ไทย-ญี่ปุ่น จับมือวิจัยสบู่ดำทำไบโอดีเซลใช้ในยานยนต์
February 25, 2010
ผู้แทนจาก วว., สวทช., มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมกับ สถาบันพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยวาเซดะ ประเทศญี่ปุ่น ลงนามในบันทึกความตกลงร่วมมือในโครงการ “การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพจากชีวมวลที่ไม่ใช่อาหารและการใช้งานในยานยนต์” ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 53 (ภาพโดย วว.)
วว. – 3 หน่วยงานวิจัยชั้นนำของไทยจับมือกันลงนามร่วมวิจัยกับญี่ปุ่น มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีผลิตไบโอดีเซลจากสบู่ดำให้ได้คุณภาพเทียบเท่าน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล หวังใช้ขับเคลื่อนยานยนต์ แก้ปัญหาวิกฤตอาหารและพลังงาน
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ร่วมกับ สถาบันพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งชาติ (National Institute of Advanced Industrial Science and Technology: AIST) และ มหาวิทยาลัยวาเซดะ (Waseda University: WU) ประเทศญี่ปุ่น ลงนามความตกลงในการทำโครงการวิจัย เรื่อง การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพจากชีวมวลที่ไม่ใช่อาหารและการใช้งานในยานยนต์ (Innovation on Production and Automotive Utilization of Biofuels from Non food Biomass Project) เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency :JICA) โดยมี ดร.สุจินดา โชติพานิช ปลัด วท. เป็นประธานในพิธี
นางเกษมศรี หอมชื่น ผู้ว่าการ วว. กล่าวชี้แจงว่า โครงการวิจัยดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศไทย สามารถพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันสังเคราะห์สำหรับยานยนต์จากวัตถุดิบชีวมวลที่ไม่ใช่อาหาร ซึ่งได้เลือกสบู่ดำเป็นวัตถุดิบในการวิจัย โดยมีเป้าหมายหลักในความร่วมมือครั้งนี้ คือ เพื่อผลิตน้ำมันไบโอดีเซลคุณภาพสูงที่ผ่านมาตรฐานโลกจากน้ำมันสบู่ดำด้วยเครื่องต้นแบบขนาด 1 ตันต่อวัน และผลิตน้ำมันสังเคราะห์จากกากสบู่ดำขนาดโรงงานนำทาง
โครงการวิจัยนี้มีระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี เริ่มจากปี พ.ศ. 2553 ถึงปี พ.ศ. 2557 มีงบประมาณดำเนินการจำนวน 220 ล้านบาท จากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ผลผลิตที่จะได้จากความร่วมมือในครั้งนี้ คือ น้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันสบู่ดำที่ผ่านมาตรฐานโลก และน้ำมันสังเคราะห์จากกากสบู่ดำ ผลสำเร็จของการวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาด้านพลังงานทดแทนของประเทศไทยในอนาคต ผู้ว่าการ วว. กล่าว
ด้าน ดร. ธเนศ อุทิศธรรม นักวิชาการฝ่ายเทคโนโลยีพลังงาน วว. กล่าวเพิ่มเติมถึงกิจกรรมของโครงการวิจัยนี้ว่า จะครอบคลุมงานวิจัยด้านต่างๆ ได้แก่ การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีดีท็อกซิฟิเคชั่น (Detoxification) ในกระบวนการผลิตไบโอดีเซล, การวิจัยพัฒนากระบวนการผลิตไบโอดีเซลที่ได้มาตรฐานโลก, การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีเดมิเนราไลเซชั่น (Demineralization) สำหรับการผลิตไบโอดีเซล, การวิจัยพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับไพโรไลซีสแบบเร็ว (Fast Pyrolyzer), การพัฒนาไพโรไลเซอร์แบบเร็ว
การวิจัยพัฒนาการแยกน้ำมันและน้ำ, การวิจัยผลิตน้ำมันสังเคราะห์และการกลั่นแยกน้ำมัน, การทดสอบสมรรถนะเครื่องยนต์และมลพิษที่ปลดปล่อยจากการใช้น้ำมันไบโอดีเซลและน้ำมันสังเคราะห์, การวิเคราะห์วงจรชีวิตของการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลและน้ำมันสังเคราะห์ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนนักวิจัยและการฝึกอบรมนักวิจัยไทยในประเทศญี่ปุ่น
อนึ่ง วว. และ สวทช. ได้ร่วมกันทำโครงการวิจัยและพัฒนาไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมัน มาตั้งแต่ปี 2548 โดยได้พัฒนาเครื่องบีบน้ำมันปาล์มและเครื่องมืออุปกรณ์ต้นแบบการผลิตไบโอดีเซล และยังได้ร่วมกับกรมอู่ทหารเรือและภาคเอกชนในปี 2550 นอกจากนี้ วว. และ สวทช. ยังมีความร่วมมือกับ AIST ประเทศญี่ปุ่น ในการวิจัยและพัฒนาด้านเพิ่มคุณภาพไบโอดีเซลและการจัดทำมาตรฐานไบโอดีเซลมาตั้งแต่ปี 2547
สำหรับเทคโนโลยีไพโรไลซีสแบบเร็ว เป็นกระบวนการแปรรูปชีวมวล หรือวัสดุเชื้อเพลิงอื่นๆ เช่น พลาสติก ให้ได้ผลผลิตเป็นน้ำมันดิบ (Bio-oil) มากกว่า 70% และจะนำไปเป็นวัตถุดิบเพื่อการผลิตน้ำมันสังเคราะห์ต่อไป ซึ่งน้ำมันสังเคราะห์ที่จะผลิตขึ้นเป็นน้ำมันดีเซลและเบนซินสังเคราะห์ที่มีคุณภาพเช่นเดียวกับน้ำมันดีเซลและเบนซินที่มีขายในเชิงพาณิชย์

สซ. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ ศึกษาโปรตีนด้วยแสงซินโครตรอน
February 25, 2010
สซ. – สซ. เตรียมจัดประชุมนานาชาติ เพื่อขยายฐานการให้บริการแสงซินโครตรอนเพื่อศึกษาโครงสร้างโปรตีนระดับอาเซียน เน้นให้ความรู้เรื่องเทคนิคการเตรียมผลึกโปรตีน และวิเคราะห์โครงสร้างด้วยแสงซินโครตรอน เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมอบรมถึง 15 มี.ค. นี้
สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) หรือ สซ. จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง The 2nd Southeast Asian Crystallography Workshop A Taste of Protein Crystallography เพื่อขยายฐานการให้บริการถ่ายทอดเทคนิคการเตรียมผลึกโปรตีน และการศึกษาโครงสร้างโปรตีน ให้กับกลุ่มผู้ใช้บริการรายใหม่ที่มีศักยภาพ และผู้ใช้กลุ่มวิจัยโปรตีน ที่มีประสบการณ์ด้าน Macromolecule Crystallography (MX) ระหว่างวันที่ 5-8 เมษายน 2553 ณ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จังหวัดนครราชสีมา
รศ.ดร.ชัยวิทย์ ศิลาวัชนาไนย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนได้เปิดให้บริการสถานีทดลองทางด้านการศึกษาโครงสร้างผลึกโปรตีนด้วยเทคนิค Macromolecule X-ray Crystallography (MX) โดยหลอดรังสีเอ็กซ์ชนิด rotating anode พบว่า กลุ่มนักวิจัยที่ประสงค์จะศึกษาโครงสร้างโปรตีนไม่สามารถเตรียมผลึกเดี่ยวของโปรตีนที่สนใจเพื่อนำมาใช้บริการได้ ดังนั้นทางสถาบันจึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง The 2nd Southeast Asian Crystallography Workshop A Taste of Protein Crystallography ขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 เมษายน 2553 ณ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จังหวัดนครราชสีมา โดยความร่วมมือระหว่างสถาบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และชมรมวิจัยโปรตีนแห่งประเทศไทย ให้กับกลุ่มผู้ใช้บริการรายใหม่ที่มีศักยภาพ และมีงานวิจัยโครงการวิจัยด้านโปรตีน และผู้ใช้กลุ่มวิจัยโปรตีน ที่มีประสบการณ์ด้าน MX ในการถ่ายทอดเทคนิคการเตรียมผลึกโปรตีนเดี่ยว ขั้นตอนการเก็บข้อมูลการหักเหรังสีเอกซ์ การประมวลผล ตลอดจนการวิเคราะห์โครงสร้างเบื้องต้น
นอกจากนี้ยังถ่ายทอดเทคนิคในการศึกษาโครงสร้างของโปรตีนโดยเทคนิค Anomalous Dispersion เพื่อเพิ่มศักยภาพในการศึกษาโครงสร้างโปรตีนชนิดใหม่แก่กลุ่มวิจัยโปรตีน ซึ่งเป็นผู้ใช้ที่เคยมีประสบการณ์ศึกษาโครงสร้างโดยใช้โปรตีนต้นแบบ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมเมื่อใช้บริการแสงซินโครตรอน ณ ห้องปฏิบัติการแสงสยาม โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากห้องปฎิบัติการแสงซินโครตรอนต่างประเทศมีความร่วมมือในเทคนิคนี้กับสถาบัน อาทิ ประเทศไต้หวัน สิงคโปร์ และสวีเดน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านโปรตีนของไทย
ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 15 มีนาคม 2553 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.slri.or.th

วงแหวนของดาวเสาร์ (จบ)
February 25, 2010
ข้อมูลพื้นฐานของดาวเสาร์และดวงจันทร์บริวาร ก่อนที่ยาน Cassini จะเดินทางถึงแสดงให้เห็นว่าดาวเสาร์ที่ใหญ่เป็นที่สองในระบบสุริยะรองจากดาวพฤหัสบดี มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 119,300 กิโลเมตร และหนักประมาณ 95 เท่าของโลก เนื้อดาวประกอบด้วยแก๊สไฮโดรเจน และแอมโมเนีย เป็นส่วนใหญ่และมีแกนกลางเป็นหิน ถึงความร้อนที่เกิดในบริเวณแกนกลางจะน้อยกว่าของดาวพฤหัสบดี แต่พายุบนดาวเสาร์ก็พัดรุนแรงกว่า ดาวดวงนี้มีดวงจันทร์บริวารใหญ่ที่สุดชื่อ Titan ซึ่งเป็นดวงจันทร์ที่มีบรรยากาศเหมือนโลกยุคดึกดำบรรพ์ โดยผิวดาวมีทะเลสาบ ethane ที่มิใช่น้ำ สำหรับดวงจันทร์บริวารนั้น Christian Huygens คือ บุคคลแรกที่เห็น Titan ส่วน Jean Dominique Cassini ก็ได้เห็นดวงจันทร์ชื่อ Mimas, Tethys, Dione และ Rhea ซึ่งทั้งหมดเป็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 5 ดวงของดาวเสาร์
ส่วนสำหรับคำถามที่ว่า วงแหวนมากจากไหน และเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น นักดาราศาสตร์ทฤษฎีได้ใช้แบบจำลองบนคอมพิวเตอร์ แสดงให้เห็นว่า วงแหวนถือกำเนิดเมื่อประมาณ 500 ล้านปีก่อนนี้เอง และทฤษฎีที่ใช้อธิบาย คือ วงแหวนเกิดจากการที่ดวงจันทร์ต่างๆ ของดาวเสาร์ถูกดาวหางพุ่งชนจนแตกกระจาย และแรงโน้มถ่วงของดาวเสาร์ได้ขัดขวางไม่ให้เศษ และสะเก็ดดาวมาเกาะรวมกันได้อีก หรือได้มีดาวที่ประกอบด้วยน้ำแข็ง ซึ่งอยู่ที่บริเวณขอบนอกของระบบสุริยะ ได้โคจรเข้าใกล้ดาวเสาร์ และถูกแรงโน้มถ่วงของดาวเสาร์ทำลายจนแตกกระจาย
ดังนั้น ในการตอบคำถามนี้ นักดาราศาสตร์จึงต้องรู้องค์ประกอบของวงแหวน ว่ามีธาตุ carbon สารประกอบ ammonia, silicate และสารต่างๆ มากเพียงใด ซึ่งสามารถจะรู้ได้เวลายานสำรวจโคจรผ่านวงแหวนที่ประกอบด้วยอนุภาคต่างๆ กว่า 3,000 ล้านชิ้น และมีขนาดต่างๆ กัน ตั้งแต่เล็กขนาดฝุ่น จนถึงใหญ่ขนาดภูเขา โดยแต่ละชิ้นส่วนมีวงโคจรอิสระรอบดาวเสาร์
สำหรับความหนาของวงแหวนนั้น ยานรายงานว่าหนาประมาณ 30 เมตร และจำนวนวงแหวนมีมากกว่า 1,000 วง โดยวงแหวนวงนอกสุดจะสว่างที่สุด ชื่อวง A ถัดเข้าไป คือวงแหวน B และมีช่องว่าง Cassini คั่นกลาง ลึกภายในมีวงแหวน C เมื่อครั้งที่ ยาน Voyager เดินทางผ่านดาวเสาร์ ยานได้ถ่ายภาพดวงจันทร์ของดาวเสาร์ไว้หลายดวง เช่น Hyperion, Pan, Daphnis, Keeler ฯลฯ ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 0.5-1.5 กิโลเมตร และประมาณว่ามีฝุ่นขนาด 50-150 เมตร ราว 10,000 ชิ้น ส่วน ฝุ่นที่มีขนาด 5-15 เมตรนั้นมีประมาณ 100 ล้านชิ้น
เมื่อ Cassini เดินทางถึงดาวเสาร์ ยานได้สำรวจพบว่าภายในช่องว่างต่างๆ ระหว่างวงแหวนมักมีดวงจันทร์ขนาดเล็กอยู่ และเวลาดวงจันทร์โคจรผ่านใกล้ขอบของวงแหวน แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ที่ทำต่อฝุ่น จะทำให้เกิดคลื่นความหนาแน่น (density wave) ที่ทำให้ฝุ่นกระจัดกระจาย เหมือนเวลาเรือลอยผ่านไปในน้ำ Cassini ยังได้รายงานว่า วงแหวนต่างๆ ของดาวเสาร์มิได้มีลักษณะกลมดิกแต่บิดเบี้ยว บางวงมีลักษณะเป็นวงกลมอย่างสมบูรณ์ แต่บางวงก็ขาดเป็นท่อนๆ
เมื่อวันที่ 15 กันยายน ปีกลายนี้ยาน Cassini ได้รายงานการเห็นวงแหวนใหม่อีก 2 วง วงหนึ่งมีขนาดกว้าง 5,000 กิโลเมตร อยู่ที่ตำแหน่งของดวงจันทร์ Janus และ Epimetheus ส่วนอีกวงหนึ่งมีขนาดกว้างประมาณ 2,000 กิโลเมตร อยู่ใกล้วงโคจรของดวงจันร์ Pallene
ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 22 ตุลาคม ปีกลายนี้ A.Verbiscer และคณะได้รายงานการพบวงแหวนใหม่ ด้วยกล้องโทรทรรศน์ Spitzer Space Telescope วงแหวนนี้มีรัศมี 25 ล้านกิโลเมตร และอยู่ไกลจากดาวเสาร์ประมาณ 200 เท่า ของรัศมีดาว จึงอยู่ใกล้วงโคจรของดวงจันทร์ Phoebe และ Iapetus ลักษณะพิเศษของวงแหวนใหม่นี้ คือเม็ดฝุ่นและก้อนหินในวง ต่างโคจรไปในทิศตรงข้ามกับหินและฝุ่นในวงแหวนอื่นๆ อีกทั้งเอียงทำมุมประมาณ 27 องศากับระนาบของวงแหวนอื่นๆ ด้วย
ข่าวการพบวงแหวนใหม่นี้ได้ทำให้ นักดาราศาสตร์ พยายามหาวงแหวนใหม่รอบดาวพฤหัสบดี โดยเฉพาะในบริเวณใกล้ดวงจันทร์ Himalia และ Callisto ของดาวพฤหัสบดี ซึ่งถ้าไม่พบวงแหวนเลย นั่นแสดงว่า วงแหวนของดาวเสาร์ไม่เหมือนวงแหวนของดาวอื่นใด
สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

ยานแคสสินีเผยภาพน้ำพุมากมายบนดวงจันทร์ เอนเซลาดัส ของดาวเสาร์
February 25, 2010
ภาพใหม่จากยานแคสสินีเผยน้ำพุผุมากมายบน เอนเซลาดัส ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ มากกว่าที่เคยพบมาก่อน พร้อมภาพ 3 มิติ ลายเสือ แสดงรอยแยกที่มีอนุภาคน้ำแข็ง ไอน้ำ และสารประกอบอินทรีย์อื่นๆ พุ่งออกมา และยังบันทึกภาพบริเวณที่ไม่เคยสำรวจมาก่อน
เอนเซลาดัสยังคงสร้างความประหลาดใจต่อเนื่อง ทุกครั้งที่ยานแคสสินีบินผ่าน เราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวสุดขั้วและสิ่งที่ทำให้ดวงจันทร์นี้เป็นสิ่งแปลก ไซน์เดลีระบุคำพูดของ บ็อบ แพพพาลาร์โด (Bob Pappalardo) นักวิทยาศาสตร์ในโครงการแคสสินีจากห้องปฏิบัติการจรวดขับเคลื่อนความดัน (Jet Propulsion Laboratory) ขององค์การบริหารการบินอวกาสหรัฐฯ (นาซา)
ทั้งนี้กล้องบันทึกภาพด้วยแสงของยานแคสสินี (Cassini) ได้บินผ่านขั้วใต้ของ เอนเซลาดัส (Enceladus) ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2009 และได้ส่งภาพพร้อมรายละเอียดล่าสุดก่อนที่บริเวฯดังกล่าวจะหายเข้าไปในเงามืดของดวงจันทร์เองเป็นเวลาถึง 15 ปี
ภาพที่บันทึกใหม่นี้ยังให้มุมมอง 3 มิติ ลายเสือ ซึ่งเป็นรอยแยกของอนุภาคน้ำแข็ง ไอน้ำ และองค์ประกอบอินทรีย์ที่พวยพุ่งออกมา รวมทั้งยังให้ภาพแผนที่พื้นผิวบางส่วนของเอนเซลาดัสที่ละเอียดกว่าภาพที่ได้จากการบินผ่านก่อนนี้ของยานแคสสินี โดยใน1 ภาพที่ต่อกันแบบโมเสค (mosaic) ซึ่งบันทึกด้วยกล้องมุมแคบ ที่มีความละเอียดสูง มีน้ำพุที่พุ่งออกมาถึง 30 จุด อีกทั้งมากกว่า 20 จุดไม่เคยได้รับการจำแนกมาก่อน
การบินผ่านครั้งล่าสุดนี้ ได้ยืนยันในสิ่งที่เราสงสัย สเปซด็อทคอมรายงานคำอธิบายของ คาโรลิน ปอร์โก (Carolyn Porco) หัวหน้าทีมบันทึกภาพของยานแคสสินี จากสถาบันอวกาศวิทยา (Space Science Institute) สหรัฐฯ ซึ่งระบุด้วยว่าพลังงานของน้ำพุนั้นผันเปลี่ยนไปตามเวลา และน้ำพุหลายแหล่งทั้งเล็กและใหญ่ปะทุตามแนวเส้นลายเสือ
นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังได้ผสมภาพที่บันทึกในย่านแสงที่ตามองเห็นได้เข้ากับข้อมูลความร้อน เพื่อทำแผนที่ของแถบลายเสือที่ยาวที่สุด 40 กิโลเมตร ที่เรียกว่า แบกแดดซัลคัส (Baghdad Sulcus) โดยแผนที่ดังกล่าว จะแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างรอยแยกอายุน้อยกับอุณหภูมิที่ร้อนผิดปกติ ซึ่งบันทึกได้จากพื้นที่บริเวณขั้วใต้
ทั้งนี้ตลอดพื้นที่ของแบกแดดซัลคัสมีอุณหภูมิสูงเกิน -93 องศาเซลเซียส และบางครั้งอาจจะสูงกว่า 73 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิระดับนี้ ถือว่าเป็นอุณหภูมิที่สูงสำหรับแบกแดดซัลคัส และอาจเป็นอุณหภูมิที่มีผลมาจากความร้อนของรอยแยก ที่ขนาบข้างด้วยไอน้ำร้อนที่ขับเคลื่อนน้ำพุของดวงจันทร์แห่งดาวเสาร์ดวงนี้
จอห์น สเปนเซอร์ (John Spencer) สมาชิกทีมตรวจวัดย่านอินฟราเรด จากสถาบันวิจัยเซาท์เวสต์ (Southwest Research Institute) สหรัฐฯ อธิบายว่า รอยแยกนี้ถือว่าหนาวเหน็บเมื่อเทียบกับโลก แต่ถือวาเป็นอุณหภูมิที่ร้อนสำหรับพื้นที่โดยรอบของรอยแยกซึ่งมีอุณหภูมิต่ำถึง -220 องศาเซลเซียส และปริมาณความร้อนมหาศาลที่พุ่งออก
สำหรับการบินผ่านของยานแคสสินีเมื่อปลายปีที่ผ่านมานั้น เป็นการเข้าใกล้เอนเซลาดัสครั้งที่ 8 ในระยะ 1,600 กิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ที่เพียงสำรวจนี้จะเข้าสู่ความมืดไปอีก 15 ปี ส่วนยานสำรวจจากนาซาลำนี้ได้รับเวลาขยายการปฏิบัติหน้าที่ออกไปถึงปี 2017 และมีกำหนดบินผ่าน เพื่อสำรวจดวงจันทร์เอนเซลาดัสถูกยืดออกไปเป็น 11 ครั้งเช่นกัน ทำให้มีโอกาสมากขึ้นในการสำรวจดวงจันทร์น้ำแข็งนี้
ทั้งนี้แคสสินีถูกส่งขึ้นไปตั้งแต่ปี 1997 และเดินทางไปโคจรรอบดาวเสาร์ตั้งแต่ปี 2004

เผยผลตรวจดีเอ็นเอ “ตุตันคาเมน” ไม่ใช่โอรสแห่งราชินีเนเฟอร์ติตี
February 24, 2010
บรรยากาศการแถลงข่าวผลการพิสูจน์ดีเอ็นเอและซีทีสแกนพระศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์ เมื่อวันที่ 17 ก.พ.53 ซึ่งมีสื่อมวลชนจำนวนมากให้ความสนใจร่วมรายงานข่าวการค้นหาอดีตแห่งดินแดนไอยคุปต์ (เอเอฟพี)
นักอียิปต์วิทยาเผยข้อมูลใหม่แห่งราชวงศ์ไอยุปต์ ผลดีเอ็นเอชี้ “ฟาโรห์ตุตันคาเมน” สิ้นพระชนม์ด้วยโรคมาลาเรียตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และไม่ใช่พระโอรสของพระนางเนเฟอร์ติตีผู้โด่งดัง แต่เป็นพระขนิษฐาของฟาโรห์ผู้เป็นพระบิดา
มีข้อค้นพบใหม่ๆ เกี่ยวกับฟาโรห์ “ตุตันคาเมน” (Tutankhamun) มาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดผลการพิสูจน์ดีเอ็นเอ และการทำซีทีสแกนพระศพบ่งชี้ว่า ยุวกษัตริย์แห่งอียิปต์พระองค์นี้สิ้นพระชนม์ด้วยโรคมาลาเรีย ไม่ใช่ถูกปลงพระชนม์อย่างที่เคยเชื่อกันมาก่อนหน้านี้
อีกทั้งยังพบว่า ตุตันคาเมนมีอาการเท้าแปข้างหนึ่งด้วย ซึ่งซาไฮ ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญด้านอียิปต์วิทยา แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา ณ พิพิธภัณฑ์อียิปต์ (Egyptian museum) ในกรุงไคโร
ฮาวาสส์เปิดเผยว่า พบร่องรอยการบาดเจ็บบริเวณด้านหลังของกะโหลกศีรษะของฟาโรห์หนุ่ม ซึ่งเป็นหลักฐานให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าพระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ แต่ที่จริงแล้วร่องรอยดังกล่าวเกิดขึ้นจากการแต่งพระศพ
”เราพบหลักฐานจากดีเอ็นเอที่พิสูจน์ว่า พระองค์ได้รับเชื้อโรคมาลาเรียอย่างรุนแรง พระองค์ประชวร พระวรกายไม่แข็งแรง และต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดิน เมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 19 พรรษา และได้รับเชื้อมาลาเรีย พระองค์ทรงลื่นล้ม ซึ่งเราอาจไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรแน่ บางทีอาจลื่นล้มในห้องน้ำก็เป็นได้” ฮาวาสส์เผย
”เมื่อพระองค์ทรงลื่นล้ม และพระวรกายที่อ่อนแอเนื่องจากโรคมาลาเรีย จึงเป็นเหตุให้พระองค์สิ้นพระชนม์ก่อนวัยอันควร” ฮาวาสส์ กล่าว ซึ่งนักอียิปต์วิทยาสันนิษฐานว่าฟาโรห์ตุตันคาเมนสิ้นพระชนม์ในขณะมีพระชนมายุได้เพียง 19 พรรษา หลังจากปกครองอียิปต์ได้เพียง 10 ปี ตั้งแต่ช่วง 1333-1324 ปีก่อนคริสต์ศักราช และในเวลานั้นพระองค์อาจกำลังมีรัชทายาท เนื่องจากผลการพิสูจน์ศพของทารก 2 ศพ ที่พบในสุสานของพระองค์พบว่ามีเชื้อสายของฟาโรห์ตุตันคาเมน และน่าจะเกิดจากพระชายาอัคเซนปาอามุน (Ankhsenpaamon)
ทีมนักวิจัยยังได้นำผลการตรวจดีเอ็นเอของฟาโรห์ตุตันคาเมนและมัมมีอื่นๆ รวม 11 ศพ ที่พบในสุสาน มาร่างเป็นแผนภูมิลำดับเครือญาติ ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระบิดาของตุตันคาเมนคือฟาโรห์อาเคนาเตน (Akhenaten) ที่ปกครองอียิปต์ในช่วง 1351-1334 ปีก่อนคริสต์ศักราชอย่างแน่นอน
นอกจากนั้น มัมมี่ที่เคยพบในหลุมศพที่ 55 ของหุบผากษัตริย์ (Valley of Kings) ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นร่างของบุคคลใด แต่ล่าสุดทีมวิจัยสามารถระบุได้แล้วว่าร่างดังกล่าวคือพระศพของราชินีตียี (Queen Tiye)
ส่วนมัมมีอีกร่างหนึ่งที่ก่อนหน้านี้ระบุไม่ได้เช่นกัน แต่รู้จักกันในนาม “หญิงสาวผู้อ่อนเยาว์” (Younger lady) ซึ่งถูกค้นพบในหุบผากษัตริย์เมื่อปี 1898 โดยนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส บัดนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าคือร่างของพระมารดาที่แท้จริงของฟาโรห์ตุตันคาเมน ซึ่งล้มล้างทฤษฎีเดิมที่ว่าตุตันคาเมนเป็นพระโอรสของพระนางเนเฟอร์ติตี (Queen Nefertiti) ทว่ายังไม่มีผู้ใดทราบพระนามของพระนาง
”พระนางเป็นพระธิดาในฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 (Amenhotep III) และราชินีตียี ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นพระนางเนเฟอร์ติตี” ฮาวาสส์ กล่าว ฉะนั้นพระมารดาของฟาโรห์ตุตันคาเมนก็คือพระขนิษฐาของฟาโรห์อเคนาเตน ซึ่งก็คือพระบิดาของตุตันคาเมนนั่นเอง ซึ่งการแต่งงานระหว่างพี่กับน้องไม่ใช่เรื่องผิดปกติของราชวงศ์แห่งไอยคุปต์
”ข้อมูลนี้ทำให้เราได้ข้อมูลด้านใหม่ของราชวงศ์แห่งไอยคุปต์ หลังจากที่ไม่สามารถมีพระโอรสกับพระนางเนเฟอร์ติตี มเหสีเอก และเจ้าหญิงกียา (Kiya) พระชายาอีกพระองค์ได้ ฟาโรห์อเคนาเตนก็ทรงได้พระขนิษฐาของพระองค์เป็นพระชายาอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งให้กำเนิดพระโอรสในเวลาต่อมา” มาร์ค กาบอร์ด(Marc Gabord) นักอียิปต์วิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้เชี่ยวชาญด้านฟาโรห์ตุตันคาเมน กล่าวในเอเอฟพี

เตือนพ่อแม่ระวังถูกหลอก เพราะหลงเชื่อฝากสายสะดือ “ธนาคารสเต็มเซลล์”
February 24, 2010
นักวิทย์สหรัฐฯ ออกโรงเตือนพ่อแม่ที่หวังดีต่อลูก ยอมจ่ายแพงให้ธนาคารสเต็มเซลล์ เพื่อฝากสเต็มเซลล์จากสายสะดือเด็กแรกเกิด หวังเป็นหลักประกันสุขภาพลูกน้อยในวันข้างหน้า ดีไม่ดีอาจตกเป็นเหยื่อถูกหลอกให้สูญเงินโดยเปล่าประโยชน์ เพราะยังไม่มีงานวิจัยในปัจจุบัน ยืนยันชัดว่ารักษาโรคด้วยสเต็มเซลล์ได้ผลดีจริง
สถานพยาบาลหลายๆ แห่งในหลายประเทศ มีการดำเนินกิจการธนาคารสเต็มเซลล์ เพื่อให้บริการรับฝากเซลล์ต้นกำเนิด หรือ สเต็มเซลล์ (stem cell) จากสายสะดือของทารกแรกเกิด สำหรับใช้รักษาโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กในอนาคตข้างหน้า ทว่ายังไม่มีข้อมูลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุแน่ชัดว่าสเต็มเซลล์สามารถรักษาโรคเหล่านั้นได้ดีจริงโดยไม่มีผลข้างเคียง
เอเอฟพีเปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กทารกแรกเกิดจำนวนมาก ยอมจ่ายเงินประมาณ 120,000 บาท เพื่อฝากสเต็มเซลล์ไว้ให้ลูกหลานของตัวเอง โดยคิดว่าเป็นการซื้อหลักประกันสุขภาพไว้ให้พวกเขา
ทว่า ไอร์วิง ไวสส์แมน (Irving Weissman) ผู้อำนวยการสถาบันชีววิทยาเซลล์ต้นกำเนิดและเวชศาสตร์การฟื้นฟูสภาวะเลื่อม (Institute of Stem Cell Biology and Regenerative Medicine) มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด (Stanford University) มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ กล่าวต่อเรื่องนี้ว่า ความหวังดีของพ่อแม่ที่มีต่อลูก อาจทำให้ต้องถูกหลอกจากผู้ดำเนินธุรกิจธนาคารสเต็มเซลล์ได้โดยง่าย
”สายสะดือของเด็กทารกแรกเกิด เป็นแหล่งของสเต็มเซลล์เม็ดเลือดที่มีอยู่ในระดับที่จะช่วยรักษาปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดในเด็กทารกให้เหมาะสม” เวสส์แมน กล่าวต่อผู้สื่อข่าวในงานประชุมวิชาการประจำปีของสมาคมเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์แห่งอเมริกา (American Association for the Advancement of Science: AAAS)
”นอกจากนั้นยังจะได้มีเซนไคมอลเซลล์ (mesenchymal cells) ด้วย ซึ่งเซลล์ดังกล่าวมีความสามารถที่จำกัดมาก ในการทำให้เกิดแผลเป็น กระดูก และไขมัน แต่มันจะไม่สร้างสมอง ไม่ผลิตเม็ดเลือด ไม่ก่อให้เกิดเนื้อเยื่อหัวใจ ไม่ทำให้เกิดกล้ามเนื้อโครงร่าง หรือแม้อะไรก็ตามที่มีการกล่าวอ้าง” เวสส์แมน กล่าว
นักวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยาเซลล์ต้นกำเนิดกล่าวอีกว่า แพทย์ที่ดำเนินการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่มักมีแนวโน้มที่จะเปิดให้บริการกันในประเทศที่มีกฎระเบียบทางด้านการแพทย์ไม่ดีพอ ทว่าเอเอฟพีกลับพบเว็บไซต์ของธนาคารสเต็มเซลล์ในประเทศที่เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปและในสหรัฐฯ
”พวกเขาทำการรักษาคนไข้ ต่อจากนั้นก็เปิดโอกาสให้คนไข้ได้ดำเนินการรักษาต่อไปโดยที่พวกเขาเป็นเจ้าของไข้ เว้นแต่ว่าทางครอบครัวผู้ป่วยที่เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้อาจต้องเสียค่าใช้จ่าย 50-150,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,650-5,000,000 บาท) สำหรับการรักษาที่ไม่มีโอกาสเป็นไปได้ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าผิด” เวสส์แมน กล่าว
ทั้งนี้ ในเดือน เม.ย. นี้ สมาคมสเต็มเซลล์นานาชาติ (International Stem Cell Society) จะตีพิมพ์ต้นฉบับรายงานเกี่ยวกับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ เช่น ธนาคารรับฝากสเต็มเซลล์จากสายสะดือทารกแรกเกิดเพื่อใช้รักษาโรคในอนาคต
อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศไทย ได้มี “ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมวิชาชีพเวชกรรม เรื่องการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดสเต็มเซลล์ เพื่อการรักษา พ.ศ. 2552″ ซึ่งโรงพยาบาลทุกแห่งต้องหยุดใช้สเต็มเซลล์เพื่อการรักษาทุกโรค ยกเว้นโรคเลือด เนื่องจากสเต็มเซลล์ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย อาจไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้บริการ ซึ่งการโฆษณาว่าสามารถรักษาด้วยสเต็มเซลล์ในทุกโรค รวมถึงการรักษาผิวหนังเพื่อความอ่อนวัย ถือว่ามีความผิด.

พัฒนา “ยุงลายไร้ปีก” ตัดตอนไข้เลือดออก
February 24, 2010
ทีมวิจัยอังกฤษ-สหรัฐฯ ผุดแนวคิดใหม่ในการยับยั้งโรคไข้เลือดออก เพาะพันธุ์ยุงลายไร้ปีกด้วยเทคนิคตัดต่อพันธุกรรม อนาคตหวังนำไปใช้ตัดวงจรการแพร่เชื้อของโรคร้ายทุกชนิดที่มีพาหะนำโดยยุง แทนการใช้สารเคมีที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม
ใครๆ ก็ว่า “ยุงร้ายกว่าเสือ” เพราะสารพัดวิธีที่มนุษย์งัดขึ้นมาสู้รบปรบมือกับยุงมานานแรมปี แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดจำนวนยุงและโรคร้ายที่มียุงเป็นพาหะให้น้อยลงได้ ล่าสุดนักวิจัยจาก 2 ประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีจับมือกันพัฒนาพันธุ์ยุงลายไม่ให้มีปีกบินไปกัดเหยื่อและแพร่เชื้อไข้เลือดออกได้
”นี่อาจเป็นผลผลิตคลื่นลูกใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่สารเคมีฆ่าแมลงเป็นครั้งแรก” แอนโทนี เจมส์ (Anthony James) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในเมืองเออร์วิน (University of California, Irvine) มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์แก่ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ ซึ่งเขาได้ร่วมมือกับทีมวิจัยจากออกซิเทค (Oxitec Ltd.) บริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีชีวภาพในอังกฤษ โดยมีมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (Oxford University) ร่วมถือหุ้น เพื่อวิจัยการดัดแปลงพันธุกรรมยุงลายไร้ปีก
ทั้งนี้ ในแต่ละปีมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกราว 50 ล้านรายทั่วโลก ขณะที่มีประชากรในพื้นที่เสี่ยงกว่า 2.5 พันล้านคน ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 5 ของประชากรโลกทั้งหมด โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ทวีปแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งโรคไข้เลือดออกนั้นยังไม่มีวัคซีนป้องกัน และไม่มีวิธีการรักษาที่จำเพาะ มีเพียงแต่การรักษาตามอาการเท่านั้น และความรุนแรงของโรคยังอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กเล็ก
โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ ที่มียุงลายสปีชีส์ เอเดส เอยิปติ (Aedes aegypti) เป็นพาหะนำโรค ซึ่งมีแต่ยุงลายเพศเมียเท่านั้นที่ดูดเลือดเหยื่อและแพร่เชื้อไวรัสดังกล่าวเข้าสู่กระแสเลือดของเหยื่อ
ดังนั้นทีมวิจัยจึงทดลองดัดแปลงพันธุกรรมยุงลายเพศผู้ที่ไปมีส่วนรบกวนการพัฒนากล้ามเนื้อปีกของลูกยุงลายเพศเมีย เมื่อไปผสมพันธุ์กับยุงลายเพศเมีย จะทำให้ลูกยุงลายเพศเมียที่เกิดมาบินไม่ได้ แต่จะไม่มีผลใดๆ กับลูกยุงลายเพศผู้ ทำให้ประชากรยุงที่จะเป็นพาหะนำโรคลดจำนวนลงไป ซึ่งงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences: PNAS) เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา ตามที่ระบุในเอพี
”เทคโนโลยีนี้มีความจำเพาะเจาะจงต่อสปีชีส์อย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากยุงเพศผู้ที่ได้รับการปล่อยออกไป จะไปจับคู่ผสมพันธุ์กับยุงเพศเมียที่อยู่ในสปีชีส์เดียวกันเท่านั้น” ลุค อัลฟี (Luke Alphey) นักวิจัยของออกซิเทค กล่าวและบอกอีกว่า วิธีการนี้ให้ผลตรงเป้ามากกว่า และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ในขณะที่การใช้สเปรย์ฆ่าแมลงก่อให้เกิดสารเคมีตกค้างในสภาพแวดล้อม
เบื้องต้นทีมวิจัยมุ่งไปที่การยับยั้งโรคไข้เลือดออก เนื่องจากยุงลายซึ่งเป็นหาหะของโรคนี้ออกหากินตอนกลางวัน ฉะนั้นการกางมุ้งนอนจึงไม่สามารถป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัดได้ได้ และในอนาคตทีมวิจัยจะนำเทคนิคเดียวกันนี้ไปใช้เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคมาลาเรียและโรคไข้สมองอักเสบเวสต์ไนล์ ( West Nile fever) ที่มียุงเป็นพาหะของโรคเช่นกันด้วย โดยขณะนี้บริษัทออกซิเทคและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดกำลังอยู่ระหว่างการยื่นขอจดสิทธิบัตรเทคนิคดังกล่าว

ยังไม่ทดสอบ “อัลฟา6″ ต้องหาข้อมูลเพิ่มเพราะต่างจาก “จีที200″ สิ้นเชิง
February 23, 2010
“คุณหญิงกัลยา” เตรียมนำ “คณะกรรมการทดสอบจีที 200″ ลงใต้ทำความเข้าใจผู้ใช้งานสิ้นกุมภาฯ ส่วนเครื่อง “อัลฟา6″ ยังไม่มีกำหนดทดสอบ ขึ้นอยู่กับ ก.มหาดไทย และต้องหาข้อมูลเพิ่ม เพราะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับเครื่อง “จีที200″ ส่วนกรณี “ดร.เจษฎา” ลาออกจากคณะกรรมการ เพราะความไม่สบายใจ ก็เห็นใจ พร้อมวางแผนค้นหานักวิทย์ไทยพัฒนาเครื่องตรวจระเบิดใช้เอง
ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) แถลงข่าวหลังการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบประสิทธิภาพเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดจีที 200 เมื่อเย็นวันที่ 23 ก.พ.53 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเผยว่าในวันที่ 28 ก.พ.นี้ จะได้นำคณะกรรมการตรวจสอบเครื่องจีที 200 ลงไปทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นภาคใต้ ที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ซึ่งจากผลการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องนั้น ยังมีความเสี่ยงอยู่มาก คาดว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับทราบข้อมูลแล้วคงจะค่อยๆ เข้าใจ
”สำหรับเรื่องจีที 200 นี้จบแล้ว” ดร.คุณหญิงกัลยากล่าว และเผยว่าต่อไปคือการมองหานักวิทยาศาสตร์ไทยที่ทำวิจัยเกี่ยวกับเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด แต่เบื้องต้นจะจัดหาเครื่องตรวจวัตถุระเบิด 2 เครื่อง คือ ไฟโดเอกซ์ที และเซเบอร์ 4000 มาใช้ทดแทน ซึ่งมีการทดสอบในเชิงวิทยาศาสตร์แล้ว แต่มีข้อจำกัดที่ต้องทดสอบในระยะใกล้มาก ไม่เหมาะกับการใช้งานจริง แต่มีคนเสนอให้ใช้เครื่องนี้โดยการควบคุมระยะไกล” ดร.คุณหญิงกัลยากล่าว
ส่วนกรณีเครื่องตรวจหาสารเสพติดอัลฟา-6 ที่กรมการปกครองใช้อยู่นั้น ยังไม่มีการทดสอบ เนื่องจากมีความแตกต่างไปจากจีที 200 อย่างสิ้นเชิง ทั้งในเรื่องสารระเหยที่มีข้อจำกัดต่อการตรวจสอบ และต้องหาข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทยที่ต้องกลับไปตกลงกัน จากนั้นจะนัดประชุมกันอีกที ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน ทั้งนี้อาจจะเป็น 1-2 สัปดาห์หลังจากนี้
อีกทั้งในกรณีที่ ผศ.ดร.เจษฏา เด่นดวงบริพันธ์ ได้ลาออกจากคณะกรรมการตรวจสอบประสิทธิภาพเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดจีที 200 นั้น ดร.คุณหญิงกัลยากล่าวว่า ทราบว่า อาจารย์ไม่สบายใจ ซึ่งก็เห็นใจ และต้องขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยเปิดประเด็นในเรื่องนี้ แต่การลาออกดังกล่าวไม่กระทบกับการทำงาน เพราะเรื่องจีที 200 จบแล้ว

ศึกษา “พิษแมงป่อง” ทางเลือกยาแก้ปวดแทนมอร์ฟีน
February 23, 2010
นักวิจัยอิสราเอลศึกษา “พิษแมงป่อง” สารเคมีที่เป็นพิษต่อระบบประสาท อาจเป็นทางเลือกยาแก้ปวดแทน “มอร์ฟีน” สารเคมีมีพิษและมีฤทธิ์ทำให้เสพติด ด้วยศักยภาพที่มีโปรตีนกว่า 300 ชนิดเฉพาะต่อประสาทรับรู้ความเจ็บปวด
ศ.ไมเคิล กูเรวิทซ์ (Prof.Michael Gurevitz) จากภาควิชาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ (Tel Aviv University) ประเทศอิสราเอล ได้สืบหาวิธีใหม่ในการพัฒนานวัตกรรมยับยั้งความเจ็บปวด จากองค์ประกอบเคมีทางธรรมชาติ ซึ่งพบในพิษของแมงป่อง
เขากล่าวว่า องค์ประกอบเหล่านี้ ได้ผ่านวิวัฒนาการยาวนานหลายล้านปี โดยบางองค์ประกอบแสดงถึงประสิทธิภาพสูง และมีความจำเพาะเจาะจงต่อองค์ประกอบที่มีอยู่ในร่างกายโดยไม่มีผลข้างเคียง สารพิษเปปไทด์ซึ่งพบในพิษแมงป่อง ทำอันตรกริยาต่อช่องสัญญาณโซเดียมในระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และบางช่องสัญญาณโซเดียมนี้สื่อสารกับความเจ็บปวด
ร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีช่องสัญญาณโซเดียม 9 ช่องสัญญาณ ซึ่งมีเพียงชนิดย่อยชนิดเดียวที่นำส่งความเจ็บปวดสู่สมองของเรา เราพยายามที่จะเข้าใจว่าสารพิษในพิษแมงป่องนั้น ทำอันตรกริยากับช่องสัญญาณโซเดียมในระดับโมเลกุลอย่างไร สารพิษบางตัวมีความแตกต่างต่อช่องสัญญาณย่อยอย่างไร” ไซน์เดลีระบุคำอธิบายของ ศ.กูเรวิทซ์
ศ.กูเรวิทซ์อธิบายว่า หากเราหาคำตอบนี้ได้ เราก็อาจะปรับเปลี่ยนสารพิษเหล่านี้ได้บ้าง เพื่อทำให้สารพิษนี้มีศักยภาพและจำเพาะต่อความเจ็บปวดที่เชื่อมต่อช่องสัญญาณโซเดียม และวิศวกรเคมีจะคำนวณหาวิธีเลียนแบบพิษแมงป่องได้ ซึ่งจะทำให้เราได้นวัตกรรมยับยั้งความเจ็บปวด ที่มีความจำเพาะสูงและไม่มีผลข้างเคียง
ในงานวิจัยของเขา ศ.กูเรวิทซ์ได้พุ่งเป้าเข้าไปที่การศึกษา “แมงป่องเหลือง” (yellow scorpion) ของอิสราเอล ซึ่งเป็นหนึ่งในแมงป่องที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก โดยในปริมาณพิษเพียงเล็กน้อยของแมงป่องนั้น มีเปปไทด์มากกว่า 300 ชนิด ซึ่งเหตุผลที่เขาสนใจพิษแมงป่องชนิดนี้เพราะพิษที่ออกฤทธิ์นั้น ผ่านการคัดเลือกจากธรรมชาติให้มีความหลากหลายมาเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี
ระหว่างกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาตินี้ สารพิษบางตัวได้มีวิวัฒนาการให้มีขีดความสามารถที่มีผลกระทบโดยตรงต่อช่องสัญญาณโซเดียมชนิดย่อย ในขณะที่สารพิษตัวอื่นๆ จำเพาะและมีผลกระทบต่อช่องสัญญาณโซเดียมของสัตว์ไม่มี่กระดูกสันหลัง อย่างเช่น แมลง เป็นต้น ซึ่งความหลากหลายในความจำเพาะต่อการออกฤทธิ์นี้ จะเป็นบทเรียนในการศึกษาว่าจะจัดการสารพิษโดยใช้เทคนิคพันธุวิศวกรรมอย่างไรต่อไป
อย่างไรก็ดี ชาวจีนได้ใช้ประโยชน์จากพิษแมงป่องมานานหลายร้อยปีแล้ว โดยแพทย์แผนจีนซึ่งเป็นการแพทย์ทางเลือกอย่างหนึ่งนั้น ได้ใช้พิษแมงป่องในการรักษาบางโรค ด้วยความเชื่อว่าเป็นพิษที่มีคุณสมบัติบรรเทาปวดสูง และบางการศึกษายังแสดงให้เห็นว่า พิษแมงป่องสามารถนำไปใช้บำบัดโรคลมบ้าหมูได้
เราศึกษาว่าพิษเหล่านี้จะให้ผลในการรักษาตามแบบแผนตะวันตกได้อย่างไร เพื่อดูว่าจะจะนำพิษนี้ไปประยุกต์ใช้เป็นยาระงับปวดที่มีศักยภาพได้อย่างไร” ศ.กูเรวิทซ์กล่าว
การค้นพบนี้อาจช่วยแก้หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดของวงการแพทย์ปัจจุบัน โดยความเจ็บปวดเป็นการตอบสนองเชิงกายภาพต่ออันตราย ความเจ็บปวดเชิงกายภาพ และสุขภาพย่ำแย่ และแพทย์ยังจำเป็นต้องลดความเจ็บปวดอันแสนสาหัสให้กับผู้ป่วย ซึ่งยาแอสไพรินไม่สามารถช่วยได้ ถึงทุกวันนี้ยาแก้ปวดที่มีองค์ประกอบของฝิ่นยังค่อนข้างได้ผล แต่ด้วยความเสี่ยงจากการใช้ยาแก้ปวดชนิดนี้ วงการแพทย์จึงพยายามที่จะหาทางเลือกอื่นแทน
ยาชนิดใหม่นี้มีประโยชน์ต่อความเจ็บปวดจากไฟไหม้และอวัยวะขาดที่รุนแรง ตลอดจนการใช้ในทางทหารและรับมือจากผลที่ตามมาเนื่องจากแผ่นดินไหวและภัยพิบัติทางธรรมชาติ แทนที่จะยืดเยื้อต่อความเสี่ยงในการติดยา ยาซึ่งเลียนแบบเปปไทด์เป็นพิษนี้จะทำงานตามวิถีทางที่ควรจะเป็น และผ่านส่วนต่างๆ ของร่างกายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยหรือผลข้างเคียง” ศ.กูเรวิทซ์กล่าว

พบดาวเคราะห์วัยเยาว์ที่สุด อายุเพียง 35 ล้านปี
February 23, 2010
นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์วัยเยาว์ในระบบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ อายุแค่ 35 ล้านปี ขณะที่ดาวเคราะห์ที่ค้นหาส่วนใหญ่เป็นดาวเคราะห์อายุมากเกินกว่าพันล้านปี อายุน้อยสุดก่อนหน้านี้ที่รู้จักคือ 100 ล้านปี
ปกติดาวฤกษ์อายุน้อย จะถูกแยกออกจากข้อมูลการค้นหาดาวเคราะห์ เพราะสนามแม่เหล็กของดาวฤกษ์ที่มีความเข้มสูง ทำให้ยากต่อการแยกสัญญาณระหว่างกิจกรรมบนดาวฤกษ์กับดาวเคราะห์ออกจากกัน แต่ล่าสุดนักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์ชื่อ BD+20 1790b ซึ่งเป็นดาวเคราะห์อายุน้อยที่สุด
ดาวเคราะห์ที่พบใหม่นี้ อยู่ในระบบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ มีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดี 6 เท่า และมีอายุเพียง 35 ล้านปี โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์อายุน้อย ในระยะทางที่ใกล้กว่าระยะระหว่างดาวพุธและดวงอาทิตย์
การค้นพบดาวเคราะห์ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยไซน์เดลีระบุว่า ดร.มาเรีย ครูซ กัลเวซ-ออร์ทิซ (Dr.Maria Cruz Gálvez-Ortiz) และ ดร.จอห์น บาร์นส์ (Dr John Barnes) นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเฮิร์ทฟอร์ดไชร์ (University of Hertfordshire) สหราชอาณาจักร ได้เข้าร่วมในการค้นพบนี้
ดร.กัลเวซ-ออร์ทิซ อธิบายถึงการค้นพบดาวเคราะห์อายุน้อยนี้ว่า เป็นการค้นหาจากการเปลี่ยนแปลงความเร็วเพียงน้อยนิดของดาวฤกษ์ที่เป็นศูนย์กลางดาวเคราะห์ เนื่องจากแรงดึงของแรงโน้มถ่วงจากดาวเคราะห์นั้นๆ ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ เรียกเทคนิคนี้ว่า ดอปเปลอร์วอบเบิล (Doppler wobble technique)
ทั้งนี้สัญญาณรบกวนจากกิจกรรมบนดาวฤกษ์นั้น เป็นความท้าทายหลักที่ทีมค้นหาต้องเอาชนะให้ได้ แต่ด้วยข้อมูลที่มากพอจากกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อเป็นเครือข่ายบนโลก ทำให้สัญญาณของดาวเคราะห์อายุน้อยนี้เผยออกมา
การค้นพบนี้ได้เสริมความรู้ที่ขาดไป เกี่ยวกับระยะเริ่มต้นในวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์ส่วนใหญ่ที่ถูกค้นหานั้นมักเป็นดาวเคราะห์ที่มีอายุมาก โดยเกินพันล้านปีขึ้นไป และดาวเคราะห์อายุน้อยสุดที่เคยรู้จักนั้นมีอายุประมาณ 100 ล้านปี ซึ่งการค้นพบดาวเคราะห์อายุน้อยนี้จะช่วยในการทดสอบภาพการก่อตัวของดาวเคราะห์ และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิวัฒนาการในระยะเริ่มต้นของดาวเคราะห์
การค้นพบดาวเคราะห์อายุน้อยครั้งนี้ ต้องใช้ข้อมูลย้อนกลับไป 5 ปี จากกล้องโทรทรรศน์จากหอดูดาวเดอ คาลาร์ อัลโต (Observatorio de Calar Alto) ในสเปน และหอดูดาวเดล โรกวย เดอ โลส มูชาโชส (Observatorio del Roque de los Muchachos) ในสเปน โดยความร่วมมือของนักดาราศาสตร์จากหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ อังกฤษและสเปน

สวทช.-กรมการข้าวร่วมมือวิจัยต่อ หลังได้ข้าวพันธุ์ใหม่ 3 สายพันธุ์ รอขึ้นทะเบียน
February 22, 2010
ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา (ซ้าย) และ นายสุนิยม ตาปราบ ตัวแทนนักวิจัยจาก สวทช. และกรมการข้าว ร่วมนำเสนอผลงานวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่ประสบผลสำเร็จในระยะแรก และแนวทางความร่วมมือในระยะที่ 2 ระหว่างปี 2553-2558
สวทช. จับมือกรมการข้าว พัฒนาข้าวนาน้ำฝน 3 สายพันธุ์ใหม่สำเร็จ เตรียมยื่นขอรับรองพันธุ์ พร้อมลุยวิจัยเฟส 2 มุ่งค้นหาเครื่องหมายโมเลกุลไว้ใช้ปรับปรุงพันธุ์ข้าว เน้นพัฒนาพันธุ์ข้าวต้านทานโรค แมลง และทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพิ่มผลผลิตอีก 20% คาดสำเร็จภายใน 5 ปี
นายสุนิยม ตาปราบ นักวิชาการชำนาญการพิเศษ กรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศึกษาวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ข้าวจนได้ข้าวพันธุ์ใหม่ 3 สายพันธุ์ ที่มีคุณสมบัติทนต่อโรคและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม สำหรับพื้นที่ปลูกข้าวนาน้ำฝน ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นขอรับรองพันธุ์ข้าว และสานต่องานวิจัยสู่ระยะที่ 2 มุ่งปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้นและให้ผลผลิตสูงขึ้น
สวทช. กับกรมการข้าว ร่วมมือกันตั้งแต่ปี 49-52 เพื่อทำงานวิจัยเพิ่มผลผลิตข้าว โดยเฉพาะข้าวนาปีหรือข้าวนาน้ำฝน ซึ่งเป็นพื้นที่ 2 ใน 3 ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดในประเทศไทย แต่ให้ผลผลิตข้าวอยู่ในเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับต่างประเทศ สวทช. จึงใช้เทคโนโลยีโมเลกุลเครื่องหมายเพื่อค้นหายีนลักษณะดีในข้าวสายพันธุ์ต่างๆ ที่เป็นแหล่งพันธุกรรมข้าว แล้วกรมการข้าวนำยีนเหล่านั้นมาใช้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวนาน้ำฝนให้มีคุณสมบัติดียิ่งขึ้น และทดลองปลูกในพื้นที่เพาะปลูกจริง รวมทั้งให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวที่มีความแข็งแรงทนทาน และมีลักษณะการหุงต้มที่ดี
”ความร่วมมือในระยะแรกเราได้ข้าวพันธุ์ใหม่ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ทนน้ำท่วมฉับพลัน, ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ทนดินเค็ม และข้าว กข6 ต้านทานโรคไหม้ ซึ่งเหมาะกับพื้นที่ปลูกข้าวบริเวณภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการขอรับรองพันธุ์ข้าวจากกรมการข้าว ซึ่งคณะกรรมการจะต้องดำเนินการตรวจสอบและทดลองปลูกว่าข้าวสายพันธุ์ใหม่มีคุณสมบัติตรงตามที่แจ้งไว้หรือไม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จและได้รับการขึ้นทะเบียนภายในปลายปีนี้ จากนั้นจึงจะเริ่มผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรได้” นายสุนิยม กล่าวต่อทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ และสื่อมวลชน
ทั้งนี้ สวทช. กับกรมการข้าวได้เริ่มความร่วมมือในระยะที่ 2 ต่อทันที ซึ่งมีการลงนามความร่วมมือกันไปเมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีระยะเวลาตั้งแต่ปี 53-58 มุ่งเน้นต่อยอดจากงานวิจัยในระยะแรก และขยายขอบเขตงานวิจัยสู่ข้าวนาชลประทาน
”ในงานวิจัยระยะที่ 2 จะนำพันธุ์ข้าวที่ได้จากการวิจัยระยะแรกมาพัฒนาต่อยอด โดยปรับปรุงให้มีความต้านทานต่อโรค แมลง และสภาพแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการปรับปรุงพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ให้มีคุณสมบัติต้านทานโรคไหม้ประกอบกับลักษะพิเศษอื่นๆ รวมทั้งให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น 20-30% เพื่อสร้างเสถียรภาพและศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ข้าวหอมมะลิของไทย รวมทั้งพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ เพื่อรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา นักวิจัย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวถึงความร่วมมือในระยะถัดจากนี้ไป ซึ่งนักวิจัยคาดว่าภายในระยะเวลา 5 ปีนี้ จะได้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ๆที่มีลักษณะตามต้องการดังกล่าวอีกหลายสายพันธุ์
ดร.ธีรยุทธ กล่าวต่อว่า ทีมวิจัยจะขยายขอบเขตไปสู่การปรับพันธุ์ข้าวสำหรับนาชลประทานด้วย โดยเน้นที่การปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในพื้นที่นาดังกล่าว พร้อมกับพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ที่สามารถปลูกและให้ผลผลิตได้ดีในพื้นที่มีน้ำน้อย
นอกจากนี้ยังมุ่งศึกษาค้นหายีนสำคัญในข้าวสายพันธุ์ต่างๆ เพื่อจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลพันธุกรรมข้าวในธนาคารข้าว สำหรับนำมาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวต่อไปในอนาคต ขณะเดียวกัน สวทช. จะดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีโมเลกุลเครื่องหมายไปสู่ห้องปฏิบัติการของกรมการข้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าว รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ให้มีความรู้ความเข้าใจต่างๆ เพื่อการเพาะปลูกข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
”สวทช. มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีโมเลกุลเครื่องหมาย ส่วนกรมการข้าวมีจุดเด่นในด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรในการวิจัยข้าวในแปลงทดลอง และมีเครือข่ายเกษตรกรผู้ร่วมวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าว เมื่อสองหน่วยงานมาร่วมมือกัน สามารถลดจุดด้อยของแต่ละหน่วยงาน ช่วยย่นระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์ข้าว และทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการพัฒนาและผลิตข้าวทั้งระบบ” นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

เอนเดฟเวอร์ ลงจอดท่ามกลางความมืด เหลืออีก 4 เที่ยวก่อนปิดฉาก “ยุคกระสวยอวกาศ”
February 22, 2010
ภาพเอนเดฟเวอร์ลงจอดตอนกลางคืน ส่งท้ายปีอำลาฝูงบินอวกาศ ซึ่งจะปลดระวางในปีนี้ (เอเอฟพี)
เอนเดฟเวอร์ ทิ้งทวนยุคกระสวยอวกาศ ด้วยการลงจอดตอนกลางคืน นับเป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก เพราะมีเพียง 23 ครั้งจาก 130 เที่ยวบิน เหลือภารกิจอีก 4 เที่ยวบิน ก่อนนาซาส่งไม้ต่อให้เอกชนพัฒนาเทคโนโลยีส่งมนุษย์สู่สถานีอวกาศ แล้วมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี กลับไปดวงจันทร์-ดาวอังคารแทน
กระสวยอวกาศ “เอนเดฟเวอร์” (Endeavour) ลงจอดที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี (Kennedy Space Center) ในมลรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เมื่อเวลา 22.20 น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 10.20 น. ของวันที่ 22 ก.พ. ตามเวลาประเทศไทย หลังปฏิบัติภารกิจต่อเติมสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS) ในเที่ยวบิน STS-130 เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และเป็นภารกิจของกระสวยอวกาศสู่สถานีอวกาศครั้งที่ 32 และเป็นเที่ยวบินที่ 24 ของกระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์
การลงจอดครั้งนี้ เป็นการลงจอดตอนกลางคืนขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก จาก 130 เที่ยวบินของกระสวยอวกาศ โดยสำนักข่าวเอพีระบุว่า มีเพียง 23 เที่ยวบิน ที่เป็นการลงจอดตอนกลางคืน
ครั้งล่าสุดของการลงจอดตอนกลางคืนคือเมื่อปี 2008 ซึ่งเป็นเที่ยวบินของเอนเดฟเวอร์เช่นกัน โดยเอนเดฟเวอร์เป็นกระสวยอวกาศอวกาศอายุน้อยที่สุด ในบรรดากระสวยอวกาศ 3 ลำที่เหลืออยู่คือ ดิสคัฟเวอรี (Discovery) แอตแลนติส (Atlantis) และเอนเดฟเวอร์
สำหรับภารกิจต่อเติมสถานีอวกาศล่าสุดของเอนเดฟเวอร์นี้ ลูกเรือได้นำโหนดใหม่ แทรงคิวลิตี (Tranquility) ขึ้นไปติดตั้ง พร้อมด้วยหอสังเกตการณ์อวกาศ คิวโพลา (Cupola) ที่มีหน้าต่างถึง 7 ช่อง ซึ่ง โซอิจิ โนกุจิ (Soichi Noguchi) นักบินอวกาศญี่ปุ่นที่ประจำอยู่บนสถานีอวกาศได้ใช้หอสังเกตการณ์นี้เอง ติดตามเอนเดฟเวอร์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก พร้อมๆ กับส่งข้อความสั้นผ่านทวิตเตอร์ (twitter) จากอวกาศด้วย
เที่ยวบินของเอนเดฟเวอร์ครั้งนี้ ยังเป็นเที่ยวบินแรกของนาซาในปี 2010 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของฝูงบินกระสวยอวกาศที่กำลังจะปลดระวาง โดยเหลือภารกิจส่งกระสวยอวกาศอีก 3 เที่ยวบิน ครั้งถัดไปคือเที่ยวบินของกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี ที่มีกำหนดส่งขึ้นไปในวันที่ 5 เม.ย.นี้ จากนั้นเป็นเที่ยวบินของแอตแลนติส ที่มีกำหนดส่งในวันที่ 14 พ.ค. ส่วนเอนเดฟเวอร์จะปฏฺบัติภารกิจเที่ยวสุดท้ายในเที่ยวบิน STS-134 เดือน ก.ค.และปิดท้ายตำนานกระสวยอวกาศด้วยกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรีในเที่ยวบิน STS-133 วันที่ 16 ก.ย.
สเปซดอทคอมรายงานด้วยว่า ปัจจุบันสถานีอวกาศเสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว 98% และหลังจากติดตั้งหอสังเกตการณ์ที่หนัก 1.6 ตัน และโหนดใหม่แทรงคิวลิตีที่ตั้งชื่อตามจุดลงจอดบนดวงจันทร์ของยานอะพอลโล 11 (Apollo11) ซึ่งหนักถึง 12 ตัน ตอนนี้สถานีอวกาศซึ่งมีอายุ 11 ปีแล้วนั้น หนักถึง 362,873 กิโลกรัม
ทั้งนี้เพียง 1 สัปดาห์ก่อนส่งกระสวยองกาศเอนเดฟเวอร์ บารัค โอบามา (Barak Obama) ได้เผยงบประมาณปี 2011 สำหรับนาซา ซึ่งได้ระงับโครงการ คอนสเตลเลชัน (Constellation) โครงการพัฒนายานอวกาศใหม่ของนาซา หากแผนงบประมาณได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส (Congress) จะมีงบประมาณ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 2แสนล้านบาท ที่ใช้สำหรับกระตุ้นยานอวกาศเชิงพาณิชย์ในการส่งมนุษย์ขึ้นสู่วงโคจรและสถานีอวกาศ เพื่อให้นาซาเองได้ทุ่มเทไปกับเป้าหมายของการส่งมนุษย์กลับไปดวงจันทร์และดาวอังคาร รวมถึงดาวเคราะห์น้อย

นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด ซูเปอร์โนวา
February 22, 2010
ภาพการชนกันของกาแลกซี NGC 6872 และ IC 4970 บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทราในย่านรังสีเอกซ์ และกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปริตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ในย่านอินฟราเรด ผสมกับการบันทึกของกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดิน (เอเอฟพี/กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา)
เป็นเวลายาวนาน ที่นักดาราศาสตร์ใช้ปรากฏการณ์ ซูเปอร์โนวา เป็นเครื่องมือช่วยอ้างอิงในการวัดการขยายตัวของเอกภพ แต่พวกเขาก็มีข้อสงสัยที่ฝังแน่นว่า อะไรเป็นสิ่งที่จุดฉนวนให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ของดวงดาวนี้
มารัต กิลฟานอฟ (Marat Gilfanov) จากสถาบันดาราศาสตร์ฟิสิกส์มักซ์พลังก์ (Max Planck Institute for Astrophysics) ในเยอรมนีกล่าวกับเอเอฟพีว่า มีวัตถุที่มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจเอกภพ แต่ก็ยอมรับด้วยว่า เป็นเรื่องน่าอายมากสำหรับทีมวิจัยของเขา ที่ไม่ทราบว่าวัตถุที่ว่านั้นทำงานอย่างไร
อย่างไรก็ดี ตอนนี้พวกเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าอะไรที่จุดชนวนการระเบิดครั้งใหญ่ของดวงดาว ที่เรียกว่า ซูเปอร์โนวา (supernova)
นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่กล่าวว่า ซูเปอร์โนวา ไทป์ 1เอ (Type 1a supernovae) เกิดขึ้น เมื่อดาวแคระขาวหรือซากดาวเก่าที่ยุบตัว จนกลายเป็นดาวที่ไม่เสถียรเมื่อถึงจุดเกินขีดจำกัดน้ำหนักตัวเอง ซึ่งความไม่เสถียรนี้อาจเกิดได้จากทั้งการหลอมรวมกันของดาวแคระขาว 2 ดวง หรือเกิดจากแรงโน้มถ่วงที่มากพอจะดึงดูดสสารจากดาวคล้ายดวงอาทิตย์ที่อยู่ข้างๆ
อาศัยกล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา (Chandra X-ray Observatory) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) กิลฟานอฟและทีมวิจัยของเขาได้ศึกษาซูเปอร์โนวาในกาแลกซีรูปทรงรี 5 กาแลกซีซึ่งอยู่ใกล้กาแลกซีของเรา รวมถึงซูเปอร์โนวาในบริเวณใจกลางกาแลกซี แอนโดรมีดาเพื่อนบ้าน
ผลศึกษาของเราชี้ว่า ซูเปอร์โนวาในกาแลกซีที่เราศึกษานั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการหลอมรวมกันของดาวแคระขาว 2 ดวง หากซูเปอร์โนวาเกิดจากแรงโน้มถ่วงที่ดึงเอามวลสารจากดาวข้างเคียงเข้ามา กาแลกซีนั้นจะต้องมีความสว่างของรังสีเอกซ์มากกว่า 5 เท่าของความสว่างที่สังเกตได้ อาคอส บอกแดน (Akos Bogdan) จากสถาบันมักซ์ พลังก์ซึ่งร่วมศึกษาในครั้งนี้ด้วยกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีความต้องการศึกษาที่จะประเมินว่าการหลอมรวมกันนั้นเป็นปัจจัยเริ่มต้นของซูเปอร์โนวาในกาแลกซีก้นหอยหรือไม่ และการชี้เฉพาะเจาะจงถึงจุดเริ่มต้นไปสู่การระเบิดของซูเปอร์โนวาก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง อีกทั้งการหาคู่ของดาวแคระขาวนั้นยังทำได้ยากยิ่ง และเมื่อดาวแคระขาวทั้งสองต่างหมุนวนเป็นก้นหอยเข้ารวมกัน จะเกิดระเบิดขึ้นในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเวลาของดาวทั้งสอง
สำหรับความรู้ว่า ซูเปอร์โนวาก่อตัวขึ้นอย่างไรนั้น มาริโอ ลิวิโอ (Mario Livio) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จากสถาบันโทรทรรศน์อวกาศ (Space Telescope Science Institute) ในแมรีแลนด์ สหรัฐฯ กล่าวว่าเป็นกุญแจสำคัญไปสู่ความเข้าใจที่ดีขึ้นว่า นักวิทยาศาสตร์จะสามารถวัดระยะทางและติดตามสสารมืดได้อย่างไร
เราใช้ซูเปอร์โนวาไทป์ 1เอ เพื่อประเมินคุณสมบัติของพลังงานมืด และเพื่อทำเช่นนั้นได้อย่างแม่นยำ เราจำเป็นต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ ในวิวัฒนาการพลังงานการเปล่งแสงของซูเปอร์โนวาเหล่านี้ และกระบวนการที่เราเรียกว่า ฟีดแบ็ค (feedback) สำหรับเป็นชื่อขงอซูเปอร์โนวาที่แสดงบทบาทสำคัญในวิวัฒนาการของกาแลกซีที่ซูเปอร์โนวาเหล่านั้นอาศัยอยู่ ลิวิโอกล่าว
ภาพเศษซากจากระเบิดซูเปอร์โนวาในกาแลกซีทางช้างเผือกทั้งซ้ายและขวา (เอเอฟพี)
ภาพควอซาร์คู่ที่อยู่ไกลออกไป 4.6 พันล้านปีแสง (เอเอฟพี/กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา)
ภาพกลุ่มกาแลกซี Abell 3627 ซึ่งสีน้ำเงินคือบริเวณเปล่งรังสีเอกส์ และบริเวณสีเหลืองแสดงถึงแสงที่ตามองเห็น ซึ่งเกิดจากการปลดปล่อยแสงของไฮโดรเจน ที่เรียกว่า “เอช-อัลฟา” (H-alpha) ภาพจากเอเอฟพี/กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา)
ภาพแสดงหลุมดำยักษ์ใจกลางกาแลกซีทางช้างเผือก ที่เรียกว่า Sagittarius A หรือ Sgr A (เอเอฟพี/กล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์จันทรา)
ส่วนหนึ่งของหลุมดำขนาดกลางในกาแลกซีทรงกลม (เอเอฟพี/กล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา)

เจาะเลือดไก่ ใช้เป็นน้ำยาตรวจนับเม็ดเลือดขาวในผู้ป่วยเอดส์ราคาถูก
February 22, 2010
ศ.ดร.โกวิท พัฒนาปัญญาสัตย์ พัฒนาน้ำยาไบโอบีดส์จากเลือดไก่สำหรับตรวจนับเม็ดเลือดขาวในผู้ป่วยเอดส์ และได้รับรางวัล 10 ผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2552
นักวิจัยมหิดลพัฒนาเม็ดไบโอบีดส์จากเลือดไก่ ใช้แทนไมโครบีดส์นำเข้า ตรวจนับเม็ดเลือดขาวในผู้ป่วยเอดส์ให้ผลแม่นยำสูง แต่ค่าใช้จ่ายถูกลงกว่า 10 เท่า เพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วย เตรียมนำไปทดลองใช้ในโรงพยาบาลอีก 7 แห่ง ก่อนขยายผลทั่วประเทศ พร้อมวิจัยต่อในเลือดปลา หวังหาเลือดสัตว์ที่มีศักยภาพสูงสุด ล่าสุดได้รางวัลผลงานวิจัยเด่น สกว. ปี 52
ศ.ดร.โกวิท พัฒนาปัญญาสัตย์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. สาขาวิทยาภูมิคุ้มกัน และนักวิจัยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยต่อทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ และสื่อมวลชนอีกจำนวนหนึ่งว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาวิธีการตรวจหาเม็ดเลือดขาว ซีดี4 ทีลิมโฟไซต์ (CD4-T lymphocyte) ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือผู้ป่วยโรคเอดส์ โดยใช้เลือดไก่แทนไมโครบีดส์ (Microbeads) ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
”ปกติการตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดขาว ซีดี4 ทีลิมโฟไซต์ ในเลือดผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี จะต้องเครื่องโฟลไซโตมิเตอร์ ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานวิธีเดียวที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และการตรวจด้วยวิธีนี้จำต้องใช้เม็ดพลาสติกเรืองแสงขนาดเล็กๆ หรือไมโครบีดส์ เพื่อผลการตรวจที่แม่นยำ แต่ประเทศไทยต้องนำเข้าไมโครบีดส์เหล่านั้น ซึ่งมีราคาแพงมาก ต้นทุนการตรวจสูงจึงตามไปด้วย หรือใช้เครื่องนับเซลล์เม็ดเลือดช่วยแทน แต่มีโอกาสผิดพลาดมากกว่า เพราะให้ผลการตรวจคิดเป็นเปอร์เซ็นต์” ศ.ดร.โกวิท กล่าว
ด้วยต้นทุนการตรวจสูงที่ต้องใช้ไมโครบีดส์นำเข้าราคาสูง ทำให้ห้องปฏิบัติการหลายแห่งตรวจวิเคราะห์โดยไม่ใช้ไมโครบีดส์ ศ.ดร.โกวิท จึงคิดหาวิธีผลิตเม็ดไมโครบีดส์ราคาถูก และน่าจะทำจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งก็คือเซลล์เม็ดเลือด และถ้าได้จากเลือดสัตว์จะดีกว่าเลือดคน เพราะเซลล์เม็ดเลือดขาวของคนและสัตว์ต่างกัน จึงไม่ส่งผลต่อการตรวจวิเคราะห์
ทีมวิจัยเลือกใช้เลือดไก่ในการนำมาทำเป็นน้ำยาไบโอบีดส์ (Biobeads) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) วิธีการคือเจาะเลือดจากไก่ประมาณ 10 ซีซี โดยไม่ต้องฆ่าไก่ ซึ่งเลือกใช้ไก่ชนสุขภาพดีจากคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล จากนั้นนำเลือดไก่มาดองด้วยสารละลายกลุ่มฟอร์มาลีน เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อให้เซลล์เม็ดเลือดแดงในเลือดไก่สามารถเรืองแสงได้เหมือนกับเม็ดพลาดติกไมโครบีดส์
เมื่อครบเวลาที่กำหนดก็นำมาวัดความความเข้มข้นของเซลล์เม็ดเลือดแดงด้วยเครื่องนับปริมาณเม็ดเลือด และวัดค่าการเรืองแสงด้วยเครื่องโฟลไซโตมิเตอร์ จากนั้นก็สามารถนำไปใช้งานได้ทันที โดยนำมาเจือจางและควบคุมความเข้มข้นให้มีเซลล์เม็ดเลือดแดงไก่ 50,000 เซลล์ ต่อน้ำยาไบโอบีดส์ 5 ไมโครลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่ใช้สำหรับการตรวจแต่ละครั้ง ดังนั้น เลือดไก่ปริมาณ 10 ซีซี สามารถนำมาพัฒนาเป็นน้ำยาไบโอบีดส์สำหรับตรวจวิเคราะห์เม็ดเลือดขาวได้หลายหมื่นตัวอย่าง เพราะมีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดแดงอยู่นับพันล้านเซลล์
”ประเทศไทยต้องตรวจวัดจำนวนเม็ดเลือดขาวในผู้ป่วยเอดส์ปีละประมาณ 300,000 ตัวอย่าง ซึ่งต้องใช้เงินประมาณ 30-40 ล้านบาทต่อปี หากใช้ไมโครบีดส์นำเข้าจากต่างประเทศ แต่ถ้าใช้ไบโอบีดส์จากเลือดไก่แทน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้เหลือเพียง 3 ล้านบาทต่อปี หรือเสียค่าใช่จ่ายเป็นค่าไบโอบีดส์เพียง 5-8 บาทต่อ 1 ตัวอย่าง ขณะที่ไมโครบีดส์จากต่างประเทศมีราคาประมาณ 120 บาทต่อการตรวจ 1 ตัวอย่าง” ศ.ดร.โกวิท กล่าว ซึ่งปัจจุบันนักวิจัยผลิตนำยาไบโอบีดส์ใช้ในการตรวจนับเม็ดเลือดขาว ซีดี4 ทีลิมโฟไซต์ ที่ศิริราชพยายาบาล ซึ่งให้ผลแม่นยำไม่แตกต่างจากการใช้ไมโครบีดส์ แต่ค่าใช้จ่ายถูกกว่า 10 เท่า ทั้งยังช่วยลดความผิดพลาดและความแปรปรวนในการตรวจวิเคราะห์ที่ไม่ใช้ไมโครบีดส์ได้ด้วย และช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเอดส์ดีขึ้นได้
อย่างไรก็ดี ขณะนี้นักวิจัยได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อพัฒนาน้ำยาไบโอบีดส์จากเลือดไก่สำหรับทดลองใช้ในโรงพยายาลต่างๆ 7 แห่ง รวมทั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ก่อนที่จะขยายผลสู่การใช้งานทั่วประเทศต่อไปในอนาคต และขณะนี้นักวิจัยกำลังศึกษาวิจัยไบโอบีดส์จากเลือดปลา เพื่อหาวิธีพัฒนาไบโอบีดส์ที่มีประสิทธิภาพและราคาถูกยิ่งกว่า
ทั้งนี้ ผลงานวิจัยน้ำยาไบโอบีดส์จากเลือดไก่สำหรับตรวจนับเม็ดเลือดขาวเป็น 1 ใน 10 ผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2553 ด้วย ซึ่งได้มีการแถลงข่าวและมอบรางวัลไปเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 53 ณ ห้องเซ็นทารา แกรนด์ บอลล์รูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ และผลงานวิจัยดังกล่าวยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติด้านโรคเอดส์ (Journal of AIDS) เมื่อต้นปีที่ผ่านมาด้วย

ช่างกล้า! เปิดตัว “เฮดวัน” ทั้งที่ผล “จีที200 ชี้ชัด แถมขนสารระเบิดตรวจโชว์กลางโรงแรม
February 19, 2010
ผลทดสอบที่ชี้ว่า “จีที200″ มีประสิทธิภาพแย่กว่าการเดาสุ่ม ยังไม่ทันข้ามสัปดาห์ ตัวแทนจำหน่ายเยอรมันก็กล้าหาญ เปิดตัวเครื่องตรวจหาระเบิดมือถือหน้าตาเหมือนกัน “HEDD1″ แต่อ้างเหนือกว่า เพราะเพิ่มถ่าน-แท่งแม่เหล็ก แถมยกสารระเบิดให้นักข่าวพาซ่อนที่ห้องแถลงข่าวในโรงแรม ปรากฏหาได้ไม่ครบ สุดท้ายอ้างสูตรเดิมเพราะ “สารปนเปื้อนภายในห้อง” ด้านอาจารย์จุฬาฯ แอบขนประทัดเข้าไป แต่เครื่องไม่ชี้
ตัวแทนยูนิวอล กรุ๊ป (Unival Group GmbH) ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายเครื่องตรวจสอบระเบิดชนิดมือถือ รุ่นเฮดวัน (HEDD1) จากประเทศเยอรมนี ได้แถลงข่าวเปิดตัวและทดสอบเครื่อง HEDD1 นี้ เมื่อบ่ายวันที่ 19 ก.พ.53 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ซึ่งทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ และสื่อมวลชนจำนวนมากได้ร่วมในงานแถลงข่าวดังกล่าว
ทั้งนี้ ข้อมูลจากตัวแทนจำหน่ายระบุว่าเครื่อง HEDD1 นั้นเป็นเครื่องตรวจวัตถุระเบิดแบบมือถือ ที่ทำงานโดยใช้แบตเตอรีช่วยสร้างสนามแม่เหล็ก ซึ่งเครื่องดังกล่าวจะตรวจจับแม่เหล็ก-ไฟฟ้าสถิต และสามารถตรวจจับสารระเบิดได้ทุกชนิด
ตัวเครื่องมีขนาดกว้าง 13 เซนติเมตร กว้าง 48 เซนติเมตร หนา 3 เซนติเมตร หนัก 276 กรัม ใช้แบตเตอรี 1.5 โวลต์ ซึ่งใช้งานได้นาน 3 ปี และมีชิ้นส่วนแม่เหล็ก 2 ชิ้นในด้ามจับ และมีเสาอากาศทำหน้าที่ชี้วัตถุระเบิด โดยเครื่องหนึ่งมีราคาสูงถึง 700,000 บาท
พร้อมกันนี้ มีเจ้าหน้าที่จากกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2 นาย ได้นำสารระเบิดตัวอย่าง 3 ชนิดๆ ละ 50 กรัม ได้แก่ ซีโฟร์ ทีเอ็นที และแอนโฟ มาให้ทดสอบในงานดังกล่าวด้วย โดยเจ้าหน้าที่ได้เผยกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า มาในฐานะผู้สังเกตการณ์ และได้รับการ้องขอให้นำสารระเบิดมาใช้ในการทดสอบ
ทั้งนี้ ฝ่ายจัดงานได้ทดสอบโดยให้สื่อมวลชนนำสารระเบิดไปซ่อนตรงจุดต่างๆ ของห้องแถลงข่าว
จากนั้น นายเดวิด วอลล์มาร์ (David Vollmar) และ นายแฟรงก์ ไทเรอร์ (Frank Trier) กรรมการผู้จัดการยูนิวอลกรุ๊ป ได้ใช้เครื่อง HEDD1 เดินทดสอบรอบห้อง ในลักษณะวนเป็นวงกลม และเดินเป็นเส้นตรง 2 แนวที่ตั้งฉากกัน ซึ่งตัวแทนทั้ง 2 อธิบายว่าเครื่องจะชี้ไปยังบริเวณที่มีสารระเบิด
ผลจากการทดสอบตัวแทนทั้ง 2 ตรวจพบสารระเบิด 2 ชนิดคือ ซีโฟร์ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่นังสำหรับนักข่าวและผู้สังเกตการณ์ และทีเอ็นที ซึ่งอยู่ในบริเวณที่นั่งของผู้แถลงข่าวบนเวที ซึ่งแต่ละครั้งใช้เวลาหามากกว่า 15 นาที
ส่วนสารระเบิดอีกชิ้นที่เหลือไม่สามารถหาได้พบ
นอกจากนั้น ยังมีการทดสอบให้หาสารระเบิดที่ซ่อนในกล่องไปรษณีย์ 10 กล่อง แต่เครื่องไม่สามารถหาได้ ซึ่งตัวแทนจากยูนิวอลกรุ๊ปอ้างว่า เป็นเพราะมีการปนเปื้อนของสารระเบิด รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มารักษาความปลอดภัยพกปืนเข้าในพื้นที่ทดสอบ
ด้าน ดร.พงษ์ ทรงพงษ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งร่วมสังเกตการณ์ในการแถลงข่าวดังกล่าว ตามที่ได้รับหนังสือเชิญจากตัวแทนจำหน่าย ตั้งข้อสังเกตว่า การทดสอบในครั้งนี้นั้น เป็นเพียงการสาธิต ไม่ใช่การทดสอบทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากมีตัวแปรมากเกินไป
อีกทั้งการทดสอบที่ดีที่สุดคือ double blind test ที่ผู้ซ่อนไม่ทราบว่าซ่อนอะไร และผู้หาไม่ทราบว่าหาอะไร ซึ่งก็คือวิธีที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใช้ในการทดสอบเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดจีที 200 (GT200) ที่ผ่านมา
เชื่อว่าหลักการคล้ายจีที 200 แต่แปะแป้งให้ดูแตกต่าง และวิธีทดสอบในครั้งนี้ไม่มีการควบคุม ส่วนแบตเตอรีก็ยังไม่ทราบว่าทำหน้าที่อะไร เขาบอกว่าใช้ผสมคลื่นแม่เหล็ก ซึ่งผมนึกไม่ออกเลยว่าเป็นหลักการใดของฟิสิกส์ อีกทั้งเขาก็ไม่ได้บอกว่าเขาใช้อะไรในการขับเสาอากาศ ทั้งนี้เครื่องควรจะทำงานได้โดยที่คนไม่ต้องเดินก็ได้” ดร.พงษ์กล่าว
ทั้งนี้ สื่อมวลชนได้ตั้งคำถามต่อตัวแทนจำหน่ายว่า เครื่องสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องอาศัยคนถือเดินได้หรือไม่ เนื่องจากมีแบตเตอรีอยู่แล้ว ซึ่งตัวแทนจำหน่ายตอบว่ากำลังพัฒนาเครื่องรุ่นที่มีฐานตั้ง แต่เครื่องรุ่นนี้ไม่สามารถทำงานโดยไม่ใช้คนถือได้ เนื่องจากเครื่องยังต้องอาศัยส่วนของร่างกายในการทำงาน
เครื่อง HEDD1 รุ่นนี้ได้พัฒนาแล้วเสร็จเมื่อเดือน ต.ค.52 ที่ผ่านมา โดยกำลังมีการทดสอบอยู่ในยุโรป แต่ได้จำหน่ายในเอเชียก่อนเพราะมีปัญหาที่รุนแรงกว่า และหลายประเทศในเอเชียได้นำไปใช้ แต่ไม่สามารรถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลความปลอดภัยของแต่ละประเทศ
จากกรณีการทดสอบที่ไม่ได้ผลและตัวแทนจำหน่ายอ้างว่าเป็นเพราะมีการปนเปื้อนภายในห้อง ผู้สื่อข่าวจึงถามว่าในการใช้งานจริงที่มีการวางระเบิดล่อให้เจ้าหน้าที่รุดไปในพื้นที่ แล้วฝังระเบิดอีกลูกไว้ เครื่อง HEDD1 จะแยกแยะได้อย่างไร และผู้ปฏิบัติงานยังเสี่ยงต่อระเบิดลูกที่ 2
ด้านนายวอลล์มาร์แจงว่าเครื่องจะตรวจหาบริเวณที่มีปริมาณสารระเบิดที่มากกว่าก่อน พร้อมแนะนำว่าต้องใช้เครื่องนี้ร่วมกับการตรวจวัตถุระเบิดอย่างอื่น และให้นั่งรถหุ้มเกราะระหว่างใช้งาน แต่ ดร.พงษ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่ารถหุ้มเกราะทำด้วยเหล็กซึ่งตัดสนามแม่เหล็ก แล้วเครื่องจะทำงานได้อย่างไร
ขณะที่นายอำนาจ สาธานนท์ อาจารย์จากภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาฯ ซึ่งศึกษาด้านเครื่องมือวัดและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้ความเห็นกับทางทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า โดยปกติเครื่องมือวัดไม่ควรขึ้นอยู่กับคนใช้เครื่องมือนั้นๆ หากใช้เครื่องมืออย่างถูกวิธีไม่ว่าใครใช้ย่อมได้ผลเหมือนกัน แต่สำหรับเครื่อง HEDD1 นี้แปลกที่ขึ้นอยู่กับคนถือเครื่องมือเดินทดสอบ
พร้อมกันนี้ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาฯ ที่ร่วมเดินทางมาสังเกตการณ์ด้วย ได้นำประทัด 100 นัด ซึ่งมีองค์ประกอบของดินปืน ที่ฝ่ายตัวแทนจำหน่ายระบุว่าเครื่องสามารถตรวจได้ เข้าไปในห้องแถลงข่าวด้วย และได้ซ่อนบางส่วนไว้ที่ห้องน้ำชาย กระถางต้นไม้หน้าลิฟต์ หน้าเคาท์เตอร์โรงแรม และใส่ปากกาฝากให้นักข่าวซึ่งเดินไป-เดินมาอยู่ภายในห้องแถลงข่าว แต่เครื่อง HEDD1 ไม่ได้ชี้ไปยังตำแหน่งต่างๆ ที่ซ่อนประทัดไว้เลย
เมื่อตัวแทนจำหน่ายทราบในภายหลังได้ขอให้เขาแสดงตัว แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร
ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ไ ด้ขอความเห็นอาจารย์ฟิสิกส์ จุฬาฯ ซึ่งมาร่วมสังเกตการณ์ครั้งนี้ ถึงกรณีที่มีชาวต่างชาตินำเครื่องมือลักษณะดังกล่าวเข้ามาเสนอขายในเมืองไทยนั้นเราควรรับมืออย่างไร ซึ่ง ดร.สธนกล่าวสั้นๆ ว่า อย่าผลีพลาม และเปรียบเทียบเหมือนการซื้อรถยนต์ที่เราต้องค่อยๆ พิจารณาข้อมูล ส่วน ดร.พงษ์ให้ความเห็นว่า โลกเราพัฒนาไปมากและเรามีโอกาสหาข้อมูลได้เยอะกว่าเดิม และขึ้นอยู่กับเราว่าจะเชื่อหรือไม่.

วศ. จัดสัมมนายกระดับแล็บไทย ชวนเจ้าหน้าที่แล็บที่สนใจสมัครด่วน!
February 19, 2010
วศ. – กรมวิทยาศาสตร์บริการ ส่งเสริมห้องปฏิบัติการ (Lab) ไทยก้าวไกล เพื่อเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง เตรียมจัดสัมมนาวิชาการ วันที่ 4 มี.ค.นี้ ที่โรงแรมเรดิสัน หวังยกระดับคุณภาพห้องปฏิบัติการไทยให้ได้มาตรฐานสากล ชวนชาวแล็บผู้สนใจสมัครเข้าร่วมสัมมนา ฟรี! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เห็นความสำคัญการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และส่งเสริมการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพห้องปฏิบัติการให้ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานที่ใช้สำหรับห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ ตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการใดก็ตามที่ได้รับการรับรองแล้ว จะสามารถมั่นใจในผลของการทดสอบหรือสอบเทียบว่าถูกต้องตามหลักวิชาการ และช่วยขจัดปัญหาทางด้านวิชาการในการกีดกันทางการค้า ซึ่งห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองแล้วสามารถนำผลการทดสอบหรือสอบเทียบมาใช้ในการส่งสินค้าออกนอกประเทศ ตลอดจนสามารถนำผลการทดสอบหรือสอบเทียบที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการติดต่อกับหน่วยงานราชการได้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบผลซ้ำอีกครั้งหนึ่ง จากประเทศปลายทางหรือหน่วยงานราชการ
เบื้องต้นกรมวิทยาศาสตร์บริการได้ผลักดันภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ให้เห็นความสำคัญของห้องปฏิบัติการ (Lab) เพื่อให้ทราบถึงความสำคัญและผลประโยชน์ที่ได้จากการได้รับการรับรองความสามารถของห้องปฏิบัติการ รวมทั้งพัฒนาบุคลากรของห้องปฏิบัติการด้านความรู้เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพของห้องปฏิบัติการ การจัดทำระบบคุณภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพห้องปฏิบัติการให้ได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานที่ใช้สำหรับห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ ตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 ผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการเป็นที่เชื่อถือได้ว่าถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งจะช่วยขจัดปัญหาทางวิชาการในการกีดกันทางการค้า ส่งผลให้ภาคการผลิต อุตสาหกรรม โรงงานมีความคล่องตัวในการทำงานและการค้า ตลอดจนช่วยลดภาระ ของหน่วยงานราชการในการตรวจสอบดูแล และยังเป็นการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการส่งออกหรือจำหน่ายสินค้าอีกด้วย
ดังนั้นเพื่อพัฒนาระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตาม ISO/IEC 17025 กรมวิทยาศาสตร์บริการ โดยสำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ จึงได้จัดสัมมนาวิชาการ “Labไทยก้าวไกล เศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง” ขึ้นในวันที่ 4 มีนาคม 2553 ณ โรงแรมเรดิสัน กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ห้องปฏิบัติการได้ทราบถึงความสำคัญและผลที่ได้จากการได้รับการรับรองความสามารถฯ รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพของห้องปฏิบัติการ และทราบถึงบทบาทของสำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ และเปิดโอกาสให้บุคลากรของห้องปฏิบัติการได้ซักถามปัญหาในการจัดทำระบบคุณภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพห้องปฏิบัติการให้ได้รับการรับรองตาม ISO/IEC 17025
เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมสัมมนาวิชาการนี้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ติดต่อสอบถามหรือส่งแบบตอบรับมายังกรมวิทยาศาสตร์บริการ ทางโทรศัพท์ 0-2201-7194, 0-2201-7191 โทรสาร 0-2201-7201, 0-2201-7126 (คุณขนิษฐา , คุณปรีชา)

วงแหวนของดาวเสาร์ (1)
February 19, 2010
ย้อนอดีตไปเมื่อ 400 ปีก่อนที่ Galileo ใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องดูดาวเสาร์ และได้ตกตะลึงเมื่อเห็นดาวดวงนี้มิได้มีลักษณะกลมเหมือนดาวเคราะห์อื่นๆ แต่มีดาวดวงเล็กๆ อีกสองดวงประกบติดอยู่ข้างๆ
อีกสองเดือนต่อมา เมื่อ Galileo ย้อนกลับไปดูดาวเสาร์อีกครั้งหนึ่ง เขาไม่ได้เห็นดาวขนาดเล็กสองดวงนั้น เหตุการณ์นี้ทำให้ Galileo งุนงงจนไม่ได้หวนกลับไปดูดาวเสาร์อีกเลย
เมื่อถึงวันนี้ กล้องโทรทรรศน์ที่นักดาราศาสตร์ใช้มีประสิทธิภาพดีขึ้น จนทำให้เรารู้ว่า ดาวสองดวงขนาดเล็กที่ Galileo เห็นอยู่เคียงข้างดาวเสาร์นั้น แท้จริงคือวงแหวนที่มีลักษณะแบนราบ และเป็นแถบกว้าง ซึ่งถ้าแนวที่ตามองอยู่เหนือระนาบของวงแหวน มันก็จะปรากฏเป็นก้อน แต่ถ้าแนวที่ตามองอยู่ในระนาบของวงแหวน ตาก็จะเห็นเพียงขอบ ดังนั้นกล้องโทรทรรศน์ที่มีประสิทธิภาพต่ำ (ดังกล้องของ Galileo) จึงมองไม่เห็นวงแหวนเลย
ถึงเวลาจะผ่านไปร่วม 4 ศตวรรษแล้วก็ตาม แต่วงแหวนของดาวเสาร์ก็เป็นสิ่งที่นักดาราศาสตร์ยังสนใจ เพราะมีคำถามเกี่ยวกับวงแหวนมากมายที่ยังไม่มีคำตอบ เช่น วงแหวนเกิดจากอะไร และเกิดขึ้นเมื่อใด อะไรคือสาเหตุที่ทำให้มันคงรูปเช่นนั้น ดาวเสาร์มีวงแหวนกี่วงและวงแหวนมีธาตุอะไรบ้าง นอกจากนี้วงแหวนของดาวเสาร์แตกต่างจากวงแหวนของดาวพฤหัสบดีและดาวยูเรนัสอย่างไร เป็นต้น
ในการตอบคำถามเหล่านี้ การสำรวจวงแหวนที่ระยะใกล้จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ ดังนั้นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2540 องค์การบินและอวกาศของสหรัฐฯ จึงส่งยานสำรวจชื่อ Cassini (ตั้งตามชื่อของ Giovanni Cassini นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีผู้เห็นช่องว่างในวงแหวนเป็นครั้งแรก ชื่อ Cassini gap) ให้ออกเดินทางไกล 3,500 ล้านกิโลเมตร มุ่งสู่ดาวเสาร์ ยานที่สูง 7 เมตร หนัก 5.5 ตัน ราคาค่าสร้าง 9 หมื่นล้านบาทได้อ้อมผ่านดาวศุกร์ 2 ครั้ง ผ่านโลก แล้วมุ่งสู่ดาวก่อน เพื่ออาศัยแรงโน้มถ่วงที่มหาศาลของดาวเหวี่ยงยานให้พุ่งสู่ดาวเสาร์ด้วยความเร็ว 20,000 กม./ชั่วโมง ยาน Cassini เดินทางถึงดาวเสาร์เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2547โดยขณะที่เดินทาง ยานได้ศึกษาธรรมชาติของรังสี รวมถึงบรรยากาศของดาวพฤหัสบดีด้วย ได้ถ่ายภาพของดาวเคราะห์น้อย Masursky ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 16 กิโลเมตร และ พบว่ามีองค์ประกอบที่แตกต่างจากดาวเคราะห์น้อยดวงอื่นๆ ทั้งหมด
ยานสำรวจ Cassini มีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ช่วยในการสำรวจมากมาย เช่น มีเครื่องกำเนิดพลังงานนิวเคลียร์ที่มี plutonium เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งจะทำหน้าที่ป้อนพลังงานให้อุปกรณ์ต่างๆ ทำงานตลอดเวลา 15 ปี มีอุปกรณ์เรดาร์ ซึ่งจะส่งคลื่นวิทยุไปสำรวจดาวเสาร์ และดวงจันทร์ต่างๆ แล้วรับคลื่นสะท้อนมาวิเคราะห์ มี spectrometer ที่สามารถวิเคราะห์ชนิดของอะตอมในบรรยากาศเหนือดาวเสาร์ และดวงจันทร์ต่างๆ มีกล้องถ่ายภาพที่ไวต่อแสงธรรมดา รังสี infrared และ ultraviolet ซึ่งจะทำหน้าที่วัดขนาด และความเร็วของเกล็ดน้ำแข็งในวงแหวนโดยกล้องสามารถถ่ายภาพได้มากถึง 750,000 ภาพ และมี magnetometer ที่ทำหน้าที่วัดความเข้มสนามแม่เหล็กของดาวเสาร์ด้วย (อ่านต่ออังคารหน้า)
สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

GT200.org รวมกันเฉพาะกิจ ใช้วิทย์จับผิด “ไม้ล้างป่าช้า”
February 19, 2010
เสียงเล็กๆ ของคุณผลักดันการเปลี่ยนแปลงได้ เพียงติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและบอกต่อคนรอบข้าง หากคนไทยไม่ตามจีที 200 แล้วใครจะตามให้คุณเป็นข้อความส่วนหนึ่งในเว็บไซต์ GT200.org ที่ประกาศเจตนารมย์ชัดเจนว่า ตั้งขึ้นมาเพื่อรวบรวมข่าวสารเกี่ยวกับจีที 200 ที่กระจัดกระจายทั้งในและต่างประเทศ
ในขณะที่สื่อมวลชนแข่งขันกันรายงานข่าวความเคลื่อนไหวกรณี จีที200 ทางเว็บไซต์ GT200.org ที่เกิดขึ้นจากใจอาสาของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย ที่ไม่เปิดเผยตัวตน แต่เปิดเผยเจตนารมย์อย่างชัดเจน
ทุกครั้งที่มีความเคลื่อนไหวทางด้านข่าวสาร ทีมงานจะรวมรวบและกลั่นกรองเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนาทีต่อนาที รายงานข่าวทางโทรทัศน์ที่ผ่านไปแล้วถูกรวบรวมอยู่ในรูปคลิปจากยูทูวบ์ (youtube.com) ให้สามารถติดตามได้ย้อนหลัง
นอกจากข่าวสารที่รวบรวมและกลั่นกรองโดยทีมเว็บมาสเตอร์แล้ว ยังมีบทวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าคณะทำงานมีความรู้และเชี่ยวชาญวิทยาศาสตร์พอสมควร รวมถึงการแทรกข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการแสดงความคิดเห็นต่อข่าวสารโดยใช้ข้อสังเกตในเชิงวิทยาศาสตร์
อีกทั้งระหว่างที่มีการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องตรวจหาระเบิดจีที 200 และไม่มีการเปิดเผยผลทดสอบนั้น ทางเว็บมาสเตอร์ยังได้แจกแจงหลักการทางสถิติ เพื่อสร้างความเข้าใจต่อผลการทดสอบ
แม้ว่าการทดสอบเครื่องตรวจหาระเบิดจีที 200 จะทำให้คนไทยส่วนใหญ่ได้เห็นว่า ยุทโธปกรณ์ของกองทัพนั้นมีประสิทธิภาพไม่ดีกว่าเดาสุ่มเท่าไหร่นัก แต่ทางทีมงานยังคงติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง และมีประเด็นให้คนไทยต้องติดตามเครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายกันที่ชื่อ อัลฟา6
ทีมงาน GT200.org มี 4 เป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จ นั่นคือเรียกร้องให้ 1.หยุดใช้เครื่องมือที่มีหลักการดาวซิ่ง (dowsing) เช่น เครื่องจีที 200 และอัลฟา 6
2.ตรวจสอบการจัดซื้อในอดีต ตัวแทนจำหน่าย และบริษัทผู้ผลิต 3.ให้นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรร่วมตรวจสอบการจัดซื้ออุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีราคาแพงของรัฐในอนาคต และ 4.ให้ความรู้แก่สาธารณชนถึงกระบวนการคิดและหลักการทางวิทยาศาสตร์และที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เหล่านั้น
หากเป้าหมายทั้ง 4 ข้อ ยังไม่บรรลุผล เราจะไม่หยุด ขอท่านทั้งหลายติดตามและยืนเคียงข้างเราด้วย ประกาศอันชัดเจนจากเว็บไซต์เฉพาะกิจ GT200.org

บทเรียน จีที 200 แบบทดสอบ สังคมวิทยาศาสตร์
February 19, 2010
นาทีนี้สังคมไทยคงได้รับความกระจ่างในเรื่อง จีที200 สมควร แม้การทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดนี้ยังไม่ใช่การพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์เต็มร้อย ตราบเท่าที่เรายังไม่ได้ ผ่าเครื่อง เพื่อดูหลักการทำงานภายใน
อย่างไรก็ดีกรณีเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดจีที 200 (GT200) นี้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่วิทยาศาสตร์ได้มีบทบาทอย่างมากต่อการไขข้องสงสัยของสังคม รวมถึงการออกมามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือประเทศชาติของนักวิทยาศาสตร์ตัวเล็กๆ และจากเหตุการณ์นี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง
ผศ.ดร.ว่าที่ร้อยตรี เจษฏา เด่นดวงบริพันธ์
อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ออกมาเปิดข้อมูลถึงรับทราบถึงประสิทธิภาพของเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดราคาหลักล้าน และกรรมการตรวจสอบประสิทธิภาพเครื่องตรวจหาระเบิดจีที 200
บทเรียนจากจีที 200 ทำให้เราได้เห็นว่าคนไทยคิดอะไรเป็นวิทยาศาสตร์ค่อนข้างน้อย เพราะเราไม่ตั้งคำถามว่า ทำไม หากเรามีคำถามว่า ทำไมๆ เรื่องนี้ก็ไม่ยาวมาถึงขนาดนี้ และอาจจะไม่ต้องมีการทดสอบเลยก็ได้ หากมีคนนำเครื่องนี้มาเสนอเรา อันดับแรกเราต้องตั้งคำถามก่อนว่า ทำไมเครื่องแบบนี้จึงทำงานได้ มีเครื่องแบบนี้บนโลกจริงหรือ แล้วทำไมไฟฟ้าสถิตถึงทำให้เครื่องทำงานได้ ทั้งที่โทรศัพท์มือถือของเราเองยังต้องชาร์จแบตเตอรีเลย หากเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่เขารู้จักตั้งคำถาม เรื่องแบบนี้คงจบไปนานแล้ว
ด้วยนิสัยคนไทยเราไม่ตั้งคำถามแต่ตัดสินจากความรู้สึกว่าเครื่องใช้ได้ ใช้ดีแล้วบอกต่อ กรณีจีที 200 นี้ก็เหมือนกับน้ำหมักของ ป้าเช็ง ที่ใช้ดีแล้วบอกต่อ ซึ่งผลก็ทำให้มีคนตาบอดไปแล้ว หรือถ้าเราบอกว่าเป็นเมืองพุทธ เราก็ต้องคิดตามหลัก กาลามสูตร ไม่เชื่อแค่เพราะเขาบอกต่อๆ ว่าดี และเครื่องมือนี้ก็ไม่เคยทำงานได้เองเลย แต่การทำงานขึ้นอยู่กับคน ใจเชื่อว่าทางไหนไม้ก็ชี้ไปทางนั้น
อย่างไรก็ดี ณ วันนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว คนตั้งคำถามว่า ทำไม มากขึ้น และเราก็มีวิธีทดสอบที่หลากหลายมากขึ้น และกระบวนการทดสอบก็ทำให้คนไทยได้เห็นแล้วว่าเครื่องมือนี้ไม่มีประสิทธิภาพ แต่เรื่องยังไม่จบหากเรายังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่าเครื่องลักษณะนี้ทำงานไม่ได้ ต่อไปก็จะมีเครื่องลักษณะเดียวกัน แต่คนละยี่ห้อออกมาอีก และเราก็ต้องทดสอบอย่างเดิมอีก ซึ่งการทดสอบที่ผ่านมานั้น ยังไม่ถือว่าเป็นการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการทดสอบหาประสิทธิภาพในทางสถิติ
สำหรับผมที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนิสัยส่วนตัว เรื่องความกล้าหาญเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ผมอยากให้มีรูปแบบองค์กรที่จะรับมือกับเรื่องแบบนี้มากกว่า ตอนที่ผมออกมาครั้งแรกก็คาดว่าจะมีองค์กรที่มีความรู้อื่นๆ ออกมาร่วมด้วย แต่ปรากฏว่าไม่มีเลย ถ้าไม่ถูกสั่งให้ออกหน้าคงไม่ทำ นอกจากนี้เรื่องนี้ยังเป็นบทเรียนสำหรับนักวิชาการเราด้วย ว่าต้องสื่อสารให้เข้าใจง่าย การที่ผมสื่อออกมาด้วยวิธีที่ดูก้าวร้าว เป็นเรื่องจำเป็น เพราะเป็นวิธีที่ชาวบ้านและสื่อเข้าใจได้ง่าย อีกทั้งตอนนี้บ้านเรามีนักวิทยาศาสตร์ มีสื่อมวลชน แต่ยังขาดนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่จะเป็นตัวกลางเชื่อมคน 2 กลุ่มนี้
ดร.ชิต เหล่าวัฒนา
ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) และกรรมการตรวจสอบประสิทธิภาพเครื่องตรวจหาระเบิดจีที 200
บทเรียนจากจีที 200 ทำให้ได้เรียนรู้ว่าสังคมไทยต้องใช้ความเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่านี้ เรื่องนี้ต้องขอบคุณ ดร.เจษฏา เด่นดวงบริพันธ์ ที่กล้าหาญมากในการออกมาพูดเรื่องนี้ และที่เขาออกมาพูดก็ด้วยความหวังต่อทหาร ไม่ได้อาฆาตร้ายอะไร แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่เราต้องหยุดเถียงกันเรื่องนี้ แล้วให้นักวิชาการมาช่วยกันทำเครื่องมือให้ทหารนำออกไปใช้ เพราะทหารที่เขาอยู่ในฝ่ายปฏิบัติการเขาทำงานยากลำบากและไม่มีเครื่องมือให้เขาใช้
นายปีย์ชนิตว์ เกษสุวรรณ
นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ข้อสังเกตที่น่าสนใจมากคือ การรวมตัวกันของกลุ่มคนที่หลากหลายบนโลกไซเบอร์สามารถผลักดันให้ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อตอบปัญหาสังคม โดยแรกเริ่มมีการจุดประเด็นในอินเตอร์เน็ต โดยชุมชนหว้ากอของพันทิป ที่โหวตให้กระทู้ของ ดร.เจษฏา เด่นดวงบริพันธ์ เป็นกระทู้ยอดนิยม และทำให้เกิดกระบวนการพิสูจน์ที่เชื่อถือได้ ผมมองว่าเป็นแนวโน้มที่ดีของสังคม เช่นเดียวกับกรณีเจลประหลาดเมื่อหลายปีก่อนที่ร่ำลือว่า เป็นวัตถุจากต่างดาวและพากันกราบไหว้ แต่มีแม่บ้านออกมาตั้งข้อสังเกตผ่านพันทิปว่าคงเป็นเจลลดไข้เหมือนที่เธอเคยใช้กับลูกชาย
การหาคำตอบในสังคมด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ นอกจากช่วยให้การตัดสินใจทำเรื่องต่างๆ ง่ายขึ้นแล้ว ผมมองว่าเป็นทางออกที่ดีของสังคมที่ใช้วิธีคิดทางวิทยาศาสตร์มาใช้ตัดสินปัญหา เหมือนสโลแกนสัปดาห์วิทยาศาสตร์ว่า วิทยาศาสตร์มีคำตอบ แต่สำคัญที่สุดคือการนำข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ไปแก้ปัญหา ซึ่งต้องร่วมกันหาวิธีแก้ไขที่ดีที่สุด โดยเข้าใจการทำงานในพื้นที่และเคารพการตัดสินใจของคนทำงานด้วย บางคนอาจมองว่าการทดสอบนี้ทำให้เกิดปัญหาในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งนั่นเป็นคนละเรื่องกัน
น.ส.จันขจร โสมรักษ์
เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อบริษัทชิ้นส่วนรถยนต์
ตอนที่ดูข่าวบีบีซีผ่าเครื่องพิสูจน์ รู้สึกว่าเครื่องมือนี้ช่าง ก๊องแก๊ง มาก เครื่องราคาเป็นล้าน แต่ข้างในไม่มีวงจรที่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลที่จะทำให้เครื่องทำงานได้เลย พอที่บ้านเรามีการทดสอบบ้างก็รู้สึกว่าเขาปิดบังมากเกินไป จนเกรงว่าจะมีอะไรหมกเม็ดหรือเปล่า ซึ่งในการทดสอบน่าจะเปิดให้ประชาชนได้มีส่วนรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอผลออกมาว่าเครื่องวัดได้ถูกต้องแค่ 4 ครั้ง ก็เกิดคำถามว่าเครื่องราคาเป็นล้านทำไมได้ผลแค่นี้ ทั้งที่เครื่องราคาแพงขนาดนี้ควรจะวัดได้ถูก 100%
น.ส.นัฐพร ทรงประโคน
เลขานุการบริษัทระบบอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย
ปรากฏการณ์จีที 200 ทำให้ได้รู้ว่าเราไม่ฉลาดแค่ไหน ที่ซื้อของราคาแพงแต่ได้ประสิทธิภาพต่ำสุดๆ และจากการตรวจสอบครั้งนี้ทำให้ดิฉันในฐานะคนไทยคนหนึ่งรู้สึกว่า การซื้อหาอุปกรณ์เป็นการซื้อขายกันภายใน ทั้งที่การใช้ประโยชน์เป็นของส่วนรวม และประสิทธิภาพของสินค้าไม่คุ้มกับราคาที่ซื้อมา อีกทั้งยังขาดการตรวจสอบ และสิ้นเปลืองงบแผ่นดินโดยไม่ได้รับประโยชน์สูงสุด
นายดิสพูน จ่างเจริญ
เจ้าของภัตตาคารจงอา จ.ปัตตานี
เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าหน่วยราชการมีการโกงกัน ดีที่นายกรัฐมนตรีให้มีการพิสูจน์ เคาะออกมาเลยว่าเป็นยังไง ตอนที่ยังไม่ทดสอบก็มีความมั่นใจในตัวเครื่องอยู่ส่วนหนึ่ง คนใช้เขาก็บอกว่าโอเค ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไง แต่ผลที่ออกมาอย่างนี้ก็ทำให้รู้สึกกังวล เราเองก็ไม่สามารถฟันธงในทางวิทยาศาสตร์ได้ว่า เครื่องใช้งานได้หรือไม่ได้ เพราะเรามองไม่เห็น ไม่รู้ว่ามีความถี่หรือรังสีอะไรหรือเปล่า เหมือนเข็มทิศที่ชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ นั่นเป็นเพราะอะไร เราก็มองไม่เห็น สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องคิดว่าคงมีผู้รู้ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งเราก็ต้องยอมรับ ซึ่งผลที่ออกมารู้สึกว่าน่ากลัวมาก
นางจินตนา เจริญธรภัทร
ผู้ที่อาศัยอยู่ใน จ.ยะลา
พอผลพิสูจน์ออกมาว่าตรวจสอบถูกต้อง 4 ครั้งจาก 20 ครั้ง ทำให้มีความรู้สึกต่อคนที่สั่งซื้อว่า เขาเห็นชีวิตของคนในพื้นที่เป็นอะไร เอาเปรียบพี่มากเกินไป ตอนที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ รู้สึกขำมากที่บอกว่าร่างกายทุกส่วนต้องเข้ากันได้กับเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด ได้ฟังอย่างนี้ไม่ต้องให้นักวิทยาศาสตร์หรอก ชาวบ้านทั่วไปก็มองออก อย่าคิดว่าชาวบ้านกินหญ้า โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบไม่ทราบว่าถนนหรือหน้าหนากว่ากัน เห็นชีวิตเป็นอะไร
หากบทเรียนจาก จีที200 คือ บททดสอบเพื่อเลื่อนชั้นสู่ สังคมวิทยาศาสตร์ สังคมไทยก็เหมือนห้องเรียนห้องใหญ่ที่มีทั้งคนที่สอบผ่านระดับหัวกะทิและคนที่สอบตกซ้ำชั้น แต่อย่างน้อยเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดแบบเดาสุ่มนี้ได้ช่วยจุดระเบิดให้คนไทยได้เห็นว่า วิทยาศาสตร์ช่วยแก้ปัญหาสังคมได้

สวทช. เปิดหลักสูตรอบรม : การผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค
February 18, 2010
สวทช. – สวทช. เตรียมเปิดอบรมการทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภคที่ถูกต้องและปลอดภัยให้ผู้สนใจทั่วไป
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) โดย ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาสเปิดหลักสูตรการอบรมเรื่องการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค ทั้งนี้เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีทางด้านกระบวนการผลิตน้ำหมักทางชีวภาพเพื่อการบริโภคที่ถูกต้องตามหลักความปลอดภัยในการบริโภค และแนะนำการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภค
ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในวันและเวลาราชการ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2564-7000 ต่อ 1405-9 (เปิดอบรมวันที่ 14 มีนาคม 2553) ณ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

