ไมโครซอฟชนะคดี ศาลสั่งปิดบริษัทต้นเหตุ บอทเน็ต

February 28, 2010

 

ไมโครซอฟท์ชนะคดี ศาลสั่งระงับ 277 โดเมนเนมที่คาดว่าจะเป็นต้นเหตุของการกระจายบอทเน็ต ซึ่งปัจจุบันไวรัสประเภทนี้กำลังแพร่ระบาดบนคอมพิวเตอร์กว่า 75,000 เครื่องทั่วโลก 
 
 วอล์ สตีท เจอร์นัล รายงานว่า บริษัทผลิตซอฟแวร์รายใหญ่ อย่างไมโครซอฟท์ได้รับอนุญาตจากศาลให้ระงับการใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ที่บริษัทเวอริไซน์ (VeriSign) ซึ่งเป็นจำเลยในคดีการกระจายสแปม และขโมยรหัสที่เป็นอันตราย ต่อคอมพิวเตอร์ 
 
 ผู้พิพากษาเมืองอเล็กแซนเดีย รัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เวอริไซน์ต้องระงับการให้บริการโดเมนเนม 277 ชื่อ ที่ไมโครซอฟท์อ้างว่าโดเมนดังกล่าวมีการเชื่อมโยงกับ บอทเน็ต ซึ่งเป็นไวรัสคอมพิวเตอร์ ที่แฮกเกอร์สามารถควบคุมการใช้งานได้ในระยะไกล ทั้งนี้บริษัทพยายามเร่งตัดช่องทางการการสื่อสารของบอทเน็ต ก่อนที่จะแพร่กระจายเข้ามาในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 
 
 วันจันทร์ที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลว่ามีเหยื่อของบอทเน็ตออกมาแสดงตัว ทำให้ผู้พิพากษาต้องออกคำสั่งปิดบริษัทเวอริไซน์ ซึ่งเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต และรับจดทะเบียนโดเมนเนม เป็นการชั่วคราว 
 
 มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัท เน็ทวิทเนส ซึ่งทำธุรกิจด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต ออกมาเปิดเผยว่า ไวรัสประเภทนี้กำลังเป็นที่แพร่หลายบนคอมพิวเตอร์กว่า 75,000 เครื่อง ใน 2,500 องค์กรทั่วโลก รวมถึงบัญชีผู้ใช้บริการเว็บไซต์เครือข่ายสังคม 
 
 Company Related Link : 
 
Microsoft 
 

ทีโอทีหั่น 3G เหลือ 2 หมื่นล้าน

February 28, 2010

   

 

 

ทีโอทีหั่นงบโครงการ 3G ทั่วประเทศเหลือไม่เกิน 2 หมื่นล้าน เตรียมเสนอบอร์ดวันนี้ (26 ก.พ.) พร้อมทุ่มพันล้าน ขยายโครงข่ายในกทม.และปริมณฑล เพิ่มความเร็วเป็น 14.4 Mbps หลังตลาดคึกคัก คาดกลางปีนี้ขายได้ 5 แสนเบอร์ 
 
 นายวิเชียร นาคสีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริษัท ทีโอที กล่าวว่า ทีโอทีได้เตรียมงบประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อขยายและติดตั้งโครงข่าย 3G เพิ่มเติมในกรุงเทพฯ ปทุมธานี สมุทรปราการ นนทบุรี ที่สัญญาณยังไม่ครอบคลุม รวมถึงการขยายออกไปในต่างจังหวัดโดยเน้นเมืองท่องเที่ยว และแหล่งอุตสาหกรรม อาทิ พัทยา ชลบุรี เชียงใหม่ ที่มีความต้องการใช้งานด้านการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง 
  
 สำหรับโครงข่ายที่จะสร้างเพิ่มเติมดังกล่าวมีความเร็วในการใช้งานถึง 14.4 Mbps โดยคาดว่าจะสามารถให้บริการได้ในเดือนเม.ย.ที่จะถึงนี้ ในขณะที่โครงข่ายเดิม จำนวน548 สถานีมีความเร็วในการใช้งาน 7.2 Mbps ซึ่งทีโอทีมีแผนที่จะเพิ่มความเร็วเป็น 14.4 Mbps พร้อมโครงการขยายโครงข่าย 3G ทั่วประเทศ 
 
 ทั้งนี้ คาดว่าจำนวนผู้ใช้งาน 3Gจะมีจำนวนถึง 5 แสนเลขหมายได้ภายในครึ่งปีนี้ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ทีโอทีวางไว้เมื่อเปิดบริการ 3G อย่างเป็นทางการในวันที่ 3ธ.ค.52 โดยปัจจุบันมียอดจำหน่ายเลขหมายไปแล้วประมาณ 2-3 แสนเลขหมาย นอกจากนี้ หากคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนธุรกิจการลงทุนโครงข่าย 3G ทั่วประเทศให้ทีโอทีดำเนินการ ก็จะเตรียมยื่นขอเลขหมายจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพิ่มอีก 1 ล้านเลขหมายเพื่อรองรับการใช้งานทั่วประเทศต่อไป 
 
 สำหรับการประชุมบอร์ดทีโอทีในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ฝ่ายบริหารเตรียมนำแผนธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ให้บอร์ดพิจารณาอีกครั้งหลังจากที่ผ่านมาฝ่ายบริหารต้องนำแผนธุรกิจมาแก้ไขในส่วนของมูลค่าโครงการ 3G ทั่วประเทศให้เหลือไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท เพราะการจัดทำแผนธุรกิจก่อนหน้านี้ได้นำมูลค่าโครงการ และค่าซ่อมบำรุงอุปกรณ์มารวมกันทำให้มีวงเงินอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท 
 
 ทั้งนี้ คาดว่าประมาณกลางสัปดาห์หน้าจะสามารถเสนอแผนธุรกิจ3G ให้ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนเสนอให้ครม.อีกครั้งหนึ่ง 
 
 ร.ต.หญิงระนองรักษ์ รมว.ไอซีที กล่าวว่า ได้มอบนโยบายให้ทีโอทีไปเร่งดำเนินการติดตั้งโครงข่าย 3Gในพื้นที่ที่ยังไม่มีสัญญาณครอบคลุม อาทิ อาคารสูง แหล่งชุมชนเกิดใหม่ รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งอุตสาหกรรม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความต้องการใช้งานสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง 
 
 แหล่งข่าวจากทีโอที กล่าวว่า นพ.ระเฑียร ศรีมงคล โฆษกบอร์ดทีโอที ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการบอร์ดโดยให้เหตุผลว่ามีภารกิจมาก ซึ่งขณะนี้บอร์ดได้อนุมัติตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมาและอยู่ระหว่างการทาบทามนางธนนุช ตรีทิพยบุตรเลขาธิการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ให้เข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าวแทน 
 
 ประมวลข่าวที่เกี่ยวข้องกับ 3G TOT : 
 
TOT 3G อัพสปีด 14.4M 
 
 Company Related Links : 
 
TOT 

 

ซัมซุงบุกตลาด B2B ตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้า 50%

February 28, 2010

       

 

 

 

 

ซัมซุงต่อยอดความสำเร็จองค์กร (Business to Business – B2B) รุกหนักกลุ่มธุรกิจไอทีอย่างต่อเนื่องภายใต้แนวคิด โททอล โซลูชัน โพรไวเดอร์ ด้วยการนำเสนอสุดยอดนวัตกรรมที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีความคุ้มค่าและดีไซน์สวยงามพร้อมรองรับการทำงานเชิงธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์แบบ นำโดยผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ ซัมซุงอิเลกทรอนิกส์บอร์ด นวัตกรรมใหม่ที่คาดว่าจะสร้างความฮือฮาให้แก่ตลาด เน้นจัดกิจกรรมร่วมกับพันธมิตรด้วยโซลูชันที่หลากหลาย ตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มองค์กรสิ้นปีนี้ 50% พร้อมผลักดันยอดรายได้ 20% 
 
 นายบุญเลิศ วิบูลย์เกียรติ หัวหน้ากลุ่มธุรกิจไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้ซัมซุงมีแนวการทำตลาดเชิงรุกในช่องทาง B2B ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ไอทีอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการขยายทีมงานระดับมืออาชีพกว่า 100 คน และสุดยอดนวัตกรรมไอทีที่หลากหลายรองรับทุกความต้องการ รวมถึงรูปแบบการนำเสนอและบริการหลังการขายที่โดดเด่นประทับใจ 
 
 ความแตกต่างของซัมซุงกับผู้ประกอบการรายอื่นในตลาดอยู่ที่ซัมซุงไม่เน้นขายผลิตภัณฑ์แบบแยกชิ้น และขายผลิตภัณฑ์ในราคาถูก แต่จะเน้นไปที่การขายแบบ โททอล โซลูชัน โพรไวเดอร์ หรือการเป็นผู้นำเสนอสินค้าและให้บริการโซลูชั่นครบวงจร โดยอยู่บนพื้นฐานความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ ซึ่งตรงนี้ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า เพราะติดต่อซัมซุงเพียงที่เดียวก็สามารถมีสินค้าบริการได้ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยนอกจากสินค้าที่หลากหลายครบวงจรแล้ว ซัมซุงยังใช้ความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำระดับโลกด้านเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีการควบรวมดิจิตอล ในการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าพร้อมดีไซน์ที่สวยงาม 
 
 ล่าสุดซัมซุงเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาดกลุ่มธุรกิจองค์กร โดยมีผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ อาทิ ซัมซุงอิเลกทรอนิกส์บอร์ด (Samsung Electronics Board) รุ่น 650TS เปิดกว้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมใหม่ที่สามารถเขียนลงหน้าจอด้วยระบบสัมผัสได้ทันที พร้อมเครื่องมือพิเศษต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ โดยจอจะมีขนาดประมาณ 65 นิ้ว ซึ่งอาจจะเปรียบเสมือนไวท์บอร์ดฝังระบบคอมพิวเตอร์ไว้ เครื่องถ่ายเอกสารสีซัมซุง(Samsung Color PhotoCopier) รุ่นMultiXpress8385ND โดดเด่นด้วยความเร็วสูงสุด โดยสามารถถ่ายเอกสารขนาด A4 ได้ถึง 38 แผ่นต่อนาที เพื่อเป็นการลดต้นทุนขององค์กรธุรกิจได้กว่า 50% พร้อมทั้ง ซัมซุงจอ LFD ขนาดใหญ่ (Display Screen Video Wall) รุ่น 460UT ซึ่งเป็นการนำหน้าจอขนาด 46 นิ้วมาต่อกันเป็นตัวเดียวสูงสุดถึง 250 หน้าจอ เหนือชั้นด้วยขอบแบ่งที่เล็กมากเพียง 2.4 มิลลิเมตร ให้ภาพคมชัดถึงในทุกระดับสายตา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับดิสเพลย์ภาพขนาดใหญ่ในที่สาธารณะ 
 
 ซัมซุงอิเลกทรอนิกส์บอร์ดเป็นผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ใหม่ล่าสุดที่จะสร้างความฮือฮาให้กับตลาดในประเทศไทย ด้วยคุณบัติพิเศษของหน้าจอระบบสัมผัสอัจฉริยะ พร้อม Tool พิเศษต่างๆที่อำนวยความสะดวกสำหรับการลบข้อความ โดยขนาดจอจะมีขนาดเท่ากับไวท์บอร์ดปกติ ประมาณ 65 นิ้ว เปรียบเสมือนไวท์บอร์ดฝังระบบคอมพิวเตอร์ไว้นั่นเอง ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าจะเข้าไปติดตั้งในสถานศึกษาทั่วประเทศกว่า 100 แห่ง นายบุญเลิศกล่าว 
 
 นอกจากนี้ ซัมซุงเตรียมจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจที่เป็นกลุ่มองค์กร โดยจะชูความหลากหลายของโซลูชันต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องการคำนวนค่าใช้จ่าย และช่วยจัดการระบบการทำงานภายในให้ง่ายและชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าสูงสุดให้แก่ลูกค้าและผู้บริโภค นอกจากนี้ยังมุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างซัมซุงและตัวแทนจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง 
 
 นายบุญเลิศ กล่าวเสริมอีกว่า ซัมซุงตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มองค์กร 50% ภายในปีนี้ โดยตั้งใจเพิ่มการขยายฐานลูกค้าทั้งในส่วนของบริษัทประกันภัย สถาบันการเงิน โรงพยาบาล สถานศึกษาต่างๆ ร้านสะดวกซื้อ และกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ทั้งนี้ซัมซุงคาดว่าจากการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ราคาจำหน่ายและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ จะผลักดันทำให้ซัมซุงโดดเด่นในตลาดและช่วยให้ยอดขายซัมซุงให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 
 
 ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เลเซอร์พรินเตอร์ และจอมอนิเตอร์ซัมซุงเติบโตเป็นอันดับ 1 ของตลาด โดยสำหรับเลเซอร์พรินเตอร์ครองส่วนแบ่งตลาด 33% และจอมอร์นิเตอร์ที่ครองส่วนแบ่งตลาด 34% 
 
 Company Related Link : 
 
Samsung 

 

คาสิโอควงบันได โชว์กล้องหมี

February 28, 2010

           

คาสิโอ ควงแขน บันได บริษัทผลิตของเล่นรายใหญ่ในญี่ปุ่น เปิดตัวกล้องดิจิตอล Rilakkuma Exilim Limited Edition ที่มีโลโก้รูปหมี Rilakkuma บนตัวเครื่อง พร้อมกระเป๋ากล้องสุดกิ๋บเก๋ 
 
 สำหรับกล้อง Exilim EX-Z330 มาพร้อมความละเอียด 12.1 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายวิดีโอความละเอียดสูง 720p ซูม 3 เท่าในแบบออปติคอล และมีค่า ISO 64-1600 โดยกล้องตัวนี้ผลิตออกมาเป็นจำนวนจำกัดสำหรับผู้ที่หลงเสน่ห์ความน่ารักของหมี Rilakkuma 
 
 ไม่เพียงแต่เจ้าหมีน้อย Rilakkuma จะปรากฏตัวโชว์ความน่ารักบนตัวกล้องเท่านั้น เพราะคุณยังสามารถตกแต่งภาพด้วยตัวการ์ตูนน่ารักๆ จากบนตัวกล้อง พร้อมกระเป๋าเก็บกล้องสุดกิ๋บเก๋ ที่ทำออกมาเฉพาะกล้องรุ่นนี้ 
 
 สำหรับกล้องดิจิตอล Casio Exilim EX-Z330 Rilakkuma Limited Edition จะมีจำหน่ายบนเว็บไซต์เท่านั้น และส่วนเวลาวางขายน่าจะอยู่ประมาณเดือนเมษายน ในราคา 25,800 เยน หรือประมาณ 9,500 บาท 
 
 Company Related Links : 
 Bandai 
 Casio 

 

 



 

 

 

กล้อง Rilakkuma Exilim Limited Edition สามารถซูมได้ 3 เท่า

ด้านหน้าสกีนโลโก้หมีน้อย Rilakkuma

มีหน้าจอแอลซีดี กว้าง 2.7นิ้ว

 

 

 

โปรแกรมตกแต่งภาพบนจอแสดงผลภาพ

มีกระเป๋าเก็บกล้องรูปหมี Rilakkuma

ที่ทำออกมาเฉพาะกล้องรุ่นนี้

 

 

 



LyricsTraining l ฝึกภาษาจากมิวสิกวิดีโอในยูทูบ

February 28, 2010

 
 

 ณ วันนี้ วันที่ไฮสปีดอินเทอร์เน็ตของไทยกำลังจะเริ่มต้นมาตรฐานใหม่ที่ 4 เมกะไบต์ เราจึงสรรหาบริการสนุกๆ เป็นประโยชน์กับชีวิตประจำวัน เสริมทักษะและเพิ่มคุณภาพให้กับชีวิตของท่านผู้อ่าน และบริการที่จะแนะนำในวันนี้มีความไฮเทคอยู่พอสมควร เพราะเป็นเว็บไซต์ที่นำเอาบริการสุดฮิตของกูเกิลสองบริการมาผสมกัน อันได้แก่ ยูทูบและกูเกิล แปลภาษา จากนั้นดัดแปลงเพิ่มอีกนิดจนได้เป็นเว็บไซต์สนุกๆ และมีสาระสำหรับการเรียนรู้ภาษาที่สอง-สามของชาวไทยและชาวต่างชาติทั่วโลก 
 
 LyricsTraining คือ เว็บไซต์ให้คุณเล่นเกมเติมคำ (เนื้อเพลง) จากมิวสิกวิดีโอที่คุณกำลังฟัง โดยวิดีโอจะเอามาจากคลิปในยูทูบ และระหว่างที่เล่นเกมสามารถเลือกให้ระบบทำการแปลเนื้อเพลงทีละประโยคให้กับเราเป็นภาษาต่างๆ เกือบ 50 ภาษาอีกด้วย เหมาะมากสำหรับการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอย่างเพลิดเพลินสำหรับคนทุกวัย ที่สำคัญไม่ต้องสมัครสมาชิกและเสียค่าใช้จ่ายใดๆ 
 

www.lyricstraining.com

 
 

 เว็บไซต์ LyricsTraining มีมิวสิกวิดีโอจากเพลงดัง 5 ภาษาให้เลือกเล่น ได้แก่ อังกฤษ สเปน อิตาเลี่ยน เยอรมัน ดัตช์ และทุกคลิปวิดีโอจะมีระดับความยากง่ายของเกมถึง 3 ระดับ แต่ละระดับมีความต่างกันดังนี้ 
 

 
 

 ระดับง่าย (Easy) – เว้นคำสั้นๆ และคำบุพบทให้เติม 
 ระดับกลาง (Medium) – ต้องเติมคำยาวๆ และมีช่องว่างให้เติมคำมากขึ้น 
 ระดับยาก (Hard) – ซึ่งยากที่สุด และจะต้องพิมพ์ทุกคำในเพลง ตั้งแต่ต้นจนจบ 
 
 วิธีการเล่นเกมเติมคำศัพท์ในเพลงของ LyricsTraining 
 

 
 

 1. เปิดคลิปวิดีโอเพื่อฟังเพลง จากนั้นก็พิมพ์คำลงในช่องว่าง ถ้าถูกต้องเพลงก็จะเล่นต่อไป 
 
 2. วิธีการใช้ปุ่มลัดเพื่อควบคุมการเล่นเกม 
 

 
 

 * ถ้าหากเรายังเติมคำไม่ได้ และต้องการเล่นซ้ำประโยคเดิมให้กดปุ่มย้อนกลับ (Backspace) 
 * ถ้าหากต้องการยอมแพ้ ให้ระบบเติมคำในประโยคให้ เพื่อข้ามไปเล่นประโยคถัดไปให้กดปุ่มย่อหน้า (Tab) 
 * ถ้าหากเราต้องการให้เล่นต่อ หรือหยุดชั่วขณะ ให้กดปุ่ม Enter 
 
 หลายคนที่เข้าเว็บมาครั้งแรกอาจจะรู้สึกว่าคลิปวิดีโอมีให้เลือกเล่นน้อยเกินไป แต่จริงๆ แล้วมันถูกซ่อนอยู่โดยวิธีการดูคลิปวิดีโอทั้งหมด ต้องเลือกแถบเมนูให้เป็น All Languages และ All Levels จากนั้นกดที่ปุ่มแว่นขยายตรงแถบค้นหาข้อมูล ก็จะพบกับ149 วิดีโอให้เลือกเล่น 
 

วิธีค้นหาวิดีโอทั้งหมดในฐานข้อมูล

 
 

 

ข่าวสั้น : แอปเปิลเฮขายทะลุหมื่นล้านเพลง-บีบีซีหั่นเว็บทิ้ง 50%

February 28, 2010

   

***แอปเปิลเฮขายทะลุหมื่นล้านเพลง 
 
 แอปเปิลประกาศความสำเร็จของร้านขายคอนเทนต์ออนไลน์ของตัวเอง “iTunes Store” ว่าสามารถจำหน่ายเพลงได้เกิน 1 หมื่นล้านเพลงแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา 
 
 แอปเปิลจัดกิจกรรมฉลองความสำเร็จนี้ด้วยการให้รางวัลผู้ที่ซื้อเพลงลำดับที่ 1 หมื่นล้านเป็นเช็คของขวัญมูลค่า 10,000 เหรียญสหรัฐ ผู้โชคดีมีนามว่า Louie Sulcer ชาวเมืองวูดสต็อก รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งซื้อเพลง Guess Things Happen That Way ของ Johnny Cash กับไอจูนส์สโตร์เป็นลำดับที่ 1 หมื่นล้านพอดี 
 
 นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2001 ปัจจุบันไอจูนส์มีเพลงในคลังราว 12 ล้านเพลง รายการทีวี 55,000 ตอน ภาพยนตร์ 8,500 เรื่อง โดยกว่า 2,500 เรื่องเป็นภาพยนตร์ความละเอียดสูง มีชื่อบัญชีผู้ใช้ทั้งสิ้น 125 ล้านชื่อทั่วโลก ราคาจำหน่ายเพลงตั้งแต่ 99 เซนต์ถึง 1.29 เหรียญ ท่ามกลางยอดผู้ใช้ไอพ็อดทั่วโลกที่มีจำนวน 250 ล้านเครื่อง 
 

***บีบีซีหั่นเว็บทิ้งครึ่งหนึ่ง 
 
 ผู้บริหารสำนักข่าวบีบีซี (British Broadcasting Corporation : BBC) ประกาศหั่นหน้าเว็บเพจออกครึ่งหนึ่งหวังลดปริมาณพนักงานและงบประมาณลง 25% พร้อมประกาศลดการซื้อลิขสิทธิ์รายการของค่ายอเมริกันลง ร่วมกับการปิดสถานีวิทยุ 2 แห่งเนื่องจากงบประมาณบานปลาย 
 
 การปรับตัวของบีบีซีเกิดขึ้นท่ามกลางความข้องใจว่า ยุคของบทความข่าวฟรีบนโลกออนไลน์นั้นกำลังถึงกาลอวสานจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นทิศทางที่เจ้าพ่อสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Rupert Murdoch ผู้สร้างสำนักข่าว News Corp พูดถึงโดยตลอด 
 
 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะธุรกิจสื่อจำนวนไม่น้อยต้องพบวิกฤตขาลงของธุรกิจโฆษณาออนไลน์บนเว็บไซต์ข่าว ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เช่น การเกิดขึ้นของเครื่องอ่านอีรีดเดอร์ ก็ทำให้สำนักข่าวมองเห็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงผู้อ่านพร้อมกับทำรายได้มากกว่าการเปิดให้อ่านฟรีบนโลกออนไลน์ จึงทำให้มนต์ขลังของเว็บไซต์ธรรมดาอ่อนแรงลง 
 
 Company Related Links : 
 BBC 
 iTunes 
 

ทำเงินบนโลกไอที (25) : เก๋ไก๋ด้วย QR Code รูปภาพ

February 28, 2010

           

 

 

 

 

 

 

สัปดาห์ที่แล้วหลายคนบอกว่าชื่นชอบเรื่องราวของ QR Code หรือบาร์โค้ดทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบสีสันสวยงาม สัปดาห์นี้เราเชื่อว่าหลายคนจะรู้สึกชื่นชอบยิ่งขึ้นไปอีกกับ QR Code รูปภาพซึ่งผู้ประกอบการสามารถเพิ่มลูกเล่นน่ารักลงใน QR Code ได้อีกมากโข ที่น่าสนใจคือไม่ใช่แค่ความน่ารัก แต่ QR Code รูปภาพสามารถทำประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการได้มากกว่า QR Code ธรรมดาๆแน่นอน 
 
 ***สร้างแบรนด์ให้โดดเด่นด้วย Image QR Code  
 บทความโดย สุธาทร สุทธิสนธิ์ (www.toppercool.com) Twitter : @toppercool 
 
 ผมเชื่อว่าถึงวันนี้ ท่านผู้อ่าน Manager CyberBiz น่าจะพอคุ้นตากับเครื่องหมาย QR Code กันมาบ้างแล้วจากบทความทั้ง 2 ตอนที่ผ่านมา 
 
 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ สินค้าในบ้านเราหลายยี่ห้อเริ่มใช้ความสามารถของ QR Code ในการทำการตลาดกันบ้างแล้วในขณะนี้ พร้อมกับที่อุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้ในการอ่านข้อมูล ซึ่งก็คือโทรศัพท์มือถือนั้น ทุกคนก็ใช้งานกันอยู่แล้ว แถมโปรแกรมในการอ่านค่าก็มีให้โหลดใช้งานกันฟรีๆ และรองรับ Smart Phone แทบทุกระบบปฏิบัติการ 
 
 อย่างที่เราพอทราบกันว่า ในประเทศญี่ปุ่น QR Code เกิดขึ้นและใช้งานกันอย่างแพร่หลายมาแล้วนับ 10 ปี บริษัท Denso wave เป็นผู้คิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 1994 ซึ่งเจ้า QR Code นี้ก็ได้มีวิวัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆหลังจาก QR Code แบบดั้งเดิมเริ่มใช้งานมาชั่วระยะหนึ่ง ก็มีผู้ที่มองเห็นการใช้งานรูปแบบเดิมๆดูกลายเป็นความจำเจ และอาจจะยังมีจุดอ่อนที่ก่อให้เกิดความสับสนของผู้พบเห็น ซ้ำยังไม่ค่อยดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นมากสักเท่าไร วิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นจากจุดนั้น จนกลายมาเป็น Color QR Code 
 
 กระทั่งปีที่แล้ว นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นชื่อว่า Takashi Murakami ได้ปฏิวัติวงการ QR Code เมื่อได้ออกแบบ Image QR Code เพื่อโปรโมทโฆษณาชุด “SUPERFLAT FIRST LOVE” ของ Louis Vuitton จนทำให้โฆษณาชุดดังกล่าวเป็นที่กล่าวขวัญและจดจำ 
 
 แนวคิดเดียวกับภาพ QR Code ของ Takamushi Murakami แต่ช่วงปี 2006 นั้นเริ่มมีความพยายามที่จะนำภาพหรือ โลโก้ของสินค้ามาใส่ในภาพ QR Code โดยสายการบิน Lufthansa ของเยอรมันเป็นผู้นำร่อง จนปัจจุบันนี้มี Brand ดังหลายเจ้าได้จ้างให้นักออกแบบ QR Code ผลิตงาน Design QR Code ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยใช้รูปภาพหรือโลโก้สัญลักษณ์บริษัทตัวเองลงไปใน QR Code กันอย่างมากมาย อย่างเช่น Disney, BBC, Adidas 
 
 ปัจจุบันยิ่งก้าวขึ้นไปอีกขั้น ถึงขนาดมีการใช้ Flash VDO QR Code สร้าง QR Code แบบเคลื่อนไหว เพื่อใช้กับสื่อออนไลน์โดยเฉพาะ ผลงานส่วนใหญ่สร้างสรรค์ขึ้นโดยบริษัท A.T. Communications 
 
 3 ข้อดีของการใช้ Image QR Code แทนการใช้งาน QR Code รูปแบบเดิมได้แก่ การเพิ่มจำนวนทราฟฟิกมากขึ้น การจดจำแบรนด์ได้มากขึ้น และเพิ่มความเข้าใจของผู้บริโภคในการมองครั้งแรก 
 
 1. Image QR Code สามารถเพิ่มปริมาณผู้เข้าชมเว็บไซต์ หรือ Mobile Site ที่เจ้าของสินค้าต้องการนำเสนอได้ (เพิ่ม Traffic) โดยภาพที่โดดเด่นของ QR Code จะช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้ที่พบเห็นอยากที่จะลองดูว่าหลังจากที่ Scan แล้วจะเกิดอะไรขึ้น 
 
 2. Image QR Code เชื่อว่าจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างแบรนด์ได้ดีกว่า QR Code ดั้งเดิม เพราะการออกแบบที่สวยงามและดึงดูด จะช่วยให้ผู้ที่พบเห็นเกิดการรับรู้และจดจำตราสินค้าได้ โดยเฉพาะถ้าคุณใส่โลโก้และภาพที่ดึงดูดใจพอ ลองดูตัวอย่างของ QR Code ของ Louis Vuitton ,BBC ,หรือ Adidas 
 
 3. Image QR Code ช่วยให้การตีความเป็นไปได้ง่ายขึ้นกว่า QR Code ปกติ เนื่องจากการใช้งาน QR Code แบบเดิมๆนั้น บางครั้งก็ก่อให้เกิดความสับสน ทำให้ลูกค้าหรือกลุ่มผู้พบเห็นไม่เข้าว่าคุณต้องการนำเสนอประเด็นสื่อสารหรือเนื้อหาสาระอะไร นอกจากต้องสแกนเพื่อดูข้อความ แต่ Image QR Code จะช่วยให้ผู้ที่พบเห็นสามารถตีความหรือคาดเดาได้ว่า QR Code นี้จะนำพาเขาไปพบเจอกันเนื้อหาสาระอะไรภายใน โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องหาเครื่องสแกนเพื่อตีความหมายในขณะนั้น 
 
 จะเห็นได้ว่า Image QR Code นั้นมีความสามารถในการดึงดูดความสนใจโดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบความแปลกใหม่และน่าตื่นเต้น Image QR Code นี้จึงเหมาะกับ Campaign Mobile Marketing เพื่อกระตุ้นยอดขาย มากกว่าการนำมาประยุกต์ใช้ในด้านการให้ข้อมูล หรือส่งเสริมการเรียนรู้แบบ QR Code แบบปกติ 
 
 ซึ่งหากแบรนด์สินค้าใดคิดที่จะทำการตลาดด้วย Image QR Code นี้แล้วควรจะเตรียมความพร้อมในการจัดทำ Mobile Site ไว้ด้วย เพราะคุณต้องเข้าใจว่า เครื่องมือที่ง่ายและสะดวกที่สุดในการอ่านข้อมูล QR Code ของคุณคือ โทรศัพท์มือถือนั่นเอง 
 
 มีงานวิจัยว่าภายในปี 2011 ยอดขายของ Smart phone จะแซงยอดขายของ PC และ 80% ของการใช้งาน Internet จะผ่านการเชื่อมต่อจาก Smart phone ภายในปี 2020 จะเห็นได้ว่าเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคของ Mobile Marketing ในอีกไม่นาน Image QR Code จึงเป็นเครื่องมือชั้นดีในการดึงดูดความสนใจ พร้อมกับสร้างการจดจำใน Brand ของคุณไปพร้อมๆกัน 
 
 แต่ใช่ว่าการออกแบบและสร้าง Image QR code นั้นจะเป็นเรื่องที่ง่ายเหมือนการสร้าง QR Code แบบปกติ การออกแบบให้สวยงามและน่าสนใจก็เรื่องหนึ่ง ส่วนการทำให้โปรแกรมสแกน QR Code อ่านค่าได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนี้ผู้ที่ออกแบบ Image QR Code จึงต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงข้อมูลทางกายภาพของ QR Code ด้วยระดับหนึ่ง ถึงจะทำให้งานออกมาสวยงามลงตัวและอ่านค่าได้โดยไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ 
 
 ในต่างประเทศนั้นถึงกับมีการก่อตั้งบริษัทรับออกแบบ Image QR Code โดยเฉพาะ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นกำเนิดและมีการใช้งาน QR Code อย่างแพร่หลายมากที่สุดที่หนึ่งในโลก บริษัทที่มีชื่อเสียงในธุรกิจนี้ได้แก่ SET Japan ที่ผลิตงานระดับโลกให้กับ Louis Vuitton หรือบริษัท DesignQR เป็นต้น แต่หากคุณอยากได้ Image QR Code ที่น่ารักแปลกใหม่ สำหรับงานออนไลน์ ลองใช้บริการ A.T. Communications ที่สามารถสร้าง Flash VDO QR Code ให้ Brand ของคุณโดดเด่นอย่างแตกต่าง 
 
 ศิลปะและเทคโนโลยีหากทำให้เกิดการผสมผสานอย่างลงตัวก็จะช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวล้ำและโดดเด่นกว่าคู่แข่งของคุณได้ไม่ยาก ขอเพียงให้คุณพร้อมที่จะยอมรับและเริ่มต้นงานศิลปะบนเทคโนโลยีนี้ 
 
 เริ่มเลยครับ ธุรกิจของคุณจะไปไกลขึ้นแน่นอน  

 

Review : Samsung Omnia Lite B7300 วินโดวส์โฟนฟีเจอร์ครบ หมื่นนิดๆ

February 28, 2010

                     

 
 
 ด้วยราคาของเครื่องที่เปิดตัวมา 10,900 บาท ทำให้ Omnia Lite ถือเป็น วินโดวส์ สมาร์ทโฟน ที่น่าจะถูกจับตามองมากที่สุดในเรื่องของความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่เสียไป เพราะมาพร้อมกับฟีเจอร์มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรองรับการเชื่อมต่อที่ครบครัน 
 
 ส่วนเรื่องของมัลติมีเดีย ทางซัมซุงได้พัฒนาให้ตัวเครื่องสามารถเล่นไฟล์วิดีโอนามสกุล Divx และ Xvid ได้ โดยไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่มเติม อีกหนึ่งส่วนที่หน้าสนใจคือ กล้องความละเอียด 3 ล้านพิกเซล ที่มีหมวดการใช้งานและลูกเล่นค่อนข้างครบครัน 
 
 สำหรับโทรศัพท์มือถือตระกูล Omnia นั้นได้มีการเปิดตัวออกมาหลากหลายรุ่นแล้ว ซึ่งแต่ละเครื่องจะทำงานภายใต้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ โมบายทั้งหมด ผู้อ่านท่านใดสนใจก็สามารถย้อนไปอ่านกันได้ไม่ว่าจะเป็น Samsung Omnia Pro, Samsung Omnia2 และ Samsung Omnia Q ส่วนตัว Omnia Lite ถือเป็นเครื่องสุดท้ายหลังจากที่มีการประกาศเปิดตัวตั้งแต่เมื่อช่วงกลางปีของปีที่ผ่านมา 
 
 Feature On Samsung Omnia Lite 
 
  
 
 อย่างที่รู้กันว่าซัมซุง จะนำอินเตอร์เฟส TouchWIZ มาใช้งานในเครื่องรุ่นใหม่ๆ กันหมดแล้ว ดังนั้น Omnia Lite ตัวนี้ก็เช่นเดียวกัน หน้าจอหลักยังควบคุมการใช้งานด้วยอินเตอร์เฟส TouchWIZ 2.0 ที่มีหน้าจอให้ผู้ใช้สามารถนำ Widget มาใส่ได้ 3 หน้าด้วยกัน 
 
  
 
 ซึ่งในส่วนของ Widget เองก็ประกอบไปด้วย ตัวจัดการการเชื่อมต่อ ไอคอนลัด เฟสบุ๊ก กูเกิล เครื่องเล่นเพลง วิทยุ นาฬิกา นาฬิกาโลก สภาพอากาศ มายสเปซ ยูทูป โน้ต ปรับเสียง แถบแจ้งเตือน ดาวน์โหลดเพิ่มเติม แสดงรูปภาพ แสดงเครือข่ายที่ใช้ CNN ตารางหุ้น ยาฮู และเครื่องอัดเสียง 
 
  
 
 หน้าจอการใช้งานโทรศัพท์ เรียกใช้ได้โดยกดเมนู Phone หรือ ปุ่มรับสาย การแสดงผลทำบนพื้นหลังสีขาว ช่วยให้มองเห็นตัวเลขได้ค่อนข้างชัดเจน พร้อมด้วยระบบค้นหารายชื่อจากเบอร์โทรศัพท์ และสามารถพิมพ์ตัวอักษรเพื่อค้นหารายชื่อผู้ติดต่อได้ โดยในหน้านี้ยังสามารถกด # เพื่อเข้าสู่โหมดสั่นได้ด้วย ส่วนแถบควบคุมข้างล่างนอกจากโหมดโทรศัพท์ ก็มีเข้าหน้ารายชื่อผู้ติดต่อ Call Log และ ข้อความสั้น 
 
 ส่วนหน้าจอขณะสนทนาทางซัมซุงป้องกันการสัมผัสหน้าจอขณะสนทนาด้วยการล็อกปุ่มในหน้าจอสนทนา ทำให้ถ้าต้องการใช้งานต้องกดปุ่มตรงกลางก่อน เพื่อที่จะใช้งานเมนูอย่าง เปิดลำโพง ปิดเสียง พักสาย อัดเสียง สมุดโทรศัพท์ และกดวางสายที่หน้าจอได้ 
 
  
 
 หน้าจอสมุดโทรศัพท์ทำออกมาแนวเดียวกับใน Omnia Pro คือแบ่งออกเป็น 4 หน้าคือรายชื่อ แบ่งกลุ่ม ตั้งโทรด่วน และบล็อกสายเรียกเข้า เมื่อกดเข้ามาดูรายละเอียดในแต่ละชื่อก็จะมีให้เลือกว่าจะโทรฯ ส่งข้อความ และแสดงข้อมูลอื่นๆ ทั้งนี้ถ้ากดปุ่มเมนูทางซ้ายล่างขึ้นมา ก็สามารถส่งรายชื่อ ตั้งโทรด่วน และบล็อกสายนั้นๆได้ด้วย 
 
  
  
 
 ตารางนัดหมายถูกออกแบบมาให้แสดงได้ทั้งเป็นรายเดือน รายสัปดาห์ วันต่อวัน และแสดงตารางนัดหมายทั้งหมด ในส่วนของการเพิ่มตารางนัดหมายสามารถใส่ หัวข้อ สถานที่ ตั้งเตือนทั้งวัน เวลาเริ่ม เวลาจบงาน ความถี่ต่อเนื่อง ให้มีการเตือนก่อนถึงเวลานัดกี่นาที และจดโน้ตเพิ่มได้ นอกจากนี้ยังสามารถเข้าไปตั้งรายละเอียดปลีกย่อยอย่างประเภทของงาน ต้งสถานะ ความสำคัญได้ด้วย 
 
  
 
 ในส่วนของ Communities มีให้เลือกใช้งานหลากหลายไม่ว่าจะเป็นเว็บฝากรูปอย่าง Picasa Photobucket หรือ เครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง My Space Friendster Flickr และ Facebook ซึ่งสามารถกดเพื่ออัปโหลดรูป หรือล็อกอินเข้าหน้าเว็บไซต์ได้จากตรงนี้ทันที ความสามารถของ Marketplace และ My Phone ก็มีมาให้ตามปกติของวินโดวส์ โมบาย 6.5 
 
  
 
 สำหรับเฟสบุ๊ก นอกจากใช้งานผ่านหน้าเว็บไซต์ ยังสามารถใช้งานผ่านแอปฯที่มากับตัวเครื่องได้ทันที ซึ่งในหน้าจอจะมีการแสดงทั้ง หน้าแรก โปรไฟล์ส่วนตัว รายชื่อเพื่อน ข้อความ และเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนๆในเฟสบุ๊ก แน่นอนว่าผู้ใช้สามารถใช้แอปฯดังกล่าวในการอัปเดตสถานะ อัปโหลดรูปภาพและวิดีโอได้ทันทีอีกด้วย 
 
  
 
 หน้าจอเบราว์เซอร์ โอเปร่า สามารถแสดงภาษาไทยได้ตามปกติ สามารถใช้การเอียงเครื่องเพื่อปรับเข้าสู่โหมดแนวนอนขณะใช้งานได้ทันที 
 
 Program And Setting 
 
  
  
 
 ในส่วนของหน้าเมนู Omnia Lite นั้น มีให้เลือกใช้งานด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ หน้าเมนูปกติของวินโดวส์ โมบาย 6.5 ที่เป็นรูปแบบรังผึ้ง และรูปแบบเมนูของซัมซุงเองในชื่อ “My Menu” ซึ่งเมื่อเข้ามาจะแบ่งออกเป็น 4 หมวดเมนูให้เลือก หน้าแรกเป็นช็อตคัทแอปฯ ที่ใช้งานเป็นประจำ หรือผู้ใช้สามารถเลือกแอปฯ ที่ตนเองต้องการมาไว้ในหน้านี้ได้ 
 
  
  
 
 นอกจากหน้าหลักแล้ว เมื่อเลื่อนมาทางขวาเป็นหมวด Multimedia ซึ่งภายในจะมีแอปฯ เกี่ยวกับความบันเทิงทั้งหมด แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงแอปฯ บางอย่างที่ผู้ใช้เลือกไปไว้ในหน้า My Menu หมวด Internet เป็นแอปฯ ที่เกี่ยวกับการเชื่อมต่อต่างๆ Office เป็นที่อยู่ของ Office Mobile และเครื่องมือทั่วไปๆ 
 
  
 
 ถ้าสังเกตในหน้าจอ My Menu จะพบกับ Task Switcher อยู่ด้านล่าง ซึ่งเมื่อกดเข้ามาผู้ใช้จะพบกับโปรแกรมที่เปิดใช้งานอยู่ในเครื่องทั้งหมด แสดงผลทั้งแบบ Thumbnail และ เลื่อนๆซ้าย-ขวาดู ผู้ใช้ควรเข้ามาดูบ่อยๆว่า ได้เปิดโปรแกรมอะไรค้างไว้หรือไม่ เพราะไม่งั้นท่านคงสงสัยว่าทำไมเครื่องช้า เนื่องจากเมื่อท่านเลิกใช้งานยังไม่ถือว่าเป็นการออกจากโปรแกรมโดยสมบูรณ์ 
 
  
 
 ในส่วนของ Connected Home ถือว่าเป็นแอปฯที่ทางซัมซุงใส่มาสำหรับให้ผู้ใช้ เชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับเครื่องเล่น หรือ โทรทัศน์ที่รองรับระบบ DLNA ก็มีมาให้แม้จะเป็นเครื่องรุ่นเล็กก็ตาม นอกจากนี้ยังมีการใส่ Midomi ซึ่งเป็นแอปฯสำหรับใช้ในการค้นหาเพลง ซึ่งสามารถค้นหาได้จากทั้งเสียงร้อง ฮัมเพลง หรืออัดจากวิทยุก็ได้ 
 
  
 
 หน้าจอตั้งค่าก็มีการนำอินเตอร์เฟสมาครอบ ทำให้ไม่เหลือเค้าโครงเดิมของวินโดวส์ โมบายเลย ดังนั้นผู้ที่เคยใช้มาก่อนอาจจะ งงๆ ว่าต้องเข้าไปปรับอะไรตรงไหน แต่สำหรับมือใหม่ถือว่าการแบ่งหมวดหมู่แบบชัดเจนช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งได้มากขึ้น 
 
  
 
 ที่น่าสนใจคือเครื่องรุ่นนี้สามารถเข้าไปปรับแต่ง Performance ของเครื่องได้ ให้สั่งการซีพียูว่าให้ทำงานในโหมดใด ไม่ว่าจะเป็น High Normal Low และ Auto ซึ่งในแต่ละโหมดก็จะมีการใช้พลังงานแตกต่างกัน ดังนั้นถ้าต้องการให้แบตเตอรีใช้งานได้ยาวนาน ก็สามารถปรับให้อยู่ในโหมด Low ได้ 
 
  
 
 ด้วยความที่เครื่องรุ่นนี้ตอนวางจำหน่ายในช่วงแรกๆ ให้มาเป็นระบบปฏิบัติการวินโดวส์ โมบาย 6.1 หลังจากนั้นจึงออก ROM ใหม่มาให้อัปเดตเป็น วินโดวส์ โมบาย 6.5 ดังนั้นการทดสอบในครั้งนี้ทีมงานจึงทำการอัปเกรดให้เป็น วินโดวส์ โมบาย 6.5 เรียบร้อยแล้ว ส่วนของระบบฮาร์ดแวร์ภายในเครื่องรุ่นนี้ จะใช้ซีพียู Samsung ARM11 ที่มีความเร็ว 800MHz ROM ขนาด 512MB RAM ขนาด 256MB 
 
 Design of Samsung Omnia Lite 
 
  
 
 จากชื่อของรุ่นอย่าง Omnia LITE ทำให้ความคาดหวังในเครื่องรุ่นนี้คือมีดีไซน์ที่กระทัดรัด เหมาะกับการใช้งาน ซึ่งซัมซุงตอบโจทย์ดังกล่าวออกมาได้ค่อยข้างดี ด้วยดีไซน์ที่เรียบๆ แต่แอบแรงจากสีดำตัดกับขอบสีเงินและสีแดง ช่วยเร่งให้ตัวเครื่องดูเด่นขึ้นมาจากเดิม 
 
 วัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้จะเป็นพลาสติกคุณภาพสูง ผสมกับขอบโครเมียมสีเงิน มีการตัดขอบเครื่องให้ดูโค้งมนไม่เป็นเหลี่ยมจนเกินไป ขนาดรอบตัวของ Omnia LITE อยู่ที่ 107.0 x 51.8 x 12.9 มิลลิเมตร น้ำหนักประมาณ 109 กรัม 
 
  
 
 ด้านหน้า – ไล่จากส่วนบนประกอบไปด้วยช่องลำโพงสนทนา ที่มีลักษณะคล้ายตะแกรงสีดำ ข้างซ้ายมีกล้องวิดีโอคอล รองรับกับการใช้งานเครือข่าย 3G ที่ทีโอทีเปิดให้ใช้กันในขณะนี้ ถัดลงมาเป็นหน้าจอ Resistive ทัชสกรีน ขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด WQVGA (240 x 400 พิกเซล) 65 ล้านสี 
 
  
 
 ถัดจากหน้าจอลงมามีสัญลักษณ์ “SAMSUNG” สีเงินวางพาดอยู่กึ่งกลาง พร้อมกับปุ่มรับสาย ย้อนกลับ และวางสาย (ใช้กดค้างเพื่อเปิด-ปิดเครื่อง) ซึ่งมีการแทรกขอบสีเงินบริเวณปุ่ม เพื่อให้สังเกตได้ง่ายขึ้น 
 
  
 
 ด้านหลัง – ไม่ค่อยมีลวดลายอะไรมากนัก เป็นเพียงพลาสติกสีดำเรียบๆ ที่มีช่องลำโพงอยู่บริเวณบน เยื้องลงมาเป็นกล้องความละเอียด 3 ล้านพิกเซล และสัญลักษณ์ “SAMSUNG” สีเงินวางพาดอยู่ ถอดฝาหลังได้โดยการสไลด์ลงด้านล่าง 
 
  
 
 เปิดฝาหลังออกมาจะพบกับแบตเตอรี Li-ion ความจุ 1,500 mAh กินบริเวณประมาณ 3 ส่วน 4 ของเครื่อง โดยบริเวณบนแบตเตอรีมีช่องใส่ซิมการ์ดอยู่ 
 
  
 
 ด้านซ้าย – ไล่จากมุมในประกอบไปด้วย ปุ่มปรับระดับเสียง ปุมเมนู และรูสำหรับกด Reset เครื่อง ที่ออกแบบมาให้กดใช้ได้ทันทีไม่ต้องเปิดฝาหลังก่อน 
 
  
 
 ด้านขวา – ไล่จากมุมในเช่นเดียวกัน ประกอบไปด้วย ปุ่มล็อกหน้าจอ ที่ช่วยให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าขณะพกพาจะไปกดถูกปุ่มใดๆบนโทรศัพท์หรือไม่ ถัดมาเป็นช่องใส่ไมโครเอสดีการ์ด และปุ่มชัตเตอร์แบบจังหวะเดียว (ใช้เป็นปุ่มลัดเข้าสู่โหมดกล้อง) 
 
  
 
 ด้านบน – มีช่องรายสายโทรศัพท์ (ในกล่องมีแถมปากกาสไตลัส แบบเดียวกับใน Omnia มาให้) และพอร์ตไมโครยูเอสบี สำหรับชาร์จ เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ และเสียบชุดหูฟัง ด้านล่าง – มีเพียงไมโครโฟนสนทนาเท่านั้น 
 
 บทสรุป 
 
 ซัมซุง Omnia Lite ค่อยข้างมีภาษีดีกว่าสมาร์ทโฟนในระดับราคาเดียวกัน เนื่องจากถ้าเทียบประสิทธิภาพของเครื่องภายใต้ช่วงราคาดังกล่าว ถือว่าเป็นเครื่องที่มีฟีเจอร์โดยรวมครบเครื่องมากที่สุด ดังนั้นผู้บริโภคที่สนใจจะเปลี่ยนจากฟีเจอร์โฟน มาเป็นสมาร์ทโฟนในราคาที่ไม่สูงเกินไป Omnia Lite น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว 
 
 ด้วยความที่ออกมาเป็นเครื่องในราคาประหยัดแต่ก็ยังมีมาให้ทั้ง 3G ในคลื่นความถี่ 900 / 2100 MHz รองรับการดาวน์โหลดสูงสุด 3.6Mbps รวมไปถึงการเชื่อมต่อแบบ Wi-Fi บลูทูธ และระบบนำทาง GPS ทำให้ความสามารถในการเชื่อมต่อของเครื่องรุ่นนี้ไม่แพ้กับเครื่องรุ่นใหญ่เลย 
 
 ด้านมัลติมีเดีย กล้องที่มีมาให้ 3 ล้านพิกเซล ออโต้โฟกัส พร้อมระบบ Geo-Tagging ก็ถือว่าไม่น่าเกลียดสำหรับระดับเครื่องในระดับราคานี้ ส่วนเรื่องการใช้งานด้านเอกสาร ผู้ใช้ก็สามารถวางใจกับ Office Mobile ได้อยู่แล้ว ดังนั้นก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการใช้งานทั่วๆ ไปเพราะเครื่องรุ่นนี้มีมาให้ค่อนข้างครบ 
 
 ในเรื่องของการใช้งานโทรศัพท์ทั่วไป Omnia Lite สามารถเปิดใช้งานได้ประมาณ 2-3 วันขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน เช่นถ้ามีการโทรฯ ค่อนข้างบ่อย พร้อมกับใช้งานตัวเครื่องสามารถอยู่ได้ถึง 2 วัน แต่ในกรณีที่ไม่ค่อยมีการโทรฯเพียงแต่ ใช้เล่นอินเทอร์เน็ต เชื่อมต่อ Social Network ต่างๆ ก็สามารถใช้ได้ถึง 3 วัน 
 
 ขอชม 
 - รองรับการเชื่อมต่อครบครัน ไม่ว่าจะเป็น 3G Wi-Fi Bluetooth และ GPS 
 - อินเตอร์เฟสง่ายต่อการใช้งาน 
 - ตัวเครื่องขนาดเล็กน่าพกพา 
 
 ขอติ 
 - ช่องเสียบหูฟังยังเป็นแบบ MicroUSB 
 - กล้องไม่ค่อยชัดเท่าที่ควร 
 - วัสดุที่ใช้ค่อนข้างสมกับราคาไปนิด 
 
 Company Related Links : 
 SamSung 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



ปี 52 ไอทีซิตี้ กำไร 165ลบ.

February 25, 2010

 

บริษัท ไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน) เผยผลการดำเนินงานในปี 2552 กำไร 165.12ล้าน ลดลง 1.87% ผลจากมวลรวมของประเทศติดลบ เผยปี 53 จะเปิดสาขา ใหม่ เพิ่ม 8 แห่ง 
 
 นายกมล จันทิมา ประธานกรรมการบริษัท ไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน) เผยผลการดำเนินงานในปี 2552 ที่ผ่านมาว่า บริษัทฯ สามารถทำรายได้รวม 5,641.70 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตลดลง 3.92% และมีผลกำไรสุทธิ 165.12 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตลดลง 1.87% เมื่อเทียบกับปี 2551 
 
 ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิเติบโตในอัตราที่ลดลงคือรายได้รวมของบริษัทฯ เติบโตไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากผลผลิตมวลรวมของประเทศเติบโตติดลบในปี 2552 พื้นฐานการดำเนินธุรกิจในด้านอื่น ๆ ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ อยู่ในระดับที่น่าพอใจ 
 
 ปัจจุบัน ไอที ซิตี้ ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ทั้งจากในและต่างประเทศมากขึ้น เป็นศูนย์รวมสินค้าไอทีที่ครบวงจร ทันสมัยและจากการที่บริษัทโฟกัสในธุรกิจค้าปลีกที่เรามีความชำนาญ ยังผลให้เกิดงานที่มีคุณภาพและได้เปรียบด้าน Economy of Scale สามารถตอบสนองผู้บริโภคทั้งคอนซูเมอร์ บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านไอทีไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในการดำเนินธุรกิจและการเรียนรู้ 
 
 นายกมลกล่าวว่า ในปี 2553 บริษัทฯมีแผนงานที่จะเปิดสาขาเพิ่ม จำนวน 8 สาขา จากปัจจุบันที่มีจำนวนสาขารวม 38 แห่ง และจะเพิ่มผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี่ใหม่ๆ ขณะเดียวกันจะดูแลด้านค่าใช้จ่ายให้มีความสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและความสามารถในการทำรายได้ของบริษัทฯ 
 
 Company Related Link : 
 IT Citya 
 

ดีแทคลงทุนเครือข่ายรับโมบายอินเทอร์เน็ต

February 25, 2010

ทีมงานดีแทคให้ความมั่นใจในความพร้อมของเครือข่าย ณ ศูนย์ควบคุมและปฏิบัติการของดีแทค หรือ SOC

 ดีแทคคาดการรับส่งข้อมูลบนสมาร์ทโฟนโตขึ้น 100% ในปี 2553 เร่งขยายศักยภาพเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพิ่มอีก 30% ทั้งบน EDGE และ GPRS ในไตรมาส 1 เตรียมพร้อมรองรับการขยายตลาดสมาร์ทโฟนและการรุกตลาด iPhone ของดีแทคในเดือนมี.ค.นี้ 
  
 นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มธุรกิจบริการเสริม บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า ดีแทคมีความพร้อมในการก้าวรุกตลาดสมาร์ทโฟนครั้งสำคัญด้วยการสร้างคุณภาพเครือข่ายที่เหนือกว่าอย่างเป็นรูปธรรมภายในไตรมาสที่ 1 นี้ โดยการขยายศักยภาพบนโครงข่ายเพื่อรองรับการให้บริการด้านสื่อสารข้อมูลเพิ่มมากขึ้นอีก 30% คาดจะเสร็จสิ้นในเดือนมี.ค.นี้ และภายในเดือนเม.ย. บริษัทจะอัปเกรดทุกสถานีฐานเป็นสถานีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนเทคโนโลยี EDGE เป็นจำนวนกว่า 10,000 สถานีทั่วประเทศ 
 
 การลงทุนครั้งล่าสุดนี้จะช่วยขยายแบนด์วิธในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเป็น 2.4 กิกะบิตต่อวินาที รองรับการใช้งานของลูกค้ากว่า 300,000 คนได้พร้อมกันในแต่ละวินาทีอย่างมีประสิทธิภาพ 
 
 ในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รายแรกของไทยที่ให้บริการสื่อสารครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งเสียง ภาพ และข้อมูล มีการบริหารจัดการช่องสัญญาณสำหรับการรับส่งข้อมูลโดยเฉพาะแยกจากช่องสัญญาณเสียง เราจึงมีความเชื่อมั่นในเครือข่ายของเราว่าช่วยให้การสื่อสารข้อมูลเร็วกว่า และดีกว่า 
 
 ดีแทคยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมีนโยบายที่จะใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีโครงข่ายจากผู้ผลิตและให้บริการมาตรฐานสูงรายเดียวบนสถานีเครือข่ายทั้งหมด ซึ่งทำให้การส่งผ่านสัญญาณมีความเสถียรทั่วทั้งประเทศ ผู้ใช้สามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดและมีความมั่นคงในการเชื่อมต่อ 
 ทั้งนี้ จากการติดตามตัวเลขการใช้งานดาต้าของลูกค้าบนเครือข่ายดีแทคต่อคนในปี 2552 เพิ่มขึ้นจากเดือนละ 230 นาที ในช่วงต้นปี เป็น 360 นาทีในช่วงปลายปี รวมทั้งปริมาณการดาวน์โหลดข้อมูลก็เพิ่มขึ้นอย่างสัมพันธ์กันจากระดับเฉลี่ยที่ 80-100 เมกะไบต์ต่อเดือนเป็น 120 -130 เมกะไบต์ต่อเดือน แสดงให้เห็นว่าลูกค้ามีความเชื่อมั่นและคุ้นเคยในการใช้งานเครือข่ายดีแทคมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง 
 
 อย่างไรก็ตาม ปริมาณการเพิ่มขึ้นของการใช้งานดาต้าบนเครือข่ายดีแทคมาจากกลุ่มลูกค้าสมาร์ทโฟน และฟีเจอร์โฟนที่เพิ่มขึ้นกว่า 40% ในปีที่ผ่านมา ลูกค้ากลุ่มนี้มีพฤติกรรมการใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสื่อสารบนเครือข่ายสังคมออนไลน์หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook, Twitter, Youtube การขยายประสิทธิภาพของเครือข่ายจึงเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟนต่อเนื่องในปีนี้ 
 
 การขยายช่องสัญญาณหรือแบนด์วิธอินเทอร์เน็ตของดีแทคได้เริ่มมาอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับปริมาณการใช้งานด้านดาต้าที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และจากคาดการณ์การเติบโตแบบก้าวกระโดดในปีนี้ ดีแทคจึงได้ขยายขีดความสามารถเครือข่ายเพิ่มขึ้นอีกเป็น 2.4 กิกะบิตตั้งแต่ต้นปี ซึ่งนับเป็นเครือข่ายที่ดีทีสุดในขณะนี้ ช่องสัญญาณที่กว้างขึ้นนี้จะช่วยให้ลูกค้าทั้งปัจจุบันและลูกค้าใหม่ได้รับความพึงพอใจ มีความสะดวกรวดเร็วในการใช้งานยิ่งขึ้นในทุกช่วงเวลา แม้ในช่วงค่ำที่มีการใช้งานหนาแน่นที่สุด หรือ prime time 
 
 นอกจากนี้ เพื่อเป็นการรองรับความต้องการและตอบข้อสงสัยของลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการเครือข่าย ดีแทคได้เปิดตัว dSmart Solution ระบบควบคุมดูแลระบบโครงข่าย และการบริการลูกค้าที่จุดเดียวแบบครบวงจรด้วยงบลงทุนกว่า 850 ล้านบาท เมื่อปลายปี 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งติดตั้งที่ศูนย์ควบคุมและปฏิบัติการของดีแทค หรือ (Service Operation Center SOC) สามารถตรวจสอบการทำงาน ข้อบกพร่อง และปัญหาต่างๆ ของระบบเครือข่าย ตลอดจนบันทึกรายงานคำร้องเรียนของผู้ใช้บริการแบบเรียลไทม์ พร้อมเครื่องมือช่วยวิเคราะห์สาเหตุ เพื่อการจัดการแก้ปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น หากลูกค้ามีปัญหาเกี่ยวกับการเข้าระบบ EDGE/GPRS เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ในทันทีว่าปัญหาเกิดจากระบบเครือข่ายไม่ทำงาน หรือเกิดจากการตั้งค่าของเครื่องโทรศัพท์มือถือที่อาจผิดพลาด เป็นต้น 
 
 คุณสมบัติของเครือข่ายการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญมากในการใช้งานสมาร์ทโฟน ซึ่งเมื่อใช้งานบนเครือข่ายความเร็วสูงของดีแทคที่สามารถสื่อสารและรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว มีคุณภาพ สัญญาณที่เสถียร คงที่ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ผู้ใช้จะสามารถใช้ประโยชน์จากสมาร์ทโฟนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 
 
 Copany Related Links : 
  DTAC  
 

สาวกเฟสบุ๊กเจอคุก 15 ปี ฐานแบล็กเมลเพื่อนหวังอัดถั่วดำ

February 25, 2010

 

Anthony Stancl วัย 19 ปี ซึ่งถูกศาลตัดสินให้รับโทษจำคุกนาน 15 ปี

หนุ่มวัยรุ่นชาวเมืองวิสคอนซิน (Wisconsin) สหรัฐอเมริกาก้มหน้ารับโทษจำคุกมาราธอน 15 ปี ฐานใช้เฟสบุ๊กเป็นเครื่องมือในการแบล็กเมลเพื่อนร่วมชั้นหวังให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย ที่น่าตกใจคือเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นเหยื่อนั้นไม่ใช่ผู้หญิง แต่เป็นเด็กชายจำนวนมากกว่า 30 คน 
 
 รายงานจากสำนักข่าวเอพีระบุว่า Anthony Stancl วัย 19 ปี ถูกศาลตัดสินให้รับโทษจำคุกนาน 15 ปีหลังจากรับสารภาพเมื่อเดือนธันวาคมว่ากระทำความผิดในคดีอาญา 2 ข้อหา ได้แก่ ข่มขู่และล่วงละเมิดทางเพศกับผู้เยาว์ วิธีการของ Stancl คือสร้าง profile หรือประวัติปลอมในเฟสบุ๊ก (Facebook) โดยปลอมตัวเป็นผู้หญิงพร้อมกับใช้รูปภาพสาวสวยมาเป็นตัวล่อให้เพื่อนร่วมชั้นซึ่งเป็นนักเรียนชายกว่า 30 คน ส่งภาพเปลือยของตัวเองทั้งที่เป็นภาพนิ่งและวิดีโอ 
 
 Stancl ใช้ภาพเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการ”แบล็กเมล”บังคับเพื่อนร่วมชั้นให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย หากไม่ยินยอมก็จะขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพลับให้อับอายทั่วอินเทอร์เน็ต รายงานระบุว่า Stancl ดำเนินการเช่นนี้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปี 2007 ถึงเดือนพฤศจิกายนปี 2008 เหยื่อบางรายของ Stancl นั้นมีอายุเพียง 15 ปี โดยเหยื่ออย่างน้อย 7 รายให้การว่าถูกบีบบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ซึ่ง Stancl ได้บันทึกภาพไว้ด้วยกล้องในโทรศัพท์มือถือ 
 
 รายงานระบุว่า พบภาพถ่ายเปลือยของวัยรุ่นชายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมากกว่า 300 รูปในคอมพิวเตอร์ของ Stancl โดย Stancl เคยมีประวัติเป็นผู้ต้องสงสัยคดีวางระเบิดโรงเรียน New Berlin High School เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2008 
 
 หลังจากรับทราบโทษจำคุก 15 ปี รายงานระบุว่า Stancl ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ โดยกล่าวว่าได้สำนึกถึงโทษที่ทำไว้กับเหยื่อแล้ว อย่างไรก็ตาม ถือว่าโทษ 15 ปีนี้ยังเล็กน้อยนักเมื่อเทียบกับโทษสูงสุด 30 ปีที่เคยมีแนวโน้มว่า Stancl จะได้รับ 
 
 ขณะนี้ Stancl ถูกขับออกจากโรงเรียนแล้ว พร้อมกับที่หน่วยงานสหรัฐฯเปิดสายด่วนเพื่อเป็นช่องทางให้เยาวชนที่ถูกขู่กรรโชกบนเครือข่ายสังคมได้มีทางออกมากขึ้น 
 
 Company Related Links : 
 Facebook 
 

Review : Dell Vostro V13 ร่างอวตารของ Adamo

February 25, 2010

                                 

หลายท่านคงจำโน้ตบุ๊กสุดบาง 0.65 นิ้วนามว่า Adamo จาก Dell กันได้ โดยโน้ตบุ๊กรุ่นดังกล่าวเคยเป็นที่กล่าวขานกันมากเมื่อตอนเปิดตัวใหม่ๆ ด้วยน้ำหนักและความบางที่สามารถเทียบเท่า MacBook Air ได้อีกทั้งราคาค่าตัวที่สูงลิ่วเหยียบแสนบาท ทำให้พ่อแม่พี่น้องคนไทยหลายคนคงได้แต่มองดูเท่านั้น 
 
 แต่วันนี้เมื่อ Dell เกิดใจดียอมคลอดโน้ตบุ๊กร่างอวตาร Adamo ออกมาใหม่ในรุ่น Vostro V13 (วอสโทร วี13) ที่มีรูปร่างและการออกแบบคล้ายคลึง Adamo เป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่แตกต่างคือ Vostro V13 มีราคาที่คนทั่วไปสามารถจับต้องได้ (ราคาอยู่ที่ 14,990 – 27,990 บาท) ผมว่างานนี้อาจทำให้หลายคนเกิดความสนใจขึ้นได้อย่างแน่นอน 
 
  
 
 ซึ่งสำหรับ Dell Vostro V13 ยังได้แบ่งกลุ่มตลาดและราคาออกเป็น 3 รุ่นได้แก่ Core 2 Duo SU7300 ความเร็ว 1.3GHz ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุด และเป็นรุ่นที่เราได้รับมาทดสอบในวันนี้ โดยมีราคาอยู่ที่ 27,990 บาท ส่วนรุ่น Core 2 Solo SU3500 ความเร็ว 1.4GHz และ Celeron 743 ความเร็ว 1.2GHz จะมีราคาอยู่ประมาณ 14,000-20,000 บาทต้นๆ ซึ่งถือเป็นรุ่นราคาประหยัดที่สุด 
 
 โดยถ้าพูดถึงภาพรวมคร่าวๆ ภายใน Dell Vostro V13 ก็คือ ตัวเครื่องจะได้รับการตีตรา Centrino 2 จาก Intel มาเนื่องจากทั้งซีพียูและระบบ WiFi จะเป็นของอินเทลทั้งหมด ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ ที่ Dell Vostro V13 มีก็คือ รองรับระบบ Bluetooth 2.1, รองรับ Gigabit Ethernet (10/100/1000 NIC) และสามารถใส่อุกรณ์ที่เป็น 34 mm ExpressCard ได้อีกด้วย 
 
 Design Of Design of Dell Vostro V13 
 
  
  
 
 Dell Vostro V13 จะเป็นโน้ตบุ๊กที่อยู่ในกลุ่ม ULV (Ultra Low Voltage) โดยวัสดุที่ใช้ผลิตในส่วนบอดี้จะเป็นอลูมินั่มคุณภาพดี ส่วนบานพับจะเป็นสังกะสี ซึ่งนับว่าแข็งแรงและดูดีมาก 
 
  
  
 
 มาในส่วนของความบางจะอยู่ที่ 0.65 นิ้ว (16.5 มม.) และมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 1.59 กิโลกรัม ด้าน Optical Drive ต่างๆ จะไม่มีมาให้ ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องการใช้งานต้องหามาต่อผ่านพอร์ต USB 2.0 เอง 
 
  
 
 ในส่วนด้านล่างของตัวโน้ตบุ๊กเมื่อพลิกขึ้นมาจะพบว่าไม่มีช่องให้ท่านผู้อ่านสามารถอัพเกรดหน่วยความจำหรือแม้แต่ถอดเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ได้เลย แต่จะพบเพียงแค่ช่องถ่ายเทความร้อนรวมถึงหัวน็อตสำหรับยึดโครงโน้ตบุ๊กเท่านั้น 
 
 Input and Output Ports 
 
  
 
 ที่นี้มาในส่วนของช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ รอบเครื่อง โดยช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ นั้นจะถูกออกแบบมาให้อยู่ด้านหลังเครื่อง ไล่จากซ้ายจะเป็นพอร์ต Ethernet (RJ-45), Combo USB/eSATA, USB 2.0, D-Sub (VGA Analog) output, และสุดท้ายช่องเชื่อมต่อ Adapter 
 
  
 
 มาที่ด้านข้างของตัวเครื่องด้านขวามือจะเป็นช่องเสียบ Express Card ขนาด 34 มม. และช่องเสียบ Card Reader แบบ 5 in 1 ส่วนด้านซ้ายของตัวเครื่องจะไม่มีพอร์ตหรือช่องใส่อุปกรณ์เสริมในตัวเครื่องแต่อย่างใด 
 
  
 
 คราวนี้ลองมาดูบริเวณด้านหน้าของตัวเครื่องกันบ้างซึ่งเราจะเห็นว่าจากซ้ายจะเป็นไฟแสดงสถานะการทำงานของเครื่องและไฟแสดงสถานะการทำงานของฮาร์ดดิสก์ ส่วนด้านขวามือสุดจะเป็นช่องเสียบหูฟังและไมโครโฟน 
 
  
 
 สุดท้ายผมว่าหลายๆ คนที่อ่านรีวิวมาถึงย่อหน้านี้อาจเกิดความสงสัยได้ว่าลำโพงนั้นอยู่ไหน ผมขอเรียนตามตรงเลยครับว่า ทีแรกผมก็งงเหมือนกันจนต้องเปิดเพลงทดสอบ ถึงได้ทราบว่าลำโพงของ Dell Vostro V13 นั้นถูกซ่อนอยู่หลังแผงคีย์บอร์ดบริเวณภาพประกอบด้านบนครับ ซึ่งตัวลำโพงได้ให้มาแบบ Mono ไม่ใช่ Stereo 
 
 Performance And Benchmark 
 
 CPU & Memory Details 
 
  
 
 สำหรับซีพียูที่ทาง Dell เลือกใช้กับ Vostro V13 รุ่นท็อปที่ทางเราได้มานั้นจะเป็นซีพียูตระกูล Core 2 Duo รหัส SU7300 ความเร็ว 1.2GHz ซึ่งใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ 45 นาโนเมตร อีกทั้งยังเป็นซีพียูในตระกูล ULV (Ultra Low Voltage) ซึ่งเมื่อใช้งานแบบ High Performance จะบริโภคไฟอยู่ที่ 1.038v ส่วนเมื่อใช้โหมด Power Save จะบริโภคไฟอยู่ที่ 0.9v เท่านั้น 
 
 ที่นี้มาดูในส่วนของ Chipset ที่ทาง Dell เลือกใช้ในรุ่น Vostro V13 จะเป็น Chipset ของ Intel รุ่น GS45 ส่วน Southbridge จะเป็น ICH9-M และสุดท้ายในส่วนของหน่วยความจำจะใช้ชิปจาก Hyumdai และเป็นหน่วยความจำแบบ DDR3 แผงเดียวขนาด 4GB โดยมีค่า Timing อยู่ที่ 6-6-6-15 และบริโภคไฟอยู่ประมาณ 1.5v 
 
 Graphic Chip Details 
 
  
 
 เนื่องจากโน้ตบุ๊กเครื่องนี้เน้นการพกพาและใช้งานทั่วๆ ไปมากกว่าเน้นด้านความบันเทิง ทำให้ทาง Dell เลือกใช้กราฟฟิกชิป Intel Graphics Media Accelerator (GMA) 4500MHD ที่มีหน่วยความจำเพียง 32MB โดยคุณสมบัติของกราฟฟิกชิปนี้จะอยู่ที่การรองรับการถอดรหัสไฟล์ Hi-Def ที่ 720p ส่วน 1080p หรือการรับชมภาพยนตร์จาก Blu-Ray จะไม่สามารถทำได้บนกราฟฟิกชิปนี้ โดยรับชมตัวอย่างได้จากภาพประกอบด้านล่าง ซึ่งผมได้ทดสอบการเล่นไฟล์ mkv 1080p ที่เข้ารหัสภาพแบบ MPEG4-AVC + DTS HD Master ไว้ โดยจะเห็นว่าเฟรมเรทที่ได้ระหว่างทดสอบจะอยู่ที่ประมาณ 18-24 fps เท่านั้น (ภาพหนืดมาก) อีกทั้งถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าการเล่นไฟล์ Hi-Def 1080p จะบริโภคทรัพยากรซีพียูมากถึง 84-99% เลยทีเดียว 
 
 LED-backlit HD Resolution 
 
  
 
 สำหรับหน้าจอ LED 13 นิ้วของ Dell Vostro V13 จะรองรับความละเอียดที่ 1366×768 pixels อีกทั้งยังเป็นจอแบบด้านอีกด้วย 
 
 Benchmark 
 
 *สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพทั้งหมดจะทำการทดสอบผ่านระบบปฏิบัติการณ์ Windows 7 – 64bit 
 
  
 
 3DMark 05 คะแนนทดสอบที่ได้คือ 877 คะแนนบนความละเอียดหน้าจอ 1280×768 + Shader Model 3 ส่วนเมื่อเปลี่ยน Shader Model เป็นเวอร์ชั่น 2 คะแนนที่ได้ก็เพิ่มขึ้นมาอีกไม่มาก โดยจะอยู่ที่ประมาณ 890 คะแนน 
 
  
 
 3DMark 06 คะแนนทดสอบที่ได้คือ 635 คะแนนโดยแบ่งเป็นคะแนน Shader Model 2 = 205 คะแนน, HDR/Shader Model 3 = 242 คะแนน ส่วนคะแนนประมวลผลซีพียูอยู่ที่ 1,139 คะแนน 
 
  
 
 PCMark Vantage สามารถทำคะแนนได้ที่ 2,816 คะแนน โดยถ้าดูจากผลคะแนนทั้งหมดแล้วจะพบว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ซึ่งถ้าผู้ใช้เน้นเรื่องการทำงานทั่วไปไม่เน้นเรื่อง Multimedia แบบ Hi-End หรือ Gaming มากนัก Dell Vostro V13 ก็สามารถตอบโจทย์เหล่านั้นได้ในเกณฑ์ที่ดีเลยล่ะครับ 
 
  
 
 Cinebench R10 x64 ในส่วนของการทดสอบด้วยการให้ซีพียูวาดภาพ 3 มิติด้วยเอนจิ้นของ Maxon ผลคะแนนที่ได้คือ ในการใช้ซีพียูหัวเดียววาดจะอยู่ที่ 1,592 คะแนน ส่วนเมื่อใช้เป็นแบบ Multi-Core คะแนนที่ได้จะอยู่ 2,455 คะแนน 
 
 Web Browser Test with FireFox 3.6 
 
  
 
 สำหรับการทดสอบการโหลดหน้าเพจ รวมถึงการใช้คำสั่งต่างๆ บน Web Browser FireFox 3.6 สามารถทำคะแนนได้ที่ 1,680 คะแนน ซึ่งก็ถือว่าลื่นไหลพอสมควร 
 
 Network Test 
 
  
 สำหรับการเชื่อมต่อระบบแลนผ่าน Dell Vostro V13 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 1Gbps ทำให้การเคลื่อนย้ายไฟล์ขนาด 38GB ทำเสร็จได้ด้วยเวลาไม่ถึง 10 นาทีที่ความเร็วการส่งข้อมูล 75-90 MB/s 
 
 Wireless Test 
 
  
 
 สำหรับการทดสอบการรับส่งข้อมูลของ WiFi โดย Intel WiFi Link 5100 AGN ที่ระยะทางประมาณ 15 เมตรจะเห็นว่าอยู่ในเกณฑ์พอใช้ โดยความเข้มของสัญญาณก็ไม่ได้แกว่งมากมายนัก ถ้าเทียบกับอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ WiFi ราคาไม่กี่ร้อยบาทที่ผมใช้อยู่ 
 
 HDD Test 
 
  
 
 สำหรับฮาร์ดดิสก์ที่ Dell Vostro V13 เลือกใช้จะเป็นของ Seagate ซึ่งมีรอบหมุนอยู่ที่ 7,200 รอบ และมีอัตราการรับ-ส่งข้อมูลเฉลี่ยอยู่ที่ 87.7 MB/s ส่วนอัตราความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลจะอยู่ที่ 17.1ms 
 
 Video Encode Test 
 
  
 
 สำหรับการทดสอบถอดรหัสไฟล์วิดีโอ DVD MPEG2 (VOB Files) ความยาว 20.43 mins, บนระบบ PAL ไปเป็นไฟล์ MPEG 4 ด้วยโปรแกรม Xilisoft Video Converter ก็สามารถทำเวลาที่ 13 นาที 
 
 Full Load Temperature 
 
  
 
 Note: สำหรับอุณหภูมิ Idle ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 35-36 องศาเซลเซียสถึงถ้าสัมผัสแล้วจะพบวว่าไม่มีความร้อนแผ่ออกมาให้รู้สึกเลย แต่ถ้าเมื่อใช้งานถึง Full Load เมื่อไหร่ความร้อนจะเริ่มแผ่ออกมาบริเวณที่รองมือด้านขวา (บริเวณข้างขวาของ Touch Pad) ค่อนข้างชัดเจน 
 
 Battery Test 
 
  
 
 สำหรับการทดสอบการใช้งานเครื่องในโหมด Battery ผมได้ทำการตั้งค่า Power Management เป็น Power Save ไว้ และตั้งความสว่างหน้าจออยู่ที่ 80% พร้อมเปิดฟังเพลง MP3 + 3D Visualization ตลอดการทดสอบ ซึ่งเวลาที่สามารถใช้งานได้จะอยู่ที่ 2 ชั่วโมง 19 นาที 
 
  
 สำหรับการชาร์จแบ็ตเตอรี่จนเต็ม 100% จะใช้เวลาอยู่ที่ 1 ชั่วโมง 33 นาที 
 
 บทสรุป 
 
 สำหรับ Dell Vostro V13 เป็นโน้ตบุ๊กตระกูล ULV ที่ผมว่ามีการออกแบบดีไซน์ที่ดูแข็งแรงและสวยงามตามมาตรฐานของ Dell มาก และอีกสองข้อที่ผมรู้สึกประทับใจแต่ไม่ได้กล่าวในหัวข้อการทดสอบ ก็คือข้อแรกตัว Adapter มีการออกแบบมาให้บาง ทำให้เก็บและพกพาได้สะดวกมาก ส่วนข้อที่สองก็คือปุ่มคลิกบริเวณ Touchpad มีความนิ่มและแม่นยำมาก (นิ่มกว่าปุ่มคลิกของเมาส์บางยี่ห้อเสียอีก) 
 
 ส่วนในเรื่องของการพกพาหรือความเป็น Mobility ผมว่าเจ้า Vostro V13 สอบผ่านนะครับเพราะด้วยน้ำหนักเครื่องที่เบา อีกทั้งความหนาของตัวเครื่องก็ไม่ถึง 1 นิ้ว ทำให้ผมสามารถพกใส่กระเป๋าเสื้อผ้าออกไปผจญภัยตามสถานที่ต่างๆ ได้โดยไม่รู้สึกเมื่อยหลังหรือมือแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ก็มีที่ติอยู่จุดหนึ่งตรงที่มุมของเครื่องค่อนข้างออกเหลี่ยมเล็กน้อย ทำให้ถ้าใส่ในกระเป๋าผ้าบางๆ บางทีมุมโน้ตบุ๊กอาจแทงทะลุออกมาได้ 
 
 ที่นี้มาในประเด็นของเรื่องราคาและความคุ้มค่ากันบ้าง ซึ่งผมคิดว่าด้วยการออกแบบของ Dell วัสดุที่ใช้ผลิต รวมถึงความแข็งแรง และหน้าตาคล้ายๆ Adamo สุดแพง ผมว่าราคาระดับ 14,000-27,990 บาทกำลังอยู่ในระดับที่ดี พอยอมรับได้เลยครับ ซึ่งแน่นอนว่า Dell Vsotro V13 อาจจะไม่ใช่โน้ตบุ๊กที่มีประสิทธิภาพและคุณสมบัติดีที่สุด แต่ Dell Vsotro V13 มีข้อดีตรงที่การออกแบบและการพกพาที่ผมว่า Dell เขาตั้งใจผลิตออกมาจับกลุ่มพวกนักธุรกิจและนักเดินทางที่ต้องการโน้ตบุ๊กที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเน็ตบุ๊กแต่ต้องการพกพาสะดวกสบายเหมือนเน็ตบุ๊กก็เป็นได้ครับ 
 
 ขอชม 
 - ใช้วัสดุและการออกแบบที่ดูแข็งแรงและดูดี (ในสายตาของผม) 
 - น้ำหนักและความหนาของเครื่องอยู่ในระดับพกพาสะดวกมาก (16.5 มม./1.59 กก.) 
 - Touchpad และปุ่มคลิกใช้งานได้ดีเยี่ยม 
 - Adapter มีความบางและน้ำหนักเบามาก 
 - ออกแบบได้ใกล้เคียง Adamo มาก 
 - ฮาร์ดดิสก์มีรอบหมุนที่สูงถึง 7,200 รอบต่อนาที 
 - มีการติดตั้ง eSATA มาให้ด้วย 
 - หน้าจอเป็น LED มีความสว่างและคมชัดมาก 
 
 ขอติ 
 - ประสิทธิภาพของกราฟฟิกชิปอยู่ในเกณฑ์ธรรมดาไม่สามารถเล่นเกมหรือชมภาพยนตร์ระดับ Full HD ได้ 
 - ลำโพงภายในเป็น Mono 
 - แบ็ตเตอรี่อยู่ได้เพียงแค่ 2 ชั่วโมงกว่า (รุ่นขายจริงอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ใหม่) 
 - ไม่มี Optical Drive ภายในมาให้ 
 - USB ให้มาเพียง 2 พอร์ตเท่านั้น 
 - เวลาใช้งาน Full Load อาจสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาบริเวณที่รองมือด้านขวา 
 
 Company Relate Link : 
 DELL 

 

 



 

 

 

คีย์บอร์ดค่อนข้างนิ่มสบายมือทีเดียว

ช่องเสียบหูฟังและไมโครโฟน

อีกหนึ่งมุมที่แสดงถึงความบางได้เป็นอย่างดี

 

 

 

ด้านล่างของโน้ตบุ๊กจะเป็นช่องถ่ายเทอากาศ

ไฟแสดงสถานะต่างๆ ของเครื่อง

ส่วนไฟฮาร์ดดิสก์และไฟแสดงสถานะเปิด-ปิดเครื่องจะอยู่ส่วนนี้

 

 

 

โน้ตบุ๊กเครื่องนี้ให้ Windows 7 มาด้วย

น้ำหนักเบาจนผมถือมือเดียวแล้วเหวี่ยงได้เลย

หน้าตาของ Adapter สุดบาง

 

 

 

เห็นรูปทรงแล้วนึกถึง Adamo ทันที

กล้อง Webcam ความละเอียด 1.3MP

Touchpad ที่ใช้งานได้ยอดเยี่ยมมาก

 

 

 

หน้า BIOS 1

หน้า BIOS 2

หน้า BIOS 3

 

 

 

หน้า BIOS 4

หน้า Boot Screen

 

 

 



ซัมซุง-แอลจี ชิงดีสังเวียนทีวีกิมจิ

February 25, 2010

         

สองยักษ์กิมจิเปิดฉากเขย่าตลาดทีวีบ้านตัวเองพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย แอลจีโชว์ทีวีชัดแจ๋วบางจ๋อย ขณะที่ซัมซุงรุกตลาดภาพสามมิติขนาดเบิ้ม 
 
 แอลจีนั้นเพิ่งเปิดตัวทีวีตระกูล LG Infinia Series ในหลายประเทศทั่วโลกไปแล้ว แต่เพิ่งได้ฤกษ์วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเกาหลีขณะนี้ วางแผงพร้อมกัน 3 รุ่น 55LE8500 (55 นิ้ว), 47LE8500 (47 นิ้ว) และ 42LE8500 (42 นิ้ว) 
 
 ความพิเศษของ LG Infinia Series คือการรองรับมาตรฐานวิดีโอ DviX Video, DLNA สามารถเปิดบริการออนไลน์อย่าง Picassa และ YouTube ได้ 
 
 สำหรับซัมซุง ความขลุกขลักของสายการผลิตทำให้ซัมซุงวางจำหน่ายทีวี 3 มิติในเกาหลีใต้ได้ช้ากว่าพานาโซนิกราว 2-3 สัปดาห์ ระบุว่าเป็น 3D LED TV ซีรียส์ 7000 และ 8000 Series วางจำหน่ายในขนาด 46 และ 55 นิ้ว ราคาจำหน่ายสูงสุดคือ 3900 ยูโร 
 
 ทีวีของแอลจีไม่มีรายละเอียดกำหนดการวางจำหน่ายทั่วโลก ขณะที่ซัมซุงคาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายทีวี 3 มิติในสหรัฐฯช่วงเดือนมีนาคมนี้ 
 
 Company Related Links : 
 LG 
 Samsung 

 

 



 

 

 

LG Infinia Series บางและใหญ่

คมชัดจากแอลจี

ขนาดใหญ่ที่สุดคือ 55 นิ้ว

 

 

 

3D LED TV ซีรียส์ 8000 ขนาด 55 นิ้วของซัมซุง

ขอบคุณภาพจากอากิฮาบาระนิวส์

 

 

 



“คอมเวิลด์”ลุยตลาดเครื่องประกอบหนีคอมมาร์ต

February 25, 2010

   

 

 

หลังจากพยายามสร้างจุดต่างให้เหนืองานแสดงสินค้าไอทีคู่แข่งอย่างคอมมาร์ตมาตลอด ล่าสุด”ดิ แอสไพเรอร์ส”ผู้จัดงานคอมเวิล์ดประกาศหนึ่งในคอนเซ็ปต์งานปีนี้ว่าจะเน้นกระตุ้นตลาดเครื่องประกอบหรือ DIY แบบที่ไม่เคยมีใครทำ ดึงผู้จำหน่ายส่วนประกอบคอมพิวเตอร์หรือคอมโพเนนท์ (Component) หลากหลายมาร่วมมือกัน ชี้ตลาดมีอยู่แต่ถูกละเลยการกระตุ้นไป เชื่องานนี้จะดันตลาดส่วนประกอบคอมพ์ให้เติบโตจากสัดส่วน 30% เป็น 40% ได้ ตั้งเป้าคนร่วมงาน 5-7 แสนคน ยอดขายไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท 
 
 วิโรจน์ อัศวรังสี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิ แอสไพเรอร์ส กรุ๊ป จำกัด ระบุว่างาน ComWorld 2010 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 29 เม.ย. – 2 พ.ค. 53 ที่สยามพารากอนนั้นจะเปลี่ยนแปลงจากปีก่อนที่การตั้งพื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นตลาดเครื่องประกอบตั้งแต่ทางเข้างาน หวังสร้างตลาดใหม่ในกลุ่มคอเกม วัยรุ่น และครอบครัว 
 
 ”ก่อนนี้เข้ามาจะเป็นบูธกล้อง แล้วบูธอินเตอร์แบรนด์จะอยู่ข้างในฮอลล์ ปีนี้เราเอาบูธกล้องและอินเตอร์แบรนด์เข้าไปข้างใน แล้วจัดเป็น DIY Zone อยู่ข้างนอกให้เห็นชัดๆ เป็นพื้นที่สำหรับคนที่ต้องการซื้อคอมพ์แบบประกอบเองและคนที่ต้องการอัปเกรดเครื่อง ตลาดนี้เคยมีสัดส่วนสูงมากแต่ปัจจุบันลดลง ไม่ใช่เพราะว่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กขึ้นมาแทนที่แต่เป็นเพราะไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนไป ตลาดตรงนี้มีอยู่แล้วแต่ไม่ถูกกระตุ้นเท่าที่ควร” 
 
 วิโรจน์ย้ำว่า การกระตุ้นด้วยฝีมือคอมเวิลด์จะไม่ใช่การจัดแข่งประกอบเครื่องแบบเดิมๆ แต่จะหันมาดึงเยาวชน จัดกิจกรรมสอนเด็กและครอบครัวให้ใช้เวลาประกอบเครื่องด้วยกัน 
 
 “จะมีการสอนวิธีการบรอดคาสต์สัญญาณภาพวิดีโอภายในบ้าน ตรงนี้จะทำให้เกิดเซกเมนต์ใหม่ของตลาด ซึ่งเราเรียกว่า Creative DIY ไม่ได้เน้นที่การประกอบเครื่องเพื่อราคาที่ถูกลงอย่างเดียว แต่เป็นการประกอบเพื่อตอบความต้องการเฉพาะทาง เช่น การทำระบบกล้องวงจรปิดในบ้าน คาดว่ารายได้จากสินค้าคอมโพเนนท์ในงานนี้จะคิดเป็นสัดส่วน 40% จากยอดรวมที่หวังไว้ 1,200 ล้านบาท” 
 
 “DIY” ตลาดดีที่ถูกมองข้าม 
 
 พันธมิตรหลักในธุรกิจชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ของผู้จัดงานคอมเวิล์ดปีนี้ คือ อินเทล อัสซุส และซินเน็ค ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายชิปคอมพิวเตอร์ มาร์เธอร์บอร์ด และส่วนประกอบอื่นๆเช่นฮาร์ดไดร์ฟ การ์ดจอ รวมถึงเมาส์ คีย์บอร์ด ทั้งหมดเชื่อว่าคอมเวิลด์ 2010 คือนิมิตหมายที่ดีต่อการกระตุ้นตลาดคอมโพเนนท์ที่ทรงตัวมานานปี และยังไม่มีผู้จัดงานไอทีรายใดวางกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นตลาด DIY อย่างจริงจัง 
 
 ”ตลาดคอมโพเนนท์ปี 52 มีมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท คงที่จากปีก่อนๆแต่ปีนี้คาดว่าจะโตขึ้นราว 10% แต่ส่วนของซินเน็คเองยอดขายคอมโพเนนท์เราโตขึ้นตลอด เพราะสามารถกินส่วนแบ่งตลาดรายอื่นมาได้” สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าว 
 
 ตัวเลข 20,000 ล้านบาทนั้นเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าตลาดคอมพิวเตอร์คอนซูเมอร์ปี 52 ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่ามีมูลค่ารวม 72,000 ล้านบาท คาดว่าจะเติบโตราว 10%-15% ในปีนี้ แตะระดับ 80,000-85,000 ล้านบาท 
 
 พรเทพ วัชรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เชื่อว่าตลาด DIY ในประเทศไทยมีโอกาสเติบโตสูงแม้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจจำหน่ายคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและคอมโพเนนท์ของอัสซุสในขณะนี้จะอยู่ที่ 60-40 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม 50-50 
 
 “มูลค่าตลาด DIY ค่อนข้างใหญ่ แต่บางทีถูกมองข้ามไปเพราะตลาดโน้ตบุ๊กขยายตัวมากกว่า ต้องมองว่าตอนนี้ยังมีผู้ใช้บางกลุ่มที่โน้ตบุ๊กตอบโจทย์ไม่ได้ เช่น คอเกม นักกราฟฟิก ซึ่งเหมือนนักแข่งรถที่จำเป็นต้องโมฯเครื่องเพื่อลงแข่ง” 
 
 แม้ชาว DIY ดั้งเดิมจะนิยมหาซื้อสินค้าราคาสบายกระเป๋าในห้างไอทีฮาร์ดคอร์อย่างพันธุ์ทิพย์มากกว่าสยามพารากอน แต่วิโรจน์ย้ำว่าไม่มีปัญหาเพราะคอมเวิล์ดเน้นหนักที่กลุ่ม Extream DIY เพื่อให้ผู้ใช้ปรับแต่งคอมพิวเตอร์ตามต้องการได้โดยไม่เน้นเรื่องราคาถูก 
  
 ”แต่เราก็ยังไม่ทิ้งเรื่องโปรโมชันโน้ตบุ๊กและกล้องดิจิตอล รายละเอียดโปรโมชันในงานจะแถลงอีกครั้งหลังสงกรานต์” 
 
 ชวนค้างพารากอน 
 
 วิโรจน์ยังไม่ลืมแนวคิดที่เคยประกาศว่าต้องการจัดงานไอทีที่ผู้ชมงานจะรู้สึกสนุกสนานเหมือนชมคอนเสิร์ตซูเปอร์สตาร์อย่างเบิร์ด ธงไชย คอมเวิล์ดปีนี้จึงร่วมมือกับ”โชว์โนลิมิต”เพื่อเนรมิตโซน “Reality LAN Party” แข่งขันเกมนาน 4 วัน 3 คืนครั้งแรกของเอเชีย ซึ่งผู้ร่วมปาร์ตี้จะได้สิทธิ์นอนค้างที่ห้างดังกลางเมืองอย่างสยามพารากอน 
 
 ”ผู้สนใจสามารถยกคอมพิวเตอร์ที่บ้านมาประชันโฉมและประลองฝีมือตลอดเวลาจัดงาน 80 ชั่วโมง เราจะเตรียมอินฟราสตรัคเจอร์ อาหาร และที่นอนไว้ให้ มีรปภ.พร้อม งานนี้ไม่ต้องเป็นรปภ.ห้างก็มีสิทธิ์ได้นอนค้างที่ห้างพารากอน” พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ โชว์โนลิมิต กล่าว 
 
 พงศ์สุขระบุว่างานเกมมาราธอนนี้จะจำกัดผู้เข้าร่วมงานเฉพาะผู้อายุ 18 ปีขึ้นไปและทุกคนต้องมีใบรับรองแพทย์ โดยสามารถร่วมประลองฝีมือแข่งเกมบนต้นแบบสุดยอดคอมพิวเตอร์จำนวน 60 ตัวที่จะรันเกมหนักๆตลอด 24 ชั่วโมง ชิงรางวัลรวม 1 แสนบาท 
 
 อีกความพิเศษในงานนี้คือการที่”ทรูอินเทอร์เน็ต”ระบุว่าจะเปิดแบนด์วิธเต็มที่ในงานนี้ ซึ่งจะทำให้งานนี้คืองานแรกที่ชาวไอทีและคอเกมจะได้ใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วพิเสษสูงสุด 100 เมกะบิต 
 
 หนีคอมมาร์ต 
 
 นี่คือความเคลื่อนไหวล่าสุดหลังจากที่วิโรจน์จัดงานแถลงข่าวงดงานคอมเวิลด์ช่วงปลายปี 2552 เนื่องจากวิกฤติไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 และการที่ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อขายสินค้าไอที โดยมองว่าไม่จำเป็นต้องซื้อภายในงานแฟร์อีกแล้ว เพราะผู้ค้าแต่ละแบรนด์นำโปรโมชันที่ขายในงานส่งให้กับตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าในราคาเดียวกันได้ 
 
 กลุ่ม DIY จึงเป็นตลาดล่าสุดที่ผู้จัดคอมเวิลด์ตั้งไว้ให้ต่างออกไปจากคู่แข่งอย่าง”คอมมาร์ต”หลังจากที่คอมเวิลด์เคยหันไปเน้นตลาดกล้องดิจิตอลมาแล้ว ไม่สนใจคำประกาศที่คอมมาร์ตบอกอยู่เสมอว่ายอดขายหลักจากทั้งหมด 3 พันล้านนั้นส่วนใหญ่มาจากคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 
 
 และแม้จะไม่เอ่ยชื่อ แต่ข้อมูลจากวิโรจน์ก็สะท้อนความมั่นใจว่า คอมเวิลด์จะมีความพร้อมด้านการแสดงสินค้าที่หลากหลายกว่าคอมมาร์ต ซึ่ง “เออาร์” ผู้จัดงานคอมมาร์ตนั้นเพิ่งแถลงข่าวว่า คอมมาร์ต ไทยแลนด์ 2010 จะมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 มีนาคม 2553 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บนความพิเศษของงานคือการดึงเครือข่ายสังคมหรือ social network มาใช้ 
 
 “เราจะเอา iPad สินค้าระบบปฏิบัติการหลากชนิด รวมทั้งพาเหรดอีรีดเดอร์ มาแสดงในงานนี้ งานเดือนมีนาคมอาจจะมีไม่ครบ แต่เชื่อว่าเดือนพฤษภาคมจะมีให้เห็นหลากหลายกว่า หลังจากนั้นเราจะไปจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาด DIY ตามไอทีมอลล์ต่างจังหวัดภายในปีนี้ สิ่งที่เราทำจะช่วยเหลือห้างไอที ดึงคนเข้ามาซื้อที่ห้าง ไม่ใช่ไปจัดอีเวนท์ข้างนอกแล้วดึงคนออกไป” 
 
 
 ซึ่งประโยคหลังเป็นคำครหาที่งานแฟร์ไอทีได้รับอยู่บ่อยๆ 
 
 Company Related Links : 
 ComWorld 
 
 รายงานสดจากพื้นที่ข่าวเดินทางไปที่นี่Latitude: 13.746815 Longitude: 100.535 

 

อีเอ็มซีตั้งนฐกรนั่งผู้จัดการประจำประเทศไทย

February 24, 2010

นฐกร พจนสัจ ผู้จัดการประจำประเทศไทยคนใหม่ของอีเอ็มซี

 อีเอ็มซีแต่งตั้ง นฐกร เป็นผู้จัดการประจำประเทศไทย มั่นใจในฝีมือและประสบการณ์ด้านงานขาย การจัดการ ช่องทางจัดจำหน่าย และวิศวกรคอมพิวเตอร์ว่าจะช่วยเร่งการขยายตลาดที่มีความต้องการเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่สมบูรณ์แบบ ส่วนกลยุทธ์ปีนี้เน้นลูกค้า พันธมิตร ผลิตภัณฑ์ และบริการ 
 
 บริษัท อีเอ็มซี คอร์ปอเรชั่น ประกาศแต่งตั้งนายนฐกร พจนสัจ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศไทยและก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้ง นายนฐกรเคยเป็นผู้จัดการขายฝ่ายลูกค้าองค์กร โดยรับผิดชอบในการพัฒนาและขยายฐานลูกค้าด้านการเงินและธนาคารของอีเอ็มซี ประเทศไทย ด้านการศึกษาจบปริญญาตรีด้านวิศวกรคอมพิวเตอร์ และปริญญาโทด้านการบริหาร เริ่มงานกับอีเอ็มซีเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยก่อนที่จะร่วมงานกับอีเอ็มซีมีตำแหน่งด้านการบริหารจากหลายองค์กร เช่น อุตสาหกรรมการผลิต, การสื่อสาร, ภาครัฐ, ภาคการศึกษา, สุขภาพ, ค้าปลีก และธุรกิจจัดจำหน่าย โดยนายนฐกรจะประจำอยู่ที่สำนักงานในกรุงเทพฯ และจะรับผิดชอบขับเคลื่อนด้านการขายและพัฒนากิจกรรมด้านธุรกิจต่างๆ ให้กับอีเอ็มซีในประเทศไทย ครอบคลุมตลาดลูกค้าองค์กร, ขนาดกลางและเอสเอ็มบี รวมถึงการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มลูกค้าและพันธมิตรหลัก ในการนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศที่สำคัญและมีประสิทธิภาพ 
 
 การที่อีเอ็มซีแต่งตั้งนฐกรเข้ารับผิดชอบงานในไทย เพราะเชื่อมั่นในประสบการทำงานกว่า 20 ปี ทั้งด้านงานขาย การจัดการ ช่องทางจัดจำหน่าย และวิศวกรคอมพิวเตอร์ ที่จะช่วยเร่งการขยายตลาดที่มีความต้องการเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่สมบูรณ์แบบ 
 
 ส่วนกลยุทธ์ในการรุกตลาดของอีเอ็มซีในปี 2553 นายนฐกรกล่าวว่า จะมุ่งเน้น 4 เรื่องหลักคือ 1.ลูกค้า โดยการนำลูกค้าเข้าสู่การใช้ไพรเวท คลาวด์ (การทำคลาวด์คอมพิวติ้งภายในองค์กร) แบ่งปันข้อมูลของอีเอ็มซีทั้งหมด และนำเอาการให้คำปรึกษาในองค์กรเข้ามาใช้ 2.พันธมิตร โดยการสร้างความแข็งแกร่งและมั่นคงให้แก่กลุ่มคู่ค้าของอีเอ็มซี และผลักดันให้คู่ค้าช่วยนำเสนอโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศของอีเอ็มซีให้แก่ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น 3.ผลิตภัณฑ์ โดยจะนำความสามารถในด้านการผลิตเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะทำให้เราบริหารจัดการความต้องการของลูกค้าในภูมิภาคได้ดียิ่งขึ้น 4.บริการ จะการใช้พันธมิตรและทรัพยากรของอีเอ็มซีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าและการให้บริการที่มีคุณภาพ 
 
 สำหรับสิ่งที่อีเอ็มซีให้ความสำคัญในด้านธุรกิจในปีนี้ประกอบด้วย 1.ขยายส่วนแบ่งตลาดและเป็นผู้นำในตลาดลูกค้าองค์กรและตลาดระดับกลางในประเทศไทย 2.ช่วยเหลือลูกค้าให้ตระหนักถึงศักยภาพที่เต็มเปี่ยมของโครงข่ายไอทีของลูกค้า โดยการนำเสนอโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศของอีเอ็มซีและการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ 3.ปรับปรุงโซลูชันและการให้บริการ ให้สอดคล้องไปกับธุรกิจของลูกค้าและสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญ 4.ให้ความสำคัญกับศูนย์กลางธุรกิจของพันธมิตร เพื่อขับเคลื่อนโซลูชันเฉพาะตลาด เช่น ภาครัฐบาล ธนาคาร เพราะเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มโตสูง 
 
 ด้านผลการดำเนินงานช่วงไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา อีเอ็มซีโตขึ้น 25% และโตเป็นตัวเลข 2 หลักในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะทีมงานสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ ผู้บริโภคเริ่มมีการใช้จ่ายด้านไอที ซึ่งเป็นเครื่องชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้น 
 

นับถอยหลัง “เล่นทวิตเตอร์บนยาฮู”

February 24, 2010

 ยาฮู (Yahoo) ยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตประกาศแผนผูกบริการน้องใหม่ดาวรุ่ง “ทวิตเตอร์ (Twitter)” เข้ากับนานาบริการของยาฮู ผลคือผู้ใช้ยาฮูจะสามารถเล่นทวิตเตอร์ได้บนหน้าเว็บไซต์ยาฮูโดยตรง หวังตอบโจทย์ชาวเครือข่ายสังคมออนไลน์ทั่วโลก 
 
 ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดความร่วมมือที่ชัดเจนในขณะนี้ ผู้บริหารยาฮูระบุเพียงว่า ความร่วมมือระหว่างยาฮูและทวิตเตอร์ในครั้งนี้จะทำให้ชาวออนไลน์สามารถอ่านและส่งข้อความทวีต (Tweet) ได้บนเว็บไซต์ยาฮูเลย จุดประสงค์คือการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ไม่ต้องออกจากหน้าเว็บไซต์ยาฮู โดยคาดว่ายาฮูจะแบ่งรายได้จากการโฆษณาบางส่วนให้แก่ทวิตเตอร์ด้วย 
  
 ทวีตคือชื่อเรียกข้อความบอกเล่าความคิดของตัวเองในขณะนั้นความยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษร ซึ่งผู้ใช้ทวิตเตอร์ส่งไปมาบนระบบ 
 
 ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นราว 2 เดือนให้หลังจากการประกาศเป็นพันธมิตรลักษณะเดียวกันกับเฟสบุ๊ก (Facebook) เครือข่ายสังคมอันดับ 1 ของโลก และเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดหลังจากกูเกิลเพิ่งเปิดตัวบริการ Google Buzz ซึ่งเพิ่มคุณสมบัติการทำงานด้านเครือข่ายสังคมให้ผู้ใช้บริการอีเมล “จีเมล” สามารถส่งข้อความอัปเดทสถานะและแบ่งปันภาพให้กับกลุ่มเพื่อนได้ไม่ต่างจากทวีตเตอร์และเฟสบุ๊ก บนจุดมุ่งหมายให้ผู้ใช้จีเมลไม่ต้องออกจากหน้าเว็บ เพื่อไปทำกิจกรรมเครือข่ายสังคมที่เว็บอื่นเช่นกัน 
 
 ทิศทางที่เกิดขึ้นแปลว่า เฟสบุ๊กและทวิตเตอร์ต่างก็ทำให้ยักษ์ใหญ่อินเตอร์เน็ตอย่างกูเกิลและยาฮูต้องปรับกลยุทธ์ตาม เพื่อให้สามารถดึงผู้ใช้ไว้กับเว็บให้มากที่สุด อันจะทำให้รายได้จากโฆษณาออนไลน์เกิดขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ 
 
 ดีกรีความสำเร็จส่วนหนึ่งของทวิตเตอร์สามารถนับได้ข้อความทวีตที่เจ้าตัวบอกว่ามีมากกว่า 50 ล้านข้อความต่อวัน (ทั่วโลก) สำหรับเฟสบุ๊ก ข้อมูลจากบริษัทวิจัย comScore ระบุว่าเฟสบุ๊กคือเว็บไซต์ที่ชาวอเมริกันเข้ามาใช้งานมากเป็นอันดับ 4 ด้วยสถิติ 112 ล้านราย ตามหลังอันดับ 3 ซึ่งเป็นบริการของไมโครซอฟท์ 
  
 ยาฮูสามารถครองตำแหน่งเว็บไซต์ที่ชาวอเมริกันใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ยอดผู้ใช้งานคือ 164 ล้านราย 
 
 นอกจากการเปิดทางให้มีการเล่นทวิตเตอร์บนยาฮู ยังมีข้อตกลงเรื่องการเพิ่มข้อความทวีตลงในผลการเสิร์ชของยาฮู ซึ่งมีแนวคิดเดียวกับ “real time search” ที่กูเกิลและไมโครซอฟท์ประกาศความร่วมมือกับทวิตเตอร์และเฟสบุ๊กไปแล้วเมื่อปีก่อน เพื่อให้ผู้ค้นหาข้อมูลสามารถพบข้อมูลคุณภาพที่อัปเดทสม่ำเสมอบนเครือข่ายสังคม 
 
 ยาฮูระบุว่ามีแผนแสดงผลข้อความทวีตแบบสดๆในบริการอื่นของยาฮู เช่น ในบริการอีเมล บริการข่าวสารกีฬา บันเทิง และการเงิน ซึ่งจะเห็นความแตกต่างชัดเจนภายในปีนี้ 
 
 แม้ผู้บริหารยาฮูจะไม่เปิดเผยข้อตกลงด้านการเงินกับทวิตเตอร์ แต่สื่อต่างประเทศบางแห่งระบุว่า ไมโครซอฟท์และกูเกิลเคยจ่ายเงินให้ทวิตเตอร์ราว 25 ล้านเหรียญเพื่อให้ได้สิทธิในการแสดงผลข้อความทวีตในผลการเสิร์ช อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารทวิตเตอร์เคยออกมายืนยันว่าบริษัทไม่มีนโยบายทำเงินจากข้อความทวีต เนื่องจากสิทธิความเป็นเจ้าของข้อความทวีตเหล่านี้คือผู้บริโภค ไม่ใช่ทวิตเตอร์ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนใดๆในขณะนี้ 
 
 Company Related Link : 
 
Yahoo 
 

มกรา 53 อีเมล์ขยะพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

February 24, 2010

 

นายนพชัย ตั้งไตรธรรม ที่ปรึกษาทางเทคนิคอาวุโส บริษัท ไซแมนเทค คอร์ปอเรชัน

ไซแมนเทคเผย ในช่วงเดือนมกราคม 2553 มีอีเมลหลอกลวงและเว็บไซต์ปลอม พุ่งสูงถึงสองเท่าตัว ทำลายสถิติเป็นประวัติการณ์ 
 
 ผลจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเฮติ ผลักดันให้จำนวนข้อความหลอกลวงและฟิชชิ่งในเดือนมกราคม 2553 พุ่งสูงขึ้น โดยสแปมเมอร์ใช้โศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นหาประโยชน์เข้าตัวเอง ทั้งอีเมลขยะประเภทหลอกลวงและฟิชชิ่งมีเปอร์เซ็นต์การขยายตัวเพิ่มสูงถึงสองเท่าของจำนวนอีเมลขยะทั้งหมดในเดือนมกราคม เมื่อเปรียบเทียบกับในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ประกอบกับอีเมลขยะที่ใช้เทคนิคล่อลวงรูปแบบต่างๆ นานา เพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงินไปให้ เริ่มมีบทบาทโดดเด่นขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ข้อความหลอกลวงและฟิชชิ่งมีสัดส่วนสูงถึง 21 เปอร์เซ็นต์ของอีเมลขยะทั้งหมดที่เกิดขึ้น ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำรายงานสถานการณ์อีเมลขยะขึ้น 
 
 
 สำหรับอีเมลขยะที่เกิดขึ้นตามหน้าเทศกาล แม้สแปมเมอร์จะเกาะกระแสวาเลนไทน์ ส่งอีเมลขยะเสนอขายสินค้าหลากหลายรวมถึงมัลแวร์ กันอย่างมากก็ตาม แต่ก็ยังคิดเป็นจำนวนที่น้อยกว่าอีเมลขยะที่เกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาส โดยอีเมลขยะประเภทเสนอขายสินค้าในเดือนมกราคมที่ผ่านมาลดลงไป 7 เปอร์เซ็นต์ 
 
 นายนพชัย ตั้งไตรธรรม ที่ปรึกษาทางเทคนิคอาวุโส บริษัท ไซแมนเทค คอร์ปอเรชัน เปิดเผยว่า การโจมตีแบบฟิชชิ่งเริ่มมีความเจาะจงมากขึ้นทุกที โดยมุ่งเน้นโจมตีแบรนด์สินค้าหลักมากกว่าการโจมตีเป็นวงกว้าง ทั้งนี้ไซแมนเทคสังเกตพบจำนวนครั้งของการโจมตีด้วยวิธีฟิชชิ่งทั้งหมดลดลง 25 เปอร์เซ็นต์จากเดือนที่ผ่านมา ซึ่งหลักๆ เกิดจากการโจมตีโดยใช้เครื่องมือที่ใช้สร้างฟิชชิ่งมีจำนวนลดลง (วิธีการวัดจำนวนครั้งการโจมตี ดูจากเว็บไซต์ฟิชชิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น ขณะที่อีเมลฟิชชิ่งเป็นกลไกในการล่อผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์อีกที) โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา มียูอาร์แอลของฟิชชิ่งที่ถูกสร้างโดยใช้เครื่องมือสร้างฟิชชิ่งคิดเป็น 14 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งลดลงจากเดือนที่ผ่านมาถึงครึ่งหนึ่ง (50 เปอร์เซ็นต์) โดยเว็บไซต์ฟิชชิ่งที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษก็มีจำนวนลดลงถึง 16 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน และมีการนำบริการเว็บโฮสติ้งมากกว่า 95 แห่งมาใช้ชื่อแอบอ้าง ซึ่งคิดเป็น 13 เปอร์เซ็นต์ของการโจมตีด้วยฟิชชิ่งทั้งหมด และลดลงจากจำนวนยูอาร์แอลของเว็บโฮสติ้งทั้งหมด 12 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา 
 
 ประเด็นร้อนและแนวโน้มที่น่าสนใจในรายงานอีเมลขยะและฟิชชิ่งฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2553 
 
 ไม่มีความเห็นอกเห็นใจจากสแปมเมอร์ 
  
 หลังโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวในเฮติที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2553 ทั่วโลกได้ร่วมแรงร่วมใจกันส่งผ่านความช่วยเหลือมายังเฮติ ในทางตรงกันข้าม สแปมเมอร์กลับตักตวงผลประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ ด้วยการส่งข้อความอีเมลขยะหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมดังกล่าว นักวิจัยของไซแมนเทคยังพบว่าโดยปกติแล้วสแปมเมอร์มักตักตวงผลประโยชน์ภายในช่วงระยะเวลา 24 28 ชั่วโมงหลังจากที่ได้มีการประกาศเหตุการณ์ข่าวด่วนสะเทือนขวัญหรือประเด็นดังอื่นๆ และก็เกิดขึ้นกับกรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเฮติโดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน 
 
 ครั้งนี้ สแปมเมอร์เริ่มด้วยการส่งอีเมลขยะประเภทหลอกลวง เพื่อขอให้ผู้ที่ได้รับอีเมลร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือเข้ามูลนิธิเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย และเมื่อเหยื่อหลวมตัวบริจาคเงินไปแล้วเงินก็จะหายไปในบัญชีอื่นๆ นอกระบบ โดยวิธีการนี้ สแปมเมอร์เริ่มจากการส่งข้อความฟิชชิ่งโดยอ้างเป็นองค์กรที่เป็นที่รู้จักจริง อย่างเช่น ยูนิเซฟ (ตามตัวอย่างด้านล่าง) 
 
 สแปมเมอร์ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ โดยยังคงพยายามฉวยผลประโยชน์จากโศกนาฏกรรมดังกล่าว ด้วยการส่งมัลแวร์ ตามตัวอย่างด้านล่าง ที่ลวงให้ผู้ใช้คลิกเข้าไปที่ลิงค์เพื่อชมวิดีโอ แต่กลับเป็นการดาว์นโหลดโทรจันเข้าเครื่องแทน 
 
 อีเมลขยะจากเทศกาลสำคัญ 
 
 ถึงแม้ว่าเทศกาลวันหยุดจะเพิ่งผ่านพ้นไป แต่บรรดาสแปมเมอร์ยังหาโอกาสจากเทศกาลสำคัญอื่นๆเพื่อลวงให้ผู้ใช้เปิดข้อความที่ไม่พึงปรารถนา นักวิจัยของไซแมนเทคได้สังเกตพบว่าสแปมเมอร์ยังคงฉวยโอกาสช่วงก่อนวันวาเลนไทน์ ส่งข้อความขยะเพื่อโฆษณาทุกสิ่งอย่างตั้งแต่ ไวน์เพื่อฉลองเทศกาล จนถึงยา เนื่องจากวันวาเลนไทน์นับเป็นเทศกาลที่เป็นที่รับรู้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ฉะนั้นจึงสังเกตุได้ว่ายังคงมีอีเมลขยะที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษที่ฉวยโอกาสจากเทศกาลนี้เช่นกัน 
 
 การควบคุมของศูนย์ข้อมูลเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแห่งประเทศจีน หรือ CNNIC 
 ในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ศูนย์ข้อมูลเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแห่งประเทศจีน หรือ Internet Network Information Center (CNNIC) ประกาศระงับการจดทะเบียนโดเมน .cn โดย CNNIC แถลงว่าการระงับการจดทะเบียนในครั้งนี้จะช่วยให้ทางศูนย์ข้อมูลฯ ปรับปรุงกระบวนการในการตรวจสอบข้อมูลของผู้ขอจดทะเบียนจากต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น โดยเรื่องนี้ก็ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องตามมาในช่วงกลางเดือนธันวาคมที่มีการขอให้ผู้ต้องการจดทะเบียนดังกล่าวยื่นเอกสารเพิ่มเติม 
 
 ตามที่ระบุไว้ในรายงานของไซแมนเทคข้อความอีเมลขยะที่เป็นโดเมน .cn ลดลงมากกว่าครึ่งในเดือนมกราคมที่ผ่านมาเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนธันวาคม 2552 
 
 การวิเคราะห์หัวข้อเรื่องของอีเมลขยะในเดือนมกราคม 2553 
 
ในเดือนมกราคม 2553 พบว่า 10 อันดับแรกของหัวข้อของอีเมลที่ถูกนำมาใช้โดยสแปมเมอร์ จะผสมกันระหว่างอีเมลขยะประเภทหลอกลวงให้โอนเงิน และอีเมลขยะที่เสนอขายสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ยา สิ่งที่น่าสนใจก็คือบรรดาสแปมเมอร์ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนออีเมลขยะประเภทขายยาออนไลน์ โดยใช้หัวข้ออย่างเช่น กฎเกณฑ์ที่น่ารู้เพื่อการช้อปปิ้งที่ดีขึ้น (Must-Know Rules Of Better Shopping) และ โปรโมชันที่คุณควรรู้ (You Must Know About This Promotion) ซึ่งเป็นข้อความที่ไม่โจ่งแจ้งชัดเจนเหมือนการเสนอขายยาลดราคา RE: SALE 70% OFF on Pfizer. นอกจากนี้ ยังใช้หัวข้อที่ทำให้เข้าใจผิดเช่น การยืนยันทางอีเมล (Confirmation Mail) และใบเสร็จรับเงินพิเศษ (Special Ticket Receipt) มาใช้สำหรับข้อความอีเมลขยะขายยาออนไลน์ 
 
 ฟิชชิ่งหลอกลวงสำหรับผู้ใหญ่ 
 
ไซแมนเทคสังเกตพบแนวโน้มใหม่ในที่มุ่งเป้าไปยังฟิชชิ่งสำหรับผู้ใหญ่ เว็บไซต์ฟิชชิ่งระบุว่าผู้ใช้สามารถรับสื่อลามกต่างๆฟรีหลังจากเข้าสู่ระบบหรือมีการลงทะเบียน การนำเสนอเหล่านี้จะล่อลวงผู้ใช้ให้กรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อหวังจะได้รับสื่ออนาจารฟรี และเมื่อกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อทำการล็อกอิน ผู้ใช้ก็จะถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังเว็บไซต์อนาจารที่มีโปรแกรมแอนตี้ไวรัสปลอมหลอกล่อให้ดาวน์โหลดโค้ดอันตราย ทั้งนี้ 92 เปอร์เซ็นต์ของฟิชชิ่งหลอกลวงสำหรับผู้ใหญ่นี้มักจะอยู่ในเว็บไซต์ที่เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยอีก 8 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็จะอยู่ในแบรนด์ที่ให้บริการข้อมูลต่างๆ ซึ่งเว็บไซต์ฟิชชิ่งดังกล่าวมักสร้างโดยอาศัยบริการเว็บโฮสติ้งฟรี 
 
 Company Related Link : 
 Symantec 
 

เทรนด์ไมโคร รุกตลาด “ระบบรักษาข้อมูลบนคลาว”

February 24, 2010

 

นายรัฐสิริ ไข่แก้ว ผู้จัดการฝ่ายขายประจำภูมิภาคอินโดจีน บริษัท เทรนด์ ไมโคร อิงค์

เทรนด์ ไมโคร เชื่อปีนี้ภาพรวมตลาดไอที เน้นลดต้นทุนโดยใช้คลาวคอมพิวติ้ง และระบบเวอชัลไลเซชัน มั่นใจภาพรวมตลาดซิเคียวริตี้โตไม่ต่ำกว่า 20-22% ส่วนตนเองตั้งเป้า 30% จากการรุกตลาดใหม่ ด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่ม ดาต้า เซนเตอร์ ซิเคียวริตี้ และระบบเซอวิสต่างๆ ที่ เอ็นฟอร์ซ ซีเคียวริตี้ จะช่วยผลักดันสู่ตลาด 
 
 
 นายรัฐสิริ ไข่แก้ว ผู้จัดการฝ่ายขายประจำภูมิภาคอินโดจีน บริษัท เทรนด์ ไมโคร อิงค์ เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวมประมาณ 270 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 23% จากปีก่อนหน้านี้ ส่วนในปีนี้จะเน้นไปที่ กลยุทธ์รุกตลาดรักษาความปลอดภัยข้อมูลจากระบบโซลูชันต่างๆ ภายใต้เครือข่ายป้องกันภัยอัจฉริยะ (Smart Protection Network) 
  
 ”ระบบป้องกันภัยอัจฉริยะ จะเน้นไปที่ฐานกลุ่มลูกค้าราชการขนาดกลาง การศึกษา อุตสาหกรรม และกลุ่มสถาบันการเงิน ซึ่งจากการร่วมมือกับ เอ็นฟอร์ซ ซีเคียวริตี้ เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่าย จะทำให้เทรนด์ ไมโคร มีรายได้เพิ่มจากความร่วมมือดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วปีนี้ เทรนด์ ไมโคร จะเติบโตประมาณ 30%” 
 
 การร่วมมือกับ เอ็นฟอร์ซ ซีเคียวริตี้ ที่มีประสบการณ์และความเชียวชาญทางด้านเครือข่ายและช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุม รวมกับผลิตภัณฑ์ของเทรนด์ ไมโครเองที่เป็นผู้นำทางด้านการป้องกันภัยคุกคามข้อมูลต่างๆ ทั้งบนเดสก์ทอป เมล์ เซิร์ฟเวอร์ เกตเวย์ และระบบเครือข่ายรวมทั้งการสนับสนุนจากเทรนด์ แลป ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในโซลูชันการรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่ครอบคลุมที่สุด 
 
 นายนักรบ เนียมนามธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นฟอร์ซ ซีเคียวริตี้ ซิสเต็มส์ เอพี จำกัด กล่าวว่า การร่วมมือกับเทรนด์ ไมโครถือว่าเป็นการเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้กลุ่มบริษัทให้ครบไลน์ในเรื่อของโซลูชันรักษาความปลอดภัยในข้อมูล และเชื่อว่าด้วยช่องทางการจัดจำหน่ายของบริษัทที่เข้าถึงทั้งกลุ่มองกรค์ทั้งภาครัฐและเอกชน จะช่วยให้ทั้งคู่ประสบความสำเร็จ 
  
 “สิ่งที่เอ็นฟอร์ซ ซีเคียวริตี้ ภูมิใจคือระบบการบริการด้านเทคนิคเชียล ถึงการให้บริการในการแนะนำทั้งก่อนและหลังการขาย ซึ่งจากการสำรวจความพึงพอใจของผู้บริโภคด้านดาต้า ซีเคียวริตี้พบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขายเป็นหลัก รองลงมาเป็นคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และราคา” 
 
 Company Related Link : 
 
Trend Micro 
 

เอชพีปักธงปีนี้โตเหนือตลาดเกิน20%

February 24, 2010

 เอชพีมั่นใจปีนี้โตเหนือตลาด เผยไอดีซีชี้ตลาดคอมพิวเตอร์โตราว 15-20% โน้ตบุ๊คมาแรงโต 20% ระบุปีนี้มินิโน้ตบุ๊คกลับมามีสีสัน เพราะราคาต่ำลง ส่งผลสร้างความต่างจากราคาโน้ตบุ๊คชัดเจน ลั่นรักษาความเป็นผู้นำเทคโนโลยีทัชสมาร์ท ล่าสุดเปิดตัวสินค้าใหม่ 3 รุ่นเขย่าตลาดรับปีเสือ 
 
 นายพงศ์ธวัช พิเชฐเลอมานวงศ์ ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์และการตลาด กลุ่มธุรกิจเพอร์ชันแนล ซิสเต็มส์ บริษัทฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด หรือเอชพี กล่าวว่า ภาพรวมตลาดสินค้าไอทีปีนี้น่าจะมีการเติบโตที่ดีขึ้น เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวประกอบกับมีเทคโนโลยีใหม่ อาทิระบบปฎิบัติการณ์วินโดว์7และฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ เข้ามาช่วยกระตุ้นตลาดให้มีความต้องการสูงขึ้นโดยไอดีซีคาดการณ์ภาพรวมตลาดว่าสินค้าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้น 20%หรือคิดเป็น 1.8 ล้านเครื่อง ส่วนคอมพิวเตอร์เดสท้อปมีแนวโน้มเติบโต7-10% หรือ 9.7แสนเครื่อง ส่งผลให้ตลาดรวมคอมพิวเตอร์ปีนี้จะเติบโต15-20% หรือ 2.7 ล้านเครื่อง 
  
 ตลาดที่คาดว่าจะมาเป็นอันดับหนึ่งในปีนี้ได้แก่ ตลาดกลุ่มการศึกษา ตามด้วยกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่และกลุ่มธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดเล็ก หรือ SME และสุดท้ายเป็นกลุ่มลูกค้าทั่วไป 
 
 อย่างไรก็ดีขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าตลาดจะเกิดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะการเมืองหรือไม่ แต่เบื้องต้นประเมินว่าหากเกิดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเชื่อว่าลูกค้ากลุ่มองค์กรและภาครัฐจะไม่มีผลกระทบมากนักเนื่องจากมีงบประมาณที่ถูกจัดสรรเพื่อไอทีอยู่แล้วส่วนลูกค้าทั่วไปในระยะแรกจะมีผลกระทบแต่ทันทีที่เหตุการณ์เข้าสู่สภาวะปกติลูกค้าทั่วไปจะกลับมาใช้จ่ายเหมือนเดิม 
 
 สำหรับเอชพีปีนี้ยังคงตั้งเป้าว่าจะเติบโตกว่าตลาดรวม โดยจะมุ่งเน้นกลยุทธ์การตลาด 3 ด้าน ได้แก่ 1.สินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและทุกกลุ่มการใช้งาน 2.สร้างประสบการณ์การใช้งานให้แก่ลูกค้า โดยได้ร่วมมือกับพันธมิตรในการเข้าไปสร้างประสบการณ์สินค้าไปยังโรงเรียน สถาบันการศึกษาต่างๆรวมถึงตกแต่งร้านค้ามีความน่าสนใจขึ้น 3.เน้นสินค้าที่เป็นดิจิตอลมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานโน้ตบุ๊คได้หลากหลายขึ้น โดยร่วมกับพันธมิตรกลุ่มบันเทิง อาทิ ยูนิเวรอ์ซัล มิวสิค ให้ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดเพลงฟรี เป็นต้น 
 
 ทั้งนี้สำหรับปีนี้เอชพียังจะเน้นสินค้าประเภทโน้ตบุ๊คเป็นหลัก ตามด้วยสินค้าประเภทมินิโน้ต และคอมพิวเตอร์เดสท้อป โดยเน้นการจะนำเทคโนโลยีทัชสมาร์ทซึ่งเอชพีเป็นให้ความสำคัญเป็นรายแรกเข้ามาใช้มากขึ้น เพื่อให้สินค้าสามารถตอบสนองแต่ละกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน 
 
 ”มินิโน้ตจะเริ่มกลับมามีสีสันขึ้น เนื่องจากราคาถูกลง ทำให้ส่วนต่างของราคาจะห่างกลับโน้ตบุ๊คมากขึ้น โดยราคาต่ำสุดจะอยูที่ 9,900 บาทจากปีที่ผ่านมาราคาอยู่ที่ 13,000 บาท ในขณะที่เครื่องโน้ตบุ๊คราคาต่ำสุดไม่ได้ปรับตัวลดลงมากหนักแต่เพี่มประสิทธิภาพเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นประกอบกับตลาดมีความต้องการใช้งานเครื่องมินิโน๊ตบุ๊คเป็นเครื่องที่สองสำหรับพกพามากขึ้น” 
  
 ล่าสุดเอชพีได้เปิดตัวสินค้าใหม่ 3 รุ่น ได้แก่ 1.โน้ตบุ๊คแทบเล็ต รุ่นTouchSmart tm2 ซึ่งเป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอหมุนได้รุ่นแรกแขงอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีมัลติ-ทัชตัวเครื่องโดดเด่ดด้วยอลูมิเนียม มีรายพิมพ์ หนัก 2.8 กิโลกรัมหน้าจอสัมผัสขนาด 12.1 นิ้ว ราคาเริ่มต้นที่ 39,900 บาท 2.เอชพีมินิโน้ต 210 มีหน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว หรือมีหน้าแบบไวด์สกรีนให้เลือกพร้อมคีย์บอร์ดไอซ์แลนด์สไตล์หรือคีย์บอร์ดขนาด93% สามารถใช้งานได้นาน9.5ชั่วโมง และเชื่อมต่อกับ3Gบรอดแบรนด์และจีพีเอสได้ราคาเริ่มต้นที่ 9,900 บาท 3.เอชพีมินิ5102 เป็นแบบหน้าจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้วน้ำหนักเริ่ม1.2 กิโลกรัมตัวเครื่องทำจากอลูมิเนียม ใช้งานได้นาน 10 ชั่วโมงโดยราคาจำหน่ายเริ่มต้นอยู่ที่9,900-39,900 บาท 
 
 
 Company Related Links : 
 
HP 
 

ไอบีเอ็มโชว์ “Power7″ ก่อนใคร

February 24, 2010

นายยูจีน เบย์ ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์เพาเวอร์ ซิสเต็มส์ ไอบีเอ็ม อาเซียน (ซ้าย) และนายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจคอมพิวเตอร์ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด

 ไอบีเอ็มเปิดตัวชิป “พาวเวอร์เซเว่น (Power7)” ในประเทศไทยก่อนใครในอาเซียน ระบุเพราะตลาดเซิร์ฟเวอร์ประเทศไทยแข็งแกร่งที่สุด ย้ำว่าแม้ไอบีเอ็มจะยังสามารถทำตลาดเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ชิปพาวเวอร์ซิกซ์ (Power 6) ได้ดีอยู่ แต่การเปิดตัวพาวเวอร์เซเว่นนั้นทำไปเพื่อให้ลูกค้าไอบีเอ็มสามารถลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้พลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการก้าวไปสู่ยุคแห่งคลาวด์คอมพิวติ้งในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น 
 
 
 ไอบีเอ็มเปิดตัวชิปพาวเวอร์เซเว่นนี้ในงานไอบีเอ็มเทคโนโลยีซิมโปเซียม 2010 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจคอมพิวเตอร์ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด การันตีว่าพาวเวอร์เซเว่นเป็นชิปสำหรับคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ที่เหมาะกับงานทุกประเภท ทั้งงานจัดการระบบธุรกิจ ERP, งานวิเคราะห์ข้อมูลระดับสูงหรือ HPC ด้านวิทยาศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานการวิจัยต่างๆ, งานให้บริการระบบทรานเคชัน ฯลฯ 
  
 ”เราค่อนข้างมั่นใจ เมื่อรวมกับการฝึกอบรม การให้บริการหลังการขาย เชื่อว่านี่คือตัวชูธง พาวเวอร์เซเว่นจะทำให้ไอบีเอ็มมองตลาดได้มากขึ้น และทำให้เรามี่ความครบวงจรยิ่งขึ้น” 
 
 ไอบีเอ็มให้ข้อมูลว่า ชิปพาวเวอร์เซเว่นมีแกนประมวลผลสูงสุด 8 คอร์ แต่ละคอร์สามารถรันงานได้พร้อมกัน 4 งาน เบ็ดเสร็จสามารถรันงานได้พร้อมกันถึง 32 งาน รันที่ความเร็ว 3.03-4.14 กิกะเฮิร์ตซ์ เร็วและแรงกว่าชิปรุ่นเก่าอย่างพาวเวอร์ซิกซ์ถึง 4 เท่า มาพร้อม แคช on-chip L3 สามารถประมวลผลงานวิเคราะห์ข้อมูลเชิงธุรกิจได้สูง 8.4 เทราฟล็อป (8.4 ล้านล้านคำสั่ง) ใช้เทคโนโลยีในการผลิตแบบ 45 นาโนเมตร (มีให้เลือกแบบรุ่น 4 และ 6 คอร์ด้วย) 
  
 ”เทียบกับพาวเวอร์ซิกส์ เซเว่นจะดีขึ้น 4 เท่าแต่ลงทุนน้อยกว่า 2 เท่า ตอนนี้เวิร์กโหลดประเภทไหนก็ไม่กลัว จะทรานเซคชันเยอะขนาดไหนก็ได้ คิดว่าธุรกิจการเงิน โทรคมนาคม และบริษัทที่ทำอินฟราสตรักเจอร์ต่างๆ ซึ่งต้องมีระบบจดจำข้อมูลตลอดเวลาจะเป็นกลุ่มตลาดหลักของพาวเวอร์เซเว่น ปัจจุบันบริษัทเหล่านี้ต้องบันทึกข้อมูลทุก 15 นาทีต่อเนื่อง ตรงนี้จะเป็นเทรนด์ ทุกอย่างจะเป็นเซ็นเซอร์ ทุกอย่างจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งพาวเวอร์เซเว่นรองรับได้” 
 
 ฟีเจอร์สำคัญของพาวเวอร์เซเว่นที่ธนพงษ์เชื่อว่าจะเป็นที่ต้องการของธุรกิจ คือโหมดการทำงาน TurboCore ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์บางประเภทลงได้ 
 
 ”มันจะเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วแต่ลดจำนวนคอร์ที่ใช้งานอยู่ลง จะทำให้บริษัทลดค่าใช้จ่ายได้เนื่องจากบริษัทซอฟต์แวร์ประเภทฐานข้อมูลมักจะคิดจากจำนวนคอร์ประมวลผลที่ใช้งาน ฟีเจอร์นี้ไม่มีใครมี” 
 
 เพื่อทำตลาดพาวเวอร์เซเว่น ไอบีเอ็มจึงเปิดตัวเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ชิปพาวเวอร์เพิ่ม 4 รุ่น ทั้งหมดเป็นรุ่นระดับกลาง และไอบีเอ็มมีแผนเปิดตัวระดับล่างและบนในช่วงปีนี้ถึงปีหน้า 
 
 ”IBM Power 780 คือรุ่นท็อปของระดับมิดเอนด์ สำหรับบริษัทที่ไม่ต้องการโหมด TurboCore เพราะต้องจ่ายค่าซอฟต์แวร์ตามจำนวนผู้ใช้อยู่แล้ว ก็สามารถเลือก Power 770 แทน ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมพาวเวอร์เซเว่นที่มีคอร์รวมกันทั้งหมดสูงสุด 64 คอร์ ระดับกลางลงมาของมิดเอนด์คือ IBM Power 755 และ 750 ซึ่งรองรับคอร์ของพาวเวอร์เซเว่นได้ 32 คอร์” 
 
 ธนพงษ์เชื่อว่ารุ่น 750 จะเป็นเซิร์ฟเวอร์ตัวหลักหรือเมนสตรีมที่ไอบีเอ็มจะสามารถจำหน่ายได้ในอนาคต 
 
 ”ทิศทางตลาดเซิร์ฟเวอร์ตอนนี้ความต้องการเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว เทคโนโลยีก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ความคุ้มค่าก็เพิ่มขึ้น และการใช้งานก็เพิ่มอยู่แล้ว เพียงแต่ใครจะมีความพร้อมในการสร้างระบบเพื่อให้บริการได้ก่อน อย่าลืมว่าลูกค้าต้องแข่งขัน ทางจะแข่งได้คือต้องเร็ว ปัญหาของไอบีเอ็มตอนนี้คือทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้ ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเริ่มวิ่งอีกครั้ง ทั้งที่ภาพรวมธุรกิจยังไม่ได้เติบโตรุนแรง แต่เราก็ต้องสร้างธุรกิจไปด้วย” 
 
 ธนพงษ์ระบุว่าไอบีเอ็มไม่มีแผนรับมือการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างซันและออราเคิล และหากเป็นไปตามวงจรการพัฒนาปกติ ชิป Power 8 รุ่นต่อไปของไอบีเอ็มจะสามารถเปิดตัวใน 2-3 ปีข้างหน้า 
 
 ”ไอบีเอ็มไม่เคยเตรียมรับมือ ลุยตลอด คู่แข่งคือคู่แข่ง แต่ที่เรามองคือไอบีเอ็มพร้อม ยุคนี้เป็นยุคที่ไอบีเอ็มพร้อมมากๆ” 
 
 ธนพงษ์ระบุว่า ส่วนแบ่งตลาดเซิร์ฟเวอร์ของไอบีเอ็มในประเทศไทยช่วงไตรมาส 3 ของปี 2009 คิดเป็น 51.7% เป็นการครองอันดับ 1 มาติดต่อกัน 6 ไตรมาส โดยประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไอบีเอ็มมองว่ามีความเข้มแข็งที่สุด จึงประเดิมเปิดตัวพาวเวอร์เซเว่นก่อนใครในภูมิภาค 
 
 Company Related Link : 
 IBM 
 

Next Page »