ตลาดรัสเซียฮ็อต เฟียต-เดมเลอร์เตรียมลุย

February 20, 2010

 ข่าวต่างประเทศ – หลังโดนตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดียบดบังรัศมีไปร่วมปี ในตอนนี้ รัสเซียเตรียมคัมแบ็คสู่การเป็นตลาดรถยนต์เกิดใหม่ที่ได้รับการจับตามองอีกครั้ง เมื่อทางเฟียตและเดมเลอร์ ผนึกกำลังกับบริษัทรถยนต์ท้องถิ่น เตรียมลงทุนครั้งใหญ่ และคราวนี้ทางรัฐบาลรัสเซียเตรียมอัดฉีดเงินเพื่อสนับสนุนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเพื่อดันให้รัสเซียกลับมาได้รับความสนใจจากผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง 
 

 รอยเตอร์รายงานว่าตอนนี้เฟียตได้เซ็นสัญญาครั้งใหญ่กับทาง Sollers ผู้ผลิตรถยนต์เจ้าถิ่นซึ่งเมื่อปีที่แล้วมียอดการผลิตเพียง 62,000 คัน ด้วยเงินลงทุนจำนวน 210 ล้านยูโร หรือ 10,500 ล้านบาทในการตั้งไลน์ผลิตรถยนต์ด้วยยอดการผลิตต่อปีที่สูงถึง 500,000 คัน 
 
 ทางด้านเฟียตให้ความสำคัญกับตลาดแห่งนี้อย่างมาก และเชื่อว่าภายในปี 2016 พวกเขาจะทำยอดขายต่อปีในตลาดแห่งนี้ให้อยู่ระดับ 3.4 ล้านคัน จากเดิมที่มีตัวเลขเพียง 1.47 ล้านคันปีที่แล้ว ขณะที่ทางเดมเลอร์ แห่งเยอรมนีก็มองตลาดแห่งนี้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญ และได้เซ็นสัญญาเพิ่มจำนวนการถือหุ้นใน KAMAZ ผู้ผลิตรถบรรทุกของรัสเซียจากเดิมอยู่ที่ 10 มาเป็น 11% 
 
 นอกจากนั้น ยังได้ดึงธนาคารแห่งยุโรปเพื่อการฟื้นฟูและการพัฒนา หรือ European Bank for Reconstruction and Development (EBRD) ให้เข้ามาถือหุ้นในบริษัทแห่งนี้อีก 4% ซึ่งหุ้นที่ทั้งสองซื้อเข้ามานั้นมาจาก Troika Dialog ธนาคารเพื่อการลงทุนในมอสโคว์ 
 
 รัสเซียพยายามอย่างหนักที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ของทวีปยุโรป และพยายามที่จะทำยอดขายของตลาดให้แซงหน้าเยอรมนี ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของยุโรปให้ได้ และเพื่อเป็นการกระตุ้นและทำให้รัสเซียกลายเป็นตลาดใหญ่นั้น ทางภาครัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินได้ให้การสนับสนุนในด้านเงินทุนอย่างต่อเนื่อง อย่างในการเซ็นสัญญาระหว่างเฟียตกับ Sollers โดยอาจจะให้เงินกู้ระยะยาวจำนวน 15 ปีซึ่งมีมูลค่า 2,100 ล้านยูโร หรือ 105,000 ล้านบาทสำหรับโครงการนี้ รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่ผู้ผลิตรถยนต์ต่างแดนจับมือกับบริษัทรถยนต์ของรัสเซียในฐานะที่เป็นพันธมิตร 
 
 สำหรับการเซ็นสัญญาระหว่างเฟียตกับ Sollers นั้น ถือเป็นการเซ็นสัญญาเพื่อสร้างพันธมิตรกับบริษัทรถยนต์ในรัสเซียเป็นรายที่ 3 โดย 2 รายก่อนหน้านั้น คือ เรโนลต์เข้ามาซื้อหุ้นจำนวน 25% ของ AvtoVAZ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของรัสเซียในปี 2007 และการเข้ามาซื้อหุ้นของเดมเลอร์ใน KAMAZ เมื่อปลายปี 2008 
 

สีสันD-Max X-Series…เอ็กซ์ไม่เท่า(ตอนแรก)แต่เร้าใจทุกองศา

February 20, 2010

 ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง ยังเก็บตกสีสันในงานเปิดตัวอีซูซุ ดีแมคซ์ เอ็กซ์- ซีรี่ส์ มาเสนอต่อเนื่อง หลังตอนที่แล้วเรียกเลือดกำเดาแฟนๆกันไปพอสมควร ครั้งนี้เราคัดภาพกิจกรรมพร้อมโชว์ชุดพิเศษหลังพระอาทิตย์ตกดินมาให้ชมกัน 
 

ท่านประธาน ฮิโรชิ นาคางาวะ กล่าวเปิดงาน

 
 

ผู้บริหารตรีเพชรอีซูซุเซลส์ พร้อมแขกผู้มีเกียรติและบรรดาเซเลบถ่ายรูปร่วมกัน

 
 

น้องกลุ่มนี้เค้าไม่ได้เป็นอะไร แต่เค้ามาเต้นบีบอย

 
 

เอ้าโดด โดด

 
 

โห้!

 
 

สุดยอดชายเหนือชาย คือชายที่แท้จริง

 
 

1

 
 

2

 ที่เหลือก็ดูกันเอาเองว่าใครเป็นใคร 
 

3

 
 

4

 
 

5

 
 

6

 
 

7

 อ้าว!น้องเมื่อตอนเย็นยังไม่กลับรึ…ขยันจริง 
 

8

 
 

9

 
 

10

 
 

BMW อวดบิ๊กไบค์ 4 รุ่นรวด

February 19, 2010

 ข่าวในประเทศ – บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทยเตรียมเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ 4 รุ่นใหม่ ในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ประเดิมด้วยซุเปอร์ไบค์คันแรกจากบีเอ็มดับเบิลยู BMW S 1000 RR ตามด้วย BMW F 800 R The Naked Bike, BMW R 1200 GS/Adventure และ BMW R 1200 RT 
 

BMW R 1200 GS

 ม.ล. กมลชาติ ประวิตร ผู้จัดการทั่วไป บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย กล่าวว่า BMW S 1000 RR เป็นการก้าวเข้าสู่เซ็กเมนท์ซุเปอร์ไบค์ครั้งแรกของบีเอ็มดับเบิลยู อีกทั้งยังเป็นการก้าวเข้าสู่การแข่งขัน World Superbike Championship โดยทีม BMW Motorrad Motorsport เองด้วย 
 
 มอเตอร์ไซค์ BMW S 1000 RR เปี่ยมด้วยนวัตกรรมทั้งสมรรถนะและความปลอดภัย ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบ 1,000 ซีซี 193 แรงม้า และน้ำหนักเพียง 204 กิโลกรัม BMW S 1000 RR จึงมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักดีที่สุดคันหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการกระจายน้ำหนักอย่างสมดุลและระบบเสริมความปลอดภัยแบบแอคทีฟ เช่น ระบบเบรก Race ABS และระบบรักษาเสถียรภาพ DTC Dynamic Traction Control ทำให้ BMW S 1000 RR เป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีความมั่นคงและปลอดภัยสูงที่สุดคันหนึ่ง 
 
 ส่วน BMW F 800 R The Naked Bike ก็มีความพิเศษอย่างมากเช่นกัน ด้วยความปราดเปรียวคล่องตัวอย่างเหนือชั้น ทำให้มันได้เป็นมอเตอร์ไซค์คู่ใจของ คริส ไฟเฟอร์ แชมป์โลกการขับมอเตอร์ไซค์ผาดโผน 4 สมัย และในงานนี้เรายังมีอีก 2 รุ่นที่เป็นที่นิยมสำหรับตลาดเมืองไทยด้วย ได้แก่ BMW R 1200 GS / Adventure และ BMW R 1200 RT ด้วย 
 

BMW S 1000 RR

 BMW S 1000 RR ซุเปอร์ไบค์คันแรกจากบีเอ็มดับเบิลยู 
 
 
 BMW S 1000 RR พัฒนาขึ้นบนคอนเซ็ปต์มอเตอร์ไซค์แบบซุเปอร์ไบค์ ใช้เครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบบนตัวถังเฟรมอลูมิเนียมน้ำหนักเบา มุ่งเน้นที่เสถียรภาพการขับ ความปราดเปรียว และความเฉียบคมในการบังคับที่เป็นเลิศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับมอเตอร์ไซค์แข่ง นอกจากนั้น BMW S 1000 RR ยังได้รับการติดตั้งระบบเสริมความปลอดภัยต่างๆ เช่น Race ABS และระบบรักษาเสถียรภาพ DTC Dynamic Traction Control ที่สามารถปรับเลือกโหมดการขับให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานได้ เช่น โหมด Rain สำหรับถนนเปียก โหมด Sport สำหรับการขับขี่แบบสปอร์ต โหมด Race สำหรับการแข่งขัน และ โหมด Slick สำหรับใช้ในสนามแข่งและใส่ยางแบบสลิ๊ค 
 
 BMW S 1000 RR ใช้เครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ 1,000 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ และระบบวาล์วพิเศษที่ผลิตจากวัสดุไทเทเนียม สามารถผลิตกำลังสูงสุดถึง 193 แรงม้าที่ 13,000 รอบ และแรงบิดสูงสุด 112 นิวตัน-เมตรที่ 9,750 รอบ และมีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรภายใน 2.9 วินาที 
 

BMW F 800 R

 BMW F 800 R The Naked Bike 
 
 BMW F 800 R เป็นมอเตอร์ไซค์ในเซ็กเมนท์สปอร์ตแบบ Naked Bike ที่เน้นในเรื่องความปราดเปรียวว่องไว บังคับควมคุมง่าย ซึ่ง BMW F 800 R ได้สร้างชื่อในการแข่งขันการขับมอเตอร์ไซค์แบบผาดโผนโดยการเป็นรถคู่ใจของแชมป์โลกการขับมอเตอร์ไซค์ผาดโผน 4 สมัย คริส ไฟเฟอร์ 
  
 BMW F 800 R ใช้เครื่องยนต์แถวเรียง 2 สูบ 800 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ สามารถผลิตกำลังสูงสุด 88 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และแรงบิดสูงสุด 86 นิวตัน-เมตรที่ 6,000 รอบ มีจุดเด่นในเรื่องของการผลิตกำลังขับเคลื่อนในช่วงรอบที่กว้างโดยเฉพาะระหว่างรอบ 5,000-8,000 รอบ ซึ่งทำให้การขับขี่เป็นไปได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งน้ำหนักตัวถังเพียง 199 กิโลกรัม (รวมน้ำมัน) ทำให้มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีความปราดเปรียวสูงที่สุดคันหนึ่ง 
 

BMW R 1200 GS Adventure

 BMW R 1200 GS / Adventure มอเตอร์ไซค์ Enduro ยอดนิยม 
 
 
 BMW R 1200 GS / Adventure เป็นมอเตอร์ไซค์ในเซ็กเมนท์ Enduro ซึ่งเป็นรุ่นยอดนิยมสำหรับตลาดเมืองไทยเป็นอย่างมาก ในครั้งนี้ได้มีการปรับปรุงด้านเทคนิค โดยเครื่องสูบนอนแบบบ๊อกเซอร์ 2 สูบ 1,170 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแบบ DOHC ใหม่ เพิ่มกำลังอีก 5% เป็น 110 แรงม้าที่ 7,750 รอบและแรงบิดสูงสุด 120 นิวตัน-เมตรที่ 6,000 รอบ อีกทั้งยังเพิ่มรอบการทำงานสูงสุดเป็น 8,500 รอบ (จากเดิม 8,000 รอบ) ซึ่งทำให้มันมีสมรรถนะและอัตราเร่งที่ดีขึ้น BMW R 1200 GS มีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 3.7 วินาทีและ 3.95 วินาที สำหรับ BMW R 1200 GS Adventure 
 

BMW R 1200 RT

 BMW R 1200 RT สุดยอดมอเตอร์ไซค์แบบ Touring 
 
 
 BMW R 1200 RT เป็นมอเตอร์ไซค์ในเซ็กเมนท์ Touring ที่เน้นการขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ใช้เครื่องสูบนอนบ๊อกเซอร์แบบ 2 สูบ 1,170 ซีซี 16 วาล์ว DOHC ซึ่งได้รับการปรับเพิ่มกำลังอีก 5% เป็น 110 แรงม้าที่ 7,750 รอบและแรงบิดสูงสุด 120 นิวตัน-เมตรที่ 6,000 รอบ อีกทั้งยังเพิ่มรอบการทำงานสูงสุดเป็น 8,500 รอบ (จากเดิม 8,000 รอบ) พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด สามารถสร้างอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.8 วินาที และเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางไกล BMW R 1200 RT มาพร้อมกับช่วงล่างแบบ ESA II (Electronic Suspension Adjustment) ซึ่งสามารถปรับความนุ่มนวลให้เหมาะสมกับสภาพถนนและการบรรทุกได้ นอกจากนั้นยังสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริม เช่น วิทยุ ซีดี และ iPod ได้อีกด้วย 
 
 ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก เราผลิตและจำหน่ายรถยนต์ภายใต้แบรนด์ BMW, MINI และ Rolls-Royce และรถมอเตอร์ไซค์ BMW เรามีเครือข่ายการผลิต 24 แห่งใน 13 ประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังมีเครือข่ายจำหน่ายและบริการมากกว่า 140 ประเทศทั่วโลก ในปีค.ศ. 2009 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปมียอดขายรถยนต์ 1.29 ล้านคันและรถมอเตอร์ไซค์ 87,000 คัน มีรายได้ 50.68 ล้านยูโร และมีพนักงาน 96,000 คนทั่วโลก 
  
 ความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้รับการขับเคลื่อนจากพลังแห่งวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยี สร้างผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม และให้บริการกับลูกค้าอย่างดีที่สุด นอกจากนั้นเรายังให้ความสำคัญกับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน โดยการคำนึงถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในทุกผลิตภัณฑ์และในทุกขั้นตอนการผลิต และจากความมุ่งมั่นและความพยายามอย่างไม่ลดละ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปจึงได้รับการจัดอันดับให้เป็น The Worlds Most Sustainable Car Manufacturer โดยสถาบัน Dow Jones ใน 5 ปีที่ผ่านมา 
 

เอ็กซ์ ตู้ม เต็มตา…D-Max X-Series

February 19, 2010

 วานนี้(18 ก.พ.) บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ปิดผับดังย่านทองหล่อ เปิดตัว ดีแมคซ์ เอ็กซ์- ซีรี่ส์ รุ่นพิเศษ หวังเปิดเซกเมนท์ใหม่ เจาะกลุ่มวัยรุ่นที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลาย และเพื่อให้เข้ากับคอนเซปต์งาน เจ้าพ่อปิกอัพเมืองไทยจัดการระดมนางแบบสุดเอ็กซ์ มาสร้างสีสันเพียบ…. ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง นำภาพมาฝาก 
 
 กดที่นี่เพื่อดูรถคันเต็มๆพร้อมรายละเอียด 
 

1

 
 

2

 
 

3

 
 

4

 
 

5

 
 

6

 
 

7

 
 

8

 
 

9

 
 

10

 
 

11

 
 

12

 
 

13

 
 

14

 
 

15

 
 

16

 
 

17

 
 

18

 
 

19

 
 

ฮอนด้าปรับแผนผลิต-สินค้ารับต้นทุน-ตลาดจยย.เปลี่ยน

February 19, 2010

 ข่าวในประเทศ ยักษ์สองล้อ ฮอนด้า ปรับแผนผลิตและสินค้า รับมือเศรษฐกิจ ต้นทุนผลิตพุ่งและตลาดรถจักรยานยนต์เปลี่ยน เผยราคาวัตถุดิบเหล็ก แบตเตอรี่ อลูมิเนียม และพลาสติก ปรับเพิ่มใกล้จุดสูงสุดอีกครั้ง เร่งจับมือซัพพลายเออร์คุมไม่ให้บาน ขณะที่เดือนมีนาคมนี้รถฮอนด้าทุกรุ่น เปลี่ยนเป็นแบบหัวฉีด PGM-FI หมด และเลิกผลิตรถสร้างชื่อ 3 รุ่น หันมาลุยตลาดรถแบบเอ.ที. ที่ปีนี้ความนิยมพุ่งแซงเกียร์ธรรมดา จึงเปิดตัว เวฟ110 ไอ เอ.ที. เป็นครั้งแรกของรถครอบครัวรองรับ 
 

นายเซนจิโร่ ซากุราอิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด

 นายเซนจิโร่ ซากุราอิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์อันดับหนึ่งของไทย เปิดเผยว่า หลังจากในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2552 ที่ผ่านมา ตลาดลดลงอย่างมาก จากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก แต่นับจากช่วงไตรามาสสุดท้ายเป็นต้นมา ทิศทางตลาดรถจักรยานยนต์ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เชื่อว่าในปี 2553 นี้ แนวโน้มตลาดรถจักรยานยนต์ไทยจะฟื้นตัวจากปีที่แล้วแน่นอน 
 
 จากทิศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวชัดเจนในปีนี้ และรัฐบาลได้มีการประกาศตัวเลขจีดีพีจะขยายตัว 3-5% ทำให้คาดว่าตลาดรถจักรยานยนต์ไทยในปี 2553 น่าจะปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือมีตัวเลขจดทะเบียนประมาณ 1.68 ล้านคัน โดยฮอนด้าตั้งเป้าการขายไว้ที่ 1.15 ล้านคัน ซึ่งทั้งหมดเป็นการประภาพรวมจากเศรษฐกิจและความเสี่ยงจากปัญหาทางการเมืองไว้แล้ว แต่ฮอนด้ายังหวังให้การเมืองสงบเรียบร้อยด้วยดี เพื่อที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวมากกว่านี้  
 
 นายซากุราอิกล่าวว่า ส่วนการที่เศรษฐกิจปรับตัวขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตเช่นกัน โดยเฉพาะต้นทุนหลักอย่างเหล็ก อลูมิเนียม แบตเตอรี่ และพลาสติก ที่เริ่มมีการปรับขึ้นมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้ปัจจุบันต้นทุนจะยังไม่สูงเท่ากับจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ในปี 2551 แต่จากแนวโน้มเชือว่าจะยังคงปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ และจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตเป็นอย่างมาก 
 
 เหตุนี้ฮอนด้าจึงร่วมมือกับซัพพลายเออร์ ในการบริหารจัดการและควบคุมไม่ให้ต้นทุนสูงกว่าราคาจำหน่าย พร้อมกับพัฒนากระบวนการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และช่วยลดต้นทุนในการผลิต ทำให้ฮอนด้ายังสามารถรับมือกับต้นทุนวัตุดิบที่สูงขึ้นได้ โดยไม่ต้องโยนภาระให้กับลูกค้าผู้ซื้อรถ 
  
 นอกจากเรื่องของต้นทุนการผลิตแล้ว ในส่วนสภาพตลาดรถจักรยานยนต์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคหันมาพิจารณารถที่มีความประหยัดมากขึ้น หรือแนวโน้มตลาดที่ให้ความนิยมรถจักรยานยนต์แบบเกียร์ออโตเมติก หรือเอ.ที.(AT) ที่คาดว่ารถแบบเอ.ที.จะเติบโตขึ้นจาก 46.5% ในปี 2552 เป็น 54% ในปี 2553 เป็นต้น 
 
 ดังนั้นฮอนด้าจึงมีนโยบายที่จะนำระบบหัวฉีด ที่จะช่วยในเรื่องความประหยัดน้ำมัน และลดมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม มาใช้ในรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และในเดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป รถฮอนด้าจะใช้ระบบหัวฉีด PGM-FI หมดทุกรุ่น และฮอนด้ากำลังจะยกเลิกการผลิตรถจักรยานยนต์ 3 รุ่น ได้แก่ ฮอนด้า เวฟ100 ฮอนด้า โซนิค และรุ่นดรีม ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไปเช่นกัน นายซากุราอิกล่าวและว่า 
 
 ทั้งนี้สาเหตุที่ยกเลิกการผลิตรถทั้ง 3 รุ่น มาจากสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยรุ่นเวฟ100 ฮอนด้าจะเลิกผลิตตั้งแต่แนะนำรุ่นเวฟ 110ไอ ระบบหัวฉีด PGM-FI แล้ว แต่เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ตัวแทนจำหน่ายขอให้คงตัวนี้ไว้สักระยะ บริษัทฯ จึงชะลอแผนมา 1 ปี และเดือนมีนาคมนี้ก็จะยกเลิกอย่างเป็นทางการ ขณะที่รุ่นโซนิคตลาดมีความต้องการลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียงเฉพาะในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่เท่านั้น เลยตัดสินใจยุติการผลิตรถรุ่นนี้ไปในที่สุด และกำลังศึกษานำรุ่นใหม่ที่ตรงกับความต้องการลูกค้ามาทำตลาดแทน แต่ก็ยังให้ความรู้สึกขับสนุกเช่นเดิม ส่วนรุ่นดรีมจะหยุดการผลิตสักระยะ และอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะนำมาผลิตใหม่ให้ตรงกับตลาดได้หรือไม่ 
 

อีซูซุ เปิดตัว ดีแมคซ์ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ เจาะคนรุ่นใหม่

February 18, 2010

 อีซูซุ รุกตลาดต้นปีประเดิมเปิดตัว อีซูซุดีแมคซ์ เอ็กซ์- ซีรี่ส์ รุ่นพิเศษ! (Isuzu D-Max X-Series) ไลฟ์สไตล์ปิกอัพ หวังเจาะเซ็กเม้นท์คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยว สปอร์ตทั้งภายนอกและภายในเน้นสีดำ-แดง ทันสมัยเหมาะกับไลฟ์สไตล์ 
 

 ฮิโรชิ นาคางาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า อีซูซุดีแมคซ์ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ ไลฟ์สไตล์ปิกอัพ จะฉีกแนวจากอีซูซุทุกรุ่นที่เราเคยมีมา เนื่องจากครั้งนี้กลุ่มเป้าหมายของเราคือคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะค้นหาสิ่งใหม่ๆ ให้กับตัวเองอยู่เสมอ คือไม่ใช่คนที่เรียนหรือทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีลักษณะการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย บางคนอาจจะชอบเล่นกีฬา บางคนอาจจะชอบสนุกสนานกับเพื่อนตามสถานที่ต่างๆ แล้วแต่สไตล์ของตนเอง 
 
 สำหรับ อีซูซุดีแมคซ์ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ ไลฟ์สไตล์ปิกอัพ มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ในรุ่น Speed, รุ่น Hi-Lander 2 ประตู และ 4 ประตู แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ในรุ่น Rodeo และรุ่น LS 4 ประตู 
 

 ภายนอกตกแต่งในสไตล์ SPORTY-X กับสัญลักษณ์ ISUZU สีแดงไม่เหมือนใคร ลายคาดคู่หน้าสไตล์สปอร์ต ในรุ่น Speed และ Hi-Lander 2500 Ddi ขณะที่รุ่นเครื่องยนต์ 3000 Ddi VGS Turbo ตกแต่งฝากระโปรงหน้า ดุดัน เน้นความแรง ใส่ขอบหน้าต่างและแถบกันกระแทกด้านข้างด้วยวัสดุโครเมี่ยม ตกแต่งด้วยสีเทาพิเศษรอบคัน ทั้งขอบล้อ (Fender) และบันไดข้าง (Side Step)ในรุ่น LSชุดสเกิร์ตรอบคันขับเน้นความเท่ สปอร์ตเร้าใจ (เฉพาะรุ่น Speed) 
 
 ภายในตกแต่ง STYLISH-X สัญลักษณ์ ISUZU สีแดงที่พวงมาลัย มาตรวัด Super Vision ใหม่แบบสปอร์ต พร้อมแผงควบคุมเรืองแสงสีส้มแอมเบอร์ให้อารมณ์สปอร์ต ห้องโดยสารโทนเข้มพร้อมเบาะนั่งและวัสดุบุข้างประตูขับเน้นสีแดง พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนังแท้จับกระชับ 
  
 ระบบความบันเทิงแบบ Platinum Entertainment จากเครื่องเล่นดีวีดี Kenwood ขนาด 7 นิ้ว (2 Din) ควบคุมการทำงานด้วยระบบสัมผัส พร้อมเชื่อมต่อความทันสมัย สนุกไปกับทุกจังหวะชีวิตทั้ง iPod*, iPhone* และ BlackBerry รวมถึง Bluetooth Connection ต่อติดทุกการสื่อสารยุคใหม่อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย (*ต้องเชื่อมต่อด้วยอุปกรณ์เสริมพิเศษเพิ่มเติม) 
 

 หัวใจ POWERFUL-X บรรจุเครื่องยนต์ดีเซล ซูเปอร์คอมมอนเรล มาตรฐาน Euro 3 พร้อมรองรับพลังงานทางเลือกดีเซล B5ในรุ่นเครื่องยนต์ 3000 Ddi VGS Turbo ให้พละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน-เมตร ส่วนรุ่น 2500 Ddi Turbo พละกำลังสูงสุด 116 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร พร้อมส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ธรรมดา 5 สปีด 
 
 พลังและความแกร่งแบบ CHALLENGING-X ระบบTOUCH-ON-THE-FLY เลือกโหมดขับเคลื่อนควบคุมด้วยไฟฟ้า เปลี่ยนจากขับเคลื่อน 2 ล้อเป็น 4 ล้อ ได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ได้ง่ายดั่งใจ ช่วงล่างแบบIndependent Double Wishbone with Torsion Bar ในรุ่น LS และ Hi-Lander และwith Coil Spring สำหรับรุ่น Speed 
 
 ส่วนรุ่น 4 ประตู ช่วงล่างออกแบบพิเศษ Super Flex-Plus Suspension เฟืองท้ายแบบมีลิมิเต็ดสลิปในรุ่น LS ลดปัญหาล้อหมุนฟรีขณะวิ่งในทางวิบาก INTELLIGENCE-X ระบบเพื่อนนำทางอัจฉริยะ i-GENii ถึงทุกที่หมายได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการวางแผนการขับขี่ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น เสริมสร้างความมั่นใจในการเดินทางค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ แม้ในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย (ในรุ่น LS และ Hi-Lander) 
 

 ด้านความปลอดภัย ครบครันกับ SAFETY-X ระบบป้องกันทั้งก่อนเกิดอุบัติเหตุ (Active Safety) และหลังเกิดอุบัติเหตุ (Passive Safety) แอร์แบคคู่ ทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัย ช่วยลดแรงกระแทกต่อผู้ขับขี่ และผู้โดยสารตอนหน้า (อุปกรณ์เฉพาะรุ่น) ระบบเบรก ABS ชนิด 3-Channel 4-Sensor พร้อมระบบควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBD (อุปกรณ์เฉพาะรุ่น) 
 
 พร้อมด้วย Platinum Vision Camera กล้องมองภาพขณะถอยหลัง เสริมความคล่องตัวให้ไลฟ์สไตล์ในเมือง (ในรุ่น LS และ Hi-Lander)ไฟหน้าแบบเลนส์ Projector และไฟตัดหมอกหน้า โครงสร้างตัวถังในรุ่น 2 ประตู เป็นโครงสร้างห้องโดยสารแบบมีเสากลาง (Safety Pillar Cab) และประตูเสริมคานเหล็กนิรภัย เสริมความแข็งแกร่ง พร้อมช่วยรองรับแรงกระแทกจากการชน 
 
 พบกับ อีซูซุดีแมคซ์ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่นพิเศษ! ไลฟ์สไตล์ปิกอัพ สำหรับชีวิตแบบ X-style ได้ที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2553 เป็นต้นไป Live the X-style Life! 
 

2ล้อระอุ ฮอนด้าปล่อย เวฟ 110 ไอ เอที

February 18, 2010

 ข่าวในประเทศ – ฮอนด้า เพิ่มทางเลือกให้กับรถครอบครัว เปิดตัว ฮอนด้า เวฟ 110 ไอ เอที ใช้เทคโนโลยีใหม่ระบบ ซีวีเมติค (CV-Matic) หรือ ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติสำหรับรถครอบครัว ชูประหยัดน้ำมัน ทนทาน ขับขี่ง่าย ไม่ต้องเข้าเกียร์ มั่นใจเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้าจำหน่ายที่ 50,000 คันต่อปี พร้อมเปิดราคาช่วงแนะนำ44,900 บาท วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 มีนาคม ศกนี้ 
 

 เซนจิโร่ ซากุราอิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า เมื่อปลายปีที่ผ่านมา รถครอบครัวของฮอนด้าทั้งฮอนด้า ดรีมและฮอนด้า เวฟมียอดการจำหน่ายสะสมสูงถึง 10 ล้านคัน นับเป็นซีรี่ส์ยอดนิยมที่มียอดจำหน่ายสะสมที่สูงที่สุดในประวัติการจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย 
 
 ล่าสุดฮอนด้าจึงเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับรถครอบครัวยอดนิยมของไทยด้วยเทคโนโลยีใหม่ระบบซีวีเมติค (CV-Matic) หรือ ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติสำหรับรถครอบครัว ที่ได้เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่นี้ที่ประเทศญี่ปุ่นไปเมื่อปลายปี 2009 ที่ผ่านมา 
 
 โดยพื้นฐานแนวคิดในการพัฒนาเทคโนโลยี CV Matic ให้กับรถครอบครัวตระกูล Honda Wave110i นี้เกิดจากความต้องการของผู้บริโภคที่ว่า จะดีแค่ไหนถ้าความทนทาน และการประหยัดน้ำมัน มาอยู่รวมกันกับความสะดวกสบายอย่างรถเอ.ที. จึงเป็นที่มาของ Honda Wave110i-AT รถครอบครัวเอ.ที. รุ่นใหม่ล่าสุด ที่เป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ขับขี่ง่ายเข้าเทรนด์ ไม่ต้องเข้าเกียร์ แต่ยังคงประหยัดน้ำมัน และทนทาน ในแบบของฮอนด้าเวฟต้นตำรับเหมือนเดิม 
 

 สำหรับ เทคโนโลยีระบบ ซีวีเมติก (CV-Matic) หรือ ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ สำหรับรถครอบครัว คือ เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ฮอนด้าพัฒนาขึ้นโดยใช้พื้นฐานของ ระบบขับเคลื่อนด้วยโซ่ ตามสไตล์ที่คุณคุ้นเคยแบบรถครอบครัว ผสานกับชุดส่งกำลังที่เป็นระบบสายพาน V-Matic ในรถเอ.ที. ทำให้ขี่ง่ายขึ้น แบบไม่ต้องเข้าเกียร์ และยังคงข้อดีในแบบรถครอบครัวไว้อย่างครบครัน ทั้งระบบคลัทช์เปียกที่ให้ความทนทานมากขึ้น และระบบระบายความร้อนทรงประสิทธิภาพ ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนาน ที่สำคัญยังคงความประหยัดน้ำมันในแบบที่คนรักฮอนด้า เวฟ ทุกคนชื่นชอบ 
 

 ฮอนด้า เวฟ 110 ไอ เอที รถครอบครัวระบบเอ.ที คันใหม่ ยังมาพร้อมหัวใจสำคัญของการขับขี่ในยุคนี้ ด้วยเทคโนโลยีระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI เครื่องยนต์ 110 ซีซี 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้อัตราการประหยัดน้ำมันมากถึง 53 กม./ลิตร (ทดสอบตามมาตรฐาน ECE 40 MODE) พร้อมคุณประโยชน์ต่างๆ จากฮอนด้าหัวฉีดครบถ้วน ทั้งประหยัดน้ำมัน, ให้ไอเสียที่สะอาดผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ 6 รองรับน้ำมัน E20, ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้น, ใช้งานนานหายห่วงกับการรับประกันคุณภาพอุปกรณ์ระบบหัวฉีด PGM-FI นานถึง 5 ปี หรือที่ 50,000 กิโลเมตร และรับประกันทั้งคัน 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร พร้อมด้วยคุณภาพอะไหล่แท้กับช่างระดับมาตรฐานที่มีรองรับทั่วประเทศ 
 
 ฮอนด้า เวฟ 110 ไอ ใหม่ ระบบเอ.ที มากับกระจังหน้าดีไซน์ล้ำ รูปทรงตัว V ไฟบอกตำแหน่งทรงตาเหยี่ยว ผสมกลมกลืนกับไฟหน้าชุดเดียวกับไฟเลี้ยว อีกทั้งกล่องเก็บของใต้เบาะที่เก็บของได้ถึงใจ, แผ่นกันความร้อนท่อไอเสียแบบโครเมียม, วงล้อ 17 นิ้ว หน้ายางขนาดใหญ่ พร้อมดิสก์เบรกหน้า ลุยได้ทุกสภาพถนน พร้อมคันสตาร์ทเท้าด้านซ้าย และเบรกหลังที่ตำแหน่งเท้าขวาในรูปแบบการขับขี่ที่คุ้นเคย หน้าปัดเรือนไมล์สไตล์ใหม่, ช่องดักลมข้างรถแบบปีกนก และช่วงท้ายมีที่จับหลังสีสันเดียวกับตัวรถ 
 

 ด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยมีครบทั้ง ระบบกุญแจนิรภัยสองชั้น (Automatic Key Shutter) ที่ถูกออกแบบให้มีม่านปิดอัตโนมัติทันทีที่ดึงกุญแจออกเพื่อล็อคคอรถ, Brake Lock Knob ที่ล็อคเบรกขณะจอด, Side Stand Switch สวิตซ์ตัดการทำงานของเครื่องยนต์ เมื่อเอาขาตั้งข้างลง พร้อมระบบสตาร์ทนิรภัย Safety Starter ขณะสตาร์ททุกครั้งต้องกำเบรกหรือเหยียบเบรกหรือล็อคเบรก ทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย และป้องกันเหตุไม่คาดคิดจากการเผลอบิดคันเร่งในขณะจอด 
 
 ฮอนด้า เวฟ 110 ไอ ระบบเอ.ที. นี้ จะวางจำหน่ายควบคู่กับฮอนด้า เวฟ 110 ไอ ที่เป็นระบบเกียร์ เพื่อเป็น 2 ทางเลือกใหม่จากฮอนด้า เวฟ 110 ไอ ทั้งนี้ ฮอนด้าเวฟ 110 ไอ เอที ใหม่ จะวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้เป็นต้นไป โดยมีราคาแนะนำในช่วงเริ่มต้นที่ประมาณ 44,900 บาท ตั้งเป้าหมายการจำหน่ายทั้งสิ้น 50,000 คันต่อปี โดยมี แดน วรเวช ดานุวงศ์ และ น้ำชา ชีรณัฐ ยูสานนท์ เป็นพรีเซนเตอร์ 
 

จันทร์นภา สายสมร ลามิน่า พร้อมรุกตลาด-กิจกรรมสังคม

February 18, 2010

 ฟิล์มกรองแสงรถยนต์เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ ดังจะเห็นได้จากตลาดไม่ชะลอตัวมากนัก แม้เศรษฐกิจที่ผ่านมาจะชะลอตัวลง และมีผู้เล่นหน้าใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และปีเสือโหยที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ทำให้ตลาดย่อมต้องแข่งขันกันรุนแรง ลามิน่า ในฐานะผู้นำตลาดจะรับมืออย่างไร จันทร์นภา สายสมร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทคโนเซล(เฟร์ย) จำกัด จะเปิดอกแผนงานตลอดทั้งปีนี้… 
 

 ภาพรวมตลาดฟิล์มฯ ปีนี้ 
 
 ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ถือว่าเป็นสินค้าที่มีศักยภาพมาก หากเทียบกับสินค้าประดับยนต์ด้วยกัน เห็นได้จากมีผลิตภัณฑ์รายใหม่ๆ เข้ามาต่อเนื่อง ส่วนรายเดิมก็ยังอยู่กันครบ และในปีที่ผ่านมาตลาดฟิล์มกรองแสงรถยอดขายตกน้อยกว่าตลาดรถยนต์โดยรวม 
 
 ส่วนตลาดฟิล์มกรองแสงปีนี้ มีแนวโน้มที่จะเติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 1,050 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีมูลค่าประมาณ 950 ล้านบาท หรือเติบโต10% แต่ยังมีปัจจัยที่น่าเป็นห่วงในเรื่องของความผันผวนทางการเมืองให้กังวลอยู่ 
 
 เป้าหมายการขายลามิน่า 
 
 
 ผลประกอบการของลามิน่าในปีนี้ น่าจะเติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 10% หรือมีรายได้รวมอยู่ที่ 460 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาสามารทำได้ 420 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าประมาณ 5% มากกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ แม้ภาพรวมตลาดจะชะลอตัวก็ตาม 
 

จันทร์นภา สายสมร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทคโนเซล(เฟร์ย) จำกัด

 แผนตลาด-สินค้าใหม่ 
 
 
 ปีนี้ลามิน่าจะยังคงเน้นนโยบายสร้างความสัมพันธ์ กับตัวแทนจำหน่ายและลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความใกล้ชิดให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันตลาดฟิล์มกรองแสงมีการเปลี่ยนแปลงมาก และมีผู้ค้ารายใหม่ๆ เข้ามามาก ขณะที่การจัดกิจกรรมการตลาดก็ยังคงต้องเน้นเช่นเดิม โดยได้เตรียมงบประมาณการตลาดไว้ประมาณ 45 ล้านบาท ส่วนการลงทุนและเปิดตัวสินค้ากลุ่มใหม่ๆ บริษัทฯ ได้ชะลอแผนออกไป เนื่องจากยังไม่ไว้ใจสถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นไปในทิศทางใด 
 
 การขยายเครือข่ายขาย 
 
 
 จากความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้แผนขยายศูนย์บริการติดตั้งฟิล์มกรองแสงต้องชะลอออกไป โดยในปีนี้มีแผนจะขยายลามิน่าเอ็กซ์คลูซีฟช็อปเพียง 2 แห่งเท่านั้น โดยปัจจุบันมีศูนย์ลามิน่าเอ็กซ์คลูซีฟช็อป 50 แห่ง ซึ่งพลาดเป้าที่วางไว้พอสมควร จากเดิมที่วางแผนไว้ในระยะเวลา 5 ปี จะมีศูนย์ให้ครบ 100 สาขา แต่ปัจจุบันมาเกือบ 5 ปียังไม่สามารถขยายได้ตามเป้าหมาย ซึ่งนอกจากความผันผวนทางการเมืองแล้ว เรื่องมาตรฐานและกฎเกณฑ์ของศูนย์ฯ จะต้องเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดไว้ทั้งหมด จึงเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร ที่จะขยายศูนย์ได้ตามเป้าหมายอย่างรวดเร็ว 
 

 กิจกรรมสังคมลามิน่า 
 
 
 ปีนี้เป็นปีฉลองครบรอบ 15 ปี ของลามิน่าในไทย จึงได้เตรียมจัดกิจกรรมคืนกำไรสู่สังคม 3 กิจกรรมหลักๆ ได้แก่ โครงการลามิน่าสายฝัน ซึ่งเป็นการสนับสนุนเรื่องการศึกษา กิจกรรมสนับสนุนด้านสาธารณสุข และกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมโครงการรักษ์โลกกับลามิน่า 
 
 โดยโครงการลามิน่าสานฝัน ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยจัดมายาวนานตั้งแต่ปี 2546 และเมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา ลามิน่าได้ร่วมมือกับศูนย์ตัวแทนจำหน่ายฟิล์มฯ ทั่วประเทศกว่า 400 แห่ง ชมรมรถขับเคลื่อนสี่ล้อกลุ่มกระทิงโทน ชมรมออฟโรด และลูกค้าผู้ติดตั้งฟิล์มกรองแสงของลามิน่า ได้ก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ขนาด 3 ห้องเรียน และได้ส่งมอบอาคารเรียนพร้อมอุปกรณ์การเรียนที่สำคัญ แก่โรงเรียนบ้านสันเจริญ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ด้วยงบประมาณกว่า 1 ล้านบาท และในปีนี้จะยังคงจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 คาดว่าจะเป็นโรงเรียนทางภาคอีสาน 
 

นิสสันเล็งคอมแพ็กต์ใหม่ปิดจุดบอด-ฟุ้งอีโคคาร์บูม

February 18, 2010

 ข่าวในประเทศ - ฮาเซกาวา นายใหญ่ค่าย นิสสัน ประกาศบูม อีโคคาร์ หลังเป็นเจ้าแรกที่ทำตลาด พร้อมเปิดตัวเดือนมีนาคมนี้ โดยวางตำแหน่งตลาดใหม่ แต่โอกาสที่จะไปแย่งชิงลูกค้าตลาดเก๋งซับคอมแพ็กต์สูงเช่นกัน เหตุปัจจุบันไม่มีรถในเซกเมนท์นี้ให้เลือก ขณะที่ราคาและอัตราสิ้นเปลืองต่ำกว่า ส่วนความสะดวกสบาย และห้องโดยสารไม่ด้อยกว่าแต่อย่างใด ทำให้มั่นใจจะประสบความสำเร็จ ช่วยผลักดันให้นิสสันปีนี้มีส่วนแบ่งพุ่งเป็น 7.5% ขยับใกล้เข้าสู่เป้าหมายแชร์ 10% ในปี 2555 มากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเดินหน้าหาทางปิดจุดบอดเก๋งคอมแพ็กต์ เมื่อรุ่น ทีด้า ไม่สามารถตอบสนองได้ เล็งหารถรุ่นใหม่เข้ามาทำตลาด โดยเฉพาะในเก๋งรุ่นซีดาน และ นิสสัน บลูเบิร์ด ซีลฟี เป็นอีกหนึ่งในตัวเลือก ด้านปิกอัพคาดตลาดจะไม่เติบโตไปมากกว่านี้ ภาพรวมยอดขายทุกยี่ห้อน่าจะอยู่ที่ปีละกว่า 3 แสนคัน ถึงอย่างนั้นยังยืนยันไม่กระทบต่อการเป็นฐานผลิตปิกอัพของนิสสันในไทย เหตุยังมีตลาดส่งออกรองรับเป็นหลัก 
 

รูปร่างของรถอีโคคาร์ นิสสัน

 ฟิตเปรี๊ยะ! รีดไขมัน พร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าแบบติดเทอร์โบ สำหรับค่ายนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ในยุคของ โทรุ ฮาเซกาวา เพราะหลังเข้ามารับตำแหน่งกรรมผู้จัดการอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ก็ประกาศก้องทันทีว่า ภายใน 4 ปี ส่วนแบ่งการตลาดของนิสสันในไทยจะต้องเพิ่มจาก 5% เป็น 10% ให้ได้ เหตุนี้หลังผ่านไป 1 ปี จึงได้เห็นนิสสันมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งโครงสร้างองค์กรและแนวทางบริหารจัดการ ขณะเดียวกันโปรดักต์แห่งความหวังอย่าง อีโคคาร์ ก็เตรียมเปิดตัวกลางเดือนมีนาคมนี้แล้ว ดังนั้น ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง จึงขอเช็คความพร้อมจากฮาเซกาวาโดยตรง… 
 
 เราทำงานกันอย่างหนักสำหรับโปรเจกต์อีโคคาร์ แน่นอนว่าได้มีการเตรียมพร้อม ก่อนที่ผมจะเข้ามารับตำแหน่งที่นี่เสียอีก มีการประชุมกันทุกวัน กำหนดรูปแบบความพร้อมในการทำตลาด ดังนั้นหลังการเปิดตัวช่วงเดือนมีนาคมนี้ ผมมั่นใจว่าจะได้การตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างดี ฮาเซกาวากล่าว 
 
 สำหรับอีโคคาร์ของนิสสัน ยังไม่มีรายงานถึงชื่อในการทำตลาดอย่างเป็นทางการ นอกจากกระแสข่าวตามสื่อต่างๆ ว่าจะใช้ชื่อรุ่น มาร์ช เช่นเดียวกับรุ่นที่ส่งออกไปต่างประเทศ พร้อมกับรายละเอียดทางเทคนิคที่มีหลุดรอดออกมาว่า จะเป็นรถที่ใช้พื้นฐานใหม่ วี แพลตฟอร์ม พร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร 87 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา และอัตโนมัติแบบ CVT 
 

 ส่วนสนนราคาของอีโคคาร์ ซึ่งมีตัวแทนจำหน่ายได้ขึ้นป้ายรับจอง และระบุราคาเริ่มต้นที่ 3xx,xxxx บาทนั้น ฮาเซกาวาบอกว่าอยู่นอกเหนือโปรแกรมที่นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทยวางไว้ แต่สิ่งที่บอกได้เป็นราคาที่สมเหตุสมผล ผู้บริโภคหาซื้อมาเป็นเจ้าของได้ง่าย ที่สำคัญอีโคคาร์ยังเป็นรถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปล่อยมลพิษต่ำผ่านมาตรฐานไอเสีย ยูโร4 อัตราการบริโภคน้ำมันระดับ 20 กิโลเมตรต่อลิตร และภายในกว้างขวางอเนกประสงค์ 
 
 การที่อีโคคาร์ทำราคาได้น่าสนใจ เพราะได้รับการสนับสนุนด้านภาษีจากรัฐบาล โดยระดับการทำตลาดจะเป็นเซกเม้นท์ใหม่ อยู่ต่ำกว่าเก๋งซับคอมแพกต์ กลุ่มลูกค้าอายุกว้างตั้งแต่ 20 40 ปี ดังนั้นอีโคคาร์อาจจะเป็นรถคันที่สองของบ้าน ต่อจากรถปิกอัพหรือเก๋งขนาดใหญ่กว่า แต่เมื่อยังไม่มีรถประเภทนี้ในตลาด ย่อมทำให้อีโคคาร์ของนิสสันมีกลุ่มลูกค้าเดียวกันกับเก๋งซับคอมแพ็กต์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า ยาริส/วีออส ฮอนด้า ซิตี้/แจ๊ซ หรือมาสด้า 2 แต่จุดเด่นของอีคคาร์นิสสันอยู่ที่ราคาต่ำกว่า มีขนาดห้องโดยสารที่ใกล้เคียงกัน และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ประหยัดกว่า 
 
 ต่อข้อถามที่ว่าการทำตลาดอีโคคาร์เป็นเจ้าแรกมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ประเด็นนี้ฮาเซกาวาบอกว่า ยังมองไม่เห็นข้อเสีย เพราะการเป็นเจ้าแรกที่บุกเบิกตลาดจะทำให้นิสสันมีโอกาสเป็นผู้นำ และต่อไปถ้าลูกค้าคิดซื้ออีโคคาร์จะต้องนึกถึงนิสสันเป็นเจ้าแรก ที่สำคัญความต้องการของตลาดรถยนต์ขนาดเล็กถือว่ามีมากขึ้นเรื่อยๆจากทั้งในและต่างประเทศ(เบื้องต้นอีโคคาร์เตรียมส่งออกมากกว่า 60% จากจำนวนที่ผลิตในประเทศไทย) 
 
 ปัจจุบันลูกค้าชาวไทยอาจไม่คิดว่า นิสสันเป็นแบรนด์แข็งแกร่งนัก แต่หลังการเปิดตัวอีโคคาร์ ภาพลักษณ์ต่างๆ จะเปลี่ยนไป เราให้ความสำคัญกับโปรเจกต์นี้มาก และโดยส่วนตัวที่ผมทำงานกับนิสสันมาร่วม 30 ปี ผมไม่เคยมั่นใจอะไรขนาดนี้และเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จ อีโคคาร์ต้องได้รับการตอบรับที่ดีมากแน่ๆ 
 

โทรุ ฮาเซกาวา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

 …ชัดเจนถึงความพร้อมและความมั่นใจของฮาเซกาวาที่มีต่ออีโคคาร์ ขณะเดียวกันการทำตลาดให้กับโปรดักต์เดิมที่มีอยู่ รวมถึงแผนโปรดักต์ใหม่ๆ ยังเตรียมรองรับไว้อย่างเข้มข้นไม่แพ้กัน 
 
 เริ่มจากเก๋งที่สร้างความปวดหัวกับฝ่ายการตลาด และความสับสนกับผู้บริโภคอย่าง ทีด้า ที่ตำแหน่งสินค้าไม่ชัดว่าจะอยู่ระดับซับคอมแพกต์ หรือ คอมแพกต์ ทำให้ช่วงเปิดตัวใหม่ๆ ยอดขายไม่พุ่งตามหวัง หนำซ้ำยังต้องปรับการสื่อสารการตลาดเรื่อยมา 
 
 ทีด้าเป็นโปรดักต์ดี แต่อาจมีความผิดพลาดในการสื่อสารกับลูกค้า ซึ่งหลังจากผมเข้ามารับงานที่ประเทศไทยได้ศึกษาตลาดอย่างจริงจัง วางกลยุทธ์ ปรับตำแหน่งสินค้าให้ชัดเจน พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ส่งผลให้ทีด้าได้การยอมรับมากขึ้น ทั้งนี้ในตัวถังแฮทซ์แบ็กเรายังยืนยันว่าอยู่ในระดับคอมแพกต์ เพราะในตลาดไทยยังไม่มีรถแบบนี้มาก ส่วนซีดานนั้นอาจจะต้องลงมาสู้กับพวกซับคอมแพกต์ 
 
 จากคำพูดดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นิสสันยังไม่มีสินค้าที่จะทำตลาดในกลุ่มคอมแพ็กต์ซีดานโดยตรง ที่จะสามารถแข่งกับ โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส หรือฮอนด้า ซีวิค ซึ่งเมื่อถามว่าอนาคตจะมีการนำรถรุ่นที่เป็นคอมแพกต์คาร์ หรือกลุ่มซี-เซกเมนต์ มาปิดจุดอ่อนตลาดระหว่างรุ่นทีด้ากับ นิสสัน เทียน่า ที่เป็นตลาดเก๋งขนาดกลาง และในญี่ปุ่นนิสสันก็มีรุ่น บลูเบิร์ด ซีลฟี ที่เหมาะสมที่สุด ดังนั้นโอกาสที่ มาทำตลาดในไทยหรือไม่? 
 
 เรื่องนี้ฮาเซกาวาเปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้เช่นกัน ซึ่งรถในกลุ่มคอมแพกต์ถือเป็นเซกเมนท์สำคัญ ดังนั้นต้องมีการศึกษาอย่างรอบคอบ ส่วนกรอบระยะเวลาในการทำตลาดนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ 
  
 

นิสสัน บลูเบิร์ด ซีลฟี

 นอกจากนี้ในส่วนของปิกอัพ ฮาเซกาวายังไม่ทิ้งความสำคัญและย้ำว่า ตลาดปิกอัพเป็นเซกเมนท์ใหญ่ และมีเทรนด์เปลี่ยนไปตลอดเวลา เพราะถ้าไม่นับกลุ่มรถแบบตอนเดียว ที่ใช้เพื่อการพาณิชย์จริงๆแล้ว เมื่อก่อนตลาดนิยมตัวถังคิงส์แค็บ(ตอนครึ่ง)เกียร์ธรรมดา แต่ปัจจุบันหันมานิยมรถแบบดับเบิลแค็บเกียร์อัตโนมัติ รวมถึงรถประเภทขับสองยกสูงมากขึ้น ซึ่งเราพยายามปรับให้ตัวให้ทันกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป 
 
 แม้เทรนด์ของตลาดจะมุ่งไปที่รถยนต์นั่งขนาดเล็ก แต่สำหรับเมืองไทยยังมีวัฒนธรรมการใช้ปิกอัพอยู่โดยเฉพาะต่างจังหวัด ในส่วนของฟรอนเทียร์ นาวาราเอง เราไม่ได้ลดความสำคัญลงไป โดยปีนี้จะมีการตลาดหลายรูปแบบ รุกกิจกรรมที่เข้าถึงลูกค้าโดยตรง พร้อมโปรโมชันพิเศษ แต่ถ้าถามว่าโปรดักต์จะมีการปรับโฉม(ไมเนอร์เชนจ์)หรือไม่ ตนเองไม่สามารถเปิดเผยได้ 
 
 อย่างไรก็ตามด้วยเทรนด์ตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อาจทำให้ยอดขายปิกอัพโดยรวมทรงตัว หรือไม่ตก ไม่โตไปจากนี้ ยอดขายน่าจะอยู่ระดับ 300,000 คันต่อปี หรือครองส่วนแบ่งในตลาดรวม 40%-50% ลดลงจากเดิมที่เคยสูงกว่า 60% 
 
 ปิกอัพเป็นตัวที่สร้างรายได้หลักให้บริษัท โดยเราแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการลงทุนใช้ไทยเป็นฐานการผลิตปิกอัพ 1 ตัน และแม้สภาพตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศอาจเปลี่ยนไปบ้าง แต่อย่าลืมว่าเรายังมีตลาดส่งออกที่สำคัญไม่แพ้กัน 
 

ด้านท้ายของ บลูเบิร์ด ซีลฟี

 …นั่นเป็นทิศทางโปรดักต์ของนิสสัน ซึ่งจริงๆแล้วการทำตลาดรถรุ่นใดๆจะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย ถ้าขาดทีมงานหรือหลังบ้านที่เข้มแข็ง โดยท่านประธานฮาเซกาวาไม่ได้ละเลยประเด็นนี้เช่นกัน 
 
 เรากำหนดวิสัยทัศน์องค์กรว่า ภายในปี 2555 จะต้องมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 10% ดังนั้นพนักงานทุกคนจึงรับทราบเป้าหมาย และรู้ว่าต้องเดินไปทิศทางไหนฮาเซกาวากล่าว 
 
 ในปีที่ผ่านมา ฮาเซกาวาบอกว่าได้ดำเนินการหลายอย่าง โดยเฉพาะการประสานงานในองค์กรที่ทุกวันนี้ทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์คมากขึ้น หลังจากเมื่อก่อนฝ่ายผลิต,ขาย,การตลาด ไปคนละทาง โดยไม่คำนึงว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไร ขณะเดียวกันต้องวางระบบเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายให้ทำงานประสานกันด้วย 
 
 ส่วนเรื่องทรัพยากรบุคลลต้องยอมรับว่า นิสสันเป็นแบรนด์เก่าแก่ ทำตลาดในประเทศไทยมานาน มีวัฒธรรมองค์กรที่ฝังรากลึก พนักงานบางคนอยู่มานานและมีคุณค่ากับบริษัท แต่บางส่วนก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ยาก ดังนั้นต้องปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ยังเน้นเรื่องการผลักดันคนท้องถิ่น ให้มีบทบาทในองค์กรมากขึ้น เห็นได้จากการเปลี่ยนผู้บริหารในส่วนการขายและการตลาดมาเป็นคนไทย ซึ่งเป็นนโยบายที่ชัดเจนของบริษัท 
 

นิสสัน ทีด้า ลาติโอ

 ในส่วนของจุดที่ต้องแก้ไขเป็นการด่วน ฮาเซกาวายังคงเห็นเป็นเรื่องปรับปรุงบริการหลังการขาย และพยายามพัฒนาโปรแกรมต่างๆเพื่อความพอใจสูงสุดของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ราคาอะไหล่ที่แข่งขันได้ รวมถึงทักษะของช่างเทคนิค พนักงานขาย และแผนงานเรื่องลูกค้าสัมพันธ์ ต้องพัฒนาให้ดีกว่านี้ 
 
 หากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวเป็นตามแผน เป้าหมายที่มีส่วนแบ่งการตลาด 10% ในปี 2555 คงไม่ยากนัก แต่สำหรับในปี 2553 นี้ ฮาเซกาวามีความหวังว่า จะสามารถทำยอดขายประจำปีงบประมาณ (เมษายน 2553 – มีนาคม 2554) ไว้ไม่ต่ำกว่า 45,000 คัน ครองส่วนแบ่งตลาด 7.5% ในจำนวนนี้แบ่งเป็นปิกอัพ 20,000 คัน และอีก 25,000 คันเป็นรถยนต์นั่ง โดยมีอีโคคาร์เป็นตัวหลักในการผลักดันยอดขาย 
  
 คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เป้าหมายดังกล่าวก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า… นิสสันคาดหวังกับอีโคคาร์แค่ไหน? 
 

คนไทยยังรวย! คาวาลิโนส่งมอบรถเฟอร์รารี่ 5 คันรวด

February 17, 2010

 ข่าวในประเทศ – เฟอร์รารี่ ประเดิมต้นปีเสือด้วยการส่งมอบรถยนต์เฟอร์รารี่ให้กับลูกค้า 5 คัน 2 รุ่นประกอบไปด้วยเฟอร์รารี่ 16 เอ็ม สคูร์ดิเรีย สไปเดอร์ ซึ่งผลิตเพียง 499 คันทั่วโลก และ เฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย รุ่นใหม่ล่าสุดจากประเทศอิตาลี จากยอดสั่งซื้อเกือบ 10 คันหลังเปิดตัวบริษัทฯเพียง 6 เดือนตั้งเป้าปี 2553 ทำยอดจอง(Waiting List) เฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย เกิน 12 คัน 
 

การส่งมอบรถเฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนียร์

 บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เฟอร์รารี่ในประเทศไทยโดยนันทมาลี ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการบริษัท เป็นตัวแทนมอบรถยนต์เฟอร์รารี่ ให้กับลูกค้าทั้งห้าท่านซึ่งล้วนเลือกตกแต่งรถตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง ประกอบไปด้วย อัครพล เตชะรัตนประเสริฐ กับรถเฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย สีรอสโซ่คอร์ซ่า วาริท อยู่วิทยา กับรถเฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย สีทูร์ ดอร์ ฟรองค์ 
 
 นิติ สว่างทรัพย์ กับรถแคลิฟอร์เนียสีรอสโซ่ สคูร์ดิเรีย เหนือกว่าใครออฟชั่นสุดพิเศษ ทั้งระบบช่วงล่างแบบ Magneride Dual Mode โลโก้สคูร์ดิเรีย เฟอร์รารี่ที่แก้มหน้ารถทั้งสองข้าง ล้อแม็กซ์ลาย Diamond Finish Sport Wheel ขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง Pirelli P Zero ระบบไฟหน้าแบบ AFS (เลี้ยวตามการหมุนของพวงมาลัย) รวมถึงภายในที่เลือกเบาะนั่งเป็นแบบ Daytona Style Seat ตะเข็บเย็บเบาะเป็นสีแดง พวงมาลัยโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมไฟ Shift Light แบบ LED ได้อารมณ์เป็นแบบสปอร์ต 
 

ลูกค้าทุกคนจะได้รับสิทธิมาแกะสติกเกอร์เพื่อเปิดรถทุกคันด้วยตัวเอง

 ส่วนแคลิฟอร์เนีย อีกคันเป็นของ วุฒา ภิรมย์ภักดี จุดเด่นคือสีภายนอกที่เลือกสี อาร์ซูโร่ แคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นสีที่เปิดตัวในงานปารีส มอเตอร์โชว์ และเป็นสีฟ้าพิเศษมีเฉพาะในเฟอร์รารี่รุ่น แคลิฟอร์เนียเท่านั้น 
 
 และคันสุดท้ายเป็นของ เติมศักดิ์ ตันติพิพัฒน์พงศ์ กับรถเฟอร์รารี่ 16 เอ็ม สคูร์ดิเรีย สไปเดอร์ สีแดง รุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นเพียงแค่ 499 คันจากทั่วโลกเท่านั้น โดยทั้ง 5 ท่านจะได้ลอกสติกเกอร์หุ้มรถด้วยตัวเองทุกคน และความประทับใจนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะการซื้อรถกับตัวแทนจำหน่ายเฟอร์รารี่อย่างเป็นทางการเท่านั้น 
 เหนืออื่นใด รถแคลิฟอร์เนียทุกคันนั้นลูกค้าได้เป็นผู้เลือกตามความชอบของตัวเองไม่ว่าจะเป็นสีภายนอก การตกแต่งภายใน รวมถึงออฟชั่นต่างๆ ซึ่งเป็นความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นกับลูกค้าทุกคนตอนเข้ามารับรถ เพราะทุกชิ้นเขาได้เลือกเองทั้งหมดเป็นความรู้สึกภูมิใจซึ่งหาไม่ได้หากซื้อจากที่อื่น 
 

เฟอร์รารี่ 16 เอ็ม สคูร์ดิเรีย สไปเดอร์ มีเพียง 499 คันในโลกเท่านั้น

 ด้าน นันทมาลี กรรมการผู้จัดการบริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ลูกค้าทุกท่านได้มอบความไว้วางใจในการสั่งซื้อรถยนต์เฟอร์รารี่ทั้งสองรุ่นกับคาวาลลิโน มอเตอร์ ในฐานะที่เป็นตัวแทนจำหน่ายเฟอร์รารี่แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ซึ่งมีการบริการหลังการขายจากช่างผู้ชำนาญการ และผ่านการฝึกอบรมจากอิตาลีเป็นผู้ตรวจเช็คและซ่อมบำรุงเท่านั้น 
 
 สำหรับผู้นำเข้าอิสระบางรายบอกว่าสามารถซ่อมได้นั้น บริษัทฯ แจ้งให้ทราบว่าไม่สามารถเป็นไปได้เพราะเฟอร์รารี่รุ่นแคลิฟอร์เนีย ต้องใช้เครื่องมือพิเศษที่มีรหัสโคดในการเข้าระบบซึ่งจะเปลี่ยนอัตโนมัติทุก 15 วันทำให้มีแต่ตัวแทนอย่างถูกต้องเท่านั้นที่ได้รับรห้สนี้ ดังนั้นด้วยความเชื่อมั่นของลูกค้าและการบริการที่ได้มาตรฐานของเรา น่าจะทำให้เราสามารถทำทำยอดขายได้ถึง 12 คันในปีนี้ 
 
 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เรียนเชิญลูกค้าทั้งห้าท่านเข้าร่วมเป็นสมาชิก Cavallino VIP เพื่อมอบสิทธิประโยชน์พิเศษแบบเอ็กซ์ครูซีฟสำหรับลูกค้าระดับวีไอพีของบริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ เท่านั้น โดยสมาชิก Cavallino VIP จะได้รับ Cavallino VIP member card ที่สั่งทำเฉพาะบุคคล สำหรับเจ้าของรถยนต์เฟอร์รารี่ พร้อมกล่องสีแดงหรูออกแบบพิเศษด้วยสีโทน สีรอสโซ่คอร์ซ่าพร้อมป้ายระบุชื่อรุ่นรถ และชื่อเจ้าของที่ถูกสลักบนแผ่นป้ายอลูมิเนียม เพื่อใส่กุญแจรถยนต์เฟอร์รารี่ 
 
 นอกจากนั้นสมาชิกจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ทางบริษัทฯ จัดเตรียมไว้เช่น เข้าร่วมคอร์สขับรถเฟอร์รารี่รุ่นพิเศษอย่าง FXX ที่ประเทศญี่ปุ่น, เข้าชมโรงงานประกอบรถเฟอร์รารี่ที่ประเทสอิตาลี, สิทธิพิเศษในการเคลือบสีรถด้วย Crystal จาก CTS มูลค่า 45,000 บาท, สิทธิพิเศษเมื่อรับประทานอาหารเย็นที่โรงแรมชั้นนำ หรือส่วนลดอะไหล่ 15% สำหรับการเข้ามาใช้บริการซ่อมบำรุงที่ศูนย์บริการ เป็นต้น 
 

Cavallino VIP member card

 หมายเหตุ 
 สำหรับเฟอร์รารี่ รุ่น 16 เอ็ม สคูร์ดิเรีย สไปเดอร์ บรรจุเครื่องยนต์ขนาดวี8 4.3 ลิตร 510 แรงม้าที่ 8,500 รอบ ต่อนาที แรงบิดที่ 470 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบต่อนาที ทำให้สามารถไต่ระดับความเร็ว 0 100 กิโลเมตรเพียง 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 
 
 ส่วนเฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย บรรจุเครื่องยนต์วางหน้าคันแรกของเฟอร์รารี่ ที่มีหลังคาแข็งแบบพับได้ด้วยเวลาเพียงแค่ 14 วินาที มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาดวี8 4.3ลิตร 453 แรงม้าที่ 7,750 รอบต่อนาที แรงบิดที่ 358 ปอนด์-ฟุตที่ 5,000 รอบต่อนาที (มากกว่า F430) ระบบเกียร์ 7 สปิด ดูโอครัชน์ เทคโนโลยีล่าสุดจากเฟอร์รารี่ ทำให้สามารถไต่ระดับความเร็ว 0 100 กิโลเมตรเพียง 3.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีออฟชั่นให้เลือกมากมายเช่น เบาะลายเดย์โทน่า ล้อขอบ 20 และมีสีให้เลือกมากกว่า 20 สีตามต้องการ ราคาเริ่มต้นที่ 23 ล้านบาท 
 

ปี52ยอดจดทะเบียนรถทรุดกว่า300,000 คัน

February 17, 2010

 ข่าวในประเทศ – กรมการขนส่งทางบก เผยยอดรถจดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) ปี 52 ทั่วประเทศกว่า 2 ล้านคัน ลดลงจากปี 51 กว่า 3 แสนคัน หรือ 12.54 เปอร์เซ็นต์ รถปิคอัพลดลงมากที่สุดกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ส่วนรถเก๋งลดลงเกือบ 7 เปอร์เซ็นต์ ชี้น้ำมันแพงทำให้คนหันมาใช้รถยนต์ขนาดเล็กมากขึ้น 
 

นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก

 นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ในปี 2552 ที่ผ่านมา มีผู้นำรถใหม่(ป้ายแดง) มาจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก และสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศกว่า 2 ล้านคันซึ่งลดลงจากปี 2551 กว่า 3 แสนคัน หรือคิดเป็น 12.54 เปอร์เซ็นต์ โดยรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รถปิคอัพ) มียอดจดทะเบียนลดลงมากที่สุดถึงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรถจักรยานยนต์ลดลงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง) ลดลงเกือบ 7 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ จากสภาพเศรษฐกิจและราคาน้ำมันปรับตัวสูงทำให้ประชาชนหันมาประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการใช้รถยนต์ขนาดเล็ก 
 
 สำหรับ ยอดรถจดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) ในปี 2552 มีจำนวนทั้งสิ้น 2,108,596 คัน ลดลงจากปี 2551 จำนวน 302,376 คัน เป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. 2522 ได้แก่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง) จำนวน 296,442 คัน ลดลง 21,701 คัน หรือคิดเป็น 6.82 เปอร์เซ็นต์ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล เกิน 7 คน (รถตู้) จำนวน 12,811 คัน ลดลง 5,110 คัน หรือคิดเป็น 28.51 เปอร์เซ็นต์ รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รถปิคอัพ) จำนวน 190,844 คัน ลดลง 83,587 คัน หรือคิดเป็น 30.45 เปอร์เซ็นต์ และรถจักรยานยนต์จำนวน 1,529,350 คัน ลดลง 185,694 คัน หรือคิดเป็น 10.82 เปอร์เซ็นต์ 
 
 ส่วนรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ได้แก่ รถบรรทุก รถโดยสาร และรถขนาดเล็ก มียอดจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 25,842 คันลดลงจากปี 2551 จำนวน 5,829 คัน หรือคิดเป็น 18.40 เปอร์เซ็นต์ โดยรถบรรทุกมียอดจดทะเบียน จำนวน 21,527 คัน ลดลง 4,673 คัน หรือคิดเป็น 17.83 เปอร์เซ็นต์ รถโดยสาร จำนวน 4,254 คัน ลดลง 1,134 คัน หรือคิดเป็น 21 เปอร์เซ็นต์ และรถขนาดเล็ก จำนวน 61 คัน ลดลง 22 คัน หรือคิดเป็น 26.50 เปอร์เซ็นต์ 
 
 ทั้งนี้จากสภาพเศรษฐกิจและปัญหาน้ำมันมีราคาแพง ทำให้ประชาชนหันมาเลือกใช้รถยนต์ขนาดเล็กที่มีความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี) ต่ำกันมากขึ้น โดยรถเก๋งที่มีความจุกระบอกสูบ ระหว่าง 1,301-1,600 ซี.ซี. ในปี 2552มียอดจดทะเบียน จำนวน 140,646 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2551 จำนวน 10,126 คัน หรือ คิดเป็น 7.19 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่รถเก๋งที่มีความจุกระบอกสูบ ตั้งแต่ 2,000 ซี.ซี. ขึ้นไป มียอดจดทะเบียน จำนวน 98,903 คัน ลดลงจาก ปี 2551ถึง 23,004 คัน หรือคิดเป็น 18.87 เปอร์เซ็นต์ 
 

“เอ.พี.ฮอนด้า”ประกาศหา Angel โหมโรง มอเตอร์โชว์

February 17, 2010

 ข่าวในประเทศ – เอ.พี.ฮอนด้า โหมโรงกระแสงาน มอเตอร์โชว์ 2010 ประกาศรับสมัครสาวสวยหุ่นเซ็กซี่มากความสามารถร่วมเป็น 1 ใน 12 นางฟ้าพราวเสน่ห์ Honda Angel 2010 พร้อมเปิดโอกาสให้ร่วมงานกับบริษัทในอนาคต 
 

 บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า ผู้ผลิตและจำหนายรถจักรยานยนต์ ชวนสาวสวยคนรุ่นใหม่บุคลิกดี ทันสมัย และสดใสในทุกไลฟ์สไตล์ ร่วมเข้าประกวด Honda Angel ค้นหา 12 นางฟ้า เพื่อเป็นตัวแทนในการประชาสัมพันธ์ให้กับรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า ในงาน The 31st Bangkok International Motor Show 2010 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติกรุงเทพ ไบเทค บางนา ระหว่าง 24 มีนาคม6 เมษายนนี้ และยังพร้อมเปิดโอกาส ในการร่วมงานกับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในอนาคต 
 
 สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครเป็นนิสิตหรือนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่หรือจบปริญญาตรีที่มีอายุระหว่าง 1825 ปี ความสูงไม่ต่ำกว่า 165 ซม.บุคลิกมั่นใจ กล้าแสดงออกมีความสามารถพิเศษด้านการพรีเซนต์ และการเต้น จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ 
 
 ผู้สนใจสามารถ Download ใบสมัครได้ทาง www.aphonda.co.th และยื่นใบสมัครพร้อมรูปถ่าย 4×6 นิ้ว เต็มตัว และครึ่งตัว อย่างละ 1 รูป ด้วยตนเองที่ +Freedom. Cafe สายามสแควร์ ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 กุมภาพันธ์นี้สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02-757-6111 ต่อ 2509 
 

จาก…ONE FORD สู่… NEW FOCUS เส้นทางแห่งความเป็นหนึ่ง

February 17, 2010

 แม้จะผ่านวิกฤตอย่างเฉียดฉิว แต่ก็ต้องยอมรับในความสามารถของ ฟอร์ด ที่ฝ่าพิษเศรษฐกิจแฮมเบเกอร์มาได้ ไม่ต้องล้มทั้งยืนเหมือนกับค่ายรถเพื่อนร่วมชาติในกลุ่มบิ๊กทรีด้วยกัน และจากนี้ไปจะเป็นการก้าวเดินใหม่อย่างมั่นคงของฟอร์ด ภายใต้แผนกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้ฟอร์ดกลับมาสู่ความเป็นหนึ่งอีกครั้ง 
  
 

 กลยุทธ์การทำงานใหม่ภายใต้แนวคิด ONE FORD ของเรา จะทำให้ฟอร์ดกลับมาสู่ความเป็นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ยอดเยี่ยม สร้างธุริกจของฟอร์ดให้แข็งแกร่ง และดีที่สุดในโลก 
 
 
 นั่นเป็นคำยืนยันของ อลัน มูลัลลี ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฟอร์ด ได้กล่าวในงานเลี้ยงต้อนรับสื่อมวลชนจากภาคพื้นเอเชียและแอฟริกา รวมถึงออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งได้รับเชิญให้ไปรับฟังแผนธุรกิจใหม่ของฟอร์ด และยลโฉม ฟอร์ด โฟกัส ใหม่ ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานดีทรอยต์มอเตอร์โชว์ 2010 
 
 ในช่วงระยะเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ฟอร์ดได้มีการกล่าวถึงกลยุทธ์ ONE FORD อยู่เสมอ และมูลัลลีตลอดจนพนักงานของฟอร์ดทุกคนดูจะเชื่อมั่นกับกลยุทธ์นี้เป็นอย่างมาก ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้และเข้าใจแนวทางการทำงานดังกล่าว มันมีรูปธรรมที่ชัดเจนเช่นไร? 
 

เดอร์ริค คูแซค รองประธานกลุ่มผู้บริหารฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี

 ONE FORD คือ… ONE TEAM, ONE PLAN และ ONE GOAL ซึ่งเป็นการรวมความเชี่ยวชาญอันสุดยอดของฟอร์ดทั้งหมดทั่วโลก ให้เป็นหนึ่งและไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทีมบุคลากร แผนธุรกิจ และเป้าหมายสู่ความเป็นหนึ่ง 
 
 เป็นคำอธิบายของ เดอร์ริค คูแซค รองประธานกลุ่มผู้บริหารฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี และกล่าวว่า ภายใต้ปรัชญาการทำงานแบบ ONE FORD เราได้ดึงศักยภาพของทีมที่มีความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับโลก ทั้งในการออกแบบและการพัฒนารถยนต์สำหรับทุกตลาดทั่วโลก และสามารถส่งมอบรถระดับโลกรุ่นต่างๆ ไปยังลูกค้าของเราได้ โดยมอบรถยนต์ที่ออกแบบน่าตื่นเต้น และเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ และเทคโนโลยีระดับสูงกว่าความคาดหมายให้กับลูกค้า 
 
 คูแซคยังบอกว่า แนวทางการทำงานใหม่นี้ ยังได้ทำลายกำแพงการทำงานของแต่ละภูมิภาค ที่ก่อนหน้านี้เคยก่อให้เกิดมาตรฐานด้านวิศวกรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งบ่อยครั้งเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องมีการออกแบบรถ และส่วนประกอบต่างๆ เพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น 
 

 ฟอร์ด โฟกัส ใหม่ เป็นผลิตภัณฑ์แรกภายใต้กลยุทธ์การทำงาน ONE FORD ของเรา ซึ่งต้องการมอบรถยนต์คุณภาพสูง ที่รวบรวมสิ่งที่ดีที่สุดของฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี มาบรรจุไว้ให้แก่ลูกค้าทั่วโลก อลัน มูลัลลี ประธานและซีอีโอฟอร์ดกล่าว 
 ประสิทธิภาพของโครงสร้างตัวถังรถยนต์นั่งระดับโลกใหม่ของเรา จะทำให้ลูกค้ารถฟอร์ด โฟกัส สามารถเป็นเจ้าของสินค้าที่ราคาไม่แพง แต่เพียบพร้อมด้วยคุณภาพ ความประหยัดน้ำมัน ความปลอดภัย รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เหนือความคาดหมาย 
 
 แล้วทำไม? ฟอร์ดจึงเลือกเปิดตัว ฟอร์ด โฟกัส ใหม่ เป็นผลิตภัณฑ์แรกภายใต้แนวคิด ONE FORD 
  
 เรื่องนี้ โจ เฮนริชส์ ประธานฟอร์ดภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและแอฟริกาคนใหม่ ได้อธิบายว่าตลาดรถขนาดเล็กกำลังมีการเติบโตทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มซับคอมแพ็กต์(B-Segment) หรือคอมแพ็กต์(C-Segment) โดยตัวเลขยอดขายรถกลุ่มนี้ ในปี 2002 มีประมาณ 23 ล้านคัน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 38 ล้านคันในปี 2012 
 
 ฟอร์ดคาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่ประกอบด้วยกลุ่มบี และซี เซกเม้นท์ จะมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% ของยอดขายในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก 
 

 ทั้งนี้ในสหรัฐอเมริการถเล็กจะเพิ่ม 25% ในปี 2012 หรือเป็น 3.8 ล้านคัน ซึ่งในส่วนของฟอร์ดจากเดิมมียอดขายเป็นกระบะและเอสยูวีมีสัดส่วนเป็น 70% แต่จะปรับเป็นรถยนต์นั่ง หรือเก๋ง และครอสโอเวอร์ 60% ที่เหลืออีก 40% เป็นรถกระบะ ในส่วนของยุโรปซีคาร์ หรือคอมแพ็กต์คาร์มีอิทธิพลมาก จากสัดส่วนยอดขายในระดับสูงถึง 30% โดยรถที่จัดอยู่ในกลุ่มคอมแพ็คต์ของยุโรป มีความหลากหลายเป็นอย่างมาก และในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและแอฟริกา ตลาดรถยนต์คอมแพ็กต์ยังคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% ของยอดขายรถยนต์นั่งทั้งหมด 
 
 จากการประเมินและวิเคราะห์ของฟอร์ด จึงไม่แปลกที่ฟอร์ดจะนำเสนอ โฟกัส ใหม่ เป็นผลิตภัณฑ์แรกภายใต้แนวคิด ONE FORD ซึ่งจะมีการทยอยทำตลาด ตั้งแต่ต้นปี 2011 เป็นต้นไป 
 
 โดยฟอร์ดคาดว่ากำลังการผลิตรถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็คต์ทั่วโลกของบริษัท จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จากการผลิตประมาณ 1 ล้านคันในปี 2008 สู่จำนวน 2 ล้านคัน ภายในปี 2012 นอกจากนี้ฟอร์ดยังคาดว่าจะจำหน่ายโฟกัสใหม่ในประเทศต่างๆ ถึง 122 ประเทศทั่วโลก 
 
 โฟกัสใหม่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรถยนต์คอมแพ็กต์รุ่นแรกๆ ที่ฟอร์ดจะผลิตขึ้น บริษัทมีแผนกลยุทธ์ที่จะสร้างผลกำไรจากทั่วโลกให้เติบโตยิ่งขึ้น จากการผลิตรถในเซกเม้นท์นี้ โดยยืนอยู่บนหลักของการสร้างแพลตฟอร์ม ที่มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการผลิตสินค้าที่มีความหลากหลาย 
 

อลัน มูลัลลี ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฟอร์ด

 จากความคาดหวังสูงยิ่งของฟอร์ด ทำให้โฟกัสใหม่ได้รับการพัฒนาขึ้น จากทีมงานผู้เชี่ยวชาญของฟอร์ด และความต้องการของลูกค้าจากทั่วโลกมาไว้ด้วยกัน 
 
 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ และตรงกับความคาดหวังของลูกค้าทั่วโลก คือกุญแจสำคัญของแนวคิด ONE FORD ภายใต้การนำของอลัน มูลัลลี่ ประธานและซีอีโอของฟอร์ด ซึ่งหัวใจหลักของกลยุทธ์นี้อยู่ที่การใช้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ของฟอร์ดคูแซคกล่าว 
 
 จากผลการวิจัยลูกค้าจากทวีปอเมริกาไปจนถึงประเทศจีน ย้ำให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวในทิศทางที่ถูกต้องของฟอร์ด ในการปฏิรูปการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัท ไปสู่การผลิตรถยนต์ระดับโลก จากที่เคยแบ่งตามภูมิภาค ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกทั่วไป ยกตัวอย่างเช่นระหว่างการทำวิจัยเกี่ยวกับฟอร์ด โฟกัส รุ่นใหม่ ลูกค้าจากทั้ง 3 ภูมิภาคหลักของโลก ต่างชื่นชอบการออกแบบภายใต้แนวคิดแบบเคเนติก ดีไซน์ (kinetic design) และความชอบรูปแบบตัวถังในแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน ยังมีให้เห็นน้อยลงในปัจจุบัน ทำให้ความจำเป็นในการผลิตสินค้าที่แตกต่างกัน สำหรับแต่ละภูมิภาคลดลง และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแผนการผลิตสินค้าชั้นนำในระดับสากลอย่างแท้จริง 
 

 ฟอร์ด โฟกัส รุ่นใหม่ จึงเป็นผลิตภัณฑ์ระดับโลกอย่างแท้จริง โดยจะวางจำหน่ายในทุกประเทศทั่วโลก และมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก โดยใช้ชิ้นส่วนร่วมกันมากถึง 80% 
 
 จากการปฏิรูปการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ทำให้ฟอร์ด โฟกัส ใหม่ ได้รับการพัฒนาและออกแบบจากทีมงานของฟอร์ดทั่วโลก โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ศูนย์การออกแบบและพัฒนารถขนาดเล็กและกลางของฟอร์ดในยุโรป ที่เขตเมอร์เคนิชใกล้กับเมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี ขณะที่ระบบส่งกำลังได้รับการพัมนาจากศูนย์ปฏิบัติงานด้านเทคนิคของฟอร์ด เมืองดันตัน ประเทศอังกฤษ ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยียานยนต์ และระบบส่งกำลังจากศูนย์วิศวกรรมยานยนต์ของฟอร์ในเมืองเดียร์บอน รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา 
 
 ที่สำคัญรถยนต์รุ่นใหม่จำนวนถึง 10 รุ่น จะได้รับการผลิตขึ้นโดยใช้โครงสร้างตัวถังของรถยนต์ขนาดคอมแพ็กต์ใหม่เดียว แทนการผลิตในปัจจุบันที่ใช้ถึง 3 แพลตฟอร์มสำหรับการผลิตในแต่ละภูมิภาค โดยแพลตฟอร์ดังกล่าวจะเริ่มใช้ใน ฟอร์ด โฟกัส รุ่นใหม่ และฟอร์ด ซี-แมกซ์ ซึ่งได้เปิดตัวในงานแฟรงก์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ 2009 และจะเริ่มทำตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2010 
 

 ส่วนข้อมูลรายละเอียด โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ฟอร์ดได้นำมาใส่ไว้ในรถรุ่นต่างๆ จากนี้ไป โดยได้เริ่มต้นที่ ฟอร์ด โฟกัส นั้น ASTV ผู้จัดการมอเตอริ่ง จะขอนำเสนอในคราวต่อไป… 
 
 แต่ทั้งหมดล้วนเป็นไปตามปรัชญาการทำงาน ภายใต้แนวคิด ONE FORD ของประธานและซีอีโอฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ซึ่งจะเป็นลายแทงเส้นทาง สู่ความเป็นหนึ่งของฟอร์ด นับจากนี้ไป?! 
 
 
 

Mini Cooper S Convertible สวยเข้าตา แรงโดนใจ

February 16, 2010

 ต้องยอมรับว่ากระแสความนิยมของรถ มินิ ในประเทศไทยยังคงความแรงอย่างต่อเนื่องไม่มีตก แม้จะมีราคาสูงมากเทียบเท่ากับรถซีดานยุโรประดับหรูเช่น เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส และบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 ทั้งที่โดยตัวรถแล้วอยู่กันคนละระดับกันและไม่น่าจะนำมาเปรียบเทียบกันได้ แต่ด้วยปัจจัยด้านโครงสร้างภาษีของบ้านเราจึงทำให้ราคามาใกล้เคียงกัน 
 

 อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะอยู่ระดับเดียวกัน แต่หากมองถึงภาพลักษณ์แล้วรถของดาวสามแฉกและใบพัดฟ้าขาว แตกต่างและไม่สามารถตอบสนองได้เหมือนกับรถของ มินิ ที่ปัจจุบัน มินิ ยังคงเป็นรถอันดับ 1 ของรถที่อยากนั่งมากที่สุดในดวงใจของสาวๆ โดยเฉพาะเหล่าพริตตี้จากการสอบถามและพูดคุยกับพวกเธอ 
 
 ล่าสุด มินิ ประเทศไทย เพิ่มทางเลือกให้กับสาวกมินิด้วยการเติมรุ่น หลังคาเปิดประทุน (Convertible) เอาใจเด็กแนว แต่ราคาเฉพาะเศรษฐีที่พอจะเอื้อมถึงด้วยค่าตัว 3.2 ล้านบาท สำหรับรุ่น คูเปอร์ เอส ที่ได้ทดลองขับในครั้งนี้ ขณะที่ถ้าเป็นรุ่น คูเปอร์ จะมีราคาย่อมลงมาหน่อยที่ 2.8 ล้านบาทถ้วน 
 

 แรกรับรถ คูเปอร์ เอส เผชิญกับภาวะการจราจรหนาแน่นสุดในย่านใจกลางเมือง แถวๆ ห้างเซ็นทรัลเวริลด์ อยากบอกว่า มินิเป็นอะไรที่เหมาะสมเหลือเกินกับภาวะจราจรเช่นนั้น ด้วยขนาดที่เล็กกระทัดรัด มีความคล่องตัวสูง ทัศนวิสัยชัดเจนดี แต่จุดเสียเปรียบของรุ่นเปิดประทุน ก็คือ เรื่องเสียงรบกวนจากภายนอก อันเนื่องมาจากหลังคาที่เป็นผ้าใบ ทำให้การป้องกันเสียงได้น้อยกว่ารถหลังคาเหล็กนั่นเอง 
 
 จะว่าไปแล้วความจริงข้อเสียเปรียบดังกล่าว ผู้คิดจะซื้อคงต้องทำใจรู้ล่วงหน้าตั้งแต่แรกเห็น ฉะนั้นถ้าจะมาบ่นภายหลังคงดูเป็นเรื่องตลกสักหน่อย อย่างไรก็ตาม เรื่องบางอย่างมีเฉพาะรถบางคันเท่านั้นทำได้เช่น การดึงดูดสายตาจากผู้คนรอบข้างเวลาขับผ่านรวมไปถึงเมื่อจอดและลงมาจากรถ ซึ่งเจ้ามินิ เปิดประทุน เรียกสายตาให้มาจับจ้องได้อย่างไม่ขาดสาย 
 

 กลับมาเข้าเรื่องของการทดลองขับกันต่อ ด้านความรู้สึกหลังพวงมาลัยจับกระชับมือ น้ำหนักเวลาเลี้ยวกำลังดีไม่หนักจนเกินไป เบาเวลาวิ่งช้าใช้งานในเมือง และหนักขึ้นเมื่อวิ่งเร็วยามขับบนถนนไฮเวย์ 
 
 การตอบสนองของเครื่องยนต์ Twin-Scroll Turbocharged ที่มีพละกำลังสูงสุด 175 แรงม้าที่ 5500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตรที่รอบกว้าง 1600-5000 รอบ/นาที บนน้ำหนักตัวแค่ 1,305 กิโลกรัม ถือว่าทันใจทุกครั้งที่กดคันเร่ง และให้ความสนุกทุกย่านความเร็ว 
 
 การเดินทางจากกรุงเทพฯ เป้าหมาย เขาใหญ่ โดยใช้เส้นทางวงแหวนตะวันออก ซึ่งในการขับช่วงถนนดังกล่าวที่เป็นพื้นผิวแบบลาดยางมะตอยค่อนข้างเรียบ เสียงรบกวนน้อย มินิขับอย่างมีความสุขด้วยอัตราเร่งจี๊ด จ๊าด เกาะถนนหนึบ วิ่งระดับ 140 กม./ชม. ยังไม่รู้สึกว่าเร็ว ต้องขอบคุณช่วงล่าง หน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท และหลังแบบมัลติลิงค์ 
 

 จังหวะถนนโล่งไม่มีรถ ลองขับหาความเร็วสูงสุดและผลที่ออกมาคือ 190 กม./ชม. พบว่าพละกำลังยังเหลือเพียงพอจะพาไปถึงระดับความเร็ว 200 กม./ชม.ได้ แต่คงไม่จำเป็นต้องลองถึงขนาดนั้น ส่วนความเร็วที่ใช้ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 100-120 กม./ชม. เป็นย่านความเร็วที่ให้ความรู้สึกขับสบาย แถมเสียงรบกวนน้อย 
 
 หลังจากนั้นเมื่อเราเข้าสู่ถนนพหลโยธิน สภาพถนนเป็นพื้นผิวแบบคอนกรีต พบว่า เสียงดังรบกวนเพิ่มมากขึ้นกว่าการขับบนถนนลาดยาง โดยเฉพาะเสียงยางบดร่องรอยต่อของพื้นคอนกรีต ทั้งนี้คงจะทำอะไรมากมิได้นอกจากทำใจ อยากเท่ต้องยอมแลก 
 

 ในด้านการทดลองใช้งานลูกเล่นของระบบเกียร์อัตโนมัติไฟฟ้า 6 สปีด สามารถทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัวกับเครื่องยนต์ ให้การตอบสนองทั้งแบบสบายและ แบบเร้าใจเมื่อกดโหมดสปอร์ต รวมถึงการมีปุ่ม Paddle Shift หลังพวงมาลัยให้สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์เล่นได้เฉกเช่น รถแข่งเกียร์ธรรมดา ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจ หากใครหลายคนจะลงความเห็นมินิ คูเปอร์ เอส เปิดประทุนเป็นรถขับสนุกมากคันหนึ่ง 
 
 จังหวะเร่งแซงด้วยการคิกดาวน์ ถือเป็นช่วงเวลาที่ชอบมากที่สุด เนื่องจากเป็นเหมือนนาทีทองการแสดงพลังอันแท้จริงซึ่งหลับไหลอยู่ใต้ฝากระโปรง ด้วยระบบโอเวอร์บูสต์ รีดแรงบิดสูงสุดออกมาได้ถึง 260 นิวตันเมตร ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจทุกครั้งเวลาเร่งแซง 
 

สัญลักษณ์ S แสดงความแรง

 เมื่อใกล้จุดหมายแถวๆ เขาใหญ่ ถึงเวลาของการเปิดหลังคาด้วยเวลาที่มินิแสดงไว้ในคู่มือว่าเพียง 15 วินาที เท่านั้น และความจริงเมื่อจับเวลาก็ได้ใกล้เคียงดังที่ระบุเอาไว้ นอกจากนั้นยังมีลูกเล่นอีกหนึ่งอย่างเฉพาะรุ่นเปิดประทุนเท่านั้นก็คือ นาฬิกาจับระยะเวลาการเปิดหลังคา(คือเปิดมานานเท่าไหร่แล้ว) โดยจะอยู่หลังพวงมาลัยติดกับจอวัดรอบเครื่องยนต์ ทั้งนี้การเปิด-ปิดหลังคา สามารถทำได้ขณะที่รถยังวิ่งอยู่ด้วยความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม. 
 
 สำหรับ อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงตามการแสดงผลของระบบคอมพิวเตอร์ในรถจากระยะการขับกว่า 150 กม. ระบุตัวเลขเฉลี่ยทั้งหมด 13.8 กม./ลิตร ถือว่าประหยัดไม่ใช่เล่น กับการทดลองขับในหลากหลายรูปแบบดังที่กล่าวมาทั้งหมด 
 

 ด้านความปลอดภัย นอกเหนือจากระบบเบรค ABS และ ระบบป้องกันการลื่นไถล ASC แล้ว มินิเปิดประทุนยังมีระบบ DSC ช่วยในการเข้าโค้ง, ระบบ DTC ช่วยเพิ่มการยึดเกาะ กรณีอยู่ในถนนที่มีทราย และระบบ CBC ช่วยกระจายแรงเบรกเมื่อเบรกขณะเข้าโค้ง เฉพาะ คูเปอร์ เอส เปิดประทุน จะเพิ่มระบบ ELSD (Electronic Limited Slip Differential) ช่วยเสริมการทำงานของ DTC โดยควบคุมการจับเบรค ให้เข้าโค้งมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 
 
 อีกหนึ่งอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยที่จำเป็นอย่างยิ่งเฉพาะรถเปิดประทุน คือ โรลล์บาร์ โดยมินิมีระบบ แอคทีฟ โรลล์บาร์ เวลาปกติจะซ่อนอยู่และจะทำงานเมื่อตรวจพบการเอียงเป็นองศาที่อาจจะเกิดเหตุรถพลิกคว่ำได้ 
 

 สรุป มินิ คูเปอร์ เอส เปิดประทุน ครบเครื่องทั้งการขับสนุก รูปโฉมที่แปลกและแตกต่างต้องใจต้องใจใครต่อใครที่ได้เห็น แต่จะติดขัดนิดหน่อยคงเป็นเรื่องของค่าตัว 3.2 ล้านบาท ถ้าไม่มีเงินเหลือระดับเศรษฐีก็คงต้องเป็นมหาเศรษฐีถึงจะมีสิทธิเป็นเจ้าของ 
 

หน้าปัดแสดงระยะเวลาการเปิดประทุน(ซ้าย)

 
 

ด้านท้ายที่เก็บของเหลือพื้นที่เพียงพอสำหรับกระเป้าเดินทางขนาดย่อมหรือเป้สะพายหลัง

 
 

ชมคลิป Nissan X-trail ใหม่ ก่อนลองขับจริง

February 16, 2010

ก่อนที่เราจะได้พบกับการรีวิว Test Drive แบบเต็มรูปแบบจุดใจในครั้งต่อๆ ไป เรามาอุ่นเครื่องด้วยการทำความรู้จักกับ Nissan X-Trail ใหม่ กันก่อนดีกว่า มาดูกันว่ารถที่จะพาชีวิตคุณหลีกหนีความจำเจไปถึงความสนุกและเร้าใจนั้นมีส่วนประกอบและจุดเด่นอะไรบ้าง แล้วอย่าลืมติดตามข่าวคราวความคืบหน้าต่างๆ ได้ก่อนใครที่ www.facebook.com/nissanthailand 
 
  
  
  
 
 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nissan.co.th 

 

เล็กซัสจับต้นแบบผลิตขายจริง

February 16, 2010

 ข่าวต่างประเทศ – 6 เดือนหลังจากเปิดตัวครั้งแรกในแฟรงค์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ 2009 เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในที่สุด เล็กซัส แบรนด์รถยนต์ระดับหรูของโตโยต้าจัดการเปิดไฟเขียวให้จับเอาต้นแบบรุ่น LF-Ch ขึ้นไลน์ผลิตแล้ว โดยจะเป็นรถยนต์ไฮบริดจากโรงงาน และเผยโฉมคันจริงสำหรับขายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2010 เดือนมีนาคมนี้ 
 

 รถยนต์ไฮบริดใหม่รุ่นนี้จะใช้ชื่อว่า CT200h และคาดว่าจะมากับตัวถังแฮทช์แบ็ก 5 ประตูเหมือนกับรุ่นต้นแบบเพื่อเป็นรถยนต์ในระดับ Entry-Level สำหรับแข่งกับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 1 และออดี้ เอ3 แต่ทางเล็กซัสหันมาเน้นการทำตลาดในแบบไฮบริดเพียงอย่างเดียว และจะเป็นรถยนต์รุ่นที่ 2 ของเล็กซัสต่อจาก HS250h ที่เป็นไฮบริดจากโรงงาน หรือ Dedicated Hybrid Car โดยไม่มีทางเลือกของขุมพลังแบบอื่นให้เลือก 
 
 CT200h ถือเป็นรถยนต์ไฮบริดระดับคอมแพ็กต์เกรดพรีเมียมรุ่นแรกที่ถูกส่งขายในตลาดโลก และจะเป็นรถยนต์ไฮบริดรุ่นที่ 5 ต่อจาก HS250h, RX450h, GS450h และ LS600h ส่วนการทำตลาดคาดว่าน่าจะเริ่มขึ้นในปลายปีนี้ 
 

Volvo S60 : ดูเต็มตากับโฉมใหม่ซีดานมาดสปอร์ต

February 16, 2010

 ยั่วใจบรรดาแฟนๆ ของวอลโว่มาตั้งแต่ปลายปีทั้งภาพรูปลักษณ์ภายนอกและวีดีโอสำหรับโปรโมท ในที่สุดวอลโว่ก็จัดการเผยโฉมเจนเนอเรชันที่ 2 ของ S60 ออกมาแล้ว เพียบพร้อมด้วยความสปอร์ตรอบคัน และอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ทันสมัย 
  
 

 S60 ใหม่จะเข้ามาทำตลาดแทนที่รุ่นเดิมที่มีอายุอานามแก่พอสมควรเพราะขายกันมาตั้งแต่ปี 2000 โดยเป็นการขยับเข้ามาทำตลาดแทนที่สายพันธุ์ 850 เดิม และในแต่ละปีมียอดขายเฉลี่ย 90,000 คันต่อปีจากตลาดทั่วโลกโดยที่ปี 2002 เป็นปีที่มียอดขายสูงสุด คือ 110,000 คัน 
 
 สำหรับ S60 ใหม่ถูกพัฒนาต่อเนื่องมาจากผลผลิตต้นแบบที่เปิดตัวในปี 2008 พร้อมกับรูปลักษณ์ที่พลิกโฉมมาสู่ความสปอร์ตในทุกรายละเอียด โดยเฉพาะรูปลักษณ์ด้านหน้าซึ่งดูแปลกตาด้วยการผสมผสานระหว่างเส้นสายที่เฉียบคมกับกระจังหน้าทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ ซึ่งทีมออกแบบของวอลโว่เรียกสไตล์การออกแบบที่เห็นนี้ว่า Racetrack Design ส่วนด้านท้ายออกแบบให้แนวเสา C-Pillar มีความลาดเท เพื่อความโฉบเฉี่ยวและดูคล้ายกับรถสปอร์ต 
 

 ในด้านความปลอดภัยถือเป็นหัวใจหลักของวอลโว่ และใน S60 ใหม่ ซึ่งเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ติดตั้งเข้ามาก็มีทั้ง DAC-Driver Alert Control ซึ่งเป็นระบบตรวจสภาพของผู้ขับ หากมีสัญญาณของอาการง่วงนอนหรือหลับในปรากฏขึ้นมาก็จะแจ้งเตือน, BLIS-Blind Spot Information System ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนถึงสิ่งกีดขวางที่อาจจะอยู่ในมุมอับซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ผ่านทางกระจกมองข้างหรือมองหลัง เวลาที่ผู้ขับกำลังจะเปลี่ยนช่องทาง 
 
 และที่ใหม่ล่าสุดคือ Pedestrian Detection with Full Auto Brake system ตรวจจับคนเดินถนน ที่อาจจะเดินลงมาบนถนนแบบกะทันหัน ซึ่งระบบนี้จะตรวจจับโดยใช้เรดาร์บนกระจังหน้าทำงานร่วมกับกล้องวีดีโอที่ติดตั้งอยู่บนกระจกมองหลังในรถยนต์พร้อมกล่องสมองกลเพื่อประมวลผล โดยจะทำงานด้วยการเบรกแทนผู้ขับซึ่งอาจจะมีปฏิกิริยาตอบสนองไม่ทัน ในระดับความเร็วไม่เกิน 21 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 33.7 กิโลเมตร/ชั่วโมง 
 

 เป้าหมายของระบบนี้คือ การลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บอย่างหนักด้วยการลดความเร็วก่อนการชนให้เหลือน้อยที่สุดเป็นหลัก เพราะจากการวิจัยของวอลโว่พบว่าการลดความเร็วในการถูกชนจาก 48 กิโลเมตร/ชั่วโมง มาอยู่ที่ 24 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บอย่างรุนแรงได้ 20% หรือ 80% สำหรับบางเคสเลยทีเดียว 
 
 เครื่องยนต์ถือเป็นอีกจุดที่มีการเปลี่ยนแปลง และวอลโว่ก็เอาใจนักขับด้วยทางเลือกแบบเทอร์โบล้วนๆ เช่นกัน เริ่มจากเบนซินบล็อกใหม่ในตระกูล GTDi ซึ่งเป็นเทอร์โบแบบไดเร็กต์อินเจ๊กชันที่แตกยอดมาจากเทคโนโลยี EcoBoost ของฟอร์ดและเป็นแบบ 4 สูบเรียงล้วนๆ เริ่มจากรหัส T3 และ T4 แบบ 1,600 ซีซี มีกำลังสูงสุด 150 และ 180 แรงม้าตามลำดับ และ 2,000 ซีซีในรหัส T5 กับกำลังขับเคลื่อน 240 แรงม้า และตัวแรง T6 แบบ 6 สูบเรียงเทอร์โบคู่ 3,000 ซีซี 304 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 44.8 กก.-ม. พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 6.5 วินาที และความเร็วปลาย 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง 
 

 ทางด้านเครื่องยนต์ดีเซลเริ่มกับรหัสสีเขียวอย่าง DRIVe เป็นแบบ 4 สูบ 1,600 ซีซี 115 แรงม้า ซึ่งมีอัตราความสิ้นเปลืองต่ำมากเพียง 26 กิโลเมตร/ลิตร และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับ 115 กรัม/กิโลเมตร ตามด้วยรหัส D3 เครื่องยนต์ 4 สูบ 2,000 ซีซี 163 แรงม้า และเมื่อติดตั้งเทอร์โบคู่ก็จะเป็นรหัส D5 ซึ่งมีกำลัง 205 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 42.8 กก.-ม. มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงทั้งเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติเท่ากันที่ 7.8 วินาที 
 
 แฟนๆ ของวอลโว่เตรียมตัวเอาไว้ได้เลย เพราะหลังจากเปิดตัวในเจนีวา มอเตอร์โชว์แล้ว S60 จะเริ่มขายในยุโรปประมาณกลางปีนี้ ส่วนบ้านเราแนวโน้มน่าจะมี เพราะ S60 รุ่นเดิมก็มีขายและได้รับความนิยมพอสมควรเลยทีเดียว 
 

เปิดปีเสือตลาดรถม.ค.บวก54.5%

February 16, 2010

 ข่าวในประเทศ ตลาดรถยนต์เริ่มคึกปิดยอดขายเดือนแรกเติบโตถึง 54.5% สูงสุดในรอบ 7 ปี ขายดีทุกกลุ่ม เหตุเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการต่างๆ บวกแคมเปญส่งเสริมการขายจากช่วงงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ดันยอดส่งมอบเดือนม.ค.พุ่ง แต่ยังหวั่นเหตุการเมืองปลายเดือนก.พ.ฉุดตลาด 
 

 นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนมกราคม 2553 มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 49,560 คัน เพิ่มขึ้น 54.5% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 20,721 คัน เพิ่มขึ้น 53.2% รถเพื่อการพาณิชย์ 28,839 คัน เพิ่มขึ้น 55.4% รวมทั้ง รถปิกอัพขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ จำนวน 24,648 คัน เพิ่มขึ้น 53.5% 
  
 ตลาดรถยนต์เดือนมกราคมมีปริมาณการขาย 49,560 คัน เพิ่มขึ้น 54.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบกว่า 7 ปี อย่างไรก็ดีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นมาสูงมากนั้นเกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์การเงินในสหรัฐอเมริกาเมื่อครึ่งปีหลังของปี2008 และเริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้นเป็นลำดับ โดยรถยนต์นั่งเติบโต 53.2% รถเพื่อการพาณิชย์เติบโต 55.4% โดยเฉพาะรถปิกอัพขนาด 1 ตัน ในเซ็กเมนท์นี้ เติบโตถึง 53.5% 
 
 อีกส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก ภาวะเศรษฐกิจในประเทศมีสัญญาณฟื้นตัวจาก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ นโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ สินค้าทางการเกษตรมีราคาดีขึ้น การฟื้นตัวของการส่งออก รวมถึงการแนะนำสินค้าใหม่และกิจกรรมส่งเสริมการขาย ในช่วงงานมอเตอร์เอ็กซ์โปปลายปีที่ผ่านมามียอดจองสูงที่สุดและเริ่มทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าล้วนเป็นปัจจัยบวกต่อระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนตลาดรถยนต์ วุฒิกรกล่าว 
 
 สำหรับตลาดรถยนต์เดือน กุมภาพันธ์ คาดว่าปริมาณการขายยังคงดีอย่างต่อเนื่อง จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนมกราคมที่สูงถึง 71.9 สูงสุดในรอบ 21 เดือน การแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ มาตรการต่อเนื่องต่างๆของภาครัฐที่มุ่งกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ ล้วนเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดรถยนต์ ประกอบกับข้อมูลสถิติการขายที่เดือนกุมภาพันธ์จะมียอดขายเป็นอันดับ 2 ของไตรมาสแรก 
 
 อย่างไรก็ตามสถานการณ์ภายในประเทศช่วงปลายเดือนอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคและภาคการลงทุน สำหรับกรณีเรียกรถกลับมาตรวจสอบแก้ไขในต่างประเทศนั้น คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์เมืองไทยมากนัก เนื่องจากผู้ผลิตแต่ละค่ายได้ออกมาให้รายละเอียดและอธิบายแก่ลูกค้าอย่างเข้าใจ ประกอบกับมาตรฐานการผลิตมีการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด เชื่อว่าสามารถสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภคได้ในที่สุด 
 

 ตารางแสดงยอดขายรถยนต์รวมทุกประเภท 
 

 ยี่ห้อม.ค.10ม.ค.09อัตราการเติบโต(%)โตโยต้า20,28913,45550.8อีซูซุ10,1687,12342.7ฮอนด้า7,7015,30445.2นิสสัน2,6171,66657.1มิตซูบิชิ2,1761,14889.5มาสด้า1,937632206.5เชฟโรเลต1,02275934.7ฮีโน่60643738.7โปรตอน542223143.0ฟอร์ด51345213.5รวมทั้งตลาด49,56032,08554.5 
 

 ตารางแสดงยอดขายรถยนต์นั่ง 
 

 ยี่ห้อม.ค.10ม.ค.09อัตราการเติบโต(%)โตโยต้า8,6656,74328.5ฮอนด้า7,0594,96342.2มาสด้า1,583289447.8นิสสัน962415131.8โปรตอน542223143.0มิตซูบิชิ532198168.7เชฟโรเลต46826278.6เมอร์เซเดส-เบนซ์27916965.1บีเอ็มดับเบิลยู18558219.0ฟอร์ด1075594.5รวมทั้งตลาด20,72113,52753.2 
 

 ตารางแสดงยอดขายรถปิกอัพขนาด 1 ตันล้วน 
 

 ยี่ห้อม.ค.10ม.ค.09อัตราการเติบโต(%)โตโยต้า9,3005,17379.8อีซูซุ9,0446,44040.4นิสสัน1,6421,20636.2มิตซูบิชิ90355762.1ทาทา36975392มาสด้า3483431.5เชฟโรเลต340379-10.3ฟอร์ด331367-9.8รวมทั้งตลาด22,27714,54053.2 
 

BMW EfficientDynamics คว้า Best Innovator

February 15, 2010

 ข่าวต่างประเทศ – บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป รับรางวัลพิเศษ Sustainable Innovation Management หรือ การบริหารนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน จากการประกวดนวัตกรรมดีเด่นแห่งปี 2009 ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันประกวดด้านเทคโนโลยีที่สนับสนุนโดยกระทรวงเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศเยอรมนี โดยมีนาย เอิร์นท เบิร์กบาคเชอร์ เลขาธิการกระทรวงเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เข้าร่วมที่ศูนย์ประชุมคณะรัฐมนตรี ณ เมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมันนี 
 

ศูนย์วิจัยและคิดค้น ของบีเอ็มดับเบิ้ลยู กรุ๊ป ณ เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี

 คณะกรรมการได้พิจารณาถึงวิสัยทัศน์ด้านกลยุทธ์ EfficientDynamics ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนในการวิจัยและพัฒนา และการนำมาสู่ภาคปฏิบัติโดยเฉพาะในส่วนของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีส่วนช่วยในการประหยัดน้ำมันของรถยนต์จากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีในภาคอุตสาหกรรมที่ทำให้ผู้บริโภคมีส่วนช่วยในการใช้ทรัพยากรพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน 
 
 สำหรับตัวอย่างของนวัตกรรมด้าน EfficientDynamics ได้แก่ ระบบเครื่องยนต์และระบบเกียร์ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง ทั้งในส่วนของการประหยัดน้ำมันและการคายไอเสียน้อย ระบบ Brake Energy Re-generation ซึ่งเป็นการนำพลังงานที่เหลือใช้ระหว่างการเบรกกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และระบบ Auto Start-Stop ที่ช่วยหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ระหว่างรอไฟแดง อีกทั้งยังรวมถึงการทดสอบการทำตลาดของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า MINI E และการวิจัยและพัฒนาในด้าน Sustainability อื่นๆ 
 

คริฟทอฟฟ์ โกรเธอร์ หัวหน้าแผนกนวัตกรรมและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป

 คริฟทอฟฟ์ โกรเธอร์ หัวหน้าแผนกนวัตกรรมและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป กล่าวว่า นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์เป็นหัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เสมอมา เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเรา เพื่อให้ผู้บริโภคใช้อย่างทั่วถึงเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ในวงกว้าง เรามีความภูมิใจในความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีประหยัดน้ำมัน 
 
 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีประหยัดน้ำมันของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ช่วยลดการใช้พลังงานน้ำมันมากกว่าผู้ผลิตรายใดๆในยุโรป อีกทั้งค่าการคายไอเสียคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เฉลี่ยในปีค.ศ. 2009 ของรถยนต์จากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่ขายในประเทศเยอรมันนีอยู่ที่เพียง 156 กรัมต่อกิโลเมตร ซึ่งเป็นค่าที่ต่ำที่สุดในอุตสาหกรรมรถยนต์เลยก็ว่าได้ 
  
 สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป คำว่า Sustainability หรือ อนาคตที่ยั่งยืน ไม่ได้เป็นเพียงคำพูดที่สวยหรูดูดี แต่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนบริษัท ทั้งในระดับกลยุทธ์จนไปถึงระดับการดำเนินงานภาคปฏิบัติ ตั้งแต่การคิดค้น วิจัย และพัฒนา นวัตกรรมด้านนี้อย่างมุ่งมั่นและตั้งใจมาตั้งแต่เริ่มต้น มองถึงศักยภาพแบบองค์รวม ในระยะยาว ระยะกลาง และระยะสั้น ไม่ใช่เป็นแต่เพียงการปฏิบัติอย่างฉาบฉวยนเท่านั้น 
 
 รางวัล Best Innovator 
 คณะกรรมการพิจารณารางวัล Best Innovator 2009 ที่ผ่านมาประกอบด้วย นายดั๊กมาร์ เวิร์ล เลขาธิการรัฐสภาด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ประเทศเยอรมันนี, นายฮันส์-ยอร์ค บุลลินเกอร์ บรรณาธิการนิตยสารเศรษฐกิจ WirtschaftsWoche และประธาน สถาบันเฟราอุนโฮเฟอร์ และนายไค เองเกิล กรรมการบริหาร บริษัทที่ปรึกษา A.T. Kearny โดยพิจารณาจากบริษัทผู้เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 100 แห่ง ซึ่งขั้นตอนการพิจารณารางวัลรวมถึงด้านต่างๆ ตั้งแต่ระดับกลยุทธ์องค์กร วัฒนธรรมองค์กร ผลิตภัณฑ์และการบริหารผลิตภัณฑ์ จนถึงความสำเร็จขององค์กรในภาคธุรกิจ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้รับรางวัล Best Innovator นี้ ซึ่งครั้งแรกในปีค.ศ. 2004 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้รับรางวัลในสาขา กลยุทธ์ด้านนวัตกรรมดีเด่น 
 

GM จับมือNASA พัฒนาหุ่นยนต์

February 15, 2010

 ข่าวต่างประเทศ จีเอ็มจับมือนาซ่า ร่วมกันพัฒนาหุ่นยนต์หวังสร้างความปลอดภัยให้มากขึ้นทั้งในยานยนต์และในการลุยอวกาศ พร้อมลุยสร้างหุ่นยนต์รุ่นที่ 2 “Robonaut 2″ เจ๋งที่สุดเท่าที่เคยมีหุ่นยนต์มา 
 

Robonaut 2

 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือนาซ่า (NASA) และเจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือจีเอ็ม(GM) เปิดเผยความร่วมมือครั้งใหม่โดยการผลักดันการพัฒนาหุ่นยนต์เจนเนอเรชั่นล่าสุด และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์อื่นๆเพื่อการประยุกต์ใช้งานสำหรับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ ด้วยการใช้เทคโนโลยีชั้นนำอันทันสมัย อาทิ เอดจ์ คอนโทรล (Edge Control), เซ็นเซอร์ (Sensor) และเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการมองเห็น (Vision) 
 
 ทั้งนี้ทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์จากนาซ่าและจีเอ็มได้ร่วมมือกันค้นคว้าวิจัยและพัฒนาโครงการนี้ตามข้อตกลง Space Act Agreement ที่ศูนย์อวกาศจอห์นสันของนาซ่า (NASAs Johnson Space Center) เพื่อสร้างสรรค์หุ่นยนต์สมองกลเลียนแบบมนุษย์ที่สามารถทำงานควบคู่ไปกับพนักงานของทั้งสององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหมายรวมถึงการเอื้อประโยชน์ให้ทางจีเอ็มสามารถผลิตรถยนต์ที่มีความปลอดภัยยิ่งขึ้นในฐานการผลิตรถยนต์ที่ได้รับการยกระดับความปลอดภัย และยังช่วยให้นักบินอวกาศของนาซ่าสามารถใช้ประโยชน์จากหุ่นยนต์รุ่นใหม่ได้ในระหว่างการดำเนินภารกิจที่เสี่ยงภัยทั้งหลายในอวกาศ 
  
 ความคิดในการนำเอาหุ่นยนต์สมองกลเลียนแบบมนุษย์ ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่มีศักยภาพในการบังคับมือสำหรับการทำงานที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนเหมือนกับคนมาใช้ ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใดในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ หุ่นยนต์นักบินอวกาศ หรือที่รู้จักกันว่า Robonaut ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อการท่องอวกาศ และได้รับการสร้างสรรค์โดยแผนกซอฟท์แวร์ โรบ็อทติคส์ และซิมมิวเลชั่นแห่งศูนย์อวกาศจอห์นสัน ด้วยความร่วมมือจากสถาบันโครงการวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูงด้านกลาโหม (Defense Advanced Research Project Agency) เมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยตลอดทศวรรษที่ผ่านมานาซ่าได้สั่งสมประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการคิดค้น และพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์เพื่อการใช้งานในอวกาศด้านต่างๆ ซึ่งมีศักยภาพสูงในการใช้ประโยชน์ได้ดีเป็นอย่างยิ่งเมื่อนาซ่าได้มีโอกาสปฏิบัติภารกิจบนดวงจันทร์ 
 

 ภารกิจร่วมกันดังกล่าวเป็นการสร้างสรรค์ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีที่จะเอื้อประโยชน์ให้จีเอ็มสามารถพัฒนายานพาหนะที่มีความปลอดภัยและสามารถผลิตด้วยกระบวนการที่มีระบบความปลอดภัยสูงขึ้น กลยุทธ์ของจีเอ็มคือพัฒนากระบวนการประกอบรถยนต์ให้ผสานเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ากับการใช้แรงงานคน 
 
 สำหรับจีเอ็มแล้ว การพัฒนาร่วมกันครั้งนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญในด้านความปลอดภัยของยานพาหนะคุณภาพ และโรงงานผลิต เมื่อเราพูดถึงยานยนต์เพื่ออนาคต ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี เช่น การควบคุมเทคโนโลยีการมองเห็น (Control Censor and Vision) สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการสร้างสรรค์ระบบความปลอดภัยอันล้ำสมัยสำหรับยานยนต์ได้เป็นอย่างดี อลัน เทาบ์ รองประธานจีเอ็มโกลบอลฝ่ายวิจัยและพัฒนา กล่าว 
 
 
 ด้วยความร่วมมือของทั้งสององค์กร ผนวกกับความช่วยเหลือจากทีมวิศวกรจากบริษัท Oceaneering International Inc. โครงการนี้จะสามารถดำเนินการพัฒนาและสร้างสรรค์หุ่นยนต์ Robonaut รุ่นต่อไปที่มีชื่อเรียกว่า Robonaut2 หรือ R2 โดยเป็นหุ่นยนต์ที่มีคุณสมบัติในการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วกว่า มีสมองกลที่ประมวลผลได้ว่องไวกว่า อีกทั้งยังเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีในการประดิษฐ์ที่มีความทันสมัย หุ่นยนต์เจนเนอเรชั่นใหม่นี้สามารถใช้มือของมันในการทำงานต่างๆ ได้เหนือกว่าหุ่นยนต์เลียนแบบมนุษย์รุ่นใดๆ ที่เคยมีมา นอกจากนี้มันยังสามารถทำงานร่วมกับคนได้ทั้งภายใต้สิ่งแวดล้อมต่างๆ บนโลกมนุษย์และในอวกาศ 
 
 นาซ่าและจีเอ็มมีประวัติศาสตร์ที่เข้มข้นและยาวนานในเรื่องของความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่างๆ มากมาย โดยเริ่มจากศตวรรษที่ 60 ด้วยการพัฒนาระบบนำร่องสำหรับการสำรวจอวกาศหลายครั้งด้วยยานอพอลโล ซึ่งได้กลายเป็นพื้นฐานระบบนำร่องภายในสำหรับยานพาหนะในปัจจุบัน และทางจีเอ็มก็มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา Lunar Rover Vehicle ซึ่งเป็นยานพาหนะคันแรกที่นำไปใช้ในการสำรวจบนพื้นผิวดวงจันทร์ สำหรับความร่วมมือล่าสุดคือการตั้งเป้าหมายไปยังการพัฒนา และใช้หุ่นยนต์สมองกลเลียนแบบมนุษย์เพื่อขยายโอกาสในการสร้างความก้าวหน้าไปสู่แวดวงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ในอีกขั้น 
 
 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์การนาซ่า กรุณาเยี่ยมชมเวบไซต์: http://www.nasa.gov 
 
 
 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจนเนอรัล มอเตอร์ส กรุณาเยี่ยมชมเวบไซต์: http://media.gm.com 
 
 
 

Next Page »