‘อเบอร์ดีน’ชี้หุ้นเอเชียแกร่ง จับตาศก.โลกครึ่งหลังอาจชะลอตัว

February 4, 2010

 “อเบอร์ดีน” ชี้ ตลาดหุ้นเอเชียยังแข็งแกร่งและเติบโตไปได้ ส่วนตราสารหนี้ ปีนี้ยังมีความน่าสนใจอยู่ ระบุ จับตาเศรษฐกิจโลกครึ่งหลังปี 53 ที่มีแนวโน้มจะชะลอลง 
 
 มร.คว๊อก เชิน เย่ ผู้จัดการกองทุนตราสารทุน ทีมตราสารทุนเอเชียแปซิฟิก ของกลุ่มอเบอร์ดีน กล่าวว่า ตลาดหุ้นของเอเชียในปี 2552 ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นหลังจากเดือนมีนาคม 2552 อย่างรวดเร็ว โดยมีช่องว่างในการปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นเอเชียเมื่อเทียบกับดัชนีหุ้นของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างชัดเจน เนื่องจากความน่าสนใจของหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่มีมากขึ้น แต่หลังจากเดือนตุลาคม ตลาดหุ้นเอเชียทรงตัวในกรอบแคบๆ เนื่องจากราคาที่ปรับตัวขึ้นไปสูงมาก ดังนั้นนักลงทุนจึงเลือกลงทุนเป็นหุ้นรายตัวแทน 
 
 ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจีนด้วยงบประมาณ 5.85 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ นั้น กำลังส่งผลให้เศรษฐกิจจีนกลับมาเติบโตได้สูงอีกครั้ง และยังทำให้เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งองค์ประกอบหลักของเศรษฐกิจจีนคือ จำนวนเงินทุนที่มีมาก รวมไปถึงการบริโภคภายในประเทศ และภาคการส่งออกซึ่งยังอยู่ในแดนลบเนื่องจากวิกฤต 
 
 อย่างไรก็ตาม ยังมีเงินทุนไหลเข้ามายังภูมิภาคเอเชียมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากไหลออกมหาศาลตลอดปี 2551 เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกเชื่อมั่นในการเติบโตของเศรษฐกิจที่จะกลับมาอีกครั้ง 
 
 ส่วนแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกในปี 2553 นั้น มร.คว๊อก เชิน เย่ กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2553 เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างแข็งแกร่งและจะขยายตัวช้าลงในครึ่งปีหลัง แต่จะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย โดยอุปสรรคของรัฐบาลทั่วโลกและนักลงทุนในปี 2553 ถึง 2554 นั้นคือการยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมไปถึงปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น หนี้สินภาครัฐ การออมเงินของผู้บริโภค กฎระเบียบธนาคาร ซึ่งหลังวิกฤตในครั้งนี้ ปัจจัยพื้นฐาน การกระจายการลงทุน และการเลือกประเทศและหลักทรัพย์ที่จะลงทุนกลายเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้งขณะเดียวกันยังมองว่า ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่จะนำหน้าประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเอเชียจะเป็นแกนนำของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ 
 
 ด้านมร.อดัม แมคเคบ ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้อาวุโส ทีมตราสารหนี้เอเชียแปซิฟิค ของกลุ่มอเบอร์ดีน กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา ตลาดเอเชียได้ปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการเสริมสภาพคล่องของรัฐบาล ส่วนแนวโน้มในปี 2553 นั้น มองว่า ความเสี่ยงหลักจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่รัฐบาลจะยกเลิกมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจและสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อนโยบายการเงินเริ่มที่จะเข้มงวดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคเพื่อเป็นการรับมือกับอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น 
 
 ทั้งนี้ แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะส่งผลในเชิงลบต่อราคาของตราสารหนี้ แต่ทางอเบอร์ดีนยังมองเห็นโอกาสในการลงทุนเนื่องจากราคาไม่อาจเป็นสิ่งสะท้อนต่อทุกความเปลี่ยนแปลง 
 
 นอกจากนี้ ยังคงเชื่อมั่นในสกุลเงินของประเทศในทวีปเอเชีย ขณะที่การแข็งค่าขึ้นในช่วงระยะสั้นของดอลล่าสหรัฐฯ สร้างโอกาสในการซื้อขายเงินวอนของเกาหลีใต้ รูเปียห์ของอินโดนิเซีย และรูปีของอินเดีย ขณะเดียวกันยังเล็งเห็นถึงมูลค่าของพันธบัตรระดับ Investment grade ในเอเชียเมื่อเปรียบเทียบกับพันธบัตรในระดับเดียวกันในยุโรปและสหรัฐอเมริกา และยังมองว่ามูลค่าของธนาคารในฝั่งเอเชียยังคงอยู่ในระดับตํ่าเมื่อเทียบกับยุโรปและสหรัฐอเมริกาทำให้การลงทุนของเราจะยังเน้นหนักไปในสถาบันการเงิน 
 

ส่องราคาน้ำมันปีเสือ ความต้องการฟื้นตามเศรษฐกิจ

February 4, 2010

   

 

 

“ราคาน้ำมันได้เริ่มทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางเดือนธันวาคมเป็นต้นมา จากสภาวะอากาศที่หนาวเย็นกว่าปกติจากพายุหิมะในหลายพื้นที่ในสหรัฐฯส่งผลบวกต่อความต้องการใช้น้ำมัน รวมทั้งการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวได้ในปี 2553 ส่งผลให้อุปสงค์ในการบริโภคน้ำมันสูงขึ้น” 
 
 หลังจากเคยเขียนถึง”BLACK GOLD”หรือน้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์อันเป็นที่คุ้นเคยกันดีสำหรับคนไทยไปแล้วครั้งหนึ่ง และเชื่อว่ามีนักลงทุนหลายท่านกันเงินไปลงทุนเก็งกำไรจากการปรับตัวของราคาน้ำมันในปีที่ผ่านมากันพอสมควร 
 
 ประเดิมช่วงต้นปีเสือแบบนี้ จึงอยากจะนำบทความดีๆ ของบริษัทจัดการกองทุน(บลจ.) ทิสโก้ มาเผยแพร่ให้ทราบถึงแนวโน้มและทิศทางของราคาน้ำมันปีนี้(2553) กันซักหน่อย 
 
 สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันในปี บลจ.ทิสโก้ เขาเชื่อว่า ดีมาน์หรือความต้องการบริโภคน้ำมันจะเพิ่มตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่จะสวนทางการกำลังการผลิต และซัพพลายของแหล่งน้ำมันดิบใหม่ต่อไป 
 
 
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาด้านอุปสงค์และอุปทานพบว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาวเนื่องจากความต้องการพลังงานมีทิศทางเพิ่มขึ้นมากในช่วงปี ค.ศ. 2010 ถึง 2030 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน อินเดีย และกลุ่มประเทศนอก OECD ในทางกลับกัน อุปทานของน้ำมันค่อนข้างตึงตัว เนื่องจากการสำรวจและผลิตน้ำมันจากแหล่งใหม่ต้องใช้มูลค่าเงินลงทุนสูง ดังนั้น การสำรวจบ่อน้ำมันใหม่จึงไม่คุ้มค่าในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ โดยล่าสุดOPEC ได้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลก ในปี 2553 จากคาดการณ์ครั้งก่อน 0.07 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 85.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน 
 
 ขณะที่มุมมองราคาน้ำมันดิบในปี 2553 นั้น เมื่อพิจารณาจากราคาสัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า มีลักษณะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น โดยสัญญาสิ้นสุดเดือน ธ.ค.2010อยู่ที่ระดับราคา87.77เหรียญสหรัฐอเมริกาต่อบาร์เรล แสดงให้เห็นว่านักลงทุนมีความคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นจากระดับปัจจุบันจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ประกอบกับคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ณ วันนี้ได้ผ่านจุดต่ำสุดและกำลังเข้าสู่ระยะฟื้นตัวไปแล้ว 
 
 ตามประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในปี พ.ศ. 2553 ของกลุ่มประเทศก้าวหน้าและกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ของเอเชียจะขยายตัวในอัตราร้อยละ 1.3 และ 3.6 ตามลำดับ ในขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ของเอเชีย ดังนั้น การลงทุนในน้ำมันจึงเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะเศรษฐกิจฟื้นตัว อีกทั้งเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อและยังสามารถกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้ในอีกทางหนึ่ง 
 
 เป็นอันว่าความต้องการบริโภคน้ำมันน่าจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง 
 
 ซึ่งหากประมวลภาพย้อนหลังเชื่อว่า ภาพที่ออกมาน่าจะใกล้เคียงกัน แต่ราคาที่ว่าจะปรับขึ้นได้เหมือนปีที่ผ่านมาหรือไม่คงต้องลุ้นกันต่อว่าจะมี อัพไซด์ในช่วงขาขึ้นเท่าไร 
 
 
หากย้อนดูที่มาที่ไปของราคาน้ำมันในปี 2552 บลจ.ทิสโก้ได้รายงานว่า สถาการณ์ของราคาน้ำมัน ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ (West Texas Intermediate: WTI) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 70-80 เหรียญสหรัฐอเมริกาต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นจาก 70.46 เหรียญสหรัฐอเมริกาต่อบาร์เรล มาอยู่ที 79.39 เหรียญสหรัฐอเมริกาต่อบาร์เรล ณ สิ้นไตรมาสที่ 4 หรือเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 12.67 โดยราคาน้ำมันได้ทยอยปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา โดยมีปัจจัยหลักมาจากการอ่อนค่าลงของค่าเงินเหรียญสหรัฐอเมริกา 
 กระทั่งถึงช่วงประมาณต้นเดือนธันวาคมราคาน้ำมันเริ่มมีการปรับตัวลดลงติดต่อกันถึง 9 วันทำการจนมาปิดที่ระดับต่ำกว่า 70 เหรียญสหรัฐอเมริกาต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบสองเดือน โดยมีปัจจัยหลักที่กดดันราคาน้ำมันได้แก่ความกังวลทางเศรษฐกิจหลังจาก Dubai World และ บริษัทลูกขอพักชำระหนี้ รวมทั้งการที่ Moody’s Investor Services ปรับลดระดับความน่าเชื่อถือประเทศกรีซลง นอกจากนั้นญี่ปุ่นได้มีการปรับลดประมาณการณ์ GDP ไตรมาส 3/2552 จาก 4.8% มาอยู่ที่ 1.3% และตัวเลขการผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Output) ของเขตเศรษฐกิจหลักในยุโรปที่ต่ำมาก ส่งผลให้นักลงทุนลดการลงทุนในน้ำมันและ สินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ และหันเข้าถือครองเงินเหรียญสหรัฐอเมริกาเพื่อเป็น Safe Haven มากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอเมริกาเริ่มปรับแข็งค่าขึ้น 
 
 อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันได้เริ่มทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางเดือนธันวาคมเป็นต้นมา จากสภาวะอากาศที่หนาวเย็นกว่าปกติจากพายุหิมะในหลายพื้นที่ในสหรัฐฯส่งผลบวกต่อความต้องการใช้น้ำมัน และการคาดการณ์ปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯปรับลดลงต่อเนื่องรวมทั้งการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวได้ในปี 2553 ส่งผลให้อุปสงค์ในการบริโภคน้ำมันสูงขึ้น 
 
 
ถึงตรงนี้คงพอเข้าใจได้ว่า นอกจากเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแล้ว ค่าเงินดอลลาร์เองก็มีส่วนต่อการปรับขึ้นหรือลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้วยเช่นกัน แต่หลักๆแล้วเรื่องดีมาน์และซัพพลายจะเป็นตัวกำหนดราคามากที่สุด 
 
 ที่ว่าภาพใกล้เคียงกันนั้นคงเป็นเรื่องของขาขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่จะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นระหว่างทางทำให้ราคาผันผวนมากน้อยขนาดไหนคงต้องติดตามกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ บลจ.ทิสโก้เขาแนะนำว่าน่าจะมีติดพอร์ตไว้บ้างก็น่าจะดี 
 
 ส่วนจะลงทุนอย่างไรนั้น บลจ.ทิสโก้เขาแนะนำว่า การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิเช่น ทองคำ น้ำมันและสินค้าเกษตร น่าจะเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่ดีเช่นกัน เนื่องจากคาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งความแปรปรวนของอากาศ จะทำให้ความต้องการใช้สินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าเกษตร จะมีมากขึ้น นอกจากนี้หากมองว่า อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะช่วยทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนมาชดเชยการขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้เพราะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง 
 
 สำหรับการจัดสัดส่วนการลงทุนในปีนี้ หากผู้ลงทุนคาดหวังผลตอบแทนที่มากกว่า 4-5% ขึ้นไป จึงควรจัดสรรเงินไปลงทุนในหุ้นอย่างน้อย 15-20% ของพอร์ตการลงทุน ส่วนการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะไม่เกิน 5-10% เช่นกัน 
 
 

 

แสนสิริต่ออายุกองอสังหาฯ ชงไอเอ็นจี3ปีค่าเช่า6%ต่อปี

February 4, 2010

 แสนสิริ ชงบลจ.ไอเอ็นจี ต่ออายุกองทุนอสังหาฯบ้านเช่า อีก 3 ปี หลังจ่อครบสัญญา ก.ย. ปีนี้ ด้านเอ็มเอฟซีแจงผลงาน 2 กองทุนในโครงการนิชดาธานี “MNRF” กำไร ขณะที่ “MNIT” ขาดทุนราคาประเมินสินทรัพย์ที่ยังไม่เกิดขึ้น 
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด (SIRIPF) ในฐานะบริษัทจัดการของ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์บ้านแสนสิริ เตรียมต่ออายุกองทุนออกไปอีก 3 ปี หลังจะครบสัญญาการลงทุน 5 ปี ในวันที่ 11 กันยายน 2553 โดยบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เจ้าของทรัพย์สินในโครงการบ้านแสนสิริ-สุขุมวิท 67 จำนวน 25 หลัง มีความประสงค์จะขอต่ออายุการเช่าทรัพย์สินดังกล่าวทั้งหมดต่อไปอีก 3 ปี นับจากวันที่ 12 กันยายน 2553 ถึง วันที่ 11 กันยายน 2556 ในอัตราค่าเช่า 6% ต่อปี ของมูลค่าทรัพย์สินที่เหลือของกองทุนรวม โดยแสนสิริจะ ไม่มีเงื่อนไขรับซื้อคืนทรัพย์สินดังกล่าวอีกต่อไป 
 
 ทั้งนี้ บริษัทจัดการจึงเห็นควรให้มีการขายทรัพย์สินโดยการประกาศ ขายทรัพย์สินเป็นการทั่วไป เพื่อนำผลการประกาศขายทรัพย์สินดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาของผู้ถือหน่วยลง ทุน ว่าควรใช้สิทธิเรียกให้แสนสิริรับซื้อทรัพย์สินคืน (Put Option) หรือไม่ หรือพิจารณาว่าควรให้มีการต่ออายุการเช่าที่ แสนสิริเสนอหรือไม่ เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่สำคัญ บริษัทจัดการจึงเห็นสมควรให้จัดประชุมผู้ถือหน่วยลงทุน ครั้งที่ 1/2553 ในวันที่ 3 มีนาคม 2553 เวลา 10.00 น. ณ.ห้อง รอยัล มณียา เอ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 
 
 นายสมพร บุรินทราธิกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ภายใต้การบริหาร 2 กอง โดยกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มัลติเนชั่นแนลเรสซิเดนซ์ฟันด์ (MNRF) กองทุนมีรายได้สำหรับปี 2552 ทั้งสิ้น 96.19 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายจำนวน 9.33 ล้านบาท ประกอบกับกองทุนได้รับรู้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ในระหว่างปีจำนวน 118.46 ล้านบาท ทำให้กองทุนมีการเพิ่มขึ้นในสินทรัพย์สุทธิจากการ ดำเนินงานทั้งสิ้น 205.33 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 293.24 จากงวดเดียวกันปี 2551 ซึ่งในปีดังกล่าว เป็นผลการดำเนินงานสำหรับระยะเวลาประมาณ 7.5 เดือน ตั้งแต่ 12 พฤษภาคม 2551 (วันจดทะเบียนจัดตั้งกองทุน) ถึง 31 ธันวาคม 2551 โดยกองทุนมีรายได้ 57.93 ล้านบาท และค่าใช้จ่าย 5.72 ล้านบาท รวมเป็นการเพิ่มขึ้นใน สินทรัพย์สุทธิทั้งสิ้น 52.21 ล้านบาท 
 
 ส่วนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เอ็มเอฟซี-นิชดาธานี (MNIT) กองทุนมีรายได้ในปี 2552 ทั้งสิ้นจำนวน 108.35 ล้านบาท และในปี 2551 จำนวน 107.50 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.78 โดยกองทุนมีค่าใช้จ่ายในปี 2552 จำนวน 11.53 ล้านบาท และในปี 2551 จำนวน 11.26 ล้าน บาท หรือคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.38 ทั้งนี้ ในปี 2552 กองทุนมีขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ 62.00 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2551 กองทุนมีกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการประเมินราคา อสังหาริมทรัพย์ 21.00 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อรวมผลการดำเนินงานในปี 2552 กองทุนมีการเพิ่มขึ้นในสินทรัพย์สุทธิจากการดำเนินงาน 34.82 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปี 2551 จำนวน 117.24 ล้านบาท คิดเป็น อัตราการเปลี่ยนแปลงลดลงร้อยละ 70.30 
 

2บลจ.ตบเท้าขายบอนด์กินจิ

February 4, 2010

 นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ รองกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด กล่าวถึง ภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศเกาหลีใต้ในช่วงนี้ว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ของเกาหลีใต้ยังแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวต่อเนื่องตลอดช่วงที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าตัวเลข GDP ไตรมาส 4 แม้ว่าชะลอตัวลง โดยเติบโตที่ระดับ 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2552 (qoq) แต่ยังถือว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้ยังคงขยายตัวได้ในระดับสูงที่ 6% (yoy) ขณะที่ตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ม.ค. อยู่ที่ 2.73 แสนดอลลาร์สหรัฐ ปรับขึ้นต่อเนื่องตลอดตั้งแต่ช่วงปลายปี 2551 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงฐานะทางการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง 
 
 ทั้งนี้ ภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจและการส่งออกที่ดีขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินวอนแข็งค่าขึ้นอยู่ที่ระดับ 1,130-1,150 วอนต่อดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2% ก็เชื่อว่า ธนาคารกลางจะยังไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วนักตามการคาดการณ์ของหลายฝ่ายเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อในขณะนี้ยังอยู่ในระดับเงินเฟ้อเป้าหมาย 
 
 ส่วนภาพรวมผลตอบแทนของพันธบัตรเกาหลีใต้ และค่า Swap Rate ในช่วงนี้ นายวันกล่าวว่า ยังคงผันผวน และไม่น่าจะปรับตัวขึ้นได้มากในระยะนี้ จากการที่แนวโน้มของค่าเงินดอลลาร์ในระยะสั้นน่าจะมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนเทขายเงินดอลล่าร์สหรัฐออกไป อีกทั้งมาตรการระดมทุนของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่เปิดกว้างมากขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มความต้องการดอลลาร์สหรัฐลดลง จึงอาจส่งผลต่อผลตอบแทนโดยรวมของพันธบัตรเกาหลีใต้ที่จะปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนโดยรวมของการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีในขณะนี้ ยังคิดว่ามีความน่าสนใจ เนื่องจากยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลในประเทศอายุเฉลี่ยใกล้เคียงกัน เช่น พันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 6 เดือน ผลตอบแทนถึงผู้ถือหน่วยหลังจากหักค่าใช้จ่ายปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1% ต่อปี ส่วนพันธบัตรเกาหลีใต้ อายุ 6 เดือน ผลตอบแทนอยู่ที่ 1.5-1.6% ต่อปี ซึ่งส่วนต่างที่ระดับ 0.5-0.6% ต่อปี 
 
 ทั้งนี้ บลจ.แอสเซท พลัส ยังคงมีกองทุนเสนอขายอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันนี้ถึง 10 กุมภาพันธ์นี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างเสนอขาย IPO กองทุนเปิดเอฟไอเอฟตราสารหนี้ระยะสั้น 5/6M ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ ที่เปิดเสนอขายครั้งเดียว โดยรอบการลงทุนนี้ จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ อายุประมาณ 6 เดือน โดยคาดว่ากองทุนจะสามารถให้ผลตอบแทนหลังจากทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวนและหักค่าใช้จ่ายกองทุนแล้ว อยู่ที่ประมาณ 1.625% ต่อปี 
 
 ด้านบลจ.ธนชาต เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเสนอขายกองทุน กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ต่างประเทศ 37 (T-FixFIF37) อายุโครงการประมาณ 11 เดือน มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท เสนอขายเพียงครั้งเดียว (IPO) ระหว่างวันที่ 5 – 11 ก.พ. 53 ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท โดยกองทุน T-FixFIF37 เป็นกองทุนที่มีเป้าหมายที่จะลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐของประเทศเกาหลีใต้ เช่น พันธบัตรธนาคารแห่งชาติเกาหลีใต้ พันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ และกองทุนจะป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวนสำหรับมูลค่าตราสารหนี้ประเทศเกาหลีใต้ที่กองทุนลงทุน 
 

จ่ายหนี้ เก็บเงิน หรือลงทุน?

February 4, 2010

 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) 
 โทร 02-649-2000 กด 2 
 www.mfcfund.com
 
 
 ในสถานการณ์อันยากลำบากภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน หลายคนอาจจะสงสัยว่าควรจะทำอะไรก่อนดีระหว่าง การจ่ายหนี้ การเก็บเงิน หรือการลงทุน สิ่งไหนจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เรามีมุมมองดีๆมาเล่าสู่กันฟัง 
 
 มุมมองแรก จ่ายหนี้ 
 
 คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การชำระหนี้ก็มีข้อดีที่ว่า เราสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายที่เป็นดอกเบี้ยลงได้ ลองคิดเล่นๆ สมมติว่าคุณเป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่ 100,000 บาท และคุณต้องจ่ายดอกเบี้ย 20% ต่อปี หมายความว่าในหนึ่งปีคุณต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 20,000 บาท ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น หากลืมวันครบกำหนดชำระหนี้ หรือเกิดเหตุประการใดก็ตาม ทำให้คุณจ่ายเงินล่าช้า หายนะก็จะมาซ้ำเติมคุณทันที ทั้งค่าธรรมเนียมการจ่ายเงินล้าช้า และค่าธรรมเนียมติดตามการทวงหนี้ ซึ่งอาจจะทำให้คุณต้องเสียเงินจากค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ ร่วม 25% ทีนี้ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณยอมละทิ้งเงินเก็บในบัญชีออมทรัพย์ ซึ่งอาจได้รับดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ต่อปี หากฝากเงินในธนาคารเล็กๆ และปฏิบัติตามเงื่อนไขของธนาคารเคร่งครัด หรือละทิ้งเงินลงทุนซึ่งก็ยังไม่แน่นอนว่าจะได้ดอกผลเท่าไหร่ เอามาชำระหนี้แทน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบดอกเบี้ยจากหนี้ และดอกผลจากการฝากเงินหรือการลงทุนกันแล้ว การชำระหนี้ก่อนดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าอย่างไม่น่าสงสัย 
 
 มุมมองที่สอง เก็บเงิน 
 
 
หากเลือกชำระหนี้ก่อน ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง แต่ถ้าคุณไม่มีเงินเหลือเลยล่ะ และหากจำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ตกงาน หรือเกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝันขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายท่านบอกว่า อย่างน้อยคุณควรมีเงินเก็บประมาณ 3-6 เท่าของเงินเดือน เพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้ สุดท้ายแล้วถ้าคุณไม่มีเงินเหลือเอาไว้เพื่อใช้ยามฉุกเฉินเลย คุณก็จะเอาบัตรเครดิตออกมาแล้วก็กดเงิน หรือกู้เงิน Personal Loan และแล้วคุณก็จะกลับเข้ามาสู่วังวนแห่งการเป็นหนี้เหมือนเดิม ดังนั้นหากจ่ายเงินชำระหนี้แค่ขั้นต่ำ เลื่อนการลงทุนออกไป เก็บเงินให้ได้เสียก่อน ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลว 
 
 มุมมองที่สาม ลงทุน 
 
 หากคุณมีเป้าหมายที่จะใช้เงินในอนาคต หรืออยากมีเงินใช้ยามเกษียณ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย คือ การลงทุน ยิ่งเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ซึ่งจากงานศึกษาการลงทุนหุ้นในระยะยาว อาจได้ผลตอบแทนถึง 2 หลัก หรือถ้าจะลงทุนหุ้นกู้ คุณก็มีสิทธิ์ได้รับเงินถึง 5-6 % ต่อปีแบบไม่ต้องลุ้น หากสามารถถือหุ้นกู้ได้ครบกำหนดอายุ นอกเหนือจากนี้ยังมีการลงทุนทางเลือกอื่นๆอีกมากมายที่อาจทำให้คุณรวยไม่รู้เรื่อง เช่น ทองคำ น้ำมัน หรือสัญญาอนุพันธ์ต่างๆ อีกทั้งถ้าลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) คุณก็ยังได้รับเงินภาษีคืนติดปลายนวมมาฝากเงิน หรือชำระหนี้ได้อีกด้วย ฟังดูแล้วทางเลือกนี้ก็ดูดีเลยทีเดียว 
 
 แล้วทำไมเราไม่ทำทั้ง 3 อย่างพร้อมๆกันล่ะ? 
 
 
นับว่าเป็นความคิดที่ดีเลยทีเดียว อย่างแรกคุณต้องสำรวจกระเป๋าเงินตัวเองก่อนว่า มีรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือนเท่าไหร่ งานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญหลายท่านกล่าวไว้ว่า ประมาณ 15% ของรายได้เฉลี่ยมักจะเสียไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น กระเป๋าหลุยส์ มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด หรือของใช้แบรนด์เนมต่างๆ 
 
 สมมติว่า ถ้าคุณมีรายรับเดือนละ 50,000 บาท เงินประมาณ 7,500 บาท จะเป็นเงินที่คุณสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งนี้ถ้าคุณสามารถนำเงินส่วนนี้กลับมาได้สักครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเงินประมาณ 45,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว เงินส่วนนี้จะทำให้สถานการณ์ทางการเงินที่ย่ำแย่เริ่มกลับมาดีขึ้นได้ ต่อจากนี้ลองพิจารณาที่สถานะรอบตัวคุณว่า การงานของคุณมั่นคงหรือไม่ คุณมีเงินออม และเงินลงทุนเท่าไหร่ ถ้าคำตอบคือคุณมีฐานะทางการงานที่มั่นคง และพอมีเงินเก็บและเงินลงทุนอยู่บ้าง คุณอาจจะแบ่งเงินที่คุณนำกลับมาได้เป็น 3 ส่วน เก็บออมไว้ 20%(9,000 บาท) แบ่งไว้ลงทุน 20%(9,000 บาท) ส่วนที่เหลืออีก 60%(27,000 บาท) เอาไว้ชำระหนี้ หรือถ้าคุณโชคดีมีเงินโบนัส ก็ให้แบ่งเงินเพิ่มขึ้นตามแผนของคุณในการชำระหนี้ เก็บเงิน และลงทุน 
 
 ถ้าคุณไม่มีเงินออม และเป็นกังวลกับหน้าที่การงาน เงินเกือบทั้งหมดของคุณอาจจะต้องเอาไปเก็บไว้ที่บัญชีออมทรัพย์ กองทุนตลาดเงิน หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อความอุ่นใจ แต่ถ้าคุณยังคงเป็นกังวลกับหนี้ของคุณอยู่ คุณอาจจะแบ่งเงินสักครึ่งหนึ่งมาชำระหนี้ก็ได้ ซึ่งถ้าคุณชำระหนี้หมด และเริ่มมีเงินเก็บบ้างแล้ว คุณควรจะพิจารณาอย่างจริงจังในการนำเงินมาลงทุนไว้ใช้ในอนาคตหรือยามเกษียณอายุ 
 
 แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณต้องวางแผนทางการเงินให้เหมาะสมตามชีวิตของคุณ เพื่อให้ได้รับอัตถประโยชน์สูงสุดและทำตามนั้นอย่างเคร่งครัด สิ่งนี้จะช่วยพัฒนานิสัยทางการเงินของคุณให้ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม หากคุณสามารถนำเงินที่คุณสูญเสียไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นกลับมาได้มากขึ้น คุณก็จะปลดหนี้ได้เร็วขึ้น และจะเข้าสู่อิสรภาพทางการเงินได้อย่างแน่นอน 
 

เต๋าอดิศร อรรถกฤษณ์ เก็บออมไว้ก่อน…ปลอดภัยกว่า

February 4, 2010

       

 

 

 

 

ทุกวันนี้การออมเงินถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะจากภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นยังคงมีความเสี่ยงอยู่ จึงคิดว่ายังไม่เหมาะแก่การลงทุน ดังนั้นจึงอยากจะให้ทุกคนเก็บสตางค์เอาไว้ก่อนจะดีที่สุด และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นเริ่มฟื้นตัวขึ้น เราค่อยหาทางวางแผนต่อไปว่าจะนำเงินไปลงทุนทำอะไรที่เหมาะสมต่อไป 
 
 การออมเงินถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากในชีวิตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือมีความจำเป็น เราจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนคนอื่น ๆ ซึ่งการออมเองก็มีหลากหลายรูปแบบให้เราได้เลือกสรรกัน ถ้าใครเพิ่งจะเริ่มออมเงินกันละก็…เราก็อยากจะแนะนำให้ฝากเงินกับธนาคารไปก่อน เพราะถือว่าเป็นรูปแบบที่ง่ายที่สุด และมีความเสี่ยงน้อยที่สุดก็ว่าได้ แต่ถ้าผู้อ่านรายใดคิดว่าการออมเงินในรูปแบบนี้ให้ผลตอบแทนที่ไม่มาก และอยากจะเข้าไปออมในรูปแบบอื่นก็ไม่ว่ากัน… แต่ก็ต้องมีการศึกษารูปแบบการลงทุนในรอบครอบกันก่อนที่จะเข้าไปลงทุนด้วย เพราะการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงในตัวของมันเอง 
 
 คอลัมน์เจาะพอรต์คนดัง ฉบับนี้ ทีมงานกองทุนรวมได้ไปพูดคุยกับ นายเต๋า อดิศร อรรถกฤษณ์ อดีตสมาชิกวงดราก้อนไฟร์ และปัจจุบันมาเอาดีทางด้านการแสดง ซึ่งวันนี้หนุ่มเต๋าจะมาบอกถึงรูปแบบการออมเงินในรูปแบบง่าย ๆ ถ้าผู้อ่านรายใดสนใจจะนำไปใช้บ้างเราก็ไม่ว่ากันจ้า… 
 
 เต๋า บอกว่า ทุกวันนี้การออมเงินถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะจากภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นยังคงมีความเสี่ยงอยู่ จึงคิดว่ายังไม่เหมาะแก่การลงทุน ดังนั้นจึงอยากจะให้ทุกคนเก็บสตางค์เอาไว้ก่อนจะดีที่สุด และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นเริ่มฟื้นตัวขึ้น เราค่อยหาทางวางแผนต่อไปว่าจะนำเงินไปลงทุนทำอะไรที่เหมาะสมต่อไป 
 
 
ผมเองก็ยังเป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญในเรื่องของการออมเงินมาก ซึ่งผมจะแบ่งรายได้ทั้งหมดของผมออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน โดยส่วนแรกจะเก็บออมแบบฝากประจำไม่มีการถอนเลย ส่วนที่สองเป็นบัญชีค่าใช้จ่ายในแต่เดือนที่เราจะต้องใช้ เช่นค่าน้ำมันรถ ค่าอาหาร เป็นต้น และส่วนที่สามเป็นบัญชีเอาไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉินสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะอาจจะมีการเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา 
 
 หนุ่มคิ้วเข้ม ได้บอกเพิ่มเติมอีกว่า การออมเงินถือว่าเป็นการวางแผนของชีวิตไม่ให้ประมาท เพราะเงินเป็นสิ่งที่สำคัญกับชีวิต ถ้าเรารู้จักเก็บออมก็จะทำให้ชีวิตเรามั่นคงได้ในอนาคต และยิ่งทำงานในวงการบันเทิงด้วยต้องมีการเก็บเงินมากกว่าคนอื่น ๆ และต้องวางแผนจัดสรรรูปแบบการออมเงินเอง เพราะเราไม่ใช่พนักงานบริษัทที่จะมีเงินเดือนประจำ และมีสวัสดิการไว้ให้ 
 
 สำหรับรายได้แรกของ เต๋า ที่หาได้ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกนั้น เต๋า บอกว่า เป็นช่วงตอนออกเทป ที่อยู่วงดรากอนไฟร์ พอได้เงินมาก็ให้คุณพ่อคุณแม่ไว้ และมาเริ่มออมเงินจริง ๆ จัง ๆ ก็เมื่อไม่นานนี้เอง เพราะว่าอยากได้รถใหม่ ก็พยายามเก็บสตางค์ซื้อ และก็ประสบความสำเร็จ ซึ่งมันก็ดีทำให้เกิดความตั้งใจและมีความมุมานะที่จะทำให้จนได้ 
 
 
ปัจจุบัน หนุ่มเต๋า มีผลงานในวงการบันเทิง ที่กำลังถ่ายทำอยู่คือเรื่อง เพียงใจที่ผูกพัน และเมื่อถ่ายทำเสร็จเรียบร้อยจะออกอากาศทางช่อง 3 ส่วนเรื่องธุรกิจส่วนตัวนั้นยังไม่คิดที่จะทำอะไร แต่ก็มีการวางแผนไว้สำหรับอนาคตเหมือนกัน แต่ก็ต้องรอดูอะไรหลาย ๆ อย่างทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ความเหมาะสมจังหวะที่จะทำ แต่ตอนนี้ก็ขอเก็บสตางค์สะสมไว้ก่อนและเมื่อถึงเวลาเราก็สามารถลงทุนได้ทันที 
 
 ผมมีหลักและแนวคิดในการทำงานคือ ต้องขยัน อดทน ตรงต่อเวลา ไม่เกี่ยงงานหนัก มีสัมมาคารวะ พัฒนาการทำงานของตัวเองอยู่เสมอ เพราะทุกวันนี้ในวงการดาราเกิดขึ้นมากมายเราต้องมีการฝึกฝนทักษะด้านการแสดงอยู่สม่ำเสมอ เพราะมันเป็นอาชีพของเรา 
 
 เต๋า บอกอีกว่า เมื่อว่างจากการทำงานผมมักจะชอบไปเที่ยวทะเลและที่ไปบ่อยที่สุดคงเป็นที่เสม็ด และชะอำ นอกจากนี้แล้วในทุก ๆ ปีช่วงปีใหม่เป็นช่วงอาการหนาวก็จะขึ้นเหนือไปเที่ยว เนื่องจากว่าบรรยากาศดี และธรรมชาติ ๆ ก็สวยงามในช่วงนี้ด้วย 
 
 สุดท้าย เต๋า ฝากบอกว่า พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ให้ทุกคนอยู่อย่างพอเพียง พอกินพอใจนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ใช้ได้จริงกับชีวิตและอยากให้ทุกคนปฏิบัติตาม ซึ่งเราควรที่จะฉลาดในการเลือกซื้อสินค้าหรือของใช้ต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์มากกว่าจะซื้อเพื่อสนองความต้องการของตัวเองเพียงอย่างเดียวมันก็จะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรขึ้น เพราะของสิ่งนั้นก็จะใช้ได้เพียงไม่นานเราก็อาจจะไม่ได้ใช้อีก เป็นต้น 
 ชื่อ นามสกุล อดิศร อรรถกฤษณ์ (เต๋า) 
 
 
 วันเดือนปีเกิด 14 ธันวาคม 2523 
 การศึกษา ปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 
 ผลงานปัจจุบัน ละครเรื่อง เพียงใจที่ผูกพัน 
 
 

 

การวางแผนทางการเงินเพื่อสุขภาพที่ดีและความมั่นคงของครอบครัว

February 4, 2010

 คอลัมน์ ชีพจรการลงทุน 
 โดย ปรวรรณ สุขช่วย 
 ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอเชียไรซิ่ง จำกัด 
 www.asiarising.com 
 
 
 
 ทุกท่านเคยสังเกตหรือไม่ว่าสมัยนี้คนเราป่วยเป็นโรคต่างๆ กันง่ายดายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นโรคยอดนิยม เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือจะเป็นโรคที่พัฒนาขึ้นใหม่ เช่น โรคไข้หวัด 2009 สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์นั้นอ่อนแอลงหรือโรคภัยไข้เจ็บมีพัฒนาการมากขึ้นกันแน่ และเราควรดูแลและป้องกันอย่างไรเพื่อให้มีผลกระทบกับความมั่นคงของครอบครัวให้น้อยที่สุด 
 
 จากสถิติขององค์การอนามัยโลกพบว่าในอนาคตมนุษย์มีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนมากขึ้นซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น และเมื่อมนุษย์มีอายุมากขึ้นก็ย่อมส่งผลให้อัตราการเจ็บป่วยมากขึ้นได้เช่นเดียวกัน อีกทั้ง สภาพแวดล้อมและมลพิษที่เกิดขึ้นในโลกก็ยิ่งเอื้ออำนวยให้คนเจ็บป่วยได้ง่ายรวมถึงเกิดโรคภัยไข้เจ็บที่พัฒนาการต่อมาตามสภาพแวดล้อมก็มากขึ้นด้วย ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก็มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดเวลา 
 โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายด้านวิทยาการทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายในการผลิตยารักษาโรคที่สูงขึ้น (Medical Inflation) ซึ่งโดยเฉลี่ยจะมีอัตราเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10-15 ต่อปี อีกทั้งยังมีการค่าใช้จ่ายการให้บริการทางการแพทย์ที่มุ่งหวังให้คนไข้มีความสะดวกสบายมากขึ้นดังจะเห็นได้ในโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่คนไข้จะได้รับบริการใกล้เคียงกับโรงแรมชั้นหนึ่งเลยทีเดียว ไม่เพียงแต่ภาคเอกชนเท่านั้น แม้กระทั่งค่าใช้จ่ายในการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐบาลก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ที่นักวิชาการออกมาเตือนรัฐบาลไทยให้ดำเนินนโยบายและวางแผนอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของระบบสวัสดิการข้าราชการในอีก 4-5 ปีข้างหน้า หลังจากพบว่าในปี 2552 ที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายส่วนนี้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดรวมกว่า 6 หมื่นล้านบาทและมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รัฐบาลตั้งวงเงินงบประมาณไว้เพียง 4.8 หมื่นล้านบาทเท่านั้น 
 
 เรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้นและผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย ดังจะเห็นได้จากงานวิจัยที่หลากหลาย เช่น ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลทำให้บางครอบครัวถึงขั้นล้มละลายได้ หรือรายงานการศึกษาจากองค์การอนามัยโรคที่พบว่าผู้ป่วยมากกว่า 150 ล้านคนในแต่ละปีทั่วโลกประสบปัญหาทางการเงินอันเนื่องมาจากภาระด้านการรักษาพยาบาล เนื่องจากว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีโรคร้ายแรงในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป นั้นสูงมาก แม้กระทั่งในประเทศไทยเองก็ตาม บางครั้งแค่เป็นหวัดธรรมดาไปพบแพทย์ค่าใช้จ่ายต่อครั้งก็เกือบ 1,000 บาทแล้ว ไม่นับรวมถึงกรณีป่วยหนัก เช่น โรคยอดฮิตอย่างมะเร็ง ที่ในบางกรณีก็ยากที่จะสามารถประเมินได้ว่าต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นเท่าไร ทำให้บางคนถึงกับต้องใช้เงินที่สะสมมาตลอดชีวิตในการรักษาตัวเองหรือคนในครอบครัวที่เจ็บป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทยซึ่งอยู่กันอย่างระบบครอบครัวเกื้อหนุนกันนั้น หากคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเจ็บป่วย คนที่เหลืออยู่ก็ย่อมที่จะต้องหาทางช่วยเหลือและรักษาอย่างสุดความสามารถของครอบครัวนั้นๆ แม้กระทั่งถึงขั้นต้องกู้หนี้ยืมสินมาก็มีให้พบเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์เป็นประจำ ทั้งนี้ ถ้าจะพูดกันตามตรงแล้วค่าใช้จ่ายที่ยากจะประมาณส่วนนี้เป็นภาระกับคนที่เหลืออยู่ ซึ่งต่างจากกรณีที่ตายซึ่งอาจจะทำให้ครอบครัวแค่ขาดผู้หารายได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับคนที่เหลืออยู่ 
 
 ดังนั้น ในการวางแผนทางการเงินเพื่อความมั่นคงของครอบครัวที่มีประสิทธิภาพนั้น ควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอันไม่คาดคิดและใกล้ตัวเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้อยู่ในระบบราชการหรือมีสวัสดิการด้านประกันสุขภาพจากบริษัท ซึ่งควรมีการวางแผนจัดสรรการออมเงินเพื่อการค่าใช้จ่ายในส่วนของการดูแลสุขภาพด้วย อีกวิธีหนึ่งในการรักษาความมั่งคงทางการเงินของครอบครัวได้ในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เป็นที่นิยมและมีประสิทธิภาพมากกว่า คือ การป้องกันความเสี่ยงโดยการทำประกันสุขภาพซึ่งสามารถทำการวางแผนการเงินและประมาณการค่าใช้จ่ายต่อปีได้ค่อนข้างแน่นอน โดยประกันสุขภาพนั้นเป็นประกันที่มีความแตกต่างจากการทำประกันชีวิตทั่วไปอย่างชัดเจนโดยเน้นการให้ความคุ้มครองในกรณีเจ็บป่วยเป็นหลัก ซึ่งสามารถจะลดความเสี่ยงการเป็นภาระแก่คนที่อยู่รอบข้างและครอบครัวในเรื่องค่าใช้จ่ายของการรักษาพยาบาลได้ นอกจากนี้ การทำประกันสุขภาพจะมีลักษณะการทำประกันเป็นแบบปีต่อปี ซึ่งทำให้สามารถลดความเสี่ยงเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของบริษัทประกันได้ส่วนหนึ่งซึ่งแตกต่างจากการทำประกันชีวิตที่กรมธรรม์จะมีข้อผูกพันเป็นเวลานาน 
 
 ในปัจจุบันจะพบว่าบริษัทประกันหลายแห่งได้ให้ความสำคัญกับการทำประกันสุขภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดังจะเห็นตามโฆษณาต่างๆ เพราะคนส่วนใหญ่เริ่มตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน ดังนั้น การเลือกประกันสุขภาพที่ดีก็เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญด้วย ประกันสุขภาพที่ดีควรเป็นประกันสุขภาพที่มีวงเงินในการรักษาสูงเพียงพอ และให้ความคุ้มครองในกรณีการเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก และไม่ปฏิเสธหรือยกเลิกการทำประกันเมื่อพบว่าผู้เอาประกันป่วยเป็นโรคร้ายแรง นอกจากนี้ ประกันสุขภาพที่ดีควรให้โอกาสครอบคลุมถึงกลุ่มผู้เอาประกันที่มีอายุมากด้วย เพราะเป็นช่วงที่ประกันสุขภาพมีความสำคัญมากที่สุด อีกทั้ง ไม่ควรมีเงื่อนไขในการรักษาพยาบาลที่ซับซ้อน เข้าใจยาก ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนและทำไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ในบางกรณี 
 
 สุดท้ายนี้ ถึงแม้ว่าเราจะมีการวางแผนการเงินเพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแล้ว แต่ความไม่มีโรค ย่อมเป็นลาภอันประเสริฐที่สุด ดังนั้น อย่าลืมดูแลตัวเองและคนในครอบครัวด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะคะ! 
 

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.นครหลวงไทย จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553

February 4, 2010

 ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.นครหลวงไทย จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 
 

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน)ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553

February 4, 2010

 
 

 
 

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ทหารไทย จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553

February 4, 2010

 ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ทหารไทย จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 
 

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ทิสโก้ จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553

February 4, 2010

 ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ทิสโก้ จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 
 

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ยูโอบี(ไทย) จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553

February 4, 2010

 ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ยูโอบี(ไทย) จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 
 

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553

February 4, 2010

 ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 
 

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.วรรณ จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553

February 4, 2010

 ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.วรรณ จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 
 

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ฟินันซ่า จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553

February 4, 2010

 ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ฟินันซ่า จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 
 

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.กสิกรไทย จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553

February 4, 2010

 ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.กสิกรไทย จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 
 

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ไอเอ็นจี(ประเทศไทย) จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553

February 4, 2010

 ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ไอเอ็นจี(ประเทศไทย) จำกัด ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 
 

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.อเบอร์ดีน จำกัด ประจำวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553

February 4, 2010

 ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.อเบอร์ดีน จำกัด ประจำวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 
 

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.บัวหลวง จำกัด ประจำวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553

February 4, 2010

 ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.บัวหลวง จำกัด ประจำวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 
 

กสิกรแนะลงทุนรับตรุษจีน มั่นใจทองคำ-หุ้นมังกรแจ่ม

February 4, 2010

พัชร สมะลาภา

 บลจ.กสิกรไทย แนะนักลงทุนลุยเพิ่มผลตอบแทนจากกองทุน K-GOLD-K-CHINA หลังพบสัญญาณดีต่อเนื่อง ทั้งจากแข้งค่าของเงินดอลลาร์ที่ดันราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้น และการปรับฐานของตลาดหุ้นจีนในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกันอัดโปโมชันรับตรุษจีน แจกอั่งเป่าเพิ่มมูลค่าหน่วยลงทุนตั้งแต่วันที่ 5-19 กุมภาพันธ์นี้ 
 
 นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทมองว่าเป็นโอกาสดีในการเข้าลงทุนกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนหุ้นของประเทศจีน และทองคำ 
 
 โดยในส่วนของจีนนั้น น่าจะได้รับผลดีจากการปรับตัวลงของตลาดหุ้นจีนราว 10% ในช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลงจากการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ 
 
 ทั้งนี้ ตลาดหุ้นจีนยังเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจ ซึ่งหากมองย้อนกลับไปถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปีที่ผ่านมา ตัวเลข GDP ทั้งปี 2552 ขยายตัวต่อเนื่องที่ 8.70 % แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่สามารถฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจของโลกมาได้อย่างดี 
 และยังส่งผลให้ดัชนีหุ้น H-Share ของจีนในปีที่แล้วปรับตัวสูงขึ้นถึง 62% แม้ช่วงกลางเดือนมกราคมดัชนีหุ้นจีนจะมีการปรับตัวลดลงไปบ้างจากมาตรการลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจของทางการจีน 
 
 แต่หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของจีนที่เน้นการพึ่งพาเศรษฐกิจภายในเป็นหลักและแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกประกอบกันแล้ว น่าจะช่วยให้คลายกังวลได้ว่า เศรษฐกิจจีนยังคงมีปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจจากการเติบโตของหุ้นจีนด้วย 
 
 ส่วนแนวโน้มของราคาทองคำ ปัจจุบันราคาทองคำได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ ประมาณ 1,100 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าเข้าลงทุน เพราะในระยะยาวราคาทองคำยังเป็นไปในทิศทางที่สดใส จากข้อมูลของศูนย์วิจัยของธนาคารกสิกรไทยคาดว่าในปีนี้ราคาทองคำจะปรับตัวอยู่ที่ระดับ 1,250 1,300 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ 
 
 ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ยังเชื่อว่าในระยะยาวค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าซึ่งส่งผลดีต่อการปรับตัวขึ้นของราคาทอง เนื่องจากประเทศยังบอบช้ำกับวิกฤตเศรษฐกิจในรอบปีที่ผ่านมา และยังคงมีปัญหาที่ยังต้องใช้เวลาในการแก้ไข เห็นได้จากอัตราหนี้สินต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูงรวมถึงตัวเลขการขาดดุลจากการใช้จ่ายของภาครัฐสำหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 
 
 นายพัชร กล่าวต่อว่า สำหรับบลจ.กสิกรไทยมีกองทุนที่ลงทุนในทั้งกองทุนทองคำ และหุ้นของประเทศจีน ประกอบด้วย กองทุนเปิดเค โกลด์ (K-GOLD) กองทุนเปิดเค ไชน่า หุ้นทุน (K-CHINA) โดยกองทุนเปิดเค ไชน่า หุ้นทุน (K-CHINA) มีนโยบายลงทุนในต่างประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน 
 
 โดยเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน China Focus Fund ซึ่งบริหารจัดการโดย Fidelity International บริษัทจัดการลงทุนที่มีความชำนาญในตลาดหุ้นจีนมากว่า 16 ปี กองทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผลปีละไม่เกิน 4 ครั้ง สภาพคล่องสูง ซื้อ-ขายได้ทุกวันทำการ 
 
 ส่วนกองทุนเปิดเค โกลด์ (K-GOLD) มีนโยบายลงทุนในต่างประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR GOLD Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองคำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กองทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผลปีละไม่เกิน 4 ครั้ง สภาพคล่องสูง ซื้อ-ขายได้ทุกวันทำการ 
 
 “นับเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ลงทุนในการเข้าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีนและกองทุนทองคำ โดยตั้งแต่วันที่ 5 -19 กุมภาพันธ์ 2553 จะได้รับอั่งเปาพิเศษรับตรุษจีนจาก บลจ. กสิกรไทย เป็นการซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มในกองทุนนั้นๆ โดยเงินลงทุนทุกๆ 50,000 บาท จะได้รับหน่วยลงทุนเพิ่ม 100 บาทอีกด้วย ส่วนผู้ลงทุนที่นิยมซื้อทองคำหรือทองคำแท่งเพื่อเป็นของขวัญในเทศกาลตรุษจีน การลงทุนในกองทุนเปิดเค โกลด์ (K-GOLD) เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากกองทุนมีการลงทุนในทองคำโดยตรง และใช้เงินลงทุน ขั้นต่ำแค่ 10,000 บาทเท่านั้นก็สามารถลงทุนได้ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าทองคำแท่งค่อนข้างมาก นายพัชรกล่าว 
 

Next Page »