โซนีอีริกสันส่ง Aspen ประเดิม Windows 6.5.3

February 3, 2010

     

 

 

 

โซนี่ อิริคสัน ประกาศเปิดตัว Aspen โทรศัพท์มือถือตัวแรกที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 6.5.3 ครบเครื่องเรื่องมัลติทัชบนหน้าจอแบบ Capacitive อีกทั้งยังเป็นโทรศัพท์ในตระกูล Green Heart ที่ผลิตขึ้นจากวัสดุรีไซเคิล ใช้สี WaterBorne ปราศจากสารระเหย เหมาะสำหรับลูกค้าที่ใส่ใจเรื่องของสิ่งแวดล้อม 
 
 สำหรับ Aspen นั้นเป็นโทรศัพท์ที่ตอบสนองการใช้ด้านธุรกิจ มีคีย์บอร์ดแบบ QWERTY ที่สามารถปรับแต่งการใช้งานให้เหมาะกับใช้งานง่ายของผู้ใช้แต่ละคนได้ อีกทั้งยังสามารถดู และแก้ไขไฟล์เอกสารได้สะดวก ง่ายดาย ได้ด้วยมือข้างเดียว มี SlideView ที่ช่วยให้คุณเข้าถึงอีเมล ปฏิทิน แอปพลิเคชัน ได้เพียงคลิก การตั้งค่าอีเมล์ทำได้ง่าย รองรับการรับ-ส่งไฟล์ขนาดใหญ่ และมีระบบป้องกันโทรศัพท์มือถือหาย หรือถูกขโมยด้วยบริการ My Phone Service 
 
 ในส่วนของฟังก์ชันการใช้งานพื้นฐาน Aspen เป็นโทรศัพท์ระบบ Quadband ที่รองรับคลื่นความถี่ GSM 850/900/1800/1900 MHz มีหน้าจอความละเอียด 16 ล้านสี กว้าง 2.4 นิ้ว มีหน่วยความจำภายในตัวเครื่อง 100MB ที่สามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง 16GB ด้วย microSD มาพร้อมกล้องดิจิตอลความละเอียด 3.2ล้านพิกเซล, เครื่องเล่นวิทยุ FM, ระบบค้นหาตำแหน่ง A-GPS ทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi, 3G-HSDPA, EDGE, GPRS ให้คุณเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ตได้รวดเร็ว ทันใจ มีให้เลือกทั้งสี Iconic Black และ White Silver 
 
 Sony Ericsson Aspen จะเปิดตัวในไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 
 
 
 Company Related Links : 
 
Sony Ericsson 

 

Useapollo l คอมเมนต์งานออนไลน์ ดีลงานได้คล่องตัว

January 22, 2010

 
 

 จุดเด่นสำคัญของการใช้งานเว็บแอปพลิเคชันที่เหนือกว่าการใช้โปรแกรมที่ติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ ก็คือ ความสามารถในการประสานงานกันแบบเรียลไทม์ (Online Collaboration) เพราะทุกคนเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเหมือนๆ กัน 
 
 ผู้เขียนเชื่อว่า Webware preview ที่จะมาแนะนำในครั้งนี้ คือเว็บไซต์ที่หลายคนมองหามานาน โดยเฉพาะกับองค์กรที่มีการประสานข้ามแผนก หรือข้ามบริษัทตลอดเวลา การที่จะทราบ “ฟีดแบค” ในงานและชิ้นต้องใช้เครื่องมือสื่อสารมากมาย ทั้งโทรศัพท์ อีเมล์ บีบี (แบล็กเบอรี) หรือแม้กระทั่งนั่งประชุมกันเป็นชั่วโมงๆ 
 
 Useapollo คือ เว็บไซต์ที่ให้คุณอัปโหลดผลงานทั้งภาพ และไฟล์เอกสารที่ต้องการให้เพื่อนร่วมงานมาช่วยแสดงความคิดเห็น ให้สามารถมา”คอมเมนต์” งานพร้อมๆ กันได้ในเวลาเดียวกัน โดยจะใช้เป็นการเขียนโน้ตแปะไปยังตำแหน่งต่างๆ ของไฟล์งาน เพื่อจะได้เข้าใจตรงกัน และแก้ไขได้ถูกจุด 
 
 ตัวอย่างสถานการณ์การใช้งาน Useapollo ในโอกาสต่างๆ 
 
 
 * นักออกแบบภาพกราฟิก สามารถรับฟังความเห็นจากลูกค้า เช่น กรณีที่ต้องการเปลี่ยนโทนสีของภาพ หรือเปลี่ยนแบบตัวอักษร 
 
 * นักเรียนที่ต้องการรับคำแนะนำจากอาจารย์ในการแก้ไขบทร้อยกรองภาษาอังกฤษสำหรับการส่งประกวด 
 
 * ทีมออกแบบเว็บไซต์ระดับโลก สามารถร่วมกันระดมสมองในการออกแบบหน้าเว็บเพจใหม่สำหรับเทศกาลต่างๆ 
 
 * บริษัทกฎหมายสามารถการทำและแก้ไขร่างสัญญาพร้อมๆ กันระหว่างคู่สัญญาที่อยู่คนละซีกโลก ก่อนจะตกลงทำสัญญาจริงจังได้ 
 
 วิธีใช้งาน 
 
 1. สมัครสมาชิก ซึ่งเป็นไปอย่างฉับไว สามารถสมัครเสร็จภายใน 1 นาที โดยสมัครได้ที่นี่ ไม่มีค่าใช้จ่าย 
 
 2. อัปโหลดไฟล์ (ซึ่งในเว็บนี้จะใช้คำว่า proof หรือที่เราเรียกกันทับศัพท์ว่า “ปรู๊ฟ”) ที่ต้องการส่งให้เพื่อนช่วยออกความเห็นขึ้นไปยังระบบ 
 นามสกุลไฟล์ที่รองรับ ได้แก่ GIF, JPG, PDF (จะกลายเป็นไฟล์ภาพ), PNG, ZIP (จะแตกไฟล์.zipให้เห็นภาพข้างในโดยอัตโนมัติ) 
 

 
 

 3. พิมพ์อีเมล์และข้อความเชิญชวนเพื่อนมาร่วมแสดงความเห็นกับชิ้นงานของเรา (ไม่จำกัดจำนวนเพื่อที่ได้รับเชิญ) 
 

 
 

 3. กดที่ไฟล์ที่ต้องการ และนำเมาส์ที่เป็นรูปเครื่องหมาย + ไปคลิกที่ส่วนใดๆ ของภาพก็ได้ จากนั้นก็พิมพ์ข้อความ (ไทยหรืออังกฤษก็ได้) แล้วกด add เพื่อแสดงความเห็น หรือฟีดแบ็ค 
 

 
 

 4. หลังจากพิมพ์ความเห็นเสร็จ คุณสามารถปรับตำแหน่งกล่องข้อความ และลูกศรชี้ได้ตามใจชอบ โดยคลิกที่แต่ละตำแหน่ง และถ้าต้องการลบก็กดปุ่มรูปถังขยะได้เลย 
 
 
 เมื่อเพื่อนของคุณได้รับอีเมล์ และคลิกลิงก์ที่แนบมา ก็จะเห็นข้อความที่เราเพิ่มไปก่อนหน้านี้ สังเกตได้ง่ายว่าใครเป็นคนใส่โน้ตแผ่นไหน โดยดูจากสีของโน้ต (เจ้าของต้นฉบับสีเหลือง คนอื่นสีเขียว) หรือดูจากชื่อด้านล่างของทุกโน้ต และเมื่อใดที่เพื่อนเพิ่มโน้ตเข้ามา เราก็จะเห็นที่หน้าจอของเราได้ทันทีแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้แล้ว หากเราไม่ได้ออนไลน์ในเวลาที่มีคนมาเพิ่มฟีดแบค ก็จะมีอีเมล์มาแจ้งเราทราบพร้อมลิงก์ให้กดเข้าไปชมได้ทันที 
 

 
 

 ข้อดี 
 
 
 * เว็บไซต์ออกแบบเรียบง่าย ทำให้ใช้งานง่ายตามไปด้วย 
 * การเขียนโน้ตและการส่งข้อความเชิญชวนทางอีเมล์ สามารถพิมพ์เป็นภาษาไทยและอ่านได้สมบูรณ์ 100% 
 
 ข้อเสีย 
 
 
 * ไม่สามารถแนบไฟล์อื่นๆ ไปพร้อมกับโน้ตได้ 
 * ไม่มีระบบแชต (ทั้งผ่านข้อความ และผ่านเสียง) 
 

Today’sMeet l ห้องแชตหลังไมค์สำหรับการประชุม-งานอีเวนต์

January 18, 2010

 
 

 ในสังคมแห่งการเรียนรู้ การสื่อสารอย่างเข้าใจเป็นเป้าประสงค์ที่สำคัญยิ่ง แต่การสอน การบรรยาย หรือการประชุมกับกลุ่มคนในสถานที่ต่างๆ ปัญหาที่พบจนเป็นอาจิณก็คือ ผู้พูดไม่สามารถอ่านใจผู้ฟังหมดทั้งห้องได้ เลยอาจจะไม่สามารถเข้าถึงความรู้สึกของผู้ฟังที่ว่า ไม่เข้าใจ สงสัย อยากเสนอคำถามระคนกันไป 
 
 ซึ่งที่ผ่านมาทุกการประชุมก็มักจะจบด้วยช่วงถาม-ตอบ (Q&A) โดยการรอให้ผู้พูดพูดจบก่อนจึงจะเปิดให้ถามคำถามได้นั้น บางครั้งอาจจะทำให้พลาดประเด็นสำคัญที่อาจจะสามารถต่อยอดออกไปได้จากข้อสงสัยของผู้ฟังก็ได้ ส่วนทางผู้ฟังเองพอถึงช่วงถาม-ตอบก็จะเกิดอาการเกร็งเมื่อต้องยืนขึ้นถามคำถาม หรือพูดออกไมค์ เพราะไม่ต้องการแสดงตัวตนให้คนอื่นรู้ และสิ่งที่อยู่ในใต้จิตสำนึกของคนส่วนใหญ่ก็คือ อาการไม่มั่นใจในคำถามของตัวเอง เช่น คิดว่าใครๆ ก็รู้ แต่เราไม่รู้ ถ้าถามไปอาจจะถูกคนอื่นมองในแง่ลบได้ 
 
 ปัญหาทั้งหมดนี้กล่าวมานี้ เกิดขึ้นเพราะขาดสิ่งที่จะเป็น “ห้องสนทนาแบบส่วนตัว” ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง เราจึงอยากแนะนำเว็บไซต์ดีๆ ที่จะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป 
 
 TodaysMeet คือ เว็บไซต์ที่จะเป็นห้องสนทนาออนไลน์แบบส่วนตัวสำหรับผู้ใช้งานกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่ผู้ฟังสามารถส่งคำถาม คำแนะนำ ติชม ขณะที่ผู้พูดสามารถพูดได้โดยไม่รบกวนการบรรยาย และผู้พูดเองก็จะทราบผลตอบกลับทันทีในขณะที่กำลังพูดอยู่ จึงเหมาะมากสำหรับการเรียนการสอนในห้องเรียน การประชุมเชิงวิชาการ หรืองานอีเวนต์ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งวิธีการสร้างห้องแชตก็แสนง่าย และไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย 
 
 วิธีการใช้งาน Today’sMeet 
 
 
 1. เข้าไปที่เว็บไซต์ www.todaysmeet.com และตั้งชื่อห้องเป็นภาษาอังกฤษ (อาจจะเป็นชื่อหัวข้อการประชุมหรือชื่องานอีเวนต์ก็ได้) ซึ่งชื่อนี้จะกลายมาเป็นชื่อที่อยู่ของห้องแชต ดังนั้นควรตั้งให้ยิ่งสั้นจะยิ่งจำง่าย 
 
 

 
 

 2. กำหนดช่วงเวลาที่ต้องการให้ลบห้องนี้จากระบบ เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลในการสนทนา หรือเพื่อการใช้งานในระยะสั้น-ยาว เลือกได้ตั้งแต่ ระดับ 2 ชั่วโมงขึ้นไป จนถึง 1 ปี 
 
 3. กดปุ่ม Create your Room ก็จะได้ห้องสนทนาที่เป็นส่วนตัว โดยมีที่อยู่เว็บเป็นชื่อห้องอย่างชัดเจน เช่น http://todaysmeet.com/cbizreview 
 
 ต้องการเข้าร่วมวงสนทนาต้องทำอย่างไร 
 
 1. ผู้ที่เข้าร่วมสนทนาจำเป็นจะต้องทราบที่อยู่ของห้องแชตจึงจะเข้ามาคุยกันได้ (จุดนี้เองที่ทำให้ห้องสนทนาเป็นส่วนตัวได้) พอทราบที่อยู่เว็บแล้ว (เช่น http://todaysmeet.com/cbizreview) ก็เข้าไปกรอกชื่อของคุณ จากนั้นกดปุ่ม Join และพิมพ์ข้อความที่ต้องการลงไป (ไม่เกิน 140 ตัวอักษรต่อข้อความ) เมื่อพิมพ์เสร็จกดปุ่ม Say ข้อความก็จะมาปรากฎที่ด้านข้าง ในกรอบที่เขียนว่า Listen สามารถพิมพ์และแสดงผลข้อความได้ทุกภาษา 
 
 

 
 

 2. และเมื่อมีผู้คนมากมายเข้ามาในห้องแชตนี้ เราก็สามารถติดตามข้อมูลที่อัปเดตเรียลไทม์ได้ตลอด โดยสามารถติดตามข้อมูลได้จากทั้งทางหน้าเว็บ และทางโทรศัพท์มือถือ โดยจะต้องเป็นโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนที่สามารถเปิดชมเว็บไซต์ได้ เมื่อใดที่เว็บทำการอัปเดตข้อมูล เราก็จะเห็นจากหน้าจอมือถือได้ทันที 
 
 ถึงตอนนี้หลายคนอาจจะมองว่าทำไมไม่สนทนาผ่าน “ทวิตเตอร์” ล่ะ? (เหมือนที่กูรูสื่อได้สัมภาษณ์นายกอภิสิทธิ์ผ่านทวิตเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา?) นั่นก็เพราะว่า… 
 
 * ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นสมาชิกทวิตเตอร์ 
 * หลายครั้งเราไม่ต้องการให้การสนทนาระหว่างกันเปิดเผยต่อสาธารณชน 
 * ไม่ต้องการเห็นข้อความอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาแสดงปะปนกัน 
 * ทวิตเตอร์ต้องใช้รหัสลับ (#hastag) และการใส่โค้ดพิเศษ (@username) เพื่อส่งข้อความหากันซึ่งยุ่งยากมากขึ้นในการพิมพ์ข้อความ 
 
 ใครบ้างเหมาะจะใช้ประโยชน์จาก Today’sMeet 
 
 
 * โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยทันสมัยที่มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ครอบคลุมทุกห้องเรียน 
 
 * ห้องประชุมกลุ่มใหญ่ในที่ทำงาน 
 
 * การสัมนาเชิงวิชาการ 
 
 * การจัดงานอีเวนต์แถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้นักข่าวสามารถถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้โดยที่นักข่าวทุกสำนักที่อยู่กันพร้อมหน้าก็จะสามารถรับทราบข้อมูลพร้อมกันได้ 
 
 * เปิดห้องแชตออนไลน์หลังไมค์ แทนการโทรหรือส่ง SMS เข้ามาในขณะที่จัดรายการวิทยุเพื่อชุมชน 
 
 หมายเหตุ 
 
 * ไม่สามารถตั้งชื่อห้องว่า Room หรือ About ได้ เพราะทางผู้ทำเว็บสงวนไว้สำหรับใช้กับเมนูต่างๆ ในเว็บ 
 
 * เน้นใช้งานได้กับทุกเบราว์เซอร์ Firefox 3, Internet Explorer 7, Safari 3, Maxthon, Google Chrome) ที่มีการเปิดให้ใช้งานจาวาสคริปต์ 
 

ประชัน 6 มือถือแอนดรอยด์ในรอบ 11 เดือน

January 18, 2010

ตารางเทียบคุณสมบัติแอนดรอยด์ 6 รุ่นในรอบ 11 เดือน นับจากที่รุ่น G1 ออกวางตลาด

 เว็บไซต์ engadget.com จัดทำตารางเทียบคุณสมบัติโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) จำนวน 6 ตัวในรอบ 11 เดือนได้อย่างน่าสนใจ รับกับกระแสการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์รุ่นล่าสุดของโมโตโรลานาม Cliq ที่จะมีคิววางจำหน่ายในสหรัฐฯช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ “ผู้จัดการ CBiZ Review” จึงขออนุญาตยกตารางนี้มาให้ท่านชมเพื่อการตัดสินใจล่วงหน้า 
 
 สิ่งที่สามารถสรุปได้จากตารางนี้คือ ขณะนี้โทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์มีให้เลือก 3 ยี่ห้อ ได้แก่ เอชทีซี ซัมซุง และโมโตโรลา ทุกรุ่นใช้โปรเซสเซอร์ความเร็ว 528MHz เท่ากัน ส่วนใหญ่ใช้หน้าจอทัชสกรีนขนาด 3.2 นิ้ว โดยน้องใหม่อย่าง Cliq นั้นมีน้ำหนักมากที่สุดคือ 163 กรัมทั้งที่มีหน้าจอ 3.1 นิ้ว เพราะมาพร้อมกับคีย์บอร์ดแบบ Full QWERTY เช่นเดียวกับ G1และเมื่อเทียบในรุ่นที่มีกล้อง 5 ล้านพิกเซลและหน้าจอ 3.2 นิ้ว Samsung Galaxy คือรุ่นที่มีน้ำหนักเบาที่สุดคือ 114 กรัม 
 
 สำหรับตลาดโทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์ในประเทศไทย ขณะนี้เอชทีซีวางจำหน่ายรุ่น Magic และ Hero แล้วโดยรุ่น Tattoo กำลังจะเปิดตัวสิ้นเดือนนี้ โดยคาดกันว่าซัมซุงจะเปิดตัวรุ่น Galaxy ในงานโมบายล์เอ็กซ์โป กำหนดจัดงานคือวันที่ 1 ตุลาคม 2552 
 
 สนนราคาจำหน่ายของเอชทีซี Magic ขณะนี้ลดลงมาเหลือ 19,900 บาท Hero จำหน่ายที่ 22,900 บาท สำหรับรุ่นเล็กอย่าง Tattoo นั้นผู้บริหารเคยแย้มว่าอยู่ในระดับหมื่นต้นๆ สำหรับ Galaxy ยังไม่มีข้อมูลราคาในขณะนี้ 
 
 ในส่วนของ Cliq คาดว่าจะถูกนำมาจำหน่ายในประเทศไทยโดย”เจมาร์ท” เนื่องจากเจมาร์ทและโมโตโรลาวางกำหนดการจัดงานแถลงข่าวแต่งตั้งเจมาร์ทเป็นผู้จัดจำหน่ายหลักของโมโตโรลาแล้วในวันอังคารที่ 15 กันยายนนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีรายละเอียดอื่นๆตามมาหลังจากงานแถลงข่าว 
 
 ยังมีแบรนด์อื่นๆที่มีข่าวลือเรื่องโทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์แพร่สะพัดทั่วอินเทอร์เน็ต เช่น โซนี่อีริกสันกับโทรศัพท์มือถือชื่อรหัส Rachael จากการสอบถามผู้บริหารในประเทศไทยเชื่อว่าจะสามารถเริ่มทำตลาดได้ในช่วงกลางปีหน้า หรือแอลจีในชื่อรุ่นว่า ‘Etna’ ยังไม่รู้ความคืบหน้าใดๆนอกจากกำหนดการชิมลางในยุโรปปลายปีนี้ รวมถึงหัวเหวยเทคโนโลยีส์ที่เปิดตัว U8230 โทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์กลางงานคอมมิวนิกเอเชีย 2009 โดยทีโมบายล์ (T-Mobile) ประกาศพร้อมจำหน่ายโทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์ของหัวเว่ยในยุโรปช่วงไตรมาสสามของปีนี้ 
 
 แอนดรอยด์นั้นเป็นระบบปฏิบัติการโอเพ่นซอร์สที่พัฒนาบนเคอร์แนล Linux ถูกวางจุดยืนให้เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพามาตรฐานเปิดซึ่งผู้ผลิตสามารถนำไปติดในผลิตภัณฑ์ได้ฟรี สิ่งที่เกิดขึ้นคือผลิตภัณฑ์แอนดรอยด์จะมีราคาต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการรายอื่นซึ่งต้องเสียค่าลิขสิทธิ์อยู่เล็กน้อย โดยจุดเด่นของแอนดรอยด์คือการเปิดทางให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและเข้าสู่บริการออนไลน์ของกูเกิลด้วยอุปกรณ์พกพาที่ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ เช่นโทรศัพท์มือถือ ได้ง่ายยิ่งขึ้น 
 
 ไม่ใช่แต่เพียงผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์พีซีอย่างเอเซอร์ (Acer) และเดลล์ (Dell) ต่างก็มีแผนพัฒนาอุปกรณ์แอนดรอยด์ทั้งสิ้น คาดว่ากองทัพสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์จะทยอยเปิดตัวอย่างหนาตาในปีหน้า 
 
 งานนี้สนุกแน่ๆครับ
 
 

Review : MSI GT729 เดสก์ท็อปพีซีในคราบโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูง

January 18, 2010

 
 
 ช่วงหลังมานี้โน้ตบุ๊กสัญชาติไต้หวันภายใต้แบรนด์ “MSI” เริ่มเข้ามาวางจำหน่ายในตลาดไทยมากขึ้น ภายหลังการเข้ามาทำตลาดอย่างเป็นทางการ ซึ่งวันนี้เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่จัดอยู่ในซีรีส์สำหรับคอเกมโดยเฉพาะ โดยการเลือกหน่วยประมวลผลอย่าง Intel Core 2 Quad 2.0GHz มาเป็นตัวขับเคลื่อน พร้อมด้วยการ์ดจอ ATI Radeon HD4850 ส่วนจุดเด่นที่เคยมากับซีรีส์นี้ทุกรุ่นคือ ‘Turbo Drive Engine’ ในการโอเวอร์คล็อก (O/C : Over Clock) เหมือนกับในพีซีก็ยังคงมีอยู่ ในเครื่องนี้เช่นเดียวกัน 
 
 Design Of MSI GT729 
 
  
 
 เครื่องรุ่นนี้ถูกดีไซน์เป็นสีดำเกือบทั้งหมดตัดด้วยสีแดงบางส่วน ใช้วัสดุที่ผลิตจากพลาสติกผสมคละเคล้าไปกับแมกนีเซียมอัลลอยด์ ตัวเครื่องมีขนาดค่อนข้างใหญ่ รูปร่างเมื่อหยิบนำมาตั้งบนโต๊ะแล้วกินบริเวณค่อนข้างมากทีเดียว เรื่องความหนา-ความหนักไม่เป็นรองเช่นกัน โดยขนาดของตัวเครื่องอยู่ที่ 395 x 278 x 33-39.5 มิลลิเมตร น้ำหนัก 3.5 กิโลกรัม (รวมแบตเตอรี่) 
 
  
 
 ด้านหน้าบริเวณฝาทางด้านหน้าพื้นผิวมีลักษณะเรียบออกมันนิดๆไม่ถึงกับเงามาก ทำให้ปัญหาเรื่องคราบนิ้วมือลดน้อยลง พื้นผิวถูกฉาบไปด้วยสีดำทั้งหมด และถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่ามีลวดลายเป็นลอนเส้น ตรงกลางจะมีโลโก้ ‘MSI’ สีเงินเงาสลักอยู่ 
 
  
  
 
 เมื่อเปิดหน้าจอขึ้นมาจะพบกับหน้าจอ LCD แบบ WSXGA ขนาด 17 นิ้ว ใหญ่สะดุดตา ซึ่งมีสัดส่วน 16:10 ให้ความละเอียดสูงสุด 1680×1050 พิกเซล ส่วนทางด้านบนของจอภาพจะมีกล้องเว็บแคม ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล วางอยู่ตรงกึ่งกลาง ใกล้กันทางขวามีรูไมโครโฟนภายใน ทางด้านล่างจอมีโลโก้ ‘MSI’ สลักนูนวางพาดอยู่ตรงกึ่งกลาง 
 
  
  
 
 ส่วนของ’ข้อพับ’ถูกดีไซน์ให้ยึดติดกับตัวเครื่องบริเวณมุมทั้งฝั่งซ้ายและขวา เมื่อลองขยับเปิด-ปิดหน้าจอพบว่าดูแน่นหนาแข็งแรงพอสมควร การล็อกจับหน้าจอไม่ให้ไหลปิดลงมาถือว่าสอบผ่าน นอกจากนี้ ยังสมารถกางออกสุดได้ถึง 180 องศา อีกด้วย 
 
  
  
 
 ถัดลงมาในส่วนของตัวเครื่องกันบ้าง เริ่มจากด้านบนสุดเป็นที่อยู่ของแผงควบคุมแบบสัมผัส (Touch-Panel) ไล่จากซ้ายไปขวาประกอบไปด้วย ปุ่มควบคุมการใช้งานด้านมัลติมีเดีย (Rwd, Stop, Play/Pause, Fwd), ปุ่มควบคุมการใช้งานโหมดประหยัดพลังงาน ‘Eco’, ปุ่มโหมดใช้งานเต็มประสิทธิภาพ Turbo, ปุ่มเว็บแคม, บลูทูธ, ไวเลสแลน และ P1 สำหรับเข้าสู่โหมดโปรแกรมต่างๆตามที่ได้ตั้งค่าไว้ (ทั้งหมดจะแสดงสีน้ำเงินเมื่อสัมผัสใช้งาน) ซึ่งส่วนนี้ถูกวางไว้ตรงกึ่งกลางของเครื่องโดยมีช่องลำโพงเสียงรายล้อมอยู่รอบนอก 
 
  
  
 
 ตัวคีย์บอร์ดทางด้านซ้ายของคีย์บอร์ดมีปุ่มเปิด-ปิดเครื่องอยู่ เมื่อมีการใช้งานจะแสดงไฟสีน้ำเงิน ส่วนตัวคีย์บอร์ดเป็นจัดเป็นประเภทขนาดใหญ่(Full-Size) หรือเรียกง่ายๆว่ามีขนาดเท่าคีย์บอร์ดมาตรฐานทั่วไปนั่นแหละ พื้นผิวปุ่มกดเป็นสีดำสกรีนตัวอักษรสีขาว บริเวณปุ่ม W, A, S, D มีกรอบสีส้มอมแดงพร้อมสัญลักษณ์บอกทิศทางชัดเจน อันเป็นเอกลักษณ์ในการเล่นเกมโดยเฉพาะ ซึ่งตรงกับ G ซีรีส์ที่ทางเอ็มเอสไอกำหนดให้เป็นไลน์สำหรับคอเกมเมอร์ 
 
  
 
 ด้านล่างใต้คีย์บอร์ดมี “ทัชแพด” อยู่ตรงกึ่งกลางค่อนไปทางซ้าย ลักษณะของทัชแพดมีส่วนเว้าบอกให้รู้ว่าเป็นพื้นที่ทัชแพดอย่างชัดเจน ปุ่มคลิกซ้าย-ขวามีลักษณะกลมกลืนไปกับพื้นผิวของตัวเครื่อง ซึ่งทำจากพลาสติกสีดำดีไซน์โฉบเฉี่ยวคล้ายๆเครื่องหมายอินฟินิตี้ สามารถกดปิดทัชแพดเมื่อไม่ใช้งานได้ โดยการกด Fn + F3 
 
  
 
 เมื่อละสายตามองลงมาใต้ทัชแพด จะพบกับไฟแสดงสถานะการใช้งานถูกวางเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย ไล่จากซ้ายไปขวา ได้แก่ ไฟแสดงสถานะไวเลส, สถานะแบตเตอรี่, การทำงานของซีพียู ฮาร์ดดิสก์ต่างๆ ไฟแสดงสถานะเมื่อกดใช้ Scroll Lock, Numlock และCaps Lock ซึ่งไฟทุกสถานะจะแสดงเป็นสีน้ำเงิน ยกเว้นแบตฯจะแสดงเป็นสีเขียวเมื่ออยู่ระหว่างการชาร์จ และสีเหลืองเพื่อแสดงว่าพลังงานต่ำ 
 
  
 
 เมื่อพลิกดูใต้เครื่องถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ซึ่งจะพบช่องใส่แบตเตอรี่ขนาด 9 เซลล์ อยู่ด้านบนสุดกินพื้นที่ยื่นออกจากตัวเครื่องพอสมควร ต่อมาเป็นส่วนของเมนบอร์ดซึ่งกินพื้นที่มากที่สุดสามารถแกะออกมาใส่แรมเพิ่มได้ และส่วนของออปติคอลไดร์ฟ ทั้งดีวีดีและฮาร์ดดิสก์ โดยในส่วนของฮาร์ดดิสก์ สามารถถอดเปลี่ยนได้โดยการไขน็อตเพียง 2 ตัวเท่านั้น ด้านล่างมีตัวรับสัญญาณอินฟาเรด, ลำโพงเพิ่มทางด้านซ้าย และขวา พร้อมซับวูฟเฟอร์(วงกลมสีเงิน) ในส่วนของช่องระบายอากาศมีอยู่ที่บริเวณฮาร์ดดิสก์ และบริเวณเมนบอร์ดของเครื่อง 
 
 Input and Output Ports 
 
  
 
 เริ่มจากทางด้านซ้าย เครื่องไล่จากข้างใน ประกอบด้วย Kensington Lock, ช่องต่อโมเด็ม 56k, พอร์ต LAN, พอร์ต USB 2.0 จำนวน 2 พอร์ต และออปติคอลไดร์ฟ DVD Super Multi 
 
  
 
 ทางด้านขวา ไล่จากข้างในเช่นเดียวกัน ประกอบไปด้วย ช่องพัดลมระบายอากาศขนาดใหญ่ ซึ่งเมื่อความร้อนถึงจุดที่กำหนดจะมีการเปลี่ยนความเร็วรอบของพัดลม, ช่องเสียบหูฟังและไมโครโฟน รองรับการทำงานระบบเสียง 7.1 แชนแนล, IEEE1394, e-SATA+USB, พอร์ต USB 2.0 อีก 1 พอร์ต, การ์ดรีดเดอร์ และExpress Card 
 
  
  
 
 ด้านหน้าไม่มีปุ่มใดๆถูกออกแบบให้อยู่บริวณด้านนี้ ส่วนทางด้านหลังไล่จากซ้ายไปขวา ได้แก่ ช่องพัดลมขนาดใหญ่อีก 1 ช่อง, พอร์ตHDMI, พอร์ต VGA-Out, ช่องเสียบสายชาร์จ และแบตฯ 9 เซลล์ที่ยื่นกินพื้นที่มาทางด้านหลัง 
 
 ส่วนการเชื่อมต่อแบบไร้สาย จะมีทั้ง ไวเลสที่รองรับมาตรฐาน 802.11 b/g/n และ บลูทูธ 2.0/EDR 
 
 สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพจะอยู่ในหน้าถัดไป 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



รวมโปรโมชันจาก 3BB

January 18, 2010

 
 
 3BB (ทรีบรอดแบนด์) รุกตลาด ตอกย้ำความเป็นผู้นำ เพิ่มการลงทุน 2,000 ล้านบาทรองรับการขยายงานถึง 1 ล้านพอร์ต ในปี 2553 พร้อมโชว์บริการเสริมรูปแบบใหม่ มั่นใจเข้าถึงทุกกลุ่มผู้บริโภค ในงาน “3BB In Action” เผยมีลูกค้ามากกว่า 500,000 ราย เฉลี่ยแล้วขายได้กว่า 2 หมื่นรายต่อเดือน 
 
 ภายในงานมีการเปิดตัวบริการเสริมรูปแบบใหม่จาก “3BB” (ทรี บรอดแบนด์) อย่างเป็นทางการ พร้อมเผยโฉมภาพลักษณ์เต็มรูปแบบครั้งแรกภานในงาน ซึ่งโปรโมชันต่างๆล่าสุดมีดังต่อไปนี้ 
 
 บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 10 Mb เพียงเดือนละ 1,490 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม www.3BB.co.th) 
 
 “WIFI” กับราคาสุดคุ้มเพียงเดือนละ 99 บาท ซึ่งสามารถใช้ได้ตามสถานที่ต่างๆที่มีสัญลักษณ์ 3BB Spider Hotspot (สามารถสมัครใช้บริการได้ทาง http://spider.3bb.co.th) 
 
 “3BB Movie Buffet” สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการดูหนังโดยเฉพาะ อัปเดตหนังใหม่ทุกสัปดาห์ ดูได้ไม่จำกัดทันทีบนจอคอมพิวเตอร์ ตลอด 24 ช.ม. ผ่าน 3BB ADSL เพียงเดือนละ 99 บาท (สามารถสมัครใช้บริการได้ทาง http://moviebuffet.3bb.co.th) 
 
 “3BB HDTV” (3BB Hi-Definition Television) บริการความบันเทิงรูปแบบใหม่เพื่อการรับชมผ่านจอโทรทัศน์ที่เน้นความคมชัดสมจริง ทั้งภาพและเสียง ในระบบ Hi-Definition พิเศษด้วยเมนูทีวีย้อนหลังได้ถึง 7 วัน เพียงเดือนละ 290 บาทเท่านั้น (สามารถสมัครใช้บริการได้ทาง http://hdtv.3bb.co.th) 
 
 ทั้งนี้ โปรโมชันสุดพิเศษทั้งลูกค้าเก่าและใหม่ของ 3BB วันนี้ จะได้รับสิทธิ์ทดลองใช้บริการเสริม 3BB Movie Buffet ฟรี 1 เดือน และ “3BB Spider Hotspot “ ฟรี 2 เดือน สำหรับลูกค้าที่สนใจ “3BB HDTV” สมัครใช้บริการวันนี้ ฟรีค่าบริการ 3 เดือนแรก ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธ.ค. 2552 นี้เท่านั้น 
 
 Company Related Links : 
 3BB 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



Touch@Home : “แปะตี๊ด”สบายกว่า”รูดปื้ด” !!!

January 18, 2010

 
 
 ความสบายคือสิ่งที่รู้สึกได้ทันทีหลังทดลองจ่ายเงินออนไลน์ผ่านชุด Touch@Home ของทรูชุดนี้ เพียงแค่”แปะ”ซิมโทรศัพท์แล้วรอฟังเสียง”ตี๊ด” ก็สามารถบรรลุขั้นตอนการทำธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ ทั้งจ่ายบิล ช้อปปิ้ง เล่นเกมออนไลน์ ดาวน์โหลดคอนเทนต์โปรด และโหวต True AF6 แบบยกโหลได้ในอึดใจเดียว ไม่ต้องเสียเวลากรอกข้อมูลบัตรเครดิตยุ่งยาก ไม่ต้องรอแม้แต่การเซ็นชื่อเหมือนตอน “รูดปื้ด” ด้วยบัตรเครดิตอีกต่างหาก 
 
 แต่สนนราคาความสบายอาจจะทำให้หลายคนลังเล ทั้งชุด 990 บาท (ทรูบอกว่าลดราคาแล้วจาก 1,330 บาท) สามารถใช้กับบริการในเครือทรูเท่านั้น ซึ่งหากทรูประสานใช้กับบริการอินเทอร์เน็ตทุกค่ายได้ เชื่อว่าอาจจะทำให้ผู้บริโภคมีแรงจูงใจในการซื้อมากกว่านี้ 
 
  
 
 ชุด Touch@Home ของทรูประกอบด้วยเครื่องอ่านสัญญาณทัช (Touch Home Reader) สำหรับเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ตยูเอสบี และทัชซิม (Touch SIM) ซิมโทรศัพท์มือถือที่มีแผ่นวงจรส่งสัญญาณ RFID พ่วงมาด้วย เมื่อติดซิมนี้ลงในโทรศัพท์มือถือ คุณสามารถนำโทรศัพท์ไป”แปะ”กับเครื่องอ่านตามห้างร้านสาธารณะของทรูเพื่อจ่ายชำระเงินได้ไม่ต่างจากประชาชนญี่ปุ่นหรือประเทศอื่นๆที่ใช้โทรศัพท์มือถือจ่ายค่าบริการ เช่น ค่าตั๋วรถไฟ ค่าน้ำอัดลม บลา บลา บลา 
 
 มีบางคนบอกว่าทัชซิมของทรูมูฟทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือเหมือนในต่างประเทศ แต่การทดสอบของเราพบว่าคุณจะต้องเลือกรุ่นโทรศัพท์มือถือที่จะติดให้ดี เพราะโทรศัพท์รุ่นที่มีฝาหลังกึ่งโลหะนั้นหมดสิทธิ์ (เราทดลองกับโมโตโรลา แอล 6 แล้วใช้การไม่ได้) โดยต้องเลือกรุ่นที่มีช่วงแบตเตอรี่กว้างพอจะติดแผ่นส่งสัญญาณไว้บนแบตเตอรี่ ส่วนเชื่อมต่อระหว่างซิมและตัวส่งสัญญาณสามารถพับได้อย่างอิสระ ทำให้การ“ยัด”หรือพับทัชซิมเข้าไปในเครื่องโทรศัพท์ทำได้ไม่ยาก 
 
  
 
 ในส่วนเครื่องอ่านสัญญาณทัช การทำงานจะเริ่มเมื่อเชื่อมต่อเครื่องอ่านเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อลงไดร์เวอร์แล้ว ไฟสถานะที่เครื่องจะขึ้นเป็นสีแดงพร้อมทำงาน ซึ่งจะทำให้คุณมีเครื่องอ่านสัญญาณในร้าน 7-11 ไว้ที่บ้านตัวเอง 
 
 ทรูสร้าง touchsim.net ไว้เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการแปะตี๊ดที่บ้านหรือ Touch@Home รวมลิงก์บริการทั้งหมดที่ทัชซิมทำได้ หากต้องการซื้อสินค้าด้วยทัชซิมก็สามารถเลือกเมนู We Buy ซึ่งจะลิงก์ไปยังเว็บ weloveshopping.com หรือหากต้องการโหวตให้ True Academy Fantasia 6 ก็สามารถเลือกที่เมนู AF6 ซึ่งจะลิงก์ไปที่ weloveshopping.com/af6/vote/ 
 
 ไม่ต้องกลัวว่าจะเผลอ“แปะ”ซื้อสินค้าผิดพลาด เพราะหลังผ่านขั้นตอนชำระสินค้าตามปกติ เช่น ใส่ชื่อและรหัสผ่าน ยืนยันสถานที่และวิธีส่งสินค้า เมื่อคุณเลือกชำระเงินด้วยทัชซิม ระบบจะถามคุณว่าต้องการชำระด้วยทัชซิมแน่นอนหรือไม่ จากนั้นจะปรากฏหน้าต่างพร้อมข้อความ“กรุณานำทัชซิมของท่านแตะที่เครื่องอ่านฯ” เมื่อแตะแล้ว ระบบจะขอให้คุณกดยืนยันการชำระอีกครั้ง ซึ่งหลังจากชำระแล้ว ระบบจะสรุปการใช้งานและยอดเงินคงเหลือ 
 
  
 
 สำหรับการโหวต AF6 แบบยกโหล ทรูสรุปวิธีทำไว้เพียง 4 ขั้นตอนเท่านั้น คือเมื่อเข้าหน้าเว็บสำหรับโหวตแล้ว ให้วางทัชซิมไว้บนเครื่องอ่าน หากต้องการเริ่มโหวตให้คลิกปุ่ม “high speed vote” ระบบจะแสดงวงเงินคงเหลือ และจำนวนสูงสุดที่สามารถโหวตได้ จากนั้นระบบจะตัดเงินจากกระเป๋าทัชต่อเนื่องครั้งละ 1 โหวต ต้องการหยุดโหวตเมื่อใดจึงนำทัชซิมออกจากเครื่อง 
 
 แม้จะเหลือเวลาโหวตอีกเพียงสัปดาห์เดียว แต่เชื่อว่า Touch@Home จะเป็นทางเลือกที่ทำให้การทำธุรกรรมออนไลน์จากบ้านของคุณสะดวกสบายไปอีกนานปี  
 
 Company Related Links : 
 TouchSIM 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



Picurio l ห้องเก็บภาพส่วนตัวเพื่อคุณและคนที่คุณรัก

January 18, 2010

 
 

 เมื่อครั้งที่แวดวงการถ่ายภาพได้เปลี่ยนผ่านจากยุคฟิล์มมาจนถึงยุคดิจิตอล ทำให้การถ่ายภาพแพร่หลายออกไปวงกว้างมากยิ่งขึ้น ทั้งตัวกล้องที่ทำให้ถ่ายง่าย ถ่ายอย่างไรก็ชัด และที่สำคัญไม่ต้องเสียเงินจ่ายค่าล้างฟิล์มเพราะทุกรูปถูกเก็บอยู่ในไฟล์ดิจิตอล ที่สามารถพกพาไปไหนต่อได้สะดวกด้วยแฮนดี้ไดรฟ์อันจิ๋ว จึงทำให้ไฟล์ภาพล้นโลกไซเบอร์อยู่ในขณะนี้ 
 
 แต่อย่างไรก็ดีปัญหาของการ “ภาพถ่าย” ในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การเก็บไฟล์ แต่อยู่ที่ “การดูและแบ่งปันภาพถ่ายอย่างไร?” ต่างหาก! 
 
 นับจากยุค “Me Generation” ได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กับยุคเว็บ 2.0 ซึ่งหมายถึงใครก็ได้ที่มีความมั่นใจในตัวเอง รู้จักใช้เครื่องมือต่างๆ บนโลกดิจิตอลเพื่อเปิดเผยความเป็นตัวตนที่แท้จริงบนโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งคนไทยมากมายก็เป็นหนึ่งในเจเนอเรชันนี้โดยไม่รู้ตัว ด้วยการโพสทุกอัลบั้ม จากทุกที่ๆ ที่ไปปรากฏกายบนหน้าเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมออนไลน์ชื่อดังอย่าง ไฮไฟว์ เฟสบุ๊ก ฯลฯ เป็นต้น 
 
 ซึ่งปัญหาที่พบในการโพสภาพอันเฉิดฉายของเราบนเว็บไซต์เหล่านี้ก็คือ การที่บุคคลมากมายที่มาเป็นเพื่อน (ไม่แท้) ของเราเข้าไปดูภาพ บันทึกภาพของเราลงเครื่องโดยที่เราไม่ทราบมาก่อน หรือหลายๆ ครั้ง อัลบั้มภาพพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟของเราต้องถูกเปิดเผยโดยไม่ทันตั้งตัว 
 
 ดังนั้นการที่เราสามารถมีอัลบั้มภาพส่วนตัวที่เราเป็นคนเลือกได้ว่าจะให้ใครเข้าไปชม แลกเปลี่ยนรูปภาพกับเราได้คงจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากทีเดียว เพราะหลายๆ ครั้งที่เราไปงานสังสรรค์กับเพื่อนฝูงนับสิบ ซึ่งทุกคนมีกล้องติดมาด้วย ทั้งกล้องดิจิตอลจริงๆ และกล้องมือถือ พอเลิกงานต่างก็ต้องแลกอีเมลหากันและกันเพื่อขอให้ทุกคนที่มีกล้องส่งรูปมาให้ตนด้วย 
 
 หรืออีกวิธีที่ล้ำขึ้นมาหน่อยก็คือใช้บริการเก็บภาพออนไลน์ ซึ่งที่ฮิตที่สุดคงหนีไม่พ้น ฟลิกเกอร์ (flickr) และกูเกิล พิคาซ่า (Picasa Web Albums) 
 
 แต่วันนี้ก็มีอีกหนึ่งเว็บไซต์เก็บรูปของเราให้อยู่ในรูปแบบของแกลอรี่ออนไลน์ที่ทุกคนสามารถเข้ามาร่วมอัปโหลดภาพถ่ายที่ตนมีมารวมกันไว้ที่นี่ที่เดียว จะดู หรือบันทึกลงเครื่องก็ได้ทันใจ ที่สำคัญมีความเป็นส่วนตัวสูง และใช้งานง่าย 
  
 Picurio.com คือเว็บไซต์ที่ให้คุณ ผองเพื่อน และครอบครัวมี “ห้องเก็บแกลอลี่ภาพออนไลน์ของตัวเอง” ที่ทุกคนสามารถนำภาพจากกล้องทุกชนิดของตัวเองขึ้นมาใส่ไว้รวมกันได้ทั้งหมด ในเวลาเดียวกัน โดยจัดสรรเป็นอัลบั้มต่างๆ ให้สวยงาม และมีชื่อที่อยู่เว็บเป็นชื่อกลุ่มของตัวเองเพื่อที่จะเข้าไปดาวน์โหลดหรือส่งต่อภาพได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ
 
 
  
  
 คุณสมบัติเบื้องต้นของการใช้งานเว็บไซต์ห้องเก็บภาพออนไลน์ของ Picurio มีดังนี้
 
 
 1. หลังจากสมัครสมาชิกเพื่อเปิดห้อง หนึ่งห้องจะมีพื้นที่เก็บภาพ 2 กิกะไบต์ ซึ่งจะเข้ามาสร้างอัลบั้ม อัปโหลดหรือดาวน์โหลดกี่ครั้งก็ได้ รวมถึงจะมีผู้ร่วมเข้าชมและฝากภาพกี่คนก็ได้ 
 
 2. การจะเก็บห้องไว้ให้ใช้งานนานๆ และฟรีๆ ทำได้โดยการชวนเพื่อนมาเข้าร่วมดูและอัปโหลดไฟล์ร่วมกัน  
 
 โดย 1 คนได้เวลาในการเก็บภาพบนเว็บเพิ่มอีก 2 สัปดาห์นับตั้งแต่การเปิดห้อง ดังนั้นถ้าชวนเพื่อนมาได้ 10 คน ตั้งแต่เริ่มเปิดอัลบั้ม จะได้เก็บไฟล์นี้นาน 5 เดือน (ย้ำว่าต้องเป็นเพื่อนใหม่ซิงๆเท่านั้น ไม่นับรวมคนที่เป็นสมาชิกกับห้องภาพอื่นๆมาก่อนด้วย) 
 
 แต่ถ้าคุณไม่อยากเสียเวลาชวนเพื่อนมาดูรูปของเราก็จะต้องเสียเงินโดยจ่ายเดือนละ 175 บาท โดยประมาณ (4.95 เหรียญสหรัฐ) ก็จะเพิ่มเวลาเก็บรูปได้อีก 30 วัน 
 
 3. สามารถโหลดรูปที่อยู่ในอัลบั้มทั้งหมดได้ภายในคลิกเดียว (ได้รับเป็นไฟล์นามสกุล .zip) 
 
 4. ดูภาพสวยๆ ใหญ่ๆ ได้เต็มจอ 
 
 จากฟีเจอร์เด่นทั้ง 4 ประการนี้จึงอาจกล่าวได้โดยสรุปว่า “Picurio” คือ ห้องเก็บภาพออนไลน์ชั่วคราว โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ… 
  
 * การรวมภาพงานแต่งงาน
จากตากล้องมืออาชีพ กล้องเพื่อน ๆ และกล้องที่เก็บตกจากภาพประเภท Behind the scene ที่สามารถแชร์ให้กับแขกผู้มาร่วมงานทุกคนด้วยการแสดงลิงก์ๆ เดียวปิดที่ท้ายพรีเซ็นเทชัน 
  
 * การรวมภาพงานปาร์ตี้จากการนัดเลี้ยงรุ่น หรือเอ้าท์ติ้ง
 ที่ทุกคนสามารถมาอัปโหลดภาพที่ตนมีแชร์ไว้ได้ที่นี่ ไม่ต้องเสียเวลาส่งเมลหากันไปมา 
  
 * การรวมภาพงานวันเกิด สำหรับคนในครอบครัว
ที่อยากเก็บไว้ดูเฉพาะคนในครอบครัว 
  
 * การรวมภาพงานโปรโมตสินค้าต่างๆ
ที่ต้องการสร้างกระแสในเวลาสั้นๆ 
  
 เริ่มต้นใช้งาน Picurio
 
  
 1. สมัครสมาชิก
ที่นี่ แล้วใช้งานได้ทันทีไม่ต้องรออีเมลยืนยัน (หรือทดลองใช้ห้องสาธารณะทดลองก่อนได้ที่นี่) 
 
 กรอกเมล รหัสผ่าน และชื่อห้อง จากนั้นกดปุ่ม Create รอสักพักที่อยู่บนเว็บก็จะกลายเป็นชื่อห้องเก็บภาพของเราไปโดยปริยาย เช่น http://picurio.com/room/DemoRoom เป็นต้น 
 
 หลังจากนั้น ระบบจะให้คุณกรอกชื่อเพื่อนที่คุณต้องการชวนให้มาดูอัลบั้มนี้ (จะไม่กรอกก็ได้ แต่ใช้ส่งลิงก์ชื่อห้องเพื่อเชิญชวนทีหลังก็ได้) 
  
 ตัวอย่างช่องให้กรอกอีเมล และดูตัวอย่างเมลที่ได้รับเชิญ แค่กดลิงก์ที่ได้ก็จะเข้าไปชมห้องภาพได้ทันที 
  
 2. เมื่อเข้าระบบแล้วก็จะเห็นว่าหน้าตาเว็บและเมนูต่างๆ ดูไม่ต่างอะไรไปจากโปรแกรม iphoto ของแอปเปิล
ซึ่งดูชัดเจนและใช้งานง่าย 
 
  
  
 เริ่มต้นอัปโหลดภาพใส่อัลบั้มภาพของตัวเองได้โดยกดที่ปุ่มซ้ายมือสุดของจอ (Upload from Disk)
และลากภาพทั้งหมดในฮาร์ดดิสก์มาอัปโหลดทีเดียว และหากต้องการเพิ่มอัลบั้มใหม่ ให้ลงไปด้านล่างสุดของจอที่มุมซ้ายแล้วกดเครื่องหมายบวก ก็จะเพิ่มอัลบั้มใหม่ให้ จากนั้นคลิกสองครั้งที่ชื่ออัลบั้ม แล้วพิมพ์ชื่ออัลบั้มใหม่ลงไป (ใช้ภาษาไทยได้) ก็จะเป็นการเปลี่ยนชื่ออัลบั้ม 
 
 นอกจากนี้ แล้วคุณยังสามารถย้ายภาพจากอัลบั้มหนึ่งไปอีกอัลบั้มหนึ่งได้โดยการลากที่รูปแล้วนำไปวางที่อัลบั้มใหม่ ทั้งยังสามารถดูแกลอรี่ภาพเล็กๆ ได้ทั้งแบบเล็กๆและใหญ่โดยการคลิกเลื่อนแถบปรับขนาดภาพได้ทางขวามือ และหากต้องการดูภาพใหญ่ๆ แบบเต็มจอก็ทำการคลิกสองครั้งที่ภาพ ก็จะเห็นภาพขนาดบิ๊กเบ้มเต็มจอคอมพิวเตอร์ โดยด้านล่างจะมีปุ่มเมนูให้คุณเลือก ดังนี้ 
 
  
 
 * ลบออก (remove) 
 * ดาวน์โหลดมาเก็บไว้ที่เครื่อง (download) 
 * ส่งต่อไปทวีตในทวิตเตอร์ (ปุ่มรูปตัว t สีฟ้า) 
 
  
 
 * ส่งต่อไปเก็บไว้ในเฟสบุ๊ค (ปุ่มรูปตัว f สีน้ำเงิน) 
 
  
 
 * กลับไปยังภาพทั้งหมด (return)3. ขั้นตอนต่อไปคือการชวนเพื่อนๆ เข้ามาร่วมแบ่งปันภาพที่ตัวเองมีในมือให้กับคนอื่นด้วย ทำได้ง่ายๆ ด้วยการส่งที่อยู่เว็บ เช่นhttp://picurio.com/room/DemoRoom ของเราให้เพื่อน 
 
 เวลาเพื่อนได้ลิงก์ก็กดปุ่ม Login ที่มุมขวาบน จากนั้นก็ใส่ชื่อบัญชีผู้ใช้ และรหัสผ่านที่ต้องการ (เหมือนการสมัครสมาชิก) ก็จะเข้าชมอัลบั้ม และอัปโหลดภาพใส่อัลบั้มใดๆ ก็ได้ที่ต้องการในเวลาเดียวกัน ซึ่งแต่ละคนจะเห็นชื่อผู้ใช้จากอีเมลแทนตัวในตอนสมัครอยู่ตรงแถบเมนูซ้ายมือนั่นเอง 
 
  
 
 โดยทุกภาพที่แต่ละคนอัปโหลดไว้ ไม่ว่าจะในอัลบั้มใดๆ ก็ตาม ก็จะมีการเก็บภาพนั้นไว้ที่ My Library ของแต่ละคนด้วย 
 
 ถึงตอนนี้หากคุณเกิดความกังวลว่าอาจจะมีผู้ไม่ประสงค์ออกนามเข้ามาร่วมชมภาพของคุณโดยบังเอิญจากการได้ลิงก์ที่ส่งต่อๆกันมา ก็มีวิธีป้องกันอย่างง่ายๆ คือ การตั้งค่ารหัสผ่านให้กับห้องของคุณ 
  
 ที่เมนู Settings คุณสามารถ ตั้งค่ารหัสผ่านสำหรับห้องของคุณได้
, ลบห้องภาพได้, หรืออัปเกรดห้องให้เป็นแบบจ่ายเงินได้ (Convert to Paid Room) รวมถึงแก้อีเมลและรหัสผ่านได้ 
  
 4. บันทึกภาพ
คุณสามารถเก็บภาพทุกอัลบั้มไว้ถาวรได้โดยการกดปุ่ม Download Album เพียงครั้งเดียว ก็สามารถบันทึกทุกภาพไว้ที่ฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์คุณได้ 
  
 ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ห้องเก็บภาพออนไลน์ Picurio มีดังนี้ 
 
 
 1. คนที่เป็นคนเปิดห้องนี้จะกลายเป็นผู้ดูแลห้อง (administrator) ที่สามารถลบภาพของผู้ใช้คนอื่นๆ ได้ (ซึ่งจะมีกี่คนก็ได้) แต่ผู้ใช้ทั่วไปจะลบได้เฉพาะภาพที่ตัวเองอัปโหลดเองเท่านั้น 
 
 2. สำหรับคนที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ระบบแมค กับเบราว์เซอร์ซาฟารี เมื่อเสียบกล้องดิจิตอลเข้ากับคอมฯ ก็เชื่อมต่อภาพเข้ากับเว็บเพื่อดึงภาพจากกล้องมาใส่เว็บได้ทันที 
 
 3. ถ้าไม่ได้ชวนเพื่อนมาเพิ่ม หรือไม่ได้มีใครมาดูห้องภายในเวลา 6 เดือน ห้องจะปิดตัวอัตโนมัติ สามารถดูเวลาปิดห้องอยู่ตรงกลางด้านบนของหน้าเว็บ (เช่น Close 10/1) 
  
 ข้อดี
 
 
 * หน้าตาเมนูที่ออกแบบให้ใช้งานง่าย (หลายคนบอกเหมือนโปรแกรม iPhoto ของแอปเปิล) 
 * ไม่มีโฆษณาบนหน้าเว็บมารบกวน 
 * กดปุ่มเดียวบันทึกรูปทั้งหมดที่อยู่ในเว็บได้ในรูปแบบของไฟล์ซิป* ซิงก์รูปเข้ากับเฟสบุ๊ก และทวิตเตอร์ได้ 
 * สามารถตั้งรหัสผ่านป้องกันผู้อื่นเข้าชมภาพในแต่ละอัลบั้มได้ 
 * ดูภาพใหญ่ๆ เต็มจอแบบสไลด์โชว์ได้ 
 
 ข้อเสีย 
 
 * เก็บได้แต่ภาพนิ่งไม่สามารถเก็บวิดีโอหรือไฟล์มัลติมีเดียอื่นๆได้ต่างจาก Oosah l แจกฟรี! ฮาร์ดดิสก์ออนไลน์ความจุ 1 เทราไบต์ ที่เคยแนะนำไปก่อนหน้านี้ 
 * ไม่สามารถเปิดชมภาพจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ อาทิ โทรศัพท์มือถือได้ 
  
 เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ Picurio
 
 
 Picurio ถือเป็นเว็บไซต์ที่ใหม่มาก เพิ่งเปิดตัวในปีนี้และปลดป้ายการเป็นเวอร์ชันทดลองไปเมื่อสองเดือนก่อน ก่อตั้งโดย 3 ซีอีโอคนรุ่นใหม่ที่จบจามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเหมือนๆกัน ได้แก่ Jonathan Berger, Michael Kodiak and Laura Savidge โดยได้เงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อพัฒนาเว็บไซต์หน้าใหม่อย่าง “Y Combinator” วัตถุประสงค์หลักคือ การสร้างเว็บไซต์เพื่อเก็บภาพและความทรงจำไว้ในที่ๆเดียวกัน 
 
 ในสายตาผู้ใช้งานอาจมองว่ารูปแบบการทำธุรกิจของ Picurio ค่อนข้างจะสวนทางกับคุณสมบัติหลักของผลิตภัณฑ์ ที่เน้นการสร้างห้องภาพ “ส่วนตัว” ออนไลน์ แต่ถ้าต้องการให้ห้องภาพอยู่ค้างบนเว็บนานๆ และฟรีๆ ก็จะต้องเชิญคนมากมายเข้ามาแชร์การใช้งานห้องภาพเดียวกัน แต่ยิ่งมีผู้ใช้จำนวนมาก ความเป็นส่วนตัวก็จะหายไป แต่ถ้ามองมุมกลับกัน ผู้สร้างเว็บก็มองได้ว่านี่เป็รูปแบบการคิดเงินที่ค่อนข้างจะเป็นธรรม เพราะคุณสามารถเข้าใช้งานเว็บเก็บภาพนี้ได้ฟรีๆ แต่ก็ต้องยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อความเป็นส่วนตัวนั่นเอง 
 
 ขอเรียนซ้ำอีกครั้งว่า Picurio เหมาะมากสำหรับการทำหน้าที่เป็นห้องเก็บภาพออนไลน์แบบชั่วคราวที่เป็นส่วนตัว ใช้งานเป็นช่องทางรวมภาพจากทุกกล้องถ่ายภาพ จากเพื่อนทุกคนได้โดยง่าย และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ดังนั้นโอกาสหน้าที่คุณอยากจะแชร์ภาพกับเพื่อนก็ลองไปใช้งานเว็บ Picurio.com กันได้ เมื่อใกล้จะถึงวันปิดห้อง ก็ดาวน์โหลดใส่คอมพิวเตอร์ และไรท์ใส่แผ่นซีดีเพื่อเก็บเป็นความทรงจำไว้ถาวรในภายหลังได้ 
 

เปิดตัว”โอโฟน”จากเลอโนโว

January 18, 2010

 

Lenovo OPhone

 

 

 

 

 

ไชน่าโมบายล์จัดงานเปิด Lenovo OPhone สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) รุ่นล่าสุดของเลอโนโว ชื่อเรียก “Lenovo OPhone” มาจากการเป็นหนึ่งในโทรศัพท์มือถือตระกูลโอโฟนที่ไชน่าโมบายล์จะนำมาชนช้างกับไอโฟน (iPhone) สมาร์ทโฟนยอดฮิตของแอปเปิล มั่นใจว่าโอโฟนจะสามารถกินสัดส่วนตลาดสมาร์ทโฟนเกินครึ่งของจีนได้ใน 5 ปี 
 
 จุดเด่นของ Lenovo OPhone คือการรักษาความปลอดภัยข้อมูลด้วยระบบอ่านลายนิ้วมือ กล้องดิจิตอล 5 ล้านพิกเซล หน้าจอทัชสกรีน 2.8 นิ้ว มีช่องเสียบ microSD เพิ่มหน่วยความจำ มีฟังก์ชันอัดเสียงพิเศษที่สามารถบันทึกการคุยโทรศัพท์อัตโนมัติกับเบอร์โทรศัพท์ที่ตั้งค่าไว้ จุดนี้เลอโนโวระบุว่าระบบอ่านลายนิ้วมือของ Atrua Technologies ใน Lenovo OPhone จะสามารถช่วยให้ข้อมูลเสียงที่บันทึกถูกรักษาความปลอดภัยไว้ในระดับดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันข้อมูลเอสเอ็มเอส รายการโทร และรายการสมุดโทรศัพท์ ไม่ให้คนแปลกหน้าสามารถล่วงรู้ได้ 
 
 Lenovo OPhone เป็นเพียง 1 ใน 8 กองทัพโทรศัพท์แบรนด์โอโฟนที่ไชน่าโมบายล์ทยอยเปิดตัวตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา สำหรับชื่อโอโฟน (OPhone) นั้นเป็นชื่อรหัสที่ใช้เรียกโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ซึ่งจะวางจำหน่ายโดยไชน่าโมบายล์ ความพิเศษของโอโฟนคือการใช้แพลตฟอร์ม OMS (Open Mobile System) แบบฉบับเฉพาะของไชน่าโมบายล์ ซึ่งประกอบด้วยระบบปฏิบัติการมาตรฐานเปิดของกูเกิล (Google) และเทคโนโลยีเชื่อมต่อ TD SCDMA มาตรฐาน 3G ที่จีนพัฒนาขึ้นเอง 
 
 งานนี้ผู้บริหารเลอโนโวระบุว่า การผลิตโอโฟนที่เกิดขึ้นนี้ไชน่าโมบายล์จะเป็นผู้ซับซิไดซ์หรือออกค่าใช้จ่ายส่วนเกินให้แก่ผู้ผลิตไปก่อน จากนั้นไชน่าโมบายล์จึงจะกำหนดราคาจำหน่ายและค่าบริการด้วยตัวเอง โดยสนนราคาต้นทุนการผลิตอยู่ที่มากกว่า 200 เหรียญสหรัฐต่อเครื่อง ซึ่งราคาจำหน่ายปลีกจะต้องรอไชน่าโมบายล์ประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง 
 
 ฮวง เซี่ยวชิง ประธานสถาบันวิจัยไชน่าโมบายล์กล่าวในงานเปิดตัว Lenovo OPhone ที่ปักกิ่งว่า ไชน่าโมบายล์เชื่อว่าโอโฟนจะกินสัดส่วนในตลาดสมาร์ทโฟนเมืองจีนได้อย่างน้อย 50% ใน 3-5 ปี สำหรับ Lenovo OPhone คาดว่าจะมีการจำหน่ายจริงจังในเดือนตุลาคมนี้ ในประเทศจีนที่มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมากกว่า 700 ล้านราย 
 
 Company Related Links : 
 Lenovo 

 

Review : Acer DX900 สมาร์ทโฟน 2 ซิม

January 18, 2010

 
 
 เอเซอร์ DX900 ถือเป็นสมาร์ทโฟนตัวแรกๆที่สามารถใช้งานได้ 2 ซิม ซึ่งหวังที่จะเข้ามาเจาะกลุ่มตลาดนักธุรกิจที่ไม่ต้องการพกโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง สำหรับแยกการใช้งานส่วนตัวกับธุรกิจ ส่วนในอนาคตทางเอเซอร์จะนำเข้าเครื่องรูปแบบใด เพื่อเข้ามากระตุ้นตลาดนั้น ยังคงต้องตามดูกันต่อไป 
 
 Feature On Acer DX900 
 
 ในเรื่องของฟีเจอร์เด่นที่สุดของเครื่องรุ่นนี้ จึงเป็นการใช้งาน 2 ซิมไปโดยปริยายเนื่องจากทางเอเซอร์ยังไม่ได้เข้ามาพัฒนาในส่วนของอินเตอร์เฟสการใช้งาน เพราะตัวอินเตอร์เฟสที่ใช้จะเป็นของ SPB ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มของผู้ใช้วินโดวส์ โมบาย ในยุคก่อนที่ค่ายอื่นๆจะหันมาพัฒนาอินเตอร์เฟสการใช้งานของตนเอง เนื่องมาจากหน้าตาของวินโดวส์ โมบาย 6.1 นั้น เรียกได้ว่าล่าสมัยไปแล้วในยุคนี้ 
 
  
 
 สำหรับหน้าจอ SPB Mobile Shell ที่ใส่มาประกอบไปด้วย 3 หน้าจอให้ใช้งาน เริ่มแรกคือหน้าจอหลัก ใช้บอกวัน เวลา รวมไปถึงแสดงปฏิทินในเดือนนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีบอกสภาพอากาศ และระดับเสียงที่เปิดใช้งาน รวมไปถึงการเตือนของอีเมล ข้อความสั้น และสายที่ไม่ได้รับด้วยเช่นเดียวกัน 
 
 หน้าถัดมาเป็นหน้าสำหรับเรียกใช้งานโปรแกรมต่างๆภายในเครื่อง ในส่วน 2 แถวบนผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนแอปฯที่ใช้เป็นประจำมาใส่ไว้ได้ แต่ถ้าไม่ได้ปรับตัวเครื่องจะทำการเรียงลำดับจากที่ใช้ล่าสุด ส่วนครึ่งล่างจะแบ่งประเภทของแอปฯไว้ให้เลือกใช้งานตามด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตารางนัดหมาย อินเทอร์เน็ต มัลติมีเดีย เครื่องมือต่างๆ โปรแกรมทั่วไป และเข้าสู่หน้าจอตั้งค่า 
 
 ส่วนหน้าสุดท้าย ใช้สำหรับใส่รายชื่อผู้ติดต่อที่ใช้งานเป็นประจำ สามารถใส่ได้สูงสุด 15 รายชื่อ นอกจากนี้ยังสามารถกดเข้าไปดูรายชื่อทั้งหมดจากไอคอน ริมขวาล่างสุด 
 
  
 
 เมื่อปิด SPB ลงมาก็จะพบกับหน้าจอ วินโดวส์โมบาย ที่คุ้นเคยกันดี โดยบริเวณแถบตรงกลาง จะมีแสดงเครือข่ายที่ใช้ รวมไปถึงการเปิดใช้งานไวเลส – บลูทูธแสดงอยู่ เมื่อกดบริเวณดังกล่าวจะเข้าไปสู่หน้าจอ Comm. Manager ที่ทางเอเซอร์ออกแบบมาให้ดูล้ำสมัยเล็กน้อย สามารถเลือกเปิดใช้งานโทรศัพท์ซิม1หรือ2 ก็ได้ รวมไปถึงการตัดการใช้งาน GPRS/EDGE ก็สามารถเข้ามาปิดในหน้าจอนี้ได้ 
 
  
 
 การทำงานของโทรศัพท์ 2 ซิม ในเครื่องรุ่นนี้ ผู้ใช้สามารถตั้งค่าได้ว่าจะให้ซิมไหน เป็นซิมที่ใช้โทรฯออก โดยเข้าไปที่ Menu ในหน้าจอโทรศัพท์เลือก Phone Dialer Selection ส่วนการตั้งค่าการใช้งานต่างๆ อย่างเช่นเสียงเรียกเข้าก็สามารถตั้งแยกได้ว่าซิมนี้ ใช้เสียงอะไรตามปกติ 
 
  
 
 เมื่อมีการโทรฯเข้าที่หน้าจอจะแสดงว่าเบอร์นี้โทรเข้ามาที่ซิมไหน แต่ที่น่าเสียดายคือระหว่างที่ใช้งานซิมใดซิมหนึ่ง ถ้ามีอีกสายซ้อนเข้ามาอีกซิมหนึง จะไม่สามารถสลับสายไปรับได้ ถ้าผู้ใช้กดรับจะเป็นการตัดสายซิมแรกทิ้งทันที ส่วนในหน้าจอขณะสนทนาจะมีปุ่มลัดให้กดใช้งาน คือ เปิดลำโพง ปิดเสียง พักสาย เข้าสู่หน้าจอโน้ตย่อ รายชื่อผู้ติดต่อ และวางสาย 
 
 Program And Setting 
 
  
 
 มาดูในส่วนของโปรแกรมภายในเครื่องกันบ้าง โปรแกรมส่วนใหญ่ผู้ที่ใช้วินโดวส์ โมบาย คงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือทางเอเซอร์มีการแบ่งประเภทของโปรแกรมอย่าง GPS Multimedia Phone Utilities และ Voice Commander แยกออกมาจากปกติ 
 
  
 
 โดยในโฟลเดอร์ GPS ก็จะมีแอปพลิเคชันย่อยอย่าง GPS Viewer, Location SMS และ Satellite Data Update ซึ่งจะอธิบายในย่อหน้าต่อไป ถัดมาคือ Multimedia ก็ประกอบไปด้วยโปรแกรมดูรูปภาพ กล้อง โปรแกรมจัดการนามบัตร และเครื่องเล่นวิดีโอสตรีมมิ่ง ส่วน Phone ก็จะมี Scenarios หรือการปรับแต่งโปรไฟล์นั่นเอง ตัวจัดการซิมการ์ด ส่งข้อความสั้น และตั้งค่าการโทรด่วน 
 
  
 
 ในส่วนของ Location SMS จะเป็นแอปฯสำหรับการส่งพิกัดปัจจุบันของผู้ใช้ให้กับเพื่อนๆผ่านทางข้อความสั้นทั่วๆไป โดยในการใช้งานตัวเครื่องจำเป็นต้องจับสัญญาณ GPS ได้ก่อน ซึ่งจะมีระบุเป็นละติจูด ลองติจูดทันที ส่วน Satellite Data Update คือโปรแกรมสำหรับอัปเดตสถานที่ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ผู้ใช้สามารถตั้งให้เครื่องทำการอัปเดตอัตโนมัติได้ 
 
  
 
 สำหรับ Scenarios แบ่งออกเป็น 4 หมวดหลักๆคือ General Meeting Outdoor และ Slient ซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าไปปรับระดับเสียงสนทนา และความดังของเสียงเรียกเข้าในแต่ละโหมดได้ รวมไปถึงปรับความสว่างของหน้าจอด้วย 
 
  
 
 ส่วนของ Utilities จะเป็นแอปพลิเคชันสำหรับจัดการค่าต่างๆภายในเครื่องอย่างเช่น Application Recovery สำหรับใช้ลงโปรแกรมที่มากับเครื่อง ในกรณีที่มีปัญหา Backup Utility สำหรับใช้สำรองข้อมูล Default Setting หรือการทำ Hard Reset เพื่อคืนค่าเริ่มต้นของเครื่อง สุดท้ายคือ Memory Optimization เป็นโปรแกรมตั้งค่าให้มีการรีสตารท์เครื่องโดยอัตโนมัติ เพื่อเรียกคืนหน่วยความจำภายในเครื่อง 
 
  
 
 หน้าจอ Setting ยังคงเป็นแบบที่คุ้นเคยกันดีเช่นเดียวกัน มีที่เพิ่มมาให้สนใจคือผู้ใช้สามารถเลือกตั้งค่า Phone1 และ Phone2 ได้ ส่วนความสามารถในของเซ็นเซอร์ตรวจจับความเอียง สามารถเข้าไปตั้งค่าได้ใน Gravity Sensor ส่วนที่เหลือก็มีให้ตามมาตรฐานของวินโดวส์ โมบาย 
 
  
 
 สำหรับสเปกของเครื่องที่ปรากฏใน System Information บ่งบอกว่าใช้ซีพียูจากซัมซุง ความเร็ว 533MHz แรม ขนาด 128 MB รอมขนาด 256 MB ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ โมบาย 6.1 โปรเฟสชันเนล 
 
 Design of Acer DX900 
 
  
 
 ดีไซน์ของตัวเครื่องนั้น ต้องบอกว่าเหมาะกับคุณผู้ชายมากกว่า เนื่องจากความหนาของตัวเครื่อง ทำให้ดูทะมัดทะแมง วัสดุที่ใช้รวมไปถึงการประกอบดูแน่นหนาดี แต่ก็มาพร้อมกับความหนักของเครื่องถึง 147 กรัม ส่วนขนาดรอบตัวอยู่ที่ 106 x 60.5 x 17 มิลลิเมตร มีวางจำหน่ายเพียงสีเดียวเท่านั้น 
 
  
 
 เริ่มกันที่ด้านหน้า – ไล่จากด้านบนจะพบกับลำโพงสนทนาอยู่ตรงกลาง ใช้กรอบโลหะสีเงินครอบบอกตำแหน่ง ทางซ้ายจะมีกล้องวิดีโอคอลความละเอียดระดับ VGA และเซ็นเซอร์วัดแสงติดอยู่ สำหรับปรับความสว่างหน้าจอแบบอัตโนมัติ ถัดลงมาเป็นหน้าจอ TFT Resistive ทัชสกรีน ขนาด 2.8 นิ้ว ความละเอียด 480 x 680 พิกเซล (VGA) 65,536 สี 
 
 ใต้หน้าจอมีโลโก้ “Acer” สีเงินติดอยู่ ถัดลงมาเป็นปุ่มควบคุม ไล่จากซ้ายจะเป็นปุ่มรับสาย ตรงกลางเป็นปุ่มเนวิเกเตอร์ 5 ทิศทาง และปุ่มวางสายอยู่ทางขวา ด้วยลักษณะของปุ่มเนวิเกเตอร์ที่มีความโค้งมนบริเวณขอบของปุ่ม ทำให้เวลาใช้งานยังไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร เพราะจะรู้สึกเหมือนกดไม่ติด 
 
  
  
 
 ด้านซ้าย – มีปุ่มเพิ่ม-ลด ระดับเสียงอยู่ พร้อมกับปุ่มเข้าสู่การใช้งานคำสั่งเสียง และช่องเสียบหูฟังขนาด 2.5 มิลลิเมตร ด้านขวา – มีปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง ช่องสำหรับกดปุ่ม Soft Reset ช่องใส่ไมโครเอสดีการ์ด และปุ่มชัตเตอร์ของโหมดกล้อง (ใช้เป็นปุ่มลัดเรียกใช้งานกล้องได้ด้วย) โดนบริเวณขอบเครื่องจะเป็นโลหะชุบโครเมียมสีเงินเข้ม 
 
  
  
 
 ด้านบน – ถูกปล่อยว่างไว้ด้วยตักอักษร “GPS” เพื่อบ่งบอกว่าเครื่องรุ่นนี้รองรับการใช้งานระบบระบุพิกัดทางดาวเทียมนั่นเอง ส่วนด้านล่าง – เป็นพอร์ตมินิยูเอสบี สำหรับเสียบชาร์จและเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ทางซ้ายของพอร์ตมีไมโครโฟนสนทนาอยู่ ส่วนมุมล่างขวาเป็นที่อยู่ของปากกาสไตลัส 
 
  
 
 ด้านหลัง – ฝาหลังมีลักษณะเป็นพลาสติกผสมยางสังเคราะห์ ครอบคลุมประมาณ 3 ใน 4 ของเครื่อง โดยอีก 1 ส่วนที่เหลือมีไว้สำหรับ กล้องความละเอียด 3 ล้านพิกเซล พร้อมระบบออโต้โฟกัส ไฟแฟลช และกระจกสำหรับมอง ทางขวาของกล้องมีช่องลำโพงสเตอริโอ 2 ช่องอยู่ให้เสียงดังพอสมควร ส่วนตรงฝาหลังมีสัญลักษณ์ของเอเซอร์พร้อมระบุความละเอียดของกล้อง 
 
  
 
 เปิดฝาขึ้นมาพบกับแบตเตอรี่ Li-Ion ขนาด 1,530 mAh เมื่อถอดแบตเตอรี่ออกจะพบกับช่องใส่ซิมการ์ดอยู่ใต้แบตฯ โดยมีระบุไว้ว่า SIM1 (3.5G) เพื่อใส่ซิมการ์ดที่สามารถใช้งาน 3G ได้ ส่วน SIM2 (2G) จะรองรับแค่การโทรเข้า-ออกเท่านั้น 
 
 บทสรุป 
 
 Acer DX900 ของเอเซอร์เครื่องนี้ถือเป็นการเปิดตลาดสมาร์ทโฟน 2 ซิม ให้คึกคักได้เป็นอย่างดี เนื่องจากนักธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่มีความต้องการดังกล่าว ซึ่งการใช้งานโทรศัพท์ทั่วไปไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้เพียงพอ อย่างไรก็ตามด้วยความสามารถของเครื่องที่ให้มาครบครัน แต่ยังขาดเรื่องดีไซน์ที่สวยงามทำให้เครื่องรุ่นนี้อาจจะไปไม่ถึงดวงดาวในสภาวะที่ตลาดมีการแข็งขันกันสูง 
 
 สำหรับการรองรับเครือข่ายของเครื่องนี้ ในซิมหลักสามารถใช้งานได้ทั้ง GSM 850/900/1800/1900 MHz และ WCDMA/HSDPA 900/2100 MHz ความเร็วสูงสุด 7.2 Mbps ส่วนซิมรอง ใช้ได้เฉพาะเครือข่าย GSM 900/1800/1900 MHz เท่านั้น ส่วนการเชื่อมต่อไวเลส รองรับมาตรฐาน 802.11b/g บลูทูธรองรับ A2DP 
 
 ด้านมัลติมีเดีย มีมาให้ทั้งกล้องความละเอียด 3 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED ระบบออโต้โฟกัส เพียงแต่ช่องเสียบหูฟังยังคงเป็นขนาด 2.5 มิลลิเมตร ซึ่งยังไม่ใช่ขนาดมาตรฐาน ส่วนการรองรับการใช้งานมัลติมีเดียระบบวินโดวส์ โมบายก็สามารถทำได้อยู่แล้วเพียงแต่ผู้ใช้ต้องการโปรแกรมมาลงเพิ่มเล็กน้อยเพิ่มเติมเต็มความต้องการนั่นเอง 
 
 การใช้งานนั้นแบตเตอรี่ที่ให้มาขนาด 1,530 mAh ยังคงไม่เพียงพอต่อการใช้งานเท่าไรนัก เนื่องจากหน้าจอความละเอียดระดับ VGA ทำให้เปลืองพลังงานแบตเตอรี่มากกว่าเดิม ซึ่งใช้งานปกติๆ สามารถอยู่ได้ประมาณวันนิดๆเท่านั้น เรื่องของเสียงสนทนาชัดเจนตามมาตรฐาน 
 
 ราคาเปิดตัวของเครื่องรุ่นนี้อยู่ที่ 17,900 บาท ส่วนปัจจุบันทางเอเซอร์มีทำโปรโมชันขายอยู่ที่ประมาณ 14,xxx บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่น่าสนใจสำหรับเครื่องสมาร์ทโฟน 2 ซิมเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ผู้บริโภคควรศึกษาการใช้งานก่อนเนื่องจากในการใช้งาน 2 ซิม ไม่สามารถสลับสายระหว่างใช้งานได้ สามารถสนทนาได้ซิมใดซิมหนึ่งเท่านั้นเอง 
 
 ขอชม 
 - สมาร์ทโฟน 2 ซิม ทำให้ไม่ต้องพกโทรศัพท์หลายเครื่อง 
 - กล้องความละเอียด 3 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช และออโต้โฟกัส คุณภาพถือว่าใช้ได้ในกลุ่มสมาร์ทโฟน 
 
 ขอติ 
 - ระบบ 2 ซิม ยังไม่เป็นเรียลไทม์ กล่าวคือไม่สามารถพักสายซิมหลักเพื่อรับสายซิมรองได้ 
 - ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ น้ำหนักเยอะเมื่อเทียบกับเครื่องรุ่นใหม่ๆในปัจจุบัน 
 
 Company Related Links : 
 Acer 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



มาทำความรู้จักกับทีวี 100 Hz กันเถอะ (ตอนที่ 1)

January 18, 2010

 ทีมงาน Cbiz ขอแนะนำบทความดีๆจากเว็บไซต์ LCDSPEC ที่จะทำให้ผู้อ่านรับรู่ว่า ทีวี 100 Hz แตกต่างจากทีวีทั่วไปอย่างไร และทำไมหลายๆแบรนด์ ถึงพยายามนำตัวเลขดังกล่าวมาเป็นจุดขายว่า ทีวีที่ดีต้อง 100 Hz ขึ้นไป 
 
 หากคุณได้มีโอกาสเดินเข้าไปชมสินค้าประเภท LCD TV หรือ Plasma TV ตามร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือได้มีโอกาสศึกษารายละเอียด และคุณสมบติของสินค้าเหล่านี้ จะพบว่าหนึ่งในเทคโนโลยีซึ่งผู้ผลิตนำมาเป็นจุดขายของจอ LCD TV หรือจอ Plasma TV ในปัจจุบัน คือเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ xxx Hz ซึ่งตัวเลขของ Hz เหล่านี้มีตั้งแต่ 100, 120, 200, 240 จนไปถึง 600 Hz เลยก็ว่าได้ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวถูกทำตลาดในชื่อที่ต่างกัน เช่น MotionFlow (SONY), Motion Plus หรือ True Motion เป็นต้น 
 
 แน่นอนว่าถ้าจะซื้อทีวีสักเครื่องคงไม่ตัดสินใจซื้อทีวีราคาแพงสักเครื่องจากสื่อประชาสัมพันธ์ หรือคำอธิบายบอกสรรพคุณกับภาพประกอบอันสวยหรูเพียงอย่างเดียว คำถามจึงตกอยู่กับผู้บริโภคว่าเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ 50 Hz, 100 Hz หรือแม้กระทั่งแบบ 600 Hz นั้นต่างกันอย่างไร และมันจะมีผลต่อประสบการณ์การรับชมทีวีอย่างไรบ้าง มาหาคำตอบกับ LCDSPEC.com กันเลยครับ 
 
 เทคโนโลยี 100/120 Hz คืออะไร? 
  
 หากอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เทคโนโลยีการแสดงภาพแบบ 100/120 Hz ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มความต่อเนื่องในการแสดงภาพเคลื่อนไหวบนจอทีวี โดยอาศัยหลักการที่ว่า ภาพเคลื่อนไหวที่แสดงบนจอทีวีนั้น ประกอบด้วยภาพนิ่งหลายๆ ภาพที่แสดงต่อเนื่องบนจออย่างรวดเร็ว ทำให้ตาและสมองของมนุษย์ตีความว่าภาพที่เรามองเห็นนั้นมันเคลื่อนไหวได้ แน่นอนว่าภาพเคลื่อนไหวที่แสดงด้วยความถี่ 25 ภาพต่อวินาที ย่อมดูต่อเนื่องกว่าภาพเคลื่อนไหวแบบเดียวกันที่แสดงความถี่ 15 ภาพต่อวินาที ฉะนั้นหากเราเพิ่มความถี่ในการแสดงภาพให้มากขึ้น ก็จะทำให้เรารู้สึกว่าภาพเคลื่อนไหวนั้นมีความต่อเนื่อง หรือ ลื่น มากขึ้นนั่นเอง 
 
 เทคนิคการแสดงภาพแบบ 100 Hz เป็นการเพิ่มความถี่ในการแสดงภาพของทีวี โดยการคำนวณเฟรม (หรือ ภาพ) เข้ามาแทรกในภาพวิดีโอที่ส่งมาจากแหล่งกำเนิดสัญญาณ ซึ่งเรียกเทคนิคนี้ว่าเทคนิค frame interpolation หรือในบางกรณีก็จะใช้เทคนิคแสดงภาพแต่ละเฟรมซ้ำกันหลายๆ ครั้ง โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า frame repetition ทำให้ความถี่ของการแสดงภาพมีมากขึ้น และส่งผลให้ภาพเคลื่อนไหวดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น 
 
 ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดทางเทคนิคในส่วนถัดไปของบทความนี้ เรามาทำความเข้าใจในประเด็นต่อไปนี้เสียก่อน:- 
 
 - การเพิ่มความต่อเนื่องของภาพเคลื่อนไหว กับ การแก้ไขภาพกระตุก (Judder) เป็นคนละประเด็นกัน บทความนี้จะกล่าวถึงเทคนิคการเพิ่มความต่อเนื่องของภาพเคลื่อนไหวเป็นหลัก และจะกล่าวถึงเทคโนโลยีการแก้ไขภาพกระตุกในส่วนท้ายของบทความ 
 
 - ระบบ 100/120 Hz บนจอ LCD ไม่เหมือนกันระบบ 100/120 Hz ของจอ CRT และจอ Plasma เสียทีเดียว เนื่องจากจอแต่ละประเภทมีวิธีการแสดงภาพเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน บทความนี้จะเน้นระบบ 100/120 Hz ที่ใช้บน LCD TV เป็นหลัก 
 
 - ระบบสัญญาณโทรทัศน์ที่ถูกกำหนดให้เป็นมาตรฐานสำหรับประเทศไทยคือระบบ PAL บทความนี้จึงตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ทีวีระบบ 100 Hz ที่มีจำหน่ายในประเทศไทยถูกนำมาแสดงภาพในระบบ PAL แต่จะมีบทเพิ่มเติมในส่วนท้ายของบทความเพื่ออธิบายถึงพฤติกรรมของทีวี 100 Hz เมื่อนำมาแสดงผลในระบบ NTSC 
 
 บทความนี้อ้างอิงถึงระบบการแสดงผลภาพแบบ xxx Hz ว่าเป็นการแสดงผลแบบ 100/120 Hz ตลอดบทความนี้ เพราะหลักการเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้กับทีวีทุกรุ่น ถึงแม้ว่ามันจะสามารถแสดงผลได้มากกว่า 100/120 Hz ก็ตาม 
 
 เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจในหลักการทำงานของระบบ 100 Hz เรามาทำความรู้จักกับระบบโทรทัศน์แบบ PAL ซึ่งเป็นมาตรฐานระบบโทรทัศน์ที่ประเทศเราใช้กันเสียก่อน — ระบบ PAL (Phase Alternating Line) เป็นระบบการเข้ารหัสภาพเคลื่อนไหวสำหรับแสดงบนจอโทรทัศน์ โดยสามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวความละเอียด 625 เส้น เป็นจำนวน 25 ภาพต่อวินาที (หรือเท่ากับ 50 ฟิลด์ต่อวินาทีในแบบ interlaced –50 Hz) คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจการทำงานของมันโดยละเอียด เพียงแต่จำแค่ว่าระบบ PAL นั้นแสดงภาพที่ 50 Hz ก็พอ แต่ถ้าสนใจรายละเอียดทางเทคนิคของระบบ PAL สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ Wikipedia 
 
 จากหลักการดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นเหตุผลให้ทีวีที่เข้ากันได้กับมาตรฐาน PAL ทุกเครื่อง (หรือทีวีทั้งหมดที่มีขายในบ้านเรา) จะต้องสามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวด้วยความถี่ 50 Hz นั่นเอง 
 
 ก่อนจะถึงยุค LCD/Plasma ครองเมือง หลายๆ คนคงเคยสัมผัสกับ TV/HDTV ตัวหนาที่ใช้หลอด CRT มาแล้ว (ขอกล่าวรวมว่าเป็นจอภาพแบบ CRT) ซึ่งจอ CRT เหล่านั้นบางรุ่นจะบรรจุเทคโนโลยี 100 Hz เข้ามาด้วย โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะเพิ่มความถี่การแสดงผลภาพ (refresh rate) จาก 50 ฟิลด์ต่อวินาที (50 Hz) ให้เป็น 2 เท่า หรือ 100 ฟิลด์ต่อวินาที (100 Hz) โดยการแสดงภาพแต่ละฟิลด์ซ้ำ 2 ครั้ง หรือบางรุ่น/ยี่ห้ออาจใช้วิธีการสังเคราะห์ภาพขึ้นมาเพิ่มเติม ทำให้คุณได้รับชมภาพ 100 ภาพในหนึ่งวินาที แทนที่จะเป็น 50 ครั้งต่อวินาที ส่งผลให้ภาพเคลื่อนไหวดูต่อเนื่อง และเป็นธรรมชาติมากขึ้น 
 
 ระบบ 100/120 Hz บนจอ CRT ยังช่วยลดการกระพริบ (flicker) ของภาพในกรณีของจอโทรทัศน์ CRT อีกด้วย เนื่องจากวิธีการแสดงผลภาพของจอ CRT นั้นจะดำเนินเป็นวัฏจักรดังนี้: 
 1. แสดงภาพที่ 1 
 2. เม็ดพิกเซลบนจอดับไป เพื่อรอแสดงผลภาพที่ 2 
 3. แสดงภาพที่ 2 
 4. เม็ดพิกเซลบนจอดับไป เพื่อรอแสดงผลภาพที่ 3 
 5. แสดงภาพที่ 3 
 6. ดำเนินเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ตราบใดที่มีสัญญาณป้อนมายังจอภาพ 
 
 จากตัวอย่างข้างบนจะพบว่าภาพที่แสดงบนจอ CRT นั้นจะ กระพริบ ด้วยจังหวะที่เท่ากันเป็นระยะๆ กระบวนการดังกล่าวจะดำเนินแบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากจนตาของคุณสังเกตไม่เห็นว่าจริงๆ แล้วภาพบนจอ CRT นั้นมีการ ติดและดับ สลับกันไป โดยกระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นด้วยความถี่ 50 ครั้งต่อวินาที (50 Hz) สำหรับการแสดงผลในระบบ PAL 
 
 เมื่อคุณมองภาพจากจอ CRT ผ่าน viewfinder ของกล้องดิจิตอล คุณจะสังเกตเห็นการกระพริบของภาพได้ และจะสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อจอแสดงภาพที่มีความสว่างมากขึ้น แต่เมื่อนำเอาเทคโนโลยี 100 Hz มาใช้ ก็จะทำให้จอ CRT แสดงภาพด้วยความถี่ 100 ครั้งต่อวินาที (100 Hz) แน่นอนว่าจอของคุณจะต้องกระพริบถี่ขึ้น แต่มันก็ส่งผลให้คุณสังเกตการกระพริบได้น้อยลง และทำให้ภาพที่แสดงบนจอดูนิ่งและสบายตากว่าเดิม และยิ่งเพิ่มความถี่ในการแสดงผล (refresh rate) เข้าไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะทำให้ภาพที่แสดงดูนิ่งขึ้นเท่านั้น 
 
 เทคโนโลยี 100/120 Hz กับจอ LCD 
  
 เนื่องจากจอ LCD มีวิธีการแสดงภาพเคลื่อนไหวที่แตกต่างจากจอ CRT จึงทำให้หลักการทำงานของระบบ 100 Hz บนจอ LCD ทำงานต่างออกไป กล่าวคือ จอ LCD จะแสดงภาพที่ป้อนมาจากแหล่งกำเนิดสัญญาณค้างเอาไว้ จนกว่าจะมีคำสั่งจากวงจรควบคุมให้แสดงภาพถัดไป ซึ่งจะไม่มีการ กระพริบ (flicker) เหมือนกับจอ CRT และเมื่อเขียนเป็นวัฎจักรเปรียบเทียบกับการแสดงผลของจอ CRT ก็จะเป็นดังนี้: 
 

 เราเรียกพฤติกรรมการแสดงภาพค้างไว้ของ LCD ว่า Sample-and-hold effect เนื่องจากถึงแม้จะเพิ่มความถี่ในการแสดงผลสักกี่ Hz ให้กับจอ LCD ก็ตาม ก็จะไม่มีผลต่อการกระพริบของจอ LCD ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากจอ LCD ไม่มีการกระพริบตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น refresh rate สำหรับจอ LCD จึงเป็นเพียงตัวเลขที่สั่งให้จอฉายภาพใหม่เป็นจำนวนกี่ครั้งในหนึ่งวินาทีเท่านั้น 
 
 ด้วยคุณสมบัติข้อนี้ของ LCD ทำให้จอ LCD มีความเหมาะสมในการแสดงภาพนิ่งเป็นอย่างมาก กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องใช้การแสดงผลแบบ 100 Hz บนจอ LCD เพื่อลดการกระพริบของภาพนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เทคนิค 100 Hz จะไม่มีผลต่อการกระพริบของ LCD แต่จอ LCD ก็ยังได้ประโยชน์จากเทคนิคการแสดงเฟรมซ้ำกัน (frame repetition) และการสังเคราะห์เฟรม (frame interpolation) ของระบบ 100 Hz ที่ทำให้ภาพเคลื่อนไหวดูต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น 
 
 เทคนิค 100 Hz จะสังเคราะห์เฟรมขึ้นมาแทรกในเฟรมที่มีอยู่แล้ว เพื่อช่วยเสริมในสิ่งที่สายตาของเราคาดหวังว่าจะเห็น แต่มันขาดหายไปจากคอนเทนต์ต้นฉบับ รวมถึงใช้เทคนิค backlight scanning ช่วยปรับความถี่ของการเปิด/ปิด backlight ให้สอดคล้องกับความถี่ของเฟรมที่เพิ่มขึ้นมาด้วย ผลที่ได้คือภาพเคลื่อนไหวที่ดูต่อเนื่องมากขึ้น ทีวีบางรุ่นจะใช้เทคนิคแทรกเฟรมแบบ 100 Hz ควบคู่ไปกับเทคนิค backlight scanning ทำให้สามารถแสดงผลได้ถึง 200 Hz 
 

 ภาพนี้เป็นจะช่วยอธิบายการทำงานของระบบ MotionFlow ของ Sony ส่วนระบบ 100 Hz จากผู้ผลิตทุกรายต่างก็ทำงานโดยอาศัยหลักการเดียวกัน 
 
 ระบบ 100 Hz จะทำงานได้ดีกับคอนเทนต์ที่เป็นแบบ 50 Hz เช่นภาพจากฟรีทีวี ยูบีซี และภาพจากแผ่น DVD ระบบ PAL ซึ่งจะอยู่ในบทความตอนที่ 2 เกี่ยวกับวิธีการจัดการในกรณีที่คอนเทนต์มีเฟรมเรทไม่สัมพันธ์กับเฟรมเรทของทีวี อย่าลืมติดตามตอนต่อไปครับ 
 

Review: HD2 จอใหญ่ เร็ว รับความบันเทิงเต็มรูปแบบ

January 17, 2010

                         

 
 
 ถ้ามีใครถามว่าสมาร์ทโฟนรุ่นไหนเร็วและลื่นที่สุดในตอนนี้ คงตอบได้ไม่ยากว่า เอชทีซี HD2 เป็นมือถือที่เร็วและลื่นไหล พร้อมใช้งานมากที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากในตลาดสมาร์ทโฟนปี 2552 ที่ผ่านมา มีเครื่องที่ใช้ซีพียู 1GHz อยู่เพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้น ทีมงานจึงยกได้ว่าเป็นมือถือที่เร็ว ใหญ่ และครบเครื่องที่สุดแห่งปีที่ผ่านมา 
 
 ความโดดเด่นทั้งขนาดหน้าจอ และความเร็วในการประมวลผลของ HD2 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ 1 ปี ทางเอชทีซี ได้ออกเครื่องรุ่นแรกที่มีขนาดหน้าจอใหญ่ถึง 3.8 นิ้วในชื่อ HD มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่หน่วยประมวลผลยังคงเป็น 528MHz อยู่ ทำให้การตอบสนองไม่รวดเร็วเท่าที่ควร 
 
 การพัฒนาจากรุ่นเดิมมาเป็น HD2 นั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่ดูเพรียวบางมากขึ้น ขนาดหน้าจอ 4.3 นิ้ว กล้องที่เพิ่มมาเป็น 5 ล้านพิกเซลพร้อมไฟแฟลช LED ส่วนวัสดุและการประกอบยังคงเป็นไปตามมาตรฐานของเอชทีซีอยู่เช่นเดิม 
 
 Feature On HTC HD2 
 
 ด้วยความที่เป็นสมาร์ทโฟนในตระกูล วินโดวส์ โมบายของเอชทีซี ย่อมมีอินเตอร์เฟส ที่นำมาครอบตัววินโดวส์ โมบายเพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเครื่องรุ่นนี้ที่ใช้หน้าจอแบบ Capacitive ทำให้ต้องใช้นิ้วในการสัมผัสปุ่มต่างๆจึงควรจะใหญ่กว่าขนาดทั่วไปของวินโดวส์ โมบายอยู่แล้ว 
 
 จากเดิมที่เอชทีซีจะใช้อินเตอร์เฟสชื่อ Touch Flo 3D ในเครื่องรุ่นสูงๆ แต่เมื่อมาถึงรุ่น HD2 ได้มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น Sense เช่นเดียวกับในเครื่องที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์รุ่นล่าสุดของเอชทีซีคือ Hero แม้ว่าชื่อจะเหมือนกัน แต่หน้าตาของอินเตอร์เฟสทั้ง 2 รุ่นนั้นมีจุดที่เหมือนกันเพียงไม่กี่จุดเท่านั้น 
 
  
 
 เริ่มกันจากหน้าจอล็อกเครื่องตามสไตล์ของวินโดวส์ โฟนรุ่นใหม่ ที่ต้องใช้นิ้วสไลด์แถบล็อกออกทางซ้ายหรือขวาเพื่อเข้าสู่หน้าจอหลัก นอกจากนี้แถบ Notifications สามารถเข้าใช้งานได้โดยการแตะบริเวณแถบด้านบนของเครื่อง ที่จะช่วยในการแสดงผลการแจ้งเตือนต่างๆ สุดท้ายคือ Quick List ที่เข้าใช้โดยการกดปุ่มวางสายทิ้งไว้ สำหรับเลือกปิดเครื่อง ล็อกเครื่อง ตั้งระบบสั่น และยกเลิกการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 
 
  
 
 หน้าแรกสุด ผู้ใช้งาน Touch Flo 3D อยู่แล้วคงจะคุ้นเคยกับหน้าดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นมานอกจาก นาฬิกาขนาดใหญ่ที่มีบอกสภาพอากาศแล้ว ส่วนกลางมีบอกวันที่พร้อมปฏิทิน ส่วนล่างเป็นปุ่มลัดสำหรับเรียกใช้งานโปรแกรมที่ใช้เป็นประจำ 
 
 โดยผู้ใช้สามารถใช้นิ้วลากขึ้นเพื่อดูไอคอนลัดที่ผู้ใช้กำหนดเองได้ทั้งหมด 9 แอปพลิเคชันด้วยกัน นอกจากนี้เมื่อกดปุ่มเมนูซ้ายล่าง ยังสามารถเข้าไปเปลี่ยนพื้นหลัง ตั้งค่าแท็ปต่างๆ ลบไอคอนลัด ตั้งเวลา ตั้งการเชื่อมต่อกับพยากรณ์อากาศ และสุดท้ายคือแสดงอนิเมชันในแต่ละสภาพอากาศนั่นเอง 
 
  
  
  
 
 ส่วนแท็ปถัดๆมาอย่าง รายชื่อผู้ติดต่อ ข้อความสั้น อีเมล อินเทอร์เน็ต ตารางปฏิทิน ที่สามารถเลือกดูเฉพาะสิ่งที่ต้องทำได้ รูปภาพและวิดีโอ เครื่องเล่นเพลง แสดงสภาพอากาศ นั้นไม่มีอะไรแตกต่างจากรุ่นก่อนๆมากนัก 
 
  
 
 ที่น่าสนใจคือในโหมดรูปภาพและวิดีโอ กับ เครื่องเล่นเพลง ผู้ใช้สามารถเอียงเครื่องเพื่อให้ G-Sensor ทำงาน จะสามารถเลื่อนรูป / เพลงในแนวนอนได้ ช่วยอำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น 
 
  
 
 แท็ปถัดมาอย่างทวิตเตอร์นั้นช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานได้เป็นอย่างดี ต่อมาคือ Footprints ที่มีติดตั้งมาให้ตามปกติในเครื่องรุ่นหลังๆของเอชทีซี สุดท้ายคือแท็ป ตั้งค่า ที่ครอบคลุมการตั้งค่าต่างๆทั้งหมดของเครื่องแทนการตั้งค่าในวินโดวส์ โมบาย ก็ว่าได้ 
 
  
 
 เมื่อเข้ามาในส่วนของตั้งค่า เริ่มจากการตั้งค่าการเชื่อมต่อ (Wireless Controls) สำหรับเปิด-ปิดการเชื่อมต่อในรูปแบบต่างๆ โดยมีเพิ่มเข้ามาคือ Wi-Fi Router เนืองจากเครื่องรุ่นนี้สามารถส่งสัญญาณไวไฟเพื่อแชร์อินเทอร์เน็ตได้ ถัดมาเป็น ตั้งค่าเสียงและหน้าจอ (Sound & Display) ที่เริ่มจากการตั้งค่าโปรไฟล์ต่างๆ ในส่วนของ Volume ใช้ปรับความดังของเสียงเรียกเข้าและเสียงแจ้งเตือนต่างๆ 
 
 Ring & Notifications สำหรับเปลี่ยนเสียงเรียกเข้าและการแจ้งเตือน พิเศษตรงที่มีระบบ Quiet ring on pickup คือเมื่อมีสายเรียกเข้าและผู้ใช้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เสียงเรียกเข้าจะค่อยๆเงียบลง ถัดมาเป็นตั้งค่าความสว่างของหน้าจอ และปรับ G-Sensor 
 
  
 
 ในส่วนของการตั้งค่าความสว่างหน้าจอนั้น เมื่อเปิดโหมดปรับแสงอัตโนมัติผู้ใช้จะไม่สามารถปรับแสงได้ด้วยตนเอง ในกรณีที่ต้องการปรับจำเป็นต้องติ้กเอาปรับแสงอัตโนมัติออกก่อน นอกจากนี้ก็ยังมีการตั้งปิดหน้าจอตามเวลาเมื่อใช้แบตเตอรี่ และเมื่อเสียบเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือเสียบสายชาร์จนั่นเอง 
 
 ที่สำคัญคือในส่วนของ Data Services ที่ทำออกมาเพื่อลดอัตราเสี่ยงของ “EDGE รั่ว” ที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่รู้เท่าไม่ถึงการ ดังนั้นก่อนอื่นควรเข้าไปตั้งค่าให้ส่วนของ Stock และ Weather ไม่ทำการเชื่อมต่อแบบอัตโนมัติเสียก่อน ส่วนล่างจะเป็นการเชื่อมต่อกับโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้อีกที่หนึ่ง 
 
  
 
 ถัดมาในส่วนของ Location เป็นการช่วยให้ตัวเครื่องจับสัญญาณ GPS ได้เร็วขึ้น รวมไปถึงในกรณีที่เครื่องหายผู้ใช้ยังสามารถใช้ระบบติดตามดังกล่าวได้ด้วยเช่นกัน (อนาคตสามารถใช้งานร่วมกับ My Phone ในการติดตามเครื่องหายได้) Security เป็นการตั้งค่าความปลอดภัยต่างๆของเครื่อง รวมไปถึงในการล้างเครื่องหรือ Factory Reset (Hard Reset) Application เป็นหน้าสำหรับลบแอปพลิเคชันที่ติดตั้งเพิ่มเข้าไปในตัวเครื่อง 
 
  
 
 SD Card & Phone Storage แสดงพื้นที่การใช้งานต่างๆของเครื่องและไมโครเอสดีการ์ดที่ใส่อยู่ Date & Time ใช้ในการตั้งเวลาตามปกติทั่วไป สุดท้าย Other ประกอบไปด้วยการตั้งค่าการแสดงผลของข้อความสั้น เข้าสู่เทสก์เมเนเจอร์ ซิงค์ข้อมูลกับไมโครซอฟท์ มายโฟน และตั้งค่าการเชื่อมต่อ USB กับคอมพิวเตอร์นั่นเอง 
 
 Program And Setting 
 
  
 
 หน้าตาเมนูของวินโดวส์ โฟน อย่างที่รู้กันว่าได้มีการปรับเปลี่ยนให้เป็นรูปแบบรังผึ้งแล้ว เพื่อช่วยให้สามารถใช้นิ้วในการสั่งงานได้ง่ายขึ้น โดยประกอบไปด้วย ตั้งค่า (Setting), ข้อความสั้น (HTC Messages), โทรศัพท์ (Phone), อีเมล (E-mail), อินเทอร์เน็ต เอ็กพลอเรอร์ (Internet explorer), รายชื่อผู้ติดต่อ (People), ปฏิทิน (HTC Calender), เครื่องเล่นเพลง (Music), โปรแกรมดูภาพ (Albums), ยูทูป (Youtube) และ Footprint 
 
 ถัดมาเป็น กล้อง (Camera), มัลติมีเดีย (Multimedia), กล้องบันทึกวิดีโอ (Camcoder), เกม (Games), Microsoft My Phone, Market Place, Windows Live, Office Mobile, Outlook, Messaging, Tools, Calls, File Explorer, Search Widget, Wi-Fi Router, Facebook, Google Maps, Opera และ Peep 
 
  
 
 เมื่อกดเข้ามาในส่วนของ มัลติมีเดีย จะประกอบไปด้วย Picture & Video, Audio Booster, Windows Media, MP3 Trimmer, Streaming Media และ FM Radio ส่วนใน Outlook ประกอบไปด้วย Contact, Notes,Calender และ Tasks ส่วน Messaging มีเพียง Messenger และ Mail Setup ไว้เป็นตัวช่วยในการตั้งค่าอีเมล 
 
  
 
 ใน Tools จะประกอบไปด้วยแอปพลิเคชันอีกมากมายได้แก่ Calculator, Comm Manager, Active Sync, Internet Sharing, QuickGPS, Search Phone, Voice Recorder, WorldCard Mobile, RSS Hub, Jetcet Print5, Remote Desktop, Jblend, Adobe Reader LE, Digital Compass และ Format SD Card 
 
  
 
 สำหรับแอปที่เพิ่มเข้ามาอย่าง Wi-Fi Router นั้น มีไว้เพื่อช่วยให้สามารถใช้เครื่องในการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากการเชื่อมต่อ EDGE/3G ผ่านทางไวไฟ ให้กับเครื่องลูกข่ายที่อยู่บริเวณรอบๆได้ 
 
  
  
 
 ในการเข้าสู่หน้าจอตั้งค่าแบบปกตินั้นทำได้โดย กดปุ่ม เมนู ที่หน้าจอ Setting บนอินเตอร์เฟส Sense แล้วเลือก All Setting ก็จะพบกับหน้าจอการตั้งค่าตามปกติของวินโดวส์ โฟนที่คุ้นเคยกันดี 
 
  
 
 สุดท้ายมาดูในส่วนของฮาร์ดแวร์ภายในกันบ้าง เริ่มกันที่จุดเด่นของเครื่องรุ่นนี้คือ หน่วยประมวลผลที่ใช้ Qualcomm 8250B 1GHz Ram ขนาด 448 MB Rom 512 MB ส่วนเวอร์ชันของ ROM เป็น 1.48.707.2(71294) 
 
 Design of HTC HD2 
 
 ในส่วนของดีไซน์นั้น แรกเห็นหลายๆคนคงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “จะใหญ่ไปไหน” เนื่องจากความกว้างของหน้าจอที่ 4.3 นิ้ว ทำให้ขนาดของตัวเครื่องกว้างและยาวกว่าเครื่องทุกรุ่นในตลาดทีเป็นทัชสกรีนด้วยกัน ขนาดรอบตัวอยู่ที่ 120.5 x 67 x 11 มิลลิเมตร น้ำหนักอยู่ที่ 157 กรัม ถือว่าหนักพอสมควรกันเลนทีเดียว เรื่องของรูปแบบนั้น ยังออกแนวเรียบๆสไตล์นักธุรกิจเสียส่วนใหญ่ ตัวเครื่องมีเพียงสีดำสีเดียวเท่านั้น 
 
  
 
 ด้านหน้า – ไล่จากบนสุด ที่มีช่องพาดยาวลวดลายคล้ายตะแกรงถี่ๆ แสดงพื้นที่ของลำโพงสนทนา โดยเยื้องไปทางฝั่งซ้ายเล็กน้อยจะมีไฟแสดงสถานะ เซ็นเซอร์ตรวจจับแสง และ Proximity sensor ที่เป็นเซ็นเซอร์ตรวจจับใบหน้าเพื่อปิดหน้าจอขณะสนทนา 
 
 ถัดลงมาเป็นหน้าจอ Capacitive ทัชสกรีน ขนาด 4.3 นิ้ว ความละเอียด WVGA (480 x 800 พิกเซล) ระหว่างปุ่มกดและหน้าจอมีโลโก้ “hTC” สีเงินวางพาดอยู่กึ่งกลาง แถบปุ่มกดด้านล่างประกอบไปด้วย ปุ่มรับสาย ปุ่มกลับสู่หน้าแรก ปุ่มวินโดวส์ ปุ่มย้อนกลับ และปุ่มวางสาย (ใช้ในการปิดหน้าจอ กดค้างเพื่อเข้าสู่ Quick List) 
 
  
 
 ด้านหลัง – ถูกออกแบบมาให้มีความเว้าขึ้นมาทำให้บริเวณส่วนกลางของเครื่องมีความหนามากกว่าขอบทั้งบน-ล่าง โดยไล่จากส่วนบนประกอบไปด้วย กล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ที่ช่องลำโพงอยู่ทางซ้ายและแฟลช Dual LED อยู่ทางด้านขวา โดยเลนส์กล้องจะนูนขึ้นมาจากตัวเครื่องพอสมควร มาพร้อมกับขอบที่แข็งแรงเพื่อช่วยไม่ให้กระจกหน้ากล้องเกิดรอยได้ (ขอบมีความคมมากควรระมัดระวัง) 
 
 ตรงส่วนกลางเป็นฝาหลังของเครื่อง โดยบนฝาหลังมีตราโลโก้ “hTC” และตัวอักษรอธิบายว่า “With HTC Sense” ซึ่งเป็นชื่ออินเตอร์เฟสรุ่นใหม่ของเอชทีซี ทำการเปิดฝาหลังโดยการงัดจากด้านซ้ายของเครื่อง เปิดขึ้นมาจะพบกับช่องใส่แบตเตอรี่ขนาด 1,230 mAh ช่องใส่ซิมการ์ดอยู่ตรงกลาง ส่วนช่องใส่ไมโครเอสดีอยู่ริมฝั่งซ้ายใกล้ๆกับปุ่มรีเซ็ต 
 
  
  
 
 ด้านซ้าย – มีเพียงปุ่มปรับระดับเสียงเท่านั้น ด้านขวา / ด้านบน – ถูกปล่อยให้ว่างไว้ ไม่มีปุ่มใดๆทั้งสิ้น ด้านล่าง – เป็นที่อยู่ของช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. และช่องไมโครยูเอสบี สำหรับเสียบสายชาร์จ และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ที่มีช่องไมโครโฟนสนทนาอยู่ข้างๆ 
 
 บทสรุป 
 
 ด้วยราคาที่เปิดตัวมาที่ 28,500 พร้อมไมโครเอสดี 8GB ทำให้มองว่าเครื่องรุ่นนี้ไม่แพงอย่างที่คิดเมื่อเทียบกับความสามารถที่ได้มา หลายคนอาจจะมองว่าราคาพอๆกับไอโฟน 3Gs แต่ด้วยความที่เป็นสมาร์ทโฟนที่ออกมาเจาะกลุ่มผู้บริหาร หรือนักธุรกิจระดับสูงมากกว่าวัยรุ่น ทำให้วินโดวส์ โฟนยังเป็นที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานดังกล่าวอยู่ดี 
 
 HD2 รองรับการเชื่อมต่อ 3G ในคลื่นความถี่ 900/2100 MHz รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย ไวไฟ 802.11b/g บลูทูธ 2.1+EDR ระบบนำทางGPS ด้านมัลติมีเดียเริ่มกันที่กล้อง 5 ล้านพิกเซลพร้อมไฟแฟลช Dual LED เชื่อมต่อหูฟัง 3.5 มม. วิทยุFM ส่วนฟีเจอร์เสริมอื่นๆอย่าง G-Sensor เข็มทิศดิจิตอล ก็ใส่มาให้เต็มที่ 
 
 ที่น่าสนใจอีกอย่างคือทางเอชทีซี พยายามพัฒนาให้เครื่องสามารถรองรับการใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้อย่างลงตัว ด้วยการเพิ่มความสามารถให้ผนวกรายชื่อผู้ติดต่อเข้ากับข้อมูลบุคคลในเฟสบุ๊กได้ รวมไปถึงเข้าไปดูรูปในเฟสบุ๊กได้ทันทีจาก Albums รูปภาพภายในเครื่อง เช่นเดียวกับในแอนดรอยด์ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ส่วนทวิตเตอร์ก็เช่นเดียวกัน ผู้ใช้สามารถพิมพ์ส่งสถานะ อ่านข้อมูล อัปโหลดรูปภาพได้ทันทีเช่นเดียวกัน 
 
 การใช้งานอีกอย่างที่ทำได้ดีคือการใช้งานเว็บเบราว์เซอร์อย่างโอเปร่า ที่ถือว่าแสดงผลได้รวดเร็วขึ้นกว่าเครื่องรุ่นเดิมๆมาก รวมไปกับความสามารถด้านมัลติทัช ที่ช่วยให้ซูมเข้า-ออก ได้ง่ายดายยิ่งขึ้น และการรับชมภาพยนตร์ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับขนาดหน้าจอ ที่ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นนั่นเอง 
 
 สุดท้ายคือเรื่องของการใช้งานโทรศัพท์ การตัดเสียงทำได้ค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ปัญหาสำคัญที่พบเจอคือเรื่องของแบตเตอรี่ เมื่อใช้งานอินเทอร์เน็ต หรือรับชมภาพยนตร์ ในระยะเวลานาน ทำให้แบตเตอรีอยู่ไม่ถึงวัน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าซีพียู 1GHz นั้นกินไฟพอสมควร แต่ในกรณีที่ ใช้งานเครื่องในการสนทนา กลับไม่ค่อยกินแบตเตอรีมากนัก เนื่องจากอยู่ในโหมดพักหน้าจอนั่นเอง 
 
 ขอชม 
 - หน้าจอ Capacitive ขนาด 4.3 นิ้ว ที่รองรับมัลติทัช 
 - ความเร็วในการตอบสนองที่ทำให้ลืมจุดอ่อนของวินโดวส์โฟนไปเลย 
 - ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และคุณภาพของเสียงจากลำโพงที่ตัวเครื่องอยู่ในเกณฑ์ดี 
 
 ขอติ 
 - ขนาดของเครื่องใหญ่เกินไปทำให้พกพาไม่สะดวก 
 - ไม่มีกล้องวิดีโอคอล แม้จะรองรับเครือข่าย 3G 
 - แบตเตอรีใช้งานได้ไม่ถึงวันกรณีที่ใช้งานหนักๆ 
 
 ปิดท้ายด้วยวิดีโอ เปรียบเทียบระหว่าง HTC Hd2 กับ iPhone 3Gs 
  
 
 Company Related Links : 
 HTC 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



CES : เอ็กซ์เรย์ทัพสินค้าไฮเทคก่อนเปิดงาน (1)

January 17, 2010

                                       

แม้งาน CES หรือ International Consumer Electronics Association มหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคงานใหญ่ของโลกจะมีกำหนดเปิดงานในวันที่ 7-10 มกราคมนี้ที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา แต่สินค้าไฮเทคบางส่วนที่จะถูกนำมาแสดงในงานนี้เริ่มทยอยเผยโฉมออกสู่สื่อมวลชนในต่างประเทศแล้ว บางชิ้นดูคุ้นหน้าคุ้นตาเมื่อเทียบกับสินค้าไฮเทคในปีก่อนๆ ขณะที่บางชิ้นสดใหม่ได้ใจคอไฮเทค 
 
 ต่อไปนี้คือ 20 ภาพชุดแรกที่เราจะพาไปชมก่อนจัดแสดงจริง ขอเชิญทุกท่านร่วมกันเอ็กซ์เรย์ดูความเคลื่อนไหวสินค้าบางส่วนจากบูธค่ายเทคโนโลยีกว่า 2,500 ราย ก่อนผู้ชมงานที่คาดว่าจะเกิน 110,000 คนในงานนี้ 
 
 Company Related Links : 
 CES2010 
 
 ประมวลข่าวงานที่เกี่ยวข้องกับงาน CES 2010 
 
 CES : ตรวจแถว”แลปท็อป”ยกพลประเดิมปีเสือ 
 CES : แจ้งเกิดเครื่องอ่านอีบุ๊ก3G-ไอบีเอ็มเปิดตัวบ้านอัจฉริยะ 
 CES : เอ็กซ์เรย์ทัพสินค้าไฮเทคก่อนเปิดงาน 

 

 



 

 

 

สื่อมวลชนกำลังทดลองสวมแว่นตา 3 มิติเพื่อชมภาพเสมือนจริงบนหน้าจอของบริษัท Sensio เมื่อเห็นภาพบนทีวีแล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมสื่อมวลชนจึงตั้งใจชมภาพขนาดนั้น :D

หน้ากากกันน้ำกล้องดิจิตอลหรือ Underwater Digital Camera Mask จากบริษัท Liquid Image ถูกนำมาโชว์บนคำการันตีว่าสามารถถ่ายภาพวิดีโอความละเอียดสูงหรือ HD ได้

สมาร์ทโฟนยอดฮิต BlackBerry ถูกใช้ในการสาธิตการชาร์จพลังงานจากแผ่นชาร์จไร้สาย Powermat

 

 

 

ทีวีหมีโพลาร์ยี่ห้อ Hannspree ขนาด 19 นิ้ว ถูกนำมาแสดงในงานปีนี้ด้วย จากที่เคยโชว์ตัวในรุ่นขนาดเล็กกว่าเมื่อปีที่ผ่านมา

ลำโพงไอพ็อด Vestalife Mantis ที่ถูกออกแบบให้มีปีกซึ่งสามารถเปิดและปิดได้ตามการใช้งาน สนนราคาขายที่ 179 เหรียญ (ราว 6,000 บาท)

ทีวีรูปแอปเปิลผ่าครึ่งซีกแบรนด์ Hannspree ขนาด 28 นิ้ว พิเศษที่การรองรับภาพวิดีโอความละเอียดสูงเต็มขั้น 1080p

 

 

 

เครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 2 หน้าจอ Entourage Edge มีคิวเปิดตัวในงานนี้ด้วย

เฮลิคอร์ปเตอร์ A.R. Drone จากบริษัท Parrot กำลังสาธิตความสามารถในการถูกควบคุมแบบไร้สายจากไอโฟน (iPhone)

ลำโพงในรูปโคมไฟยี่ห้อ Klipsch LightSpeaker เป็นลำโพงไร้สายบนโคมไฟแอลอีดี (LED) ที่เครื่องเล่นเพลงจะสามารถส่งข้อมูลเสียงมายังลำโพงได้ผ่านเครือข่ายไร้สาย

 

 

 

ด้านบนลำโพงสามารถติดหลอดไฟแอลอีดีได้

คอมพิวเตอร์พกพา MSI Computer Wind Top Multi-Touch

สื่อมวลชนกำลังทดสอบประสิทธิภาพของหน้าจอสัมผัสใน MSI Computer Wind Top Multi-Touch

 

 

 

โปรเจคเตอร์จิ๋ว SHOWWX Laser Pico Projector จากบริษัท Microvision ถูกนำมาสาธิตบนไอโฟนในฐานะโปรเจคเตอร์จิ๋วเครื่องแรกของโลกที่สามารถวางจำหน่ายในขณะนี้

โทรศัพท์มือถือทรงนาฬิกาข้อมือนี้เป็นของบริษัท Kempler & Strauss ใช้ชื่อรุ่นว่า W Phonewatch รองรับเครือข่าย GSM มีเทคโนโลยีบลูทูธ สามารถใช้เป็นปฏิทินงาน กล้องวิดีโอ และเครื่องเล่นเพลงพกพาได้ สนนราคา 199 เหรียญ

โปรเจคเตอร์จิ๋วจาก 3M รุ่น M Pro 150 ก็ถูกนำมาโชว์ในงานเช่นกัน

 

 

 

ลำโพงไอพ็อดรุ่น Vestalife Firefly พร้อมปีกแปลกตา พร้อมจำหน่ายในราคา 179 เหรียญ

บริษัท mPhase Technologies โชว์ไฟฉายฉุกเฉินส่วนตัวหรือ mPower Emergency Illuminator พร้อมแบตเตอรี่ฉุกเฉินที่มีอายุใช้งานนานกว่า 20 ปี

ที่ชาร์จไฟยูเอสบี Flipower จากบริษัท Power Tech สัญชาติไต้หวัน จุดเด่นคือการเปลี่ยนปลั๊กไฟบ้านให้กลายเป็นที่ชาร์จยูเอสบี เพียงเสียบปลั้กใดๆกับเต้าเสียบบนผนังผ่าน Flipower พอร์ตยูเอสบีด้านบนจะสามารถใช้เป็นที่ชาร์จไฟอุปกรณ์ใดก็ได้ สามารถใช้กับปลั้ก 3 ตาธรรมดาได้ด้วย

 

 

 

หน้ากากกันหิมะสำหรับกีฬาสโนว์บอร์ดจากบริษัท Liquid Image ซึ่งฝังกล้องถ่ายวิดีโอไว้ด้านใน

Lenovo IdeaPad U1 แลปท็อปลูกผสมแทปเล็ต เมื่อใช้งานในรูปแลปท็อป IdeaPad U1 จะทำงานบนโปรเซสเซอร์ Intel CULV แต่ถ้าดันหน้าจอออกมาเพื่อใช้งานในรูปแทปเล็ต จะทำงานบนโปรเซสเซอร์ Qualcomm Snapdragon 1GHz

 

 

 



clipnabber l ดาวน์โหลดทุกคลิปในโลกวิดีโอ

January 17, 2010

 
 

 ถึงแม้ปี 2552 ที่ผ่านมาจะเป็นปีทองของ “ทวิตเตอร์” และ “เฟสบุ๊ก” ที่เน้นเรื่องการสื่อสารผ่านข้อความระหว่างกัน แต่เนื้อหาประเภท “คลิปวิดีโอ” ก็ยังคงเป็นอมตะในโลกอินเทอร์เน็ต 
 
 และสำหรับคนที่เสพติดการชมวิดีโอสั้นๆ ที่สร้างจากมือสมัครเล่น และมืออาชีพคงจะตื่นเต้นสุดๆ กับเว็บไซต์ที่เราจะแนะนำให้คุณได้ลองใช้ในวันนี้ เพราะมันคือเว็บไซต์ที่จะช่วยให้คุณ “ดาวน์โหลด” ไฟล์วิดีโอจากสารพัดเว็บชมวิดีโอที่ฮอตๆ ในโลกนี้ได้ฟรี! 
  
 clipnabber
คือ เว็บไซต์ที่ช่วยให้คุณสามารถดาวน์โหลดคลิปวิดีโอจากเว็บชมวิดีโอดังๆ ทั่วโลกเกือบ 100 เว็บได้โดยไม่ต้องลงโปรแกรมเสริมใดๆ ในเครื่อง ใช้งานง่ายแค่แปะที่อยู่ (URL) ของวิดีโอนั้นลงไปและกด nab! ก็จะได้ไฟล์วิดีโอนามสกุล .FLV มาเก็บลงเครื่องคอมฯทันที 
  
 วิธีใช้งาน 
 
 
 1. เปิดเว็บที่ต้องการชมวิดีโอ คลิกที่คลิปที่ต้องการชม คัดลอกที่อยู่เว็บของหน้าเว็บนั้น (จากภาพข้อที่ 1) ตามตัวอย่าง คือเปิดดูคลิปการ์ตูนจากเว็บถูโต้ว (Tudou.com)  
 

 
 

 2. 1. เข้าเว็บ clipnabber.com และแปะที่อยู่เว็บที่คัดลอกมา รอสักครู่ไปที่ช่องว่างที่อยู่ในเว็บ และกดปุ่ม nab! 
 

 
 

 3. รอการโหลดสักพักก็จะได้พบกับปุ่มสีดำที่เขียนว่า Download FLV เมื่อกดปุ่มนี้ก็จะทำการดาวน์โหลดคลิปวิดีโอนามสกุล .FLV มาเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ของคุณทันที 
 
 นอกจากนี้แล้วคุณยังสามารถติดตั้งปุ่มลัด (Bookmarklet) เอาไว้สำหรับโหลดวิดีโอได้โดยไม่ต้องเปิดเว็บ clipnabber.com อีกที 
  
 โหลดคลิปวิดีโอ
ลากที่คำว่า “โหลดคลิปวิดีโอ” นี้ไปแปะไว้ที่แถบบุ๊คมาร์คเว็บไซต์ในโปรแกรมเปิดเว็บที่คุณใช้อยู่ (จากภาพข้อที่ 2) ดังนั้นคราวต่อไปขณะที่กำลังชมคลิปวิดีโอจากเว็บใดๆ แล้วต้องการโหลดเก็บไว้ ก็คลิกที่ปุ่ม “โหลดคลิืปวิดีโอ” นี้ได้เลยมันก็จะลัดเข้าสู่การดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บ clipnabber ทันที 
 
 ตัวอย่างเว็บไซต์ที่รองรับการดาวน์โหลดคลิปวิดีโอด้วย clipnabber 
 
 
 youtube.com 
 Dailymotion.com (ได้รับความนิยมในยุโรป) 
 myspace.com 
 megavideo.com 
 Facebook.com 
 tudou.com (ยูทูบเวอร์ชันจีน) 
 break.com 
 video.google.com 
 veoh.com 
 vimeo.com 
 
 ยังมีอีกเกือบ 100 เว็บไซต์ คลิกดูที่นี่ 
 
 อย่างไรก็ดี ถ้าเกิดคุณได้ดาวน์โหลดคลิปวิดีโอมากมายก็ต้องอยากดูให้จุใจ แนะนำให้ติดตั้งโปรแกรม KMPlayer ที่จะช่วยให้คุณเปิดชมไฟล์นามสกุล .FLV ได้ ซึ่งเป็นโปรแกรมฟรี และเคยพรีวิวไปที่ Ninite l โหลดฟรีแพกเกจโปรแกรมสามัญประจำเครื่อง ก่อนหน้านี้ 
 

CES : เอ็กซ์เรย์ทัพสินค้าไฮเทค (2)

January 17, 2010

                           

นี่คือภาพชุดที่ 2 ที่สื่อมวลชนต่างประเทศเก็บภาพได้จากงาน CES มหกรรมแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคที่จัดขึ้นที่สหรัฐฯอยู่ในขณะนี้ 
 
 งาน CES หรือ International Consumer Electronics Association มหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาในวันที่ 7-10 มกราคมนี้ ท่ามกลางผู้ร่วมแสดงเทคโนโลยีกว่า 2,500 รายและผู้ชมงานที่คาดว่าจะเกิน 110,000 คน 
 
 ประมวลข่าวงานที่เกี่ยวข้องกับงาน CES 2010 
 
 CES : โตชิบาโชว์ Cell TV ทีวีแปลงวิดีโอดิจิตอลเป็น 3D 
 CES : ไมโครซอฟท์โชว์แทปเล็ตฝีมือเอชพี 
 CES : เอ็กซ์เรย์ทัพสินค้าไฮเทคก่อนเปิดงาน 
 CES : แจ้งเกิดเครื่องอ่านอีบุ๊ก3G-ไอบีเอ็มเปิดตัวบ้านอัจฉริยะ 
 CES : ตรวจแถว”แลปท็อป”ยกพลประเดิมปีเสือ 
 
 Company Related Links : 
 CES2010 

 

 



 

 

 

ช่างภาพกำลังมุงถ่ายรูปทีวีบางเฉียบ Infinia จากแอลจี ขนาดบางเพียง 6.9 มม.

Dr. Woo Paik ประธานและผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีของแอลจีกำลังกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับเทคโนโลยี 3 มิติ

Erin Davis ลูกชายของ Miles Davis ตำนานมือทรัมเปตมหัศจรรย์ขวัญใจชาวแจซ กำลังโพสต์ท่ากับสุดยอดชุดหูฟัง Miles Davis Tribute ผลงานของบริษัท Monster Cable Products Inc. ซึ่งดึงนักดนตรีระดับตำนานมาเป็นจุดขาย พร้อมลายเซ็นต์บนกล่อง

 

 

 

ไมโครซอฟท์ยกพลเทคโนโลยีฝังตัวในรถยนต์มาโชว์เต็มที่ในงานนี้

Scott Ramirez รองประธานฝ่ายการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ทีวีของโตชิบา ขณะเปิดตัว Cell TV ทีวี่สามารถแปลงภาพ 2 มิติให้เป็น 3 มิติได้

Sony โชว์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก “Y series” ใช้ชิปประหยัดพลังงานจากอินเทลหรือ ULV พร้อมเมาส์ไร้สาย อายุแบตเตอรีมากกว่า 7 ชั่วโมง พร้อมไดร์ฟดีวีดี

 

 

 

หน้าตาสวยงามของ Y series จากโซนี่

โน้ตบุ๊กตระกูล “W series” เด่นที่การเป็นพีซีเพื่อสิ่งแวดล้อม

โซนี่การันตีว่า 20% ของวัสดุที่เป็นส่วนประกอบในโน้ตบุ๊ก W series นั้นทำจากแผ่นซีดีและดีวีดีรีไซเคิล

 

 

 

ลำโพงไอโฟนที่สามารถทำงานเป็นนาฬิกาปลุกได้ด้วย

จอเกม 3 มิติจากโซนี เรียกความสนใจจากผู้ชมงานได้อย่างต่อเนื่อง

ทีมงานซัมซุงเทียบขนาดแท่งดินสอกับทีวีหน้าจอ LED 9000 ซึ่งซัมซุงการันตีว่ามีความบางเพียง 0.3 นิ้ว

 

 

 

เครื่องอ่านอีบุ๊ก E6 จากซัมซุง ขนาด 6 นิ้ว มีคิวจำหน่ายภายในปีนี้ในราคา 399 เหรียญสหรัฐ

ทีวีแอลอีดี 3 มิติจากซัมซุง

 

 

 



10 สุดยอดใน CES 2010

January 17, 2010

                       

 

อลังการที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Edited – รวมมิตร 10 ที่สุด จากงานมหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค CES 2010 ในบทความนี้ เป็นการคัดเลือกสิ่งที่มองว่าเข้าข่ายเป็นความรู้สึก ที่สุด ซึ่งเราหวังว่าคุณจะเห็นด้วย 
 
 1. อลังการที่สุด – บูทแสดงสินค้าของซัมซุง ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในงานสร้างสุดยอดอลังการ ด้านบนของกำแพงแอลซีดีคือกระจกเงาขนาดยักษ์ที่จะสะท้อนทุกสิ่งทุกอย่างในบูท ทำให้บูทของซัมซุงดูแปลกตาไม่เสื่อมคลายแม้จะเคยใช้รูปการจัดแสดงบูทแบบนี้มาแล้วในงาน CeBIT 2009 ที่เยอรมนี 
 
 2.เยอะที่สุด – ต้องยกตำแหน่ง ผู้ที่มีหน้าจอแอลซีดีติดตัวเยอะที่สุด ให้แก่ นายโรเบิร์ต นอร์เดน ประธานและซีอีโอบริษัท Recom Group ซึ่งสวมเสื้อพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อโปรโมตสินค้าของบริษัท นั่นคือติดป้ายชื่อในรูปแอลซีดีจิ๋วซึ่งสามารถฉายภาพวิดีโอได้ 
 
 3.สมจริงที่สุด – ความสมจริงนี้เกิดขึ้นเพราะเทคโนโลยีภาพ 3 มิติจากหลากค่ายพากันยกพลอวดสายตาผู้ชมงานอย่างคึกคัก ในภาพนี้ ซีอีโออินเทลขึ้นกล่าวบนเวทีถึงเทคโนโลยีภาพ 3 มิติด้วยการแสดงภาพนักร้องดังชาวไอริช Bono จากวง U2 เป็นฉากด้านหลัง ผู้ที่สวมแว่นตา 3 มิติจำนวนมากในฮอลต่างนั่งนิ่งเพื่อชมภาพสมจริงขนาดยักษ์นี้ 
 
 4.ใหญ่ที่สุด – จอภาพเทคโนโลยีสัมผัสขนาดยักษ์ที่ผู้ชมงานจะสามารถเข้าไปทดลองเล่นกับแอปพลิเคชันอินเทอร์แอ็กทีฟนั้นมีให้เห็นราว 3-4 ค่ายในงาน CES แต่จอที่มีขนาดใหญ่โตที่สุดเห็นจะเป็นของบูธอินเทล ไม่ปรากฏข้อมูลขนาดที่แน่ชัดแต่ภาพที่เห็นสามารถบ่งบอกความใหญ่โตของจอได้เป็นอย่างดี 
 
 5.แหวกแนวที่สุด – ขอคารวะนักร้องยอดนิยม Lady Gaga ด้วยตำแหน่งทรงผมแหวกแนวที่สุดในงาน ผมสีบลอนด์ของเธอถูกดัดแปลงจนดูเหมือนสวมหมวกปีกกว้างอยู่ตลอดเวลา 
 
 6.ขำสุดสุด – ความขำนี้อาจจะไม่ใช่ความขำที่สุดในงานนี้ แต่อย่างน้อยซีอีโอบริษัท Monster Cable ก็เรียกเสียงฮาได้ไม่น้อยเมื่อต้องมุดเข้าไปในหมวกส่วนตัวของ Lady Gaga เมื่อเขาเข้าหอมแก้มแสดงความยินดีที่ Lady Gaga ได้รับตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์ หัวเรือฝ่ายสร้างสรรค์ให้กับบริษัท Polaroid 
 
 7.หนาวที่สุด – เชื่อว่านางแบบสาวนุ่งน้อยห่มน้อยที่กำลังเรียกความสนใจให้ผลิตภัณฑ์หุ้มไอโฟน Ed Hardy iPhone cover นี้คือคนที่หนาวที่สุดในงาน งานนี้หนาวก็คุ้มค่าเพราะหนุ่มๆเข้ามาชมบูท Ed Hardy อย่างคึกคักทันตาเห็น 
 
 8.พยายามที่สุด – ความที่เทคโนโลยี 3 มิติถูกนำมาโชว์ละลานตาในงานนี้ ตากล้องในงานจึงพยายามหาทางเก็บภาพ 3 มิติให้ได้บ้าง ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น คือช่างภาพจำนวนไม่น้อยพยายามสวมแว่น 3 มิติให้กล้องของตัวเอง แม้ว่ามันจะไม่ถนัดมือเลยก็ตาม 
 
 9.เมื่อยคอที่สุด – ผู้ชมบูทแอลจีและซัมซุงอาจจะเป็นผู้ที่เมื่อยคอที่สุดในงาน เพราะต่างพากันสงสัยในความบางของแอลซีดีทีวีที่ทั้งสองนำมาโชว์ จึงพยายามแหงนหน้าชื่นชมความบางที่ทั้ง 2 ค่ายแขวนโชว์ไว้ (ในภาพเป็นแอลซีดีทีวีของซัมซุง) 
 
 10.แวววาวที่สุด – สินค้าที่น่าจะครองแชมป์ความแวววาวที่สุดในงานนี้หนีไม่พ้นหูฟังคริสคัล Custom Crystal Clear Collection สนนราคาเกือบ 2,000 เหรียญ พร้อมเคสใส่ไอโฟนแวววาวพอกันในราคา 250 เหรียญของบริษัท Iwave ความแววนี้เชื่อว่าจะโดนใจสาวกชวารอฟสกี้ (Swarovski) อยู่หมัด 
 
 *** 
 
 งาน CES หรือ International Consumer Electronics Association คือมหกรรมแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาวันที่ 7-10 มกราคมนี้ ท่ามกลางผู้ร่วมแสดงเทคโนโลยีกว่า 2,500 รายและผู้ชมงานที่คาดว่าจะเกิน 110,000 คน 
 
 ด้านล่างคือประมวลข่าวงานที่เกี่ยวข้องกับงาน CES 2010 
 
 10 สุดยอดใน CES 2010 
 CES : อินเทลโชว์มือถือ”Atom” คลอดร้านแอปฯกินรวบทุกอุปกรณ์ 
 CES : เดลล์โชว์ต้นแบบแทปเล็ตพีซี ลือโมโตโรลาร่วมวงด้วย 
 CES : เอ็กซ์เรย์ทัพสินค้าไฮเทค (2) 
 CES : ซัมซุงควงกูเกิลเปิดตัวอีรีดเดอร์ 
 CES : โตชิบาโชว์ Cell TV ทีวีแปลงวิดีโอดิจิตอลเป็น 3D 
 CES : ไมโครซอฟท์โชว์แทปเล็ตฝีมือเอชพี 
 CES : เอ็กซ์เรย์ทัพสินค้าไฮเทคก่อนเปิดงาน 
 CES : แจ้งเกิดเครื่องอ่านอีบุ๊ก3G-ไอบีเอ็มเปิดตัวบ้านอัจฉริยะ 
 CES : ตรวจแถว”แลปท็อป”ยกพลประเดิมปีเสือ 
 
 Company Related Links : 
 CES2010 

 

Review : TWZ BlueBerry8 (BB8) ดีไซน์ทรงฮิต มัลติมีเดียครบ

January 17, 2010

                             

 
 
 “TWZ BlueBerry8 (BB8)” เป็นโทรศัพท์เฮ้าส์แบรนด์ที่ครบเครื่องตัวหนึ่ง โดยยังคงจุดเด่นด้านมัลติมีเดียครบ พ่วงด้วยการใช้งาน 2 ซิมการ์ดเหมือนเดิม แต่รุ่นนี้ได้เพิ่มปุ่มคีย์บอร์ดแบบ QWERTY ติดมาให้ใช้งาน ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มเข้ามาให้มีทางเลือกหลายเท่านั้น รุ่นนี้ยังได้ถูกดีไซน์รูปทรงให้สอดรับกับเทรนด์ปัจจุบันที่ผู้คนจำนวนมากกำลังนิยมอีกด้วย เรียกได้ว่า ไหลตามกระแสน้ำได้อย่างกลืนเป็นเนื้อเดียวกันทีเดียว 
 
 Design of TWZ BlueBerry8 (BB8) 
 
  
 
 สำหรับโทรศัพท์มือถือที่นำมารีวิวให้ชมกันในวันนี้ แค่ได้เห็นหน้าตาเพียงแวบเดียวก็ถึงกับต้องเหลียวหลังมองแล้ว เนื่องจากการออกแบบของตัวเครื่อง บลูเบอรี 8 หรือ BB8 นั้น มีรูปทรงเดียวกับสมาร์ทโฟนยอดฮิตอย่าง BB ชนิดที่เรียกว่าถอดแบบเหมือนกันแทบทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ว่าจะพลิกตะแคงดูด้านหน้า-หลัง-ข้าง กลับเครื่องดูด้านบน-ล่าง อย่างไรก็ไม่อาจชวนให้นึกถึง BB ไปได้ หลังลองจับถือพบว่า ตัวเครื่องมีน้ำหนักกำลังพอเหมาะมือ วัสดุทำจากพลาสติกเป็นส่วนประกอบหลัก โดยตัวเครื่องที่มีขนาด 109 x 60 x 14 ม.ม. น้ำหนัก 135 กรัม 
 
  
 
 ด้านหน้า : พื้นผิวทางด้านนี้มีลักษณะมันวาวด้วยสีดำขลับ ล้อมกรอบด้านข้างด้วยสีเงินเงาทั้ง 2 ข้าง ไล่จากส่วนบนสุดจะพบลำโพงสนทนาวางเด่นอยู่ตรงกึ่งกลาง ใกล้กันทางด้านขวาเป็นกล้องตัวที่สองสำหรับถ่ายภาพทางด้านหน้า ถัดลงมาเป็นยี่ห้อ “TWZ” สีเงินวางพาดอยู่ตรงกึ่งกลางเช่นเดียวกัน ถัดมาทางด้านล่างเป็นจอแสดงผลแบบTFT-LCD ขนาด 2.4 นิ้ว (320×240 พิกเซล) 
 
  
  
 
 ใต้จอแสดงผล เป็นส่วนของปุ่มควบคุมไล่จากแถวด้านบน ประกอบไปด้วย ปุ่มโทรออกซิม 1, ปุ่มเมนู สามารถใช้เป็นซอฟต์คีย์ด้านซ้าย กับปุ่มโทรออกซิม 2 ในตัว(สัญลักษณ์รูปบ้าน), ถัดมาตรงกลางเป็นปุ่มควบคุมทิศทางแบบลูกบอล (TrackBall), ปุ่มย้อนกลับ สามารถใช้เป็นซอฟต์คีย์ด้านขวาในตัวด้วย และปุ่มวางสาย(กดค้างเปิด-ปิดเครื่อง) วางเรียงตามลำดับ ถัดมาด้านล่างเป็นส่วนของแผงคีย์บอร์ดแบบ QWERTY สกรีนตัวอักษรสีขาว ตัวเลขสีแดง พร้อมด้วยปุ่มใช้งานฟังก์ชันต่างๆตามคีย์บอร์ดฉบับ QWERTY มาตรฐานทั่วไป เช่น ปุ่ม Alt ปุ่ม sym เป็นต้น ใต้ล่างเลข 0 มีไมโครโฟนสำหรับสนทนา-บันทึกเสียงวางอยู่ 
 
  
  
 
 ด้านหลัง : พลิกมาดูด้านหลังจะพบกับพื้นผิวที่แตกต่างไปจากด้านหน้าอย่างสิ้นเชิง ซึ่งพื้นผิวทางด้านนี้ถูกห่อหุ้มด้วยไยสังเคราะห์สีดำ โดยมีลวดลายเส้นกราฟิกวางแทรกอยู่ตรงกลางเครื่อง ทำให้ช่วยจับถือกระชับมือยิ่งขึ้น เมื่อไล่ดูจากส่วนบนสุดจะพบกับเลนส์กล้อง มีไฟแฟลชอยู่ด้านบน และมีข้อความการันตีความละเอียด “2.0 MP Digital Camera” วางกำกับอยู่ทางด้านขวา ใต้ล่างเป็นช่องระบายของลำโพงเสียง(วงกลมสีน้ำเงิน) ถัดลงมาในส่วนของฝาหลังมีชื่อยี่ห้อ “TWZ” วางพาดอยู่ ส่วนด้านล่างมีพื้นที่ยื่นออกมาเพื่อให้ถอดฝาหลังได้ง่ายขึ้น 
 
  
  
 
 เมื่อเปิดฝาหลังออก จะพบกับแบตเตอรีชนิด Li-Ion 1,000 mAh วางอยู่ทางด้านบน ใต้ล่างแบตฯจะพบกับ ช่องใส่ซิมการ์ด 2 ช่อง วางอยู่ทางด้านขวา ซึ่งมีตัวอักษรเขียนบอกอย่างชัดเจนว่าช่องไหน SIM 1, SIM 2 ถัดเยื้องมาทางด้านล่างฝั่งซ้ายเป็นช่องใส่การ์ดหน่วยความจำ รองรับแบบ microSD สูงสุดถึง 8 GB (แถมมากับตัวเครื่อง 2 GB) 
 
  
 
 ด้านขวา : ไล่จากด้านบนจะพบกับ ช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม. ถัดมาใกล้กันเป็นปุ่มปรับระดับเพิ่ม-ลดเสียง และขยาย-ย่อภาพในฟังก์ชันกล้อง ถัดลงมาใกล้บริเวณกลางเครื่องเป็นปุ่มชัตเตอร์กล้องถ่ายรูป(กดค้างเข้าฟังก์ชันกล้องได้โดยตรง) และถัดลงมาเป็นช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอกแบบ microUSB 
 
  
 
 ด้านซ้าย : ไล่จากด้านบนสุดจะพบกับช่องสำหรับร้อยสายคล้องมือ-คอ ถัดลมาเป็นปุ่มล็อก-ปลดล็อกเครื่อง 
 
  
  
 
 ด้านบน และด้านล่าง : ด้านบนถูกปล่อยไว้โล่งๆมีเพียงเสาอากาศรับสัญญารายการโทรทัศน์ซ่อนอยู่ (รับได้ทั้งคลื่นทีวี และคลื่นวิทยุ) ส่วนทางด้านล่างมีเพียงช่องสำหรับเสียบสายชาร์จโทรศัพท์อยู่ตรงกลางเท่านั้น 
 
 Function on TWZ BlueBerry8 (BB8) 
 
  
 
 เอาล่ะ…เมื่อรู้จักกับส่วนประกอบต่างๆไปเรียบร้อยแล้ว มาดูกันที่ฟีเจอร์ภายในที่ใส่ให้มาใช้กันบ้าง เริ่มจากหน้าจอแสดงผลที่เปิดเครื่องมาผู้ใช้จะพบเป็นส่วนแรกกันเลย โดย “หน้าจอหลัก” ไล่จากด้านบน ประกอบไปด้วย สัญญาณคลื่นโทรศัพท์ทั้ง 2 ซิมการ์ด ชื่อโอเปอเรเตอร์ที่ใช้ สถานะแบตฯ ถัดลงมาเป็นสัญลักษณ์แสดงรูปแบบการใช้งาน ข้อความ SMS แยกซิม 1,2 อย่างชัดเจน สัญลักษณ์เปิดใช้งานบลูทูธ ล็อกเครื่อง ฯลฯ ตามด้วยเวลาและวันที่การใช้งาน ส่วนด้านล่างมีไอคอนทางลัดให้เลือกใช้อยู่ 6 ฟังก์ชันไล่จากซ้ายไปขวา ประกอบไปด้วย ข้อความ, สมุดโทรศัพท์, ปฏิทิน, เบราว์เซอร์, มัลติมีเดีย และบันทึกการโทร เลื่อนเลือกฟังก์ชันต่างๆโดยการสั่งงานผ่านปุ่มควบคุมทิศทางแบบลูกบอล (TrackBall) และกดตกลงเพื่อยืนยันการใช้งานได้เช่นเดียวกัน 
 
 ถัดมาดูกันในส่วนของเมนูกันบ้าง รุ่นนี้กดเข้าใช้งานผ่านปุ่มที่มีสัญลักษณ์รูปบ้าน เมื่อกดเข้ามาจะพบเมนูวางเรียงรายอัดเน่นเต็มพื้นที่ นับรวมได้ 19 เมนู ประกอบไปด้วย ข้อความ(Messages), สมุดโทรศัพท์(Phonebook), ปฏิทิน(Calendar), บริการ(Services), มัลติมีเดีย(Multimedia), ปลุก(Alarm), กล้องถ่ายรูป(Camera), ศูนย์บริการ(Call Center), งานที่จะทำ(Tasks), เครื่องเล่นเสียง(Audio Player), จัดการไฟล์(File Manager), พิเศษ(Extra), จาวา(Java), จัดการระบบ(Organizer), เครื่องคิดเลข(Calculator), รูปแบบการใช้งาน(User Profiles), การจัดการเครือข่าย(Manage Connections), ค่าติดตั้ง(Settings) และFacebook 
 
 2 SIM 
 
  
 
 มาเริ่มในส่วนของการทำงาน 2 ซิมอันเป็นตัวชูโรงของเหล่าบรรดาโทรศัพท์เฮ้าส์แบรนด์กันก่อน ซึ่งหลักการทำงานภายในยังคงมาในรูปแบบเดิม กล่าวคือ เมื่อผู้ใช้กดหมายเลขตามที่ต้องการแล้วให้เลือกปุ่มโทร.ออกทางด้านล่างว่าจะใช้ SIM1(ปุ่มโทรออกสีแดง) หรือSIM2(ปุ่มโฮมสีขาว) ในการติดต่อไปยังหมายเลขปลายทาง ส่วนการรับสายเข้านั้นสามารถกดรับได้ตามมาตรฐานสากลทั่วไป 
 
 การ“ตั้งค่า”ใช้งาน 2 ซิมการ์ด ทำได้โดยเลือกที่ เมนู > ค่าติดตั้ง > ตั้งค่า SIM คู่ ซึ่งภายในจะมีให้เลือกปรับค่าดังนี้ ซิมคู่เปิด, เฉพาะซิม 1 เปิด, เฉพาะซิม 2 เปิด และโหมดเครื่องบิน อีกทั้งในขณะสนทนายังมีลูกเล่นใส่มาให้เลือกเปลี่ยนเพื่อดัดเสียงสนทนา ได้แก่ เสียงเด็ก, เสียงเด็กผู้หญิง, เสียงผู้หญิง, เสียงผู้หญิงวัยรุ่น, เสียงเด็กผู้ชาย, เสียงผู้ชาย, เสียง และเสียงแหบ หรือจะปิดเสียงหากไม่ต้องการใช้งานในภายหลังได้ 
 
 นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบข้อมูลการโทรได้ที่เมนู ‘ศูนย์การโทร’ ซึ่งภายในเมนูนี้มีการบันทึกการโทรไว้อย่างละเอียดของทั้ง 2 ซิม ได้แก่ เบอร์ที่ไม่ได้รับสาย, เบอร์ที่โทรออก, เบอร์ที่ได้รับสาย, เวลาที่ใช้ในการโทร, ค่าโทร(ตามที่ได้ตั้งค่าไว้) และ GPRS รวมถึงสามารถตั้งค่าการโทรตามความสะดวกของผู้ใช้งานได้ด้วย หลังการใช้งาน พบว่ามีการแบ่งการทำงานระหว่าง 2 ซิมได้ชัดเจนทั้งการโทรออกและรับสาย เสียงการสนทนาดังชัดเจนดี รวมถึงการรับข้อความทาง SMS และMMS สามารถแบ่งแยกให้ทราบได้ชัดเจนเช่นกัน 
 
 Messages 
 
  
 
 ถัดมาดูในส่วนของการ”ป้อนข้อความ”กันบ้าง ซึ่งรุ่นนี้ออกแบบแป้นคีย์บอร์ด QWERTY เต็มรูปแบบ มาช่วยอำนวยความสะดวกในการป้อนข้อความ รองรับทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ แต่บนแป้นพิมพ์จะสกรีนเฉพาะตัวอักษรภาษาอังกฤษเท่านั้น ส่วนภาษาไทยให้ดูตำแหน่งตัวอักษรผ่านทางหน้าจอ โดยกดเปลี่ยนภาษาที่ปุ่ม ‘Alt’ ซึ่งจะมีให้เปลี่ยน 4 โหมดหลักๆคือ อักษรภาษาอังกฤษตัวใหญ่, อักษรภาษาอังกฤษตัวเล็ก, ภาษาไทย และตัวเลข ถ้าต้องการเรียกใช้สัญลักษณ์ต่างๆนอกเหนือจากที่มีบนแป้นพิมพ์ให้กดที่ปุ่ม ‘Sym’  
 
 นอกจากนี้ ยังสามารถแทรกออปเจกต์ต่างๆ ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียงได้เหมือนกับเครื่องทั่วไป หลังการใช้งานพบว่า ถ้าใช้ป้อนข้อความภาษาอังกฤษจะทำได้สะดวกและรวดเร็วกว่า เนื่องจากสามารถมองที่แป้นแล้วป้อนข้อความที่ต้องการได้เลย แต่ถ้าเป็นภาษาไทยต้องมองตำแหน่งผ่านทางหน้าจอ และต้องอาศัยความคุ้นชินในการปรับตัวพอสมควร แต่ฟังก์ชันที่ใส่มารองรับครอบคลุมทั้งหมดซึ่งนับว่าช่วยให้ใช้งานได้สะดวกดี 
 
 Multimedia 
 
  
 
 ในเมนู”มัลติมีเดีย” ของรุ่นนี้ยังคงเหมือนกับเครื่องยี่ห้อทีดับบลิวแซดก่อนหน้านี้ ที่เป็นแหล่งรวมฟังก์ชันมัลติมีเดียล้วนๆไว้ในกลุ่มก้อนเดียวกัน ประกอบไปด้วย โทรทัศน์, โทรทัศน์แบบอัดรายการ, กล้องถ่ายรูป, อัลบั้มภาพ, เครื่องบันทีกวิดีโอ, เครื่องเล่นวิดีโอ, เครื่องเล่นเสียง, เครื่องบันทึกเสียง และวิทยุ FM ซึ่งรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับลูกเล่นโมชัน เซ็นเซอร์ ที่ให้ผู้ใช้งานได้เขย่าตัวเครื่องเพื่อควบคุมฟังก์ชันต่างๆในเมนูมัลติมีเดียด้วย 
 
 
 โดยเข้าไปตั้งค่าการใช้งานโมชัน เซ็นเซอร์ได้ที่ เมนู > ค่าติดตั้ง > ตั้งค่าโทรศัพท์ > ตั้งค่าการสั่น เมื่อเข้ามาจะพบกับฟังก์ชันให้เลือกเซ็ตค่าดังนี้ เปลี่ยนเพลง, เปลี่ยนรายการวิทยุ, เปลี่ยนรายการ TV, ปิดเสียงโทร.เข้าอัตโนมัติ(เมื่อคว่ำโทรศัพท์) และเปลี่ยนภาพพื้นหลัง ฟังก์ชันเหล่านี้เลือกใช้งานด้วยการติ๊กเครื่องหมายถูกข้างหน้า ถ้าไม่ต้องการใช้งานก็กดเครื่องหมายถูกด้านหน้าออก 
 
 TV 
 
  
 
 มัลติมีเดียยอดฮิตที่ชอบติดมากับเครื่องเฮ้าส์แบรนด์คงหนีไม่พ้น เมนู “โทรทัศน์” ไปได้ ซึ่งใช้เสาอากาศที่ติดมากับตัวเครื่องทางด้านบนเป็นตัวรับสัญญาณ มีเขตค้นหาให้เลือกกว่า 30 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย รับชมได้เฉพาะช่องฟรีทีวีเท่านั้น(3, 5, 7, 9, NBT, ThaiPBS), สามารถค้นหาช่องรายการ ณ พื้นที่บริเวณนั้นอัตโนมัติ สามารถบันทึกช่องรายการได้ 10 รายการ อินเตอร์เฟสการใช้งานออกแบบมาให้ใช้ง่าย เปลี่ยนช่องโดยการควบคุมผ่านปุ่ม “TrackBall” (เลื่อนไปทางซ้าย-ขวา) เพิ่ม-ลดระดับเสียงที่ปุ่มด้านข้างเครื่อง 
 
 ส่วนการปรับค่ามีให้เลือกเฉพาะปรับเอฟเฟกต์การเล่น ซึ่งมีให้เลือกปรับค่าความสว่าง(0-15), สัญญาณ(เปิด-ปิด), สัญญาณอ่อน(เปิด-ปิด) หากต้องการบันทึกรายการโทรทัศน์รุ่นนี้ก็สามารถทำได้ แต่ต้องออกมาเข้าเมนู “โทรทัศน์อัด” ที่แยกออกมาต่างหากอีก 1 เมนู โดยไฟล์ที่อีดได้จะออกมาในรูปแบบนามสกุล 3GP 
 
 Camera 
 
  
 
 “กล้องถ่ายภาพ” ที่ติดมากับเครื่องรุ่นนี้มีมาให้ใช้ทั้งกล้องหลัก(ด้านหลัง) และกล้องรอง(ด้านหน้า) ซึ่งมาพร้อมกับความละเอียด 2 ล้านพิกเซลสำหรับภาพนิ่ง(วิดีโอ 176×144 พิกเซล) พร้อมไฟแฟลชสำหรับช่วยถ่ายในที่แสงน้อยทางด้านหลัง ไม่มีออโต้โฟกัส สามารถเข้าใช้งานได้ 3 ช่องทาง คือ เมนูกล้องโดยตรง โหมดกล้องที่อยู่ในเมนูมัลติมีเดีย และปุ่มทางลัดทางด้านข้างตัวเครื่อง เมื่อกดเข้าใช้งานจะพบกับหน้าจอพร้อมใช้งาน โดยมีแถบเครื่องมือให้เลือกอยู่ทางด้านข้างฝั่งขวา เลื่อนปุ่มควบคุมทิศทางแบบลูกบอล (TrackBall)ขึ้น-ลงเพื่อซูมขยาย-ลดภาพ ถ้าเลื่อนซ้าย-ขวาจะเป็นการปรับแสง EV และกดตรงกลางเพื่อบันทึกภาพ 
 
 “การตั้งค่า” แบ่งออกเป็น 1.การตั้งค่ากล้องถ่ายรูป ที่มีให้ปรับเรื่องการวัดแสง, เสียงชัตเตอร์, การตั้งค่าชดเชยแสง, ความคมชัด, ป้องกันการกระพริบ, ถ่ายภาพแบบหน่วงเวลา และถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง 2.การตั้งค่าภาพถ่าย มีให้เลือกปรับขนาดภาพถ่าย ได้แก่ 1600×1200, 1280×960, 640×480 และ320×240 พิกเซล กับคุณภาพของภาพถ่าย ได้แก่ สูง, ปานกลาง, ต่ำ 3. สมดุลของแสง มีให้เลือกปรับได้แก่ อัตโนมัติ, แสงกลางวัน, แสงทังสเตน, แสงฟลูออเรสเซนท์, เมฆมาก และแสงเทียน 
 
  
 
 4. ลักษณะฉากหลัง มีให้เลือกแบบอัตโนมัติ กับภาพกลางคืน 5. การตั้งค่าเอฟเฟกต์ มีให้เลือกแบบ ปกติ, ขาวดำ, สีซีเปีย, ซีเปียสีเขียว, ซีเปียสีน้ำเงิน และใช้สีกลับ 6. แหล่งเก็บข้อมูลมีให้เลือกว่าจะให้เก็บลงเครื่องหรือการ์ดความจำ ซึ่งการตั้งค่าทั้งหมดสามารถปรับค่าได้โดยการกดปุ่มที่มีสัญลักษณ์บ้านแล้วเข้าไปไล่หาที่ละฟังก์ชัน หรือจะกดปุ่มตัวเลข 0-9 ที่เป็นปุ่มทางลัดในการตั้งค่าก็สามารถทำได้เหมือนกัน 
 
  
 
 ส่วนการตั้งค่าเครื่องบันทึกวิดีโอมีลักษณะคล้ายกับการตั้งค่ากล้องถ่ายภาพทุกประการ เว้นแต่การปรับขนาดที่ไม่มีให้เลือก แต่เป็นการฟิกค่าความละเอียดที่ 176×144 พิกเซล บันทึกในรูปแบบไฟล์ 3GP เท่านั้น 
 
 Music 
 
  
 
 “เครื่องเล่นเพลง” ถูกออกแบบให้มีอินเตอร์เฟสที่เข้าใจง่าย ควบคุมปุ่มเครื่องเล่นเพลงผ่าน “TrackBall” รองรับไฟล์เสียง MP3, WAV ถ้าต้องการเลือกรายการเพลงให้กดปุ่มโฮมเพื่อย้อนออกไปยังหน้ารายการเพลง และถ้าต้องการรีเฟรชรายการเพลงในกรณีที่เพิ่งใส่เพลงเข้ามาใหม่ รวมถึงการปรับตั้งค่าต่างๆให้กดปุ่มโฮมเพื่อออกไปยังหน้ารายการตั้งค่าอีกหน้าหนึ่ง 
 
 “การตั้งค่า” ของเครื่องเล่นเพลงแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ประกอบไปด้วย 1. ตั้งค่าเครื่องเล่น ภายในมีฟังก์ชันให้เลือกปรับดังนี้ แหล่งเก็บเพลง(เครื่อง หรือการ์ด), สร้างรายการอัตโนมัติ, เล่นซ้ำ, เล่นสุ่ม และเล่นเบื้องหน้าให้เลือกเปิด-ปิด 2. ตั้งค่าหน้าจอ มีให้เลือกใช้ฟังก์ชันเดียว คือ แสดงเนื้อเพลงให้เลือกเปิด-ปิด 
 
  
 
 3. เอฟเฟกต์เสียง ภายในมีให้เลือกปรับ 3 ส่วนหลัก แบ่งเป็น 3.1 เอฟเฟกต์เสียง ที่มีฟังก์ชันย่อย 4 โหมด ได้แก่ อีควอไลเซฮร์ (8 รูปแบบ ปกติ, เบส, แดนซ์, คลาสสิค, ทรีเบิล, ปาร์ตี้, ป็อป, ร็อค) เอฟเฟกต์สะท้อน (6 รูปแบบ คอนเสิร์ต, อาบน้ำฝักบัว, โบสถ์, ห้องขนาดเล็ก, โอเปร่า, ห้องน้ำ), เซอร์ราวนด์ 3 มิติ มีให้เลือกใช้ 2 โหมด และปิด 3.2 Bass Enhancement (เปิด-ปิด) 3.4 ปรับความเร็วในการเล่นเพลงได้ 5 ระดับ ได้แก่ ปกติ, เร็ว, เร็วที่สุด, ช้าที่สุด และช้า 4. การตั้งค่าในส่วนของบลูทูธแฮนด์เซ็ต 
 
 FM 
 
  
 
 “วิทยุ FM” ในรุ่นนี้ใช้เสาอากาศเป็นตัวรับสัญญาณเหมือนกับในเมนูทีวี ควบคุมการทำงานทำได้ง่ายๆเหมือนเครื่องเล่นเพลงผ่านปุ่มเลื่อน ‘TrackBall’ ระบบค้นหาคลื่นมีให้เลือกใช้ทั้ง อัตโนมัติ และกำหนดคลื่นเอง(ทศนิยม 1 ตำแหน่ง) บันทึกรายการสถานีได้ทั้งหมด 20 สถานี ส่วนการตั้งค่ามีให้เลือกเล่นเพลงพื้นหลัง(เปิด-ปิด), ลำโพงสเตริโอ(เปิด-ปิด), รูปแบบไฟล์บันทึก(AMR, WAV), คุณภาพเสียง(ต่ำ, สูง) และแหล่งเก็บไฟล์บันทึก(เครื่อง, การ์ดหน่วยความจำ) 
 
 Internet 
 
  
 
 เครื่องเฮ้าส์แบรนด์ไม่ได้มีเฉพาะแค่ใช้งาน 2 SIM หรืออุดมไปด้วยฟังก์ชันมัลติมีเดียเท่านั้น การใช้งานอินเทอร์เน็ตเข้าเว็บต่างๆต้องบอกว่ามีดีไม่แพ้อินเตอร์แบรนด์เหมือนกัน ซึ่งรุ่นนี้มีช่องทางการเชื่อมต่อให้เลือกใช้ครบเช่นกัน ทั้งผ่านเครือข่าย EDGE, GPRS หรือจะผ่านเครือข่าย Wi-Fi ที่ติดมาให้ใช้งานเหมือนกัน โดยใช้เว็บเบราว์เซอร์ ‘Opera Mini’ เป็นสื่อกลางในการเข้าถึงหน้าเว็บต่างๆ หลังลองใช้พบว่าสามารถแสดงผลภาษาไทยได้ฉลุย แต่ไม่รองรับคอนเทนต์ที่อยู่ในรูปแบบของแฟลช นอกจากนี้ ในเครื่องยังใส่เมนูเฟสบุ๊กมาให้เล่นกันตกเทรนด์อีกด้วย 
 
 บทสรุป 
 
 “TWZ BlueBerry8 (BB8)” ยังคงครบเครื่องในเรื่องมัลติมีเดียตามฉบับของเฮ้าส์แบรนด์ยี้ห้อ ‘TWZ’ อยู่ การใช้งานซิมการ์ด 2 ซิมใช้งานง่าย แยกแต่ละซิมชัดเจนดี ส่วนคีย์บอร์ด ‘QWERTY’ ที่ใส่มาให้ใช้งานตอบสนองได้ดีกว่าที่คาดเอาไว้ ปุ่มกดใช้งานง่าย แต่ทั้งนี้ ต้องอาศัยความคุ้นชินในการพิมพ์ตัวอักษรภาษาไทยสักระยะจึงจะพิมพ์ได้ถนัด ด้านการออกแบบจัดว่าลงตัวพอสมควรแต่ยังไม่สมบูรณ์แบบ เพราะติดตรงที่หูฟังใช้งานมาอยู่ด้านข้างเครื่องทำให้ใส่กระเป๋าลำบากเหมือนกัน 
 
 การเชื่อมต่อมีมาให้ใช้อย่างครบครันทั้ง พอร์ต USB2.0, บลูทูธ และWi-Fi ปุ่มควบคุมทิศทางแบบลูกบอล (TrackBall) ทำงานได้น่าประทับใจถึงแม้ว่าจะตอบสนองหลุดๆบ้างแต่ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีกว่าที่คิดไว้ เสียงที่ขับผ่านทางลำโพงด้านหลังให้เสียงดังชัดจน ออกแหลมใสแต่ไม่มีมิติ เสียงสนทนาจากลำโพงด้านหน้าดังชัดเจนดี ส่วนภาพถ่ายที่ได้จากกล้องทางด้านหลังต้องบอกว่าผิดหวังเล็กน้อย ยังไม่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นไปกว่าเดิม กล่าวคือ กล้องไม่สามารถควบคุมปริมาณแสงสว่างในตอนกลางวันได้ แม้ว่าแสงนั้นจะไม่ได้จ้ามากก็ตาม 
 
 ด้านพลังงานจากแบตฯที่ให้มาถือว่าใช้งานได้ไม่เลวเลยครับ โดยในกล่องให้แบตฯสำรองมาใช้งานด้วยอีก 1 ก้อน ตามสไตล์โทรศัพท์มือถือเฮ้าส์แบรนด์ ซึ่งหลังจากทดลองใช้งานพบว่า แบตฯ 1 ก้อนสามารถดูโทรทัศน์ได้ต่อเนื่องประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง ถ้าใช้งานหนักๆอย่างละนิดอย่างละหน่อยสามารถอยู่ได้วันต่อวันพอดี แต่หากใช้งานปกติเน้นแสตนบายรับสายเข้าก็อยู่ได้ 2 วันเลยทีเดียว 
 
 ขอชม 
 
 - ปุ่มกดแบบคีย์บอร์ด QWERTY ตอบสนองการใช้งานได้ดีกว่าที่คาดไว้ 
 - คุณภาพวัสดุตัวเครื่องที่เลือกนำมาประกอบไม่แพ้อินเตอร์แบรนด์ 
 - ฟังก์ชันมัลติมีเดียที่เป็นตัวชูโรงมาตลอดยังคงคุณภาพเหมือนเดิม 
 
 ขอติ 
 
 - วัสดุทางด้านหน้ามีความมันวาว ซึ่งทำให้ดูหรูก็จริงแต่ก็ทำเกิดรอย-คราบนิ้วมือได้ง่ายเหมือนกัน 
 - ฟังก์ชันการทำงานในโหมดกล้องยังไม่พัฒนาเหมือนเดิม รวมถึงคุณภาพภาพถ่ายด้วย 
 - ช่องต่อหูฟัง 3.5 มม. ถ้าย้ายมาอยู่ทางด้านบน หรือด้านล่างจะใช้งานสพดวกกว่ามาก 
 
 Company Related Links : 
 TWZ 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตัวอย่างภาพถ่ายโหมดปกติ

ตัวอย่างภาพถ่ายเมื่อใช้เอฟเฟกต์ที่ใส่ให้มา

 

 

 



Review : Garmin 1460 น่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ทุกสถานการณ์

January 17, 2010

 GARMIN nuvi 1460 เป็นเครื่องจีพีเอสเนวิเกเตอร์รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในประเทศไทยไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา มีคุณสมบัติเด่นอยู่หลายอย่าง อาทิ จอทัชสกรีนขนาด 5 นิ้ว, ความสามารถในการแนะนำช่องทางการขับขี่พร้อมแสดงภาพทางแยกเสมือนจริง (Land Assist + Junction View), แนะนำเส้นทางแบบเลี้ยวต่อเลี้ยว, สนับสนุนการวางแผนการเดินทางและบันทึกเส้นทางล่วงหน้าได้มากถึง 10 เส้นทาง, รองรับระบบแฮนด์ฟรีผ่านเทคโนโลยี Bluetooth และ ecoRoute แอพพลิเคชั่นเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับรถและประหยัดน้ำมัน 
 
 GARMIN nuvi 1460 สร้างความประทับใจให้กับเราได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่สัมผัส หลังกดปุ่มเปิดเครื่อง หน้าจอจะปรากฏโลโก้ GARMIN ขึ้นมาทันที เป็นการบอกให้รู้ว่าระบบเริ่มทำงานแล้ว ก่อนที่จะใช้เวลาอีกประมาณ 10 วินาทีแสดงหน้าจอหลัก และใช้เวลาอีกไม่ถึง 1 นาทีสำหรับการจับสัญญาณจีพีเอสและอยู่ในสถานะพร้อมใช้งาน ซึ่งเร็วมาก เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดที่ส่วนใหญ่ใช้เวลาระหว่าง 5-10 นาทีในการจับสัญญาณจีพีเอส 
 
  
 หน้าจอหลัก 
 
 
อินเตอร์เฟสสวย ใช้งานง่าย 
 
 ส่วนติดต่อกับผู้ใช้ หรือ ยูสเซอร์อินเตอร์เฟส ของ nuvi 1460 ได้รับการออกแบบอย่างประณีต สวยงาม สีสันสดใส ไอคอนมีขนาดใหญ่ ทัชได้ถนัดมือ แถมหน้าจอยังไวต่อการสัมผัส ทำให้ควบคุมและสั่งงานได้ง่ายและสะดวก ตัวอักษรก็มีขนาดใหญ่ อ่านได้ถนัดตา 
 
  
 ปรับแต่งได้อิสระ ยืดหยุ่นและครอบคลุม 
 
 ต้องยอมรับว่า nuvi 1460 เป็นระบบจีพีเอสเนวิเกเตอร์ที่มีความยืดหยุ่นสูงมากจริงๆ มีออปชั่นให้ปรับแต่งการทำงานได้หลากหลาย ขณะเดียวกันทูลส์สำหรับบริหารจัดการข้อมูลต่างๆก็มีมาให้ครบครัน ดังนั้นการปรับแต่งระบบเพื่อให้เข้ากับลักษณะการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคน ในแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิภาค จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร และสามารถรองรับได้ทุกสภาพแวดล้อมและภูมิประเทศ 
 
  
 
 สิ่งที่ผู้ใช้สามารถปรับตั้งได้ ได้แก่ 
 1. ระดับเสียง 
 2. ระบบ 
 a. GPS (On, Off) 
 b. ประเภทยานพาหนะ (รถยนต์, เดินเท้า, จักรยาน, รถบรรทุก) 
 c. หน่วยวัด (กิโลเมตร, ไมล์) 
 d. รูปแบบคีย์บอร์ด (ABCDE, QWERTY) 
 
  
 
 3. การนำทาง 
 a. การคำนวณเส้นทาง (เร็ว, สั้น, เส้นตรงหรือออฟโรด) 
 b. จุดหลีกเลี่ยง 
 i. กลับรถ 
 ii. มอร์เตอร์เวย์ 
 iii. ทางด่วน 
 iv. รายงานจราจร 
 v. ท่าเรือเฟอร์รี่ 
 vi. เลนรถร่วม 
 vii. ถนนลูกรัง 
 
  
 
 4. การแสดงผล 
 a. โหมดสี (กลางวัน, กลางคืน, อัตโนมัติ) 
 b. บันทึกหน้าจอ (On, Off) 
 c. ความสว่าง 
 
  
 
 5. เวลา 
 
  
 
 6. ภาษา 
 a. เสียงพูด (17 ภาษา) มีจุดขายเป็นเสียงภาษาไทย 4 ภาค ได้แก่ กลางหญิง กลางชาย เหนือ อีสาน ใต้) 
 b. ภาษาตัวอักษร (7 ภาษา) 
 c. คีย์บอร์ด (6 ภาษา) 
 
  
 
 7. แผนที่ 
 a. รายละเอียดแผนที่ (มาก, ปกติ, น้อย) 
 b. การแสดงแผนที่ (3D, 2D, N) 
 c. สัญลักษณ์รถ (สามารถดาวน์โหลดเพิ่มได้) 
 d. Trip Log (On, Off) 
 e. POI Icon (เลือกประเภท POI ที่จะให้แสดงบนแผนที่) 
 
  
 
 8. ซีเคียวริตี้ 
 a. GARMIN Lock (On, Off) 
 b. Safe Mode (On, Off) เมื่อเปิดใช้งาน เราจะไม่สามารถค้นหาจุดหมาย หรือปรับแต่งการทำงานใดๆได้ในขณะขับรถ เป็นออปชั่นเพื่อความปลอดภัยในขณะขับขี่ 
 9. บลูทูธ สำหรับคอนเน็กกับโทรศัพท์มือถือ เพื่อใช้เป็นแฮนด์ฟรี 
 
 ส่วนทูลส์สำหรับบริหารจัดการข้อมูลและเป็นตัวช่วยระหว่างเดินทาง มีดังนี้ 
 1. ecoRoute แอพพลิเคชั่นเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่และประหยัดน้ำมัน 
 
  
 
 2. ตำแหน่งของฉัน (Where am I?) สำหรับค้นหาสถานที่สำคัญเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน 
 a. โรงพยาบาล 
 b. สถานีตำรวจ 
 c. ปั๊มน้ำมัน 
 
  
 
 3. ข้อมูลของฉัน 
 a. ตั้งตำแหน่งบ้าน (Home) 
 b. ลบตำแหน่งที่ใช้ประจำ (Favorite) 
 c. ลบเส้นทางที่เลือกไว้ (Route) 
 d. นำเข้าเส้นทางจากไฟล์ (Import Route) 
 
  
 
 4. เส้นทาง (สำหรับวางแผนการเดินทางล่วงหน้า และบันทึกเก็บไว้ สูงสุด 10 เส้นทาง) 
 
  
 
 5. ดูภาพถ่าย 
 
  
 
 6. นาฬิกาโลก 
 
  
 
 7. เครื่องคิดเลข 
 
  
 
 8. ตัวแปลงหน่วย 
 
  
 
 9. ช่วยเหลือ (คู่มือการใช้งาน) 
 
 หน้าถัดไปจะอธิบายเกี่ยวกับการค้นหาเส้นทางด้วยวิธีต่างๆ รวมไปถึงวิธีการใช้งาน สามารถกดเปลี่ยนหน้าได้ที่นี่ 
 

Edited – ลองของ 3G จาก TOT

January 17, 2010

                           

Edited- มีแต่คนตั้งคำถามว่า “3G ของ TOT เป็นอย่างไรบ้าง” เพื่อตอบคำถามนี้ ผู้จัดการไซเบอร์ขออาสาพาท่านไป”ลองของ”บริการอินเทอร์เน็ตสดใหม่ไร้สายความเร็วสูง 3G จากทีโอทีนามว่า TOT3G ซึ่งตอนนี้ต้องยอมยกนิ้วให้จริงๆกับตัวเลขทดสอบสวยหรูซึ่งอาจทำให้คอเน็ตทั้งหลายหวั่นไหวไปกับทีโอทีได้ง่ายๆ 
 
 
 ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า อุปกรณ์ที่สามารถใช้งานร่วมกับ TOT3G ประกอบด้วยเครื่องโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ AirCard หรือที่เรียกว่า Dongle ซึ่งการเลือกใช้อุปกรณ์เพื่อให้ทำงานบนเครือข่าย TOT3G ให้ได้เต็มประสิทธิภาพนั้น ควรคำนึงว่าอุปกรณ์รองรับคลื่นความถี่ 900/2100 Mhz รองรับระบบ HSPA หรือไม่ หากเป็นโทรศัพท์ก็ควรมีกล้องหน้าเพื่อทำ Video Call 
 
 เราเลือกใช้ Air Card ในการเชื่อมต่อเพื่อทดสอบความเร็วของ TOT3G จากการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตหรือ Speed Test พบว่าเมื่อทีโอทีเปิดโปรโมชันราคาหน้าตาดี ทำให้ความเร็วที่ทดสอบได้ช่วงเดือนมกราคมต่ำกว่าการทดสอบในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุดที่วัดได้นั้นสูงถึง 6.49 Mbps ความเร็วในการอัปโหลดอยู่ที่ 1.12 Mbps เป็นการวัดในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ความเร็วต่ำสุดที่วัดได้อยู่ที่ 2.87 Mbps (ดาวน์โหลด) และ 0.40 Mbps (อัปโหลด) เทียบกับความเร็วการันตี 7.2 Mbps ที่หน้าจอประกาศไว้ 
 
 TOT3G ไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อเชื่อมต่อบนรถที่กำลังเคลื่อนที่ในเขตเมือง แต่มีปัญหาเมื่อรถวิ่งเร็วบนทางด่วน เสาอากาศยังไม่เสถียร ขึ้นเต็มในบางพื้นที่ ขณะที่บางพื้นที่ก็ไม่มีสัญญาณ 
 
 น่าเสียดายที่พื้นที่พักผ่อนอย่างพัทยาไม่สามารถใช้งาน 3G ของทีโอทีได้ โดยข้อมูลบนเว็บไซต์ระบุว่าบริการ 3G ของทีโอทีนั้นครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดในขณะนี้ ได้แก่ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และอยุธยา จังหวัดแรกนั้นกินพื้นที่เมืองหลายเขตเกือบครบทั้งเมือง แต่จังหวัดหลังสุดนั้นคลุมเฉพาะเขตบางปะอินเท่านั้น 
 
 อีกด้านหนึ่งก็ต้องชมว่าราคาที่ทีโอทีวางไว้นั้นไม่สูงเกินเอื้อมจนเข้าขั้นทำให้หลายคนออกอาการหวั่นไหวเคลิ้มตามไปด้วย แพคเก็จเหมาจ่ายรายเดือนราคาเริ่มที่ 199 บาท ใช้งานข้อมูลได้ 1GB ราคาสูงสุดคือ 799 บาท ใช้งานได้ 6GB ซึ่งนอกจากบริการอินเทอร์เน็ต ทีโอทียังทำโปรโมชันควบบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย ซึ่งราคาเริ่มที่ 199 บาทเช่นกัน แต่การใช้งานข้อมูลจะทำได้น้อยกว่า และเน้นให้ทำวิดีโอคอลล์ 
 
 ราคาทั้งหมดนี้ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยหากใช้งานข้อมูลเกิน จะต้องจ่ายเงินเพิ่ม 0.20 บาทต่อข้อมูล 1MB 
 
 ไม่เพียงเหมาจ่ายรายเดือนหรือ Post-Paid ทีโอทียังออกโปรโมชันบัตรเติมเงินหรือ Pre-Paid ให้ผู้ซื้อซิม 3G ทีโอทีเติมเงินรายวันได้ด้วย โดยราคาเติมเงินเริ่มต้นคือ 50 บาทใช้ได้ 5 วัน 
 
 ผู้สนใจใช้งาน TOT3G สามารถสมัครบริการที่ศูนย์บริการลูกค้าของทีโอทีในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงพันธมิตรผู้ร่วมให้บริการ (MVNO) ทั้ง 5 รายได้แก่ บรษัท สามารถ ไอ-โมบาย, บริษัท 365 คอมมูนิเคชัน, บริษัท ล็อกซเล่ย์, บริษัท ไออีซี และบริษัท เอ็ม คอนซัลต์ เอเซีย 
 
 ผู้ซื้อโปรโมชัน Pre-Paid จะต้องตรวจสอบว่าสามารถใช้งาน 3G ในพื้นที่ที่ต้องการได้หรือไม่ด้วยการใส่ซิมการ์ดลงในเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่และเปิดเครื่องเพื่อกดโทรออกตั้งแต่ช่วงเริ่มขอเปิดใช้งานครั้งแรก โดยกรณีอยู่ในพื้นที่ให้บริการ ระบบจะส่งข้อความอัตโนมัติเพื่อยืนยันการใช้งาน แต่หากอยู่นอกพื้นที่ครอบคลุมการให้บริการ ก็จะยังไม่สามารถใช้งานได้ 
 
 หลังจากเปิดใช้บริการได้แล้ว โทรศัพท์ของคุณจะทำงานและแสดงเครือข่าย TOT3G ทันทีที่คุณอยู่ในพื้นที่รัศมี TOT3G แต่กรณีที่คุณอยู่นอกพื้นที่ ระบบก็จะใช้บริการบนเครือข่ายร่วม (Roaming) สังเกตได้จากหน้าจอโทรศัพท์ของคุณจะแสดงเครื่องหมายเครือข่ายที่ Roaming แทน ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆเพิ่มขึ้นตามมา 
 
 บทสรุปจากการลองของ TOT3G ครั้งนี้คือไม่ผิดหวัง สามารถแนะนำบอกต่อเพื่อนฝูงได้อย่างไม่ขัดเขิน แต่ประเด็นเดียวที่อยากฝากถึงทีโอทีคือ ขอให้รักษาคุณภาพของบริการ TOT3G ในวันนี้ไว้ ไม่ว่าอนาคต TOT3G จะมีผู้ใช้งานมากน้อยเพียงไร 
 
 Company Related Links : 
 TOT 

 

 



 

 

 

เสาสัญญาณ WCDMA เต็มเปี่ยมบริเวณเยาวราช

หน้าต่างเข้าสู่การใช้งาน TOT 3G

ความเร็วที่ระบุคือ 7.2Mbps

 

 

 

ความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุดที่วัดได้ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ความเร็วต่ำสุดที่วัดได้

ความเร็วที่ทดสอบได้จากเซิร์ฟเวอร์ในฟลอริดา สหรัฐอเมริกา

 

 

 

โปรโมชันเหมาจ่ายรายเดือน post paid ของ TOT3G แบบรวมค่าโทรศัพท์และค่าอินเทอร์เน็ต หมดเขตเดือนมกราคมนี้

โปรโมชันเหมาจ่ายรายเดือน post paid ของ TOT3G เฉพาะบริการอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว หมดเขตเดือนมกราคมนี้เช่นกัน

โปรโมชันจ่าย pre paid ของ TOT3G หมดเขตเดือนมกราคมนี้

 

 

 

Aircard รุ่น U3510 จากไอ-โมบาย ที่ใช้ในการทดสอบ

 

 

 

Aircard รุ่น U3510 พร้อมซิมการ์ด TOT 3G ที่ใช้ในการทดสอบ

 

 

 



Review : Samsung Candy 3G ครบเครื่องแนว QWERTY สไลด์

January 15, 2010

                 

 
 
 โทรศัพท์ตระกูลแคนดี้ (Candy) หรือที่วางจำหน่ายในต่างประเทศนาม คอร์บี้ (Corby) ถูกวางมาเป็นทัชโฟนราคาถูกที่ทุกๆคนสัมผัสได้ โดยทางซัมซุงประเทศไทย ได้มีการนำอีก 2 รุ่นเข้ามาจำหน่ายในช่วงนี้คือ แคนดี้ แชท (Candy Chat) และ แคนดี้ 3G (Candy 3G) ซึ่งยังคงจุดเด่นที่ ขนาดเล็กกะทัดรัดสีสันสวยงามเช่นเดิม 
 
 สำหรับ แคนดี้ แชท มีจุดเด่นที่แยกออกมาจากแคนดี้ ธรรมดาคือ มีคีย์บอร์ด QWERTY สไลด์ด้านข้างออกมา และเปลี่ยนหน้าจอจากแบบ Capacitive มาเป็นแบบ Resistive เช่นเดียวกับ แคนดี้ 3G ที่จะนำมารีวิวให้ชมกัน โดยสิ่งที่ 3G มีมากกว่าแคนดี้อีก 2 รุ่นก็คือรองรับการเชื่อม 3G นั่นเอง 
 
 Feature On Samsung Candy 3G 
 
  
 
 อินเตอร์เฟสการใช้งานสำหรับแคนดี้ 3G ยังคงเป็น “TouchWiz” ที่มาพร้อมกับวิตเจ็ตอยู่ในแถบ ‘Side bar’ ทางด้านล่าง มีพื้นที่ให้เลือกใช้วิตเจ็ตกันถึง 3 หน้าเช่นเคย ส่วนด้านข้างยังเป็นปุ่มกดเข้าสู่ เมนู สมุดโทรศัพท์ และ ปุ่มกด (โทรฯออก) อยู่เช่นเดิม ทั้งนี้ในกรณีที่ไม่ได้สไลด์คีย์บอร์ดออก หน้าจอจะทำงานในแนวตั้งตามปกติ  
 
  
 
 หน้าเมนูแบ่งออกเป็น 3 หน้าด้วยกัน ประกอบไปด้วย บันทึกล่าสุด, Facebook, เครื่องเล่นเพลง, อินเทอร์เน็ต, MySpace, ไฟล์ส่วนตัว, ปฏิทิน, กล้องถ่ายรูป, คอมมูนิตี้, Instant Messenger, การเตือน, การตั้งค่า, ค้นหาเพลง, Google, วิทยุFM, แลกเปลี่ยน ActiveSync, แก้ไขรูปภาพ, เกมและแอปพลิเคชัน, เครื่องบันทึกเสียง, บลูทูธ, ซิงโครไนซ์, Wi-Fi, สมุดบันทึก, ดาวน์โหลด, สิ่งที่ต้องทำ, เครื่องคิดเลข, การเปลี่ยนหน่วย, เวลาโลก, การตั้งเวลา, การจับเวลา และแอปพลิเคชันSIM 
 
 ซึ่งถ้าสังเกตจะพบว่าเมนูแทบไม่ต่างจาก “แคนดี้” รุ่นปกติเลย ยกเว้นในเรื่องของการเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่เพิ่มเข้ามา ส่วนแอปพลิเคชันเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ในรุ่นเดิมจะไปรวยมอยู่ในโฟลเดอร์คอมมูนิตี้เท่านั้นเอง ดังนั้นในเรื่องของการใช้งานผู้ใช้ TouchWiz ในแบรนด์ซัมซุงคงคุ้นเคยกันดี 
 
  
 
 ภายในคอมมูนิตี้จะประกอบไปด้วยลิงก์ไปยังแอปพลิเคชันหรือเปิดหน้าเว็บไซต์เครือข่ายออนไลน์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น Facebook, Bebo, Fotki, Photobucket, Picasa, MySpace และ Friendster โดยในกรณีที่ไม่มีมากับเครื่องผู้ใช้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดมาติดตั้งได้จากเมนูดาวน์โหลดที่มากับตัวเครื่องได้ทันที 
 
  
 
 สำหรับแอปพลิเคชันอย่างเฟสบุ๊กถือว่าให้มาครบตามการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือทั่วไป แบ่งหน้าหลักออกเป็น 4 หน้าคือแสดงฟีดข่าว ถัดมาเป็นแสดงข้อมูลส่วนตัว รายชื่อเพื่อน และกล่องข้อความ นอกจากนี้ยังอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ด้วยปุ่มเพิ่มรูปถ่าย เพื่ออัปโหลดรูปขึ้นเฟสบุ๊กในทันที 
 
  
 
 ในส่วนของระบบแชท ปัจจุบันที่แถมมาให้กับในตัวเครื่องจะเป็นของ Palringo ซึ่งเป็นจาวาแอปพลิเคชัน โดยในการใช้งานผู้ใช้จำเป็นต้องเข้าไปสมัครใช้บริการที่เว็บไซต์ http://www.palringo.com/ ก่อน เพื่อที่จะลงทะเบียนว่าจะใช้บริการของอะไรบ้าง หลังจากนั้นจึงนำไอดีที่ลงทะเบียนมาล็อกอินในโทรศัพท์มือถือ 
 
  
 
 มาดูกันที่แอปฯสำหรับใช้งานเชื่อมต่อไวเลสกันบ้าง เมื่อเปิดแอปฯขึ้นมาจะพบกับหน้าปุ่ม Wi-Fi อยู่ตรงกลาง โดยผู้ใช้สามารถกดที่ปุ่มดังกล่าวเพื่อเปิด-ปิดการใช้งานได้ ซึ่งเมื่อเปิดใช้งานแล้วจะพบกับเครือข่ายที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว ต้องการเชื่อมต่อกับจุดไหนก็สามารถเลือกและใส่รหัสเพื่อเข้าใช้งานได้ทันที ทั้งนี้เมื่อมีการใส่รหัสครั้งแรกแล้วครั้งต่อไปเมื่อเชื่อมต่ออีกครั้งทางเครื่องจะเชื่อมต่อให้อัตโนมัติ 
 
  
 
 เมื่อเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้แล้ว ลองใช้งานเบราว์เซอร์ที่มากับเครื่องบ้าง ในที่นี้ถ้าสังเกตจะพบว่าฟอนต์ของตัวอักษรที่แสดงเป็นคล้ายลายมือการ์ตูน เนื่องจากขณะใช้งานได้ปรับธีมให้เป็นแบบดังกล่าวอยู่ ถ้าไม่ชอบสามารถเปลี่ยนฟอนต์ให้เป็นตัวอักษรปกติได้เช่นกัน 
 
  
 
 แถบเมนูด้านข้างในส่วนของเบราว์เซอร์ประกอบไปด้วยปุ่มย้อนกลับ เพิ่มหน้าเว็บโปรด เข้าสู่หน้าเพจที่บันทึกไว้ และการตั้งค่าอื่นๆ ซึ่งการตั้งค่าในส่วนนี้ก็มีตั้งค่าทั่วไป RSS อัปเดท รายการอินเทอร์เน็ต เคลียร์แคช ลบคุกกี้ และการจัดการคุกกี้ ภายในเครื่อง 
 
 Camera 
 
  
 
 โหมดกล้องในเครื่อง ถือว่ามีพัฒนามาจากแคนดี้เล็กน้อยตรงที่เพิ่มหมวด SCN ให้ผู้ใช้สามารถปรับใช้งานกัน ตั้งแต่แบบปกติ รูปบุคคล ทิวทัศน์ กลางคืน กีฬา พระอาทิตย์ตก และตัวอักษร ส่วนโหมดถ่ายรูป ยังคงมีให้ตามมาตรฐานคือ ชอตเดียว สไมล์ชอต ชอตต่อเนื่อง และพาโนราม่า 
 
 ในการใช้งานกล้องเมื่อเทียบในช่วงระดับราคาเดียวกันภายใต้แบรนด์ซัมซุง ยังมีสตาร์ไดมอนด์ ที่ให้กล้องที่ดีกว่าแคนดี้ 3G อยู่เยอะมาก เนื่องจากข้อจำกัดของรุ่นนี้ ยังอยู่ที่กล้อง 3.2 ล้านพิกเซล และไม่มีออโต้โฟกัส ดังนั้นถ้าผู้ใช้ต้องการใช้งานเพื่อถ่ายรูปแล้ว ควรหันไปลองดูสตาร์ไดมอนด์เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกจาก กล้อง 5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชและออโต้โฟกัสจะดีกว่า 
 
 Design of Samsung Candy 3G 
 
  
 
 Samsung B5310 หรือแคนดี้ 3G นั่นมีหน้าตาไม่แตกต่างจากรุ่นแรกที่ออกมาคือ แคนดี้เลย เพียงแต่มีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อยและหนาขึ้นอีกนิดเนื่องจากมีคีย์บอร์ดสไลด์ข้าง ทำให้ขนาดรอบตัวอยู่ที่ประมาณ 105 x 56.8 x 15.7 มิลลิเมตร น้ำหนัก 135 กรัม ถือว่าอยู่ในขนาดพอดีมือไม่เล็กและใหญ่จนเกินไป โดยที่ขายในไทยขณะนี้จะมีหน้ากากให้เปลี่ยนเพียง 2 สี คือ ขาว และ ดำ เท่านั้น 
 
  
 
 ด้านหน้า – ไล่จากบนสุดมีช่องลำโพงสนทนา ที่ดีไซน์เป็นแนวยาวลวดลายคล้ายตะแกรงถี่ๆ สีเงินพาดเป็นแนวยาวอยู่บนสุด เยื้องลงมาทางซ้ายเล็กน้อยมีกล้องวิดีโอคอลติดอยู่ ถัดลงมาเป็นหน้าจอ QVGA แบบ Resistive ขนาด 2.8 นิ้ว 16 ล้านสี 
 
 ถัดลงมามีตัวอักษรเขียนชื่อแบรนด์ “Samsung” สีเงิน วางพาดอยู่ตรงกึ่งกลาง ล่างสุดเป็นปุ่มควบคุม มีด้วยกัน 3 ปุ่มคือ ไล่จากซ้ายเป็นปุ่มรับสาย ตรงกลางเป็นปุ่มเมนู และขวาเป็นปุ่มวางสาย (กดค้างเพื่อปิดเครื่อง) 
 
  
 
 เมื่อสไลด์คีย์บอร์ดออกมา จะพบกับคียบอร์ดสีแดงแรงฤทธิ์ สกรีนด้วยตัวอักษรสีขาว สลับกับสีเหลือง ซึ่งเลย์เอาท์ภาษาอังกฤษถือว่าทำออกมาได้ตามมาตรฐานทั่วไป แต่สำหรับเลย์เอาท์ภาษาไทยไม่ทราบเหมือนกันว่าทางซัมซุงคิดอย่างไร จึงทำการเรียงตัวอักษรไล่จาก ก ข ค ไปเรื่อยๆ แทนที่จะเรียงตาม ฟ ห ก ด ปกติ (เครื่องที่ขายจริงมีสกรีนภาษาไทยให้เรียบร้อย) 
 
 สำหรับการใช้งานปุ่มกด เนื่องจากคีย์บอร์ดมีลักษณะติดกัน รวมไปถึงปุ่มกดไม่ได้มีลักษระบุ๋มลงไปมากเมื่อทำการกด ทำให้ในการใช้งานค่อนข้างจะเมื่อนิ้วเล็กน้อยในการพิมพ์ช่วงแรกๆ แต่เมื่อชินและรับรู้การสัมผัสแล้วก็สามารถใช้งานได้ปกติทั่วไป (ในกรณีที่พิมพ์ภาษาอังกฤษ) 
 
  
 
 ด้านหลัง – ฝาหลังทำจากพลาสติกเคลือบสีที่มีลวดลายเป็นเกลียวคลื่น ผิวมันเงา ไล่จากส่วนบนจะมีกล้องความละเอียด 3 ล้านพิกเซล โดยมีวงกลมสีเงินเป็นขอบนอก ข้างขวามีช่องลำโพงสเตอริโอ ถัดลงมามีการสลักแบรนด์ “Samsung” ในสไตล์นูนต่ำ 
 
  
 
 เปิดฝาหลังด้วยการงั้นจากช่องบริเวณด้านล่างของเครื่อง จะพบกับแบตเตอรี่ Li-ion ความจุ 960 mAh ถอดแบตออกมาจะเจอช่องใส่ซิมการ์ด ส่วนช่องใส่ไม่โครเอสดีการ์ดจะอยู่ทางด้านขวา มุมขวาบนเป็นช่องสำหรับร้อยสายโทรศัพท์ ที่น่าสนใจคือบริเวณรูในช่องข้างล่างแบต จะมีช่องสำหรับเสียบสายต่อGPS ภายนอกไว้ให้ใช้งานด้วย 
 
  
  
 
 ด้านซ้าย – มีปุ่มปรับระดับเสียงอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้านขวา – ไล่จากส่วนบนลงไปเป็นพอร์ตไมโครยูเอสบีสำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ และชาร์จแบตในช่องเดียวกัน ข้างเป็นปุ่มล็อกเครื่อง สุดท้ายคือปุ่มชัตเตอร์ ที่สามารถใช้เป็นปุ่มลัดเรียกใช้งานโหมดกล้องได้ด้วย 
 
  
 
 ด้านบน – มีเพียงช่องหูฟัง 3.5 มม. ด้านล่าง – มีไมโครโฟนสนทนาอยู่มุมซ้ายเท่านั้น 
 
 บทสรุป 
 
 เมื่อออกมาอยู่ในตระกูลแคนดี้ สารที่ผู้บริโภคได้รับจะเป็นทัชโฟนในราคาคุ้มค่าราคาถูก แต่เมื่อมาพร้อมกับความเป็น 3G และคีย์บอร์ด QWERTY ทำให้ราคาของเครื่องสูงขึ้นมาจากเดิมเป็น 8,990 บาท ซึ่งในระดับราคาเดียวกันนี้เอง ทางซัมซุงก็ยังมี สตาร์ไดมอนด์ หรือออมเนีย รุ่นแรกที่ลดราคาลงมาอยู่ในช่วงดังกล่าวแล้วเป็นตัวเลือกให้กับผู้บริโภค 
 
 สำหรับการเชื่อมต่อแคนดี้ 3G รองรับการใช้งาน HSDPA ความเร็วสูงสุด 7.2 Mbps ในคลื่นความถี่ 900/2100 MHz มีไว-ไฟ บลูทูธ รองรับระบบระบุพิกัด GPS ทางด้านมัลติมีเดีย มีมาให้ทั้งกล้องความละเอียด 3 ล้านพิกเซลที่พอถูไถ กล้องวิดีโอคอลด้านหน้า ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. 
 
 ด้วยความที่ออกแบบมาพร้อมกับ QWERTY คีย์บอร์ดสไลด์ด้านข้าง ทำให้เครื่องรองรับการ Texting ไม่ว่าจะเป็นการแชท รับ-ส่งอีเมล แต่ด้วยความที่สามารถลงได้เฉพาะจาว่าแอปพลิเคชัน เท่านั้นทำให้เครื่องยังมีข้อจำกัดในการใช้งานพอสมควร แต่โดยรวมก็ถือว่าคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป 
 
 ในการใช้งานโทรศัพท์ทั่วไป เสียงสนทนาถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่เบาจนเกินไป ส่วนเรื่องของแบตฯแม้ว่าจะให้มาเพียง 960 mAh แต่ก็สามารถใช้งานได้ 2-3 วัน ซึ่งเท่าที่ทดลองใช้เล่นอินเทอร์เน็ตฟังเพลง ใช้งานทั่วๆไป สามารถอยู่ได้ถึง 2 วันสบายๆ แต่ในกรณีที่เปิดใช้งานจาว่าแอปพลิเคชันค้างไว้ จะทำให้แบตฯหมดเร็วกว่าปกติ เนื่องจากไม่สามารถรันโปรแกรมเบื้องหลังได้ 
 
 ขอชม 
 - ทัชสกรีนพร้อม QWERTY คีย์บอร์ด ราคาไม่สูงที่รองรับ 3G / Vdo Call 
 - ฟังก์ชันและฟีเจอร์ ครบครันตามการใช้งานทั่วๆไป มี GPS ให้ใช้ด้วย 
 
 ขอติ 
 - เลย์เอาท์คีย์บอร์ดภาษาไทยที่เรียงตาม “ก ข ค ง” แทนที่จะเป็น “ฟ ห ก ด” ตาม QWERTY เลย์เอาท์ 
 - ด้วยความที่รองรับแต่จาว่าแอปฯ ทำให้การใช้งานยังไม่หลากหลายเท่าที่ควร 
 ปล.ไม่มีรูปป้อมพระสุเมรุเนื่องจาก เครื่องที่ได้มาทดสอบตัวเลนส์มีปัญหา แต่ทั้งนี้เครื่องที่ขายจริงใช้งานได้ปกติ รวมกับมีการสกรีนคีย์บอร์ดภาษาไทย 
 Company Related Links : 
 Samsung 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



Next Page »