“อ๋อย” ประชดศาล!! สั่งยึดทรัพย์ “นช.แม้ว” แน่ ยุ”แดง” บุกขู่กกต.เร่งยุบปชป.

February 6, 2010

 

 

“จาตุรนต์” ตลบแตลง!! พูดประชดศาลฎีกายึดทรัพย์ “นช.แม้ว” แน่ ใส่ร้าย พันธมิตรฯ -รัฐบาลกดดัน แต่พล่ามมาได้ ไม่ได้พูดชี้นำ พร้อมหวัง “ปลวกแดง” บุกกกต.เร่ง คดีเงินบริจาค 258 ล้าน พรรคประชาธิปัตย์ ทำ “อภิชาต” กลัวตัวสั่น เลิกยื้อเวลาช่วยพรรครัฐ 
 
 วันนี้(6 ม.ค.) ที่โรงแรมเรดิสัน เมื่อเวลา 11.30 น.นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงข่าวทิศทางการเมืองไทยหลังจาการยึดทรัพย์ 7.6 พันล้านของทั้งหมดแล้วว่า หัวข้อคงเห็นแล้วว่า ตนคาดการณ์ยังไง เชื่อยังใจเกี่ยวกับการยึดทรัพย์ ขอชี้แจงก่อนว่าที่มาแถลงข่าววันนี้ไม่ต้องการที่จะกดดันศาล ไม่ต้องการที่จะให้เกิดผลใดๆ ต่อการตัดสินคดี เพราะเชื่อว่า ไม่มีใครที่จะกดดันศาลได้ และคาดว่า ถึงอย่างไรก็จะมีการยึดทรัพย์ 7.6 พันล้านทั้งหมดอยู่แล้ว เหตุที่เชื่อว่าจะมีการยึดเพราะ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้รับรององค์กรตรวจสอบที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น อย่าง คตส. และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังรับรองการกระทำทุกอย่างของ คตส.แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่นว่า การสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และระบบยุติธรรมของไทยก็ได้ยอมรับการรัฐประหารและการแทรกแซงระบบยุติธรรมของคณะรัฐประหาร 
 
 นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญกว่า ที่ผ่านมาอย่างน้อย 2-3 เดือน ได้มีการปล่อยมีการกดดันศาลและชี้นำสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะให้เห็นว่าทรัพย์สินนี้ได้มาโดยมิชอบ ควรที่จะยึดเสีย และจะมีเหตุวุ่นวายรุนแรงแรงก่อนพิจารณาคดีและหลังพิจารณาคดี 
 
 การกดดันศาลและสร้างกระแสสังคมเพื่อให้มีการตัดสินไปก่อนศาล ให้สังคมตัดสินไปก่อนศาล ได้ทำโดยบุคคลสำคัญของรัฐบาลเอง บางอย่างทำโดยนายกรัฐมนตรีเอง และบุคคลในรัฐบาล มีการใช้สื่อของรัฐอย่างเป็นระบบต่อเนื่องเพื่อการนี้ และมีการปล่อยให้มีการแสดงความคิดเห็นทั้งสื่อของรัฐ และสื่อต่างๆ ในลักษณะที่กดดันศาล ชี้นำสังคม สร้างกระแสสังคม ให้สังคมตัดสินไปก่อน โดยบุคคลสำคัญของรัฐ พันธมิตรประชาธิปไตย และอดีต กรรมการคตส.เอง ความจริงเป็นกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และหลักความยุติธรรม โดยทั้งหมดเกือบจะไม่เห็นการชี้แจงฝ่ายเจ้าของทรัพย์ที่จะถูกยึดเลย ใครพูดถึงบ้างในแง่ชี้แจงแทนเจ้าของทรัพย์ หรือให้ความเห็นไปในทางที่ไม่ยึด ก็จะถูกกล่าวหาทันทีว่ากดดันศาล นายจาตุรนต์ 
 
 นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า จากเหตุผล 2 ส่วนนี้สันนิฐานว่า คนสำคัญๆ ของรัฐบาล พันธมิตรฯ อดีตกรรมการ คตส.ก็ดี จะรู้หรือเชื่อว่า จะมีการยึดทรัพย์ทั้งหมด โดยเฉพาะการเตรียมการของฝ่ายความมั่นคง การเตรียมการใช้ทีวีของรัฐชี้แจงการยึดทรัพย์ จะมีการหาทางป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดหลังการตัดสินคดี เรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้คนในสังคมไทย ต่อระบบ กระบวนการยุติธรรมของประเทศ ทั้งในแง่การชื่นชม และมีการตั้งคำถามกันครั้งใหญ่ นอกจากนั้นจะมีความเสี่ยงความรุนแรงตามมา และอาจจะนำไปสู่การใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชน ซึ่งจะเป็นเหตุให้ความขัดแย้งในสังคมไทยยึดลึก บานปลายออกไป ยากที่จะสมานฉันท์ ดังนั้นนายกฯและรัฐบาลควรจะต้องยุติ ล้มเลิกการดำเนินการในลักษณะเป็นการกดดันศาล ชี้นำสังคม สร้างกระแสสังคมที่เชื่อมโยงกับการเตรียมการให้กำลังจัดการกับประชาชนด้วย รัฐบาลก็อาจชนะทางการเมือง ปราบปรามประชาชนได้อย่างสบายๆ และในระยะยาวออกไป สังคมไทยก็จะเป็นสังคมขัดแย้งกันรุนแรงมากยิ่งขึ้น มีแผลบาดลึกมากยิ่งขึ้น ยากที่จะเยียวยา ยากที่จะสมานฉันท์ และเป็นการเผชิญหน้าไม่รู้จักจบจักสิ้น สร้างความเสียหายให้กับประเทศมากยิ่งขึ้น 
 
 นายจาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า ที่อยากเสนอทั้ง 2 ส่วนคือ ทั้งกับรัฐบาลและกับผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคือ นอกจากระมัดระวังก่อนถึงวันตัดสินแล้ว และหลังวันตัดสินคดี อยากเสนอให้ฝ่ายที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต้องมีการเตรียมความคิด เตรียมความรู้สึกประชาชน ให้มีความอดทน อดกลั้นมากที่สุด จึงอยากให้ประชาชนติดตามเรื่องนี้ด้วยใจเป็นธรรม ศึกษาหาข้อมูลในเรื่องนี้โดยเปิดรับข้อมูลจากทุกฝ่าย ไม่ใช่ปล่อยให้มีการให้ข่าว ให้ข้อมูลชี้นำอยู่ฝ่ายเดียวอย่างที่เป็นอยู่ ส่วนจะใช้วิจารณญาณตัดสินใจอย่างไร เห็นว่าอะไรดีไม่ดีอย่างไร ถ้าทุกอย่างอยู่ภายใต้กระบวนการของกฎหมาย อยู่ภายใต้สันติวิธี สังคมคงจะหาทางออกมาในอนาคตกันได้ 
 
 เมื่อถามว่า เงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านที่วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ กลุ่มเสื้อแดงจะไปชุมนุมที่กกตมองหรือไม่ว่าจะสามารถทำให้กกต.เปลี่ยนใจหรือตัดสินใจไปในทางใดทางหนึ่ง นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เสื้อแดงไปกดดันกกต.ไปทวงถามกกต.มากกว่า ผลที่เกิดขึ้นคือทำให้สังคมมาสนใจในเรื่องนี้มากขึ้นได้อีกหน่อย เข้าใจว่าตอนนั้นข่าวอื่นคงจะกลบเสียด้วย แต่คงทำให้สังคมสนใจวิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้น และคงทำให้กกต.โดยเฉพาะประธานกกต.มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปมากยิ่งขึ้น ก็อาจจะทำให้ประธานกกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ไม่กล้าเยื้อเวลาอีกต่อไป หรือไม่กล้าช่วยที่จะช่วยพรรคประชาธิปัตย์มากๆ อย่างที่ทำไปในฐานะประธานกกต.เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ประธานกกต.ได้ทำผิดไปแล้ว เห็นชัดเจนอยู่แล้ว ที่ไปลงมติไป ที่เสร็จแล้วบอกว่าขอเวลาอ่านมันผิดอยู่แล้ว 

 

“ไอ้กี้-แรมบ้า” เดือด!!! บินไทยแจ้งจับฐานเบ่งบินฟรี เจ้าตัวขู่ฟ้องกลับ

February 6, 2010

                 

“หมอวรงค์” โชว์หลักฐาน “ไอ้กีร์-แรมบ้า” เบ่งบินฟรี เผยตัวแทนบินไทยขอนแก่นโร่แจ้งความเอาผิดแล้ว ด้าน “เทพไท” ย้อน พวกปากว่าตาขยิบด่าคนอื่น 2 มาตรฐานกลับทำเสียเอง ขณะที่ “2 เกลอจอมเบ่ง” แถลงโต้ ลั่นทำถูกต้องแล้ว ขู่แจ้งจับ “ซาเล้ง” ฐานหมิ่น 
 
  
 
 วันนี้ (6 ก.พ.) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นำหลักฐานจากบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) ที่มอบเป็นหนังสือยืนยันมาแถลงข่าวกรณีที่นายสุพร อัตถาวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงแอบอ้างนำบัตร ส.ส.อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาใช้สิทธิ์ขึ้นเครื่องบินฟรี จากสนามบินขอนแก่นมาลงที่ท่าอาาศยานสุรรณภูมิ โดยได้กรอกข้อความลงในใบแบบฟอร์ม(ตัวอย่าง)บนคูปอง ทั้งที่ไม่ใช่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยนพ.วรงค์ระบุว่า ตัวแทนของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จังหวัดขอนแก่นได้เข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐานแล้ว แต่ไม่ได้มีการระบุข้อกล่าวหา ทั้งนี้ ตนอยากเรียกร้องไปยัง นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการให้ บริษัทการบินไทย ดำเนินคดีทางกฎหมาย ฐานฉ้อโกงกับนายสุพร ภายหลังปรากฏว่า นายสุพรเจตนาลงชื่อในใบคูปองสีฟ้าให้เจ้าหน้าที่เข้าใจผิดคิดว่า เป็น ส.ส. ทั้งๆ ที่คูปองใบสีฟ้า เป็นสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาเท่านั้น 
 
 ด้านนายเทพไท เสนพงษ์ โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนฝากถามนายสุพร ผู้เป็นแกนนำในการต่อต้านระบบ 2 มาตรฐาน ว่าเหตุใดจึงกระทำการ 2 มาตรฐานเสียเอง แค่เงิน 3,000 กว่าบาท 
 
 ขณะที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และนายสุพร อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.ไทยรักไทย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง แถลงข่าวตอบโต้ว่า ไม่ได้เตรียมนำกลุ่มคนเสื้อแดงมากดดัน นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อทวงถามถึงใบสีฟ้าสำหรับการกรอกข้อมูลขอ ส.ส.ขึ้นเครื่องการบินไทย ที่มีการตอบกระทู้ในสภา ทั้งนี้มีข่าวว่า ตนเองอ้างสิทธิ์ ส.ส.ในการขึ้นเครื่องบิน ซึ่งยืนยันว่า เป็นเพียงการยื่นขอเพื่อเปลี่ยนเที่ยวบิน และได้มีการจ่ายเงินถูกต้อง รวมถึงได้กรอกเอกสารสีฟ้าตามที่กล่าวอ้างอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังระบุว่าการให้ข้อมูลในสภาทำให้ตนเสียหาย เพราะมีการถ่ายทอดสด และประชาชนอาจเชื่อในข้อมูลของ ส.ส.ได้ ทั้งนี้จะฟ้องดำเนินคดี ทั้งเพ่งและอาญาต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในข้อหาหมิ่นประมาท 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



“ปลวกแดง” ใจเขมร กร่างสุดๆ!! ลั่นบุกเวทีพธม.ศรีสะเกษ – มทภ.2 คุย “เพื่อนแม้ว” เสร็จแล้ว

February 6, 2010

 

 

มทภ.2 ควง ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ ออกจากพระวิหารแล้ว หลังพบ “ฮุนเซน” ราบรื่น “ปลวกแดง” ใจเขมร ป้อง “เพื่อนแม้ว” สุดชีวิต สุดเหิม!! ประกาศบุกรังชุมนุมพันธมิตรฯศรีสะเกษ อ้างเฉยทำ 2 ชาติเสียหาย “หม่อมวัลย์วิภา” ชมรัฐบาลออกมาตรการโต้เขมรเทพจริงๆ ชาวภูมิซรอล รับเซ็งโคตรๆ เสียวบ้านโดนบอมบ์ ซ้ำหาของป่าไม่ได้ 
 
 วันนี้ (5 ก.พ.) ที่บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ล่าสุดว่า ขณะนี้ พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเดินทางขึ้นไปรับ สมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา บริเวณพื้นที่พิพาทบนเขาพระวิหาร นานกว่า 3 ชั่วโมง ได้เดินทางกลับลงมาแล้ว โดยการขึ้นไปรับสมเด็จฮุน เซน ไม่มีการอนุญาตให้สื่อมวลชนขึ้นไปทำข่าวแต่อย่างใด โดยมีรายงานว่า การเข้าพบกันระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 และสมเด็จฮุน เซน เป็นไปอย่างราบรื่น ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของทหารทั้ง 2 ฝ่าย อย่างเข้มงวด 
 
 ขณะที่บรรยากาศในอ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ซึ่งรวมตัวกันบริเวณที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ ล่าสุดได้มีมติว่า จะเคลื่อนขบวนบางส่วนไปบริเวณศาลหลักเมืองกันทรลักษ์ ซึ่งเป็นสถานที่ชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อแจ้งให้พันธมิตรฯออกจากพื้นที่ เพราะเห็นว่า การเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ของพันธมิตรฯ จะกระทบความสัมพันธ์ของประชาชนตามแนวชายแดน โดยรูปแบบการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เน้นย้ำให้กลุ่มผู้ชุมนุมห้ามลงจากรถประชาสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งกัน 
 
 ขณะที่พันธมิตรฯยังปักหลักชุมนุมที่ศาลหลักเมือง ซึ่งมีเพียงการปราศรัย และไม่มีการเคลื่อนไหวออกจากพื้นที่แต่อย่างใด 
 
 ด้านม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ สถาบันไทยคดีศึกษา ซึ่งเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการต่อต้านการเดินทางมาบนพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร บริเวณปราสาทพระวิหาร ของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวถึงมาตรการตอบโต้ของรัฐบาลไทยว่า เป็นมาตรการที่ดีแล้ว เพราะประเทศไทยต้องแสดงสิทธิ์เช่นกัน 
 
 ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวยังรายงานด้วยว่า การลงพื้นที่บริเวณพื้นที่พิพาทรอบปราสาทพระวิหารของ สมเด็จฯฮุน เซน ในวันนี้ (6 ก.พ.) ทำให้ชาวบ้านภูมิซรอลวิตกกังวลว่า จะส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา จนนำไปสู่เหตุเผชิญหน้ากันของทหารทั้ง 2 ฝ่าย และจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ทำให้การเดินทางไปหาของป่าเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะเจ้าหน้าที่เข้มงวดในการผ่านเข้า-ออก เนื่องจากเกรงว่า จะกระทบต่อความมั่นคง 

 

ปปช.ยันซื้อตำแหน่งมท.ไม่เป็นมวยล้ม

February 6, 2010

 

 

ป.ป.ช.พร้อมสอบ ขยายผลซื้อตำแหน่งมหาดไทย 20 ล้าน ชี้เป็นเรื่องมัวหมอง พ่อเมืองจ่ายเงินได้เก้าอี้ อธิบดีปกครองลุ้นหนัก ใกล้สรุปคดีทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ 
 
 นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการปปช. ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวน กรณีข้อร้องเรียนการทุจริตการสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอกรมการปกครอง กระทรวงมหดาไทย ซึ่งมีข้อกล่าวหกาว่า มีการเรียกรับเงิน และมีข้อสอบรั่ว เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบสวนว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการอยู่ระหว่างการเตรียมสรุปเรื่อง เพื่อดูว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีมูลและพยานหลักฐานที่สามารถแจ้งข้อกล่าวหา กับผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูงในกรมปกครอง.ได้หรือไม่ โดยสาเหตุที่คดีนี้มีความล่าช้าเนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการประมวลและสรุปผล แต่หากที่ประชุมมีมติให้แจ้งข้อกล่าวหา ก็จะหรือเพียงการให้ถ้อยคำของบุคคลที่ถูกระบุชื่อว่าฟังขึ้นหรือไม่ ถ้าชี้แจงไม่ขึ้นก็สามารถเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ ของปปช.ให้ชี้มูลความผิดได้เลย ขั้นตอนนี้จึงจะเร็ว 
 
 เมื่อถามว่า นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พานิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้มาให้ปากคำกับอนุกรรมหรือยัง นายประสาทกล่าวว่า ป.ป.ช.ได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนไปให้นายวงศ์ศักดิ์แล้ว เพื่อให้ทำหนังสือชี้แจงกลับมาว่าคัดค้านการตั้งอนุกรรมไต่สวนหรือไม่ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องในกรมการปกครองก็ไม่คัดค้านคำสั่ง แต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวน โดยการเรียกนายบุคคลที่ ถูกระบุชื่อมาให้ถ้อยคำจะเกิดขึ้นต่อเมื่ออนุกรรมการไต่สวนแจ้งข้อกล่าวหา แล้วเท่านั้น แต่หากผลการสอบสวนไปไม่ถึงเขาก็ไม่จำเป็นต้องมาให้ปากคำต่อป.ป.ช. 
 
 เรื่องนี้ยืนยันไม่เป็นมวยล้ม การสอบเราเรียกมาดูหมดทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ดูว่าผลการสอบคะแนนเป็นอย่างไร คนที่สอบเข้าได้ ทำข้อสอบได้จริงหรือไม่ หรือว่าทำไม่ได้คะแนนไม่ถึงแต่กลับมีชื่อเข้าโรงเรียนนายอำเภอได้แบบนี้ก็ แสดงว่าผิดปกติแล้วรวมทั้งต้องดูด้วยว่ามีข้อสอบรั่วก่อนถึงวันสอบหรือไม่ ชื่อที่สอบได้มีอะไรผิดสังเกตุหรือไม่ แต่ต้องยอมรับว่าการสอบสวนหาข้อมูลพยานบุคคล พยานเอกสารหาได้ยาก เพราหากมีการเรียกรับผลประโยชน์ เขาก็คุยกันทางวาจาไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ แต่ปปช.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปยึดเอกสารข้อสอบ ผลคะแนนทั้งหมดที่โรงเรียนนายอำเภอและที่กรมการปกครองเอาไว้แล้ว ยืนยันไม่มีการทำลายเอกสารหลักฐานทิ้งแน่นอน คดีนี้ต้องรัดกุมเพื่อให้เป็นแบบอย่างถ้าจะเอาผิด ถ้าสำนวนไม่แน่จริงก็เอาคนผิดมาลงโทษไม่ได้ นายประสาทกล่าว 
 
 นายประสาท ซึ่งเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายแห่ง ยังกล่าวถึงกรณีการซื้อขายตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทยเป็นจำนวนเงินหลาย สิบล้านว่า ในฐานะอดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทย เรื่องนี้ไม่สบายใจเพราะเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ผู้บริหารในกระทรวงต้องมีการตรวจสอบ หากผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ หรือข้าราชการมหาดไทยมีข้อมูลก็ส่งเรื่องมาที่อนุกรรมการป.ป.ช.ชุดตนก็ได้ จะได้เป็นส่วนหนึ่งในการสอบสวนคดีทุจริตโรงเรียนนายอำเภอ 
 
 ถ้าสถาบันเจ้าเมือง นายอำเภอมีรื่องมัวหมองแบบนี้ ก็ปกครอง คนไม่ได้ สำคัญอยู่ที่ตัวข้าราชการประจำต้องไม่ยอม หากต้องมีการจ่ายเงินหลายสิบล้านเพื่อแลกกับตำแหน่งต้องมีการถอนทุนคืน ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็สาวถึงผู้เรียกรับผลประโยชน์ได้ค่อนข้างยาก เพราะเป็นเรื่องการสมประโยชน์ระหว่างผู้ให้และผู้รับ ที่คงไม่ออกมาพูดกันให้คนข้างนอกได้ยิน จึงไม่ปรากฎร่องลอยทิ้งเอาไว้ในเรื่องทำนองนี้นายประสาทระบุ 
 
 ปูดเข้าโรงเรียนนอภ.ควักจ่าย 8 แสน 
 
 ทั้งนี้ นายชวลิต วิชัยสุทธิ์ สส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย หนึ่งในคณะทำงานเตรียมข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เคยออกมาระบุว่า มีการเรียกรับเงินผู้ที่ต้องการจะเข้าโรงเรียนนายอำเภอ(นอภ.) คนละ 8 แสนบาท 

 

“ปานเทพ” ชวน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มยื่นถอดถอน ส.ส. ยื่นญัตติแก้ รธน.

February 6, 2010

 พี่น้องพันธมิตรฯ ถ่ายทอดประสบการณ์เรียนรู้และได้รับสิ่งดีๆ จากโรงเรียนผู้นำ เผย เมื่อเข้าฝึกอบรมแล้วทำให้หลอมรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ด้าน “ปานเทพ” ชวน ล่าชื่อถอดถอน 102 ส.ส. ยื่นญัตติแก้รัฐธรรมนูญ แจง ดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่ www.manager.co.th ตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ.เป็นต้นไป ต่อจากนั้นจะใช้เวลารวบรวมรายชื่อ 180 วัน ย้ำ ผู้ประสงค์ลงชื่อต้องเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่านั้น 
 
  
  คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  
 
 รายการ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทางเอเอสทีวี-ทีวีของประชาชน ช่วงเวลา 20.30-21.30 น.วันศุกร์ที่ 5 ก.พ. มี นางจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งได้มีการเชิญวิทยากรพิเศษมาร่วมพูดคุยได้แก่ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ รวมทั้งพี่น้องพันธมิตรฯ ที่เข้าร่วมฝึกอบรมในโรงเรียนผู้นำ เพื่อหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว 
 
 นายปานเทพ กล่าวว่า ร.ร.ผู้นำเป็นหลักสูตรที่ทำให้พี่น้องพันธมิตรฯ เข้าใจกันมากขึ้น รวมทั้งได้มีการพัฒนาการเรียนรู้ในเรื่องการอยู่ร่วมกัน ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเดียว ร่วมแรงร่วมใจกันในการทำเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จากคนที่ไม่รู้จักกันเลย แต่พอมาได้ทำกิจกรรมร่วมกันในร.ร.ผู้นำ ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจกัน 
 
 ตัวแทนผู้ไปอบรม ร.ร.ผู้นำรุ่นแรกคนหนึ่ง กล่าวว่า ภายหลังจากที่ไปอบรมร.ร.ผู้นำ เกิดสัมพันธ์ไมตรีระหว่างกัน โดยจากเดิมที่เกิดความหวาดระแวง ไม่รู้ใครเป็นใคร แต่เมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ทำให้หวนนึกถึงเหตุการณ์การต่อสู้ 193 วัน ที่ร่วมปกป้องบ้านเมือง โดยก่อนหน้านี้ เมื่อทราบว่ามี ร.ร.ผู้นำ ก็รวบรวมเพื่อนฝอง เดินทางมาร่วมอบรม 
 
 ด้านตัวแทนผู้อบรม ร.ร.ผู้นำรุ่นที่ 2 กล่าวว่า ทราบข่าวว่ามี ร.ร.ผู้นำ เพราะพี่น้องพันธมิตรฯ ที่รู้จักกันโทรศัพท์มาแจ้งข่าว โดยเมื่อไปร่วมกิจกรรม ทำให้รู้สึกลึกซึ้งถึงความเป็นพันธมิตรฯ เพราะที่ผ่านมาในช่วง 193 วัน ได้ไปร่วมชุมนุมมาตลอด ทำให้อยากเรียนรู้อะไรมากขึ้น 
 
 นายปานเทพ กล่าวเสริมว่า มีพี่น้องพันธมิตรฯ ลพบุรี บางคน เดินทางมาร่วมฝึกอบรมในร.ร.ผู้นำ ซึ่งในกรณีที่จ.ลพบุรีนี้ สมควรจะนำไปศึกษา เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ ผู้ปราศรัยต้องขึ้นเวที 2 แห่งพร้อมกัน ทำให้เกิดความชั่งใจว่าจะขึ้นเวทีไหนดี โดยเมื่อตรวจสอบ ก็พบว่าปัญหาเกิดจากแกนนำในจังหวัด ไม่ค่อยลงรอยกัน ซึ่งตนกับนายสุริยะใส กตะศิลา ก็มาร่วมพูดคุยกับแกนนำฯจังหวัดดังกล่าว จึงเกิดการรับฟังปัญหา เพื่อรับรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อะไรที่เป็นความเข้าใจผิดต้องรีบแก้ไขทันที จากนั้น เมื่อได้คุยกันก็เกิดการตกลงและร่วมมือกัน 
 
 ”ต้องเข้าใจว่าโรงเรียนผู้นำ มันไม่ใช่เป็นโรงเรียนที่มีความหรูหรา มีความร่ำรวย สุขสบายเหมือนที่อื่น ถือเป็นโรงเรียนที่ฝึกความอดทน ถ้าจะเทียบแล้วสันติอโศกคือโรงเรียนฝึกความพอเพียงอย่างแท้จริง ทำเพื่อจิตสาธารณะทำเพื่อสังคมที่ดีกว่า ซึ่งพอใช้หลักธรรมในการดำเนินชีวิต ทำให้เกิดโรงเรียนผู้นำตามมา” นายปานเทพ กล่าว 
 
 นายปานเทพ กล่าวถึงกรณีพันธมิตรฯ เดินหน้ายื่น 20,000 รายชื่อ เพื่อถอดถอน ส.ส. 102 คนที่ร่วมยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ว่า นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ และ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ได้ไปยื่นแบบฟอร์มให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอน ส.ส. 102 คน ที่ร่วมกันเสนอยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งครั้งนี้เป็นการแสดงตน จากนั้นจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมลงชื่อให้ครบ 20,000 รายชื่อ โดยสามารถไปดาว์นโหลดแบบฟอร์มได้ที่ www.manager.co.th ตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ.เป็นต้นไป จากนั้น จะใช้เวลาภายใน 180 วัน ทำการรวบรวมและขอตรวจสอบรายชื่อ ซึ่งตนอยากเน้นย้ำ สำหรับผู้ที่ประสงค์จะร่วมลงชื่อขอให้ตรวจสอบตัวเองด้วยว่า เป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหรือไม่ 
 
 ดาวน์โหลดแบบฟอร์มถอดถอน 102 ส.ส.ยื่นแก้ รธน.เพื่อตัวเอง ที่นี่! 
 

“เศษแดง” หลงโรง!! เปรียบตัวดั่งหนุมาน เสี้ยมเขี่ย “ขี้ตู่” ทิ้ง ลั่นรบชนะ เจอจับยัดซอง

February 6, 2010

 

 

“เสธ.แดง” หลงโรง!! หลุดโลกเปรียบตัวดั่งหนุมาน เรียก “จิ๋วหวานเจี๊ยบ” พระราม ส่วน “พัลลภ” เป็นพระลักษณ์ เสี้ยมเขี่ย “ขี้ตู่” พ้นสามเกลอ หลังทำทหารแก่สะเทือนใจ งอนหยุดเคลื่อนไหว ด้าน”แรมบ้า” บ่นกับเสธ.ถ่อย โดน “ไอ้ตู่” ด่าเปิง รอเวลาม็อบแดงรบชนะ จะจับแก้แค้นยัดใส่ซอง โพล่ง “พ่อแม้ว” ขายฝัน “จิ๋ว” นั่งนายกฯตอนแก่ ปูทางแก้กม.นิรโทษกรรม 
 
 วานนี้ (5 ก.พ.) พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เปิดเผยถึงกรณีที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ประกาศยุติบทบาทไม่เคลื่อนไหวอีกต่อไป ว่า เรื่องนี้อาจเกิดเพราะความน้อยใจของ พล.อ.พัลลภ ที่ถูก นายจตุพร พรมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ให้สัมภาษณ์โจมตีเรื่องการจัดตั้งกองกำลังประชาชน โดยเรื่องนี้ตนไม่เข้าใจเลยว่าจะไปต่อว่า พล.อ.พัลลภ ทำไม เนื่องจากท่านเป็นผู้ใหญ่ นายจตุพร ออกมาพูดเช่นนี้ย่อมเกิดความน้อยใจ เพราะฉะนั้น อยากให้ไปขอโทษ พล.อ.พัลลภ เพราะนายจตุพรเป็นเด็กรุ่นลูก และที่สำคัญ คือ กองทัพประชาชน เป็นนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งวางแผนให้เราทำแบบนี้ 
 
 พล.ต.ขัตติยะ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังทราบอีกว่า นายจตุพร ยังได้โทรศัพท์ไปด่า นายสุพร อัตถาวงษ์ หรือแรมโบ้อีสาน ทำให้ แรมโบ้อีสานอยู่ในอาการเครียดและหงอย เพราะแรมโบ้อีสาน รักนายจตุพร ซึ่งเรื่องนี้พอตนไปให้กำลังใจ พร้อมปลอบใจว่าอย่าตกใจ ขอให้ดูเรื่อง พาวเวอร์ เพล์ย เป็นตัวอย่าง หลังจากที่กองทัพแดงชนะรัฐบาลโจร เราสามารถจับ นายจตุพร ในขั้นตอนสุดท้ายได้ โดยเมื่อแรมโบ้อีสานฟังถึงกับตบขาฉาดใหญ่ด้วยความสะใจที่ได้ฟังตนอธิบาย 
 
 พล.ต.ขัตติยะ กล่าวอีกว่า ตนอธิบายต่อว่า นายจตุพร ไม่มีกองกำลังอยู่ในมือ เพราะแค่คุมประชาชนก็เท่ากับว่าไม่มีอาวุธอยู่กับตัว แต่พวกเราคุมทหารพราน และเต็มไปด้วยพวกฮาร์ดคอร์ ที่เป็นกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ ดังนั้น เราต้องไปห้ามไม่ให้ฆ่าประชาชน ศาล ป.ป.ช. และ คตส. โดยจะเห็นว่า นายจตุพร ไม่มีความหมายสำหรับพวกเราอีกแล้ว โดยจะเก็บใส่ซองเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อไปพอแถลงข่าวก็จะมีแค่ นายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำ นปช. แรมโบ้อีสาน และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จึงไม่จำเป็นต้องมี นายจตุพร อีกแล้ว เพราะฉะนั้น ขอให้ นายจตุพร ไปทำงานร่วมกับ กลุ่มฮาร์ดคอร์ ที่มี นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ซึ่งเรื่องนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โทรศัพท์มาหาแล้วให้ พล.อ.ชวลิต เดินหน้าต่อ มีข้อตกลงว่าถ้าชนะจะให้ พล.อ.ชวลิต เป็นนายกฯ 1ปี และจะวางกระบวนการต่างๆ ทั้งระบบรัฐสภา การเมือง หรือแม้แต่การออกบทเฉพาะกาลนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นอิสระ ซึ่งเรื่องที่นอกเหนือจากนี้ให้ พล.อ.ชวลิต เป็นผู้ควบคุมดูแลทั้งหมด ตนคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนน่ารักมาก ไม่พูดเลยว่าตนอยากจะกลับมาเป็นนายกฯ 
 
 เพราะฉะนั้น แนวทางนี้เราต้องเดินหน้าต่อ ผมบอกแล้วว่า พี่จิ๋วเป็นพระราม พี่พัลลภเป็นพระลักษณ์ ส่วนพี่แดงเป็นหนุมานในการต่อสู้ สองคนนั้นเขาไม่ได้รบเอง เวลาจะเดินไปแต่ละก้าวจะเชื่องช้า กว่าจะยิงธนูแต่ละครั้งต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้น พี่จิ๋วจะปฏิเสธไม่ได้ เพราะเป็นคนที่มีบารมีที่สุดในประเทศไทยที่จะยับยั้งไม่ให้ทหารยิง เหมือนนโปเลียนเรียกทหารอีกฝ่ายมาอยู่ข้างหลังหมด โดยทหารทั้งหมดถูกเรียกว่า my son ทหารไม่มีใครยิงนโปเลียนเลย ส่วนป๋าเปรม บารมีไม่เท่า บิ๊กจิ๋ว ไปแถวห้วยขวางก็ถูกไล่เหมือนหมูเหมือนหมา เพราะฉะนั้น การต่อสู้ของบิ๊กจิ๋วทำได้อย่างถูกต้องเต็มที่ ท่านจะปฏิเสธการเป็นผู้นำไม่ได้ ถ้าจะหนีแบบพฤษภาฯ 35 และทิ้งมหาจำลองไว้คนเดียวคงไมได้ เพราะหนุมานคงไม่ยอมแน่ เราตกลงกันแล้วว่า พล.อ.พัลลภ จะล็อคแขนขวา พล.อ.พิรัช (สวามิวัศดิ์) จะล็อกแขนซ้ายไว้ พล.ต.ขัตติยะ กล่าว 
 
 พล.ต.ขัตติยะ กล่าวอีกว่า แม้ พล.อ.พัลลภ จะน้อยใจที่ถูก นายจตุพร ด่า และได้โทรศัพท์มาให้ตนหยุดเคลื่อนไหวเหมือนกัน โดยท่านบอกว่า หยุดบนดิน แต่ใต้ดินต้องทำต่อไป เพราะว่าต้องทำตามนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนนก เหตุที่ นายจตุพร ออกมาเช่นนี้ ก็เพราะไม่ได้โทรศัพท์ถาม พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะฉะนั้น ยังเชื่อว่า นายจตุพร จะเข้าใจได้ ม็อบแดงเกิดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ประชาชนไม่ได้มาเพราะจตุพร ถ้าเขาเครื่องบินตก หรือ รถชนใต้ ม็อบแดงก็ยังอยู่ หรือ เสธ.แดง ตาย ม็อบแดงก็ยังอยู่ เพราะม็อบแดง เรียกร้องประชาธิปไตย ทำลายอำมาตยาธิปไตยและสองมาตรฐาน ประชาชนรู้แล้วว่านี่คือรัฐบาลโจร มีการเขียน รธน.โจร ม.39 ยิงคนไม่ผิด อย่างไรก็ตาม เมื่อทำความเข้าใจแล้ว ขั้นตอนแรก พล.อ.ชวลิต ต้องนำการต่อสู้ เพื่อไม่ให้ทหารยิงประชาชนเหมือนเดือน เม.ย. ขั้นที่สอง ครอบครัวทหารแข็งขืน และถือป้ายประท้วง ขั้นที่สาม ทหารไม่ออกมาจากค่ายตามคำสั่ง ขั้นที่สาม ถ้าทหารออกมายิง ก็จะใช้ทหารพรานเข้าตอบโต้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตายเหมือนเดือนเม.ย.เพราะตอนนั้นเราโดนพวกกลุ่มเนวิน ซึ่งเป็นมือที่ 3 หลอกเอารถแก๊สมาเผา เอารถเมล์ 

 

ดาวน์โหลดแบบฟอร์มถอดถอน 102 ส.ส.ยื่นแก้ รธน.เพื่อตัวเอง ที่นี่!

February 6, 2010

 ดาวน์โหลดแบบฟอร์มถอดถอน 102 ส.ส.ยื่นแก้ รธน.เพื่อตัวเอง ที่นี่! 
 

 ดาวน์โหลดแบบฟอร์มถอดถอน 102 ส.ส.ยื่นแก้ รธน.เพื่อตัวเอง ที่นี่! 
 

แผนรับมืออำนาจเถื่อน ระวังอ.ต.ร.แทรกซึมเสื้อแดงในคราบคนมีสี

February 6, 2010

 

 

ต้องมีการ “กลั่นกรอง” ทีมงานที่จะส่งไปดูแลความปลอดภัยให้กับ”กลุ่มเสี่ยง” ที่จะได้รับอันตรายเหล่านี้ด้วย ไม่ใช่ดันไปส่งพวก ตำรวจแดง-ทหารแม้ว ไปให้ เพราะขืนดันส่งคนเหล่านี้ไป แทนที่จะเป็นเรื่องดี ช่วยกันป้องกันสอดส่องไม่ให้เกิดเหตุร้าย กลับกลายเป็นกลับเป็นตรงกันข้าม คือ คอยรายงานความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ ให้พวกคนวางแผน สั่งการได้ทราบ แถมเปิดทางสะดวกให้ 
 
 ขยับกันแล้วสำหรับฝ่ายกองทัพ กับท่าทีล่าสุดของ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่มีคำสั่งถึงทุกหน่วยขึ้นตรง เฝ้าระวัง เหตุอันตรายการเมือง ภายในประเทศ ในช่วง 3 วันอันตราย คือ 24 กุมภาพันธ์-27 กุมภาพันธ์ 2553 
 อันเป็นช่วงอันตรายก่อนและหลังวันตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท นช. ทักษิณ ชินวัตร ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั่นคือในวันตัดสินคดี 26 ก.พ.53 และ หลังวันตัดสินคดีอีกหนึ่งวัน 
 โดยการให้ทหารช่วยฝ่ายตำรวจในการหาข่าว และช่วยดูแลความปลอดภัยบุคคลสำคัญและสถานที่สำคัญ เช่น องคมนตรี ผู้พิพากษา นายกรัฐมนตรี รวมถึงติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่จะทำการเคลื่อนไหวการเมืองในช่วงเวลานั้น 
 
 นี่ย่อมเป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่า แม้แต่ฝ่ายกองทัพ-ความมั่นคง ก็เริ่มได้กลิ่น ไม่สู้ดีแล้วว่า อาจเกิดเหตุรุนแรงทุกระดับขึ้นภายในประเทศในช่วงก่อน และหลังตัดสินคดียึดทรัพย์ ถึงได้เริ่มขยับออกมาช่วยตำรวจ และรัฐบาล ที่อาจรับมือไม่ไหว ! 
 
 ยิ่งเมื่อล่าสุด ถึงขั้นที่ฝ่ายเพื่อไทย-เสื้อแดงโดย พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี เปิดเผยระหว่างการเดินทางไปรับคำสั่งทักษิณ ชินวัตรที่ดูไบว่า 
 
 ภารกิจหลังจากกลับมาแล้ว จะจัดตั้ง กองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (กปช.) โดยให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ของกองทัพประชาชน 
 โดยอ้างว่า เพื่อนำการต่อสู้ นำความสงบสุขและประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา เพราะทนไม่ไหวกับสภาพบ้านเมือง 
 
 แค่นี้ก็เห็นแล้วว่า สงคราม เสื้อแดง-ทักษิณ-เพื่อไทย ครั้งนี้ เอากันถึงตาย ! 
 ครั้นจะพึ่งหวังตำรวจดูแลความเรียบร้อย ก็ไม่เอาอ่าว ดูได้จากขณะนี้ตำรวจก็ยังดมกลิ่นตามตัว คนร้ายที่ปาถุงอุจจาระใส่บ้านพัก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ย่านสุขุมวิท 31 ยังไม่ได้ 
 
 ขนาดบ้านพักผู้นำประเทศ ยังโดนขนาดนี้ ถูกมือดีปาอุจจาระ ก็ถือว่าร้ายแรงแล้ว เพราะเป็นการหยามกันชัดๆ แค่คนร้ายขี่มอเตอร์ไซด์คันเดียว ทำกันช่วงกลางวันแสกๆ ตำรวจยังงมโข่ง ทำอะไรไม่ได้ ระดมทีมสืบสวนฝีมือดีของนครบาลมาประชุมกันหลายรอบ ก็ยังไม่คืบหน้า 
 
 แค่ป่าวประกาศว่าได้เค้าคนร้ายแล้ว แต่ไม่เห็นจับเสียที 
 หากครั้งต่อไป เล่นระเบิดน้อยหน่า หรือยิงเอ็ม 79 เข้าใส่บ้านพักนายกรัฐมนตรี มีหวังตำรวจคงต้องเอาปี๊ปคุมหัวด้วยความอับอาย เพราะขนาดนายกรัฐมนตรี ผู้นำสูงสุดของประเทศ ยังดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้ไม่ได้ แล้วประชาชน ตาสีตาสา ธรรมดา จะไปหวังพึ่งอะไรตำรวจได้ 
 
 เพราะไม่แน่ครั้งหน้าคนร้าย คนวางแผน คนสั่งการ อาจเล่นหนักกว่านี้ ถึงขั้นหวังเอาชีวิตนายกรัฐมนตรีก็เป็นไปได้! 
 
 จึงควรอย่างยิ่งที่ตำรวจ และทหาร จะต้องมีการดูแลความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน บ้านพัก-สถานที่ทำงานของกลุ่มบุคคลสำคัญ ที่มีความเสี่ยงต่อการลอบประทุษร้าย อย่างเข้มข้นในช่วงต่อจากนี้ เช่น ศาลฎีกาฯ องค์คณะตุลาการผู้พิจารณาสำนวนคดียึดทรัพย์ อดีตกรรมการ คตส. แกนนำฝ่ายอัยการที่คุมสำนวนคดียึดทรัพย์ และเป็นคนว่าความดำเนินคดีในชั้นศาลฎีกาฯ ตลอดถึงองคมนตรีทุกท่าน เพราะหลายคนในกลุ่มนี้ ก็ไม่ค่อยมีตำรวจ หรือมีคนดูแลความปลอดภัยให้ จึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะของแบบนี้จะมาแก้ไขในภายหลังนั้นไม่ได้ หากถึงจุดคับขัน มีคำสั่งบัญชาการลับให้จัดการข่มขวัญ-ข่มขู่ กว่าจะเริ่มวางแผนรับมือ อาจสายเกินไป จึงควรแล้วที่ทหาร-ตำรวจ จะต้องมีการเตรียมการรับมือกันไว้แต่เนิ่นๆ 
 อย่างไรก็ตาม ก็ต้องมีการ กลั่นกรอง ทีมงานที่จะส่งไปดูแลความปลอดภัยให้กับ กลุ่มเสี่ยง ที่จะได้รับอันตรายเหล่านี้ด้วย ไม่ใช่ดันไปส่งพวก 
 
 ตำรวจแดง-ทหารแม้ว 
 หรือพวกที่มีใจใฝ่ไปทางระบอบทักษิณ หรือหนุนหลังพวกป่วนบ้านเผาเมืองอย่างพวก นปช.-คนเสื้อแดง เพราะขืนดันส่งคนเหล่านี้ไป แทนที่จะเป็นเรื่องดี ช่วยกันป้องกันสอดส่องไม่ให้เกิดเหตุร้าย กลับเป็นตรงกันข้าม คือคอยรายงานความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ ให้พวกคนวางแผน สั่งการได้ทราบ แถมเปิดทางสะดวกให้ เช่น การช่วยดูว่ามีกล้องวงจรปิดติดอยู่ที่ไหนบ้าง ในบ้านพัก หรือที่ทำงาน และจะต้องทำอย่างไรให้พ้นจากการถูกจับภาพได้ หรือส่งข้อมูลว่า ให้ลงมือนอกบ้าน ที่ทำงาน ตอนไหนสะดวก จะได้ไม่ต้องกังวลการถูกติดตามตัว หรือจับภาพได้ 
 
 จนเปิดทางให้กลุ่มผู้วางแผน มีการส่งคนร้าย ไปทำการข่มขู่ด้วยวิธีการต่างๆ เช่นโยนระเบิดใส่บ้านพัก หรือปาอุจจาระใส่รถยนต์ ขณะขับจากที่ทำงานเพื่อกลับบ้านพัก 
 แบบนี้ แทนที่จะเป็นการช่วยป้องกันดูแลไม่ให้เกิดเหตุร้าย กลับกลายเป็นการส่ง คนร้าย ในคราบทหาร ตำรวจไปช่วยเคลียร์ทางสะดวกให้ 
 
 มันก็บรรลัยกันหมด หากไม่คำนึงถึงข้อเตือนที่เรา-ทีมข่าวการเมือง แจ้งเตือนกันไว้ 
 เพราะการข่าวปิดลับ ที่ทีมข่าวเรารู้มาก็คือ ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายๆ ปี 2552 ก่อนที่จะเกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดบ้านพัก นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ที่มีบทบาทสำคัญในการสอบสวนและเอาผิดกับบิ๊กตำรวจ-การเมือง ในกรณี 7 ตุลาทมิฬ แต่ปรากฏว่าคนร้ายได้ข้อมูลผิด เพราะบ้านพักที่โดนปาระเบิด นายวิชาได้ขายไปแล้ว รวมถึงก่อนการวางระเบิดข่มขู่หน้าสำนักงานป.ป.ช. ถนนพิษณุโลก 
 
 ได้มีการส่งทีมตำรวจ ไปยังบ้านพักของบรรดาเหล่าอดีต คตส.-กรรมการป.ป.ช.เพื่อขอถ่ายภาพบ้านพักส่วนตัวทุกจุดโดยละเอียด เช่น มีทางเข้า-ทางออก ในบ้านกี่ทาง ถนนโดยรอบเป็นอย่างไรบ้าง สามารถตัดเชื่อมออกไปทางไหนได้บ้าง มีห้องพักกี่ห้องในบ้านพัก บันไดอยู่ตรงไหน กล้องโทรทัศน์วงจรปิดมีไหม ถ้ามีแล้วติดไว้ตรงไหนบ้าง ถ่ายภาพได้กว้างขนาดไหน โดยกรรมการคตส.รายหนึ่ง เห็นว่าบ้านพักเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ควรที่บุคคลภายนอกมารับรู้ จึงปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลกับตำรวจ และไม่ให้ถ่ายภาพ หรือทำแผนผังใดๆ ทั้งสิ้น 
 ซึ่งอดีต คตส. คนดังกล่าวยอมรับว่า ลึกๆที่ไม่ให้ความร่วมมือดังกล่าว เพราะก็ไม่ไว้ใจ เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร คนที่ได้ข้อมูลไป พอได้ไปแล้วจะเอาไปให้ผู้บังคับบัญชาระดับไหน หรือส่งให้ตำรวจกองบังคับการไหนบ้าง แล้วจะมีการส่งต่อไปถึงใครบ้าง 
 เพราะขนาดข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ที่ตั้งบ้านพักของกรรมการป.ป.ช. ซึ่งก็เป็นข้อมูลในทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครอง ซึ่งมีไว้ให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคงได้มีพาสเวิรด์ส่วนตัวเข้ามาดูเพื่อใช้งานกรณีจำเป็น โดยเฉพาะตำรวจ เพื่อช่วยในการสอบสวนติดตามคดีความต่างๆ ไม่ใช่ข้อมูลที่จะเข้ามาดูกันเล่นๆได้ 
 
 ก็ยังพบว่าในช่วงก่อนเกิดเหตุคนร้ายปาระเบิดใส่บ้านพักหลังเก่าของนายวิชา มหาคุณ มีตำรวจสันติบาลเข้าไปดูข้อมูลที่ตั้งบ้านพักดังกล่าว ซึ่งเข้าใจว่ายังไม่ได้มีการแจ้งการย้ายชื่อเข้าออก กับสำนักงานเขต จึงทำให้ข้อมูลยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง คนร้ายจึงเข้าใจผิด คิดว่าเป็นบ้านพักของนายวิชา มหาคุณ จึงโยนระเบิดผิดบ้าน 
 โดยอดีตกรรมการ คตส. ดังกล่าวเปิดเผยว่า แต่เท่าที่รู้ก็มีหลายคนให้ความร่วมมือ ซึ่งก็เป็นเรื่องสิทธิในการตัดสินใจของแต่ละคน แต่สำหรับอดีตคตส. คนนี้บอกว่า ยากที่ไว้ใจใครได้ในเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะคนสีกากี ! 
 
 ทั้งหมด ทีมข่าวการเมือง ขอกระตุกเตือนไปยังผู้รับผิดชอบต่อความมั่นคง และการดูแลความเรียบร้อย ความสงบสุขภายในประเทศ ว่า อย่าได้ประมาทกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ต่อจากนี้ต้องเฝ้าระวังทุกเรื่อง หาข่าวให้เข้มข้น และเจาะลึก โดยเฉพาะเป้าประสงค์ของผู้ไม่หวังดีต่อบ้านเมืองว่าต้องการอะไร คิดจะทำอะไร และจะลงมือแบบไหน 
 
 เพราะหากคนทำหน้าที่อย่างสุจริต ตรงไปตรงมา ไม่ได้ทำอะไรผิด คิดชั่วกับคนอื่นและสังคม แต่กลับไม่ได้รับการปกป้องดูแลจากเจ้าหน้าที่รัฐ จนถูกข่มขู่ ข่มขวัญ แม้คนเหล่านี้จะมีจิตใจอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว หรือหวาดกลัว แต่ก็อาจทำให้ใจเสียได้ หากเห็นว่ารัฐไม่เหลียวแลดูแลชีวิต และทรัพย์สิน โดยเฉพาะในยามที่สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน จึงควรที่ทุกฝ่ายต้องปกป้องดูแลความปลอดภัยให้พวกเขา และทำให้เขามั่นใจว่า ไม่มีอันตรายใดๆจะมาย่างกรายได้ หากยึดมั่นในความสุจริต และการทำหน้าที่อย่างซื่อตรง 
 
 ขณะเดียวกัน ไม่ใช่ว่าไปตื่นตัวกับข่าวลือข่าวปล่อยทุกเรื่องแบบนั้น ก็ไม่ไหว จะกลายเป็นตกหลุมพรางคนร้าย ที่สร้างเป้าหลอก จนละเลยการป้องกันเป้าจริง 
 อีกทั้งก็ต้องตรวจสอบตรวจตรา คนในด้วยกันเองด้วยว่า มีใครเป็นไส้ศึก หรือคอยส่งข่าวให้กับฝ่ายวางแผนสร้างสถานการณ์หรือไม่ เพราะต้องยอมรับความจริงว่า คนกลุ่มนี้มีกองกำลังที่เป็นพรรคพวก ลูกน้องเก่า แทรกซึมอยู่ในทุกหน่วย ตั้งแต่ฝ่ายปกครอง-ทหาร-ตำรวจ ที่พร้อมทำงานรับใช้คนกลุ่มนี้ เพื่อแลกกับผลประโยชน์บางอย่างในภายหลัง 
 
 พวกนี้แหละ อ.ต.ร.ไอ้ตัวร้ายของจริง 

 

เอแบคโพลล์ ระบุปชช.เทใจยกให้ “มาร์ค” นั่งนายกฯอีก

February 6, 2010

 

 

เอแบคโพลล์ เปิดผลสำรวจความเห็นปชช.ทั่วประเทศ กว่า 5 พันราย ถึงความนิยมต่อพรรคการเมืองกับคนที่อยู่ตรงกลาง ร้อยละ 29 ระบุจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์อีก ทั้งยังเทใจให้ “นายกฯมาร์ค” กว่าร้อยละ 35.8 ส่วนร้อยละ 87.5 รู้สึกเบื่อหน่ายการเมืองหลังไม่จบเสียที 
 
 วันนี้(6 ม.ค.) นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องสถานการณ์การเลือกข้างความนิยมของประชาชนกับความในใจของคนที่ขออยู่ตรงกลาง กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนผู้ที่พักอาศัยอยู่ใน 28 จังหวัดของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 5,470 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 20 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2553 พบว่า หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ประชาชนร้อยละ 29.5 ตัดสินใจเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และประชาชนภาคเหนือ ร้อยละ 35.8 เลือกพรรคการเมืองอื่นๆ ขณะที่ ร้อยละ 36.9 ยังไม่ตัดสินใจเลือกข้าง 
 
 นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่า ประชาชนร้อยละ 28.6 นิยมชมชอบและสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขณะที่ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 87.5 รู้สึกเบื่อหน่ายปัญหาการเมือง โดยไม่รู้ว่า เมื่อไหร่จะจบเสียที 

 

ไทย – เขมร เข้ม!! มทภ.2 ขึ้นพระวิหารรอรับ “ฮุนเซน” ปลวกแดง โผล่ ไล่ “วีระ”

February 6, 2010

 

 

ชายแดนไทย – เขมร ยังตึงเครียด!! แม่ทัพภาค 2 ควง ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ ขึ้นพระวิหารรอต้อนรับ “ฮุน เซน” แล้ว ขณะที่ “เพื่อนเจ้ามูลแม้ว” นั่งฮ.เตรียมเข้าจุดพิพาท ด้านเจ้าหน้าที่ตั้งด่านอุทยานพระวิหาร – ปราสาทตาเมือนธมเข้ม ห้ามนักเที่ยวเยี่ยมชม ขณะที่ “วีระ” ยันชุมนุมศาลหลักเมือง อ.กันทรลักษณ์ ไม่ไปไหน ขออยู่ดูถึงวันที่ 8 ชี้ผู้นำเขมร มาเหยียบถิ่นไทย หวังโชว์ยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้ ส่วน “ปลวกแดง” เปลี่ยนสัญชาติ สะแหล๋นป้อง “เพื่อนแม้ว” โผล่เกณฑ์คนด่าพันธมิตรฯทำ 2 ชาติขัดแย้ง 
  
 วันนี้ (6 ก.พ.) ที่บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินเท้าขึ้นพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหาร เพื่อรอให้การต้อนรับ สมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา บนวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ด้านทิศตะวันตกเขาพระวิหาร ขณะที่มีรายงานว่า สมเด็จฮุน เซน อาจเดินทางถึงตัวปราสาทเขาพระวิหาร เวลาประมาณ 11.00 น. โดยก่อนหน้านี้มีรายงานถึงความพยายามในการหารือระหว่างทหารทั้ง 2 ฝ่าย ก่อนตัดสินใจเข้าพื้นที่ปราสาทพระวิหาร คาดว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยดี 
 
 ขณะที่มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ถึงบ้านโกมุย ห่างจากตัวปราสารพระวิหาร ประมาณ 5 กิโลเมตร ส่วนคณะของแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ยังอยู่ที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเตรียม ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชน ขณะนี้กลุ่มเสื้อแดง นำโดย นายบุญเติม ทาวะรมย์ ทยอยรวมตัวกันบริเวณสนามกีฬากลาง อ.กันทรลักษ์ ส่วนกลุ่มนายวีระ สมความคิด รวมตัวกันบริเวณศรีษะอโศก เพื่อเตรียมเคลื่อนขบวนไปที่ศาลหลักเมือง อ.กันทรลักษ์ 
 
 ด้าน นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการประสานงานจากฝ่ายทหาร เพื่อยืนยันวันและเวลาในการมาของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อทำหน้าที่ให้การต้อนรับตามธรรมเนียมปฏิบัติ ส่วนสถานการณ์โดยทั่วไปนั้นยังถือว่าเป็นปกติ โดยส่วนของผู้ที่อาจไม่เห็นด้วยกับการมาของสมเด็จฮุน เซน ทางการข่าวยังไม่พบว่า จะมีการก่อความวุ่นวายอะไร 
 
 นายวีระ สมความคิด ประธานภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีเขาพระวิหาร เปิดเผยถึง แนวทางการเคลื่อนไหวคัดค้านการเดินทางมาบริเวณพื้นที่ทับซ้อนชายแดน ไทย-กัมพูชา ของ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า ทางกลุ่มจะตั้งเวทีปราศรัย บริเวณศาลหลักเมือง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่วันนี้เวลา 08.00 น. จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยจะไม่มีการเคลื่อนไหวไปยังพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร จะมีแต่ตนเองเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะไปสังเกตการณ์ในทุกพื้นที่ที่สมเด็จฯฮุน เซน เดินทางไป ซึ่งตนมองว่า การเดินทางมาพื้นที่ทับซ้อนของสมเด็จฯฮุน เซน ในครั้งนี้ เพื่อหวังผลต่อการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และต้องรีบทำแผนพัฒนาพื้นที่เพื่อเสนอต่อองค์การยูเนสโก ซึ่งยืนยันว่า สมเด็จฮุน เซน เข้ามาในดินแดนได้และไม่มีการโต้แย้งสิทธิ์จากประเทศไทย 
 
 อย่างไรก็ตาม นายวีระ ยังกล่าวถึงกรณีที่จะมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ออกมาคัดค้านตนจนอาจจะนำไปสู่การปะทะกันอีกนั้นว่า ตนมีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่จะออกมาแสดงการคัดค้านดังกล่าว ถ้าหากจะมีคนมาต่อต้าน ก็ให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะห้ามปรามคนเหล่านั้น ไม่ให้มีการเผชิญหน้าและปะทะกัน 
 
 ทั้งนี้ มีรายงานจากกองทัพบกเช่นเดียวกันว่า ก่อนหน้านี้ มีการประเมินสถานการณ์รายงานต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไปแล้ว โดยมีการคาดการณ์ว่า ลักษณะเช่นนี้เป็นการเดินเกมทางการเมืองและกฎหมายระหว่างประเทศที่ค่อนข้างเด็ดขาดและรุนแรง ซึ่งมีการคาดการณ์เผื่อไว้ในกรณีที่สมเด็จฯฮุน เซน อาจนั่งเฮลิคอปเตอร์มาลงบนพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหาร ว่า หากมีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องให้นายทหารระดับสูงเข้าไปในพื้นที่ เพื่อแสดงตนให้การต้อนรับด้วย ทั้งนี้ หากยึดถือตามคำสั่งศาลโลกแล้ว พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร ยังไม่ถือว่าเป็นอธิปไตยของใคร และเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดนในอนาคตด้วยเช่นกัน 
 
 ส่วนบรรยากาศทางด้านบริเวณด่านเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ปรากฏว่ามีทหารพราน จากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 นำลวดหนามวางกั้นกีดขวาง ห้ามผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องขึ้นไปบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกัน ทหารไทยพร้อมอาวุธปืน ตรึงกำลังรอบบริเวณเขาพระวิหารเต็มที่ เช่นเดียวกับที่ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของประเทศไทย มีกำลังทหารพรานจากหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 23 กองทัพภาค 2 รับผิดชอบอยู่ สถานการณ์โดยทั่วไปยังคงปกติ มีผู้บังคับบัญชามาตรวจพื้นที่อย่างต่อเนื่องและมีคำสั่งขอให้นักท่องเที่ยวงดเข้าเที่ยวชมปราสาทตาเมือนธมเป็นการชั่วคราวก่อน โดยทหารพรานซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ ได้ลงมาตั้งด่านตรวจที่บริเวณทางขึ้นเขา ไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องขึ้นไปอย่างเด็ดขาด 
 
 สถานการณ์ที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ยังเป็นปกติ โดยเจ้าหน้าที่ตั้งด่านและจุดตรวจอย่างเข้มข้น ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ทั้งตำรวจในพื้นที่และนอกพื้นที่ เพื่อดูและความเรียบร้อย 
 06/02/52 “มาร์ค” ยืนยัน “ฮุนเซน” ลงพื้นที่ทับซ้อน สถานการณ์ไม่น่าห่วง  
 
 06/02/52 “อนุพงษ์” เชื่อ”ฮุนเซน” ไปเขาพระวิหารไม่มีวาระซ่อนเร้น  

 

นายกฯ ยัน ริมแดนไทย – เขมร ยังปกติ ลั่นจัดการกองทัพต๊อง ถ้าป่วนใต้ดิน

February 6, 2010

 

 

“มาร์ค” ยันสถานการณ์ชายแดนไทย – เขมร เรียบร้อยดี ส่งเจ้าหน้าที่รับรองหากล้ำแดนไทย ลั่นจัดการ กองทัพต๊อง แน่ หากเคลื่อนไหวใต้ดิน 
 
 
  
 วันนี้ (6 ก.พ.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ สมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางไปยังพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ที่ปราสาทเขาพระวิหารว่า เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ประเทศประสานงานกันตลอดเวลา สามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง จากรายงานล่าสุดทั้งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 ทราบว่าขณะนี้สถานการณ์เรียบร้อยดี ทั้งนี้ยืนยันว่า หากสมเด็จฯ ฮุน เซน เข้าไปในพื้นที่ของประเทศไทย จะมีเจ้าหน้าที่ไปต้อนรับ คอยดูแลด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทราบดีกว่า การให้สัมภาษณ์ของสมเด็จฮุน เซน ที่ก้าวล่วงการเมืองประเทศไทยโดยตลอด กับความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้นมีความสอดคล้องกัน แต่รัฐบาลมั่นใจว่าจัดการได้ไม่มีปัญหา 
 
 นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับสัญชาติกัมพูชา ด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบแต่อย่างใด ซึ่งตนก็ทราบเพียงข่าวที่ออกมาเท่านั้น ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หากมีการเคลื่อนไหวใต้ดินรัฐบาลจะไม่อยู่เฉย แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ให้ฝ่ายกฎหมายจับตาความเคลื่อนไหวกลุ่ม นปช.ตลอดเวลา 
 
 โดยในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานมหกรรม “ลดพุง คนกรุงเทพ” และร่วมวิ่งในขบวนลดพุงจากคน 4 กลุ่มอายุ หน้าลานการ์เด้นเซ็นทรัลเวิล์ด จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภาวะโรคอ้วนลงพุงเป็นปัญหาสำคัญที่ทั่วโลกกำลังเร่งแก้ไขปัญหา ขณะเดียวกันองค์การอนามัยโลกได้ให้ข้อมูลว่า ภาวะอ้วนลงพุงเป็นสาเหตุให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่สำคัญคิดเป็นร้อยละ 2 – 6 ของงบประมาณด้านสุขภาพของประเทศ และจากรายงานของกรมอนามัยปี 2550 คนไทยมีปัญหาโรคอ้วนสูงกว่า 10 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 35 ของประชากร ส่วนใหญ่พบว่าอยู่ในเขตเมือง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกำหนดเป็นนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนป้องกันปัจจัยเสี่ยง เช่น การลดการสูบบุหรี่ การบริโภคเครื่องอื่มแอลกออล์ การควบคุมน้ำหนัก ตลอดจนการดูแลสุขภาพ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่แข็งแรง 
 
 06/02/52 “ฮุนเซน” ถึงเขาพระวิหารแล้ว “แม่ทัพภาค2″ รอต้อนรับ  
 
 06/02/52 “อนุพงษ์” เชื่อ”ฮุนเซน” ไปเขาพระวิหารไม่มีวาระซ่อนเร้น  

 

“ป๋าเปรม” สอน “ผู้นำกองทัพ” แยกแยะดีชั่ว เป็นที่พึ่งปชช.

February 6, 2010

                           

“ป๋าเปรม” ปาฐกถาแนะผู้นำทหารที่ดีต้องเข้าใจแยกแยะความดีชั่วได้ ทั้งต้องซื่อสัตย์สุจริต เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นที่พึ่งของประชาชนนำพาประเทศ 
 
  
 
  
 วันนี้(6 ม.ค.) พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง การพัฒนาผู้นำเพื่อสร้างสังคมธรรมาธิปไตย ซึ่งจัดขึ้นโดยวิทยาลัยนวัตกรรมทางสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต 
 
 โดยพล.อ.เปรม กล่าวถึงผู้นำที่เหมาะสมกับสังคมไทย ซึ่งเป็นสังคมธรรมาธิปไตยว่า ผู้นำที่ดีควรมีลักษณะดังนี้ ต้องเข้าใจและสามารถแยกแยะความดีกับความชั่วได้ ตลอดจนมีความซื่อสัตย์สุจริต และประพฤติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้นำด้านทหาร ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนจำนวนมาก จะต้องใช้คุณสมบัติผู้นำที่ดี นำพาให้ชาติบ้านเมืองให้มีความสงบสุข สมดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชปณิธาน อีกด้วย 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



นายกฯ วอนส่งข้อมูลซื้อขายเก้าอี้ตร. ชี้พูดลอยๆ ก็ปราบยาก จ่อรื้อระบบราชการแก้ปัญหา

February 6, 2010

 

 

นายกฯ ยัน ตั้งกรรมการสอบซื้อขายเก้าอี้ตำรวจ เฉพาะภูธรภาค 2 แนะ “เฉลิม” ส่งข้อมูลมา ชี้พูดลอยๆ ก็จัดการยาก จ่อรื้อระบบราชการแก้ปัญหาวิ่งเต้นรับเงินใต้โต๊ะซื้อตำแหน่ง ขอบคุณ “กำธน” ติงรัฐปราบพวกหมิ่นสถาบันเหลว พร้อมนำไปปรับปรุงให้ชัดเจนขึ้น รับตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านคดีความมั่นคงของรัฐที่เกี่ยวกับ องค์พระมหากษัตริย์ หวังแยกคดีให้ชัดเจนขึ้น 
 
 วันนี้ (6 ก.พ.) ที่กรมชลประทาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ตนลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการแล้ว เริ่มปฏิบัติงานได้ทันที ซึ่งเป็นการดำเนินการกับกรณีที่มีการร้องเรียนการซื้อขายตำแหน่งในพื้นที่ตำรวจภูธร ภาค2 เพราะตรงนั้นมีการร้องเรียนมากเป็นพิเศษ แต่ในกรณีภาคอื่นสามารถส่งให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตรวจสอบได้ เช่นในหลายพื้นที่ก็ให้ทาง สตช.ช่วยตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรม ก็เหมือนกับเวลาที่มีการร้องเรียนการแต่งตั้งต่างๆ ส่วนกรอบของเวลาการทำงานตนก็อยากให้เร็วที่สุด แต่ในที่นี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับกรรมการว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ ส่วนกรณีที่ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุพาดพิงว่าให้สอบถามคนใกล้ตัวนั้น ก็ขอให้ส่งข้อมูลมา คนใกล้ตัว ไกลตัวไม่มีใครมีสิทธิเหนือกว่าคนอื่น ทั้งนี้ก็ต้องดูเรื่องที่ส่งเข้ามา ถ้าเรื่องร้องเข้ามาขยายผลไปสู่อื่นๆก็สามารถดำเนินการได้ 
 
 นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเรียกรับเงินในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดด้วยว่า ถ้ามีเรื่องที่เป็นข้อมูลก็ขอให้ส่งมา อย่างเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจพอเราเห็นว่ามีคนส่งข้อมูลเข้ามา ถ้าเราเห็นว่ามีข้อมูลเพียงพอได้ ก็จะดำเนินการ แต่ถ้าพูดลอยๆ เฉยๆก็ยาก ขณะที่ที่อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ออกมาเปิดเผยว่ามีการเรียกรับเงิน ตนก็อยากให้ส่งข้อมูลเข้ามา แม้ว่าเรามีข้อมูลระดับหนึ่งที่ไม่ระบุชื่อคนส่งข้อมูลเข้ามา มีการระบุพฤติกรรมที่ชัดเจน มีน้ำหนัก เราก็สามารถดำเนินการได้ มีระเบียบทางราชการอยู่บอกไว้เช่นนั้น ถ้าคิดว่าอยากให้มีการดำเนินการก็ต้องส่งเข้ามา ส่วนการจะแก้ปัญหาการรับเงินใต้โต๊ะเมื่อถึงเวลาโยกย้ายข้าราชการในหลายกระทรวงนั้น ก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งตนกำลังดูอยู่ในระบบราชการว่า ตำแหน่งต่างๆมีผลประโยชน์อะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผลประโยชน์ที่ไม่พึงจะได้ตามหลักที่เป็นเรื่องธรรมาภิบาล ก็ต้องมีการปรับปรุง เพราะถือเป็นที่มาของการแก่งแย่ง หรืออาจถึงขั้นซื้อขายกันก็อาจจะมาจากตรงนี้ ฉะนั้นจะพยายามดูในส่วนนั้นด้วย 
 
 นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี ออกมาแสดงความเห็นรู้สึกไม่สบายใจข่าวทำลายสถาบัน พร้อมทั้งตำหนิรัฐบาล ที่เอาแต่ตั้งรับจนปล่อยให้มีการพาดพิงสถาบันว่า ต้องขอขอบคุณที่ท่านได้เตือนรัฐบาล จริงๆแล้วรัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้ มีกลไกที่ทำงานอยู่ทุกๆด้าน ทั้งในด้านการทำความเข้าใจ และด้านการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คงต้องไปปรับปรุงให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น สำหรับคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านคดีความมั่นคงของรัฐที่เกี่ยวกับ องค์พระมหากษัตริย์ ที่ตนตั้งขึ้น ก็จะช่วยในเรื่องที่เกิดคดีขึ้น เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาว่าคดีถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองบ้าง หรือเป็นการตีความกฎหมายไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์กฎหมาย กฎหมายมีไว้ปกป้องสถาบัน เราก็ช่วยกันดูแลกฎหมายไม่ให้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือใช้แล้วไม่เป็นผลดีกับสถาบันกรรมการก็มีความชัดเจนมากขึ้น โดยนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ก็ได้มีการรายงานความคืบหน้าอยู่ ซึ่งการเคลื่อนไหวโจมตีทำผิดกฎหมายในเรื่องดังกล่าวก็มีอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งมีการติดตามและดำเนินการอยู่ 
 
 ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านคดีความมั่นคงของรัฐที่เกี่ยวกับ องค์พระมหากษัตริย์ ที่นายกฯแต่งตั้งขึ้น ประกอบไปด้วยนาย กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ประธานพร้อมด้วยปลัดกระทรวงทุกกระทรวง นอกจากนี้มีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นเลขานุการ โดยมีบทบาทหน้าที่ในการให้คำปรึกษาการดำเนินคดีความมั่งคงที่เกี่ยวกับ สถาบันพระมหากษัตริย์ แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดีเอสไอ และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อให้การดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ มีความรอบคอบ เป็นธรรมและเกิดความเหมาะสม 

 

ม.ล.วัลย์วิภา จี้นายกฯ รักษาอธิปไตยเขตพระวิหาร ชี้ ฮุนเซน เหยียบหวังโชว์ยูเนสโก

February 5, 2010

 

 

เครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทพระวิหาร ยื่นหนังสือจี้นายกฯ ทำตามกฏหมายรักษาพื้นที่พระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตร เชื่อ ฮุนเซน เยือนช่วงนี้หวังกดดัน ขึ้นทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลก ขอเดินทางตรวจสอบเขมรล้ำเขตไทยได้หรือไม่ 
 
 วันนี้ (5 ก.พ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ แกนนำเครือข่ายผู้ติตดามสถานการณ์ปราสาทเขาพระวิหาร เข้ายื่นหนังสือผ่านเจ้าหน้าที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขอให้รัฐบาลดำเนินการใดๆ ให้เป็นไปตามหลักการและกฎหมาย เพื่อรักษาอธิปไตยและดินแดน กรณีสมเด็จฯ ฮุนเซน และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางเข้ามาที่ประสาทเขาพระวิหาร และพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรของไทย ในวันที่ 6 ก.พ.53 โดยเครือข่ายฯ เห็นว่า การเดินทางมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ และผู้นำกัมพูชา อยู่ในห้วงเวลาที่เป็นเส้นตายของการดำเนินการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร เป็นมรดกโลกของกัมพูชา ตามมติของคณะกรรมการมรดกโลก และตามเงื่อนไขขององค์การ UNESCO ทั้งๆ ที่รัฐบาลไทยได้ตอบประชาชนชัดเจนแล้ว ว่ารัฐบาลคัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชา และทั้งๆ ที่ประชาชนไทยได้คัดค้าน ไม่เฉพาะเรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงนัยเดียวเท่านั้น หากแต่ยังคัดค้านเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่อนุรักษ์ และ/หรือ พื้นที่พัฒนาร่วมก็ตาม และนอกจากนี้ ประชาชนไทยยังคัดค้านต่อการดำเนินการขึ้นทะเบียนมรดกโลกขององค์การ UNESCO พร้อมกับขอให้องค์การ UNESCO ยึดหลักธรรมภิบาล และการธำรงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพ ความสงบสุข และการใช้เหตุผลมา 3 ครั้งแล้ว 
 
 ทั้งนี้ ยังเห็นว่า อยู่ในห้วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย มีความสับสนวุ่นวายเนื่องมาจากใกล้ถึงวันพิพากษาคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงทำให้เหตุการณ์ปัญหาชายแดนมีความซ้ำซ้อนยิ่งขึ้น ดังนั้น เครือข่ายฯ ตั้งคำถามว่า ประชาชนไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และมีหน้าที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญ จะไปช่วยกันตรวจสอบว่ามีการการรุกล้ำอธิปไตยและดินแดนไทยจากกัมพูชาในวันดังกล่าวได้หรือไม่ การดำเนินการของรัฐบาลกัมพูชายังยึดนโยบายสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกพ้องมีอำนาจเป็นผู้บริหารประเทศอยู่หรือไม่ ทั้งๆ ที่คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง และศาลอาญาคดีการเมืองออกมาชัดเจนแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.52 และ 1 ก.พ.53 ตามลำดับ 
 
 ทางเครือข่ายฯ ขอให้รัฐบาลกำชับเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องช่วยกันปกป้องรักษาอธิปไตยและดินแดนไทย ร่วมมือและเอื้ออำนวยให้ภาคประชาชนได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการใดๆ ให้เป็นไปตามหลักการและกฎหมาย เพื่อธำรงให้ราชอาณาจักรเป็นอันหนึ่งอันเดียวและไม่อาจแบ่งแยกได้ 
 
 5/2/53 นายกฯ ยัน ฮุนเซน เหยียบเขตทับซ้อนต้องขออนุญาต แนะ นช.แม้ว สละสัญชาติไทยทิ้ง 
 
 5/2/53 ทหารไทย ตรึงกำลังเข้มรับ ฮุน เซน เยือน พระวิหาร 
 
 5/2/53 สุเทพ เตือน ฮุน เซน ไปพระวิหารได้ แต่อย่าอ้างสิทธิ์ พื้นที่ทับซ้อน สั่งทหารรอต้อนรับ 
 
 5/2/53 ชวนนท์ ชี้หาก แม้ว ป่วนเมืองอีกครั้งถูกดูไบเฉดหัวแน่ 
 
 5/2/53 วีระ เชื่อ ฮุน เซน เหยียบ พระวิหาร หวังตบตาชาวโลก 
 
 4/2/53 มาร์ค ถก สมช.พร้อมต้อนรับฮุน เซน เยือน พื้นที่ทับซ้อน 

 

นายกฯ ยัน ฮุนเซน เหยียบเขตทับซ้อนต้องขออนุญาต แนะ นช.แม้ว สละสัญชาติไทยทิ้ง

February 5, 2010

 

 

นายกรัฐมนตรี รับไม่ยังพบเหตุผิดปกติริมชายแดน ชี้หาก ฮุนเซน จะเหยียบพื้นที่ทับซ้อนต้องขออนุญาตก่อน เชื่อไม่ซ้ำรอยสมัย ชายจืด ยังไม่รู้ นช.แม้ว ถือสัญชาติเขมรด้วย ยันกฎหมายให้ถือแค่ 1 ชาติ แนะสละสัญชาติไทย ชวนนท์ เร่งกระทรวงการต่างประเทศสอบแล้ว 
 
  
  คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์  
 
 วันนี้ (5 ก.พ.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และคณะ จะเดินทางมาเยือนเขาพระวิหารและพื้นที่พิพาทหรือทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เรื่องที่นายวีระ สมความคิด ประธานภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีเขาพระวิหาร ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางมาด้วยนั้น ทาง พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 ก็ได้ให้ข่าวไปแล้ว ซึ่งขณะนี้กำลังตรวจสอบอยู่ ยังไม่มีเหตุการณ์อะไร ขณะที่แนวทางในการรับมือ ก็เป็นการปฏิบัติงานตามปกติกับบุคคลที่จะเข้ามาในพื้นที่ของประเทศ ซึ่งก็มีทั้งแม่ทัพ และผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยดูแลประสานงานอยู่แล้ว ซึ่งหากจะมีการเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อนก็คงจะต้องมีการหารือกันก่อน คงจะไม่เข้ามาโดยไม่แจ้ง และไม่ประสานมา ซึ่งขณะนี้ในระดับของการปฏิบัติเชื่อว่ากำลังติดตามเรื่องนี้อยู่ สำหรับเหตุการณ์ที่ก่อนหน้านี้ในรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ปล่อยให้ภรรยาของสมเด็จฯ ฮุนเซน เข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้แจ้งมายังประเทศไทย ตนยืนยันว่า ขณะนี้สถานการณ์ไม่เหมือนกัน และเรามีบุคคลากรตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มักจะมีปัญหาก็จะมีการดูและอยู่ ซึ่งถ้าหากจะมีการเข้ามาเหยียบพื้นที่ทับซ้อน และแสดงว่าอยู่เหนืออธิปไตย ทางเราก็ต้องแสดงสิทธิของเราให้ชัด 
 
 นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ถือสัญชาติกัมพูชาอีก 1 สัญชาติว่า เรื่องนี้ยังไม่ทราบ แต่ตามหลักกฎหมายของไทยอนุญาตให้ถือสัญชาติเดียว ดังนั้นก็จะต้องมาสละสัญชาติไทยก่อน ส่วนความเคลื่อนไหวต่างๆ จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้หรือไม่ วันนี้ตนก็ยังมั่นใจว่าสามารถดูแลสถานการณ์ให้เรียบร้อยได้ อีกทั้งจากการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ผ่านมาหรือจากการติดตามสถานการณ์ต่างๆ ก็ยิ่งทำให้มั่นใจมากขึ้น 
 
 ด้าน นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ไทยได้เคยรับรายงานในเรื่องดังกล่าว และมีการตรวจสอบไปยังสถานทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย และได้รับคำตอบว่ายังไม่ทราบ และไม่เคยได้รับการรายงานจากรัฐบาลกลางของประเทศกัมพูชา อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศจะตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวให้มีความเข้มขี้นมากยิ่งขึ้นเพื่อทำความกระจ่างให้แก่สาธารณชน 
 
 5/2/53 ทหารไทย ตรึงกำลังเข้มรับ ฮุน เซน เยือน พระวิหาร 
 
 5/2/53 สุเทพ เตือน ฮุน เซน ไปพระวิหารได้ แต่อย่าอ้างสิทธิ์ พื้นที่ทับซ้อน สั่งทหารรอต้อนรับ 
 
 5/2/53 ชวนนท์ ชี้หาก แม้ว ป่วนเมืองอีกครั้งถูกดูไบเฉดหัวแน่ 
 
 5/2/53 วีระ เชื่อ ฮุน เซน เหยียบ พระวิหาร หวังตบตาชาวโลก 
 
 4/2/53 มาร์ค ถก สมช.พร้อมต้อนรับฮุน เซน เยือน พื้นที่ทับซ้อน 

 

ชทพ.ปัดรวมหัวทำสภาฯ ล่ม อ้างไม่ได้ลงมติกฎหมาย ทำ ส.ส.โดด โยน พท.ตัวดีไม่เสียบบัตร

February 5, 2010

 

 

โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา ปัดพรรครวมหัวพรรคร่วมทำสภาฯ ล่ม อ้าง ส.ส.หลายพรรคก็โดด เชื่อเตรียมกลับไปลงพื้นที่ ลูกเฮียตือ ไม่แคร์ล่มซ้ำซาก ชี้ไม่ได้มีลงมติรับรองกฎหมาย อ้างประชาธิปัตย์ก็หายจ้อย โยนเพื่อไทยไม่เสียบบัตรทำล่มครั้งล่าสุด แนะนับเรียงตัวในที่ประชุม 
 
 วันนี้ (5 ก.พ.) ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฐานะโฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่สภาล่มเป็นครั้งที่ 2 ว่า ยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้เล่นเกมการเมือง เพราะหากเล่นเกมนี้พรรคร่วมเองจะเป็นฝ่ายขาดทุน เพราะประชาชนรับไม่ได้ ดังนั้นไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเล่นเกม และหากสังเกตดูก็จะเห็นว่า ส.ส.ทุกพรรคก็ขาดองค์ประชุมเหมือนกัน ยืนยันว่าไม่มีการต่อรองในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญแน่นอน ซึ่งได้สอบถามวิปในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนาได้รับการยืนยันว่า ก่อนสภาฯ ล่มก็ไม่มีวาระเรื่องที่ต้องลงมติ ดังนั้น ส.ส.ส่วนใหญ่ จึงเตรียมตัวลงพื้นที่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นทางวิปกำลังพยายามหาทางแก้ไข 
 
 ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล จากพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวว่า ทุกพรรคแม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ขาดการประชุมสภาในช่วงบ่าย เพราะวันนี้ไม่ได้มีการลงมติในกฎหมาย ส่วนที่ขอให้มีการนับองค์ประชุมในญัตติด่วนการตั้งกรรมาธิการเพื่อหามาตรการป้องกันการปฏิวัติและรัฐประหารของฝ่ายค้าน เป็นเพราะพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เสียบบัตรแสดงตนในที่ประชุมจึงทำให้สภาล่ม ดังนั้น การแสดงตนครั้งต่อไป ตนเห็นควรให้เจ้าหน้าที่นับจำนวน ส.ส.ที่มาร่วมประชุมแทนการให้เสียบบัตรจะดีกว่าการเสนอให้ขานชื่อรายบุคคล และยืนยันไม่ได้จ้องเอาคืนพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ร่วมญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะพรรคเองก็เข้าประชุมในสภา 7-8 คน 
 
 นายภราดรกล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะล่าชื่อเพื่อถอดถอน 102 ส.ส.ที่ยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ถ้าพันธมิตรฯ เห็นว่าขัดต่อกฎหมายก็สามารถใช้สิทธิตามกฎหมายได้ เพราะส.ส.ทั้ง 102 คนก็มีสิทธิที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่กฎหมายเปิดช่องได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ ประธานรัฐสภาจะเป็นผู้พิจารณาเองว่าญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคร่วมรัฐบาล เสนอนั้นจะเป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่ 

 

มาร์ค ไม่เพ้อ!! โวสมัยหน้ากวาด 240 ที่นั่ง ฟุ้งอีสานชอบมากขึ้น

February 5, 2010

 

 

มาร์ค โวลั่น ได้ 240 ที่นั่งในสภาฯ ยันไม่เพ้อฝัน คุยใหญ่ เป็นนายกฯ ปีกว่า คะแนนนิยมอีสานสูงขึ้น เจอนักศึกษาพระปกเกล้า ฟ้อง น้องเดียว ไม่ทำงาน ปล่อยสื่อรัฐไม่ชี้แจงประชาชนเรื่องคดีการเมือง จนถูกเล่น 2 มาตรฐาน เจ้าตัวบอกเดี๋ยวถามให้ มั่นใจสถานการณ์รัฐมากหลังถก สมช.วานนี้ 
  
 
 วันนี้ (5 ก.พ.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปบรรยายเรื่อง พรรคประชาธิปัตย์ : บทบาทพรรครัฐบาลในวิกฤตการเมือง เนื่องในโอกาสที่นักศึกษาสภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า โดยนายกฯเปิดโอกาสให้นักศึกษาตั้งคำถาม โดยคำถามแรกคือ การเมืองวันนี้แย่ลง การศึกษาจะพัฒนาการเมืองได้อย่างไร เเละมาตรฐานการศึกษาของ กทม.และต่างจังหวัดจะใกล้เคียงกันได้อย่างไร 
 
 นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ข้อแรกนั้นยอมรับว่าสภาพแวดล้อมแย่ลง สังคมข่าวสารเปลี่ยนไปมาก จนภาพลักษณ์การเมืองหากเทียบกับหลายสิบปีที่แล้ว วันนี้การเมืองโดนเปิดเผยมากขึ้นและมันไม่แตกต่างกับการเมืองในอดีตเท่าใด หากสังคมข่าวสารในอดีตเหมือนวันนี้ การเมืองก็มีภาพลักษณ์แบบนี้ ส่วนการศึกษาจะพัฒนาการเมืองได้หรือไม่นั้น ตนใช้เรื่องนี้รณรงค์ให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย และกระทรวงศึกษาธิการจะต้องเร่งพัฒนาเรื่องนี้ในหลักสูตรให้มากขึ้น รวมทั้งสร้างค่านิยมและจิตวิญญาณทางประชาธิปไตย ส่วนช่องว่างทางการศึกษาระหว่าง กทม.-ต่างจังหวัดนั้น กำลังดำเนินการโดยใช้การประเมินเพื่อปรับนโยบายและจัดสรรทรัพยากร 
 
 เมื่อถามว่า นายณัฐพล ทีปสุวรรณ ผอ.พรรคกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคน่าจะได้ ส.ส. 240 เสียงนั้น เป็นไปได้ นายกฯ กล่าวว่า ส่วนตัวเลข ส.ส.นั้นเป็นการทำไปบนหลักพื้นฐานวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ตนทราบว่า คะแนนเสียงในภาคอีสานคือจุดอ่อนของพรรค แต่ขอบอกว่าวันที่ ตนเป็นหัวหน้าพรรค คะแนนนิยมของพรรคในภาคอีสานอยู่ที่ร้อยละ 7 แต่หลังการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ตัวเลขขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 20 กว่าๆ แต่มันยังไม่พอที่จะชนะ และตัวเลข 240 เสียงนั้น ตนมีบัญชีเป้าหมายอยู่เพราะในหลายเขตเลือกตั้งเหล่านั้น ขอบอกว่าเกือบเข้าเป้า เพราะในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วและเลือกตั้งซ่อมนั้น ตัวเลขที่ตนมีอยู่นั้นแพ้ไปเพียงหนึ่งเขต ฉะนั้น 240 เสียงนั้นมีความเป็นไปได้ 
 
 เมื่อถามว่า วิกฤตในวันนี้นายกฯ ได้ผ่านความเป็นความตายมาแล้ว แต่วิกฤตในวันข้างหน้าของประเทศจะเป็นอย่างไร และหลายคนมีความเป็นห่วงว่า นายกฯ อาจไม่สามารถบริหารจัดการได้ รวมทั้งฝากไปบอก นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯว่า ทำไมไม่ให้ความรู้กับประชาชน เพราะประชาชนบางคนมองมาตรฐานความยุติธรรมว่าไม่เป็นธรรม คือ เมียซื้อที่ดิน แต่ผัวติดคุก ทำไมไม่มีการทำความเข้าใจตรงนี้ จนสังคมมองว่าสถาบันยุติธรรมไม่เป็นธรรมและสองมาตรฐาน นายกฯ กล่าวว่า เราจะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้หรือไม่นั้น ขอเรียนว่า ตนสบายใจเพราะเมื่อคืนวันที่ 4 ก.พ.ได้ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยทุกหน่วยงานพร้อมในการรับมือและมีหลักคิดตรงกัน ขอชี้เเจงว่ารัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยและรักษากฎหมาย การผ่านพ้นเหตุการณ์ในครั้งนี้นั้น ขอเรียนว่ารัฐบาลไม่ใช่คู่ต่อสู้ของใคร เพราะรัฐบาลจะรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง บางสิ่งที่บางฝ่ายสร้างความรุนแรงขึ้นมา รัฐบาลจะไม่เดินไปในเส้นทางนั้น เพราะความหนักแน่นของหลายหน่วยงานเช่น กองทัพที่โดนยั่วยุ แต่กองทัพก็รู้หน้าที่ การผ่านพ้นสถานการณ์เหล่านี้นั้น มันอยู่ที่ความเข้มแข็งของสังคม หากสังคมต้องการความปกติสุข สังคมต้องร่วมมือ หากเพิกเฉยกับทุกสิ่งทุกอย่าง การทำงานก็ยากลำบากขึ้น ฉะนั้นรัฐบาลจะทำงานง่ายขึ้นหากสังคมร่วมมือ และทำความเข้าใจกับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน 
 
 นายกฯ กล่าวว่า การให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนนั้น ตนจะย้ำคำถามนี้กับนายสาทิตย์ แต่ขอชี้แจงว่า เรื่องผลประโยชน์ขัดกันนั้น มันเป็นไปตามกฎหมาย ป.ป.ช.และสังคมไม่ซึมซับนัก เพราะมองผิวเผินเรื่องดังกล่าวในข้างต้นเหมือนไม่มีอะไรผิด เพราะมันอยู่ในคนคนเดียวที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศและผลประโยชน์ส่วนตัวไป พร้อมกัน แต่ความจริงแล้วมันขัดกัน หากตกอยู่ในหลุมความคิดว่าเรื่องดังกล่าวไม่ผิดนั้น สังคมจะไม่เข้าใจ แต่หลักสำคัญของเรื่องนี้คือ คนที่เข้ารับตำแหน่งทางการเมืองนั้นต้องตัดสินใจในกิจการของรัฐทุกเรื่องโดย ที่ตัวเองต้องไม่มีประโยชน์ไปขัดกัน หากเป็นนายกฯ แล้วมอบให้คนในครอบครัวและคู่สมรสไปทำธุรกิจกับภาครัฐนั้น กฎหมายห้ามไว้ตั้งแต่ต้น ฉะนั้นผิด คือ ผิดเหมือนการฝ่าไฟแดงนั้นเอง หากผ่าไฟแดงทั้งๆ ที่รู้ว่าผิดก็ยังฝ่าไฟแดงแล้วจะบอกว่าไม่ผิดนั้น คงไม่ใช่ 

 

นปช.ทวง ปธ.รัฐสภาให้นำร่าง คปพร.เข้าพิจารณาครั้งต่อไป

February 5, 2010

         

เหวง แกนนำกลุ่ม นปช.ทวงประธานรัฐสภาเรื่องร่างรัฐธรรมนูญของ คปพร.เข้าพิจารณาครั้งต่อไป ด้าน ชัย ชิดชอบ ไม่ยืนยันจะได้พิจารณาในเดือนนี้หรือไม่ 
 
  
 
 นพ.เหวง โตจิราการ และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำกลุ่ม นปช.ยื่นหนังสือต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อทวงถามขอให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของ คปพร.เข้าสู่การพิจารณาในการกระชุมครั้งต่อไป เนื่องจากเรื่องดังกล่าวบรรจุอยู่ในระเบียบวาระแรก ของการประชุมรัฐสภา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 อีกทั้งพรรคร่วมรัฐบาล 5 พรรคได้เสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็น เข้าสู่การพิจารณาของสภา จึงถือเป็นโอกาสที่สภาควรนำร่างแก้ไขของ คปพร.มาพิจารณาก่อน ไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐสภา 2 มาตรฐาน ซึ่งหากที่ประชุมมีมติไม่รับหลักการ พร้อมจะยอมรับ 
 
 ขณะที่ นายชัยยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ทุกอย่างต้องดำเนินการตามขั้นตอน เพราะแม้ร่างแก้ไขของ คปพร.จะถูกบรรจุอยู่ในวาระแรก แต่การประชุมทุกครั้งที่มีการเสนอให้พิจารณา ฝ่ายรัฐบาลมักให้เลื่อนวาระอื่นขึ้นมาพิจาณาก่อน โดยวันนี้ได้บรรจุญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาล 5 พรรคเข้าสู่การพิจารณาของสภาเป็นวาระที่ 2 ต่อจากร่างของ คปพร.แล้ว คาดว่าน่าจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาไปพร้อมกันทั้ง 2 ร่าง ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อกำหนดวันประชุมร่วมรัฐสภา แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะพิจารณาได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้หรือไม่ 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 



ปชป.แฉ นช.แม้ว ได้สัญชาติเขมรแล้ว ชงบัวแก้วสอบต่อ

February 5, 2010

   

 

 

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แฉหนังสือพิมพ์เขมรตีพิมพ์ นช.แม้ว ได้สัญชาติเขมรแล้ว ตั้งแต่มีนาคม ปี 52 ชงกระทรวงการต่างประเทศสอบต่อได้จริงหรือไม่ 
 
 วันนี้ (5 ก.พ.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะมาเยือนชายแดนไทย-กัมพูชาว่า พรรคฯ ในฐานะแกนนำรัฐบาลยืนยันว่าหน้าที่พื้นฐานคือการปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยจะรักษาระดับความสัมพันธ์ของประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ และไม่ให้กระทบต่อประชาชนคนไทยจากเหตุการณ์ความขัดแย้งกรณีชายแดน แต่เรื่องดังกล่าวทางพรรควิเคราะห์ว่าหากมีการเยือนพื้นที่ชายแดนฝั่งเขมรนั้น ก็ถือว่าเป็นสิทธิอันชอบที่สมเด็จฯ ฮุนเซน กระทำได้ แต่การเข้าเยี่ยมพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิ ซึ่งไม่ว่าฝ่ายใดจะเดินทางเข้าไป จะต้องมีการแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่มีคณะรัฐมนตรีของไทยเดินทางไป และทางรัฐบาลกัมพูชาก็ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาต้อนรับ 
 
 นพ.บุรณัชย์ กล่าวต่อว่า ส่วนบริเวณที่มีการอ้างสิทธิ์ในฝ่ายกัมพูชา แต่มีการยืนยันในฝ่ายไทยว่าพื้นที่ดังกล่าว เช่น ตาเมือนธม ไทยเป็นผู้ครอบครองพื้นที่ เพราะมีการปักหมุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ได้มีการปรากฏข่าวจากประธานเครือข่ายติดตามสถานการณ์ที่เขาพระวิหารที่มีการรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะร่วมเดินทางมาด้วย ซึ่งขณะนี้พรรคในฐานะแกนนำรัฐบาลได้มีการตรวจสอบพบว่ายังไม่มีข่าวแต่อย่างใด แต่ข่าวที่ได้รับทราบในช่วงเดียวกันคือ ได้มีการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ แขมร์ อินเทลลิเจนซ์ นิวส์ เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้รับสัญชาติเขมร เมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้รับพาสปอร์ตในการเดินทาง และทางพรรคได้นำหลักฐานดังกล่าว ส่งให้มอบนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อตรวจสอบในข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ด้วย ทั้งนี้ ยังไม่ทราบว่าหากมีการมอบสัญชาติให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะคนหนึ่งคนสามารถถือได้สัญชาติเดียวจะเกิดปัญหาหรือไม่ เพราะไม่ใช่คนไทยแล้ว เพราะเรื่องดังกล่าวไทยพึ่งได้รับรายงานมา และอยู่ในขั้นตอนของการยืนยันอยู่ ส่วนสถานะจะเป็นหนึ่งหรือสองสัญชาตินั้น ก็ต้องดูในข้อกฎหมายต่อไป 
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าวของพรรคประชาธิปัตย์ ทีมโฆษกพรรคได้นำเอกสารซึ่งเป็นการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ KHMER INTELLIGENCE NEWS ของ ประเทศกัมพูชา มาแจกให้กับผู้สื่อข่าว โดยในเอกสารได้มีการแปลเป็นภาษาไทย พร้อมทั้งได้ระบุว่าเรื่องดังกล่าวได้มีการรายงานไปเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า โดยเนื้อหาในเอกสารระบุว่า ทางรัฐบาลกัมพูชาได้มอบหมายให้ นายเจีย ซิม ประธานวุฒิสภา และในฐานะประมุขแห่งรัฐ ประกาศมอบสัญชาติเขมรให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดีอยู่ในขณะนี้ และในการรายงานข่าวยังได้ระบุอีกว่า กษัตริย์นโรดม สีหมุนี ที่อยู่ระหว่างการเดินทางไปเยือนประเทศฝรั่งเศส ได้กำชับกับทางรัฐบาลกัมพูชาว่า ให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเป็นความลับ ทั้งนี้ยังได้ระบุถึงที่มาของข้อมูลจากเว็บไซต์ http://groups.yahoo.com/group/khmerintelligence/message/720 
 
 5/2/53 นายกฯ ยัน ฮุนเซน เหยียบเขตทับซ้อนต้องขออนุญาต แนะ นช.แม้ว สละสัญชาติไทยทิ้ง 

 

พัลลภ ชิ่ง!! ประกาศยุติเคลื่อนไหว จากนี้หากมีปัญหาไม่เกี่ยว

February 5, 2010

             

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ประกาศจะยุติบทบาทกิจกรรมและร่วมงานกับกลุ่มคนเสื้อแดงอีกต่อไป เผยไม่ให้ความสำคัญต่อตน ระบุหากมีปัญหาไม่เกี่ยว 
 
 
 
  
 
 วันนี้ (5 ก.พ.) พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี กล่าวถึงกรณีการเข้าใจผิดของข่าวการก่อตั้งกองทัพแดงที่เกิดขึ้น โดย พล.อ.พัลลภ ย้ำว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เห็นด้วยกับแนวคิดที่ต้องการให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้นำการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นด้วยที่ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงใดๆ โดยเรื่องนี้ตนเองได้พูดคุยกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ไปแล้ว 
 
 อย่างไรก็ตาม พล.อ.พัลลภ ยืนยันว่า กองทัพประชาชนจะเป็นกำลังที่มีประสิทธิภาพและปราศจากอาวุธ ยึดแนวทางการต่อสู้อย่างสันติ และจะมีมวลชนมากกว่าแนวร่วมคนเสื้อแดงหลายเท่า เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้กับประชาชนทุกส่วน ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะคนเสื้อแดงเท่านั้น แต่ทั้งนี้ การก่อตั้งกองทัพประชาชนดังกล่าวก็ต้องมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนด้วยเช่นกัน 
 
 นอกจากนี้ พล.อ.พัลลภ กล่าวถึงการให้สัมภาษณ์ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่ออกมาระบุว่าตนเองไม่ใช่กลุ่มคนเสื้อแดง โดย พล.อ.พัลลภ กล่าวทำนองตัดพ้อว่า หากเป็นเช่นนั้นตนเองก็พร้อมจะหยุดการเคลื่อนไหวในช่วงนี้ ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ก็ไม่ใช่เรื่องที่ตนเองไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



Next Page »