สุเทพ ติง จิ๋ว พูดจาหมิ่นเหม่ใครชักใยศาล ไม่เหมาะอดีตเป็นนายกฯ
March 1, 2010
ผู้จัดการรัฐบาลติง บิ๊กจิ๋ว พูดจาหมิ่นเหม่ มีคนชักใยอยู่เบื้องหลังคำสั่งยึดทรัพย์ไม่เหมาะกับตำแหน่งอดีตนายกฯ วอน ปชช.ใช้วิจารณญาณไตรตรอง คำวินิจฉัยของศาล เชื่อไม่ได้รับรองการทำปฏิวัติรัฐประหาร
วันนี้ (28 ก.พ.) ที่วัดชลประทานรังสฤษฎิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า มีคนชักใยอยู่เบื้องหลังคำพิพากษา คดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า น่าเสียดายที่ พล.อ.ชวลิต ท่านเคยเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ แต่คำพูดของท่านมันทำให้คนเอาไปคิดได้ถึงความไม่เป็นกลางของศาล ตนคิดว่าท่านไม่ควรจะพูด
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงกระบวนการยุติธรรมของไทยหรือไม่ เพราะยังมีนักวิชาการบางส่วนออกมาพูดสอดคล้องกับนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ระบุว่าศาลไปรับรองการปฏิวัติรัฐประหาร นายสุเทพกล่าวว่า ตนคิดว่าศาลได้ปฏิบัติตามกฎหมายชัดเจน คนที่วิพากษ์วิจารณ์ศาลก็ขอให้พี่น้องประชาชนได้ไตร่ตรองก็แล้วกัน ส่วนจะเข้าข่ายเป็นการละเมิดหรือหมิ่นศาลหรือไม่ ตนคงไปพูดไม่ได้ ต้องให้ศาลว่าของท่านเอง เมื่อถามว่า คิดว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่สมควรจะต้องมี ผบ.ตร.ตัวจริงขึ้นมารองรับการทำงานของตำรวจ นายสุเทพกล่าวว่า ที่มีอยู่สามารถทำงานได้อยู่แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนทำงานเต็มที่ไม่ใช่เฉพาะ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร.

ก.ม.ม.เชื่อเหตุบึ้มโยง 4 จุดผลคดียึดทรัพย์ พุ่งทำลาย ป๋า
March 1, 2010
โฆษกพรรคการเมืองใหม่ วิเคราะห์เหตุบึ้มป่วนเมือง 4 จุดเชื่อมโยงผลคดียึดทรัพย์ นช.แม้ว และพุ่งเป้าทำลาย ป๋าเปรม โดยตรง จี้ฝ่ายความมั่นคงเร่งจับกุมคนผิดและขยายผลเอาผิดทางอาญา
วันนี้ (28 ก.พ.)นายสำราญ กล่าวถึงเหตุวางระเบิดคืนเดียว 4 จุด ในคืนเดียว โดยเน้นที่หน้าสำนักงานธนาคารกรุงเทพสาขาต่าง ๆ ว่า พรรคการเมืองใหม่มีข้อสังเกต-เสนอแนะและข้อเรียกร้องเบื้องต้นดังนี้ 1) เชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มฝ่ายที่ต้องการล้มรัฐบาล และมีความเชื่อมโยงมาจากคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท 2) เป็นปฏิบัติการโจมตีก่อกวนในในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งปัจจุบันเป้าหมายของกลุ่มนี้คือกลุ่มที่พวกเขาเรียกว่า อำมาตย์และ รัฐบาล มีความเป็นไปได้ว่าการวางระเบิดหน้าธนาคารกรุงเทพสาขาต่าง ๆ ก็เพื่อจะโยงให้ถึงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งพวกเขาพยายามโยงให้เกี่ยวพันกับธนาคารกรุงเทพ
3) พรรคการเมืองใหม่ขอประณามกับการกระทำดังกล่าว แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการที่นายกฯพยายามบอกว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นฝีมือของกลุ่มเล็ก ๆ เราเชื่อว่าเป็นขบวนการการเมืองขนาดใหญ่ที่กำลังจะสร้างความรุนแรงรอบใหม่อย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบใต้ดินและบนดิน 4) เฉพาะหน้ารัฐบาลต้องเข้มงวดเรื่องการข่าวให้แม่นยำ ฉับไว เพื่อตัดไฟต้นลมให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันวงจรปิดตามจุดต่าง ๆ ควรจะได้ตรวจเช็คประสิทธิภาพโดยด่วน

เทือก ชี้สถานการณ์น่าเป็นห่วงกว่า เม.ย.เลือด เหตุ แม้ว ใช้อ้างขึ้นศาลโลก
March 1, 2010
รองนายกฯ ด้านความมั่นคง สั่งการเจ้าหน้าที่ ตร.ขอกำลังทหารเสริม ระมัดระวังเหตุป่วนเมือง เชื่อสถานการณ์คงจะรุนแรงกว่าช่วง เม.ย.เลือด แจงเหตุ แม้ว ทุ่มหมดหน้าตัก หวังใช้เป็นข้ออ้างในศาลโลก ระบุขอประเมินสถานการณ์รายวัน ยันไม่จำเป็นงัด กม.พิเศษบังคับใช้ มั่นใจจับจับมือปาระเบิดป่วนเมืองได้แน่ ย้อนถามเสื้อแดงป้ายสีรัฐบาลจะก่อสถานการณ์เพื่ออะไร
วันนี้ (28 ก.พ.) ที่วัดชลประทานรังสฤษฎิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ระเบิดในหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลว่า ตนได้สั่งการไปแล้วตั้งแต่หลังเกิดเหตุขว้างระเบิดลูกแรกได้ จากนั้นไม่เกิน 15 นาที นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้โทร.มาสอบถามกับตน ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบก็ได้ติดตามสถานการณ์ตลอด และเรื่องที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินไปจากความคาดหมาย เจ้าหน้าที่เองก็ระมัดระวังอยู่แล้ว ก็ยังนึกเกรงอยู่เหมือนกันว่าเมื่อผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ออกมาแล้ว คงจะมีการกระทำในลักษณะที่เป็นการกระทำที่จะก่อให้เกิดความสงบสุขของบ้านเมือง ในลักษณะเช่นนี้อยู่บ้าง ตนจึงได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอกำลังทหารมาช่วยเสริมเพิ่มเติม โดยให้มีการลาดตระเวนและตั้งจุดตรวจต่างๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่เองก็พยายามเต็มที่ แต่ก็ยังมีการก่อเหตุเกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุแล้วตนก็ได้สั่งการให้เพิ่มมาตรการในการตั้งด่านตรวจ เพิ่มชุดลาดตระเวน ทั้งชุดมอเตอร์ไซต์และเดินเท้า รวมทั้งเพิ่มเรื่องการหาข่าว
ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนไปยังพี่น้องประชาชนคนไทย ว่ากรุณาช่วยเป็นหูเป็นตาให้ด้วย ลำพังเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เตรียมการไว้อาจจะไม่เพียงพอ บ้านเมืองกว้างใหญ่ เรารักษาจุดที่สำคัญๆ คนก่อเหตุก็อาจจะไปก่อเหตุในจุดที่หลงหูหลงตาเจ้าหน้าที่ไป แต่ถ้าประชาชนช่วยกันให้ข้อมูล หรือเห็นอะไรผิดสังเกต ให้รีบแจ้งเบาะแส ก็จะทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้เร็วขึ้น และผมอยากจะวิงวอนไปยังผู้ที่คิดกระทำการอย่างนี้ว่าไม่ควรจะทำ โดยเฉพาะในช่วงวันมาฆบูชา บ้านเมืองเรามันไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าคนเราจะต่อสู้กันเพื่อเพียงเอาแพ้เอาชนะ และทำให้บ้านเมืองยับเยินเสียหาย มันมีวิธีการต่อสู้ที่ดีกว่านี้อีกหลายวิธี ถ้ามาทำอะไรที่เป็นการรุนแรงเช่นนี้ ผมคิดว่าไม่ได้ผลหรอกครับ นอกจากจะทำให้บ้านเมืองเสียหาย จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้ ซึ่งถ้าประชาชนรับไม่ได้ พวกท่านจะทำอย่างไร ท่านก็ชนะไปไม่ได้ โดยเฉพาะวันนี้เป็นวันสำคัญทางศาสนา คนไทยทั้งหลายก็เข้าวัดทำบุญกัน มีจิตใจที่สงบ ไม่ควรจะทำอะไรให้กระทบกระเทือนใจคนไทย นายสุเทพกล่าว
เมื่อถามว่าในทางการข่าว กลุ่มที่ลงมือทราบหรือไม่ว่าเป็นกลุ่มไหน รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนคงไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นนาย ก. หรือนาย ข. แต่ก็ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้รวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด และขณะนี้เองก็มีพยานที่เห็นเหตุการณ์ มีภาพจากกล้องวงจรปิดที่เจ้าหน้าที่กำลังดูอยู่ และกรณีที่ลูกระเบิดที่ยังไม่ระเบิดก็อาจจะได้ลายนิ้วมือแฝง ซึ่งได้ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการแกะรอยอยู่ โดยจะพยายามทำให้ดีที่สุด
เมื่อถามว่ามองหรือไม่ว่าคนทำมุ่งไปที่ภาคเอกชนมากกว่าหน่วยงานของรัฐ จะต้องไปหารือกับภาคเอกชนหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า เอกชนทั้งหลายก็ให้ความร่วมมือตามปกติ โดยได้รับการเตือนไปจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเอกชนที่มีระบบรักษาความปลอดภัย ก็ให้ช่วยเป็นหูเป็นตา แต่ก็เข้าใจดีว่ากรณีเช่นนี้ไม่ง่ายในการรักษา เพราะการกระทำทำในลักษณะขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านแล้วขว้างระเบิดเข้าไป
เมื่อถามว่าการที่เป้าหมายใน 4 จุดแรกเป็นธนาคารกรุงเทพ จะมีความเชื่อมโยงไปถึงประธานองคมนตรีหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้เคยถูกโจมตี นายสุเทพกล่าวว่า ตนไม่ขอวิจารณ์ แต่ให้ประชาชนได้เรียงลำดับเหตุการณ์เอาเอง และเพื่อให้มองว่าคนทำมุ่งประสงค์อะไร ตนไม่อยู่ในฐานะที่จะวิพากษ์วิจารณ์ใครได้ ตนทำได้เพียงแต่ระมัดระวังและดูแลบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อยมากที่สุด
เมื่อถามว่ามีการแถลงล่าสุดของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมกับมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเป็นฝีมือของภาครัฐเองที่สร้างสถานการณ์ เพื่อใช้กฎหมายจัดการพิเศษ จัดการกับผู้ชุมนุม นายสุเทพกล่าวว่า ตนอยากจะกราบเรียนไปถึงพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลไม่ทำอะไรที่เป็นเรื่องเสียหายแก่บ้านเมืองแน่นอน สามัญชนคนธรรมดาสามารถไตร่ตรองได้ ใช้วิจารณญาณได้ เจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เมื่อเรามีหน้าที่ต้องดูแลรักษาความสงบ เราจะไปสร้างสถานการณ์ให้เกิดปัญหาขึ้นทำไม และที่กล่าวว่ารัฐบาลสร้างสถานการณ์เพื่อถือเป็นเหตุประกาศกฎหมายควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุม ตนขอยืนยันว่าไม่จริง และตนเคยกล่าวแล้วว่า กรณีที่มีการชุมนุม ถ้าเป็นการชุมนุมที่ไม่ฝ่าฝืนกฎหมายเราก็จะไม่ไประงับยับยั้ง เพราะถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเมื่อใดทำเรื่องที่ผิดกฎหมายก่อกวนความสงบสุขบ้านเมือง สร้างความเดือดร้อนก็ต้องแก้ไข และการแก้ไขหากอยู่ในวิสัยที่สามารถ ใช้กฎหมายธรรมดาก็ควรใช้ ยกเว้นเหมือนกรณีเหตุการณ์ที่พัทยา หรือเหตุการณ์สงกรานต์ แบบนั้นก็จำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายความมั่นคง
เมื่อถามว่าจากนี้ไปจะต้องติดตามสถานการณ์ไปอีกหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เราก็ต้องเฝ้าดูเหตุการณ์ไปเรื่อย จนกว่าทุกอย่างจะเข้าสู่สถานการณ์ปกติ และสงบสุขเช่นเดิม เมื่อถามต่อว่า ถ้าการเมืองยังเป็นเช่นนี้เราจำเป็นต้องเข้มงวดและมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลบ้านเมืองใช่หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ใช่ เป็นเรื่องที่ต้องเป็นภาระที่ตกกลับเจ้าหน้าที่มาก โดยเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำงานอย่างเข้มข้น ส่วนจะต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ทหารเพิ่มขึ้นจาก 20 กองร้อยหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องดูตามสถานการณ์ แต่วันนี้มีการเพิ่มกำลังบ้างแล้ว และในช่วงเช้าตนได้หารือกับ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แล้ว โดยให้ไปพิจารณาว่า จะต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ในจุดไหนเท่าไร และหากตำรวจไม่พอให้ขอกำลังทหารทันที โดยเป้าหมายของรัฐบาลคือให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย
ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นที่จะต้องเรียกประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) เพื่อประเมินติดตามสถานการณ์ล่าสุดหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่จำเป็น เพราะทุกคนทำงานอยู่แล้ว โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลความเห็นตลอด และเมื่อเกิดเหตุก็จะปรึกษากัน แต่หากจำเป็นมากกว่านี้จึงจะเรียกประชุม ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ตนสามารถสั่งการและแก้ไขสถานการณ์ได้ทันทีโดยไม่ต้องขอมติที่ประชุม อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุระเบิดพร้อมกันเหมือนปี 49 ตนก็สามารถที่จะจับตัวคนร้ายได้อยู่แล้ว และถ้าเหตุการณ์รุนแรงขึ้นเราก็ต้องปรับกำลังให้พอดีกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ผมมั่นใจว่าจะสามารถจับตัวคนร้ายที่ก่อเหตุเมื่อคืนวันที่ 27 ก.พ.ได้แน่นอน เพราะดูจากลายนิ้วมือ และเชื่อว่าคนที่ก่อเหตุเป็นคนรับจ้างก่อเหตุ ทุกแห่งใช้มอเตอร์ไซต์ ยี่ห้อฮอนด้าคลิก ในการลงมือปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าเหตุจะรุนแรงมากกว่าเดือน เม.ย.เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณต้องการที่จะเอาข้ออ้างไปฟ้องศาลโลก แต่ผมก็จะระมัดระวังไม่ให้เกิดความรุนแรงใดๆ ขึ้น ส่วนที่มีหลายฝ่ายให้ยุบสภานั้น ผมเห็นการยุบสภาไม่ได้ช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะมันต้องไปแข่งกันอีกในสนามเลือกตั้ง นายสุเทพกล่าว
เมื่อถามว่าทันทีที่เกิดเหตุทางพรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่าเป็นความขัดแย้งในรัฐบาลเอง อย่างเช่น พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ระบุว่ามีความแค้นระหว่างภาครัฐ โดยนำเรื่องจีที 200 ที่กำลังถูกตรวจสอบในเรื่องการทุจริต นายสุเทพกล่าวว่า คนเหล่านี้พูดโกหกทุกวัน พูดโกหกบ่อยๆ และพยายามที่จะใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ โดยที่ข้อเท็จจริงไม่มี เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร พลเรือน ทุกคนเชื่อฟังรัฐบาล รับคำสั่งจากรัฐบาล ทุกคนช่วยกันทำงานให้ชาติบ้านเมือง เมื่อถามต่อว่ากรณีที่นักวิชาการออกมาให้ความเห็นว่าการเกิดเหตุระเบิดเป็นการบีบคั้นให้รัฐบาลใช้กฎหมายพิเศษและนำไปสู่ความชอบธรรมในการจัดการกับฝ่ายตรงข้าม นายสุเพทกล่าวว่า ตนเข้าใจและระมัดระวังอยู่แล้วว่าฝ่ายที่จะก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองตั้งใจที่จะดำเนินการทุกอย่างเพื่อยั่วยุ และปลุกเร้าให้สถานการณ์ไปถึงจุดที่เขาจะได้เอาไปแอบอ้างขยายผลได้ ดังนั้นพวกตนก็ต้องระมัดระวัง อย่างเช่นกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะนำคดียึดทรัพย์ไปฟ้องต่อศาลโลก ซึ่งทางตนได้ปรึกษากับฝ่ายความมั่นคงอยู่ตลอด
เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทย ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาปรับเปลี่ยนรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เพราะที่ผ่านมามีเหตุเกิดขึ้นหลายอย่าง นายสุเทพกล่าวว่า ตนโดยทั้งซ้ายทั้งขวา ไม่ว่าเสื้อแดงเสื้อเหลือง ต่างไล่ตนทุกวัน แต่พี่น้องประชาชนกรุณาให้กำลังใจ ซึ่งตนก็จะทำงานต่อไปไม่หวั่นไหว ส่วนจะต้องปรับยุทธวิธีให้เข้มข้นหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ที่ผ่านมาตนก็ทำงานอย่างแข็งแรง โดยดูได้จากหลังคำพิพากษาออกมาแล้ว ตนก็สั่งการทันทีให้ดูแลเรื่องความปลอดภัย ทุกคนก็ทราบดี บางครั้งหลายคนอาจจะนึกในใจว่าตนทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ ตนก็ระมัดระวัง และมาตรการที่จะเพิ่มความเข้มข้น ก็ต้องดูว่าอย่าให้กระทบกับประชาชน ไม่ให้รู้สึกอึดอัด ทุกอย่างต้องพอดี
เมื่อถามว่าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อีกต่อไป จะนำไปสู่ 12-14 มี.ค. จำเป็นต้องประกาศกฎหมายพิเศษควบคุมหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า คงยัง ยังไม่ทำถึงขนาดนั้น โดยจะพยายามแก้ปัญหาในระดับปกติให้ได้ก่อน โดยในสถานการณ์บ้านเมืองอย่างนี้ เราฝ่ายรัฐก็ต้องใช้ความอดกลั้นอดทนให้มาก และขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ คนละตาสองตา ก็จะช่วยได้
เมื่อถามว่าเวลานี้คนในกรุงเทพฯ ต่างอยู่อย่างหวาดระแวง นายสุเทพกล่าวว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น และยังไม่ต้องหวาดวิตก จนทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ ทุกคนต้องพยายามช่วยกัน บังเอิญเราโชคไม่ดีมีแต่คนคิดร้ายกับบ้านเมืองมาร่วมสมัยแบบนี้ ก็ต้องพยายามช่วยกันแก้ไข
เมื่อถามว่าให้น้ำหนักไปที่กลุ่มมือที่สามหรือไม่ หรือเฉพาะกลุ่มความเคลื่อนไหวทางการเมือง นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมือที่ 3-4-5 ก็เป็นพวกเดียวกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับกลุ่มบุคคลที่เคยถูกขึ้นบัญชีดำไว้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่จะต้องไปว่ากันเอง
คนบางคน เฉพาะบางคนเราก็เห็นแล้วว่ามีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้ใจ เราก็พยายามติดตามตรวจสอบ ซึ่งก็มีไม่กี่คน แทบจะนับชื่อเรียงตัวกันได้ และเป็นข่าวอยู่ทุกวัน โดยพวกนี้จะดำเนินการทั้งบนดินและใต้ดิน และทำเงินไปพร้อมๆ กัน นายสุเทพกล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่สื่อต่างชาติออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความรุนแรงนั้น ตนมองว่าเมื่อเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นกับในประเทศไทย คนที่อยู่ข้างนอกก็ต้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ประเทศไทยก็ขาดทุน นักท่องเที่ยวก็ไม่กล้ามา คนที่จะเข้ามาค้าขายหรือมาลงทุนก็ตกใจ ตนจึงเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นประโยชน์เลย ถ้าหากคิดจะต่อสู้เพื่อเอาชนะทางการเมือง แล้วเอาชนะประเทศไทย มันไม่คุ้มกัน
ส่วนที่มีการประเมินสถานการณ์หลังการยึดทรัพย์แล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องมีการประเมินเหตุการณ์ใหม่หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ตนคงไม่คิดใหม่ แต่คงพูดให้สถานการณ์ดูดีขึ้น อย่างน้อยก็ออกมาให้สติว่าศาลก็พิจารณาด้วยความเมตตาและให้ความเป็นธรรมทุกอย่าง ความมีเหตุมีผลในเนื้อหาคำพิพากษาของศาล คนเข้าใจกันทั้งประเทศ มีเพียงกลุ่มเดียว หยิบมือเดียว ที่ไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาล ก็ต้องฉุกใจคิดบ้าง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศภายในวัดได้มีตำรวจกว่า 200 นาย จากกองบังคับการตำรวจภูธร นนทบุรี เดินทางมาอารักขาความปลอดภัยให้กับนายสุเทพระหว่างการเวียนเทียน

ก.ม.ม.แฉ นช.แม้ว แอบซุกที่ดินแสนไร่ จี้ มาร์ค-องค์กรอิสระ ขยายผลยึดทรัพย์
March 1, 2010
การเมืองใหม่ ลากไส้ เอสซี แอสเสท ยุรัฐฟื้นคดีปกปิดหุ้น พบ นช.แม้ว ซุกที่ดินแสนไร่ จี้ มาร์ค-องค์กรอิสระ ขยายผลคดียึดทรัพย์ นั่งโต๊ะกำกับ 3 จี ทำแบ็กลิสต์ AIS-ชินคอร์ป เรียกร้อง นช.ทักษิณ ยอมรับผลการตัดสิน หยุดทวงยุติธรรมถึงนรก-สวรรค์
วันนี้ (28 ก.พ.) ที่พรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) ถนนพระสุเมรุ ย่านสะพานวันชาติ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข รองหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรค และนายประพันธ์ คูณมี ผู้อำนวยการพรรคร่วมแถลงข่าวประจำสัปดาห์ถึงท่าทีของพรรค
นายสำราญกล่าวว่า กรณีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติให้ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทนั้น พรรคการเมืองใหม่ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมรับผลการตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ต้องไปทวงถามความยุติธรรมถึงนรกหรือสวรรค์ แต่ความยุติธรรมอยู่บนพื้นฐานกฎหมายและหัวใจของคุณทักษิณที่จะต้องยอมรับ และเลิกจับเอาความสงบสุขของบ้านเมืองเป็นตัวประกันได้แล้ว
2) รัฐบาล องค์การอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องขยายผลแห่งคดียึดทรัพย์ เพื่อรักษาประโยชน์ของชาติภายใต้กรอบกฎหมายละความผิดชอบ
3) พรรคการเมืองใหม่ ขอเรียกร้องเป็นพิเศษต่อคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.),กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นำคำพิพากษาของศาลมากระตุ้นเตือนจิตสำนึกของผู้รับผิดชอบเพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจ้างงาน, สัญญาสัมปทาน, ใบอนุญาตประกอบการต่างๆ และหากมีกรณีใดที่มีแนวโน้มว่าจะทำให้รัฐเสียหายควรจะได้ทบทวนเสียแต่เนิ่นๆ
จับตาคดีภาษีโดนอีกทั้งตระกูล
นายประพันธ์กล่าวว่า ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย หาได้เคารพคำพิพากษาศาล และไม่ได้สนใจที่ศึกษาในรายละเอียด ทั้งไม่สำนึกถึงการกระทำความผิดของตนเองเลย ไม่เคนสำนึกขอโทษประชาชนเลย ที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย กลับขอโทษเฉพาะครอบครัวของตัวเอง มิหนำซ้ำยังจะเรียกร้องเอาส่วนแบ่งจากคนอื่นที่ได้รับความร่ำรวยไปด้วยในระหว่างที่ตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งๆที่ความจริงคุณทักษิณ ได้รับส่วนแบ่งจากคนเหล่านั้นแทบทุกคน ไม่ว่าใครทุกตระกูล ไม่ว่าจะเป็นตระกูลสิริวัฒนภักดี ตระกูลมาลีนนท์ ตระกูลเจียรวนนท์ เป็นต้น ทุกตระกูลที่ได้รับประโยชน์เพิ่มความร่ำรวยในยุคที่คุณทักษิณ เป็นผู้ปกครองประเทศ ตนเชื่อว่า คนเหล่านั้นจะต้องจ่ายค่าตอบแทนไปไม่น้อย
ดังนั้น ประเด็นทั้ง 11 ประเด็นที่ศาลฎีกาพิพากษาที่ออกมานั้นจะทำให้เป็นบรรทัดฐานสำหรับการดำเนินคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องทุกคดี ไม่ว่าจะไปฟ้องเรียกค่าเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นทางแพ่งหรือคดีอาญา ซึ่งขณะนี้มีคดีที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ที่ตนแยกแยะออกเป็น 3 ประเภท
1.คดีที่เกี่ยวข้องกับภาษีที่เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นของนายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส.พินทองทา ชินวัตร ที่ได้รับการขายหุ้นมาแต่ยังไม่ชำระภาษีที่ถูกอายัดไว้ก่อนหน้านี้
2.คดีซื้อขายหุ้นระหว่างบริษัท วินมาร์ค บริษัท แอมเพิลริช และนายพานทองแท้ กับ น.ส.พินทองทา ที่ซื้อขายกันในราคา 1 บาท
3.ภาษีเงินได้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร คงจะต้องถูกประเมินใหม่อีกครั้งหนึ่ง
4.ภาษีที่บริษัท AIS และบริษัทชินคอร์ป แจ้งรายรับให้กับกรมสรรพากร ก็จะต้องถูกทบทวนประเมินใหม่อีกครั้งหนึ่ง ว่ารายได้ที่แท้จริงเป็นอย่างไร
จี้รัฐยกเลิก พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิต 2 ฉบับ
นายประพันธ์กล่าวเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันที คือการยกเลิกพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิต ทั้ง 2 ฉบับนั้นทันที โดยไม่ต้องไปรออะไรอีกแล้ว และจะต้องเรียกเก็บค่าสัมปทานกับคืนไปสู่สถานะเดิม เหมือนกับที่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) ทำไว้กับองค์การโทรศัพท์ ซึ่งนับตั้งแต่ปีนี้ จะต้องจ่ายสัมปทาน 25% ซึ่งปีนี้ก็จะต้องจ่าย 30% ก่อนหักค่าใช้จ่าย ซึ่งรัฐจะต้องเรียกเก็บทันที โดยยกเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิต และให้ยกเลิกมติ ครม.ที่ให้เอาภาษีสรรพสามิตมาหักแทนการจ่ายสัมปทาน
ตรงนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ควรดำเนินการทันทีไม่ควรไปผลักภาระว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ หรือของอัยการ เพราะวานนี้ (27 ก.พ.) ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ พยายามผลักภาระให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ ที่เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะทำให้เกิดความเสียหาย ส่วนการทบทวนแก้ไขสัญญา ทั้งดาวเทียมไอพีสตาร์ ระบบโรมมิ่ง หรือผลประโยชน์ตอบแทนระบบพีเพด (บัตรเติมเงิน) ก็จะต้องยกเลิก โดยแก้ไขสัญญานั้นทันที เพราะมันไม่มีผลเป็นโมฆะได้มาโดยมิชอบ ต้องกลับไปใช้ตามสัญญาสัมปทานเดิมระหว่างบริษัท AIS กับ องค์การโทรศัพท์ ก็จะทำให้องค์การโทรศัพท์และ กสท.ได้รายได้กลับไปตามสัญญาเดิม
ชี้ลูกเมียอาญาสนับสนุนปกปิดหุ้น
นายประพันธ์กล่าวว่า ส่วนคดีอาญา คือการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษี เป็นคดีอาญา และคดีปล่อยกู้ในเอ็กซิมแบงก์ ก็อยู่ในศาลอยู่แล้ว ทั้งนี้คดีอาญาที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะถูกดำเนินคดีประกอบด้วย
1.คดีอาญาฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สินและแจ้งทรัพย์สินเป็นเท็จ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณก็จะถูกดำเนินคดีทั้งหมด 6 กระทง ไม่ใช่ 4 กระทง เพราะเมื่อเข้ารับตำแหน่งนายกฯ จะต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินครั้งหนึ่ง พ้นจากตำแหน่งก็แจ้งครั้งหนึ่ง พ้นจากตำแหน่ง 1 ปีก็แจ้งอีกครั้งหนึ่ง สรุปรวมจะต้องแจ้ง 3 ครั้ง เมื่อเป็นนายกฯ 2 สมัย ก็ต้องแจ้ง 6 ครั้ง
2.คดีอาญา ที่บุตรและภริยาจะตกเป็นจำเลยร่วมฐานปกปิดรายการทรัพย์สินและสนับสนุนการกระทำความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ
3.คดีอาญา ฐานที่เบิกความอันเป็นเท็จต่อศาล
4.คดีอาญา ฐานแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาล
5.คดีอาญาฐานปกปิดการถือหุ้นของบริษัท เอสซี แอสเสท ซึ่งคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นในสมัยที่นายชัยเกษม นิติศิริ อดีตอัยการสูงสุด มีคำสั่งไม่ฟ้อง
รากไส้ เอสซี แอสเสท ยุรัฐฟื้นคดีปกปิดหุ้น
นายประพันธ์กล่าวว่า บัดนี้ได้เกิดข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นมาแล้วว่า บริษัท วินมาร์ค บริษัท แอมเพิลริช ถือเป็นบริษัทนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และถือหุ้นอยู่ในบริษัท เอสซี แอสเสท เพราะฉะนั้นการที่อัยการสั่งไม่ฟ้องในคดีก่อนนั้น โดยอ้างเหตุผลว่าได้มีการแก้ไขระเบียบว่า ใครที่เป็นนอมินีให้มาแจ้งได้ และสรุปว่าไม่เป็นความผิด โดยเห็นว่าสั่งไม่ฟ้อง ความจริงระเบียบนั้นออกภายหลัง
ทั้งนี้ กรณีของบริษัท เอสซี แอสเสท ถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่รัฐบาลควรจะรื้อฟื้นคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นขึ้นมา เพราะจะเห็นว่า บริษัท เอสซี แอสเสท เป็นผู้ร่วมกระทำผิดอย่างร้ายแรง
ขณะที่ในช่วงที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นปลัดกกระทรวงยุติธรรม และกำกับดูแลกรมบังคับคดี ได้ไปแก้ไขระเบียบการขายทรัพย์ที่ยึดมาจากการบังคับคดี การแก้ไขหลักเกณฑ์ในครั้งนั้นทำให้บริษัท เอสซี แอสเสท ไปซื้อที่ดินมูลค่าถูกๆ นับเป็นแสนไร่ ในประเทศไทยขณะนี้
ทำให้รู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีหุ้นที่ซุกอยู่ในบริษัทเอสซี แอสเสท เป็นที่ดินแสนไร่ และเป็นที่ดินที่มีราคาแพง ซื้อมาถูกๆ เช่นเดียวกับคดีที่ดินรัชดาฯ ที่เป็นเพียง 1 แปลง แต่เขามีเป็นแสนไร่ที่ซุกอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการบางกอก บูเลอวาร์ด หรือโครงการอื่นๆ ที่ซื้อที่ดินราคาถูก โดยแก้ไขหลักเกณฑ์ของกรมบังคับคดี ขณะที่อธิบดีกรมบังคับคดีในยุคนั้นก็ได้โบนัส หรือรางวัลที่สามารถขายทรัพย์ออกไปด้วย
นายประพันธ์กล่าวอีกว่า มีคนไม่รู้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณไม่มีทรัพย์สิน แต่แท้จริงมีอยู่ใน บริษัทเอสซี แอสเสท ที่เป็นที่ดินซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าหุ้น ที่เพิ่มมูลค่ากว่าพันเท่า ซื้อมาตอนนั้น 100ล้านบาท ตอนนี้ก็คงจะมีมูลค่าหลักพันล้านไปแล้ว คดีอาญาสุดท้ายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะถูกดำเนินการคือ คดีละเมิดศาล ที่ออกมาแถลงกล่าวว่าเป็นศาลการเมือง ถูกสั่งการให้ตัดสิน ทั้งนี้ คดีนี้จะเป็นตัวอย่างให้รัฐบาลชุดนี้ที่มีบุคคลที่อยู่ร่วมในรัฐบาลทักษิณ โดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ควรจะถือโอกาสเพื่อกวาดล้างคนเหล่านั้นเสีย เพราะคนเหล่านี้ยังคงนำการกระทำที่ผ่านมา มาใช้อยู่ตลอดเวลา
จี้ มาร์ค กำกับ 3จี แบล็กลิสต์ AIS-ชินคอร์ป
นายสมศักดิ์กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการยึดทรัพย์ของนักการเมือง โดยเฉพาะกฎหมาย ป.ป.ช. ให้ทำการยึดทรัพย์ทั้งหมด หรือเพิ่มการลงโทษทางอาญา หากพบว่า มีการทุจริตต่อหน้าที่ และยกกรณีนี้มาเป็นกรณีศึกษาเพราะคนที่โกงชาติและสร้างความเสียหายกับรัฐมากกว่าเงินที่ถูกยึด เพราะก่อนที่จะเข้ามาเป็นนักการเมืองก็ได้ทำการปฏิญาณตน แต่สุดท้ายกลับใช้อำนาจไปในทางที่มิชอบและพวกโจรการเมืองก็จะไม่กลัวหากกฎหมายยังไม่เฉียบขาด
นายสำราญกล่าวถึงกรณีที่กระทรวงไอซีทีเตรียมเสนอ ครม.เพื่อเดินหน้าเปิดประมูลเทคโนโลยี 3 จี ซึ่งมีบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ที่เกี่ยวข้องกับกับคำพิพากษายึดทรัพย์ว่ามีความผิด เสนอตัวร่วมประมูลด้วยว่า นายกรัฐมนตรีต้องสนใจเป็นพิเศษในกรณี 3 จีนี้ โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่กำกับกระทรวงไอซีที หรือ กทช.ที่จะต้องเข้มงวดกวดขัน
นายประพันธ์กล่าวว่า กรณีเทคโนโลยี 3 จีนั้น เห็นว่า นายกรัฐมนตรียังคงทำตัวเหมือนกำลังลอยตัว เพราะเรื่องนี้มีผลประโยชน์มหาศาลมาก นายกฯเพียงบอกว่าได้มอบหมายให้ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที รับผิดชอบและให้กรอบเวลาดำเนินการ แต่การที่ศาลฎีกาพิพากษาตัดสินแล้วและชี้ให้เห็นว่า บริษัทที่เคยได้สัมปทานเทคโนโลยี 2 จีมากก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะบริษัท AIS และบริษัท ชินคอร์ป ได้ทำความผิด ทั้งในเรื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่เทคโนโลยี 2 จี และกรณีขิงดาวเทียมไอพีสตาร์ เกิดความเสียหายให้กับประเทศชาติมหาศาลเท่าไร ขณะเดียกวันเทคโนลี 3 จีก็กำลังจะเปิดประมูล
ปัญหาคือ ถ้า 3 จีเปิดให้ประมูล และบริษัทพวกนี้ยังมีสิทธิเข้ามาร่วมประมูลด้วย และหากได้สัมปทานต่อไป รวมถึงมีการโอนถ่ายลูกค้าที่มีอยู่กว่าหลายสิบล้านเลขหมายเข้ามาในเทคโนโลยี 3 จี ก็จะยิ่งสร้างความสับสนอย่างมาก เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วนายกรัฐมนตรีควรจะรีบเร่งและลงมานั่งหัวโต๊ะเพื่อกำกับดูแลโครงการนี้อย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐมนตรีหญิงคนหนึ่งมาทำโครงการที่เป็นแสนๆ ล้าน เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นจากบริษัทพวกนี้ยังไม่ได้มีการเคลียร์ ดังนั้นรัฐก็ควรที่อาศัยช่วงโอกาสนี้นำมาเป็นข้อต่อรองในการเจรจาว่า บริษัทเหล่านี้จะเข้ามาร่วมประมูลไม่ได้ หากยังไม่สามารถเคลียร์ผลประโยชน์และการกระทำผิดตามสัญญาเดิมยังไม่มีการแก้ไข เช่นนี้ถึงจะเป็นการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง
นายประพันธ์ กล่าวว่า หากนายกรัฐมนตรีกลัวว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปัญหาการต่อรองทางการเมืองก็อย่ามาเป็นนักการเมืองเลย เพราะนายกฯต้องใช้อำนาจการเมืองมาแก้ผลประโยชน์ชาติ เพราะหากยังลอยตัวให้แต่เจ้าหน้าที่ดำเนินการ นักธุรกิจก็จะเข้าไปวิ่งเต้นขอสัมปทานแบบเดิมกับเจ้าหน้าที่ ปัญหาก็จะซ้ำรอยเดิม ดังนั้น บริษัทเหล่านี้ทำความเสียหายให้แก่ชาติแล้วยังจะมีโอกาสง่ายๆ เข้าไปหาประโยชน์กับธุรกิจ 3 จีอีกหรือ ทั้งที่คดีความก็ยังไม่มีการสะสาง เช่นเดียวกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่หนีงาน หรือทำงานเสียหายเราก็ยังขึ้นแบล็กลิสต์ไว้เลย

ต้องฟันอาญา-ฟ้องแพ่ง เชือดซ้ำทักษิณ ซุกหุ้น-โกงชาติ
March 1, 2010
ผ่าประเด็นร้อน
หลังมีคำตัดสินยึดทรัพย์ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 46,373,687,454.70 บาท ก็มีท่าทีอันขึงขังมาจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขยายผลคำพิพากษาที่ตัดสินว่า ทักษิณ ชินวัตร ขณะเป็นนายกรัฐมนตรี ได้กระทำการออกมาตรการในกิจการโทรคมนาคม 5 มาตรการ คือ
1.การแปลงสัญญาสัมปทานกิจการโทรคมนาคม ด้วยการออกพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิต ทำให้รัฐเสียหายกว่า 60,000 ล้านบาท
2.แก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการใช้บริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (PREPAID CARD) เอื้อประโยชน์ให้ แก่บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส (เอไอเอส ) ทำให้รัฐเสียหาย ประมาณ 14,000 ล้านบาท
3.แก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (ROAMING)
4.มีการแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมโดยมิชอบ ทำให้รัฐเสียหาย ประมาณ 20,000 ล้านบาท
5.กรณีการอนุมัติเงินกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าวงเงิน 4 พันล้านบาทให้รัฐบาลพม่า เพื่อนำเงินไปซื้อสินค้าจากบริษัท ชินแซทเทิลไลท์ ทำให้รัฐเสียหายประมาณ 670 ล้านบาท
นั่นคือ มูลความผิดที่เตรียมนำคำพิพากษาศาลฎีกาฯมาขยายผลเพื่อเอาผิดทักษิณ ผู้เกี่ยวข้อง บริษัทเอกชน อดีตเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งร่วมสร้างความเสียหายให้กับรัฐ ทั้งทางแพ่งและอาญา
โดยเฉพาะคนที่ออกมารับลูกคนแรกๆ ไม่ใช่ใครอื่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศให้อัยการรับเป็นเจ้าภาพในการศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกา ว่าจะทำอย่างไรต่อไปได้บ้าง
รวมถึงการออกมาไล่บี้ของแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการคตส.ผู้อยู่เบื้องหลังการทำคดียึดทรัพย์ของคตส.ตัวจริงเสียงจริง ที่ล่าสุดเสนอให้รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงไอซีที คือ ทีโอที-กสท.ต้องนำคำพิพากษาของศาลฎีกามาศึกษาและขยายผลต่อไป
ไม่ว่าจะเป็นกรณีการศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิกถอนสัญญา หรือยื่นฟ้องเพื่อนำประโยชน์ของรัฐกลับคืนมา
เรื่องนี้ประชาชนทุกภาคส่วนต่างส่งเสียงสนับสนุนด้วยกันทั้งสิ้น เพราะเมื่อคำตัดสินของศาลฎีกาเขียนไว้ชัดเจนว่ามาตรการต่างๆที่ออกมาทั้ง 5 เรื่อง เป็นการออกมาโดยมิชอบ และเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทชินคอร์ป อันเป็นประโยชน์กับทักษิณ ครอบครัว และพวก อันเป็นประโยชน์ของคนไม่กี่คน แต่ทำให้รัฐและส่วนรวมคือประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ต้องสูญเสียประโยชน์ที่ควรได้
หรือการที่รัฐต้องเสียรายได้ที่ควรจะได้จากชินคอร์ป เอไอเอส ชินแซทเทิลไลท์ เพื่อนำไปพัฒนาระบบกิจการโทรคมนาคมให้ดีขึ้น แต่กลับนำเงินภาษีของประชาชนไปจัดซื้ออุปกรณ์หรือพัฒนากิจการโทรคมนาคม แทนที่จะนำเงินจากบริษัทเอกชนที่เป็นรายได้เข้ารัฐมาใช้ในส่วนนี้
รวมถึงหลายมาตรการที่ศาลฎีกาเห็นว่าออกโดยมิชอบและเอื้อประโยชน์ ก็เป็นการปิดโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจกิจการโทรคมนาคม ทำให้บริษัทคู่แข่งรายอื่นในกิจการโทรคมนาคมไม่ได้เข้ามาในตลาด อันทำให้ประชาชนผู้บริโภคขาดตัวเลือกที่มากกว่าในปัจจุบันจากผลพวงนโยบายเอื้อประโยชน์ เช่น การแปลงสัญญาสัมปทานมือถือและกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิตที่ทักษิณวางแผนสั่งการเป็นลำดับขั้นตอนผ่านลูกน้องในสังกัดกระทรวงต่างๆ เช่นกระทรวงการคลัง ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์
จึงสมควรอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นทีโอที-กสท.จะนิ่งเฉยไม่ได้ ต้องทำการศึกษาวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาอย่างละเอียด เพื่อนำไปขยายผลในการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐต่อไป ไม่ว่าจะเป็นกรณีความเป็นไปได้ในการยกเลิกสัญญาที่เสมือนกับเป็นสัญญาทาสที่ทักษิณวางไข่ทิ้งไว้ อาทิ การทบทวนสัญญาการปรับลดส่วนแบ่งระบบพรีเพดของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ที่ศาลฎีกาฯ ตัดสินด้วยเสียงข้างมากจนเป็นคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ว่าเป็นการออกนโยบายที่ผิดพลาด โดยกระทรวงไอซีทีต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบการแก้ไขสัญญา เพื่อตรวจสอบการให้เหตุผลในการแก้ไขสัญญาทั้งหมดของระบบพรีเพดในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร
ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรใครต้องรับผิดชอบ และควรรีบเร่งแก้ไขสัญญาครั้งนี้โดยเร็วหรือจะกลับไปตั้งหลักด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้สัญญาฉบับก่อนที่จะมีการแก้ไขว่าทำได้หรือไม่ รัฐได้ประโยชน์มากกว่าหรือไม่
ไม่ใช่นิ่งเฉยเป็นสากกะเบือ เพราะนั่งทับขี้กันเอาไว้
หรือการฟ้องร้องเอาผิดทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง กับผู้เกี่ยวข้องที่ร่วมมือกับทักษิณ ชินวัตร ออก 5 มาตรการเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปโดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้บริหารทีโอที-กสท.-กระทรวงคมนาคม ไอซีที กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต ในขณะนั้น
รวมถึงแม้แต่ฝ่ายการเมืองที่รับใบสั่งจากทักษิณ ชินวัตร มาออกมาตรการ อันทำให้ประเทศชาติเสียหายหลายแสนล้านบาท ไม่ว่าจะเป็น นพ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี อดีต รมว.ไอซีที นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตรมว.คมนาคม เป็นต้น
ทั้งหมดไม่ใช่การเช็กบิลหรือไล่ล่าเอาผิดไม่หยุดหย่อนกับทักษิณ ชินวัตร แต่เป็นการทำในสิ่งที่ถูกต้อง คือ ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม
จึงควรที่กระทรวงไอซีทีโดยระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที ที่โลกลืมจะต้องแสดงภาวะผู้นำในการทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผ่านทีโอที และ กสท ไม่ใช่ดีแต่จะเดินหน้าผลักดันโครงการ 3 จี แบบออกหน้าออกตา เพียงเพราะเห็นว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ผลประโยชน์หลายแสนล้านบาท
แต่เรื่องที่จะทำให้ต้องปะทะกับฝ่ายทักษิณกลับไม่กล้า
จึงควรต้องติดตาม บทบาทของกระทรวงไอซีทีโดยเฉพาะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงอย่างใกล้ชิดว่า จะทำอย่างไรในเรื่องนี้
ส่วนเรื่องคดีอาญานั้นแทบไม่ต้องพูดถึง คำพิพากษาของศาลฏีกาฯ ระบุชัดเจนทักษิณกับพวกร่วมกันทำผิด หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำไปขยายผลทางคดีอาญากับทักษิณและตัวละครที่ถูกระบุชื่อในคำพิพากษาศาลฎีกา ว่ามีส่วนร่วมกระทำความผิดกับทักษิณ ชินวัตร หลายต่อหลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณี ซุกหุ้นชินคอร์ป อันเป็นการแจ้งบัญชีเท็จต่อ ป.ป.ช.และไม่แจ้งการถือครองหุ้นที่แท้จริงของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯต่อก.ล.ต.อันเป็นการทำผิดกฎหมายหลายกรรมหลายวาระ เช่น รัฐธรรมนูญ-กฎหมาย ป.ป.ช.
ซึ่งโทษคดีอาญาในเรื่องซุกหุ้นของทักษิณในครั้งนี้ถือว่าหนักหนายิ่งนัก เพราะเมื่อมีคำพิพากษาของศาลฎีกาฯระบุไว้ชัดเจนนี้ด้วยมติองค์คณะฯที่เห็นเป็นเอกฉันฑ์ 9 ต่อ 0 เสียงว่าทักษิณปกปิดการถือหุ้นชินคอร์ป -แจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ก็ยากแล้วที่ทักษิณจะรอดพ้นคดีซุกหุ้นไปได้
แม้ทักษิณจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแต่การสอบสวนเอาผิดของ ป.ป.ช.ก็สามารถดำเนินต่อไปได้ เพียงแต่จะมีปัญหาตอนที่ต้องแจ้งข้อกล่าวหาและส่งฟ้องดำเนินคดีเท่านั้น เพราะไม่สามารถเอาตัวทักษิณมาส่งฟ้องได้
ถ้าไม่มารับผิด ทักษิณก็หมดสิทธิ์หวนคืนสู่แผ่นดินไทย และไม่แน่ว่าทั้งครอบครัว ซึ่งตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า ล้วนเป็นคนดีจอมปลอมทั้งนั้น จะต้องไร้แผ่นดินอยู่พร้อมกันในคราวนี้

คดีปล้นชาติ โกงไทย (1) ผลแห่งคำพิพากษา เปลือยทักษิณ เปลือยพจมาน
March 1, 2010
คนที่ นช.ทักษิณ ต้องขอโทษ ไม่ใช่ลูกและเมีย แต่ต้องขอโทษคนไทยทั้งชาติว่า ยกโทษให้ผมเถิดครับ ที่หลอกพ่อแม่พี่น้องมา 5 ปีเต็มๆ ผมก็นึกไม่ถึงว่า ตัวเองจะเป็นได้ถึงขนาดนี้ ใครมีลูกมีหลาน อย่าลืมสอนลูกสอนหลานนะครับว่า อย่าไปเชื่อเด็ดขาด ถ้ามีใครมาบอกว่า รวยแล้วไม่โกง ไปแล้วครับ เดี๋ยวต้องไปนั่งสมาธิก่อนนอน
คำพิพากษาศาลฏีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่อง ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ที่สั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 46,373 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะใช้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เอื้อประโยชน์ต่อ ธุรกิจครอบครัว หรือเรียกให้ง่ายๆ สะท้อนพฤติกรรมของสองสามีภรรยาคู่นี้ อย่างตรงไปตรงมาว่า คดีปล้นชาติ- โกงไทย นั้น ทำให้เกียรติภูมิของกระบวนการยุติธรรมของไทย สูงเด่นในสายตาของประชาคมโลก เพราะแสดงให้เห็นถึง ประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อปราบปรามการคอร์รัปชั่น
การคอร์รัปชั่น เป็นปัญหาร่วมของโลก ยิ่งระบบทุนนิยมก้าวหน้าไปมากเท่าไร การคอร์รัปชั่นก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น และมีพัฒนาการด้านเทคนิค วิธีการ ที่พลิกแพลง ซับซ้อน ยากที่จะจับได้ไล่ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคอร์รัปชั่นของนักการเมือง ประเทศที่เจริญแล้วทั้งในตะวันตก และในเอเชีย ต่างพยายามสร้างระบบกฎหมาย และมาตรการปราบปรามคอร์รัปชั่น ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลงโทษคนโกงให้เข็ดหลาบ และไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่นักการเมืองอื่นๆ
คำพิพากษาคดี ปล้นชาติ โกงไทย จึงไม่ใช่เป็นเพียงชัยชนะของคนไทย แต่เป็นชัยชนะร่วมกันของโลก และทำให้ นช. ทักษิณ กลายเป็นน้องใหม่ในทำเนียบอดีตผู้นำคอร์รัปชั่น ที่ถูกยึดทรัพย์ไปเรียบร้อยแล้ว
ต้องสดุดี การทำงานของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ในความกล้าหาญ ไม่หวาดหวั่นต่อการคุกคามทั้งที่เปิดเผย โดยการฟ้องศาลให้เอาผิดในข้อหาหมิ่นประมาท และข้อหาอื่นๆ นับสิบๆคดี การข่มขู่ให้หวาดกลัว แต่ คตส.ก็ยืนหยัดในภาระหน้าที่ สามารถแกะรอย การอำพรางซ่อนหุ้น จนสามารถนำหลักฐานมาแสดงต่อศาลได้
ต้องชมเชย การทำงานของทนายแผ่นดิน อัยการสูงสุด ที่ร่วมกับ คตส. ในการทำสำนวนที่รัดกุม รอบคอบ สามารถมัดคนโกงจนดิ้นไม่หลุด
คำให้การของ พยานหลายคน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน ตลาดทุน อุตสาหกรรมโทรคมนาคม กฎหมาย เป็นคุณูปการที่สำคัญ เพราะได้ทำให้เรื่องที่เป็นเทคนิค ความรู้เฉพาะด้าน ซึ่งยากต่อความเข้าใจ มีความกระจ่าง เข้าใจง่ายขึ้น และชี้ให้เห็นข้อพิรุธหลายๆ อย่าง
การทำงาน คตส. เป็นข้อพิสูจน์ว่า หากหน่วยงานของรัฐ ในกระบวนการยุติธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดถือผลประโยชน์ของแผ่นดินเป็นที่ตั้ง ไม่เห็นแก่อามิส สินจ้าง ตำแหน่งหน้าที่การงาน การปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่น สามารถทำได้ แม้ว่า คนโกง จะใช้เล่ห์เหลี่ยม เพทุบาย ปิดบัง อำพรางอย่างซับซ้อน แต่ก็ไม่เหลือวิสัยที่จะแกะรอย หาหลักฐานเพื่อสาวให้ถึงตัวคนโกงได้ เพราะการปกปิด อำพราง การโกงในยุคนี้ ส่วนใหญ่ต้องทำผ่านตลาดการเงิน ซึ่งต้องบันทึกไว้ในระบบข้อมูล ข่าวสาร ของสถาบันการเงิน เป็น ใบเสร็จ รอให้มือปราบคนโกง มาตรวจสอบ
จริงอยู่ ที่ คตส. มาจากการรัฐประหาร แต่มิใช่เพราะอำนาจพิเศษนี้นะหรือ จึงทำให้สามารถปิด คดีปล้นชาติ- โกงไทยได้ รวมทั้งคดีอื่นอีกหลายคดี เช่น คดีที่ดินรัชดา คดีคุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เลี่ยงภาษี ฯลฯ เพราะหากพึ่งพากลไกรัฐในระบบปกติ อย่าหวังว่า จะจับคนโกงในระบอบทักษิณได้เลย แม้แต่คดีเดียว
ดูอย่างคดีปกปิดการถือหุ้น บริษัท เอสซี แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SC เป็นตัวอย่างก็ได้ ทันทีที่พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ก็เด้งนายสุนัย มโนมัยอุดม ออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนคดีนี้ ย้ายพ.ต.อ. ทวี สอดส่อง มือไม้ของระบบทักษิณ มารับตำแหน่งแทน หลังจากนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษก็เป่าคดี สั่งไม่ฟ้อง นช.ทักษิณ
ตัวนายสุนัยเอง ซึ่งเป็นถึงผู้พิพากษาศาลหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ เมื่อพ้นตำแหน่งอธิดีดีเอสไอแล้ว ถูกลิ่วล้อของระบอบทักษิณเอาคืน ด้วยการไปแจ้งความจับข้อหาหมิ่น ประมาท นช. ทักษิณ ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังน้อย อยุธยา เมื่อนายสุนัยไม่ไปพบตำรวจตามหมายเรียก ก็ขอให้ผู้พิพากษาศาลจังหวัดอยุธยา ออกหมายจับ ไปรอรวบตัวนายสุนัยถึง ปากประตูผู้โดยสารขาเข้า สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยัดเข้าห้องขัง ยังดีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ รองอธิบดี ดีเอสไอในขณะนั้น ไปรับตัวนายสุนัยออกมาเสียก่อน
ที่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ จับนักการเมืองคอร์รัปชั่นเข้าคุกได้ และมีหลายๆกรณีที่ นักการเมืองเพียงแต่ถูกตั้งข้อหาเท่านั้น ยังไม่ลงมือสอบสวน คดียังไม่ถึงศาลก็ฆ่าตัวตายไปเสียก่อน ก็เพราะว่า กฎหมายมีผลบังคับใช้จริง และข้าราชการประจำในหน่วยงานปรายคอร์รัปชั่น เช่น อัยการ เอฟบีไอ ฯลฯ และสื่อมวลชน ทำงานอย่างตรงไปตรงมา
อย่างไรก็ตาม คตส. ทำหน้าที่ของ พนักงานสอบสวน ทำสำนวนส่งไปให้ศาลพิจารณา คตส. ไม่ใช่ ผู้ชี้ผิด ชี้ถูก ตัดสินลงโทษ เพราะนั่นเป็นอำนาจของศาล ซึ่งให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลแล้ว คือ การนับหนึ่งใหม่ นช. ทักษิณ มีสิทธิต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ จะร้องขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาองค์คณะก็ได้
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ นช. ทักษิณ ยอมรับว่า เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด พรบ. ปปช. ปี 2542 มีอยู่แล้ว ในสมัยที่ นช. ทักษิณ เป็นนายกฯ เช่นเดียวกับ พรบ. วิธีพิจารณาความ ของศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ศาลฎีกา ซึ่งตัดสินว่า นช.ทักษิณ มีผลประโยชน์ทับซ้อน และสั่งให้ เงิน 46,373 ล้านบาท เป็นของแผ่นดิน จึงไม่ใช่ผลผลิตของการรัฐประหาร การใช้ดุลพินิจเป็นไปโดยอิสระ เปิดโอกาสให้ นช. ทักษิณ และครอบครัว ต่อสู้อย่างเต็มที่ แต่นช. ทักษิณ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า หุ้นชินคอร์ปของลูกๆ ไม่ใช้หุ้นของตนเองที่ไปซุกไว้กับลูก
คดีปล้นชาติ โกงไทย เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่อดีตผู้นำประเทศถูกยึดทรัพย์เป็นจำนวนเงินสูงที่สุด คือ 46,373 ล้านบาท แม้ศาลจะสั่งให้คืนเงิน นช. ทักษิณ30,000 ล้านบาท แต่อย่าคิดว่า จะได้ใช้เงินก้อนนี้ เพราะกรมสรรพากร จะขออายัดไว้ก่อน 12,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายภาษีขายหุ้นชินคอร์ป ที่ลูกชาย กับลูกสาว นช. ทักษิณ หลีกเลี่ยงไม่ยอมชำระ กลับเป็นการสะดวกแก่กรมสรรพากรเสียอีก ที่ไม่ต้องตามไปอายัดเงินในธนาคารยูบีเอสที่สิงคโปร์ และที่รัฐบาลอังกฤษอายัดไว้ หากศาลสั่งให้ยึดเงิน76,000 ล้านบาททั้งหมด
(กรณีเลี่ยงภาษีนี้ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของ การบิดเบือนของนายนพดล ปัทมะ และพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า คตส. มี 2 มาตรฐาน โดยอ้างว่า คตส. กล่าวหาว่า หุ้นชินคอร์ป เป็นของ นช. ทักษิณ แต่ขณะเดียวกัน คตส. ก็จะไปเก็บภาษี ลูกชาย ลูกสาว นช. ทักษิณ จากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ที่ คตส. เองเชื่อว่า ไม่มีการซื้อขายจริง
เรื่องนี้ เป็นข้อต่อสู้ของ นช.ทักษิณ ในคดีปล้นชาติ โกงไทย โดยศาลได้วินิจฉัยว่า การเรียกเก็บภาษีซื้อหุ้นชินคอร์ป จากลูกชาย ลูกสาวเป็นคนละเรื่องกับ การพิจารณาความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติของพ่อ ประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า การเรียกเก็บภาษีเงินได้ ให้เรียกเก็บจาก คนที่มีชื่อปรากฏเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดเงินได้ หรือเป็นผู้ได้รับเงินได้จาก ทรัพย์สินนั้น
ในกรณีนี้ก็คือ ใครมีชื่อเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ป ก็ต้องมีหน้าที่เสียภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป หุ้นชินคอร์ปนั้นจะเป็นของตนจริงหรือไม่ หรือถือไว้แทนคนอื่น กฎหมายไม่สนใจ
ด้วยความรู้ด้านกฎหมายแค่หางอึ่ง เทียบไม่ได้กับนักเรียนกฎหมายทุนอานันทมหิดลที่หลวงไม่เอา อย่างนายนพดล ขอสันนิษฐานว่า ที่ประมวลรัษฎากร กำหนดไว้เช่นนี้ ก็เพื่อเป็นการลงโทษ หรือดัดหลัง ผู้ที่ยอมถือหุ้นไว้แทนคนอื่น ถ้าลูกยอมรับหุ้นที่พ่อแม่ ยัดมาให้ ก็ต้องเสียภาษีการซื้อขายหุ้นตัวนั้นเอง จะอ้างว่า เป็นหุ้นของพ่อ ของแม่ ไม่ใช่หุ้นของตัวเอง ไม่ได้นะจ๊ะ หนูเอม)
ความพยายามบิดเบือนคำพิพากษาคดีปล้นชาติ-โกงไทย ว่า ไม่ยุติธรรม สองมาตรฐาน อำมาตย์สั่ง ผมรวยมาก่อน ฯลฯ เป็นเรื่องที่คาดได้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า จะต้องเกิดขึ้น ตามประสาคนผิดที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด
คำสั่งศาลที่ให้เงิน46,373 ล้านบาท ของ นช. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ตกเป็นของแผ่นดินนั้น เป็นผล หรือกรรม ซึ่งเกิดจากเหตุ หรือ การกระทำของ นช. ทักษิณ และคุณหญิงพจมานเอง
ผลแห่งคำพิพากษาคดีปล้นชาติ-โกงไทย ที่ส่งผลรุนแรงที่สุดต่อ นช. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ไม่ใช่ถูกยึดเงิน46,373 ล้านบาท และคดีอาญาอื่นๆที่จะตกแก่ตัวเอง ลูกชาย ลูกสาว พี่ชาย น้องสาว ข้อหาให้การเท็จ ใช้เอกสารเท็จ แต่ผลที่รุนแรงที่สุดกลับเป็น การเปลือยนช.ทักษิณ เปลือยคุณหญิงพจมาน ให้คนไทยทังชาติ ได้ให้เห็นธาตุแท้ของสามีภรรยาคู่นี้ ว่า
นับตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธฺ 2544 ซึ่งเป็นวันที่ นช. ทักษิณ รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี จนถึงวันที่ 23 มกราคม 2549 ที่มีการขายหุ้นชินคอร์ป ให้กลุ่มเทมาเส็ก นช. ทักษิณ หลอกคนไทยมาตลอดว่า เป็นนายกรัฐมนตรีตำแหน่งเดียว ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจ แต่ความจริงแล้ว นช. ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของชินคอร์ปควบคู่กันไปด้วย โดยไม่ต้องแยกแยะว่า งานไหนเป็นงานหลัก งานไหนเป็นงานจ๊อบ เพราะทั้งสองงานต่างมีความสำคัญไม่แพ้กัน และเกื้อหนุนกันและกัน การเป็นนายกฯเป็นงานเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ป การเป็นเจ้าของชินคอร์ป เป็นการทำมาหากิน แสวงหาความร่ำรวยเพื่อตนเอง
คำพิพากษาคดีปล้นชาติ-โกงไทย จึงเป็นดั่งแสงสว่าง ที่ส่องสามีภรรยาคู่นี้ ทะลุไปถึงไส้ใน เป็นแสงสว่างที่นำความเจิดจ้ามาสู่สังคม แต่เป็นแสงสว่างที่ภูตผีปีศาจ หวาดกลัวเป็นที่สุด จึงต้องพยายามทำลายต้นกำเนิดแห่งแสงนั้นให้ดับสิ้นไป
คนที่ นช. ทักษิณ ต้องขอโทษ ไม่ใช่ลูกและเมีย แต่ต้องขอโทษคนไทยทั้งชาติว่า ยกโทษให้ผมเถิดครับ ที่หลอกพ่อแม่พี่น้องมา 5 ปีเต็มๆ ผมก็นึกไม่ถึงว่า ตัวเองจะเป็นได้ถึงขนาดนี้ ใครมีลูกมีหลาน อย่าลืมสอนลูกสอนหลานนะครับว่า อย่าไปเชื่อเด็ดขาด ถ้ามีใครมาบอกว่า รวยแล้วไม่โกง ไปแล้วครับ เดี๋ยวต้องไปนั่งสมาธิก่อนนอน
ศรีปราชญ์ตายเพราะความเจ้าชู้ของตัวเอง ผิดลูกผิดเมียชาวบ้านไปทั่ว นช. ทักษิณ ตายเพราะอะไร ?

ทักษิณ ถูกปล้น !?
March 1, 2010
“เกาะกระแส”
โดย….ก้อนกรวด
00 สำหรับคนที่ติดตามพฤติกรรม ทักษิณ ชินวัตร มาตั้งแต่ต้นก็คงไม่ได้แปลกใจกับท่าทีที่ออกมาหลังจากถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท จากจำนวนที่ถูกอายัดไว้จำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท เพราะคำพูดที่ประกาศออกมาว่า ตัวเอง ถูกปล้นทรัพย์ นั้นถือว่าเป็นการแสดงธาตุแท้ออกมาอีกครั้ง
00 ถ้ายังจำกันได้ก่อนหน้ารู้ผลคำพิพากษาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทักษิณ หรือ ไอ้แม้ว คนเดียวกันนี่แหละ ที่ประกาศให้คนทั่วไปได้รับรู้ว่าตัวเองจะยอมรับคำพิพากษา ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร และจะยึดมั่นในแนวทางสันติ แต่พอรู้ว่าตัวเองถูกยึดทรัพย์ก็กลับคำพูดอีกอย่างหน้าตาเฉย แถมยังพูด ปลุกระดม โดยไม่ยอมชี้แจงข้อกล่าวหาให้ชัดเจน แต่มักอ้างแบบข้างๆ คูๆ อยู่แบบเดิมว่าตัวเองรวยมาก่อน หรือเป็นเงินบริสุทธิ์ หามาได้ทั้งชีวิต แต่ถูกกลั่นแกล้ง ถูกปล้น ฯลฯ
00 ถ้าพูดแบบนี้ ก็กล่าวหาว่าศาลปล้น ใช่หรือไม่ ทั้งที่ในความเป็นจริงทุกคนในประเทศนี้ต้องยอมรับในกระบวนการของศาล เพราะเป็นที่พึ่งสุดท้าย แม้ว่าจะมีสิทธิ์ไม่เห็นด้วย และทุกคนต้องเดินเข้าสู่กระบวนการอย่างเดียวกัน จะอยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ ซึ่งทักษิณ ก็เคยประกาศเชื่อมั่นในศาลว่า ยุติธรรม แต่เมื่อผลออกมาไม่เป็นคุณกลับตัวเอง สันดาน เดิมก็โผล่ออกมาอีกรอบ พร้อมกับสำรอกว่าศาลไร้เหตุผล จนคนส่วนใหญ่ได้หัวร่อ ไม่จบไม่สิ้น
00 กว่า 4-5 ชั่วโมงที่ศาลได้แจกแจงที่มาที่ไปว่า โกง อย่างไร ทำให้บ้านเมืองฉิบหายอย่างไรบ้าง คนทั้งบ้านทั้งเมืองได้ตาสว่างมากขึ้น เหมือนกับการประจาน ลากไส้ออกมากี่ขดรู้กันหมด นี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้คลุ้มคลั่ง เป็นฟืนเป็นไฟ
00 อีกมุมหนี่งก็น่าเห็นใจเพราะในคำพิพากษาได้ชี้ให้เห็นความผิดเพิ่มเติม ที่สามารถนำไปต่อยอดได้อีกหลายคดี โดยเฉพาะ ป.ป.ช. ก็จะได้รับช่วงนำไปฟ้องร้อง ดีไม่ดีเงินที่เหลืออีก 3 หมื่นล้าน อาจจะไม่เหลือสักบาทก็เป็นได้ และชอบแล้วที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ที่เปิดไฟเขียวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการได้เต็มที่ ที่สำคัญงานนี้ เมื่อลูกเข้าเท้าแล้ว ก็ต้องเล่นให้เต็มที่ !!
00 โผล่มา รับงานใหญ่ กันแบบสมราคาและได้จังหวะทุกที สำหรับ ขงเบ๊จิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คราวนี้รับบทใหม่เป็นตัวแทนถือ ธงนำ ฟาดใส่ให้กระเทือนไปทั้งบาง ไล่กันเป็นลูกระนาด สร้างกระแสว่า มีคนบงการ เมื่อถูกซักก็ทำเป็นอ้ำๆ อึ้งๆ ให้คาดเดาไปต่างๆนานา ซึ่งเป้าหมายต้องการถล่มก็คือ ป๋าเปรม ในความหมายของ อำมาตย์ เป็นตัวแทนของคนที่ เหนือ ขึ้นไป และเป็นคนเดียวกับที่ ทักษิณ กำลังกดดันอยู่ทุกทางใช่หรือไม่
00 เมื่อส่งสัญญาณแรงกันเต็มตัว ก็ต้องจับตาวันที่ 12 มี.ค. เป็นต้นไปว่า คนเสื้อแดงจะมีพลังกันแค่ไหน แต่เชื่อว่าด้วยความชั่ว และพฤติกรรมโกง และเห็นแก่ตัวมาตลอดทั้งก่อนและระหว่างมีอำนาจยิ่งทำให้คนไทยหลายคนได้เห็นความจริงและขยะแขยงมากขึ้นเรื่อยๆ !!
00 เป็นไปตามคาดกับวางบึ้ม หลายจุดในกรุงเทพฯ เป้าหมายอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ สอดรับกับการแพลมข้อกล่าวหาให้โยงไปถึงคน”บงการ” ตามที่ “ขงเบ๊จิ๋ว” ทำบอกใบ้เป็นนัย ทำให้สมจริงสมจัง เหมือนกับว่าศาลสั่งได้ แต่อีกมุมหนึ่งก็ต้องระวังพวกสวมรอย เพราะรู้อยู่ว่าสังคมเพ่งมองไปที่เสื้อแดง-ทักษิณ แต่เชื่อว่าต้องมีเบาะแสมีวงจรปิดพอจับเค้าไม่ยาก โชคดีอาจกระชากหน้ากากได้ !!

เอ็กซเรย์บอมบ์ป่วนกรุง จับตายึดทรัพย์เอฟเฟ็กต์ จิ๋วนำทัพฮาร์ดคอร์ช่วยนช.แม้ว
March 1, 2010
เหตุปาระเบิดในพื้นที่4จุด บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ4แห่ง4สาขา ในค่ำคืนหลังมีคำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งยึดเงินทักษิณและครอบครัว 46,373ล้านบาท
บอมบ์กลางกรุง ป่วนเมืองกันทันทีหลังวันพิพากษาไม่ถึง24ชั่วโมง!
เหตุระทึกขวัญระเบิดกลางเมืองน่ากลัวว่า มีชุดแรกก็คงจะติดตามมาอีก โดยตำรวจจับมือใครดมไม่ได้ แม้แต่เกิดขึ้นพร้อมกันเป็น10จุดทั่วกรุง ในช่วงปลายปี2549 เข้าต้นปี2550 ยุครัฐบาลขิงแก่ ป่านนี้มือระเบิดยังลอยนวลผสมโรงป่วนครั้งนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้
ก็อยู่แบบเสี่ยงๆกันไป แจ็กพ็อตเมื่อไหร่ก็เจ็บก็ตายก็เท่านั้น ในประเทศที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเก่งแต่ขึงขึงวางมาด ไล่กวดไล่จับมอเตอร์ไซค์ แม่ค้าหาบเร่ แผงลอย และรถแท็กซี่ คนหาเช้ากินค่ำที่ไม่มีปากเสียง
คืนวันเกิดเหตุก็อยู่ในช่วงที่ฝ่ายตำรวจระแวดระวัง ออกมาตรการป้องกันกันเต็มพิกัดแล้ว ทั้งตั้งด่านตรวจ จัดชุดลาดตระเวน จัดแถวปล่อยคิวหน่วยตรวจตราเคลื่อนที่ออกทีวีกันไม่เว้นแต่ละค่ำคืน สุดท้ายก็เกิดเหตุระทึกขวัญประชาชนเข้าจนได้
ที่สำคัญฝ่ายบริหารสูงสุด ทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่รับหน้าที่หัวหน้าที่คตม.เอ็กซเรย์ติดตามเหตุการณ์ความมั่นคงของประเทศ จะประสานเสียงว่า ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายหรือ คาดการณ์และไว้แล้วเท่านี้คงไม่ได้
เมื่อสถานการณ์ในบ้านเมืองไม่ปกติ ยามหน้าสิ่วหน้าขวาน มีคนแค้นรอสั่งการป่วนเมือง จะต้องขึงขังเอาจริงเอาจัง ขันน็อต วางระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านเมืองไทยอย่างเต็มที่ถ้าแสดงท่าทีเหมือนอยู่ในเหตุปกติกันอยู่ ก็เสร็จโจร!
ถึงไม่อาจกล่าวหาโดยขาดพยานหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ได้ว่า มือมืดที่ปาระเบิด จะมาจากผู้บงการฝ่ายใด แต่จากการให้สัมภาษณ์ของผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่รับผิดชอบดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่กทม. ก็ระบุชัด
เชื่อว่าคนร้ายจะเป็นคนเดียวกัน โดยขับขี่รถจักรยานยนต์ตระเวน ปาระเบิดดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเป็นธนาคารกรุงเทพ ที่สาขาเล็กก่อน ส่วนผู้ก่อเหตุจะเกี่ยวข้อง เป็นกลุ่มใดยังไม่สามารถระบุได้ แต่เป็นกลุ่มที่ไม่หวังดีต่อประเทศ..
และยังไม่ตัดประเด็นเรื่องคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ
นอกจากสถานที่คือสาขาของธนาคาร ที่ผู้บริหารตกเป้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อกล่าวหาของกลุ่มคนเสื้อแดง มือไม้ของทักษิณ ว่าเป็นบริษัทเอกชนในเครือข่ายของระบอบอำมาตาย์ ใกล้ชิดกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ
อีกทั้ง เป็นเหตุก่อการร้ายในเมืองกรุงภายหลังมีคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ของทักษิณและครอบครัว ผ่านพ้นเพียงวันเดียว ถึงแม้ว่า คนที่กระทำการจะเป็นฝ่ายใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นมือที่1 มือที่2 หรือ3 ที่ต้องการชี้เป้าป้ายสีไปยังนช.ทักษิณ
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาฟเตอร์ช็อกที่เกิดขึ้นหลังคดียึดทรัพย์ครั้งนี้ เป็นไปตามการคาดการณ์ของหลายฝ่าย หลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ยังมีอันตรายที่จะตามมา คือคลื่นยักษ์ ษิณนามิ ที่ก่อตัวแรงจัด เตรียมโหมกระหน่ำถล่มเมืองไทย
โดยเฉพาะจากท่าที การประกาศกร้างอย่างดุเดือดและรุนแรง ด้วยความแค้นจากคนคลั่งแห่งเมืองดูไบอย่างทักษิณ แม้จะย้ำหลายครั้งว่าจะต่อสู้ด้วยแนวทางสันติวิธี แต่ข้อเท็จจริง และจากที่เห็นไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เพราะนักโทษชายรายนี้ก็เคยแสดงให้เห็นแล้วพร้อมทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง แม้แต่เรื่องเผาบ้านเผาเมือง อย่างที่เคยบงการกลุ่มคนเสื้อแดงให้บุกล้มโต๊ะวงประชุมอาเซียน และก่อจลาจลกลางเมือง เมื่อช่วงเมษาฯเลือด ปีก่อน
มาครั้งนี้มูลเหตุปัจจัยที่ทำให้ทักษิณคลุ้มคลั่งยิ่งเพิ่มทวีคูณ ทั้งจากที่ถูกยึดทรัพย์สมบัติ สูญเสียเงินทองและศักดิ์ศรีอดีตผู้นำประเทศยอดนิยม และวิบากกรรมในคดีความทางอาญาแผ่นดิน ที่ต่อเนื่องมาจากการยึดทรัพย์
ไม่เท่านั้น จากคดียึดทรัพย์ นอกจากทำให้คนไทยหูตาสว่าง รู้เช่นเห็นชาติคนอย่างทักษิณกันเพิ่มมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่คนเสื้อแดง หากยึดหลักการและเหตุผลได้ฟังคำพิพากษาก็จะรู้ว่าเทพเจ้าของชาวรากหญ้ารายนี้ ตัวจริงหรือของปลอม
การเร่ร่อนจรจัดในต่างแดนของทักษิณจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะถึงโลกกว้าง แต่ทางของทักษิณแคบลงทุกที จากที่ มีเพียงดูไบ เขมร และดินแดนบ้านป่าเมืองเถื่อนด้อยพัฒนา ที่พอจะใช้เงินและผลประโยชน์เพื่อแลกเปลี่ยนที่ซุกหัวนอนได้
วันนี้เมื่อข้อเท็จจริงประจักษ์ นานาชาติไม่ยอมรับในเรื่องพฤติกรรมทุจริตคอรัปชั่น ด่านเข้าเมืองหลายประเทศจึงติดแบล็กลิสต์นักโทษชายจากเมืองไทยรายนี้ ห้ามเหยียบแผ่นดิน
นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตได้ว่า หลังคำพิพากษาของศาลออกมา สื่อยักษ์ใหญ่ต่างชาติเหมือนไม่ให้ความสนใจหรือเทน้ำหนักมาที่ตัวทักษิณ ไม่มีการเปิดเวทีสัมภาษณ์เหมือนเดิม จะมีกล่าวถึงก็เพียงในบทวิเคราะห์สถานการณ์ในไทยหลังมีคำพิพากษาคดียึดทรัพย์เท่านั้น
ทักษิณกลายเป็นสินค้าตกเกรดมีตำหนิ แม้พยายามแพ็กเกจจิ้งอย่างดี แต่เมื่อแกะหีบห่อที่สวยงามนั้นออกมาแล้ว ก็เห็นชุดว่าเป็นของปลอม ที่สื่อนานาชาติไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือการตลาดให้อีกแล้ว
เขาจึงเหลือเพียงช่องทางในประเทศ สื่อในเครือข่ายเสื้อแดงให้เสนอหน้า พล่ามออกอากาศแสดงความอาฆาตมาดร้ายธาตุไฟแตก รวมทั้งเพ้อพกอยู่กับโลกเพ้อฝัน สื่อไซเบอร์ทั้งหลายที่ตัวเองจ้างทำ ทั้งเว็บไซต์ ไม่ก็นั่งกดแป้นทวิตเตอร์ ส่งข้อความเอสเอ็มเอสทั้งวัน
ยามที่ทักษิณ ยืนหลังพิงฝา เลือดเข้าตา ไม่แปลกที่หลายฝ่ายคาดการณ์สถานการณ์บ้านเมืองจะร้อนเดือดอีกครั้งในเร็ววันนี้ ไม่เฉพาะวันที่14มี.ค.ที่กลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ ที่ท้องสนามหลวง ยาวมาถึงทำเนียบรัฐบาล
โดยการระดมไพร่พลคนรักทักษิณ จากทั่วประเทศมารวมพลที่หัวเมืองก่อนเคลื่อนเข้ากรุงด้วยรถกระบะ1แสนคัน จำนวนคนที่ตั้งเป้าไว้ 1ล้านคน
เชื่อได้ว่าถึงเวลานี้พร้อมทุ่มทุกอย่างเพื่อเป้าหมายโค่นล้ม ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการล้มระบอบอำมาตย์ ก่อให้เกิดการรัฐประหาร หรือยุบสภา เพื่อลากเกมให้สู่แนวที่ตัวเองถนัดในการเลือกตั้งใหม่
จำนวนทุนอัดฉีดกับจำนวนคนตามเป้าหมาย1ล้านคน รถกระบะ1แสนคัน ชุมนุม7วันเผด็จศึกให้จงได้ หากประเมินแล้วต้องใช้เงินกันหลักพันล้านบาทเป็นค่าใช้จ่ายเสบียงกรังสำหรับการชุมนุมใหญ่ครั้งนี้
เชื่อว่า เมื่อไม่มีทางสู้ ทักษิณ มีทางเลือกเดียวคือล้มให้ราบทั้งแผ่นดิน คงพร้อมทุ่มทุนสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ระเบิดภูเขาเผากระท่อมล้างผลาญบ้านเมืองแน่ เพียงแต่รอเรียกเคลียร์ บรรดาหัวจ่ายสาขาเมืองไทย และซิกแซกหาช่องทางส่งปัจจัย เสบียง ยุทโธปกรณ์การรบ
และที่ประมาทไม่ได้ ก็คือการเปิดฉากด้วยแนวรบใต้ดิน ที่วันนี้บรรดาทีมเฉพาะกิจที่ระดมอดีตนายทหารสายเหยี่ยว ที่ประวัติโชกโชนด้านความรุนแรงเข้าอยู่เต็มเครือข่ายทักษิณ ยังไม่รวมหน่วยจรยุทธ์ ที่ทั้งเปิดหน้าและหลบซ่อนพรางตัวอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ทหารนอกรีต การ์ดรับจ้าง นักรบดำ อดีตทหารพราน อดีตนักรบปีกซ้าย กระทั่งนักเลงหัวไม้ แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และฯลฯ
โดยที่น่าจะเป็นแม่ทัพใหญ่ ที่เปิดหน้าโชว์ตัวกันไปแล้ว บิ๊กจิ๋วพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ที่บินตรงไปรับงานตามสั่งถึงดูไบมาไม่นานนี้ นำทีมแถลงข่าวหลังมีคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ทักษิณ กล่าวหากระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน มีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง
อดีตนายกฯที่ลดศักดิ์ศรีมาเป็นลูกน้องทักษิณ แสดงความจงรักภักดีนายใหญ่ ลบความหวาดระแวงในเรื่องเป็นไส้ศึก และถือโอกาสวางบิล ขอปัจจัย เพื่อคุมทัพ
เพราะเชี่ยวชาญสารพัดรูปแบบ สามารถเชื่อมต่อได้ทุกขั้วฝ่าย ทั้งในประเทศและเพื่อนบ้าน ที่โชว์ฟอร์มาประสานเขมรเจ้าเล่ห์มาร่วมกับทักษิณป่วนเมืองมาแล้ว ขณะที่เรื่องเกมใต้ดินก็ไม่เป็นสองรองใคร
เครือข่ายอดีตนายกฯรายนี้ ไม่ธรรมดา บรรดานักรบใต้ดิน มืองานมืออาชีพสายบู๊ที่โด่งดังในวงการส่วนใหญ่ก็เคยสัมพันธ์กับเจ้าพ่อบ้านปิ่นประภาคมมาแล้วแทบทั้งนั้น
แต่อีกมุมหนึ่งที่ก็มองกันได้ ต้องจับตากับกลศึกม้าเมืองทรอย ที่ทักษิณระแวงพล.อ.ชวลิต ว่าจะเป็นไส้ศึกอำมาตาย์แฝงตัวเข้ามาทำลายระบอบทุนสามานย์ให้สิ้นซาก โดยเฉพาะอดีตนายกฯมันสมองเป็นเลิศ เขี้ยวในกลเกมรายนี้ พร้อมพลิกเกม กลับไปอยู่ข้างชนะเสมอ
บิ๊กจิ๋ว กับภารกิจชิงตำแหน่งนักล่ารางวัล ที่วิ่งตีคู่กันมาสูสีกับร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ยื่นเงื่อนไขนายใหญ่ ขอนำทัพในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และขันอาสาเป็นนอมินีเบอร์สามให้ทักษิณ ในการเลือกตั้ง
แต่ในสถานการณ์ที่ใกล้ถึงบทอวสานเซลล์แมน ทักษิณ เพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้ จนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปอย่างเห็นได้ชัด นกรู้ทั้ง บิ๊กจิ๋ว-เฉลิม ก็มองออก เส้นทางวิบากกรรม และห้วงหายนะรอทักษิณอยู่ข้างหน้า
ประเมินรอบด้านแล้ว ถึงเวลาจริง บิ๊กจิ๋ว-เฉลิม ก็มีสิทธิที่จะเปลี่ยนใจวางแผนตลบหลัง ลากคอนักโทษชายส่งทางการไทยชดใช้โทษทัณฑ์ เพื่อแลกรางวัลนำจับ?

ทวีตแค้นแทนนายรัก!! อีเพ็ญ แดกดันคำตัดสิน ยึดระบอบปีศาจ
March 1, 2010
นช.จักรภพ ทวีตแค้นคำตัดสิน สั่งยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน พ่อทักษิณ ตกเป็นของแผ่นดิน ล่าสุดได้โพสต์ข้อความผ่านเว็บทวิตเตอร์ อัดคำตัดสินศาลเปรียบดั่งระบอบปีศาจ ยึดรัฐประหารเป็นหลักความถูกต้อง เอาประชาชนอยู่ใต้อุ้งเท้า แถมไม่วายทิ้งสันดานเดิม ทวีตกล่าวหาอำมาตย์อยู่เบื้องหลัง
นายจักรภพ เพ็ญแข นักโทษชายหลบหนีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีความเคลื่อนไหวล่าสุดในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ โดยได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษชายหลบหนีคดีทุจริตที่โกงชาติบ้านเมือง ทำให้ได้รับความเสียหายไปหลายแสนล้านบาท
โดยจากผลคำพิพากษาคดีดังกล่าว ซึ่งปรากฏว่าเมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา ศาลได้สั่งยึดเงินจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับคืนเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากพยานหลักฐานระบุชัดว่า ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ เรืองอำนาจ มีพฤติกรรมฉ้อฉลและใช้อำนาจไปในทางมิชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์เปิดทางแก้กฏหมาย ซิกแซกกลไกธุรกิจ นำไปสู่ความมั่นคงของธุรกิจตนเองจนทำให้ร่ำรวยขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งนายจักรภพได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อคำตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ระบอบปีศาจ แสดงตัวแล้ว มีการตั้งเอารัฐประหารเป็นหลักความถูกต้อง และเอาประชาชนไปไว้อยู่ภายใต้อุ้งเท้า จากนี้ไปใครคิดเคลื่อนไหว ต้องทำต่ำกว่าระบอบ ดังนั้น ถือว่าล้าหลังเต็มที
อนึ่ง จากการติดตามความเคลื่อนไหวทวิตเตอร์นายจักรภพ พบว่ามีการแอบอ้างว่าได้เดินทางไปพบบุคคลสำคัญประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ซึ่งนายจักรภพได้ยกเมฆถึงขนาดระบุว่า ได้พบและทำความเข้าใจกับรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ไม่กล้าเปิดเผยว่าบุคคลที่อ้างถึงเป็นใคร
นอกจากนี้ ทวิตเตอร์นายจักรภพยังได้โพสต์อีกหลายข้อความที่ต้องการสื่อให้เห็นว่า แม้ตนเองจะดำรงสถานะนักโทษชายหลบหนีคดี แต่ไม่เป็นอุปสรรคในการเดินทาง เพราะสามารถระหกระเหเร่ร่อนเข้าออกประเทศโน้นทีประเทศนี้ที แถมวันดีคืนดียังอาจหาญโผล่ปรากฏตัวเคียงข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่นครดูไบบ่อยครั้ง
ทั้งนี้ นายจักรภพยังเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีความคิดแบบฝังหัวในการโจมตีอำมาตย์ และมีการโพสต์ข้อความแสดงความคิดอย่างชัดเจน โดยกล่าวหาระบอบอำมาตย์อยู่เบื้องหลังทุกสิ่งทุกอย่าง

“พลเอกเล ห่ง แอ็ง “รมว.ความมั่นคงสาธารณะ เวียดนาม เยือนไทยอย่างเป็นทางการ 1-4 มี.ค.นี้ ในฐานะแขกของรัฐบาล
March 1, 2010
“พลเอกเล ห่ง แอ็ง” (General Le Hong Anh) รมว.กระทรวงความมั่นคงสาธารณะเวียดนาม พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคง เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 1 – 4 มีนาคม 2553
พลเอกเล ห่ง แอ็ง (General Le Hong Anh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะเวียดนาม พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคง เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 1 – 4 มีนาคม 2553 ในฐานะแขกของรัฐบาล โดยเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความ มั่นคงสาธารณะเวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไทย ซึ่ง พลเอกเล ห่ง แอ็ง เข้าเยี่ยมคารวะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ ทำเนียบรัฐบาล และจะร่วมหารือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยโดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย รวมทั้งจะเข้าเยี่ยมคารวะ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลตำรวจเอกปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และจะลงนามสนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องคำพิพากษาและความร่วมมือในการ บังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญาระหว่างไทย-เวียดนาม ร่วมกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
พลเอกเล ห่ง แอ็ง เป็นบุคคลที่มีความสำคัญทางการเมืองของเวียดนาม เนื่องจากเป็นสมาชิกที่มีอาวุโสลำดับสูงในคณะกรรมการกรมการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งเป็นกลไกสูงสุดในการกำหนดทิศทางการบริหารประเทศ การเดินทางเยือนไทยของ พลเอกเล ห่ง แอ็ง และคณะ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ไทยและเวียดนามจะร่วมกันหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นและเกิดผล เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

สื่อไทยพาดหัวทุกฉบับ ยึดทรัพย์แม้ว 4.6 หมื่นล้าน-สื่อเทศวิเคราะห์อนาคตประเทศไทย
February 28, 2010
หนังสือพิมพ์ทุกฉบับต่างพาดหัวข่าวใหญ่ คดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท “ทักษิณ ชินวัตร” ขณะที่ประชาชนต่างให้ความสนใจต่อคดีนี้เป็นพิเศษ นอกจากนี้สื่อเทศทั้งบีบีซี-เอเอฟพี-รอยเตอร์ ต่างวิเคราะห์ถึงอนาคตของปท. ขณะที่หาดใหญ่แผงหนังสือคึกคักคนแห่ซื้อหนังสือพิมพ์ติดตามรายละเอียดคดีประวัติศาสตร์เนืองแน่น
วันนี้ (27 ก.พ.) หนังสือพิมพ์ทุกฉบับต่างพาดหัวข่าวใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ การยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ตัดสินยึดทรัพย์ที่งอกเงยมาจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ รวมทั้งเงินปันผลที่ได้จากการขายหุ้นเมื่อวานนี้ (26 ก.พ.)
ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศที่ต่างจับตามองสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ต่างวิเคราะห์วิจารณ์ถึงผลพวงจากคำสั่งยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านครั้งนี้ โดยสำนักข่าวบีบีซีนำเสนอรายงานเชิงวิเคราะห์ ที่เขียนโดย นางวอล์ดีน อิงแลนด์ ผู้สื่อข่าวที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งพาดหัวถึงคำตัดสินของศาลฎีกา ที่มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินส่วนหนึ่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่น่าจะเยียวยารักษาความแตกแยกทางการเมืองที่เกิดขึ้นในไทยได้
ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานคำสัมภาษณ์ของนักวิเคราะห์การเมืองในไทย ซึ่งมองอีกมุมหนึ่งว่า คำตัดสินยึดทรัพย์บางส่วนนั้นอาจช่วยนำไปสู่หนทางแก้ปัญหาความแตกแยกทางการเมือง
ส่วนสำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานความเห็นจากนักวิเคราะห์ของบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง ซึ่งมองว่า คำตัดสินในครั้งนี้เป็นการยื่นข้อเสนอทางการเมืองอย่างแยบยลแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากมองไม่เห็นแนวทางที่จะเจรจาเพื่อยุติปัญหาความแตกแยก
สำหรับคดียึดทรัพย์ที่ต้องถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์คดีนี้ มีประชาชนให้ความสนใจและติดตามเป็นอย่างมาก โดยรายละเอียดของคดีมีประเด็นสำคัญอยู่ที่ ศาลวินิจฉัยว่า ทักษิณ ใช้นอมินีถือหุ้นแทนจริง แปลงสัมปทานฯ เอื้อประโยชน์ต่อชินคอร์ป แก้ไขสัมปทานดาวเทียมเอื้อชินคอร์ป ปล่อยเงินกู้พม่าเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป จึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก มีคำสั่งให้เงินซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ จำนวน 39,774,168,325.70บาท และเงินปันผลที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 6,898,722,129บาท รวมเป็นเงินทั้งหมดจำนวน 46,373,687,454.70 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน
ทั้งนี้ สำหรับในพื้นที่ต่างจังหวัดนั้น ผู้สื่อข่าวในจากจังหวัดสงขลา ได้รายงานถึงสถานการณ์ภายในจังหวัด หลังศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถือเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ ปรากฎไปทุกสื่อ ซึ่งประชาชนในพื้นที่อ.หาดใหญ่ สงขลาต่างให้ความสนใจกันอย่างคึกคัก โดยบรรยากาศตามร้านหนังสือต่างๆใน อ.หาดใหญ่ มีประชาชนและนักเรียน นักศึกษาไปหาซื้อหนังสือพิมพ์ เพื่อติดตามรายละเอียดของการตัดสินยึดทรัพย์ครั้งนี้ ทั้งในส่วนของเนื้อหารายละเอียดการพิจารณาของศาล บทวิเคราะห์ต่างๆ และท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ไม่ได้ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อโทรทัศน์
อย่างไรก็ตาม ความเห็นเกี่ยวกับการตัดสินของศาลนั้นประชาชนบางส่วนแสดงความเห็นว่ามีความยุติธรรมแล้ว เพราะไม่ได้ยึดทั้งหมด แต่ยึดเฉพาะในส่วนที่ได้มา ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและพ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้กลับคืนมาอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาท แต่ประชาชนต่างเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองหลังจากนี้ว่าจะเกิดความวุ่นวายจากการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มเสื้อแดง ขณะที่ประชาชนบางส่วนยังหวังว่าผลการตัดสินของศาลน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้บ้านเมืองกลับมาสงบสุข
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
ประชาชนในพื้นที่หาดใหญ่ ต่างสนใจติดตามข่าวสารใกล้ชิด
แม้แต่เด็กนักเรียนก็ต่างให้ความสนใจข่าวเช่นกัน
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()

“สมคิด” ชี้ “ทักษิณ” ส่อหมดอนาคตการเมือง แนะป.ป.ช.ดูคำพิพากษาไปฟ้องต่อ
February 28, 2010
อดีตเลขาฯกมธ.ยกร่างรธน.50 แนะป.ป.ช.นำรายละเอียดคำพิพากษาฟ้อง อาญา-แพ่ง “แก๊งทักษิณ” อีกรอบ ชี้ทำรัฐเสียหาย 60,000 ล้าน เผยถ้า “ทักษิณ” ไม่อุทธรณ์ คดีสิ้นสุด หมดอนาคตทางการเมืองตลอดชีวิต ขณะที่”สาทิตย์” ตื่น นำคำพิพากษาประจานลงจอ 2 สัปดาห์
วันนี้ (27 ก.พ.) นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 50 เปิดเผยถึงผลที่เกิดจากคำพิพากษายึดทรัพย์ 46,737 ล้านบาท ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า การพิพากษายึดทรัพย์ วานนี้(26 ก.พ.) เป็นคดีแพ่ง ซึ่งผลจากการพิจารณาคดีดังกล่าว ในความเห็นของตนเองนั้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ควรที่จะต้องนำรายละเอียดคำพิพากษามาพิจารณา เพื่อดูว่ามีส่วนไหนที่เข้าข่ายความผิดอาญาหรือไม่ รวมถึงคดีแพ่งด้วย ที่ผู้เสียหายกรณีนี้ คือ รัฐ จากกรณีการแปรสัมปทานเก็บภาษีสรรพสามิต ที่ทำให้รัฐเสียหาย 60,000 ล้านบาท ซึ่งการที่จะดำเนินการต่อทางอาญานั้น ป.ป.ช.ต้องนำรายละเอียดที่ศาลพิพากษา วานนี้ มาพิจารณาให้ดีว่า มีส่วนไหนที่เข้าข่ายบ้าง ซึ่ง ป.ป.ช.สามารถตั้งเรื่องเองได้เลย ส่วนตัวพ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ขณะนี้ยังเหลือเวลาอีก 30 วัน ที่จะตัดสินอนาคตว่า จะสามารถลงสนามการเมืองได้อีกหรือไม่ เนื่องจากหากว่าครบ 30 วันแล้วไม่มีการอุทธรณ์ และคดีถึงที่สุดเมื่อไหร่ จะถือว่าไม่มีสิทธิ์ลงเล่นการเมืองตลอดชีวิต เนื่องจากคุณสมบัติไม่ครบที่จะลงสมัคร ส.ส.
ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้านำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่า คำพิพากษาดังกล่าวเป็นการให้ความเป็นธรรมกับอดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้กลั่นแกล้งทางการเมือง โดยจะมีการนำเสนอรายละเอียดการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจในเครือ โดยจะมีการจัดทำรายละเอียดคำพิพากษาเป็นตอนตามประเด็น ซึ่งจะออกอากาศประมาณ 2 สัปดาห์

“ทักษิณ” แถลงไม่ยอมรับคำพิพากษา โวยถูกปล้น “เหล่” ลั่นนายไม่เคยโกงชาติ!!
February 28, 2010
“ทักษิณ” ออกแถลงการณ์ผ่าน “นพเหล่” กลับลำไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาล ปลุกสาวกคนเสื้อแดงขึ้นสู้กับความอยุติธรรมในประเทศ ขณะที่ “นพดล” ยอมรับทีมทนายอยู่ระหว่างศึกษาประเด็นยื่นเนื่องฟ้องศาลโลก พร้อมอุทธรณ์คำสั่งศาลฏีกา อ้างเฉย คำพิพากษาไร้เหตุผล ยันนายใหญ่ไม่เสียดายเงิน แต่เจ็บปวดถูกตัดสิน ยังมีหน้ามาพูด!! ไม่เคยโกงชาติ เล็งแจกเอกสารบิดเบือนคำสั่งศาลนับแสนแจกประชาชน แขวะ “กรณ์” ขมีขมันล้างท้องพระคลังรอ 46,373ล้าน
วันนี้(27 ก.พ.) ที่พรรคเพื่อไทย นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้อ่านแถลงการณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ โดยระบุว่า ไม่ยอมรับการคำพิพากษาเมื่อวานนี้(26 ก.พ.) ซึ่งเสมือนหนึ่ง ตนถูกปล้น และขอให้ประชาชนที่ให้การสนับสนุน ยึดสันติ และเรียกร้องประชาธิปไตย อย่าทำอะไรให้ตนเอง อย่าต่อสู้เพื่อตนเอง แต่ขอให้คิดว่า เป็นความอยุติธรรมของประเทศ และเรียกร้องประชาชนต่อสู้เพื่อแก้ไขความอยุติธรรมในประเทศ แทนการที่จะมาต่อสู้เพื่อตนเอง
นายนพดล แถลงต่อว่า ตอนนี้ทีมทนายของพ.ต.ท.ทักษิณได้ศึกษาประเด็นของคำตัดสินยึดทรัพย์ เมื่อวันที่ 26 ก.พ. โดยแนวโน้มคงจะดำเนินการแสวงหาความยุติธรรมต่อไป ไม่ว่าจะเป็นตามกรอบกฎหมายในไทยหรือในโลกนี้ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณยืนยันไม่ได้รับความเป็นธรรมในคำตัดสิน เพราะคำตัดสินไม่มีเหตุผลในบางเรื่อง เช่น ทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวทั้งหมด หรือหุ้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น หลังจากที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ศาลไม่ได้คำนึงถึงการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้นตามการเติบโตของตลาดหรือตาม ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เช่น เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ หุ้นราคา 100 บาท แล้วขายในปี 49 ในราคาหุ้นละ 150 บาท ศาลได้พิจารณาหรือไม่ว่ามูลค่าหุ้นที่ขึ้นตามตลาดนั้นขึ้นกี่บาทจึงไปยึดทั้งหมด
สมมติว่าทั้ง 5 มาตรการเอื้อประโยชน์ให้ 30 บาท ถ้าหุ้นขึ้นเป็น 150 บาท แล้วมี 20 บาทที่ขึ้นตามตลาดหลักทรัพย์ การยึด20 บาทถือว่าชอบหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่เราไม่เห็นด้วย นอกจากนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ ยังเห็นว่ามาตรการทั้ง 5 ดำเนินการตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ สำหรับเรื่องการแปลงสัมปทานก็การใช้อำนาจโดยชอบ มีกฎหมาย คือพ.ร.ก.และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ชาติ เราจึงไม่เห็นด้วยว่า 5 มาตรการเป็นการเอื้อประโยชน์ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างที่เราจะหยิบยกต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ส่วนจะต่อสู้ในเวทีใดคงจะมีความชัดเจนจากทีมทนายในไม่ช้า นายนพดล กล่าว
นายนพดลกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีความรู้สึกหรือเสียดายที่ถูกอายึดหรือถูกยึดทรัพย์ แต่ความรู้สึกของครอบครัวคือความเจ็บปวดที่ตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากทุ่มเททำงานและสร้างความมั่งคงให้แก่ประเทศชาติ สร้างความกินดีอยู่ดีให้ประชาชน นี้คือสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณได้รับเป็นผลตอบแทน ความยุติธรรมไม่ได้วัดเป็นจำนวนเงินที่ถูกยึดไป แม้เป็นเงินจำนวน 1 บาทถ้าไม่เป็นธรรมก็คือไม่เป็นธรรม ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเรื่องของจำนวนเงิน แต่เป็นเรื่องของหลักการ ที่จะต้องพิสูจน์ต่อไปว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยโกงประเทศชาติ หรือบริหารประเทศเพื่อให้ครอบครัวได้ประโยชน์ของตนเอง
นายนพดล กล่าวว่า สิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณฝากมาคือ พี่น้องคนที่รู้สึกโกรธ แค้น ผิดหวัง เจ็บปวด กับคำตัดสิน ไม่ต้องทำอะไรที่จะเป็นการเข้าทางรัฐบาลที่จะอ้างเหตุปราบปราม ไม่ต้องใช้ความรุนแรง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ห่วงตัวเองและครอบครัว แต่เป็นห่วงว่าเราจะอยู่กันอย่างไรในอนาคต ถ้าบ้านเมืองไม่มีประชาธิปไตยและความไม่เป็นธรรม ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์คดีต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ นายนพดลตอบว่ามีแนวโน้มเช่นนั้น ที่ยังไม่พูดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะทีมทนายขอศึกษาคำวินิจฉัยของศาลและข้อกฎหมายต่างๆอยู่ และทีมทนายความจะแถลงการณ์ออกมาคาดว่าเป็นภายในวันที่ 28 ก.พ.หรือไม่เกิน 1-2 วันนี้ ทั้งนี้เบื้องต้นขอดำเนินการในส่วนของกระบวนการยุติธรรมภายในประเทศก่อน เพราะมีหลายประเด็นที่จะพิจารณาเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ วันนี้มีแนวโน้มที่จะทำ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทีมทนายความจะให้คำตอบในเรื่องนี้และจะแถลงการณ์ในทุกประเด็นคำวินิจฉัยที่ ออกมา พร้อมทำเอกสารนับแสนชุดแจกประชาชน เพื่อทำความเข้าใจให้สังคมและประชาชนได้ทราบ ทั้งนี้ทีมทนายความได้ประชุมกันพรุ่งนี้อาจมีแถลงของทีมทนายความ และแจกให้ประชานทราบ และ 1-2 น่าจะมีความคืบหน้า เรื่องนี้ไม่ใช่หนังเรื่องสั้น ยังไม่จบ แต่เป็นละครเรื่องยาว
ถ้าหากจะอุทธรณ์ช่องทางตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ 2550 เปิดช่องให้ทางเดียว คือยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน แต่ประเทศไทยเป็นภาคีต่ออนุสัญญาที่บอกว่าการตัดสินต้องมีมากกว่า 1ศาล คือศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา จริงอยู่ที่กฎหมายปัจจุบันทำได้แค่ศาลฎีกา ถือว่าอยู่ในศาลเดียวกันอยู่ ก็ยังดีกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ที่ระบุว่าศาลฎีกาตัดสินแล้วถึงที่สุด แต่รัฐธรรมนูญ 2550 มีกระบวนการอยู่ใน 2 ชั้น เพียงแต่อยู่ในศาลฎีกา เราจึงต้องใช้สิทธิภายในประเทศก่อน นายนพดลกล่าว
เมื่อถามว่า การฟ้องร้องต่อศาลโลกทั้งที่เป็นคดีส่วนตัว นายนพดลกล่าวว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง อาจไม่เข้าใจเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ มีการศึกษาอย่างรอบคอบพอสมควร เมื่อถึงเวลาจะบอกว่าดำเนินการหรือไม่ ต้องรอฟังจากพ.ต.ท.ทักษิณและทีมทนาย เราได้ศึกษาไว้ และเป็นแนวทางหนึ่ง เบื้องต้นถ้าจะดำเนินคดีไปถึงศาลโลกจะต้องดำเนินการในส่วนท้องถิ่นคือภายใน ประเทศก่อน คือ มีแนวโน้มไปในแนวที่จะอุทธรณ์คดีภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ะให้ทีมทนายเป็นคนแถลง ส่วนของคดีอาญาที่ต้องรับโทษนั้น คำพิพากษาให้ไปยึดให้ ครบ 4.6 หมื่นล้านบาท แต่หากพ.ต.ท.ทักษิณได้ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาการบังคับคดีอาจ ทุเลาลง ส่วนคดีอาญา พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้จงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินเท็จ ในการโอนให้ลูก ศาลตัดสินว่าเป็นนอมินี จะกระทบกับการแสดงเจตนา เมื่อใครต้องการทำนิติกรรม เป็นความศักดิ์สิทธิ์ของการทำนิติกรรมศาลจะไม่เข้าไปก้าวล่วงตรงนั้น ซึ่งเราไม่เห็นด้วยและไม่เป็นธรรม จะหยิบยกให้พิจารณาคดีต่อไป
เมื่อถามว่า กรณีที่กรมสรรพากรอายัดทรัพย์ที่ไม่ได้ถูกยึดเพื่อรอเก็บค่าภาษีค้าชำระกรณีเลี่ยงภาษีของนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา นายนพดล กล่าวว่า นายกรณ์ จาติกวาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รอขมีขมันเหลือเกินที่จะล้างท้องพระคลังไว้ ซึ่งการจะยึดหรือ อายัดทรัพย์บอกว่าเป็นของพ่อ แต่พอเก็บภาษีก็บอกเป็นของลูก ตรงนี้เป็นความเหลื่อมล้ำกันอยู่ ซึ่งเราเป็นฝ่ายที่บริสุทธิ์ใจและทำถูกต้อง ส่วนใครจะกล่าวหา เรายืนยันครอบครัวร่ำรวยมาด้วยความสุจริต ส่วนใครจะใช้ประโยชน์จากคำพิพากษาเราพร้อมต่อสู้ และทีมทนายพร้อมปกป้อง
นายนพดล กล่าวต่อว่า การตัดสินคดีระบบศาลไทยใช้เสียข้างมากเป็นหลัก แต่ไม่รู้ว่าเสียงที่ตัดสินเป็นอย่างไร แต่เป็นการดีที่จะรูประเด็นว่าศาลตัดสินเสียงข้างมาเท่าไหร่ในแต่ละประเด็น อย่างน้อยประชาชนจะได้ทราบว่าเสียงข้างมากข้างน้อยมีเท่าไหร่ แต่ในทางกฎหมายไม่สามารถไปเพิกถอนคำพิพากษาได้ ถ้าคำตัดสินออกมา 5 ต่อ 4 ก็จะต่างจาก 8 ต่อ 1 ผู้สื่อข่าวถามว่า จะนำประเด็นรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549ไปฟ้องศาลโลกหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่าทุกอย่างร้อยเป็นเรื่องเดียวกันตั้งแต่ต้น ในข้อต่อสู้ของทีมทนายความไม่ยอมรับการยึดอำนาจ ไม่ยอมรับการแต่งตั้งคตส. ถือว่าไม่เป็นธรรมกับหลักนิติธรรม หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อทางนิติธรรมต้นน้ำไม่ชอบ สิ่งที่มาปลายน้ำก็ไม่ชอบ ความยุติธรรมต้องการเกิดขึ้น เช่น แต่งตั้งนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคตส. ที่เคยออกหนังสือโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณมาตัดสินคดี ก็ต้องตัดสินในทางตรงกันข้ามอยู่แล้ว คงไม่ตัดสินเป็นบวกต่อพ.ต.ท.ทักษิณ นายแก้วสรร มีความชัดเจนเป็นปฏิปักษ์ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ยังไม่เป็นธรรม เราจะต่อสู้ในทุกคดี ที่ไม่ใช่คดีปกติ แต่มีกลิ่นอายทางการเมืองอยู่มากที่เกิดขึ้นหลังยึดอำนาจ และผู้ยึดอำนาจกระเหี้ยนกระหือรือที่จะยึดอำนาจจึงทำการยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ
เรื่องนี้ไม่ใช่หนังเรื่องสั้น แต่เป็นละครชีวิตยาว และยังไม่จบ ดังคำภาษอังกฤษที่ว่า it not over until is over คือ มันยังไม่จบจนกว่ามันจะจบ วันนี้มันยังไม่จบ เพราะความยุติธรรมยังไม่ได้รับ จึงต้องแสวงหาต่อไปนายนพดลกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้ที่จะถอดถอนองค์คณะ 9 ท่าน นายนพดลกล่าวว่า ขณะนี้ทีมทนายความยังไม่ได้เตรียมถึงขั้นนั้น ต้องให้ทีมทนายความไปศึกษาก่อนว่าจะสามารถถอดถอนในช่วงทางใดได้ เพราะหากมีการถอดถอนจะต้องพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

นายกฯ ชง ไอซีที จ่อฟ้อง แก๊งทักษิณ โกงชาติต่อ
February 28, 2010
นายกฯ อภิสิทธิ์ เปิดห้องที่ทำเนียบ เชิญสื่อทีวี-หนังสือพิมพ์ ซักถาม พร้อมบันทึกรายการเชื่อมั่นประเทศไทย เชื่อหลังศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์ ทักษิณ ยังจะมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง แต่มั่นใจไม่รุนแรง เผยให้กระทรวงไอซีทีเล็งเอาผิด นช.แม้ว เพิ่ม คดีแก้สัญญาสัมปทาน แปลงภาษีสรรพสามิต
เมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ (27ก.พ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้บันทึกเทปรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ โดยเปิดโอกาสให้สื่อโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวนประมาณ 30 คนได้มีโอกาสสอบถามถึงสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเวลาราว 3 ชั่วโมง โดยเฉพาะประเด็นสำคัญภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำสั่งยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปรกติ
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงสถานการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงหลังคำพิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าคงจะต้องมีการประเมินสถานการณ์เป็นระยะ เพราะแน่นอนที่สุดคำพิพากษาของศาลออกมาอย่าไรย่อมมีคนที่ไม่พอใจหรือพอใจ แต่เรายังยืนยันในระบบของเราให้ความเชื่อถือกระบวนการยุติธรรม และอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับคำพิพากษา แต่อย่างไรก็ตามเราคาดการว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงจะมีอย่างต่อเนื่อง แต่ในส่วนของรัฐบาลยังยืนอยู่ในจุดเดิมคือเป็นสิ่งที่ทำได้ ส่วนการเคลื่อนไหวอะไรที่นอกเหนือจากกฎหมายก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดูแลให้เกิดขึ้น ฉะนั้นในขณะนี้เราคงอยู่ในช่วงของการประเมินสถานการณ์ กลไกต่างๆ ที่รัฐบาลได้วางไว้ เช่น คณะกรรมการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง และอาศัยการทำงานด้านความมั่นคง ด้านการข่าวและหน่วยงานต่างๆเพื่อปรับแผนให้เป็นไปตามความเหมาะสม
ผมคิดว่าสถานการณ์หลังจากนี้ไปอาจจะไม่ได้ต่างจากก่อนวันศุกร์ที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมามากนัก เพราะคงมีหลายกลุ่มคนคงจะมีต้องการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งเป้าหมายของเขามีหลายเรื่อง เช่นการเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ยังไม่ได้หมดไป เพียงแต่จะแรง เบา มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่ามีประชาชน มีมวลชนเข้าร่วมมากน้อยแค่ไหน ส่วนคนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งแสดงท่าทีที่จะมีปัญหาว่าจะใช้ความรุนแรงรัฐบาลก็มีหน้าที่ติดตามดูแล นายกรัฐมนตรีกล่าว
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะฉวยโอกาสจังหวะนี้ใช้มาตรการเชิงรุกทำความเข้าใจกับคนที่เขายังเข้าใจ 50-50 ในคำตัดสินคดียึดทรัพย์ เพื่อให้สถานการณ์เบาลงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คงไม่ใช่เรื่องการฉวยโอกาสหรือทำอะไร แต่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่พี่น้องประชาชนจะต้องรับรู้รับทราบข้อเท็จจริงตามที่ศาลวินิจฉัย แต่ศาลได้เป็นหน่วยงานลักษณะที่จะมาตอบโต้ ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่จะให้ความเป็นธรรมกับศาลคือการเอาคำวินิจฉัยมาแจกแจงให้ประชาชนรับรู้ รับทราบ
สำหรับผลสืบเนื่องจากคำพิพากษานั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนที่หนึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ถ้ามีคำวินิจฉัยว่าได้รับความเสียหายเขาก็จะต้องดำเนินการไป ส่วนที่สองคงต้องให้ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลในการให้คำแนะนำกับหน่วยงานต่างๆ ว่าขั้นตอนในการดำเนินการหรือผลกระทบสืบเนื่องจากคำพิพากษามีอะไรบ้าง เพื่อรักษาประโยชน์
เมื่อถามว่า การเมืองหลังคำพิพากษามันควรจะเป็นไปในทิศทางใด นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังยืนยันโดยเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการที่จะเห็นบ้านเมืองเกิดความสงบสุขและเปิดโอกาสให้ต่างๆ ฝ่ายต่างทำหน้าที่ ในส่วนของรัฐบาลมีหน้าที่บริหารงานนโยบายด้านเศรษฐกิจ สังคมและด้านอื่นๆ ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านหรือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็สามารถที่จะใช้ช่องทางการตรวจสอบได้ตลอดเวลา ขณะนี้เป็นที่เข้าใจว่าจะมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฉะนั้นน่าจะเปิดโอกาสให้กระบวนการในสภาฯ ทำหน้าที่ในการตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องนโยบาย การทุจริต เพื่อนำข้อเท็จจริงต่างๆ มาเปิดเผย และ ส.ส.จะใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจทางการเมืองต่อไป หากระบบเป็นเช่นนี้จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าประเทศของเรากลับเข้าสู่ภาวะปกติแม้จะมีการชุมนุมเคลื่อนไหว หากดำเนินการโดยความสงบ สันติ ไม่มีปัญหาอะไร ก็ไม่เป็นไร แต่สิ่งที่ผ่านมาที่ทำให้คนไม่สบายใจคือยังมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มพูดถึงความรุนแรง ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องพูดเลย เพราะรัฐบาลยืนยันไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ไปขวาง เพราะไม้มีเหตุผลอะไรที่รัฐบาลจะไปขัดขวาง เพราะรัฐบาลต้องการบริหารบ้านเมืองให้เดินไปข้างหน้า ถ้ารัฐบาลไปทำความรุนแรงเสียเอง ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะย้อนกลับมาทำให้การบริหารบ้านเมืองไม่ประสบผลสำเร็จ ดังนั้นยืนยันว่าตนจะตั้งใจเดินหน้าทำงานตามปกติ ที่ผ่านมาแม้หลายคนใจจดใจจ่อรอผลคำพิพากษาในวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ตนก็ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งถามว่า ดูเหมือนนายกฯ จะตั้งความหวังการทำงานในกลไกของสภา แต่ประชุมสภาฯ ทีไรล่มทุกที การแก้ไขรัฐธรรมนูญดูจะทำได้ยากในเวลาอันใกล้ ความสมานฉันท์ ความสงบสุขของคนในชาติจะเกิดได้อย่างไร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นหรือไม่ ทุกฝ่ายต้องยอมรับบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน ถ้าเรียกร้องให้ยุบสภาตนไม่ขัดข้อง หากทุกฝ่ายตกลงกันได้ว่ากติกาที่จะใช้ในการเลือกตั้งเป็นกติกาที่จะยอมรับได้ และต้องยอมรับว่าที่มีการประท้วงต่างๆ นานาก็มีการอ้างไม่พอใจกติกา แต่พอตกลงกันจะแก้กติกา ฝ่ายค้านกลับถอนตัวเอง ฉะนั้น หากยุบสภาแล้วเลือกตั้งกลับมาในสถานการณ์เดิมก็จะเป็นปัญหาอีก แต่หากแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นหนึ่งประเด็นใดที่หลายฝ่ายไม่เห็นด้วยก็ไม่ได้นำไปสู่ความสมานฉันท์ เช่นเดียวกันเรื่องการเลือกตั้งก็ให้กระบวนการประชาธิปไตยทำงาน ถ้าเรายังมีบุคคลที่เคลื่อนไหวในลักษณะเสี่ยงต่อการให้เกิดความรุนแรงแล้วยุบสภาฯ ไปเลือกตั้ง พรรคการเมืองไปหาเสียงก็มีแต่ความรุนแรง ก็จะมีแต่การทำลายประชาธิปไตย
ที่ผ่านมาผมเคยตั้งไว้ 3 เงื่อนไข ขณะนี้เรื่องเศรษฐกิจถือเป็นเงื่อนไขที่ไม่เป็นปัญหาแล้ว การฟื้นตัวเศรษฐกิจไม่น่าได้รับผลกระทบถ้าจะมีการเลือกตั้ง แต่อีกสองเรื่องต้องตกลงกันคือเรื่องรัฐธรรมนูญกับเรื่องการหยุดใช้ความรุนแรง ถ้าเป็นไปไม่ได้เราก็ต้องเดินหน้าบริหารบ้านเมืองต่อไป และโดยรวมผมเชื่อว่าคนจำนวนมากขึ้นๆ ต้องการเห็นบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และรัฐบาลได้พิสูจน์ให้เห็นแม้เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจในมือ ก็ไม่ได้ใช้อำนาจไปกลั่นแกล้งใคร แต่ใช้อำนาจบนพื้นฐานที่ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ เรื่องปล่อยคงไม่มีนายกรัฐมนตรีกล่าว
เมื่อถามว่า ในส่วนของรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรกับผลของคำพิพากษายึดทรัพย์ดังกล่าว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ให้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งศาลได้พูดชัดเจนหน้าที่นายกรัฐมนตรี หากหน่วยงานไหนมีปัญหาอะไรอย่างไร นายกฯ ในฐานะผู้บังคับบัญชาไม่สามารถหนีความรับผิดชอบได้ แต่ตนยืนยันว่าจะไม่ละเว้นการปฏิบัติหน้าทื่ ขณะเดียวกันต้องการให้หน่วยงานและฝ่ายกฎหมายคืออัยการเป็นผู้สรุปมากกว่าตนเป็นผู้สรุป เพราะไม่งั้นจะถูกตีความว่าเป็นเรื่องการดำเนินการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ที่สำคัญตนไม่ได้เป็นคู่กรณีกับใคร ตนมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม และยืนยันว่าตนรักษาประโยชน์แผ่นดินโดยยึดคำพิพากษา แต่คนที่จะตอบได้ว่าใครจะต้องไปดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับใครอย่างไร ทั้งเรื่องอาญาและแพ่ง เป็นตัวอัยการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเหล่านั้นโดยตรง แต่ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ทำก็ต้องเป็นความรับผิดชอบของตนเองที่จะเข้าไปดำเนินการบนมาตรฐานความเสมอภาค อย่างไรก็ตามบางเรื่องที่ศาลตัดสินก็เป็นคดีอยู่แล้ว เช่น กรณีของธนาคารส่งออก-นำเข้า ภาษีสรรพสามิต กรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานต่างๆ ครม.ได้มอบหมายให้ทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศไปดำเนินการแล้วก่อนหน้านี้ เดือนหน้าทางกระทรวงจะเสนอและรายงานมา
ส่วนเงิน 46,373 ล้านบาทที่ศาลฏีกาพิพากษายึดให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตรงนี้อาจจะนำไปสู่การลดกู้เงิน ที่รัฐบาลเคยวางแผนไว้ ซึ่งการขออนุมัติกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านของรัฐบาลที่ยังค้างอยู่ในชั้นกรรมาธิการของสภาฯ เป็นการขอกู้เต็มเพดาน แต่เราไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมดก็ได้หากมีเงินจัดเก็นส่วนอื่นเข้ามาเพิ่มเติม
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการชุมนุมในวันที่ 14 มี.ค.นี้ของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ การดูแลให้การชุมนุมเกิดความเรียบร้อย โดยไม่มีการตั้งธงว่าจะเป็นศัตรูหรือเพื่อหวังเผด็จศึก กับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งจะยึดกฎหมายเป็นหลัก หากมีการละเมิดก็ต้องดำเนินการ ทั้งนี้ไม่รู้สึกแปลกใจที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาเรียกร้องให้การต่อสู้ เพราะผู้ที่เสียประโยชน์ย่อมที่จะไม่พอใจ ซึ่งหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีหลักฐานว่า มีการเรียกรับสินบนของศาล ก็ควรที่จะยอมรับคำตัดสิน แต่หากมีหลักฐานก็สามารถฟ้องร้องดำเนินคดี หรือ ยื่นอุทธรณ์ได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จะมีการแปลคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นภาษาอังกฤษเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับต่างประเทศ ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะฟ้องศาลโลก หรืออุทธรณ์ ถือว่าเป็นสิทธิ์
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป ซึ่งที่ผ่านมากว่า 1 ปี สามารถสร้างภาพลักษณ์ในสายนานาชาติ และเชื่อว่าหากทุกคนร่วมมือกันจะสร้างความเชื่อมั่น และทำให้ประเทศกลับสู่ภาวะปกติ ส่วนการยุบสภาไม่ใช่การแก้ไขปัญหา ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปล่อยให้เป็นกระบวนการรัฐสภา
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า หลังจากการยึดทรัพย์จำนวนดังกล่าวแล้ว ถือเป็นรายได้ที่จัดเก็บเกินเป้าหมายที่คาดไว้ ซึ่งรัฐบาลจะนำไปใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนยกเลิกบางมาตรการ อาทิ น้ำประปาฟรี รถไฟและรถโดยสารฟรี เพื่อให้การกระตุ้นเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ระบบปกติ
สำหรับประเด็นเรื่องการแก้ไขสัญญาสัมปทาน ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายแก้ไขสัญญาสัมปทานจริง เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี และมีสิทธิในสัญญาเท่าเทียมกัน ซึ่งได้หารือกับกระทรวงการคลังในการเสนอแผนแล้ว โดยเร็วๆ นี้จะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที โดยคาดว่าจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เร็วๆ นี้
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()

เทพไท เชื่อ ทักษิณ อาฆาตศาล หวังแก้แค้น เตือนระวังอาฟเตอร์ช็อก
February 28, 2010
เทพไท เตือนระวังอาฟเตอร์ช็อกหลังพิพากษาคดียึดทรัพย์ เชื่อ ทักษิณ อาฆาตศาล และพวกเห็นต่าง ชี้ยกโคลงศรีปราชญ์หวังแก้แค้นคิดบัญชี สั่งปลุกเสื้อแดงต้านรัฐแน่ ชี้ปัญหาอยู่ที่คนคนเดียว จี้เคารพศาล เลิกใส่ร้ายโจมตีชาติ
คลิกที่นี่ เพื่อฟังนายเทพไท เสนพงศ์ ให้สัมภาษณ์
วันนี้ (27 ก.พ.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้ยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 46,373 ล้านบาทว่า ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ทำให้สถานการณ์ผ่านพ้นด้วยดี และคิดว่าคงจะมีอาฟเตอร์ช็อกที่จะตามมา ดังนั้น ทุกฝ่ายไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะจะทำให้ถูกใจทุกฝ่ายคงเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ตนมองว่า การแสดงออกของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการพยายามปลุกกระแสคนเสื้อแดงให้ต่อต้านรัฐบาลและกลุ่มอำมาตย์ ตลอดจนกระบวนการยุติธรรม โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อกระบวนการยุติธรรม และคนที่เห็นต่างกับตัวเอง โดยยกโคลงศรีปราชญ์ขึ้นมาพูดผ่านวิดีโอลิงก์ ซึ่งเป็นการเสนอให้เห็นว่าต้องการแก้แค้น และคิดบัญชีกับคนที่เห็นต่างกับตัวเอง
นายเทพไทกล่าวต่อว่า ตนคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนที่มีความสำคัญต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศ จึงอยากเรียกร้องให้ยุติการใส่ร้ายรัฐบาลและกระบวนการยุติธรรม โจมตีประเทศไทยโดยปลุกระดมคนเสื้อแดง ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีพฤติกรรมเช่นนี้ จะทำให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง ดังนั้น ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณเพียงคนเดียว จึงอยากเรียกร้องให้คิดถึงชาติบ้านเมือง ถ้าคิดว่าตัวเองเป็นคนไทยคนหนึ่งและเคยประกาศว่ารักชาติก็อยากจะให้แสดงความรักชาติด้วยการยุติบทบาท และหันมาเคารพคำพิพากษาของศาล

“เพื่อแม้ว” แค้นแทนนาย!! โวย “นช.แม้ว” ถูกเผด็จการแกล้ง ลั่นเปลี่ยนแปลงปชต.
February 28, 2010
“จิ๋ว” พยักหน้าตามนาย!! โวย “ทักษิณ” ไม่ได้รับความเป็นธรรม ซัดศาลรองรับอำนาจรัฐประหาร ลั่นหนุนเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตย “หัวโขนเพื่อไทย” แถลง เสียใจ “พ่อแม้ว” โดนยึดทรัพย์ 46,373 ล้าน อ้างให้พวกปฏิปักษ์ทำคดี กลั่นแกล้งทางการเมือง “อภิวันท์” โบ้ยผลงานบันได 4 ขั้น คมช.
คลิกที่นี่ เพื่อฟังพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แถลง
วันนี้ (27 ก.พ.) ที่พรรคเพื่อไทย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย แถลงจุดยืนต่อคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 46,373 ล้านบาท ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า แม้จะเคารพต่อการตัดสินของศาล แต่ยังรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะมีกระบวนการรับรองการใช้อำนาจของคณะรัฐประหาร ดังนั้นพรรคเพื่อไทย ต้องการเห็นความเป็นธรรมที่ไม่ใช่การดำเนินการแบบ 2 มาตรฐาน โดยจะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ด้วยหลักสันติวิธี ปฏิเสธการใช้ความรุนแรง
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อ่านแถลงการณ์ของพรรค แสดงความเสียใจกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกศาลตัดสินคดียึดทรัพย์ โดยกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม เพราะต้นเหตุเกิดจากการรัฐประหาร และแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่เป็นปฏิปักษ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่ออายัดทรัพย์ และดำเนินคดี จึงถือเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง พร้อมเรียกร้องถึงการชุมนุมขอให้กลุ่ม นปช.ยึดหลักสันติวิธีในการชุมนุมทางการเมือง เพราะจะไม่เป็นผลดีในระยะยาว พร้อมย้ำจุดยืนของพรรคที่จะเรียกร้องให้ประเทศไทย มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และมีความยุติธรรม
ด้าน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามแผนบันได 4 ขั้นของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

ส.ว.เรืองไกร เล็งนำคำพิพากษายึดทรัพย์สอบ รมต.ส่อซุกหุ้นซ้ำรอย ทักษิณ
February 28, 2010
เรือง เปลี่ยนสี เล็งใช้ช่อง กมธ.การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา สอบรัฐมนตรีส่อซุกหุ้น หลังศาลฎีกาพิพากษา ทักษิณ ซุกชินคอร์ป โวเจอคนในรัฐพฤติกรรมเหมือน แม้ว ขอเวลารวมหลักฐานก่อน จี้นักการเมืองมีจิตสำนึก
วันนี้ (27 ก.พ.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ในฐานะคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา โดยระบุว่าองค์คณะเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปหรือทำการซุกหุ้นชินคอร์ปไว้ในชื่อบุตร และเครือญาติว่า กมธ.การเงินฯจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยจะนำแนวคำพิพากษาดังกล่าวมาศึกษาเพื่อจะได้นำมาทำต่อในการพิจารณาติดตาม ว่ามีนักการเมืองที่มีพฤติกรรมเช่นเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ โดยต้องนำคำพิพากษามาเทียบเคียงทั้งหมด
นายเรืองไกรกล่าวต่อว่า ตนได้ติดตามเรื่องการถือครองหุ้นของเหล่านักการเมืองมาโดยตลอดเบื้องต้นพบ ว่ามีรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน บางคนมีพฤติกรรมเข้าข่ายซุกหุ้นเช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากมีการการแจ้งบัญชีทรัพย์สินก่อนเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีพบว่า มีการถือครองหุ้นจำนวนมากราคากว่า 300 ล้านบาท แต่พอมาเป็นรัฐมนตรี หุ้นดังกล่าวหายไป แต่ไปพบว่าบุตรสาวของรัฐมนตรีคนดังกล่าวกลับถือครองหุ้นแทน และตกเป็นลูกหนี้แต่ไม่มีการจ่ายเงิน ซึ่งพฤติกรรมนี้ถือเป็นการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ตนอยากให้นักการเมือง มีจิตสำนึกมากกว่านี้เพราะเห็นได้จากตัวอย่างคดีการยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว ทั้งนี้เชื่อว่ายังมีนักการเมืองอีกหลายคนที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายการซุกหุ้น โดยตนจะรวบรวมหลักฐานก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ชวน ยันตุลาการคือที่พึ่งของสังคม มท.3 เชื่อ แม้ว ไม่จบง่ายๆ
February 28, 2010
ชวน ไม่พูด ยึด 46,373 ล้าน ทักษิณ ยันระบบตุลาการคือที่พึ่งของสังคมไทย ชี้ศาลไทยทั่วโลกยอมรับ ถาวร เชื่อ แม้ว ไม่ยอมง่ายๆ ต้องทำทุกอย่างให้ได้อำนาจกลับไป และนิรโทษกรรมให้พ้นผิด เชื่อคนร่วมม็อบแดงไม่ถึง 3 หมื่น ยันรัฐพร้อมรับมือแล้ว
วันนี้ (27 ก.พ.) ที่จ.ตรัง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บ้านพักของนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเดินทางกลับมาพักผ่อนหลังออกจากโรงพยาบาล โดยมีประชาชนต่างเดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ นายชวนปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 46,373ล้านบาท โดยกล่าวว่า ตนไม่อยากแสดงความคิดเห็นกรณีดังกล่าวเพราะเคยให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนการตัดสินหมดแล้ว ทั้งนี้เห็นได้ชัดเจนทุกครั้งว่า นับตั้งแต่ประเทศชาติถูกการเมืองแทรกแซงการทำงานของทุกองค์กรต่างๆในช่วงเวลาที่ผ่านมา ระบบตุลาการเท่านั้นเป็นที่พึ่งของสังคมไทย ซึ่งระบบตุลาการของไทยก็เป็นที่ยอมรับของทั่วโลกประเทศหนึ่ง แม้ใครจะพูดจาข่มขู่คุกคามการทำงานอย่างหนักเช่นใดก็ตาม กระบวนการยุติธรรมก็สามารถทำงานได้ และคงความเป็นธรรมเป็นที่ยอมรับของทั่วไป
ขณะที่ นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเดินทางมาเยี่ยมคารวะนายชวน ที่บ้านพัก กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงหลังมีคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ว่า ตนเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กับพวกคงไม่ยอมลดละที่จะดึงอำนาจทางการเมืองกลับไปเป็นของตนเองให้ได้ จึงต้องทำทุกวิธีทางแม้จะอ้างเหตุการยึดทรัพย์ไม่ได้ เพราะศาลมีเหตุมีผลอย่างยิ่ง แต่เขาก็จะอ้างเหตุอื่นที่สำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณ จะถูกดำเนินคดีตามมาอีกอย่างน้อย 8 คดี เช่น เรื่องการปล่อยกู้รัฐบาลพม่า เรื่องการแปลงสัมปทาน และเรื่องแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จอีก 6 ครั้ง ดังนั้น ทักษิณจึงต้องเคลื่อนไหวที่จะยึดอำนาจรัฐให้ได้ และออกกฎหมายนิรโทษกรรม หรืออย่างอื่น เพื่อให้ตนเองพ้นผิดให้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าประชาชนผู้เป็นกลาง และแสวงหาสันติไม่ออกมาร่วมด้วย และเชื่อว่าผู้ที่มาชุมนุมคราวหน้าจะไม่ถึง 3 หมื่นคน แต่ความพยายามก่อเหตุจะมีมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลไม่ห่วงว่าจะเกิดความรุนแรง เพราะเตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว จะใช้ความอดทน และสร้างความเข้าใจกับประชาชน

ลูกแม้ว เถียงศาลช่วยพ่อ อ้างครอบครัวสุจริต-ไม่เคยเอื้อประโยชน์
February 28, 2010
เอม-พินทองทา ย้อนคำพิพากษาศาลฎีกาฯ อ้างพ่อแม่ทำงานสุจริต ไม่เคยใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ ยอ พ่อแม้ว เล่นการเมืองเพื่อชาติ กลับโดนเล่นหนัก ทำเป็นงง หุ้นตัวเดียวทั้งโดนยึดแถมโดนเรียกภาษี โอดครวญ หวังสืบธุรกิจครอบครัว กลับโดนยึดเงินหมด อ้างมีคนไทยให้กำลังใจ ไม่เคยท้อ
คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นางสาวพิณทองทา ชินวัตร ให้สัมภาษณ์
เมื่อคืนวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดี ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวภาคค่ำของสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชนแนลของคนเสื้อแดง กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีพฤติกรรมปกปิดทรัพย์สินและใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของครอบครัวระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 สมัย และมีมติให้ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทโดยคืนให้ประมาณ 3 หมื่นล้านบาทว่า ความรู้สึกต่อเรื่องนี้ แทบจะเรียบเรียงออกมาไม่ถูก ครอบครัวของเรา คุณพ่อคุณแม่ทำงานมาด้วยความสุจริต ไม่ได้มีการเอื้อประโยชน์แต่อย่างไร
ตัวเอมเองก็เกิดมาในครอบครัวของนักธุรกิจ ก็เห็นมาโดยตลอดว่าคุณพ่อคุณแม่เราลำบากยังไงมา มาวันหนึ่งที่คุณพ่อตั้งใจอยากจะทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อคนไทย ก็ได้ตัดสินใจเข้าการเมือง แล้วพอมาวันนี้ครอบครัวเราเจอเรื่องที่หนักหนามากแบบนี้ ก็รู้สึกสงสารคุณพ่อคุณแม่ โดยเฉพาะตัวคุณพ่อที่มีความตั้งใจที่ดี แต่ผลตอบแทนกลับ…
สำหรับการต่อสู้ในทางคดี น.ส.พินทองทากล่าวว่า เรื่องคดีตอนนี้ค่อนข้างงงมาก เพราะว่าหุ้นตัวเดียวกันบอกว่าเป็นของคุณพ่อ โอ๊คกับเอมเป็นนอมินี ไม่ใช่เจ้าของตัวจริง ก็ยึดทรัพย์ไป 4 หมื่น 6 พันล้าน แต่ทางสรรพากรก็มาเรียกเก็บภาษี บอกว่าโอ๊คกับเอมเป็นเจ้าของทรัพย์ ขายแล้วได้กำไรก็จะขอมาเก็บภาษีอีก 1 หมื่น 2 พันล้าน ตรงนี้เอมยังงงอยู่ว่าหุ้นตัวเดียวกันทำไมมี 2 กรณีแบบนี้ แล้วชื่อบัญชีของเอมก็โดนยึดหมด ไม่ได้คืนสักบาทเดียว ก็ไม่รู้จะเอาเงินจากไหนมาจ่ายภาษีที่ว่านี้
ผู้ประกาศของทีวีคนเสื้อแดงถามว่า ในฐานะที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งถือว่าตนเองตกเห็นเหยื่อทางการเมืองหรือไม่ น.ส.พินทองทากล่าวว่า ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุ 27 กลับมาก็ตั้งใจทำงาน หวังว่าจะมีเงินทุนตรงนี้เพื่อที่จะเริ่มทำงานต่อไป แต่พอมาวันนี้ก็โดนยึดทั้งหมด ก็ยอมรับว่าไม่เข้าใจ แล้วก็ผิดหวังกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด
แล้วตัวเอมเองก็เป็นเหมือนลูกสาวคนหนึ่งของทุกครอบครัวนะคะ แค่อยากตั้งใจทำงาน สืบทอดธุรกิจ แต่ยังไงก็ตาม ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ไม่ท้อแน่ๆ เพราะว่าคุณพ่อโดนอย่างนี้ คุณพ่อยังไม่ท้อ แล้วก็ประชาชนพี่น้องคนไทยทุกคนที่ให้กำลังใจอยู่ ก็ยังให้กำลังใจอยู่โดยไม่ท้อ ก็คิดว่าจะสู้ต่อไปค่ะ น.ส.พินทองทากล่าว และจบการสัมภาษณ์เพียงเท่านี้

มาร์ค ชี้บ้านเมืองยังไม่สงบ เสื้อแดงใช้คำตัดสินเป็นเงื่อนไขจัดชุมนุม 14 มี.ค.แน่
February 28, 2010
นายกรัฐมนตรีชี้เหตุลอบปาระเบิด 4 จุด หลังตัดสินคดียึดทรัพย์ นช.แม้ว เป็นการท้าทายกฎหมาย เชื่อเป็นฝีมือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ได้ประเมินไว้ก่อนแล้ว มั่นใจ จนท.จับกุมมือบี้มได้ ประกาศตรึงมาตรการตรวจเข้มอีกสักระยะและอาจกระทบต่อการสัญจรคนส่วนใหญ่ เชื่อไม่ว่าผลการตัดสินจะออกอย่างไร เสื้อแดงก็จัดชุมนุมอยู่ดี โดยใช้เงื่อนไขและอารมณ์ที่แตกต่างกัน ย้ำไม่ยุบสภาหนีเด็ดขาด
วันนี้ (28 ก.พ.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ว่าเป็นที่น่าเสียใจต่อเหตุการณ์ที่มีกลุ่มคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่งพยายามก่อเหตุโดยการปาระเบิดเข้าไปธนาคารกรุงเทพ จำกัด 4 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ถือว่าโคดีที่ไม่ผูได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เกินความคาดหมาย จากที่มีการประเมินกันก่อนหน้านี้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่น่าเป็นห่วงหลังมีคำพิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สามารถจับภาพจากกล้องวงจรปิด และเชื่อว่าจะสามารถจับกุมคนร้าย ส่วนการป้องกันเหตุก็จะมีการตั้งจุดตรวจอย่างเข้มงวดขึ้น จึงอาจจะกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ในเรื่องการสัญจรไปมาบ้าง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะดูแลให้เกิดความเรียบร้อย แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะดูแลทุกจุดได้ แต่จะมีการเพิ่มมาตรการดูแล เพิ่มจุดตรวจและสายตรวจ โดยสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่ากำลังพลไม่เพียงพอ จึงต้องขอความร่วมมือจากทหารด้วย
ขณะที่เชื่อมั่นว่าสังคมต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข และหากทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนและเป็นพลเมืองดีจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ โดยถือว่าช่วงนี้เป็นการท้าทาย จึงขอให้ทุกคนหนักแน่น อย่าตกเป็นเหยื่อของคนเพียงกลุ่มเล็กๆ และปัญหาการเมือง ขอให้ใช้ระบบรัฐสภาแก้ไข กระแสข่าวเกี่ยวกับการทุจริตในกระทรวงหรือโครงการต่างๆ ในฐานนายกรัฐมนตรีไม่ได้นิ่งนอนใจ จะต้องสะสางปัญหาไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เข้ามาเป็นตัวถ่วงการความคืบหน้าการบริหารบ้านเมือง เพราะผมตระหนักดีว่าผู้นำรัฐบาลไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบปัญหาการทุจริตได้โดยจะร่วมมือกับ ป.ป.ช.และหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อหามาตรการในป้องปราบและลงโทษที่รุนแรงขึ้น
ในช่วงที่สอง นายกรัฐมนตรีได้นำเทปบันทีกรายการเมื่อวันเสารที่ผ่านมา ในหัวข้อคุยกับคนหนังสือพิมพ์ภายหลังมีคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ นช.ทักษิณว่า ยังไม่เห็นว่ามีความพยายามใช้สื่อต่างประเทศตอบโต้คำพิพากษาของศาล จากที่นั่งฟังคำตัดสินก็มีการระบุว่า นายกรัฐมนตรีจะหนีความรับผิดชอบไม่ได้ หากมีการทุจริตในหน่วยงานต่างๆ
ส่วนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน คงไม่เกี่ยวกับผลคำตัดสินเพราะเป็นเรื่องที่อัยการสูงสุดและกระทรวงการต่างประเทศจะต้องประสานการขอตัวตามขั้นตอนต่อไป ขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นคู่กรณีกับคู่ความ แต่มีหน้าที่ต้องรักษากฎหมายเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ดูไบหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่าจากข้อตกลงดูไบไม่ยินยอมที่ให้ใช้พื้นที่ดูไบเป็นฐานโจมตีทางการเมือง พร้อมมั่นใจว่าไม่ว่าการตัดสินจะออกมาอย่างไร เช่นยึดหมดหรือไม่ยึดเลย การชุมนุมวันที่ 14 มี.คงก็ยังมีอยู่ดี แต่อยู่ที่จะใช้เงื่อนไขหรือารมณ์ในการชุมนุมจะแตกต่างกันกันไปเท่านั้นเอง พร้อมตอบโต้บางฝ่ายที่พยายามคำคำตัดสินไปโยงเกี่ยวเรื่องการเมืองว่า คงเป็นไปไม่ได้เพราะจาดฟังคำชี้แจงก็สามารถอธิบายถึงเหตุและผล จนนำไปสู่การยึดทรัพย์เพียงบางส่วน และคืนทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนเข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง
ส่วนที่มีหลายฝ่ายเรียกร้องยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งว่า เป็นไม่ได้เพราะทราบฝ่ายค้านเตรียมจะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะถือเป็นเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถยุบสภาได้ จนกว่าการอภิปรายจะผ่านพ้นไปและขอข้ำว่าในช่วงนี้เป็นช่วงที่กลุ่มคนเล็กๆ พยายามท้าทายอำนาจบ้านเมือง จึงขอความเห็นใจคนส่วนใหญ่ที่จะช่วยกันเป็นหูเป็นตาและจำเป็นต้องใช้มาตรการเข้มข้นรักษาความสงบไปอีกสักระยะ

