วันพิพากษา”ทักษิณ” “โอกาส”…จะเกิดขึ้นท่ามกลาง”วิกฤติ”?
February 28, 2010
และเแล้ววันที่ทุกคนตั้งตารอคอยก็มาถึง วันนี้ (26กพ) เวลา 13.30 เป็นต้นไป ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง จะมีการพิพากษายึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ซึ่งหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือ เอกชน ต่างพากันซ้อมแผนเพื่อรับมือเหตุการณ์ความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น โดยในแวดวงการลงทุน นำโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือตลท.ได้มีมาตรการเตรียมพร้อมเพื่อดูแลสถานการณ์การลงทุนและเพื่อป้องกันข่าวลือ
ซึ่งเป็นมาตรการเดิมที่ ตลท.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตามตลท.ยืนยันมีมาตรการพักการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 30 นาที หากดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลงถึงร้อยละ 10 (เซอร์กิต เบรกเกอร์) เพื่อเตรียมรับสถานการณ์เอาไว้อีกด้วย
ทางด้านสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน หรือ AIMC ได้เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดย
1.กองทุนแต่ละกองควรมีสภาพคล่องที่เพียงพอจะรองรับ หากเกิดการไถ่ถอนที่ผิดปกติ ซึ่งขึ้นอยู่กับวิจารณาญานของผู้จัดการกองทุนแต่ละกองทุน
2. เตรียมพร้อมวิธีแก้ไขหากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยบริษัทสมาชิกจะต้องมีแผนสำรองรองรับหากเกิดเหตุ (Back Up Site)
3. บริษัทสมาชิกควรให้คำแนะนำพนักงานในการหลีกเลี่ยงสถานที่และเส้นทางอันอาจ ไม่ปลอดภัยเป็นการล่วงหน้า
ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ได้มีการเตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่สแตนบายไว้เป็นศูนย์กลางเช่นกัน ดังนั้น ในกรณีที่มีเหตุการณ์ไม่ปกติ หรือต้องการคำแนะนำต่างๆ บริษัทสมาชิกจะสามารถติดต่อไปที่ สำนักงาน ก.ล.ต. หรือ ติดต่อไปที่ สมาคม ได้
แต่ท่ามกลางวิกฤติ ความวุ่นวาย บวกความกังวลสถานการณ์ในวันนี้ หลายคนก็ยังมองเห็นโอกาสดีๆที่จะเกิดขึ้น
กบข.-สปส.สำรองเงินเก็บของถูก
โดย โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า ขณะนี้กบข. เตรียมเงินสดสำรองไว้ประมาณ 2% ของเงินลงทุนที่มีอยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งหากตลาดหุ้นปรับตัวลงทางสถานการณ์ทางการเมือง จะเป็นโอกาสที่กบข.จะเข้าไปลงทุนได้
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าถ้าตลาดจะปรับลดลงคงจะเป็นช่วงสั้นๆ จากนั้นก็จะบีบกลับขึ้นมา ซึ่งกบข. ได้ปรับนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้โดยลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุสั้นลงไม่ เกิน 3 ปี เนื่องจากคาดว่า ในครึ่งหลังของปีอัตราดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นไม่เกิน 0.5% และเงินเฟ้อปรับขึ้นไม่เกิน 3%
ขณะที่ ปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า การลงทุนในหุ้นของ สปส.ซึ่งได้ดำเนินการซื้อไปแล้ว เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้ผลกำไรดีพอสมควร
อย่างไรก็ตามการพิจารณาคดีนตัดสินคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันนี้อาจจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยรวมบ้าง แต่ สปส.เองก็ไม่ได้กังวลอะไร
และคิดว่าไม่มีผลกระทบต่อหุ้นที่ สปส.ซื้อไว้ เพราะส่วนใหญ่เป็นหุ้นกลุ่มที่มีความมั่นคง และเป็นการลงทุนระยะยาว แต่ก็จะมีการวิเคราะห์หน่วยลงทุน การบริหารการลงทุนของ สปส.อย่างใกล้ชิด
สปส.เองก็กำหนดเกณฑ์การซื้อหุ้นไว้ว่า หากหุ้นตัวใดที่มีความน่าเชื่อถือ ระดับ AA ขึ้นไป และ อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อันดับที่ 1-100 ตกลง สปส.ก็จะเข้าไปซื้อแน่นอน ซึ่งเงินลงทุน
ในหุ้นของสปส.ปี 2553 มีทั้งหมด 15,000 ล้านบาท โดยจะมีการพิจารณานำมาซื้อเก็บไว้ โดยไม่ได้เพื่อซื้อมาขายไป และหวังกำไรอะไรมากนัก
แต่ต้องการลงทุนในระยะยาว นำผลกำไรมาบริหาร เพื่อให้เกิดสิทธิประโยชน์ของพี่น้องผู้ประกันตนที่มีอยู่กว่า 10 ล้านคนทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นอีกด้วย
นอกจากนี้ หลายบลจ.ก็เห็นโอกาสที่จะเก็บหุ้นดีราคาถูกในวันนี้ อีกด้วย ซึ่งนอกจากนักลงทุนสถาบันเเล้ว นักลงทุนรายย่อยหลายรายก็เห็นโอกาสเช่นกัน
เกาะติดข่าวสารก่อนลงทุน
แสงจันทร์ ลี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า ช่วงก่อนการพิจารณาการตัดสินของศาลฯนั้น
นักลงทุนจะชะลอการลงทุนเพื่อประเมินสถานการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมือง ว่ามีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นหรือไม่ โดยช่วงเวลาดังกล่าว นักลงทุนอาจทยอยเข้าลงทุนเพิ่มได้
บางส่วนหากตลาดมีการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ทั้งนี้ เนื่องจากปริมาณการซื้อขายที่คาดว่าจะที่เบาบาง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่อาจเกิดความสั่นคลอนได้ง่าย
ในกรณีที่เกิดกระแสข่าวลือ ความรุนแรง และการก่อวินาศกรรม โดยคาดว่าภายหลังจากการพิพากษา ความอึมครึมน่าจะถูกคลี่คลายไปได้ในระดับหนึ่ง การวิเคราะห์ถึง Scenario ที่อาจเกิดขึ้นกับการเมืองไทยในอนาคต น่าจะเริ่มชัดเจนยิ่งขึ้น
โดยสรุป ช่วงเวลาดังกล่าวนักลงทุนก็คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และต้องวิเคราะห์ถึงสิ่งที่มากระทบว่าเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นระยะสั้น หรือกระทบต่อโครงสร้างทางการเมืองในระยะยาว และปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป

“อเบอร์ดีน”ชี้ศก.สหรัฐฯเริ่มดีขึ้น
February 28, 2010
ชัยเกษม วัฒนศิริพงษ์
บลจ.อเบอร์ดีน ระบุ เศรษฐกิจสหรัฐฯเริ่มเข้าสู่ทิศทางที่ดีขึ้นหลังเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย พร้อมกับเริ่มถอนมาตรตการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ผู้บริหาร” ชี้ แม้สหรัฐฯเริ่มดีแต่ตลาดเกิดใหม่ยังเติบโตไปได้ดีกว่า คาดปีนี้กองตลาดเกิดใหม่เคลื่อนไหวแบบ” ไซด์เวย์”
นายชัยเกษม วัฒนศิริพงษ์ หัวหน้าจัดจำหน่ายกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน จำกัด กล่าวถึง การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ล่าสุดว่า การปรับขึ้นอัตรดอกเบี้ยมาตรฐาน 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 0.75% นั้น
ทางอเบอร์ดีน มองว่า เป็นสัญญาญที่ดีว่าเศรษฐกิจกำลังอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่ออกมาจะยังไม่ดีนักแต่ก็ถือว่าไม่แย่ลงไปอย่างที่คาดการณ์ไว้
ขณะเดียวเศรษฐกิจของสหรัฐฯกำลังดำเนินไปตามภาวะปกติ โดยไม่มีมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆเหมือนในช่วงก่อนหน้านี้
รวมไปถึงประเทศต่างๆ ด้วยเช่น จีน อินเดีย ที่กำลังเริ่มมีการเข้มงวดทางเศรษฐกิจมากขึ้น เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจกำลังเริ่มฟื้นตัวและเริ่มควบคุมดูแลได้ตามภาวะปกติ
ทั้งนี้แม้เศรษฐกิจของสหรัฐฯจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นก็ตาม แต่ในส่วนของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ก็ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีอยู่ในปีนี้ ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนจะยังไหลเข้าไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่อยู่จำนวนมาก
“แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯจะมีทิศทางที่ดีขึ้นก็ตาม แต่เม็ดเงินที่จะไหลเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯและประเทศพัฒนาแล้วจะยังน้อยกว่ากลุ่มประเทศเกิดใหม่ ซึ่งหากมีความชัดเจนทางเศรษฐกิจมากขึ้นกว่านี้เม็ดเงินจะไหลเข้าไปลงทุนมากขึ้นตามไปด้วย”นายชัยเกษม กล่าว
สำหรับกองทุนที่ลงทุนในหุ้นของกลุ่มตลาดเกิดใหม่นั้น นายชัยเกษม กล่าวว่า ในปีนี้น่าจะเคลื่อนไหวในทิศทาง ไซด์เวย์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกองทุนเพราะเป็นไปตามนโบายการลงทุนของอเบอร์ดีนอยู่แล้วซึ่งเน้นลงทุนในระยะยาว ขณะเดียวกันผลตอบแทนของกองทุนในปีที่ผ่านมาก็ยังสูงกว่าดัชนีมาตรฐานด้วยเช่นกัน

UOBรุกกองสำรอง-ไพรเวตฟันด์ ชูกลยุทธ์ลงทุนตามสไตล์ลูกค้า
February 28, 2010
ASTVผู้จัดการรายวัน – “บลจ.ยูโอบี” ชู กลยุทธ์”กองทุนส่วนบุคคล” เน้นกองทุนที่หลากหลายตามสไตน์นักลงทุน ส่วน”กองสำรองเลี้ยงชีพ” เน้นระบบ “Employee Choices” เพิ่มทางเลือกแก่ลูกค้า ประเมิน ศก.โลกปีนี้โต 10-15% เอเชียยังขยายตัวได้ดี
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี จำกัด กล่าวถึง กลยุทธ์การบริหารการลงทุนของกองทุนส่วนบุคคล (ไพรเวตฟันด์) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (โพรวิเดนท์ฟันด์) ว่า ในปีนี้ทางบริษัทจะเน้นการลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลด้วยการเพิ่มความหลากหลายในสินทรัพย์ที่ลงทุนและตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยนักลงทุนแต่บุคคลจะสามารถเลือกลงทุนซึ่งมีกองทุนอยู่ประมาณ 5- 10 กองทุนให้เลือกลงทุนตามสไตล์การลงทุนของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นลงทุนในหุ้นทั้งในและนอกประเทศ หรือตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสามารถประสมการลงทุนกันได้ ซึ่งจะเริ่มได้ประมาณช่วงกลางปีนี้ โดยเงินลงทุนขั้นตํ่าที่บริษัทรับบริหารนั้นตั้งแต่ 5 – 50 ล้านบาท
ส่วนกลยุทธ์กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น ทางบริษัทจะใช้รูปแบบระบบสมาชิกเลือกลงทุน (Employee Choices) ซึ่งเหมาะสำหรับบริษัทที่ลักษณะของพนักงานที่มีความแตกต่างกันในแต่ละคน เช่น อายุ ความเสี่ยงที่พนักงานแต่ละคนรับได้ ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในรูปแบบของแต่ละคนได้ตามความต้องการ และยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้า เมือ่มีกองทุนใหม่เพิ่มเติมในอนาคต
”โดยรวมเป้าหมายในปี้นี้ทาง บลจ.ยูโอบี จะออกกองทุนให้มากขึ้นเพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกในการลงทุนที่มากขึ้นตามความต้องการของตนเอง ในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น” นายวนา กล่าว
ด้านแผนการตลาด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ทางบริษัทจะเน้นขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้นจากตัวแทนขายรวมไปถึงทางธนาคารที่พยายามหาลูกค้าที่ต้องการลงทุนมากขึ้น
นอกจากนี้ นายวนา ยังกล่าวถึงเศรษฐกิจจีนด้วยว่า ในปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจจีนน่าจะเติบโตได้ในระดับที่สูงประมาณ 9% ส่วนปัญหาในเรื่องฟองสบู่ในจีนนั้น มองว่ายังอีกไกลที่ฟองสบู่จะแตกและเชื่อว่ารัฐบาลจีนน่าจะควบคุมปัญหานี้ได้ และยังมองว่าในปีนี้ภูมิภาคเอเชียยังเติบโตต่อไปได้ และมีความน่าลงทุนอยู่ โดยคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกจะโตได้ประมาณ 10-15%
สำหรับกองทุนของ บลจ.ยูโอบี ที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศในปีนี้ ทางบริษัทจะเลือกลงทุนในภูมิที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีและเลือกลงทุนในกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งในปีนี้ทางบริษัทจะออกนอกเหนือจากกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้ ทั้งหมด 15 กองทุน

นักลงทุนตอบรับบอนด์กิมจิ บลจ.เข็นกองใหม่โกยเงินต่อ
February 28, 2010
ASTVผู้จัดการรายวัน- บลจ.วรรณ ปลื้มยอดจ้องกองกิมจิ 6 เดือน ระดมทุนกว่า 200 ล้าน ขณะที่บลจ.กรุงไทยปิดขายหน่วยลงทุนกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้ เอาใจนักลงทุน
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ จำกัด เปิดเผยว่า กองทุนเปิด วรรณ
ตราสารหนี้ต่างประเทศ 6M/2 ที่เปิดขายหน่วยลงทุนไปก่อนหน้านี้ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นจำนวนมากพอสมควร โดยมียอดเงินจองซื้อเข้ามาประมาณ 231.51 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี เป็นเพราะผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนในพันธบัตรเกาหลี มีความน่าสนใจกว่าการฝากเงินในประเทศ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรเกาหลีจะมีการปรับตัวลดลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับช่วงปลายเดือนม.ค. 53 โดยกองทุนเปิด 1FIXFIF6M/2 คาดว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วที่ 1.58% ต่อปี
ทั้งนี้ แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย discount rate ไปเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 53 จากอัตราร้อยละ 0.50 เป็นอัตราร้อยละ 0.75 นักลงทุนควรคำนึงถึงโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยในระยะสั้นๆ นี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังคงไม่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสที่ 3-4 ของปีนี้
นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BoK) ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำที่ 2.0% ซึ่งฝ่ายวิจัยของบลจ. กรุงไทย คาดว่า BoK จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.0% ต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ และจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจะเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เมื่อทิศทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพ
โดยในขณะนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทย ฟอเรน ฟิกซ์อินคัม 12 M1 (KTFF12M1) อายุ 1 ปี มูลค่า 1,500 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2553 โดยกองทุนดังกล่าว เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในพันธบัตรภาครัฐประเทศเกาหลีใต้ทั้ง 100% และมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณการที่ 1.80% ต่อปี
ด้านนายไตรพิชิต วัฒนวิจิตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ. นครหลวงไทย จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เปิดเสนอขายกองทุนต่อเนื่องอีก 2 กองทุน ได้แก่ 1.กองทุนเปิดนครหลวงไทย ตราสารหนี้ต่างประเทศ 12 เดือน1/10 (NKT FFI12M1/10) อายุโครงการประมาณ 12 เดือน มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท ด้วยอัตราผลตอบแทนประมาณ 1.85% ต่อปี (หลังหักค่าใช้จ่าย 0.40% ต่อปี) 2.กองทุนเปิดนครหลวงไทย ตราสารหนี้ต่างประเทศ 4 เดือน1/10 (NKT FFI4M1/10) อายุโครงการประมาณ 4 เดือน มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท ด้วยอัตราผลตอบแทนประมาณ 1.25% ต่อปี (หลังหักค่าใช้จ่าย 0.40% ต่อปี) ทั้ง 2กองทุนได้ทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน ซึ่งจะเปิดขายหน่วยลงทุนตั้งแต่วันนี้ถึง 3 มีนาคม 2553

“URBNPF”ปันผล0.2470บาท
February 28, 2010
ASTVผู้จัดการรายวัน-บลจ.นครหลวงไทย เตรียมปันผลกองทุนอสังหาฯเออร์บานา 0.2470บาท ในวันที่ 25 มีนาคมนี้ แม้ผลการดำเนินงานปี 52 ลดลง
นางสุธิดา สุริโยดร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) นครหลวงไทย จำกัด เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เออร์บานา (URBNPF) สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ว่า กองทุนมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 46.333 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 0.64 บาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2551 นั้นกองทุนมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 132.148 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 1.84 บาท ซึ่งคิดเป็นการเปลี่ยนแปลงลดลงประมาณ 64%
ทั้งนี้ สาเหตุมาจาก กองทุนมีกำไรจากการดำเนินงานเป็นจำนวนเงิน 64.333 ล้านบาท สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2552 เปรียบเทียบกับงวดเดียวกัน ของปีก่อน มีกำไรจากการดำเนินงานเป็นจำนวนเงิน 56.148 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 8.185 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 14.58
โดยกองทุนรับรู้ผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการประเมินราคาสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เป็นจํานวนเงิน 18.00 ล้านบาทเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่กองทุนรับรู้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการประเมินเป็นจำนวนเงิน 76.00 ล้านบาท ทำให้เกิดผลขาดทุนจากการลดลงของราคาประเมินสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น 94.00 ล้านบาท
ขณะเดียวกันการลดลงของราคาประเมินดังกล่าวข้างต้นมีสาเหตุมาจากการปรับสมมติฐานในการ ประเมินราคาของบริษัทผู้ประเมินราคาอิสระให้มีมุมมองเชิงบวกลดลง ตลอดอายุคงเหลือของสิทธิการเช่าจากความไม่แน่นอนของผลกระทบสืบเนื่องจากปัญหาการเมือง และเศรษฐกิจที่อาจมีผลต่อธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์โดยรวม
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะจ่ายเงินปันผลของกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เออร์บานา ครั้งที่ 9 จากผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ในอัตราหน่วยละ 0.2470 บาท โดยบริษัทฯกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 25 มีนาคม 2553 และจำกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุน เพื่อสิทธิในการรับเงินปันผลในวันที่ 11 มีนาคม 2553 นี้

KassetผงาดAUMทะลุ5แสนล้าน อัดแคมเปญขอบคุณลูกค้าตลอดปี
February 28, 2010
พัชร สมะลาภา
บลจ.กสิกรไทยรับเละ ยอดเอยูเอ็มทะลุ 5 แสนล้านบาท หลังปี 52 นักลงทุนตบเท้าลงทุนเพิ่มกว่า 1.5 แสนล้านบาท พร้อมเตรียมอัดแคมเปญดึงเงินลงทุนอีกตลอดปีเสือ “พัชร”ฟุ้งนักลงทุนไว้ใจ จากการบริหารที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสตลอด 17 ปี
นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา(2552) การดำเนินงานของบริษัทมีผลตอบรับจากนักลงทุนดีเกินความคาดหมาย ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหารของบริษัท(เอยูเอ็ม) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 508,629.92 ล้านบาท
ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในธุรกิจจัดการกองทุน และถือเป็นบริษัทแรกแรกในประเทศไทยที่มีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้บริหารมากกว่า 500,000 ล้านบาท
“การเติบโตของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจของผู้ลงทุนที่มีต่อบริษัททั้งในด้านการบริหารกองทุนที่มีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใสมาตลอดระยะเวลา 17 ปี แม้ในช่วงเวลาดังกล่าวจะประสบวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจหลายครั้ง แต่บริษัทก็สามารถใช้ความเป็นมืออาชีพบริหารกองทุนให้ผ่านพ้นช่วงเวลาดังกล่าวได้ และทำให้กองทุนมีผลการดำเนินงานอยู่ในเกณฑ์ดีสม่ำเสมอรวมถึงการมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกลงทุนหลากหลายครบทุกระดับความเสี่ยง ซึ่งเป็นหลักในการดำเนินงานที่บลจ.กสิกรไทย จะยึดถือปฏิบัติตลอดไปนายพัชรกล่าว
สำหรับ การขยายตัวของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิดังกล่าวจะมาจาก 3 ส่วนด้วยกัน คือ 1.จากการดำเนินงานของธุรกิจกองทุนรวม 383,579.84 ล้านบาท 2.ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล 53, 441.11 ล้านบาท และสุดท้ายธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 71,608.97 ล้านบาท
และส่งให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ บลจ.กสิกรไทยในปี 2552 เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ถึง 155,985.67 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตถึงร้อยละ 44.23
นายพัชร กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการตอบแทนความไว้วางใจให้กับลูกค้าที่ลงทุนกับ บลจ.กสิกรไทยมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้เตรียมผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ กิจกรรมการส่งเสริมการขาย และกิจกรรมพิเศษที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ลงทุนตลอดปี 2553 พร้อมทั้งมุ่งพัฒนาการให้คำปรึกษาและบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนได้สะดวกรวดเร็วมากที่สุด
นอกจากนี้ บลจ.กสิกรไทยยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากตัวแทนสนับสนุนการขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกสิกรไทยที่ช่วยนำเสนอทางเลือกในการลงทุนที่เหมาะสมให้กับผู้ลงทุนมาโดยตลอด
อนึ่ง บลจ.กสิกรไทย มีการวางเป้าหมายการขยายตัวของเอยูเอ็มให้อยู่ในระดับ 20% หรืออย่างน้อยจะต้องโตกว่าการเติบโตของภายรวมธุรกิจกองทุน
โดยมีแผนการออกกองทุนต่างๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะกองทุนที่จะมาทดแทน กองทุนพันธบัตรเกาหลีที่จะทยอยครบกำหนดอายุโครงการภายในปีนี้
ส่วนกลยุทธ์ในการดำเนินงานนั้นจะนำ Customer Centric มาใช้ในการบริหารอย่างต่อเนื่อง โดยจะศึกษาความต้องการของลูกค้าในเชิงลึกยิ่งขึ้น เพื่อนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด
พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการให้เป็นที่พึงพอใจสูงสุด ทั้งในธุรกิจกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
นอกจากนี้ บลจ.กสิกรไทย ยังคงเน้นการพัฒนาคุณลักษณะที่มีคุณค่าต่อลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นด้านผลการดำเนินงาน ที่จะปรับผังงานและความรับผิดชอบของผู้จัดการกองทุนเพื่อให้สามารถแสดงศักยภาพได้เต็มที่
รวมไปถึงการปรับคุณลักษณะของกองทุนให้ดีขึ้นและเร็วขึ้น พร้อมอำนวยความสะดวกด้วยการเพิ่มช่องทางซื้อขายกองทุนที่เข้าถึงง่ายที่สุด และพัฒนาการให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทมากขึ้นอีกด้วย

อภิญญา สกุลเจริญสุข หักรายได้ครึ่งหนึ่งเก็บออมเพื่ออนาคต
February 28, 2010
ประโยชน์ระยะยาวมีมากมายในเรื่องของการออมเงิน เพื่อเก็บไว้ใช้ในอนาคต เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีงานทำไปได้จนถึงเมื่อไหร่ และเราในวันข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเราและครอบครัวบ้าง ดังนั้นทุกวันนี้เราต้องควบคุมรายได้ของเรา เช่นถ้าเราทำงานได้เงินมา 40,000 บาท ป่านจะหักไว้ในบัญชีเลย 20,000 บาท จะเก็บไว้ครึ่งหนึ่งทุกครั้ง
การใช้จ่ายในปัจจุบัน ต้องมีการวางแผน มีเหตุผลในการใช้จ่าย และรู้จักอดออมเพื่อสะสมเงินไว้สำหรับใช้ยามจำเป็นในอนาคต ซึ่งเป็นส่งที่ทุกคนควรสร้างให้มีขึ้นในตนเอง เพื่อเป็นบันไดในการสร้างอนาคตให้มีฐานะ มีความเป็นอยู่ที่ดีตลอดไปด้วย
ดังนั้น การออมทรัพย์ เป็นการเก็บเงินไว้เพื่อใช้จ่ายในวันข้างหน้า เพื่อซื้อสิ่งที่ต้องการตามใจปรารถนาและวางแผนไว้ ฉะนั้นการออมทรัพย์จึงเกิดจากการเก็บสะสมเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายทีละเล็กละน้อยเป็นการชะลอการใช้เงิน ซึ่งถ้าเรารู้จักเก็บออมมันก็จะเป็นประโยชน์กับตัวเองต่อไปในภายภาคหน้า…
คอลัมน์เจาะพอร์ตคนดัง ฉบับนี้ นำสาวร่างเล็กอย่าง สายป่าน – อภิญญา สกุลเจริญสุข มาแชร์ประสบการณ์ ว่าเธอมีวิธีการเก็บเงินอย่างไรบ้าง
สายป่านบอกว่า ครอบครัวเป็นคนจีน ดังนั้นในตอนเด็ก ๆ ช่วงตรุษจีนของทุก ๆ ปี ซึ่งแต่ละปีจำได้ว่าจะได้อั่งเปาครั้งละ 3,000 บาท เราก็จะนำเงินไปฝากธนาคารในบัญชีออมทรัพย์ และคุณแม่ก็จะคอยคุมดูแลให้อีกทีหนึ่ง เพราะกลัวว่าเราจะถอนไปใช้จ่ายซื้อของเล่นที่ไม่เป็นประโยชน์
ส่วนรายได้ปัจจุบันหลังจากเข้าสู่วงการบันเทิง แล้วก็ยังให้คุณแม่ดูแลให้อยู่ โดยจะเก็บไว้ในธนาคารเหมือนเดิม เพราะคุณแม่เห็นว่าป่านยังเด็กอยู่ ยังไม่ควรที่จะลงทุนอะไร ดังนั้นก็ควรที่จะเก็บเงินสะสมไว้ก่อน นอกจากนี้แล้วก็มีการทำประกันชีวิตไว้ด้วย เพราะก็ถือว่าเป็นรูปแบบหนึ่ง
ประโยชน์ระยะยาวมีมากมายในเรื่องของการออมเงิน เพื่อเก็บไว้ใช้ในอนาคต เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีงานทำไปได้จนถึงเมื่อไหร่ และในวันข้างหน้า จะมีอะไรเกิดขึ้นกับเราและครอบครัวบ้าง ดังนั้น ทุกวันนี้เราต้องควบคุมรายได้ของเรา เช่นถ้าเราทำงานได้เงินมา 40,000 บาท ป่านจะหักไว้ในบัญชีเลย 20,000 บาท จะเก็บไว้ครึ่งหนึ่งทุกครั้ง
สำหรับรายได้แรกที่สายป่านสามารถหาได้ด้วยตัวเอง เป็นช่วงตอนอายุ 15 ปี จากการถ่ายโฆษณาชิ้นหนึ่ง จำได้ว่าตอนนั้นได้ประมาณ 15,000 บาท ก็ไม่ได้นำไปทำอะไรได้แต่เก็บฝากไว้ในธนาคาร เพื่อไว้ซื้ออะไรที่จำเป็นในอนาคตที่เราเห็นสมควรจะซื้อ
สายป่าน บอกต่ออีกว่า ในส่วนของปัญหาด้านเศรษฐกิจปัจจุบันมองว่า การลงทุนคือความเสี่ยง ดังนั้นไม่ว่าใครจะลงทุนอะไรก็ตามต้องมีการศึกษาอย่างรอบครอบให้ดีเสียก่อน และดูถึงความถนัดในการลงทุนด้วย ถ้าเราขาดความรู้และไม่มีความชำนาญด้านการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงมาก ซึ่งดูได้จากที่บ้านที่เป็นคนจีนจะไม่ค่อยชอบลงทุนอะไรที่มันเสี่ยง ๆ หรือไม่ถนัด นอกจากทำการค้าขายมากกว่า เพราะปัจจุบันบ้านป่านเองก็ทำธุรกิจร้านอาหารที่เปิดในต่างประเทศ คุณแม่ก็จะคอยบินไปดูอยู่เป็นประจำ
สำหรับผลงานปัจจุบันตอนนี้มีรายการ ระเบิดเทิดเถิง ทางช่อง 5 และภาพยนตร์ที่กำลังรอฉายอยู่มีเรื่อง 32 เดี่ยวอาฆาต รวมถึงงานละครกับทางช่อง 7 เรื่อง ส้มหวานน้ำตาลเปรี้ยว ที่กำลังถ่ายทำอยู่และรอที่จะออกฉาย ส่วนในเรื่องของการเรียนขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒประสานมิตร (มศว.) ชั้นปีที่ 1
ป่านทำมาครบหมดแล้ว พิธีกร ป่าน ก็เคยเป็น งานแสดง ถ่ายโฆษณา เล่นหนัง และก็กำลังมีละคร ซึ่งถือว่าตัวเองมีประสบการณ์เกือบครบทุกด้านในช่วงอายุยังน้อย และป่านเองก็จะพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะงานในวงการบันเทิงมีให้ทำมากมาย และก็น่าสนใจ เราทำแล้วก็ชอบรู้สึกสนุกไปกับมันทุกครั้งที่ได้ทำ
จากการทำงาน ณ ปัจจุบัน สายป่านยึดหลักและแนวคิดคือ การจะทำงานให้ประสบความสำเร็จต้องให้ความสำคัญในเรื่องของเวลาเป็นหลัก เพราะถ้าเรามาสายทุกคนที่เป็นทีมงานก็จะต้องรอเราและงานอาจจะเสียหายได้ นอกจากนี้แล้วความซื่อตรง การมีสัมมาคาราวะก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
สุดท้ายสายป่านบอกว่า อย่างไรก็ตาม อยากจะให้ทุกคนรู้จักอดออมตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดียังไงก็ตามเราก็ไม่แย่ เพราะเราได้วางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นวันนี้เราควรเลือกที่จะใช้จ่ายอย่างพอเหมาะไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ใช่สิ่งของที่แพงจนเกินไปหรือเกินกว่ารายได้ที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน เท่านี้ก็จะทำให้เราไม่มีหนี้สินและสามารถมีเงินเก็บได้อย่างสบาย ๆ
ชื่อ นามสกุล อภิญญา สกุลเจริญสุข (สายป่าน)
วันเดือนปีเกิด 27 พฤษภาคม 2533
การศึกษา ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒประสานมิตร (มศว.)
งานปัจจุบัน รายการ ระเบิดเทิดเถิง
ละคร เรื่อง ส้มหวานน้ำตาลเปรี้ยว
ภาพยนตร์เรื่อง 32 เดี่ยวอาฆาต

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.นครหลวงไทย จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553
February 25, 2010
ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.นครหลวงไทย จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553
February 25, 2010
ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ไอเอ็นจี(ประเทศไทย) จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553
February 25, 2010
ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ไอเอ็นจี(ประเทศไทย) จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน)ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553
February 25, 2010

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ซีมิโก้ จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553
February 25, 2010
ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ซีมิโก้ จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.อเบอร์ดีน จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553
February 25, 2010
ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.อเบอร์ดีน จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.บีที จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553
February 25, 2010
ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.บีที จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ฟินันซ่า จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553
February 25, 2010
ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.ฟินันซ่า จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.อยุธยา จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553
February 25, 2010
ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.อยุธยา จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553

ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.บัวหลวง จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553
February 25, 2010
ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุน บลจ.บัวหลวง จำกัด ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553

เปิดกลยุทธ์3สถาบันรายใหญ่ ชูอสังหาฯเด่นเอาชนะเงินเฟ้อ
February 24, 2010
พิชิต อัคราทิตย์
เปิดกลยุทธ์ลงทุน 3 สถาบันการเงินรายใหญ่ เอ็มเอฟซี ลุยไฟ ให้น้ำหนักลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง เอาชนะความผันผวน เน้นกลยุทธ์ซื้อ-ขายถี่ขึ้น มองดัชนีปลายปี มีโอกาสถึง 830 จุด ด้าน ออมสิน ชูอสังหาฯ-คอมมอดิตี เอาชนะเงินเฟ้อ ขณะที่ กบข. ขยับดูเรชั่นตราสารหนี้ รับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น
นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ จัดพอร์ตการลงทุนในปีเสือ ซึ่งจัดโดย บลจ.เอ็มเอฟซีว่า ในปีนี้เราให้ความสำคัญกับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เพราะเรามองว่าน่าจะเป็นแอสเซทคลาสที่ได้ประโยชน์ในช่วงที่เศรษฐกิจเป็นขาขึ้น ถึงแม้จะยังมีความผันผวนบ้างตามสภาวะ
ทั้งนี้ มองว่าการลงทุนในหุ้นเอง ที่ผ่านมาราคาหุ้นได้สะท้อนปัญหาทางการเมืองไปบ้างแล้วระดับหนึ่ง และหากจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ก็เชื่อว่าหลังจากนั้น 2-3 วันก็น่าจะกลับมาได้
โดยกลยุทธ์การลงทุนของเอ็มเอฟซี จะเน้นแอกทีฟมากขึ้น ซึ่งทั้งปีนี้เรายังมองว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสขยับขึ้นไปได้ถึง 830 จุด ในขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนคาดว่าจะอยู่ที่ 15%
สำหรับแอสเซทคลาสที่น่าลงทุน นายพิชิตกล่าวว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ยังเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ รวมถึงการลงทุนผ่านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ด้วย ในขณะที่การลงทุนในหุ้น ให้ความสนใจการลงทุนหุ้นต่างประเทศมากกว่า รวมถึงการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ (คอมมอดิตี) ด้วย
นอกจากนี้ การลงทุในโครงสร้างพื้นฐานผ่านกองทุนสาธารณูปโภค ก็เป็นการลงทุนที่น่าสนใจอีกแอสเซสคลาส เพราะมีโอกาสเติบโตสูงหากสามารถจัดโครงการออกมาได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากสามารถขจัดความเสี่ยงเรื่องนโยบายภาครัฐและการบังคับใช้กฎหมายออกไปได้ การลงทุนประเภทนี้จะน่าสนใจมาก
นายธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มบริหารการเงิน กล่าวว่า พอร์ตการลงทุนในหุ้นของออมสินในปีนี้ จะให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าผลตอบแทนตลาดมากขึ้น
โดยจะเน้นการจับจังหวะซื้อขายให้มากขึ้น แทนการซื้อแล้วถือยาว เพราะมองว่าปีนี้เอง การลงทุนจะค่อนข้างผันผวน ดังนั้น การถือยาวจะไม่เกิดประโยชน์ต่อพอร์ตการลงทุนของเรา
โดยการลงทุนที่ออมสินให้ความสนใจ คือการลงทุนในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ คอมมอดิตี เพราะเป็นการลงทุนที่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อที่คาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3%
ในขณะที่การลงทุนทางเลือก (Private Equity) ก็เป็นการลงทุนที่เราสนใจเช่นกัน ปัจจุบัน ธนาคารออมสินมีพอร์ตการลงทุนทั้งสิ้น 3 แสนล้านบาท โดยมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้น 15% และตราสารหนี้ 80% ส่วนที่เหลืออีก 5%เป็นสภาพคล่อง
โสภาวดี เลิศมนัสชัย
ด้านนางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า พอร์ตการลงทุนของกบข. ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งเป็นตราสารที่มีความมั่นคงเป็นหลัก
โดยที่ผ่านมา กบข.เองได้ปรับกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ด้วยการลดอายุการถือครองตราสารลงมาอยู่ระดับไม่เกิน 2-3 ปี จากเดิมที่มีการลงทุนยาวถึง 5ปี
ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกส่วนการลงทุนในหุ้น ก็เป็นการลงทุนที่กบข.ให้ความสำคัญเช่นกัน โดยจะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง เช่น กลุ่มไฟฟ้า โทรคมนาคม อาหาร หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ ส่วนระยะกลาง มองว่าหุ้นใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น กลุ่มก่อสร้าง ปิโตรเคมี ก็เป็นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุนเช่นกัน

เชื่อปัญหาการเมือง ผลกระทบระยะสั้น มั่นใจรัฐป้องกันได้
February 24, 2010
บลจ.บีที ชี้ปัญหาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล. กระทบช่วงระยะสั้น เหตุรัฐฯป้องกันทุกรูปแบบหลังมีบทเรียนเมื่อเดือนเม.ย. 52 เชื่อนักลงทุนต่างชาติเข้าใจไม่หวั่นปัญหาในประเทศ
นายนกุล ไชยนิล ผู้จัดการกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บีที จำกัด เปิดเผยว่า ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ที่จะมีการตัดสินคดีสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นคดีใหญ่และมีคนสนใจไปทั่วประเทศนั้น
ในมุมมองส่วนตัวแล้วมองว่า ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น เพราะอาจจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากว่ารัฐบาลได้มีการเตรียมพร้อมและป้องกันไว้หมดแล้ว อาจจะได้รับบทเรียนในช่วงเดือนเมษายน ปีที่ผ่านมา ดังนั้นปัญหาดังกล่าวคาดว่าน่าจะไม่มีอะไรรุนแรง
“ปัญหาดังกล่าวเชื่อว่าเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ที่คนจะสนใจเพราะเป็นคดีใหญ่ เพราะโดยพื้นฐานของประเทศไทยนั้นมีปัจจัยพื้นฐานการลงทุนที่ดี ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ด้านฝีมือแรงงานเราก็มีศักยภาพมากกว่า ความพร้อม และการเดินทางก็มีความสะดวกสบายมากว่า ถึงแม้ว่าค่าแรงในประเทศเราจะแพงกว่าประเทศพื้นบ้าน แต่เราก็มั่นใจว่ายังมีนักลงทุนที่ต้องการจะเข้ามาลงทุนในประเทศเราอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะไม่กระทบมากและไม่ยาวนานแน่นอน เพราะทุกอย่างต้องมีจุดจบ และทุกคนต้องยอมรับกับคำตัดสินที่จะเกิดขึ้น”
นายนกุล ยังกล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของปัญหามาบตาพุตเช่นเดียวกัน เชื่อว่ารัฐบาลก็กำลังหาหนทางแก้ไขให้ดีที่สุด แต่มันอาจจะต้องใช้ระยะเวลา เพื่อหาทางออกให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะถ้าจะพูดถึงในแง่อสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านมา มูลค่าทรัพย์สินโดยรวมยังคงมีความน่าสนใจและน่าดึงดูดกว่าประเทศพื้นบ้าน
ถึงแม้ว่าประเทศพื้นบ้านจะมีราคาที่ถูกกว่าก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามด้วยศักยภาพ รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติที่ดีของประเทศไทย ยังมีความน่าดึงดูดมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น เวียดนามประเทศเขาก็มีทะเล จีนก็มีทะเล แต่เมื่อเทียบกับประเทศไทยแล้ว เรามีความสวยงามและมีความพร้อมน่าดึงดูดใจมากกว่า
นอกจากนี้แล้วปัจจุบันรัฐบาลเองได้มีการออกกฎหมายให้มีความกว้างขวางมากยิ่งขึ้นต่อการลงทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติ เพราะจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้รัฐบาลได้มีการเปิดโอกาสและขยายเพดานด้านการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ได้เพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
ดังนั้นมันก็ยิ่งเป็นการดึงดูดใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้แล้วการลงทุนในประเทศไทยยังไม่แพงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและยังคุ้มค่าต่อการลงทุนด้วย
โดยปัญหาดังกล่าวที่จะมีการตัดสินกันขึ้นนั้น เชื่อว่าเป็นปัญหาชั่วคราว เพราะนักลงทุนต่างชาติเองก็เห็นว่าที่ผ่านมาถึงแม้ว่าจะมีการประท้วงเกิดขึ้น
แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบมากมาย และไม่มีความรุนแรงอะไรเกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาถึงแม้ว่าจะมีการประท้วงเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ แต่ภาคธุรกิจต่าง ๆ ก็ยังสามารถขยายต่อไปได้
เช่นเดียวกับธุรกิจยานยนต์ถึงแม้ว่าจะต้องประสบกับปัญหาที่ต้องเรียกคืนรถยนต์ที่มีปัญหา แต่ธุรกิจดังกล่าวก็ยังมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าในช่วงเวลาหนึ่งจะอยู่ในจุดที่ต่ำสุดก็ตาม
ทั้งนี้ในมุมมองด้านธุรกิจกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ยังมองว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่กระทบกับการลงทุนในประเทศ เพราะจะเห็นได้ว่ารัฐบาลเองได้ยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์ไปแล้ว นั่นก็เป็นการส่งสัญญาณว่าธุรกิจบ้านเรามีการฟื้นตัวมากขึ้นจากปีก่อนหน้านี้
เพราะถ้าเศรษฐกิจยังไม่มีการฟื้นตัวหรือขยายตัวเพิ่มขึ้นเชื่อว่ารัฐบาลเองก็ยังคงต่อมาตรการลดค่าธรรมเนียมด้านอสังหาริมทรัพย์ต่อไปเพื่อกระตุ้นให้ธุรกิจดีขึ้น ซึ่งมันก็เป็นการส่งสัญญาณที่ดีอย่างหนึ่ง

เรารู้จัก FTSE กันดีแค่ไหน….?
February 24, 2010
การลงทุนใน TFTSE นั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนในหุ้น หลายครั้งที่นักลงทุนมักจะสับสนกับภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน โดยนักลงทุนที่ลงทุนใน TFTSE สามารถใช้กลยุทธ์ Cash Equitization ซึ่งหมายถึง เมื่อนักลงทุนยังไม่แน่ใจว่าจะลงทุนหุ้นตัวไหน ก็สามารถลงทุน TFTSE ก่อนเพื่อให้ Performance ของพอร์ตเคลื่อนไหวไปตามดัชนี
นักลงทุนหลายท่านเมื่อได้ยินชื่อของ FTSE (ฟุตซี่) สิ่งแรกที่จะนึกถึงน่าจะเป็นดัชนี FTSE 100 ที่มีรายงานกันทุกวันทำการ ซึ่งหมายถึงดัชนีที่ประกอบไปด้วย 100 บริษัทที่จดทะเบียนใน London Stock Exchange ประเทศอังกฤษ ซึ่งดัชนีนี้เริ่มตั้งแต่ปี 1984 โดยมีฐานที่ 1,000 จุด ดัชนี FTSE 100 นั้นเคยไปถึงจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2542 ที่ 6,950.6 จุด โดย FTSE 100 นั้นครอบคลุมประมาณ 80% ของ market Cap ทั้งหมดของ London Stock Exchange ปัจจุบัน FTSE 100 อยู่ที่ 5,358.17 (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ก.พ.53)
นอกจาก ดัชนี FTSE 100 แล้วยังมี FTSE 250 Index ซึ่งรวบรวมบริษัทอีก 250 บริษัทที่ใหญ่รองลงมาจาก FTSE 100 Index และยังมีดัชนีที่รวม FTSE 100 Index และ FTSE 250 เอาไว้ในดัชนี FTSE 350 Index นอกจากนั้นยังมี FTSE Small Cap Index และ FTSE Fledgling Index และ FTSE All-Share Index
โดย FTSE Group เกิดจากการ Joint Venture ระหว่างหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษอย่าง Financial Times และ London Stock Exchange โดย FTSE Group นั้นถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกในด้านการบริหารดัชนี ปัจจุบัน FTSE Group ให้บริการใน 77 ประเทศทั่วโลก มีการสร้างและบริหารดัชนีมากกว่า 120,000 ดัชนีทั่วโลก โดยมีสำนักงานตั้งอยู่ในปักกิ่ง ลอนดอน แฟรงค์เฟิร์ต ฮ่องกง มาดริด ปารีส นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก บอสตัน เซียงไฮ้ และโตเกียวสำหรับประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับทาง FTSE Group เช่นกันโดยได้ร่วมกันจัดตั้งดัชนี FTSE SET Series มาตั้งแต่ 2 เมษายน 2551 โดยดัชนีใน FTSE SET Series นั้นประกอบด้วย
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะมีดัชนี FTSE SET Series มาตั้งแต่ ปี2551 แล้ว ในวันที่ 5 ส.ค.2552 ด้วยความร่วมมือของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย FTSE Group และ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัดได้ร่วมมือกันจัดตั้งกองทุน Equity ETF ที่อ้างอิงดัชนี FTSE SET Large Cap Index ภายใต้ชื่อ ThaiDEX FTSE SET Large Cap ETF: TFTSE (ทีฟุตซี่)
ทั้งนี้สำหรับประเทศไทยนั้น นักลงทุนหลายคนคงยังไม่รู้จักว่าคืออะไร โดยTFTSE นั้นถือได้ว่าเป็น ETF ตัวล่าสุดที่ออกมาโดยเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ถึง 30 หลักทรัพย์ได้โดยการลงทุนใน TFTSE แค่ตัวเดียว
จะเห็นได้ว่า TFTSE ถือว่าเป็นทางเลือกใหม่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนใน ETF จากเดิมที่มี TDEX ซึ่งอ้างอิง SET50 โดยลักษณะของโครงสร้างของ SET50 นั้นจะเน้นสัดส่วนไปที่กลุ่มพลังงานถึง 39.01% และ กลุ่มธนาคารประมาณ 23.28% แต่ TFTSE นั้นจะมีสัดส่วนของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ประมาณ 37.66% และ Oil & Gas Producers ประมาณ 22.14%
และคำถามอีกคำถามที่หลายฝ่ายอยากทราบนั้นคือ ทำไมหรือเพราะเหตุใดเราจะต้องเลือกลงทุนในTFTSE คำตอบของคำถามนี้คือ TFTSE เป็นหนึ่งในเครื่องมือการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ นักลงทุนควรจะเลือกลงทุน โดย
1. TFTSE เป็น ETF ซึ่งมีกลไกการรักษาสภาพคล่องโดย Market Maker ดังนั้นนักลงทุนไม่ต้องกังวลว่า TFTSE ที่ซื้อจะไม่สามารถขายได้ หรือเมื่อต้องการซื้อจะไม่สามารถซื้อได้
2. TFTSE เป็นเสมือนเครื่องมือชั้นดีในการทำ Ready made Portfolio หรือจะเรียกว่า พอร์ตโฟลิโอสำเร็จรูปก็ได้ เนื่องจากว่า TFTSE ประกอบไปด้วย หุ้น 30 หลักทรัพย์ด้วยกัน ดังนั้น การซื้อ TFTSE เพียงตัวเดียวสามารถทำให้นักลงทุนมีหุ้นอยู่ในพอร์ตตัวเองถึง 30 หลักทรัพย์
3. การลงทุนใน TFTSE ถือได้ว่าเป็นการกระจายความเสี่ยง เนื่องจากว่าเป็นการลงทุนใน 30 หลักทรัพย์ ในการซื้อ TFTES เพียงครั้งตัวเดียว
4. TFTSE นั้นเป็น ETF ที่อ้างอิงดัชนี FTSE SET Large Cap Index ซึ่งดัชนีนี้มีการ review ปีละ 2 ครั้งดังนั้นการลงทุนใน TFTSE ถือได้ว่าจะมีการปรับหุ้นที่อยู่ข้างในทุก ๆ ปีโดยจะคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีสภาพคล่องตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ดังนั้นการลงทุนใน TFTSE เหมือนกับได้ของที่สดใหม่ตลอดทุกปี
อย่างไรก็ตาม หลายคนคงสงสัยว่า..เพราะเหตุใดการเลือกลงทุนในTFTES จึงน่าสนใจ นั้นเพราะ…
การลงทุนใน TFTSE นั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนในหุ้น หลายครั้งที่นักลงทุนมักจะสับสนกับภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน โดยนักลงทุนที่ลงทุนใน TFTSE สามารถใช้กลยุทธ์ Cash Equitization ซึ่งหมายถึง เมื่อนักลงทุนยังไม่แน่ใจว่าจะลงทุนหุ้นตัวไหน ก็สามารถลงทุน TFTSE ก่อนเพื่อให้ Performance ของพอร์ตเคลื่อนไหวไปตามดัชนี ดังนั้นนักลงทุนก็ไม่ต้องกังวลว่าพอร์ตของตัวเองจะ Underperform จากดัชนีไปมาก เพราะผลตอบแทนของ TFTSE นั้นจะใกล้เคียงดัชนีที่อ้างอิง
ดังนั้นนักลงทุนที่ต้องการลงทุนใน ETF ก็สามารถมีตัวเลือกได้มากขึ้นโดยช่วงไหนที่ต้องการจะเน้นไปที่กลุ่มธนาคารก็สามารถเลือก TFTSE ได้ หรือถ้าต้องการเน้นไปที่กลุ่มพลังงานก็สามารถเลือก TDEX ได้เช่นกัน
ที่มา: บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด

