๆ จัดแสดงไว้ด้วย อีกทั้งมีการสาธิตการทอผ้าซิ่นตีนจกให้ได้ชมกันอีกด้วย และถ้าใครอยากได้ผ้าทอพื้นบ้านสวยๆ ก็มีให้เลือกซื้อหาได้ที่ร้านขายผ้าสาธร รวมถึงมีเครื่องเงิน และเครื่องทองสวยๆ ให้ได้เลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านกัน
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
“สาธร พิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ” ตั้งอยู่ที่ 477/2 ต.หาดเสี้ยว อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย การเดินทางถ้าจากกรุงเทพฯ จะถึงอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยก่อน และขับเลยจากอุทยานฯ ไปอีก 10 กม. ก็จะถึงสาธรพิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ เปิดให้เข้าชมฟรี ทุกวัน เวลา 08.30-17.30 น. โทร. 0-5567-1143

ททท.จัดโครงการ เยาวชนฯหัวใจสีเขียว ร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม
March 1, 2010
ททท.จัดโครงการเยาวชนท่องเที่ยวหัวใจสีเขียวเปิดรับ นศ.ปี 1-2 จำนวนเข้าร่วมกิจกรรม ครั้งละประมาณ 80 คน เพื่อการมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม และเพิ่มพูนความรู้ในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) จัดโครงการเยาวชนท่องเที่ยวหัวใจสีเขียว เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในมิติการเรียนรู้ให้กลุ่มเยาวชนในการมีส่วนร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม และเพิ่มพูนความรู้ในเรื่องของทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ผ่านกิจกรรมที่สะท้อนความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) เพื่อให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม และช่วยเหลือชุมชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ที่ดีเพิ่มขึ้น
สำหรับกลุ่มเป้าหมายของผู้เข้าร่วมกิจกรรมในโครงการนี้ จะเป็นกลุ่มนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในชั้นปีที่ 1-2 ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ไฟแรง สามารถจะช่วยกันปลูกฝังจิตสำนึกและสืบสานเจตนารมณ์ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ โดยจะเปิดรับสมัครนักศึกษาเข้าร่วมโครงการฯ ครั้งละประมาณ 80 คน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม
โดยวันที่ 26-29 มี.ค.53 กิจกรรมเรียนรู้วิถีชาวบ้านกับต้นจาก นครนายก-ปราจีนบุรี วันที่ 20-22 ส.ค.53กิจกรรม ท่องเที่ยวเรียนรู้ ดิน น้ำ ลม ไฟ ใส่ใจรักษ์โลก ซึ่งเยาวชนทั้ง 2 รุ่น จะเข้าร่วมกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น ทัศนศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศ การออกค่ายอาสาพัฒนา การเรียนรู้การบริหารทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเยาวชนที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ 10 มี.ค.53 หรือดูรายละเอียดของโครงการฯ และหลักเกณฑ์การสมัครได้ที่ www.tat.or.th/GreenHeart หรือสอบถามที่ โทร. 0-2561-5455-7 ต่อ 18

ให้คนสำคัญของคุณ เป็น Star Guest ของเรา ที่ Hong Kong Disneyland Resort
February 28, 2010
บทความประชาสัมพันธ์ – มอบความรักความเอาใจใส่แก่คนสำคัญของคุณ พี่น้องที่สนิทที่สุด ญาติที่รักที่สุด และลูกๆหลานๆอันเป็นที่รัก เพื่อนสนิท หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานของคุณ ด้วย “Star Guest Program” ที่ฮ่องกงดีสนีย์แลนด์ ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคมถึง 23 พฤษภาคมนี้ ให้พวกเขาได้รับรู้ถึงความพิเศษที่คุณต้องการมอบให้ ด้วยประสบการณ์สุดจินตนาการ ที่จะอยู่ในความทรงจำของพวกเขาตลอดไป ทีมงานของฮ่องกงดีสนีย์แลนด์จะคอยต้อนรับท่าน ณ บริเวณ City Hall ที่ Main Street USA ภายในสวนสนุก เพื่อมอบเข็มกลัด Star Guest ให้แก่คนสำคัญของคุณเพื่อความประทับใจอย่างไม่รู้ลืมตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวสู่ฮ่องกงดีสนีย์แลนด์
Star Experiences:
Star pass: ให้บริการช่องทางเข้าพิเศษและที่นั่งพิเศษสำหรับชมการแสดงหรือเล่นเครื่องเล่นต่างๆ โดยจ่ายเพิ่มจากบัตรเข้าปรกติเพียงท่านละ HK$ 80 หรือ HK$120 (ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เลือก)
Star Tour:
นำเที่ยวสวนสนุกฮ่องกงดีสนีย์แลนด์ แบบที่จัดขึ้นเฉพาะสำหรับแขกวีไอพี พร้อมสัมผัสเหล่าบรรดาเพื่อนดีสนีย์อย่างใกล้ชิด
Star Fireworks Dinner:
เฉพาะวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ท่านสามารถเลือกซื้อรายการ Star Fireworks Dinner (ท่านละ HK$300) ซึ่งท่านจะได้รับเครื่องดื่มที่ผสมพิเศษ พร้อมทั้งร่วมถ่ายรูปกับเหล่าบรรดาเพื่อนดีสนีย์ และชมการแสดงพลุ Disney In The Stars อันตระการตา ณ จุดรับชมที่ดีที่สุด ปิดท้ายเต็มอิ่มกับอาหารจีนชุดใหญ่ที่พลาซ่าอินน์
Celebration Package:
แพ็คเกจรวมที่พัก 1 คืนที่ดีสนีย์แลนด์ ในห้องที่ตกแต่งเอาไว้อย่างวิจิตรเฉกเช่นดินแดนมหัศจรรย์ ร่วมรับประทานอาหารเย็นแบบบุฟเฟ่ต์ร่วมกับเหล่าเพื่อนดีสนีย์ อิ่มอร่อยกับเค้กที่ถูกจัดทำขึ้นเป็นพิเศษ พร้อมรับของขวัญจากเพื่อนดีสนีย์ ที่ภัตตาคาร Enchanted Garden (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร +852 1-830-830)
My Little Princess:
เติมเต็มความฝันสำหรับเด็กหญิงอายุ 3-10 ปีที่จะกลายเป็นเจ้าหญิงด้วยรายการ My Little Princess มอบความงามในชุดเจ้าหญิงพร้อมเครื่องประดับอันระยิบระยับ บริการบันทึกภาพแห่งความทรงจำแสนหวานครั้งนี้ไว้โดยช่างภาพมืออาชีพ (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร +852 3510 6000)
จองด่วน และร่วมสนุกไปกับสิ่งพิเศษต่างๆ
สายการบิน Cathay Pacific เสนอโปรโมชั่นพิเศษ แพ็คเกจ ซื้อ 2 แถม 1 รวม ตั๋วเครื่องบิน + โรงแรมที่พัก + บัตรเข้าสวนสนุก เริ่มต้นที่ราคา 18,400 บาทต่อท่าน รายละเอียดเพิ่มเติม
ตระกูลเฉิน เสนอแพ็คเกจ 3 วัน 2 คืน รวม ตั๋วเครื่องบิน + โรงแรม Disneyland resort + บัตรเข้าสวนสนุก เริ่มต้นที่ราคา 13,900 บาทต่อท่าน รายละเอียดเพิ่มเติม

ชวนเที่ยวงาน มหกรรมอาหารทะเลพื้นบ้านเมืองตราด
February 25, 2010
องค์การบริหารส่วนตำบลหนองคันทรง ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตราด สำนักงานสาธารณสุขอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงาน มหกรรมอาหารทะเลพื้นบ้านเมืองตราด ครั้งที่ 8 ประจำปี 2553 ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 1 มี.ค. 2553 บริเวณ กระโจมไฟเกาะปู บ้านแหลมหิน ต.หนองคันทรง อ.เมือง จังหวัดตราด เพื่อเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดตราด ด้านอาหารทะเลพื้นบ้าน ให้เป็นที่รู้จักแก่เยาวชนรุ่นหลังและนักท่องเที่ยวทั่วไป เป็นการประชาสัมพันธ์กระโจมไฟเกาะปู สถานที่พักผ่อนริมทะเลใกล้ตัวเมือง ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดตราด และมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวรวมไปถึงการสร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนหนองคันทรง เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจภาพรวมของจังหวัดตราดต่อไป
สำหรับภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การจำหน่ายอาหารทะเลปรุงสำเร็จสดๆ จากชาวประมงโดยกลุ่มแม่ครัวพื้นบ้านหนองคันทรง ในบรรยากาศริมทะเลป่าชายเลน มีการออกร้านจำหน่ายอาหารทะเลสด ผลไม้ประจำฤดูกาล การจำหน่ายสินค้าจากชุมชน การแสดงพื้นบ้าน การแสดงวงดนตรีต่างๆ บนเวทีกลาง
ทั้งนี้ในภาคกลางวันของการจัดงานนั้นหน่วยงานองค์การบริหารส่วนตำบลหนองคันทรง ยังจัดให้มีกิจกรรมนำนักท่องเที่ยวนั่งเรือชมป่าชายเลนท่าระแนะ ที่มีความอุดมสมบูรณ์และวิถีชีวิตชุมชน ร่วมจัดโดยกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วิถีพื้นบ้าน บ้านเกาะปู ในอัตราค่าบริการพิเศษ เพียงท่านละ 50 บาทเท่านั้น สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองคันทรง โทรศัพท์ 0-39542-443 ททท.สำนักงานตราด โทรศัพท์ 0-39597-259-60

อิ่มท้องอร่อยดี”หมี่ผัดกระเฉดกุ้ง” / กุ๊กเล็ก
February 25, 2010
โดย : กุ๊กเล็ก
หลายๆ ครั้งเวลาไปกินอาหารนอกบ้าน เมนูหนึ่งที่ “กุ๊กเล็ก” ชอบสั่งมากินบ่อยๆ ก็คือ เส้นหมี่ผัดผักกระเฉด แต่เมื่อกินบ่อยๆ เข้าก็คิดว่า ทำไมเราไม่ลองทำกินเองที่บ้านดูบ้าง เพราะฉะนั้นจึงไม่รอช้า รีบเตรียมเครื่องปรุงแล้วเข้าครัวไปทำ “หมี่ผัดกระเฉดกุ้ง” เมนูโปรดด้วยฝีมือตัวเองกันเลยดีกว่า
ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่)
เส้นหมี่ขาว 90 กรัม
ผักกระเฉดเด็ดเป็นท่อนสั้นๆ 2 ขีด
กุ้งสด 6 ตัว
กระเทียมกลีบใหญ่ 5 กลีบ
พริกขี้หนู 10 เม็ด
น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ้วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1/2 ช้อนชา
น้ำมันพืชสำหรับผัด
น้ำเปล่าเล็กน้อยสำหรับเติมเวลาผัดหากเส้นหมี่แห้งเกินไป
วิธีทำ เริ่มจากนำเส้นหมี่ขาวไปแช่น้ำไว้จนนิ่ม ประมาณ 3-5 นาที จากนั้นนำขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำ แล้วหันไปโขลกกระเทียมกับพริกขี้หนูรอไว้ สำหรับพริกนั้นสามารถเพิ่มหรือลดได้ตามความชอบ เสร็จแล้วตั้งกระทะเทน้ำมันให้ร้อน นำกระเทียมและพริกขี้หนูลงไปผัดกับน้ำมัน เติมเครื่องปรุงอันได้แก่ น้ำมันหอย ซีอิ้วขาว น้ำตาลทรายลงไป คนให้เข้ากันดี จากนั้นใส่กุ้งที่ล้างสะอาด ปอกเปลือกผ่าหลังเรียบร้อยแล้วลงไปผัดกับเครื่องปรุง
คราวนี้ได้เวลาของเส้นหมี่ขาว นำเส้นหมี่ที่วางพักไว้ลงไปผัดในกระทะ เติมน้ำสะอาดลงไปสักนิดหน่อยหากผัดแล้วเส้นหมี่แห้งเกินไป เมื่อคลุกเคล้าเส้นกับเครื่องปรุงทั่วถึงกันดีแล้ว คราวนี้หยิบผักกระเฉดมาเด็ดเป็นท่อนสั้นๆ แล้วนำลงไปผัดในกระทะ ไม่ต้องผัดนานเพราะผักกระเฉดสุกง่าย เสร็จเรียบร้อยแล้วตักใส่จาน ยกเสิร์ฟได้ทันที

รายละเอียดและแผนที่การเดินทางไปยังร้าน PATIO (พาทิโอ)
February 25, 2010
ชื่อร้าน : “PATIO” (พาทิโอ)
ประเภทอาหาร : อาหารนานาชาติ
เมนูจานเด่น : พายสตูไก่, ไก่เอสคาลอปซอสดิจอง, ซี่โครงแกะย่างและผักโขมผัดเนยกระเทียม, สลัดร็อคเก็ตและขาเป็ดอบกรอบ, แองเจิลแฮร์ผัดเนื้อปูและกุ้ง, ปลาย่างกับข้าวผัดน้ำพริกตะไคร้
บรรยากาศร้าน : โปร่งโล่งนั่งสบาย
ที่ตั้ง และการเดินทาง : สาขาอิเซตัน ตั้งอยู่ที่ชั้น G ห้างสรรพสินค้าอิเซตัน ถ.ราชดำริ เขตปทุมวัน กทม.
เวลาเปิด-ปิด : ปิดทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น.
เบอร์โทรศัพท์ : 0-2255-9810 และยังมีอีก 2 สาขาคือ สาขานวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว ชั้น G โทร. 0-2907-3094-5และสาขา ออลซีซั่น ชั้น 2 โทร. 0-2685-3855-6 หรือเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.patiofood.com

“PATIO” โชว์รสเด็ด อาหารนานาชาติ
February 25, 2010
บรรยากาศร้านพาทิโอ
หากนักกินท่านใด เกิดนึกอยากกินทั้งอาหารไทย อาหารฝรั่งเศส อาหารอิตาเลียน อาหารเม็กซิกัน และอีกหลากหลายอาหารนานาชาติในคราเดียวกัน ขอบอกว่าเป็นได้สมใจปากท้องกันแน่ เพราะว่า “ตระเวนกิน” จะขอพามิตรรักนักกินทุกคนเดินทางตรงไปยังจุดหมายปลายทางเดียวกัน นั่นคือการไปฝากท้องอิ่มกับอาหารนานาชาติกันยังร้าน PATIO (พาทิโอ) ที่ตั้งอยู่ตรงชั้น G ห้างอิเซตัน
เหตุผลที่เราเลือกพามาอิ่มท้องกันที่นี่ ก็เพราะด้วยความที่ร้าน PATIOแห่งนี้ เป็นร้านอาหารที่มีบรรยากาศอันรื่นรมย์ ตกแต่งร้านมีสไตล์แบบคลาสสิค โต๊ะเก้าอี้นั่งทำจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ ดูโมเดริน์สมัยใหม่และแฝงไว้ด้วยความอบอุ่นแบบเป็นกันเอง เหมาะที่จะชวนกันมานั่งกินข้าวอย่างสบายอารมณ์
พายสตูไก่
พร้อมกับจะได้ลิ้มรสอาหารนานาชนิดที่ชวนกิน ซึ่งมีทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติ ในรูปแบบ Home-style International Cuisine ที่ทางร้านคิดค้นสูตรขึ้นมาเองโดยเฉพาะ และทำการคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันมาเป็นเมนูอาหารจานเด็ดประจำร้าน ที่ล้วนแล้วแต่มีหน้าตาและรสชาติที่น่าลองลิ้มชิมรสมากมาย
อย่างเมนูเด่นๆ ที่เราได้ลองสั่งมากินแล้วโดนใจ และอยากนำเสนอให้ได้ลองชิมกันบ้างก็มีอยู่หลายจาน โดยจะขอนำเสนอแบบทีจะจานก็แล้วกัน เริ่มจากจานแรก มีชื่อว่า พายสตูไก่ (95 บาท) ตัวพายเป็นแป้งสูตรพิเศษของทางร้านและสอดไส้ด้วยสตูไก่รสเด็ดสูตรเฉพาะของทางร้านเช่นกัน นำเข้าเตาอบเสิร์ฟมาร้อนๆ ลิ้มรสเนื้อพายนุ่มเหมือนจะละลายในปาก ผสานกับได้รสชาติของสตูไก่รสกลมกล่อมเข้ากับเนื้อพาย
ไก่เอสคาลอปซอสดิจอง
จานต่อมาเป็นเมนูพิเศษที่มีให้ชิมเฉพาะช่วงนี้ คือ ไก่เอสคาลอปซอสดิจอง (235 บาท) เป็นอกไก่เนื้อล้วนๆ นำมาย่างในกระทะที่ผัดเบคอนไว้และย่างจนไก่นุ่มสุกได้ที่ แล้วจึงนำเนื้อไก่มาผัดกับน้ำซอสสูตรพิเศษของทางร้าน ที่มีส่วนผสมของหอมใหญ่ น้ำสต็อกไก่ และดิจองมัสตาร์ด พร้อมกับใส่ไวน์ลงไปด้วยนิดหน่อย ชิมรสชาติไก่เนื้อนุ่มชุ่มรสชาติซอสออกเค็มนิดๆ เปรี้ยวหน่อยๆ และได้กลิ่นของดิจองมัสตาร์ดขึ้นจมูกเวลากินด้วย
ซี่โครงแกะย่างและผักโขมผัดเนยกระเทียม
เมนูถัดมาใครที่ชอบกินเนื้อแกะเป็นต้องโดนใจกับเมนูนี้ ซี่โครงแกะย่างและผักโขมผัดเนยกระเทียม (325 บาท) ทางร้านคัดเลือกซี่โครงแกะอย่างดีจากนิวซีแลนด์ เอามาหมักกับเครื่องเทศฝรั่งนานกว่า 3-4 ชม. จนเครื่องเทศซึมถึงเนื้อในซี่โครงแกะ แล้วจึงนำมาย่างบนกระทะจนสุกพอดีพร้อกมับราดด้วยน้ำเกรวี่สูตรพิเศษ และยังมีผักโขมสดผัดกับน้ำมันมะกอกปรุงรสด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน กับมะเขือเทศย่างมาให้กินเคียงกับซี่โครงแกะด้วย ลิ้มรสรสชาติซี่โครงแกะเนื้อนุ่มเคี้ยวหนึบหนับปาก ชุ่มด้วยรสชาติน้ำเกรวี่รสเข้มข้นกลมกล่อม แถมไม่มีกลิ่นสาปของแกะให้ระคายจมูกเลย
สลัดร็อคเก็ตและขาเป็ดอบกรอบ
ตามมาด้วยเมนูขึ้นชื่อประจำร้านที่มีชื่อว่า สลัดร็อคเก็ตและขาเป็ดอบกรอบ (280 บาท) เป็นขาเป็ดที่ทางร้านคัดสรรมาอย่างดี นำมาผ่านกระบวนการตุ๋นในน้ำมันสไตล์ฝรั่งเศส ที่ใส่เครื่องเทศกว่า 10 อย่าง ตุ๋นรวมกับขาเป็ดจนนุ่มได้ที่ แล้วจึงนำมาทอดให้ขาเป็ดหนังกรอบเนื้อในนุ่ม แล้วราดด้วยซอสส้มสูตรเด็ดเฉพาะของทางร้าน และเสิร์ฟมาพร้อมกับสลัดผักร็อคเก็ต ราดน้ำสลัดบาซามิค โรยหน้าด้วยพาเมซานชีส และมะเขือเทศเชอร์รี่อบใส่น้ำมันมะกอก กินแล้วถูกปากตรงที่ขาเป็ดหนังกรอบเนื้อนุ่มไม่เหม็นกลิ่นสาปเป็ด และได้รสชาติของซอสส้มที่ออกหวานหอมอมรสเปรี้ยวนิดๆ กินเคียงกับสลัดผักร็อคเก็ตเข้าคู่กันดี
แองเจิลแฮร์ผัดเนื้อปูและกุ้ง
กินเมนูเนื้อๆ มา 2 จานติดแล้ว มากินเมนูจานเส้นอย่าง แองเจิลแฮร์ผัดเนื้อปูและกุ้ง (250 บาท) กันบ้าง เป็นพาสต้าแองเจิลแฮร์เส้นเล็กๆ เอามาผัดกับกระเทียม น้ำมันมะกอก ไวน์ขาว เกลือ พริกไทย และซอสมะเขือเทศสดที่ทางร้านทำเองขึ้นมาเป็นพิเศษ พร้อมกับใส่เนื้อปู กุ้ง พริกแห้งทอด และใบโหระพา ม้วนเส้นแองเจิลแฮร์ส่งเข้าปากสัมผัสได้ถึงความเหนียวนุ่มของเส้นพาสต้ากินเข้ากันดีกับปูและกุ้ง ออกรสซอสกลมกล่อม และเผ็ดลิ้นนิดๆ
ปลาย่างกับข้าวผัดน้ำพริกตะไคร้
จากนั้นมากินอีกหนึ่งเมนูพิเศษที่มีให้ลิ้มรสเฉพาะช่วงนี้ คือ ปลาย่างกับข้าวผัดน้ำพริกตะไคร้ (185 บาท) เป็นเมนูไทยๆ ที่นำเอาข้าวหอมมะลิมาผัดกับน้ำพริกตะไคร้ที่ทางร้านโขลงเอง และเสิร์ฟมาพร้อมกับปลาบาซะย่างกับขมิ้น กินแล้วข้าวผัดน้ำพริกรสเด็ดเผ็ดโดนใจ หอมกลิ่นตะไคร้โชยขึ้นจมูก ส่วนเนื้อปลาก็นุ่มหอมกลิ่นขมิ้นอ่อนๆ
เครปซูเซทซอสส้มและไอศกรีม
เมื่อได้ลองลิ้มอาหารคาวไปหลายอย่างแล้ว ก็ยังอยากให้เหลือพื้นที่ในกระเพาะมาชิมของหวานกันด้วย มีชื่อว่า เครปซูเซทซอสส้มและไอศกรีม (165 บาท) เป็นแป้งเครปสูตรฝรั่งเศสแบบบางนุ่ม ราดด้วยซอสส้มสูตรเด็ดของทางร้าน และเสิร์ฟมาพร้อมกับไอศกรีมรสวนิลา ชิมเครปแป้งบางนิ่มนุ่มลิ้น ฉ่ำรสซอสส้มเปรี้ยวๆ อมหวาน กินคู่กับไอศกรีมวนิลาเย็นๆ เป็นอะไรที่เข้ากันดี
มุมโต๊ะนั่งสบายๆ
และนอกจากเมนูจานเด็ดที่เอ่ยแนะนำมานี้แล้ว ก็ยังมีอาหารจานเด่นอื่นๆ ที่น่าลองลิ้มอีก อาทิ ข้าวผัดกากหมูกับแซลมอนนึ่งมะนาว (185 บาท) นัชโช่ชีสและซัลซ่า (155 บาท) สปาเก็ตตี้โหระพาปลาสลิด (185 บาท) สลัดเต้าหู้ย่างและสาหร่ายญี่ปุ่น (180 บาท) ซี่โครงแกะย่างคาเฟ่เดอปารีส (395 บาท) และอีกหลากหลายเมนูอาหารนานาชาติ ซึ่งจะมีเมนูใหม่ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนมาให้ลองลิ้มกันทุก 3 เดือน ให้ได้เลือกอิ่มหนำกันได้ตามใจปากที่ร้าน ‘PATIO”
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
“PATIO” (พาทิโอ) สาขาอิเซตัน ตั้งอยู่ที่ชั้น G ห้างสรรพสินค้าอิเซตัน ถ.ราชดำริ เขตปทุมวัน กทม. เปิดทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น. โทร. 0-2255-9810 และยังมีอีก 2 สาขาคือ สาขานวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว ชั้น G โทร. 0-2907-3094-5และสาขา ออลซีซั่น ชั้น 2 โทร. 0-2685-3855-6 หรือเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.patiofood.com
คลิก!! อ่านรายละเอียดและแฟนที่การเดินทางไปยังร้าน “PATIO” (พาทิโอ)

อร่อยกับบุฟเฟต์ซีฟู้ด ที่ รร.โนโวเทล สยามสแควร์
February 25, 2010
หากแฟนๆ นักกินคนไหนที่ชื่นชอบกินอาหารทะเลสดๆ แล้วล่ะก็ มื้อนี้จะได้อร่อยกับอาหารทะเลมากมายอย่างสมใจปาก เพราะที่ห้องอาหาเดอะสแควร์ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยาม สแควร์ ชวนมาผจญภัยกับอาหารทะเลสดนานาชนิด ทุกคืนวันพฤหัสบดี กับเมนูน่าสนใจให้เลือกตามชอบ อาทิ ปลาแซลมอนรมควัน สตูซีฟู้ด สลัดปูอลาสก้า ปลาหิมะนึ่ง ฮาวายเอี้ยนซีฟู้ดสลัด หอยนางรมสดๆ ฯลฯ 950 บาท++/ท่าน พร้อมดื่มค็อกเทลและไวน์ตามที่กำหหนดแบบไม่อั้น 450 บาท++ โทร. 0-2209-8888 ต่อ ห้องอาหารเดอะสแควร์
ด้านห้องอาหารปาร์ควิว โรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค สุขุมวิท 22 จัดโปรโมชั่นพิเศษทุกค่ำคืนวันศุกร์ แกรนด์ซีฟู้ด พบและสัมผัสกับความสดใหม่จากท้องทะเลและนำเข้าจากต่างประเทศ และวันเสาร์ บาร์บีคิว อิ่มอร่อยกับอาหารนานาชนิดและอาหารทะเลสดให้เลือกปิ้งย่างตามใจชอบ รวมทั้งเมนูบุฟเฟต์นานาชาติทั้งคาวหวานกว่า 100 รายการ ราคา 1,199 บาทสุทธิ/ท่าน พิเศษ มา 3 จ่าย 2 ท่าน ตั้งแต่วันนี้-31 มี.ค. นี้ โทร. 0-2261-9300 ต่อ 5004
ส่วนที่ห้องอาหารนานาชาติ วันรัชดา โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน กรุงเทพฯ แนะนำเมนู กุ้งอบชีส เชฟใฟญ่คัดสรรกั้งตัวใหญ่ๆ สดๆ มาปรุงอาหารจานเด็ด โดยนำกั้งมาล้าให้สะอาด นำไปผัดกับซอสไวนืขาวสไตลืฝรั่งเศส โรยด้วยชีสป่น อบให้เหลืองหอม เสิร์ฟพร้อมขนมปังฝรั่งเศส และผักบล็อกโครี่ หน่อไม้ฝรั่ง โทร. 0-2641-1500 ต่อ 1048
แต่ถ้าใครแพ้อาหารทะเลกินไม่ได้ก็อย่าเพิ่งเสียใจไป เพราะยังจะพาไปอิ่มกับอาหารอย่างอื่นที่เลิศรสกันอีก อย่างที่ห้องอาหารแทรตทอเรีย เฟลิเช่ โรงแรมอโนมา กรุงเทพฯ เชิญสัมผัสและลิ้มลองเมนูพาสต้าจานเด็ดขนานแท้อาทิ เส้นลินกุยนี่ผัดหอยลายครีมซอสและพาร์เมซานชีส เส้นเฟตตูชินีผัดซอสซีฟู๊ดมะเขือเทศและปลาแซลมอพาสต้าเส้นหมึกผัดซอสมะเขือเทศรสเผ็ดและปูนิ่มทอด พร้อมสลัดและซุปเพิ่มอรรถรสอาหารมื้อกลางวันของคุณที่จะทำให้คุณจดจำมิรู้ลืม 249 บาท++/ท่าน ตั้งแต่ 1 มี.ค. เป็นต้นไป โทร. 0-2655-5555 ต่อ 7511
ที่ห้องอาหารธันดูร์ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ สีลม กรุงเทพฯ จัดเมนูอาหารอินเดียสุดพิเศษ ร่วมฉลองเทศกาลแห่งสีสัน Holi Festival ของชาวอินเดีย มีเมนูหลากหลายให้ได้ลองลิ้ม อาทิ Aloo Chana Chat (ผัดมันฝรั่งผสมเครื่องเทศ) Onion Bhajia (หอมใหญ่ชุปแป้งทอด) ฯลฯ บริการทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น วันที่ 27 ก.พ. – 2 มี.ค. นี้ โทร. 0-2235-4300 ต่อ 4364
และที่ห้องตวันนา โรงแรมตวันนา แนะนำบุฟเฟต์ขนมจีน อร่อยกับขนมจีนจานโปรดทุกมื้อกลางวัน อาทิ น้ำยากะทิ น้ำพริก น้ำเงี้ยว แกงเขียวหวานไก่ น้ำยาป่า น้ำยาไก่โคราช ซาวน้ำ-แจงลอน ขนมจีนทุกชนิดเสิร์ฟพร้อมด้วยเครื่องเคียงและผักหลากหลายในราคา 119 บาทถ้วน/ท่าน พร้อมน้ำสมุนไพรและของหวาน โทร. 0-2236-0361 ต่อ ห้องตวันนา 258
ปิดท้ายที่ห้องอาหารไอโซ่ โรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ ชวนมาเต็มอิ่มไปด้วยอาหารนานาชนิด ในรสชาติของอาหารตะวันออก และตะวันตกรสเลิศ ในราคาที่สุดพิเศษกับโปรโมชั่น 1+1 บุฟเฟต์ มา 1 ท่าน ทานฟรีทันที 1 ท่านเพียง 450 บาท++ เลือกอร่อยกับอาหารกลางวันกว่า 100 รายการ โทร. 0-2253-0123

‘ม่อนแจ่ม’ ม่วนใจ พรั่งพราวดาวบนฟ้าและดาวบนดิน
February 24, 2010
ดินเนอร์โรแมนติกใต้แสงไฟ เบื้องบนมีดาวบนฟ้า เบื้องล่างมีดาวบนดิน
หนาวนี้ช่างแสนสั้น ใส่เสื้อกันหนาวที่ซื้อมายังไม่ทันเก่าก็หายหนาวเสียแล้ว ด้วยความที่ยังไม่เต็มอิ่มกับอากาศแบบเย็นสบาย ตะลอนเที่ยว เลยต้องหอบหิ้วตัวเองขึ้นทางเหนืออีกครั้ง ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ศูนย์กลางแห่งล้านนา
เมื่อถึงแล้วก็สปริงตัวเร่งรุดออกนอกตัวเมืองเชียงใหม่ไปที่ อ.แม่ริม เพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายในครั้งนี้ ม่อนแจ่ม สันเขาที่ตั้งอยู่ภายในเขตของ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอยอ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าในขณะที่กรุงเทพฯอากาศร้อนระยับ แต่บนม่อนแจ่มอากาศกลับหนาวเอาเรื่อง
จากสันเขารกร้างกลายเป็นม่อมแจ่มอันน่ายล
เอ่ยชื่อ ม่อนแจ่ม แล้วอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นหูกันสักเท่าไหร่ เพราะม่อนแจ่มจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและที่พักแห่งใหม่ของ จ.เชียงใหม่ เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2552นี่เอง
ม่อนแจ่ม คือพื้นที่บนสันเขาในระดับความสูงประมาณ1,350 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอยตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านม้งหนองหอย อ.แม่ริม บนม่อนแจ่มมีอากาศหนาวเย็นสบายตลอดทั้งปีแบบคงเส้นคงวา ซึ่งตะลอนเที่ยว สงสัยมาตลอดทางก่อนถึงม่อนแจ่มว่า ชื่อนี้เป็นมาอย่างไร เมื่อมาถึงแล้วได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณแจ่มจรัส สุชีวะ หรือคุณแจ่ม สถาปนิกที่มีแนวการออกแบบเป็นเอกลักษณ์และดีไซเนอร์แบรนด์JAM หลานตาของหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ผู้บุกเบิกม่อนแจ่มแห่งนี้จึงได้ความแจ่มกระจ่างว่า
แปลงผัก สวนประดับ และศาลาต้อนรับนักท่องเที่ยว
เดิมที่แห่งนี้เป็นขุนเขาว่างเปล่า ถูกทิ้งร้างให้มีหญ้าคาขึ้นเต็มไปหมด ฟังน้องสาว(คุณภดารี สุชีวะ)ที่ขึ้นมาเที่ยวที่นี่ก่อนผม เธอบอกว่าสวย น่าจะทำประโยชน์ได้บ้าง จนผมได้มีโอกาสถวายงานกษัตริย์สวีเดนที่เสด็จประพาสป่าแถวนี้ เมื่อขึ้นมาบนนี้แล้วเห็นว่าสวยจริง เลยคุยกับหัวหน้าศูนย์ฯโครงการหลวงที่นี่ว่า อยากจะพัฒนาพื้นที่แห่งนี้จากที่รกร้างว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์ โดยยึดหลักความพอเพียงเป็นที่ตั้ง
เมื่อลงมือพัฒนาพื้นที่แล้ว คุณแจ่มกับทีมงานเห็นตรงกันว่าควรตั้งชื่อขุนเขาแห่งนี้ จึงได้ตั้งชื่อม่อนแจ่มขึ้นมา หลายคนฟังแล้วอาจคิดว่ามาจากชื่อของคุณแจ่ม แต่จริงๆแล้วเขาเฉลยว่าม่อนแจ่มมมาจากการโหวตของทีมงาน ซึ่งต่างให้ความเห็นว่าเป็นชื่อที่ฟังไพเราะ ติดหูง่าย สอดรับกับชื่อม่อนล่องที่มีอยู่เดิมและอยู่ใกล้ๆกัน ที่สำคัญคือวิวทิวทัศน์บนนี้มันช่างเจิดแจ่มเสียนี่กระไร
พระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาที่ม่อนแจ่ม
บนม่อนแจ่มสามารถชมได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตก ด้านหนึ่งมองลงไปจะเห็นทิวทัศน์ทิวทัศน์ของ อ.แม่แตง และอ.แม่ริมเป็นอย่างดี แถมในวันที่ฟ้าเปิดเป็นใจมาก สามารถมองเห็นไกลถึงดอยหลวงเชียงดาวและขุนเขาเขตในจังหวัดเชียงรายเลยทีเดียว แต่ที่พิเศษยิ่งกว่านั่นก็คือ ย่ำยามราตรีในคืนเดือนมืด เมื่อแหงนหน้ามองฟ้าที่นี่จะงดงามไปด้วยทะเลดาวส่องแสงสกาวพราวพรั่งเต็มฟากฟ้า ส่วนเมื่อก้มมองลงไปยังเบื้องล่างจะเห็นแสงไฟที่ส่องสว่างจากทั้งสองอำเภอ ดูประดุจดังดาราแต้มดินที่วิบวับหลากสี
ไอเดียเก๋ๆ การปลูกพืช ผัก บนกระบะรถเก่า
ผมอยากให้นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนได้มาเห็นวิวแจ่มๆบนขุนเขาแห่งนี้ คุณแจ่มว่าอย่างนั้น
นอกจากวิวดีๆและอากาศเย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศตามธรรมชาติแล้ว บนพื้นที่กว่า40ไร่ของม่อนแจ่ม ยังมีสิ่งน่าสนใจอีกมากมาย
เริ่มจากจุดบังคับที่ทุกคนต้องแวะก็คือ บริเวณศาลารับรองแบบเปิดโล่ง ที่ใช้เป็นจุดต้อนรับนักท่องเที่ยวและเป็นห้องอาหารขนาดกะทัดรัดแบบที่กินข้าวไปชมวิวไป รอบๆบริเวณมีแปลงผัก และสวนไม้ดอกไม้ประดับที่แปลกแหวกแนวจากไอเดียเก๋ๆของคุณแจ่ม คือเป็นสวนที่มีการนำเอาเศษเหล็กเก่าๆ สิ่งของเหลือใช้ อาทิ รถเก่าๆหมดสภาพของโครงการหลวง โถอ่างล้างหน้า มาเป็นที่ปลูกพืชผัก ดอกไม้ หรือใช้ในการประดับตกแต่งสวน ในแนวคิดผสมผสานธรรมชาติเข้ากับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
แปลงผักปลอดสารบนม่อนแจ่ม
หากเดินเลยจากสวนลึกเข้าไปทางไหล่เขาฟากหนึ่งของม่อนแจ่มจะพบกับแปลงสตอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน ปลอดสาร รสหวานอร่อย ในช่วงสตอเบอรี่ออกผลตั้งแต่ช่วงกลางหนาวไปจนถึงราวเดือนเมษายน ทางโครงการเขาเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวสามารถไปเดินเก็บกินสดๆจากต้นกับมือได้ ในขณะที่คนชอบกินผัก มาที่ม่อนแจ่มก็ไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะนอกจากปลูกเพื่อความสวยงามแล้ว ยังเอามาทำเป็นอาหารเพื่อสุขภาพให้ได้ลิ้มลองอีกด้วย
ส่วนสิ่งหนึ่งที่ ตะลอนเที่ยว มิอาจมองข้ามได้เลย ก็คือ ที่หลับที่ที่นอนบนม่อมแจ่มแห่งนี้ ที่ถูกดัดแปลงปลูกสร้างให้สอดคล้องกับภูเขาแนวลาดชัน
นอนเต็นท์ทำเลทองบนไหล่เขา
โดยที่พักที่นี่จัดทำเป็นเต็นท์แนว แคมปิ้ง รีสอร์ท เพื่อต้องการรักษาธรรมชาติให้เสียดายน้อยที่สุด ทั้งยังกลมกลืนกับธรรมชาติ พื้นที่สร้างเต็นท์และห้องน้ำใช้มือขุดทั้งสิ้น จุดพักเต็นท์มีทั้งสิ้น 15 จุด ซึ่งใช้ระดับและการจัดวาง เว้นระยะห่างคงความเป็นส่วนตัวสูงเห็นวิวหมดทุกเต็นท์ แถมภายในเต็นท์ยังดูหรูใช่ย่อย มีทั้งตะเกียง ไฟฉาย ปลั๊กไฟหมอน ผ้าห่ม ที่นอน ผ้าเช็ดตัว จนกระทั่งรองเท้าแตะวางไว้ให้ อีกทั้งยังมีห้องน้ำส่วนตัวปลูกสร้างด้วยไม้ ภายในมีทั้งเครื่องทำน้ำร้อนสบู่ แชมพู มีครบ สนนราคาอยู่ที่ เต็นท์เล็ก800บาทต่อคืน จุได้2-3คน และเต๊นท์ใหญ่ 1,200บาทต่อคืนรองรับได้ 4คนขึ้นไป ถือได้ว่าเป็นเจ้าแรกๆในเชียงใหม่ที่จัดเต็นท์ลักษณะนี้
2หนูน้อยชาวลีซอร่วมเก็บสตอเบอรี่กับนักท่องเที่ยว
เรียกได้ว่าเมื่อมานอนพักผ่อนที่ม่อมแจ่มแล้ว มันช่างได้บรรยากาศเสียนี่กระไร แต่ยังไงตะลอนเที่ยวก็ไม่ได้นอนเพลินจนตื่นสายตะวันแผดจ้า เพราะเสน่ห์อย่างหนึ่งของการมาที่นี่คือต้องตื่นเช้าขึ้นมาชมวิว รับอากาศบริสุทธิ์ จากนั้นค่อยไปเที่ยวตามจุดต่างๆในละแวกใกล้เคียง ซึ่งใกล้ๆกับม่อนแจ่มมีม่อนล่องในเขตบ้านหนองหอยเก่าเป็นจุดสูงสุดในอ.แม่ริม มีความสูงประมาณ1,400 เมตร ในฤดูหนาวเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่สวยงาม บนนี้โอบล้อมไปด้วยผืนป่า มีสมุนไพร กล้วยไม้ และพันธุ์ไม้น่าสนใจหลากหลาย รวมถึงเป็นที่ตั้งของ ศาลขุนหลวงวิรังคะขุนหลวงชาวลัวะผู้มีตำนานความรักข้าวเดียวที่มีต่อเจ้าแม่จามเทวี ที่เชื่อกันว่าผู้ใดได้มาไหว้สาศาลขุนหลวงวิรังคะแห่งนี้ มักจะสมปรารถนาในเรื่องของความรักและการขอบุตร
แปลงผักในโครงการหลวงหนองหอย
สำหรับอีกจุดหนึ่งที่มาแล้ว ไม่ควรพลาดการเที่ยวชมด้วยประการทั้งปวงก็คือ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ที่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2527 เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับงานด้านการเกษตร การปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอย เนื่องจากเดิมที่นี่ได้ชื่อว่า เป็นพื้นที่ปลูกฝิ่นที่อยู่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่มากที่สุด
โรงผักไฮโดรโพนิคของโครงการหลวง
ความสงสัยใคร่รู้ต่อชื่อ หนองหอย ที่ไม่เห็นหอยสักตัวของ ตะลอนเที่ยว เกิดขึ้นอีกระลอกหนึ่ง เก็บความข้องใจไว้ได้ไม่นาน จึงแอบกระซิบถามคนในพื้นที่ว่า ชื่อหนองหอยท่านได้แต่ใดมา คนหนึ่งตอบว่าอาจจะมาจากแต่เดิมที่นี่คงมีหนองน้ำแล้วมีหอยเยอะ(มั้ง) ส่วนอีกคนหนึ่งบอกว่า หนองหอย เพี้ยนมาจากหนองหาย ที่มาจากเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า แต่ก่อนที่นี่มีหนองน้ำประหลาด สัตว์น้อยใหญ่ที่ลงมากินน้ำต่างเป็นต้องอันตธานหายไปในหนองน้ำแห่งนี้ คนจึงเรียกขานกันว่าหนองหาย ก่อนจะเพี้ยนเป็นหนองหอยในเวลาต่อมา
สตอเบอรี่สดๆรสหวาน บนไหล่เขาม่อนแจ่ม
ในโครงการหลวงหนองหอยมีการทำไร่องุ่นไร้เมล็ด เลี้ยงไส้เดือนดิน ปลูกผักกาดหอม พริกหยวกสีช็อคโกแลต มีแปลงผักและงานวิจัยผักเมืองหนาว เช่น อาติโช๊ค แปลงสมุนไพร เลมอนทาร์ม มิ้น คาร์โมมายด์ โรสแมรี่ พลัม แปลงผักไฮโดรโพนิค มีเทคโนโลยีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน เช่น โอ้คลีฟแดง และผักตระกูลสลัด มะเขือเทศดอยคำลูกโต แปลงปลูกผักแบบขั้นบันไดของชาวเขาที่มีเผ่าม้ง ลีซอ ที่มีการปลูกผักมากกว่า 30 ชนิด
การได้มาเห็นกรรมวิธีการผลิดที่ได้พืชผักผลใหญ่แบบนี้น่าทึ่งจริงๆ ทำให้การไปแอ่วม่อนแจ่มในครั้งนี้ เราได้กลับมาทั้งไอหนาวและความสนุก ม่วนอก ม่วนใจ แต้ๆ
มะเขือเทศลูกโต ผลผลิตขึ้นชื่อของโครงการหลวงหนองหอย
****************************************
ม่อนแจ่ม เป็นส่วนหนึ่งของ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย อ.แม่ริม ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่เพียง40นาทีจากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 107 สายเชียงใหม่-ฝาง ตรงไปถึงอำเภอแม่ริมบริเวณ กม. 17 ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1096 สายแม่ริม-สะเมิง ถึง กม. 15 ให้เลี้ยวขวาที่บ้านโป่งแยกไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร ก็ถึงบนสันเขาม่อนแจ่ม ผู้สนใจท่องเที่ยว พักค้าง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร. 08-1806-3993 หรือที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการหลวงโทร. 0-5381-0765 ต่อ108

งามเป็นต่อ ที่วัดต่อแพ แม่ฮ่องสอน/ปิ่น บุตรี
February 24, 2010
โดย : ปิ่น บุตรี
เจดีย์และวิหารวัดต่อแพ
แม่ฮ่องสอน นอกจากจะเป็นเมืองสามหมอกแล้วยังเป็นเมืองไทยใหญ่(ไต)อีกด้วย เพราะเมืองนี้มีชาวไทยใหญ่อาศัยอยู่มากที่สุดในเมืองไทย นั่นจึงทำให้เมืองแม่ฮ่องสอนอบอวลไปด้วยวิถีแห่งไทยใหญ่อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็น วิถีชีวิต วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี อาหารการกิน รวมไปถึงงานศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดตามวัดวาอารามต่างๆ
ดังนั้นใครที่แอ่วเมืองสามหมอกจะพบว่าวัดวาอารามส่วนใหญ่น่ายลไปด้วยงานพุทธศิลป์แบบไทยใหญ่อันเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะตามวัดต่างๆในตัวเมืองมีงานศิลปกรรมแบบไทยใหญ่ให้ดูกันเพียบเลย ไม่ว่าจะเป็น วัดพระธาตุดอยกองมู บนดอยกองมูที่ประดิษฐานพระธาตุกองมูศูนย์รวมจิตใจของชาวแม่ฮ่องสอน วัดจองคำ-วัดจองกลาง 2 วัดคู่บริเวณหนองจองคำที่ต่างก็มีสิ่งชวนชมโดดเด่นไปคนละแบบ วัดหัวเวียง กับงานศิลปกรรมไทยใหญ่อันสุดวิจิตร
อย่างไรก็ตามใช่ว่างานพุทธศิลป์เด่นๆจะมีอยู่แค่ในตัวเมืองเท่านั้น เพราะตามนอกเมืองในบางอำเภอก็มีวัดสวยๆงามๆอันทรงคุณค่าให้เราได้ไปชื่นชมในงานศิลปสถาปัตยกรรมแบบไทยใหญ่กันพอสมควร อย่างกับที่ วัดต่อแพนี่ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีความงามในระดับเป็นต่อวัดหลายๆวัดเลยทีเดียว
หนึ่งในพระพุทธรูปองค์งามในศาลาการเปรียญ
วัดต่อแพ ตั้งอยู่ที่ ต.แม่เงา อ.ขุนยวม(ห่างจากตลาดขุนยวมประมาณ 7 กม.) ผมได้ยินจากปากคำชาวแม่ฮ่องสอนมานานแล้วว่า วัดนี้สวยงามใช่ย่อย ครั้นเมื่อมีโอกาสได้ไปเห็นแบบจะจะเต็ม 2 ลูกกะตา คำว่าสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ดูจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด แต่ก่อนที่จะไปชมสิ่งสวยๆงามๆในวัดต่อแพ ผมขอพาไปรู้จักประวัติความเป็นมาคร่าวๆของหมู่บ้านต่อแพและวัดต่อแพกันสักหน่อย เพื่อให้เห็นภาพที่มาที่ไปของวัดแห่งนี้ในปัจจุบัน
เริ่มด้วยความเป็นมาของหมู่บ้านต่อแพ เดิมเป็นหมู่บ้านบริวารของหมู่บ้านขุนยวมตั้งอยู่ริมแม่น้ำยวม ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นไทยใหญ่และกะเหรี่ยง ไม่มีหลักฐานว่าอพยพมาจากไหน ต่อมามีคนอพยพมาอยู่มากขึ้น ชาวบ้านจึงขอแยกตัวมาตั้งเป็นหมู่บ้านใหม่ชื่อว่าบ้านต่อแพ(ปี พ.ศ. 2461 ขึ้นทะเบียนหมู่บ้านตามระเบียบการปกครองของกระทรวงมหาดไทย) สำหรับที่มาของชื่อมาจากการที่หมู่บ้านแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ไม้ไผ่ต่อเป็นแพ เพื่อให้เป็นพาหนะบรรทุกสินค้าไปทำการติดต่อค้าขายในอำเภอแม่สะเรียง
จากหมู่บ้านมาดูความเป็นมาของวัดต่อแพกันบ้าง วัดแห่งนี้ เดิมเป็นพื้นที่วัดร้าง มีเจดีย์เก่าแก่ มีกองอิฐ ซากปรักหักพัง และป่ารกทึบ(มีเรื่องเล่าว่าสมัยก่อนวัดร้างที่นี่ผีดุมาก) กระทั่งในปี พ.ศ.2461 มีพระธุดงค์เดินทางมาจากพม่าแล้วมาตั้งเป็นสำนักสงฆ์ขึ้น หลังจากนั้นพ่อค้าที่เดินทางไปค้าขายยังแม่สะเรียงและพม่าด้วยการล่องแพไปจากที่นี่ ได้ร่วมมือกับชาวบ้านสร้างศาลาการเปรียญขึ้น พร้อมกับทำการบูรณะเจดีย์ที่พักพังด้วยการสร้างเจดีย์องค์ใหม่ครอบโดยได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระอรหันต์เข้าไปด้วย และยังได้สร้างวิหารขึ้นมาคู่กับองค์เจดีย์ด้วย
ยามหน้าฝน หน้านา เมื่อมองออกไปจากศาลาชมวิวจะสดชื่นไปด้วยท้องทุ่งนาอันเขียวชอุ่ม
จากนั้นวัดต่อแพได้ทำการพัฒนาปรับปรุงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวชุมชนแล้วยังเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจของอำเภอขุนยวมอีกด้วย
แรกที่ก้าวเข้าเขตวัดต่อแพ ความงามของเจดีย์กับวิหารเก่าขลังหลังคาซ้อนหลายชั้นกลางวัดก็พุ่งเข้าจับหมับในหัวใจทันที
สำหรับเจดีย์และวิหารที่ตั้งเคียงข้างกันเป็นศิลปะไทยใหญ่ผสมพม่า ฐานเจดีย์แปดเหลี่ยมด้านล่างเป็นสีขาว ช่วงบนเป็นสีทองอร่ามตา ตามทิศต่างๆของเจดีย์จะมีซุ้มพระประจำ และมีสิงห์ตั้งตระหง่านคุมอยู่ทั้ง 4 มุม ในขณะที่ส่วนยอดประดับด้วยฉัตรโลหะ 7 ชั้น บนฉัตรมีระฆังแขวนห้อยอยู่จำนวนมาก ยามต้องลมระฆังเหล่านี้จะให้ซุ่มเสียงกรุ๊งกริ้งดังกังวานไปทั่วบริเวณ สร้างพลังขรึมขลังในจิตใจได้ไม่น้อยเลย
จากองค์เจดีย์-วิหาร ผมเดินไปยืนอ่านป้ายเชิญชวนดูสิ่งน่าสนใจที่ทางวัดเขียนขึ้น มีทั้ง อนุสรณ์สถานทหารญี่ปุ่นที่บริเวณหน้าวัด ศาลาชมวิวที่ด้านข้างวัดใกล้ๆกับศาลาการเปรียญซึ่งในยามหน้าฝน หน้านา มองออกไปจะเห็นท้องทุ่งนาขั้นบันไดเล็กๆเขียวขจี มีหมู่บ้านและภูเขาเป็นฉากหลังงามเด่น ต้นศรีมหาโพธิ์จากอินเดีย เถาสะบ้าใหญ่เก่าแก่อายุเกือบ 100 ปี และศาลาการเปรียญหลังงามที่ภายในมีสิ่งน่าสนใจให้ชมมากมาย
ศาลาการเปรียญ
ศาลาหลังนี้เป็นศิลปะไทยใหญ่ผสมพม่า เป็นศาลาชั้นเดียวใต้ถุนสูง หลังคาซ้อนหลายชั้น มีการประดับตกแต่งลวดลายฉลุตามจุดต่างๆแบบพองาม บริเวณใต้ถุนศาลาแขวนไว้ด้วยเถาลูกสะบ้าเขียนข้อความคติเตือนใจ ส่วนในอาคารศาลามีของดีชวนชมต่างๆ อาทิ ภาพถ่ายเก่าแกของวัด แล้วต่อด้วยการชื่นชมกับพระพุทธรูปศิลปะพม่า ไทยใหญ่ ที่มีทั้งพระประธาน พระพุทธรูปทรงเครื่อง พระบัวเข็ม และอีกมากมายหลายองค์
ผ้าม่านประดับทับทิม
นอกจากนี้ยังมีธรรมาสน์สวยงามเก่าแก่ จองพารา ตั้งให้ชมอยู่ในบริเวณเดียวกัน ส่วนที่ปลีกตัวแยกกลุ่มออกมาเล็กน้อยก็คือ ผ้าม่านประดับทับทิมอันเก่าแก่สวยงาม ผ้าม่านผืนนี้ เป็นผ้ากำมะหยี่เย็บด้วยมือทั้งผืน กว้าง 1.65 เมตร ยาว 3.80 เมตร มีอายุกว่า 150 ปี ทำขึ้นในพม่าแล้วมีผู้ใจบุญนำมาถวายให้เจ้าอาวาสวัดต่อแพองค์แรก ในผืนผ้าประดับตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยลูกปัด มุก และทับทิมแท้จำนวนมาก เป็นเรื่องราวพุทธประวัติ ตอนพระเวสสันดรชาดก เสด็จประพาสอุทยานฯ ผ้าผืนนี้ใช้เป็นผ้ากั้นในงานบุญมงคลต่างๆ นับเป็นอีกหนึ่งของดีของวัดต่อแพที่ไม่ควรพลาดการชื่นชมด้วยประการทั้งปวง
เว็จกุฎีพระ
แต่ที่ผมเห็นว่าเด็ดดวงที่สุดก็เห็นจะเป็นการที่วัดนี้เขาชูส้วมพระ หรือถานพระหรือเว็จกุฎีพระเป็นหนึ่งในของดีนี่แหละ
บ๊ะ อย่างนี้เห็นทีจะพลาดไม่ได้ ยิ่งบังเอิญผมรู้สึกตะหงิดๆขึ้นมาพอดี มันจึงเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัวไปโดยปริยาย ว่าแล้วผมจึงเดินลุยถั่วไปยังถานพระอย่างไม่รีรอ
ถานพระแห่งนี้เป็นถานโบราณเป็นส่วนหนึ่งของศาลาการเปรียญ สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2464 โน่น แต่ทางวัดเพิ่งบูรณะใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว(2551) ความเก่าขรึมขลังหลายส่วนจึงหายไป แต่ว่าสิ่งที่ได้แทนมาก็คือ ความแข็งแรง คงทน และความสะอาดสะอ้าน ในขณะที่รูปทรงนั้นยังคงเดิมคือเป็นอาคารไม้มุงหลังคาแป้นเกร็ด หลังคาซ้อนกันหลายชั้นดูจากภายนอกเป็นส้วมที่สง่างามโดยเฉพาะส่วนหลังคาที่สมส่วนลงตัว ส่วนภายในส้วมนั้นก็ให้บรรยากาศชวนปลดทุกข์ไม่น้อย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการปลดทุกข์ทางกาย สามารถทำให้ทุกข์หายได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ผิดกับการปลดทุกข์ทางใจที่สามารถช่วยให้เราคลายทุกข์ได้อย่างจีรังยั่งยืน
แต่ทว่าโลกนี้จะมีใครสักกี่คนสามารถปลดทุกข์ทางใจได้อย่างถาวร?

พบสินค้าทางการท่องเที่ยวมากมายในงาน เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก
February 24, 2010
แม้สถานการณ์ในช่วงวันตัดสินคดียึดทรัพย์ นช.ทักษิณ ยังดูน่าเป็นห่วง แต่ทางผู้จัดงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ยังคงเดินหน้าจัดงานต่อไป ตั้งแต่วันที่ 25-28 ก.พ. 53 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงาน มีการออกบูธจากผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 1,000 บูธ โดยแบ่งโซนตามหมวดหมู่ของสินค้าต่างๆ
เคทีซี(KTC) หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (ADT) สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมโรงแรมไทย (THA) และสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษณ์และผจญภัย (TEATA) ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และธุรกิจภาคเอกชนต่างๆ ได้กำหนดจัดงาน “เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 7 Thai International Travel Fair 2010″ ระหว่างวันที่ 25-28 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
สำหรับการจัดงาน “เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 7มีวัตถุประสงค์ดังนี้
1.กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อบริการด้านท่องเที่ยวโดยตรงกับผู้ ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งแพคเกจทัวร์เส้นทางต่างๆ ตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ ห้องพักราคาพิเศษ ฯลฯ
2.ส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจการท่องเที่ยว สายการบิน โรงแรมที่พัก บริษัททัวร์ ให้ได้นำเสนอขายธุรกิจที่มีคุณภาพและราคาพิเศษให้ลูกค้า ในช่วงระหว่างปิดภาคเรียนเดือนมีนาคม – มิถุนายน 2553
ภายในงาน มีการออกบูธจากผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 1,000 บูธ โดยแบ่งโซนตามหมวดหมู่ของสินค้า เช่น ธุรกิจและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาทิ โรงแรม สปา อุปกรณ์เดินป่า ทัวร์ท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศต่างประเทศ เป็นต้น นอกจากนี้สนุกสนานกับกิจกรรมบันเทิงต่างๆ และการเสวนา พิเศษสุด มีการจับรางวัลรถยนต์ Chevrolet AVEO ทุกวัน วันละ 1 คัน จำนวน 4 คัน สำหรับผู้ซื้อสินค้าในงานแลกคูปองเพื่อชิงรางวัล
สำหรับสินค้าพิเศษทางการท่องเที่ยวที่น่าสนใจซึ่งจะพบได้ในงานนี้ก็มี การท่องเที่ยวนิวซีแลนด์การท่องเที่ยวนิวซีแลนด์จับมือกับดีแทคเชิญชวนลูกค้าดีแทคเที่ยวนิวซีแลนด์ในราคาพิเศษ พร้อมด้วยการได้รับสิทธิ์ส่วนลดและบัตรกำนัลมูลค่าสูงสุดถึง 6,000 บาท และของที่ระลึกในงานนี้, โรงแรมไอบิส ประเทศไทย นำเสนอโปรโมชั่นพิเศษราคา 1,099 บาท, สายการบินไทยแอร์เอเชียออกแคมเปญตั๋วเดินทางราคาประหยัดเฉพาะในงานนี้ สู่เส้นทางบินยอดฮิต อาทิ สิงคโปร์ โฮจิมินห์ ปีนัง พนมเปญ ภูเก็ต กระบี่ นราธิวาส นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี อุดรธานี และอุบลราชธานี

มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติเมืองนคร
February 24, 2010
ททท. ได้ร่วมกับเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และหน่วยงานต่างๆ ผนึกกำลังชวนนานาประเทศ 12 ประเทศร่วมงาน มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ ในวันที่ 25 28 กุมภาพันธ์ นี้ เพื่อส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวเชิงพุทธ ในวาระ 50 ปีของ ททท.
ปรเมศวร์ อมาตยกุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. ได้ร่วมกับเทศบาลนครนครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช และสวนสร้างสรรค์นาคร บวรรัตน์ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ผนึกกำลัง โดยชวนนานาประเทศ 12 ประเทศร่วมบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ ในงาน มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ ที่เมืองนคร 2553 ในระหว่างวันที่ 25 28 กุมภาพันธ์ นี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวเชิงพุทธ ในวาระ 50 ปีของ ททท.
อันประกอบด้วย เนปาล บังคลาเทศ พม่า ลาว เขมร เวียดนาม จีน ทิเบต มาเลเซีย ญี่ปุ่น และ 4 ภูมิภาคจากประเทศไทย นอกจากนี้ ได้นิมนต์พระสังฆราชจากประเทศศรีลังกา และนิมนต์พระ 80 รูป จาก 8 ประเทศ ร่วมศรัทธา 780 ปี กับการแห่ผ้าพระบฏ ซึ่งนอกจากพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว ทั้ง 12 ประเทศ ยังจัดทำผ้าพระบฏ ในรูปแบบต่าง ๆ ตามประเพณีนิยม ร่วมสมโภช พร้อมเข้าสู่ขบวนแห่ผ้าพระบฏนานาชาติ รวมถึงผ้าพระบฏยักษ์จากสวนโมกขพลาราม ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ เวลา 09.00 น. จากสนามหน้าเมืองไปยังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อโน้มนำการปฏิบัติบูชาตามคำสอนสำคัญของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือโอวาทปาฏิโมกข์แห่งมาฆะมาส ละชั่วใฝ่ดี ซึ่งผ้าพระบฏดังกล่าวมีตั้งแนวตั้ง แนวตุง ตลอดจนธงริ้ว ธงราว อันเป็นความเชื่อในมิติสูงต่ำตามศรัทธาของชาวพุทธ
ททท.จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมจาริกแสวงบุญ ณ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แผ่นดินอันหลากหลายอารยธรรม ไม่ต่างไปจากประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า แล้วท่านจะค้นพบว่านครศรีธรรมราช เมืองมงคล คนทำดี การันตี ด้วยรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย กว่า 8 รางวัลมากสุดในประเทศไทย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานนครศรีธรรมราช โทร.0-7534-6515-8 หรือที่ call center 1672

ททท.ขวนร่วมงานฉลองอนุสาวรีย์ปราบฮ่อและงานกาชาดหนองคาย
February 24, 2010
จังหวัดหนองคาย ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย เทศบาลเมืองหนองคาย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี จัด งานฉลองอนุสาวรีย์ปราบฮ่อและงานกาชาดหนองคาย ในวันที่ 5-13 มีนาคม นี้
ธัญภา นิโครธานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานอุดรธานี กล่าวว่า จังหวัดหนองคาย ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย เทศบาลเมืองหนองคาย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี จัด งานฉลองอนุสาวรีย์ปราบฮ่อและงานกาชาดจังหวัดหนองคาย ประจำปี 2553 ระหว่างวันที่ 5-13 มีนาคม นี้ บริเวณอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ ถนนเจนจบทิศ ถนนประจักษ์ ถนนชัยพร ถนนมีชัย และสนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย เป็นหลัก
ธัญภา ยังกล่าวอีกว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายมีแนวคิดให้พิจารณาจัดการแสดง-แสง-สี-เสียง แสดงความเป็นมาของการทำศึกสงครามปราบปรามกบฏฮ่อตั้งแต่ครั้งอดีต เพื่อให้ประชาชนชาวหนองคายและนักท่องเที่ยวได้ชมความเป็นมา วีรกรรมความกล้าหาญของบรรพบุรุษ และถือให้เป็นกิจกรรมหลักของการจัดงานในครั้งนี้ เนื่องจากทุกครั้งที่ผ่านมาการจัดงานฉลองอนุสาวรีย์ปราบฮ่อและงานกาชาดไม่มีความแปลกใหม่ ไม่ค่อยดึงดูดความสนใจจากประชาชนเท่าใดนัก
นอกจากนี้ยังจัดให้มีกิจกรรมอีกมากมาย อาทิ การออกร้านมัจฉากาชาด การจัดมหรสพ การจัดนิทรรศการของหน่วยงานต่าง ๆ การประกวดธิดาพญานาค การแข่งขันกีฬาปราบฮ่อคัพ การประกวดร้องเพลง การประกวดผลผลิตทางการเกษตร การจัดกิจกรรมถนนอาหาร และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน เป็นต้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวจังหวัดหนองคายโทรศัพท์ 0-4242-1326, 0-4241-1120 ทุกวันในเวลาราชการ

“วัดเฉลิมพระเกียรติ” เมืองนนท์ งดงามริมน้ำเจ้าพระยา
February 23, 2010
โดย หนุ่มลูกทุ่ง
พระบรมรูปของรัชกาลที่ 3 ผู้ทรงสร้างวัดแห่งนี้
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ไม่เพียงแต่จะมีพระปรีชาสามารถในเรื่องของการค้าขายจนได้รับพระฉายาว่า “เจ้าสัว” พระองค์ยังเป็นกษัตริย์ที่มีจิตใจฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนา ในรัชกาลของพระองค์ได้ทรงสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดหลากหลายวัดด้วยกัน โดยวัดที่พระองค์ทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์นั้นก็จะมีเอกลักษณ์ตรงที่เป็นศิลปะแบบไทยผสมกับจีนซึ่งถือเป็นพระราชนิยมของพระองค์
วันนี้ฉันได้ไปเยือนวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งถือเป็นวัดสุดท้ายที่รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างขึ้นก่อนที่จะเสด็จสวรรคตไปในปี พ.ศ.2394 เป็นวัดที่มีสิ่งที่น่าสนใจอยู่มากมาย นั่นก็คือ “วัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร” วัดงามริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในจังหวัดนนทบุรี
พระพุทธมหาโลกาภินันทปฏิมา พระประธานในพระอุโบสถ
วัดเฉลิมพระเกียรตินี้เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น ในพื้นที่ซึ่งเป็นนิวาสถานเดิมของพระอัยกา (ตา) พระอัยกี (ยาย) และพระราชมารดาของพระองค์ หรือเจ้าจอมมารดาเรียม ซึ่งภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระศรีสุลาลัย โดยพระองค์ทรงเห็นว่าควรที่จะสถาปนาสถานที่แห่งนี้ขึ้นเป็นพระอารามหลวงสักแห่งหนึ่งเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแก่บุคคลทั้งสามนั้น
แต่เดิมบริเวณนี้เคยเป็นป้อมปราการเก่า ชื่อว่าป้อมทับทิม ใช้ในการสอดส่องป้องกันข้าศึกที่อาจจะรุกล้ำเข้ามาทางแม่น้ำ และเมื่อพระองค์มีพระราชประสงค์ในการสร้างวัด จึงโปรดเกล้าฯให้พระยาคลัง (ดิศ บุนนาค) ตำแหน่งที่สมุหพระกลาโหมเป็นแม่กองสร้างวัดขึ้น และโปรดให้สร้างป้อมปราการก่ออิฐถือปูน มีใบเสมาเป็นทำนองเดียวกันกับพระบรมมหาราชวังรอบวัดไว้เป็นอนุสรณ์ พร้อมทั้งพระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่าวัดเฉลิมพระเกียรติ
พระวิหารแห่งวัดเฉลิมพระเกียรติ
เมื่อพระองค์จะเสด็จสวรรคต วัดเฉลิมพระเกียรตินี้ยังสร้างไม่เสร็จดี เพราะเมื่อในเวลานั้นพระองค์ยังได้ตรัสถึงวัดต่างๆ ที่ยังสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ค้างไว้ และขอให้ผู้ที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อจากพระองค์ได้ช่วยทนุบำรุงวัดที่ชำรุดและวัดที่ยังสร้างค้างอยู่นั้นให้เสร็จเรียบร้อยด้วย ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่4 เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้ว พระองค์ก็ทรงรับเป็นพระราชภาระในการสร้างวัดเฉลิมพระเกียรติจนเสร็จเรียบร้อยในเวลาต่อมา
ที่วัดแห่งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพระอุโบสถ ที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีน ตามแบบพระราชนิยม หลังคาพระอุโบสถมุงด้วยกระเบื้องรางดินเผาทำเป็นลอนลูกฟูกแบบจีน หน้าบันประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีสดจากประเทศจีน ประดับตกแต่งสีให้เป็นใบและดอกพุดตาน
หน้าบันของพระวิหารที่ประดับด้วยเครื่องกระเบื้องลวดลายแบบจีน
เมื่อเข้าไปด้านในจะได้พบกับ “พระพุทธมหาโลกาภินันทปฏิมา” พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยทองแดง ซึ่งรัชกาลที่ 3 โปรดให้ขุดแร่ทองแดง ที่อำเภอจันทึก จังหวัดนครราชสีมา ได้แร่ทองแดงจำนวนมาก จึงโปรดให้หล่อพระพุทธรูปขนาดใหญ่เพื่อนำไปประดิษฐานเป็นพระประธานประจำในพระอุโบสถแห่งนี้ นอกจากนี้ บานประตู บานหน้าต่างพระอุโบสถยังเขียนลายรดน้ำปิดทอง ตราพระราชลัญจกรของรัชกาลที่ 3 และรูปกระต่ายภายในวงพระจันทร์เต็มดวง แต่ในตอนนี้อุโบสถกำลังซ่อมแซม อีกไม่นานคงจะแล้วเสร็จและงดงามเหมือนดังเดิม
พระศิลาขาว ประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร
นอกจากพระอุโบสถแล้ว ก็ยังมีอาคารอีกสองหลังสร้างขนาบข้าง และมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมคล้ายกัน ทั้งหน้าบันที่มีศิลปะแบบไทยผสมจีน ต่างกันแต่เพียงขนาดของอาคาร นั่นก็คือพระวิหาร และการเปรียญหลวง ฉันเลือกเดินเข้าไปภายในพระวิหารก่อน เพื่อมากราบ “พระศิลาขาว” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่รัชกาลที่ 4 โปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐานในพระวิหาร จึงทำให้นิยมเรียกวิหารหลังนี้ว่าวิหารพระศิลาขาว พระองค์นี้ประดิษฐานอยู่ในบุษบกไม้สักลงรักปิดทองประดับกระจก มีลวดลายอ่อนช้อยสวยงาม ช่วยส่งเสริมให้องค์พระดูโดดเด่น ก่อนจะเดินไปยังการเปรียญหลวง ซึ่งภายในประดิษฐาน “พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์” เป็นพระประธาน จิตรกรรมฝาผนังภายในเขียนสีเป็นลายดอกไม้ร่วงสีอ่อนหวานเหมือนกับในพระวิหาร
พระปฏิมาชัยวัฒน์ ในการเปรียญหลวง
ส่วนบริเวณด้านหลังพระอุโบสถนั้น มองไปจะเห็นพระเจดีย์องค์สีขาวดูโดดเด่นอยู่เบื้องหลัง เป็นเจดีย์ทรงลังกา องค์เจดีย์เป็นรูปทรงกลมมีฐานแปดเหลี่ยมสองชั้น จากฐานถึงยอดมีความสูงประมาณ 45 เมตร ภายในบรรจุพระบรมธาตุ
นอกจากในเขตพุทธาวาสแล้ว ส่วนของเขตสังฆาวาสก็ยังมีความน่าสนใจ เพราะเป็นหมู่กุฏิทรงไทย จำนวน 16 หลังด้วยกัน ซึ่งสร้างและจัดแผนผังอย่างมีระเบียบ เป็นเรือนไทยภาคกลางทรงมะนิลาใต้ถุนสูง มีความสวยงามบ่งบอกถึงความเป็นศิลปะไทยๆ แต่เนื่องจากบริเวณนี้เป็นเขตสังฆาวาส พวกเราซึ่งเป็นฆราวาสก็ควรต้องสงบสำรวมในการชมกันหน่อย
พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ชมภายในวัดจนทั่วแล้ว ลองเดินออกจากป้อมกำแพงวัดอีกครั้ง แล้วเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยามาทางซ้ายมือ ก็จะได้พบกับพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในท่าประทับยืนหันหน้าออกสู่แม่น้ำ ทางวัดจัดสร้างพระบรมรูปของพระองค์ขึ้นเพราะเป็นผู้ที่โปรดเกล้าฯให้สร้างวัดเฉลิมพระเกียรตินี้ขึ้น เมื่อฉันกราบสักการะท่านเสร็จแล้วจึงได้เดินไปอ่านคำจารึกด้านหลังพระบรมรูปที่จารึกไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีเชื้อสายฝ่ายสมเด็จพระบรมราชชนนีเป็นชาวเมืองนนทบุรี โดยสมเด็จพระศรีสุลาลัยทรงเป็นธิดาเจ้าเมืองนนทบุรีศรีมหาอุทยาน นนทบุรีนี้คือเมืองคู่พระบารมีแห่งพระองค์…”
ป้อมและกำแพงวัดที่ดูคล้ายกำแพงของพระบรมมหาราชวัง
เมื่อกราบสักการะพระบรมรูปแล้ว สิ่งสุดท้ายที่ฉันไม่อยากให้พลาดชมนั่นก็คือ “อุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก”สวนสาธารณะริมแม่น้ำซึ่งอยู่ติดกับวัด อุทยานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เพื่อเป็นสถานที่รับรองพระราชอาคันตุกะ หรือแขกของรัฐบาลที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย รวมทั้งยังเป็นสถานที่ผักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกายของประชาชน ซึ่งฉันเชื่อว่าต้องเป็นแหล่งพักผ่อนที่ดีแน่นอน เพราะภายในอุทยานนั้นตกแต่งอย่างงดงาม มีทั้งสระน้ำและต้นไม้ร่มรื่น อีกทั้งยังมีอาคารงดงามอย่าง “วิมานสราญนวมินทร์” เป็นอาคารพลับพลาโถงตั้งอยู่กลางสระน้ำ มีศาลาจตุรมุขงดงามสามหลังอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และยังเป็นศูนย์รวมพันธ์ไม้น้ำ ไม้ชายน้ำ พืชสวนชนิดต่างๆ ไว้บนเนื้อที่กว่า 100 ไร่
ตุ๊กตาหินจีนก็มีให้เห็นในบริเวณวัด
ในวันมาฆบูชาที่กำลังจะถึงนี้ (28 ก.พ.) ฉันก็อยากจะเชิญชวนทุกคนให้มาทำบุญตักบาตร ไหว้พระเวียนเทียน และชมสิ่งที่น่าสนใจภายในวัดเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้ด้วยกัน
วิมานสราญนวมินทร์ ในอุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
“วัดเฉลิมพระเกียรติ” ตั้งอยู่ที่ 86 หมู่ 3 ถนนท่าน้ำนนท์-วัดโบสถ์ดอนพรหม ตำบลบางศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี การเดินทาง จากถนนนครอินทร์มุ่งหน้าสะพานพระราม 5 เมื่อวิ่งผ่านสี่แยกบางสีทอง(ถนนบางกรวย-ไทรน้อย) แล้วให้ชิดซ้ายเพื่อเข้าสู่ถนนท่าน้ำนนท์-วัดโบสถ์ แล้ววิ่งตรงไปตามทางเรื่อยๆ จนเจอโรงพยาบาลวัดเฉลิมพระเกียรติทางซ้ายมือ จากนั้นให้เลี้ยวขวาเข้าซอยวัดเฉลิมพระเกียรติ วิ่งไปจนถึงแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะเจอวัด สำหรับพระวิหารและการเปรียญหลวงจะเปิดให้ชมเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์และวันสำคัญ สอบถามโทร.0-2881-6323, 0-2446-4035

มีเต้าเจี้ยว ไม่ขาดโปรตีน
February 23, 2010
เมื่อตอนที่แล้ว “108 เคล็ดกิน” พูดถึงเต้าหู้ยี้ไปแล้ว ก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีเครื่องปรุงอีกประเภทที่ทำมาจากถั่วเหลืองเหมือนกัน และเป็นการถนอมอาหารชองชาวจีนเช่นกัน นั่นก็คือ “เต้าเจี้ยว” ที่ได้จากการนำเอาถั่วเหลืองไปต้มหรือนึ่ง จากนำไปบ่มกับเชื้อราแล้วหมักใส่ขวดไว้จนได้เป็นเต้าเจี้ยวที่เรากินกัน
ส่วนมากแล้วเราจะใช้เต้าเจี้ยวในการปรุงรสอาหาร หรือทำเป็นเครื่องจิ้ม เช่น หลนเต้าเจี้ยว หรือผสมกับอาหาร เช่น ราดหน้า ผัดผัก น้ำจิ้มข้าวมันไก่ เป็นต้น เพื่อปรุงให้ได้รสอร่อยยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากจะได้รสชาติดีแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโปรตีนในอาหารได้อีกด้วย เพราะเต้าเจี้ยวทำจากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่ให้โปรตีนสูง อีกทั้งในเต้าเจี้ยวยังไม่มีแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรต ทำให้ถั่วเหลืองเป็นอาหาร ที่เหมาะสมสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน อีกทั้งยังอุดมไปด้วยเกลือแร่ เหล็ก และโพแทสเซียม ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูก และยังให้วิตามินเอ วิตามินบี 1, บี 2 และไนอะซีน
จึงถือว่าเต้าเจี้ยวเป็นเครื่องปรุงที่ให้ทั้งรสชาติความอร่อยและประโยชน์ที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

นั่งรถไฟไปเที่ยวถ้ำเลเขากอบ / วินิจ รังผึ้ง
February 23, 2010
โดย : วินิจ รังผึ้ง
ผมไม่ได้มีโอกาสใช้บริการรถไฟไทยมานานมากทีเดียว กระทั่งเมื่อเดือนที่ผ่านมาก็ได้มีโอกาสเดินทางลงไปดูงานภาคใต้ร่วมกับคณะนักศึกษาหลักสูตรจิตวิทยาความมั่นคงฝ่ายอำนวยการรุ่นที่ 106 (สจว.106) สถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ซึ่งหลักสูตรนี้ประกอบด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พนักงานรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนเข้ามารับการศึกษาเกี่ยวกับด้านจิตวิทยาความมั่นคงของประเทศร่วมกัน ซึ่งการศึกษามีทั้งฟังการบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในห้องเรียนและการศึกษาดูงานด้านต่างๆ ในส่วนภูมิภาค
การเดินทางดูงานภาคใต้ครั้งนี้มีจุดหมายปลายทางอันดับแรกที่จังหวัดตรังนั้น ทางสถาบันฯ เลือกใช้การเดินทางโดยทางรถไฟเพื่อให้พวกเราได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวใต้โดยแท้จริง เพราะประชาชนภาคใต้นั้นนิยมเดินทางด้วยรถไฟมายังกรุงเทพฯ มากกว่าประชาชนในภาคอื่นๆ ซึ่งการนั่งรถไฟไปกันเป็นหมู่คณะนั้น ก็ได้บรรยากาศที่สนุกสนานดีเหมือนกัน หากบริษัท ห้าง ร้าน หรือองค์กรใดจะลองใช้บริการเหมาตู้รถไฟเดินทางกันไปเป็นหมู่คณะเช่นนี้บ้างก็ดีนะครับ เป็นการประหยัดการใช้พลังงานให้กับประเทศชาติได้อีกด้วย
การเดินทางไปเที่ยวนี้พวกเราไปกันเกือบ 80 คน ใช้วิธีเหมาตู้นอนกัน 3 ตู้และตู้เสบียงไว้ประชุมสังสรรค์และรับประทานอาหารกันอีก 1 ตู้ ซึ่งตู้เสบียงที่เหมากันเป็นหมู่คณะนั้นทาง รฟท.เขามีคาราโอเกะบริการให้ด้วย ก็ช่วยคลายเหงาทำให้ลืมระยะทางอันยาวไกลไปได้มากทีเดียว ซึ่งบรรยากาศการนั่งรถไฟก็ทำให้หลายๆ คนคิดถึงวัยเด็กไปตามๆ กัน
ออกจากกรุงเทพฯกันตอนเย็น เช้าก็เข้าเทียบท่าชานชาลาสถานีรถไฟตรัง จุดแรกคณะของเราเข้าไปเยี่ยมชมก็คือกิจการโรงงานปลากระป๋องของบริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด(มหาชน) หรือที่รู้จักกันในนามผลิตภัณฑ์ปุ้มปุ้ยนั่นแหละ ที่นั่นคุณสลิล โตทับเที่ยง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งเป็นศิษย์เก่า สจว.รุ่น 79 เป็นผู้ให้การต้อนรับและนำชมกิจการ ซึ่งบริษัทผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาลนั้นเป็นผู้บุกเบิกผลิตปลากระป๋องและผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป ซึ่งเป็นของคนไทยที่ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นมาแปรรูป สร้างงานให้กับแรงงานท้องถิ่นมาเป็นเวลายาวนาน และยังคงขยับขยายคิดค้นและปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ของคนไทยสู้กับผลิตภัณฑ์ของต่างประเทศต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ช่วงบ่ายคณะของเราเดินทางไปดูการบริหารจัดการการท่องเที่ยวท้องถิ่นที่ถ้ำเล เขากอบ ซึ่งทางอบต.เขากอบ อำเภอห้วยยอด เป็นผู้บริหารจัดการ ซึ่งถ้ำเลเขากอบนั้นเป็นถ้ำธรรมชาติที่มีธารน้ำลอดผ่าน สามารถล่องเรือเข้าไปเที่ยวชมความงดงามมหัศจรรย์ได้ ความจริงถ้ำเลเขากอบนี้ได้รับการบุกเบิกขึ้นมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งผู้นำในการบุกเบิกคือนายอิน วรรณบวร หรือขุนกอบคีรีกิจ ซึ่งได้ทำการสำรวจและขุดลอกคลองที่ตื้นเขินให้น้ำไหลลอดผ่านได้สะดวกขึ้น แต่หลังจากนั้นก็ได้ถูกทิ้งร้างมานาน จนกระทั่งในปี พ.ศ.2527-2528 ก็มีการขุดลอกคลองอีกครั้ง จนกระทั่งปี 2538 จึงได้มีการจัดระบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขึ้น มีการจัดระบบให้ชาวบ้านล่องเรือพานักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมความงดงามมหัศจรรย์ภายในถ้ำ จนวันนี้ทาง อบต.เขากอบ ก็ได้เข้ามาบริหารจัดการ จัดระบบเรือบริการซึ่งมีมากมายหลายสิบลำ จัดอบรมให้ชาวบ้านพานักท่องเที่ยวเข้าชมถ้ำอย่างปลอดภัยและช่วยกันดูแลรักษาธรรมชาติ ซึ่งรายได้จากการบริการนักท่องเที่ยวได้กลายมาเป็นรายได้หลักที่สำคัญของชุมชน ซึ่งค่าบริการเรือไฟเบอร์ขนาดนั่งได้ 6-7 คน เที่ยวละ 200 บาท โดยแต่ละลำจะนายหัวและนายท้ายเรือคอยพายนำชม
เรือจะล่องผ่านแมกไม้อันร่มรื่นเขียวขจี ค่อยๆลอดเข้าไปในปากถ้ำกว้าง และค่อยๆแคบลง มืดลง ซึ่งช่วงแรกของถ้ำยังคงสบายๆ มีจุดจอดให้ขึ้นไปเดินชมโถงถ้ำบริเวณถ้ำคนธรรพ์ที่มีหินงอกหินย้อยงดงามจับตา บ้างเป็นลายริ้วพลิ้วไหว บ้างก็คล้ายม่าน คล้ายดั่งซุ้มประตู คล้ายดั่งเสาหิน หรือประติมากรรมที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ฝีพายผู้ทำหน้าที่มัคคุเทศก์กล่าวชี้ชวนให้ชม พร้อมกับเตือนไม่ให้แตะต้องหรือสัมผัสกับหินงอกหินย้อย เพราะหินงอกหินย้อยในถ้ำนั้นมีความบอบบาง หากเข้าไปสัมผัสแตะต้อง ก็จะทำให้หินงอกหินย้อยแตกหัก หรือหยุดการเจริญเติบโต อาจจะเปลี่ยนสีหมองคล้ำหมดความงดงามไปในที่สุด
จากถ้ำคนธรรพ์มาหยุดกันอีกครั้งที่ถ้ำไทร ซึ่งเป็นโถงถ้ำที่มีรากไทรปริศนาขนาดใหญ่ยาวโผล่มาจากผนังถ้ำ โดยลำต้นอาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่งบนภูเขาเหนือถ้ำ บริเวณโถงถ้ำรากไทรนี้ ผู้นำทางชี้ให้ชมหินตาหินยาย ซึ่งคงไม่ต้องบรรยายรูปร่างลักษณะ ใครที่เคยไปเที่ยวชมหินตาหินยายที่เกาะสมุยคงนึกภาพออก ใกล้ๆกันก็จะมีหินรูปช้างให้คนที่เข้าไปเที่ยวชมตั้งจิตอธิษฐานและมุดลอดท้องช้าง ซึ่งหลายคนที่มาเที่ยวชมก็ไม่พลาดที่จะลอดท้องช้างกัน
ช่วงสุดท้ายของถ้ำเป็นช่วงที่น่าตื่นเต้นหวาดเสียวที่สุด เพราะเป็นถ้ำมืดเพดานต่ำที่เรียกว่าช่วงลอดท้องมังกร โดยนายท้ายเรือสั่งให้ทุกคนนอนหงายทำตัวให้แนบกับพื้นเรือมากที่สุด จากนั้นก็ค่อยๆพายเรือลอดถ้ำที่เพดานต่ำแคบลงมาทุกที เพดานถ้ำต่ำลงมาจากดทับเหมือนปลายจมูกจะครูดกับผนังถ้ำเลยทีเดียว บรรดาสาวๆร้องกรี๊ดกันเสียงหลงเพราะห่วงใยใบหน้า จะครูดกับเพดานและผนังถ้ำ ส่วนบรรดาหนุ่มๆใบหน้าหนากว่าหน่อยก็ไม่ค่อยน่าห่วง น่าเป็นห่วงเป็นใยผนังถ้ำมากกว่า เกรงว่าธรรมชาติจะเสียหาย ระยะทางนับร้อยเมตรในความมืดที่หายใจรดเพดานถ้ำ กว่าจะผ่านพ้นท้องมังกรอันมืดมิดออกมาได้ พร้อมๆกับแสงสว่างแห่งความหวังที่ปลายอุโมงค์เริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ กว่าจะผ่านพ้นประสบการณ์แห่งความเสียวมาได้เล่นเอาหลายคนถึงกับเสียงแหบ
ค่ำวันนั้นมีงานเลี้ยงปลอบขวัญและต้อนรับการมาเยือนเมืองตรังของพวกเรากันที่วิทยาลัยการอาชีพตรัง โดยท่านผู้อำนวยการประสงค์ อยู่ทอง ซึ่งเข้ามาเป็นนักศึกษา สจว.รุ่น 106 ด้วย มีทั้งการแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจและอาหารอร่อยขึ้นชื่อของเมืองตรัง โดยมีนายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังเดินทางมาร่วมงาน ซึ่งเป็นการต้อนรับอย่างอบอุ่นตามแบบฉบับของชาวตรัง ดังคำขวัญของชาวเมืองตรังที่เป็น เมืองคนใจกว้าง สร้างแต่ความดี

เชิญนมัสการพระพุทธบาทพลวงถึง 16 มี.ค.นี้
February 23, 2010
ประชาชนจำนวนมากขึ้นไปกราบรอยพระพุทธบาทพลวง
จันทบุรีขอเชิญเที่ยวงาน งานนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง ปี 2553 ระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2553 16 มีนาคม 2553 ณ บริเวณเขาคิชฌกูฎ ตำบลพลวง อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี
งาน งานนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง ปี 2553 จัดขึ้น ณ บริเวณเขาคิชฌกูฎ ตำบลพลวง อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี รอยพระพุทธบาทพลวงประดิษฐานอยู่บนยอดเขาพระบาทพลวง จุดเริ่มต้นเดินทางจากวัดพลวงไปตามถนนที่ลาดชันเป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร จากนั้นต้องเดินเท้าไปอีกประมาณ 1.2 กิโลเมตร ในช่วงเทศกาลตรุษจีนถึงช่วงวันมาฆบูชาของทุกปี จะมีประชาชนขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาททั้งกลางวัน และกลางคืนเป็นจำนวนมาก นอกจากจะได้นมัสการพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังจะได้ชมความงดงามแปลกอัศจรรย์ของหินลูกพระบาท ก้อนหินกลมใหญ่ริมหน้าผา และได้รับความสดชื่นจากบรรยากาศบนยอดเขาคิชกูฎ ปีนี้เปิดนมัสการ ตั้งแต่วันนี้-16 มีนาคม 2553
การเดินทาง มาตามถนนสุขุมวิท เมื่อถึงทางแยกเข้าตัวเมืองจันทบุรี (สี่แยกเขาไร่ยา) ให้เลี้ยวลงถนนทางน้ำตกกระทิง หรือ ถนนบำราศนราดูร จากทางแยกเขาไร่ยา ไปถึงน้ำตกกระทิงประมาณ 20 กิโลเมตร เลยวัดระทิงไป 400 เมตร ถึงแยกขวามือไปวัดพลวงระยะทาง 3 กิโลเมตร เมื่อถึงวัดพลวง จะเป็นจุดเริ่มต้นขึ้นไปยังยอดเขา มีรถรับจ้างทดเฟืองพิเศษ รับไปส่งถึงจุดที่ใกล้ที่สุดตลอด 24 ชั่วโมง และเดินเท้าต่ออีกประมาณ 40 นาที
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฎ โทร. 0 3945 2075

