ฮือฮา สามใบเถา” โชว์หมวยสวยเอ็กซ์อวดอึ๋มป่วนเน็ต
March 1, 2010
ลูกเต้าเหล่าใครยังไม่มีผู้ใดรู้จัก แต่ “สามใบเถาแห่งนครหายฟ่อง” กำลังสร้างความกังวลขึ้นในสังคม หลายฝ่ายกล่าวว่ามันอาจจะสร้างค่านิยมใหม่ ให้เด็กสาวแข่งกันประชันความสวยความงาม ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจจะนำไปสู่การก่ออาชญากรรมทางเพศและส่งเสริมการค้ามนุษย์
ASTVผู้จัดการออนไลน์ ชาวเว็บในเวียดนามกำลังฮือฮาภาพเซ็กซี่ชุดล่าสุด ที่มีผู้นำออกเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งผู้รู้กล่าวว่า เป็นภาพของเด็กสาวสามพี่น้องชาวนครหายฟ่อง (Hai Phong) นครใหญ่ศูนย์กลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ
ไม่ใช่ภาพลามกอนาจาร หากเป็นภาพที่เจ้าของถ่ายทำเอง พยายามอวดความสวยของส่วนที่เปิดเผยบนเรือนร่างที่ดูแสนจะธรรมดา สิ่งที่ประชาคมชาวเน็ตพากันฮือฮาไม่ใช่ความเซ็กซี่ของรูปภาพ หากแต่เป็นความใจกล้าของพี่น้องทั้งสามคน ที่พร้อมใจกันถ่ายรูปของตัวง ออกเผยแพร่ อวดสวยอวดงาม
ประชาคมชาวเน็ตถกเถียงกันว่า แนวโน้มในสังคมกำลังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากก่อนหน้านี้ที่หญิงสาวเคยอวดสวยอวดงามผ่านทางเว็บแคมอย่างระมัดระวัง ปัจจุบันได้กลายมาเป็นการถ่ายรูปอย่างเปิดเผยด้วยกล้องดิจิตอล และ คัดสรรนำขึ้นเผยแพร่บนเน็ต
ภาพชุดของเด็กสาว “สามศรีพี่น้อง” มีเพียง 10 ภาพ ซึ่งยังไม่ทราบที่มาที่ไป ตลอดจนเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าของภาพ นอกจากนั้น เว็บไซต์ที่นำภาพขึ้นเผยแพร่ครั้งแรกยังได้ลบเครื่องหมายลายน้ำ (Watermark) ของตนออกไปอย่างมีปริศนา
ผู้รู้บนเว็บบล็อกแห่งหนึ่งกล่าวว่า ปัจจุันหญิงสาวทั้งสามกำลังนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา 2 แห่งนครหายฟ่อง มีการนำภาพของพวกเธอขึ้นเผยแพร่ครั้งแรกตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ก่อนที่เว็บไซต์เจ้าของภาพจะตัดสินใจลบภาพทั้งหมดออกจากเสิร์ฟเวอร์ หลังได้รับการทักท้วงจากครอบครัวของเด็กสาวทั้งสาม
ยังไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ รวมทั้ทงยังไม่มีคำอธิบายว่า เพราะเหตุใดจึงมีการนำภาพขึ้นแสดงบนเว็บอีก
เรื่องนี้ยังเกิดขึ้นในขณะที่ทางการกำลังพยายามกำจัดเว็บไซต์ที่มีรูปภาพและเนื้อหาลามากอนาจารและยั่วยวนทางเพศ ที่อาจจะนำไปสู่การก่ออาชญากรรมทางเพศหรือส่งเสริมการค้ามนุษย์ออกไปจากสังคมชาวเน็ต
หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงว่า การเผยแพร่ภาพเด็ดทางอินเทอร์เน็ต จะกลายเป็นค่านิยมใหม่ของบรรดาเด็กสาว อันเป็นการขัดต่อค่านิยมของครอบครัวชาวเวียดนามพื้นฐานที่สั่งสอนให้ลูกหลานรู้รักนวลสงวนตัว สำนักข่าวเวียดนามเอ็กซ์เพรสกล่าว.
ขอขอบคุณมิตรสหายแห่งหนังสือพิมพ์ “เตื่อยแจ๋” ที่เอื้อเฟื้อรูปภาพและข้อมูล
ชาวเว็บกล่าวว่า ก่อนหน้านี้สาวๆ จะอวดสวยอย่างระมัดระวังผ่านเว็บแคมที่ไม่ค่อยชัดเจน แต่ในปัจจุบันเด็กสาวถ่ายรูปตัวเองด้วยกล้องคิจิตอลที่มีคุณภาพดีขึ้น และมีเจตนาที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในการอวดสวยอวดงาม ซึ่งบางครั้งเลยเถิดเป็นการโชว์ภาพโป๊อนาจาร สางเสริมให้เกิดอาชญากรรมทางเพศ
ยังไม่ทราบเจตนาว่า “สามใบเถา” ทำเช่นนี้ทำไม
วันนี้โชว์แต่เพียงเท่านี้ วันข้างหน้าไม่แน่.. “สามใบเถาแห่งนครหายฟ่อง” กำลังสร้างแนวโน้มใหม่ สร้างค่านิยมใหม่ ขึ้นในหมู่เยาวชน?
ไม่โป๊ ไม่อนาจาร แต่ยั่วยวน หลายความเห็นชี้ว่า แนวโน้มเช่นนี้เป็นอันตรายต่อเด็กสาวและทั่วทั้งสังคมชาวคอมมิวนิสต์

ลาวชื่นชมสะพานมิตรภาพ 3 อาจเปิดใช้เร็วขึ้นครึ่งปี
March 1, 2010
ภาพจากบริษัทเอพซิลอนจำกัดซึ่งเป็นที่ปรึกษาโครงการ ปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา คนงานและเครื่องจักรกับกำลังเร่งก่อสร้างงานรากฐานของสะพานมิตรภาพข้ามลำน้ำโขงแห่งที่ 3 เจ้าหน้าที่ของลาวกล่าวสัปดาห์แล้วว่าว่า การก่อสร้างคืบไปเร็วมาก อาจจะแล้วเสร็จเร็วกว่ากำหนดถึง 5 เดือน
ASTVผู้จัดการรายวัน– เจ้าหน้าที่ทางการลาวแสดงความพึงพอใจต่อการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 ที่เชื่อมต่อระหว่างแขวงคำม่วนของลาว กับ จ.นครพนมของไทย คืบหน้าอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการและอาจจะสร้างแล้วเสร็จก่อนกำหนดถึง 5 เดือน
นายนองสะหวัน ทำมะวง รองหัวหน้าโครงการ กล่าวกับหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทมส์ปลายสัปดาห์ที่แล้วว่า ที่ผ่านมา ว่าการทำงานก่อสร้างสะพานแห่งนี้ ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพ.ค. 2552 กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น และในตอนนี้การก่อสร้างแล้วเสร็จไปแล้วเกือบ 33%
”เราได้ก่อสร้างส่วนที่มีความสำคัญที่สุดเสร็จสิ้นแล้ว และได้ตั้งเสาตอหม้อกลางแม่น้ำโขง 4 เสาด้วยกัน นั่นทำให้เราสามารถทำงานของเราต่อไปได้แม้ในฤดูฝน”
เจ้าหน้าที่คนเดียวกันนี้กล่าวอีกว่า ภายใต้แผนขั้นต้นของโครงการได้กำหนดให้การก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนพ.ย. 2554 แต่ถ้าหากการก่อสร้างมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในความเร็วระดับนี้ งานจะเสร็จก่อนกำหนดถึง 5 เดือน การทำงานดำเนินไปอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งเกินกว่าที่กำหนดไว้ถึง 18%
ทางด้านฝั่งลาว เสาไฟฟ้าตามถนนสาย13 ใต้ ถูกรื้อถอนออกเพื่อทำถนนใหม่และเข้าปรับพื้นที่เพื่อสร้างอาคารตรวจคนเข้าเมืองหลังใหม่ ส่วนในฝั่งไทย การก่อสร้างสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็กำลังดำเนินการอยู่เช่นกัน นอกจากนั้นยังจะมีการสร้างจุดตรวจในฝั่งลาว 3 จุด และในฝั่งไทย 20 จุดด้วยกัน นายนองสะหวันกล่าว
ประเทศไทยได้ลงทุนก่อสร้างสะพานแห่งนี้ไปถึง 1,700 ล้านบาท โดยมีบริษัทอิตาเลียน-ไทยจำกัด เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการสะพานไทย-ลาวแห่งที่ 3 นี้สะพานจะอยู่ใกล้กับหมู่บ้านเวินใต้ห่างจาก เมืองท่าแขก ประมาณ 13 กม. ในฝั่งลาว ในขณะที่ส่วนของฝั่งไทย สะพานจะอยู่ในบริเวณหมู่บ้านห่ม อ.เมืองนครพนม.

ADB ช่วยลาวสร้างข่ายสายส่งไฟฟ้า เชื่อมต่อส่งขายไทย
February 28, 2010
ภาพจากแฟ้มวันที่ 21 เม.ย.2551 มองข้ามแม่น้ำโขงจากท่าเรือเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้วของลาว จะเห็นเสาไฟฟ้าแรงสูงตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาทางฝั่ง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ปัจจุบันลาวจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ไทย ขณะเดียวกันก็ยังต้องซื้อไฟฟ้ากลับคืนอีกส่วนหนึ่งพื่อนำไปใช้ในท้องถิ่นที่ระบบสายส่งในประเทศยังไปไม่ถึง ความช่วยเหลือจากธานาคารพัฒนาเอเชียจะช่วยอุดจุดอับต่างๆ เหล่านี้ด้วย
เวียงจันทน์ไทมส์ – ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) จะช่วยลาวสร้างเครือข่ายส่งกระแสไฟฟ้าแรงสูงข้ามประเทศในภาคเหนือเพื่อให้สามารถส่งออกพลังงานไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ นอกจากนั้นสายส่งกระแสไฟฟ้าแรงสูงนี้จะช่วยให้ลาวสามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปยังครัวเรือนราษฎรพื้นที่ที่ปัจจุบันนำเข้าไฟฟ้าหรือใช้เครื่องปั่นไฟอยู่
การลงนามในความข้อตกลงมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์ มีขึ้นอย่างเป็นทางการในวันพุธ (24 ก.พ.) ในนครเวียงจันทน์ ระหว่างนางเวียงทอง สีพันดอน รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังกับผู้อำนวยการ ADB ประจำประเทศลาว
เงินช่วยเหลือจำนวนดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการขนส่งพลังงานทางภาคเหนือของอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง โดยจะสร้างเสาไฟฟ้าแรงและติดตั้งสายไฟฟ้าแรงสูงขนาด 115 กิโลโวลต์ ยาว 400 กม. สถานีย่อยปรับแรงดันไฟฟ้า และสายระบบจำหน่าย ในแขวงไซยะบูรี (Xayaboury) แขวงพงสาลี (Phongsaly) และในนครเวียงจันทน์
เกาหลียังได้ให้เงินกู้จำนวน 37.88 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเงินลงทุนส่วนที่เหลือจะมาจากรัฐบาลลาวอีกจำนวนหนึ่ง
สิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานไฟฟ้านี้จะสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับส่วนที่สร้างขึ้นโดยโครงการของ ADB เพื่อให้ระบบการส่งและจ่ายพลังงานไฟฟ้าในประเทศรวมกันเป็นหนึ่งเดียว นอกจากนั้นยังช่วยให้รัฐบาลไปถึงเป้าหมายที่จะส่งกระแสไฟฟ้าให้ได้ 70% ของครัวเรือนราษฎรทั้งหมดในประเทศภายในปี 2553 และ 90% ภายในปี 2563
แขวงที่เป็นเป้าหมายของโครงการขนส่งพลังงานนี้มาจากแขวงที่ยากจนที่สุดในประเทศ โดยในช่วงแรกของโครงการจะทำการเดินสายไฟไปยังบ้านเรือนราษฎรทั้งหมด 18,800 หลัง รัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าลาว (Electricite du Laos) จะดำเนินงานให้เสร็จสิ้นภายในเดือน มิ.ย.2557
นางเวียงทองกล่าวว่า การขยายสายส่งไฟฟ้าจะสามารถส่งพลังงานไฟฟ้าไปยังพื้นที่ห่างไกล รวมไปถึงส่งออกพลังงานไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วยเช่นเดียวกัน และผู้อำนวยการของเอดีบีกล่าวว่า เครือข่ายส่งไฟฟ้าจะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการยกระดับความเป็นอยู่และการผลิตของราษฎรที่ยากจนในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ
โครงการยังช่วยให้ลาวสามารถจำหน่ายไฟฟ้า ระหว่างการไฟฟ้าลาวกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้
”ในฤดูฝน เขื่อนไฟฟ้าของลาวสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างพอเพียงและมีเหลือพอที่จะส่งออกให้กับประเทศไทย แต่ในช่วงหน้าแล้ง น้ำที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้ามีไม่เพียงพอ ทำให้ลาวต้องนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศไทยผ่านเสาไฟฟ้าแรงสูงเหล่านี้” นายบุ่ยยวีแถ่ง (Bui Duy Thanh) ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานของ ADB สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว.

รถไฟท่องเที่ยวหรูจากสิงคโปร์ เปิดเที่ยวปฐมฤกษ์เข้าลาว
February 28, 2010
เที่ยวเดินรถประวัติศาสตร์– รถไฟขบวน E&O Express ได้เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่การขนส่งระบบรางในอนุภูมิภาค วันพฤหัสบดี (25 ก.พ.) ที่ผ่านมา นำนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์เดินทางเข้าลาวเป็นครั้งแรก เป็นไปตามเจตนารมณ์ของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทางรถไฟสายแรกในลาวระยะทางเพียง 3.5 กม.สร้างด้วยช่วยเหลือแบบให้เปล่าและเงินกู้จากไทย รัฐบาลไทยได้ตกลงจะช่วยลาวต่อไปสร้างส่วนที่เหลืออีก 9.5 กม.เข้าสู่ตัวเมืองหลวง
ASTVผู้จัดการออนไลน์– รถไฟท่องเที่ยวอีสเทิร์นแอนด์โอเรียนทัลเอ็กซ์เพรส (Eastern & Oriental Express) นำนักท่องเที่ยวจำนวน 110 คน จาก 7 ประเทศ พร้อมกับพนักงานบริการอีก 50 คน ข้ามแม่น้ำโขง ที่ จ.หนองคาย ถึงสถานีรถไฟท่านาแล้ง นครเวียงจันทน์ วันพฤหัสบดี (25 ก.พ.) นี้ ซึ่งถือเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่การขนส่งระบบรางในอนุภูมิภาค
พิธีต้อนรับรถไฟท่องเที่ยวจัดขึ้นที่สถานีรถไฟแห่งแรกของลาว เมื่อเวลา 09.15 น. โดยมีนายสุกกะเสิม โพทิสาน รองประธานองค์การท่องเที่ยวแห่งชาติเป็นประธานในพิธี เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำลาว กับเจ้าหน้าที่อื่นๆ อีกจำนวนมากเข้าร่วม หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่กล่าว
ตามกำหนดการบนเว็บไซต์ของ E&O นักท่องเที่ยวทั้งหมด จะใช้เวลา 1 วันเต็มในนครเวียงจันทน์ ก่อนจะเดินทางกลับไปยังสถานีท่านาแล้ง เพื่อนั่งรถไฟกลับสู่ประเทศไทยในเย็นวันเดียวกัน และกลับถึงสถานีรถไฟกรุงเทพฯ ในเช้าวันศุกร์ (26 ก.พ.) นี้
ขบวนด่วน E&O Express พร้อมผู้โดยสารทั้งหมดจากอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียและโอเชียเนีย เดินทางจากสิงคโปร์ถึงกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันอังคาร (23 ก.พ.) ก่อนจะเดินทางสู่ จ.นครราชสีมา เพื่อไปเที่ยวชมเขาใหญ่กับปราสาทหินพิมาย ในวันรุ่งขึ้น และ มุ่งหน้าไปยัง จ.หนองคายในค่ำวันเดียวกัน
ทางรถไฟในลาวสายแรกความยาวเพียง 3.5 กม.เปิดใช้การอย่างเป็นทางการในเดือน มี.ค.2552 รัฐบาลไทยได้ตกลงจะช่วยเหลือทางการลาวก่อสร้างรถไฟอีก 9 กม.เศษ เพื่อเข้าสู่นครเวียงจันทน์ เป็นการเริ่มระบบรถไฟในประเทศที่ไร้ทางออกทะเล
ตามแผนแม่บทพัฒนาการขนส่งทางรางนั้น ทั่งประเทศลาวจะมีทางรถไฟความยาวกว่า 4,500 กม. ซึ่งในนั้นกว่า 500 กม.จะเป็นทางรถไฟระบบรางกว้าง
ทางรถไฟไทย-ลาว จะช่วยส่งเสริมการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาค อันเป็นความปรารถนาร่วมกันของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตามช่วงนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข่ายการขนส่งระบบรางของกลุ่มอาเซียนที่มีความยาวว่า 5,000 กม. โดยมีต้นทางในสิงคโปร์ ผ่านมาเลเซีย ไทย และตัดเข้ากัมพูชา กับเวียดนาม ส่วนหนึ่งวกเข้าสู่ลาว โดยมีปลายทางร่วมกันที่เมืองคุนหมิง มณฑลหยุนหนันของจีน
ตามรายงานบนเว็บไซต์ รถไฟท่องเที่ยว E&O เก็บค่าบริการจากผู้โดยสาร 3 ระดับราคาคือ 1,950- 2,670 และ 3,780 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับการเดินทางเป็นเวลา 4 วันกับ 3 คืน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริการและประเภทห้องพัก (บนขบวนรถ) ที่เลือก.
นักท่องเที่ยวจำนวน 110 คน จาก 7 ประเทศทั้งในเอเชีย โอเชียเนีย สหรัฐฯ และยุโรป ได้ร่วมกันเปิดหน้าใหม่การขนส่งทางรถไฟระหว่าง 3 ประเทศ นี่คือนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่ไปกับรถท่องเที่ยวข้ามอนุภูมิภาคขบวนสุดหรูนี้

โจ๋เขมรเห่อบอยแบนด์เค-ป็อบ บัตร 4,000 บาทขายเกลี้ยง
February 28, 2010
ภาพจากเว็บ Nestlepoell.net แฟนเพลงชาวกัมพูชาชูป้าย และถ่ายรูปสมาชิกวง Shinee ขณะแสดงบนเวที ระหว่างคอนเสิร์ตที่สนามกีฬาโอลิมปิก กรุงพนมเปญ วันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา บัตรราคากว่า 4,000 บาท ขายเกลี้ยง
ASTVผู้จัดการออนไลน์ บัตรคอนเสิร์ตของวง Shinee บอยแบนด์จากกรุงโซลขายเกลี้ยงในกรุงพนมเปญสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวงดนตรีแนวเค-ป็อบเปิดแสดงที่นั่น 1 รอบ ขณะที่แฟนๆ นับร้อย แต่งตัว ไว้ทรงผมสไตล์เกาหลีไปรอให้การต้อนรับ ระหว่างการแถลงข่าว
ราคาบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตนั้นแพงแสนแพง แต่ แฟนๆ ที่ซื้อส่วนใหญ่ก็เป็นวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ รายงานเรื่องนี้โดยอ้างอิงข้อมูลของของสถานีโทรทัศน์ CTN (Cambodia Television Network) ที่ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ MYTV จัดให้วง Shinee ไปเยือนกัมพูชาเป็นเวลา 6 วัน
นักร้องบอยแบนด์ที่มีสมาชิก 5 คน เปิดแสดงคอนเสิร์ตที่สนามกีฬาโอลิมปิก วันอังคาร (23 ก.พ.) ที่ผ่านมา พนมเปญโพสต์กล่าว
วง Shinee เป็นที่ชื่นชอบของวัยรุ่นชาวกัมพูชาอย่างมาก ผ่านการชมผลงานมิวสิกวีดีโอเพลงต่างๆ โดยเฉพาะเพลง Ring Ding Dong ของพวกเขา
แฟนๆ วัยรุ่นนับร้อยๆ คนไปห้อมล้อมรอต้อนรับเมื่อสมาชิกของวงเปิดแถลงข่าวในวันที่ 22 ก.พ. ซึ่งพวกเขากล่าวว่า พวกเขารู้ว่ามีแฟนเพลงชาวกัมพูชาให้การสนับสนุนอยู่
แฟนๆ ชาวเขมรที่ไปต้อนรับ ส่วนใหญ่แต่งกายและทำทำผมสไตล์ (เค-ป็อบ) เกาหลี พนมเปญโพสต์กล่าว
ระหว่างนี้สมาชิกวง Shinee ได้บำเพ็ญการกุศลกัมพูชา โดยไปเยี่ยมเยือนสำนักงานกองทุนเด็กกัมพูชา (CCF) ได้รับการต้อนรับจากเด็กกำพร้านับร้อยคน และทำการแสดงให้กับแขกที่ไปเยือนได้รับชม และโอกาสนี้วงบอยแบนด์จากเกาหลีได้ ได้มอบเงินจำนวน 10,000 ดอลลาร์สมทบทุนกับกองทุนด้วย
กองทุนเด็กกัมพูชาได้รับผิดชอบดูแลเด็กทั้งหมด 135 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 7-18 ปี ส่วนใหญ่เคยอาศัยอยู่ตามกองขยะจากแหล่งทิ้งขยะใน อ.สตึงมีชัย (Stung Meanchey) กองทุนได้เปิดสอนชั้นเรียนภาษาอังกฤษ ชั้นเรียนเทคโนโลยีด้านสารสนเทศ ฝึกอบรมด้านอาชีวะ และจัดหางานในร้านอาหาร พนมเปญโพสต์กล่าว.

เวียดนามทำถนนอีกสาย เชื่อมกัมพูชา มาได้ถึงกรุงเทพฯ
February 28, 2010
จุดเชื่อมต่อ– ภาพถ่ายวันที่ 25 พ.ย.2552 นักพนันชาวเวียดนามลงจากรถเดินเท้าเพื่อผ่านการตรวจคนเข้าเมืองที่ด่านแปร็กจัก (Prek Chak) เพื่อเข้าไปยังบ่อนไก่หลายแห่งใน จ.แก๊บ (Kep) ของกัมพูชา เบื้องหลังคือด่านตรวจคนเข้าเมืองส่าเสีย (Xa Xia) จ.เกียนซยาง (Kien Giang) ที่นี่กำลังจะเป็นจุดผ่านสำคัญบนถนนสายยาวเวียดนาม-กัมพูชา-ไทย จนถึงกรุงเทพฯ
ASTVผู้จัดการรายวัน/เตื่อยแจ๋ – การก่อสร้างถนนเลียบชายฝั่งในเขตที่ราบปากแม่น้ำโขงเวียดนามความยาว 220 กม. จะเริ่มในเดือนมี.ค. นี้ เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงสายนานาชาติที่เชื่อมต่อกับประเทศกัมพูชาและไทย จนถึงกรุงเทพฯ โดยจะเป็นทางลาดยางตลอดสาย
จากการเปิดเผยของคณะกรรมการจัดการโครงการ ถนนสายใหม่นี้เริ่มจาก จ.ก่าเมา (Ca Mau) ตัดผ่าน จ.เกียนซยาง (Kien Giang) จนถึงชายแดนกัมพูชา มีมูลค่าการลงทุน 440 ล้านดอลลาร์ สร้างขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้และออสเตรเลีย ร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB)
ทันทีที่การก่อสร้างถนนสายนี้เสร็จสิ้น ถนนที่อยู่ในส่วนของเวียดนามจะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบถนนที่มีความยาวเกือบ 1,000 กม. ซึ่งมีชื่อเรียกที่รู้จักกันดีคือ “ระเบียงขนส่งใต้ชายฝั่งทะเล” (GMS Southern Coastal Corridor) โดยมีจุดเริ่มที่ อ.นามเกิ่น (Nam Can) จ.ก่าเมา ทางตอนใต้สุดของเวียดนาม ตัดผ่านเข้าสู่กัมพูชา ไปจนถึงกรุงเทพฯ
สำหรับเวียดนามถนนสายใหม่จะสร้างโอกาสให้กับ จ.เกียนซยางและ จ.ก่าเมา อย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจและการส่งเสริมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว นายซเวืองเตี๋ยนยวุ๋ง (Duong Tien Dung) รองประธานกรรมการประชาชน จ.ก่าเมา กล่าว
ผู้เชี่ยวชาญจาก ADB กล่าวว่า ถนนเส้นนี้สร้างผ่านจังหวัดที่ยากจนของทั้ง 3 ประเทศเป็นหลัก จะช่วยทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการทางสังคมพื้นฐานและกระตุ้นให้เศรษฐกิจท้องถิ่นมีการพัฒนา
ปีที่แล้วธนาคารพัฒนาเอเชียได้ช่วยรัฐบาลกัมพูชาปรับปรุงส่วนปลายของทางหลวงสายหนึ่งระยะทาง 20 กม.เศษ ไปยังด่านชายแดนกัมพูชาเวียดนามที่แปร็กจัก (Prak Chak) ใน จ.แก๊บ (Kep) เชื่อมต่อเข้ากับระบบถนนของเวียดนามในเขต อ.ห่าเตียน (Ha Tien) จ.เกียนซยาง
ถนนระเบียงขนส่งใต้เลียบชายฝั่งทะเลอ่าวไทยในนิยามของเอดีบี ก่อเกิดขึ้นในกรอบความร่วมมือของกลุ่มอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง หรือ GMS (Greater Mekong Sub-region) ที่กัมพูชา เวียดนาม ไทย พม่า ลาวและจีน (มณฑลหยุนหนัน-กว่างซี) ร่วมเป็นสมาชิก
จากชายแดนเวียดนามถนนจะตัดผ่าน จ.แก๊บ กัมโป้ต (Kampot) พระสีหนุ (Preah Sihanouk) และ เกาะกง (Koh Kong) เข้าสู่ระบบทางหลวงของไทยที่ด่านชายแดนจัมเยียม-บ้านหาดเล็ก ใน อ.คลองใหญ่ จ.ตราด.
ภาพถ่ายวันที่ 25 พ.ย.2552 หันหน้ากลับเข้าสู่ดินแดนกัมพูชาที่ด่านแปร็กจัก (Prek Chak) เครื่องจักรกลและรถเกรดกำลังทำงาน ปรับปรุงปลายทางหลวงที่มีความยาว 20 ก.ม.เศษ ด้วยความช่วยเหลือของธนาคารพัฒนาเอเชีย เพื่อเชื่อมด่านชายแดนแห่งนี้เข้ากับระบบถนนของประเทศ เพื่อนบ้านคือ กัมพูชากับไทย
ภาพถ่ายวันที่ 25 พ.ย.2552 ย้อนกลับเข้าไปในดินแดนกัมพูชาเพียงเล็กน้อย สภาพทางหลวงส่วนปลายที่มีความยาวเพียง 20 กม.เศษ ยังเป็นถนนปูดินที่มีฝุ่นแดงคละคลุ้งยามยวดยานแล่นผ่าน เอดีบีกำลังช่วยพัฒนายกระดับให้ใช้งานได้ทุกฤดู ที่กำลังจะเป็นเส้นทางแห่งการค้าขาย การขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวที่เฟื่องฟู รับกับทางหลวงสายใหม่ในเวียดนาม
ภาพถ่ายวันที่ 25 พ.ย.2552 รถส่วนตัวของนักพนันจากเวียดนามจอดที่บริเวณด่าน เบื้องหลังเป็นโรงแรมกาสิโนหรูของนักลงทุนจากสหรัฐฯ ที่กำลังเร่งก่อสร้างให้ทันเปิดให้บริการเดือน เม.ย.2553 นี้ แต่นี่ก็เป็นเพียง 1 ใน 3 แห่งที่ได้รับอนุญาตให้สร้างขึ้นที่ด่านชายแดนแปร็กจัก (Prek Chak)
ภาพถ่ายวันที่ 25 พ.ย.2552 ขยับเข้าไปยังด่านชายแดนส่าเสีย (Xa Xia) อ.ห่าเตียน (Ha Tien) จ.เกียนยาง (Kiem Giang) จะมองเห็นโรงแรมกาสิโนที่กำลังก่อสร้างในฝั่งกัมพูชา ราษฎรชาวเวียดนามดับเครื่องยนต์และจูงรถมอเตอร์ไซค์ครู่ชีพเตรียมเข้ากระบวนการตรวจคนเข้าเมือง
ภาพถ่ายวันที่ 25 พ.ย.2552 นักท่องเที่ยวจากประเทศไทยรายนี้แอ็กชั่นให้เพื่อนร่วมทางถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ที่บริเวณด้านหน้าด่านตรวจคนเข้าเมืองส่าเสีย (Xa Xia) อ.ห่าเตียน จ.เกียนยาง (Kien Giang) เอดีบีกล่าวว่าที่นี่กำลังจะเป็นจุดสำคัญบนระเบียงขนส่งใต้เลียบชายฝั่ง จากเวียดนาม ผ่านเข้ากัมพูชามุ่งสู่กรุงเทพฯ
ภาพถ่ายวันที่ 25 พ.ย.2552 พ้นด่านส่าเสีย (Xa Xia) เข้าไปไม่ไกลจะเห็นการทำมาค้าขายที่คึกคักมากกว่าฝั่งกัมพูชา นี่คือส่วนปลายของทางหลวงสายใหม่จาก จ.ก่าเมา (Ca Mau) ที่อยู่ไกลออกไป 300 กม.เศษ สร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือของเอดีบี ออสเตรเลียและเกาหลี โดยสร้างขนานกับถนนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมายั่งด่ายชายแดนแห่งนี้เพื่อเชื่อมต่อกับไทย
ภาพถ่ายวันที่ 25 พ.ย.2552 ราษฎร อ.ห่าเตียน (Ha Tien) จ.เกียนยาง (Kien Giang) จูงรถจักรยานข้ามสะพานแห่งหนึ่ง เบื้องหลังคือ หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่อยู่ริมทางหลวง และ ริมฝั่งทะเลอ่าวไทยของเวียดนาม ที่นี่กำลังจะมีทางหลวงสายใหม่พาดผ่าน ซึ่งธนาคารพัฒนาเอเชียกล่าวว่าจะช่วยส่งเสริมการทำมาค้าขายและการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน
ภาพถ่ายวันที่ 25 พ.ย.2552 รถตู้โดยสารประจำทางยี่ห้อฟอร์ด “ทรานสิต” กำลังแล่นตามทางหลวงสาย 88 จาก อ.ห่าเตียน (Ha Tien) ไปยัง อ.แร็กหยา (Rach Gia) จ.เกียนยาง (Kien Giang) ถนนสายนี้กำลังได้รับการพัฒนายกระดับ ขยายให้มี 4 ช่องทางจราจรตลอดสาย จาก จ.ก่าเมา (Ca Mau) จนถึงด่านชายแดนส่าเสีย (Xa Xia)
ภาพถ่ายวันที่ 25 พ.ย.2552 ผู้คนพลุกพล่านขณะรถยนต์แล่นผ่านย่านตลาด อ.แร็กหยา (Rach Gia) ในช่วงเวลาพักเที่ยงวัน ที่นี่คืออำเภอศูนย์กลางของ จ.เกียนยาง (Kien Giang) ในเขตที่ราบปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม ถนนสายนี้กำลังได้รัการพัฒนายกระดับให้มี 4 ช่องทางจราจร เพื่อเชื่อมต่อเข้าประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชาและไทย
ภาพถ่ายวันที่ 25 พ.ย.2552 บริเวณสามแยก ห่างออกไปจากเทศบาล อ.แร็กหยา นครเกิ่นเทอ (Can Tho) ศูนย์กลางในเจตที่ราบปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม อยู่ห่างออกไปอีกเพียง 55 กม. จ.ก่าเมา (Ca Mau) ก็ไม่ไกลไปกว่ากัน และจากที่นี่ไปถึงนครโฮจิมินห์ระยะทางก็เหลืออีกเพียง 200 กม.เศษ เมื่อทางหลวงสายใหม่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แม้กรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทยก็จะอยู่ไม่ไกล

ดาวซัลโวโต้ “ซิโก้” หาโค้ชชาวไทยเลือกที่รักมักที่ชัง
February 25, 2010
“ผมไปเวียดนามเพื่อเล่นฟุตบอล ไม่ได้ไปเพื่อเอาใจโค้ช หรือเอาอกเอาใจเพื่อนร่วมทีม” ลีเหวียนให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ก่อนเดินทางกลับสหรัฐฯ หลังถูกเลิกสัญญาเนื่องจากแข็งข้อกับโค้ชชาวไทย เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง
ASTVผู้จัดการออนไลน์– ลีเหวียน (Lee Nguyen) มิดฟีลด์มือหนึ่งของสโมสรฮว่างแองซยาลาย (Hoang Anh Gia Lai) กล่าวหาว่า โค้ชชาวไทย เกียรติศักดิ์ เสนาเมืองไม่ชอบหน้าเป็นการส่วนตัว และชื่นชมแต่นักเตะชาวต่างชาติอีก 2 คนในทีมเดียวกัน ก็เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อขัดแย้งกับโค้ชก็จะต้องอำลาจากไปตามกติกา เพราะตนเองเป็นนักฟุตบอลอาชีพ
นักเตะลูกครึ่งเวียดนาม-อเมริกัน ระบุดังกล่าวในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เตื่อยแจ๋ (Tuoi Tre) หลังถูกนายดว่าน-งเวียน-ดึ๊ก (Doan Nguyen Duc) บอกเลิกสัญญาในวันจันทร์ (22 ก.พ.) ที่ผ่านมา หลังจากทำผิดวินัยมาหลายครั้ง จนกระทั่งวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมาเมื่อเขาขัดคำสั่ง “ซิโก้” ที่ให้ลงวอร์มอัพ เตรียมลงเปลี่ยนตัวใน 15 นาทีสุดท้าย แต่เขาไม่ปฏิบัติตาม
การกระด้างกระเดื่องต่อโค้ชชาวไทยถือเป็นฟางเส้นสุดท้าย ทำให้นายดึ๊กตัดสินใจปลดดาวซัลโวของทีมในทันที เตื่อยแจ๋กล่าว
”โค้ชเกียรติศักดิ์ใช้ผู้เล่นชาวต่างชาติสามคนเป็นตัวหลัก คือ ชิฮาวี ผู้รักษาประตูจากโครเอเชีย เบนจามิน ฟูลแบ๊คจากกานา กับ เอวัลโดศูนย์หน้าจากบราซิล เกียรติศักดิ์ไม่ใช้ผม มันเป็นการตัดสินใจของเขาเอง” ลีเหวียนให้สัมภาษณ์วันพุธที่ผ่านมา
”ผมคิดว่าเกียรติศักดิ์ไม่ชอบผม ผมจึงไม่แปลกใจที่ฮว่างแองซยาลายบอกเลิกสัญญา ผมออกจากทีมหลังจากปรึกษาหารือกันแล้ว เป็นเรื่องสำคัญมากที่การแยกทางกันจะต้องเป็นไปอย่างสันติ ผมอยากจะขอขอบคุณ คุณดึ๊กกับฮว่างแองซยาลายที่ให้เงื่อนไขที่ดีที่สุดแก่ผมในการเล่นฟุตบอลในเวียดนาม” ลีกล่าว
นักฟุตบอลลูกครึ่งรายนี้ยืนกรานว่า ตนเป็นมืออาชีพ สิ่งที่สำคัญก็คือต้องพัฒนาตนเอง และใช้ผลงานการเล่นเป็นตัวชี้วัด และ ไปเวียดนามก็เพื่อเล่นฟุตบอล ไม่ใช่เพื่อไปเอาอกเอาใจโค้ชหรือลูกทีม
ลีกล่าวอีกว่าเข้ามีความตั้งใจจะกลับไปเล่นฟุตบอลในเวียดนามอีกครั้ง แต่ยังไม่ได้รับทาบทามจากสโมรสรใด และ ก่อนอื่นจะกลับไปอยู่กับครอบครัวในอเมริกา.

คุณลุงผมยาวชาวเวียดนามตายแล้ว ทิ้งสถิติยาว 6.8 เมตร
February 25, 2010
ภาพแฟ้มเอเอฟพีวันที่ 19 มิ.ย. 2547 นายเจิ่นวันเฮย (Tran Van Hay) กำลังยืนโพสต์ท่าแสดงผมที่ยาวกว่า 6.2 เมตร ให้ผู้สื่อข่าวดู ชายชาวเวียดนามวัย 79 ปีผู้นี้ อาจเป็นผู้มีผมยาวที่สุดในโลก
เอเอฟพี – ชายชาวเวียดนามที่มีผมยาวม้วนคล้ายกับงูเหลือมพันอยู่รอบคอได้เสียชีวิตลงแล้วในสัปดาห์นี้ รายงานระบุว่าชายชราผู้นี้อาจเป็นบุคคลที่มีผมยาวที่สุดในโลกก็เป็นได้
ความยาวที่แน่นอนของเส้นผมยังไม่สามารถระบุได้ แต่หนังสือพิมพ์เวียดนามนิวส์กล่าวว่า ผมที่ยังไม่ได้สระของนายเฮยนั้นยาว 6.8 เมตร (กว่า 22 ฟุต) ส่วนหนังสือพิมพ์แถ่งเนียนรายงานในปี 2549 ว่า เส้นผมนายเฮยวัดได้ 6.2 เมตร
เว็บไซต์กินเนสเวิร์ลดเร็คคอร์ดบันทึกเอาไง้ในปี 2547 ว่าหญิงสาวชาวจีนเซียเฉียวผิง (Xie Qiuping) เป็นผู้ที่มีผมยาวที่สุดในโลก วัดได้ 5.6 เมตร
นายเฮยไว้ผมยาวมานานกว่า 50 ปี เนื่องจากมักจะมีอาการป่วยทุกครั้งหลังจากตัดผม เวียดนามนิวส์อ้างคำบอกเล่าของ นางเหวียนถิฮว่า (Nguyen Thi Hoa) ภรรยาของนายเฮย
สื่อท้องถิ่นยังได้ด้วยว่า ชายชราผู้นี้มีชีวิตเรียบง่ายด้วยการเป็นนักสมุนไพร แต่ผมของเขาก็เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง ไม่มีรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างคันไหนยอมไปส่งเพราะเขาไม่สามารถสวมหมวกกันน็อคได้
ในเวลากลางวันนายเฮยจะทำผมขดเป็นวงอยู่บนศีรษะให้เป็นรูปตะกร้าแล้วคลุมด้วยผ้าพันคอ
ชายวัย 79 เสียชีวิตในบ้านพักในจ.เกียนซยาง (Kien Giang) เมื่อวันพุธ (24 ก.พ.) ที่ผ่านมา เวียดนมนิวส์กล่าว.

ขนพองสยองเกล้า..เวียดนามผ่าเอาปลิงตัวเขื่องออกจากปอดคนไข้
February 25, 2010
คนไข้สาวชาวไร่เคราะห์ร้ายรายนี้ไปดื่มน้ำที่ลำธารสายหนึ่งเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ก่อนจะเริ่มมีอาการเจ็บคออย่างรุนแรงและล้มป่วยลงในเวลาต่อมา ซึ่งแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำอำเภอพบว่า ปลิงได้เข้าไปอยู่ในปอดของเธออย่างเป็นปริศนา
ASTVผู้จัดการออนไลน์– คณะแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.เหงะอาน (Nghe An) ทางภาคกลางตอนบนเวียดนาม ได้ผ่าตัดนำปลิงลำตัวขนาดเท่านิ้วกลาง และความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ออกจากปอดข้างหนึ่งของหญิงสาวชาววัย 19 ปี หลังเข้าไปอยู่ในนั้นมาประมาณ 2 เดือน
หญิงสาวที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อรายนี้เป็นชาวเผ่าม้ง เป็นชาว อ.เตืองเดือง (Tuong Duong) เรื่องนี้ตีพิมพ์เผยแพร่บนเว็บไซต์ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม วันพุธ (24 ก.พ.) ที่ผ่านมา
เมื่อตอนต้นปี ขณะทำงานในไร่ของครอบครัว คนไข้รายนี้ไปดื่มน้ำในลำธารที่อยู่ใกล้เคียง ต่อมารู้สึกเจ็บในลำคออและไม่สบายอย่างหนัก ครบครัวจึงนำไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ ซึ่งแพทย์ได้ตรวจพบปลิงอยู่ในปอดข้างหนึ่งของเธอ
คนไข้รายนี้ถูกนำตัวส่งยังโรงพยาบาลอันถาย (An Thai) และในวันอังคารที่ผ่านมา คณะแพทย์ได้ทำการผ่าตัดนำปลิงออกจากปอดได้สำเร็จ ซึ่งปรากฏว่าสัตว์ที่น่าขยะแขยงชนิดนี้มีขนาดเขื่องเท่านิ้วกลางของผู้ใหญ่ ลำตัวยาว 15 ซม. นับเป็นกรณีที่หาพบไม่บ่อยนัก นายแพทย์ที่โรงพยาบาลกล่าว
ยังไม่มีการแถลงในรายละเอียดว่า คนไข้ดื่มน้ำในลำธารและปลิงเข้าไปในปอดของเธอได้อย่างไร และ ปลิงซึ่งเป็นสัตว์ที่อาศัยในหนองน้ำและลำธารทั่วไป กินเลือดของสัตว์ชนิดอื่นเป็นอาหาร สามารถมีชีวิตอยู่ในร่างกายของมนุษย์ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า เป็นเวลายาวนานขนาดนั้นได้อย่างไร.
ปลิงลำตัวขนาดนิ้วกลางของผู้ใหญ่ ยาวประมาณ 15 ซม.อยู่ในปอดของหญิงสาวเคราะห์ร้ายนานเกือบ 2 เดือน

ไม่ได้ขู่ แต่เอาจริง “ฮุนเซน” ฟุ้งอาทิตย์หน้าทดลองยิงจรวด 200 ลูก
February 25, 2010
เห็นยวดยานคันอื่นๆ ต้องแอบชิดขวาลงข้างทางให้ เปิดไฟหน้าสว่างโร่มาแต่ไกล คิดว่าเป็นรถดับเพลิง ที่แท้เป็นรถบรรทุกจรวดหมู่ GRAD ที่กำลังบึ่งเข้าเมืองหลวง “ASTVผู้จัดการออนไลน์” จับภาพนี้ได้อย่างฉับพลันบนทางหลวงเลข 4 (พนมเปญ-พระสีหนุ) วันที่ 25 พ.ย.2552 นายกฯ กัมพูชาฮุนเซนกล่าวว่า สัปดาห์หน้ากำลังจะยิงทดสอบจรวดแบบนี้ถึง 200 ลูก
ASTVผู้จัดการออนไลน์– นายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซนกล่าวเมื่อวันพุธ (24 ก.พ.) ว่า สัปดาห์หน้านี้จะมีการทดลองอาวุธราคาแพงคือ ยิงจรวดหมู่ที่มีราคาลูกละตั้งแต่ 1,000 เศษจนเกือบ 4,000 ดอลลาร์ แต่ ไม่ได้กระทำเพื่อแสดงแสนยานุภาพทางทหาร เพื่ออวดประเทศเพื่อนบ้านประเทศใด
การทดลองยิงจรวดหมู่จะจัดขึ้นในวันที่ 4 มี.ค. ใน จ.กัมปงชะนัง (Kampong Chhnang) ห่างจากกรุงพนมเปญ ลงไปทางใต้ราว 100 กม. นายกฯ กัมพูชา เปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวระหว่างปราศรัยในงานประทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจบใหม่ ที่มหาวิทยาลัยรอยัล (Royal University) กรุงพนมเปญ หนังสือพิมพ์ดืมอัมปึล ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรายงานเรื่องนี้บนเว็บไซต์
ฮุนเซนกล่าวว่ากำลังจะมีการทดลองยิงจรวด BM-21 ราว 200 ลูก เพื่อทดสอบประสิทธิภาพและความแม่นยำขออาวุธที่ผลิตในรัสเซีย และ ใช้ติดตั้งบนรถบรรทุก ซึ่งเป็นอาวุธหลักชนิดหนึ่ง ที่ใช้ประจำการในกองทัพกัมพูชา
ฮุนเซนกล่าวอีกว่า จรวดขนาด 122 มม.มีรัศมีการยิงถึง 40 กม. แต่ละลูกราคาตั้งแต่ 1,200-3,800 ดอลลาร์
นอกจากนั้นกองทัพกัมพูชายังมีขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานที่ผลิตในสหภาพโซเวียตในอดีตอีกอีกจำนวนหนึ่ง และ นายกฯ กัมพูชาสกล่าวว่าจะหาอาวุธเหล่านี้มารใช้งานต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าราคาอาจจะสูงถึง ลูกละ 100,000 ดอลลาร์ก็ต้องยอมจ่าย
ระหว่างเกิดการเผชิญหน้าตึงเครียด จนนำไปสู่การปะทะกับทหารไทยที่บริเวณภูมะเขือในเดือน ต.ค.2551 รถบรรทุกจรวดหมู่ BM-21 หรือ GRAD ถูกนำเข้าประจำการในพื้นที่ และ ระว่างเยือนกองบัญชาการของกองพลน้อยแห่งหนึ่ง ใน จ.พระวิหาร เมื่อต้นเดือนนี้ จรวด BM-21 ก็ถูกนำออกแสดงด้วย
เดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ถังน้ำมันรถบรรทุกจรวด GRAD รถบรรทุกจรวดคันหนึ่งเกิดระเบิดขึ้นที่ค่ายทหาร ในเขต อ.ตาขะเมา (Takhmao) จ.กันดาล (Kandal) ขณะเตรียมเคลื่อนย้ายไปยังชายแดนปราสาทพระวิหาร จรวดหลายลูกกระเด็นกระดอนเข้าไปในบ้านพักของผู้นำกับครอบครัว แต่เคราะห์ดีที่ไม่ระเบิด
นายกฯ กัมพูชาเปิดเผยเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ในวันที่ 30 มิ.ย.2552 (สองวันหลังเกิดเหตุการณ์) ระหว่างปราศรัยในพิธีประทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยนอร์ตัน (Norton University) ในกรุงพนมเปญ
ภาพถ่ายวันที่ 25 พ.ย.2552 รถบรรทุกจรวด GRAD กำลังบึ่งห้อบนทางหลวงเลข 4 มุ่งหน้าไปทางกรุงพนมเปญ ดูภาพถัดไปจะเห็นว่า จรวดชนิดนี้ บรรทุกบนยานพาหนะที่แตกต่างกันออกไป นายกฯ กัมพูชาฮุนเซนกล่าวว่า สัปดาห์หน้ากำลังจะยิงทดสอบจรวดแบบนี้ถึง 200 ลูก
ภาพแฟ้มรอยเตอร์วันที่ 18 ต.ค.2551 สองวันหลังการปะทะที่ชายแดนด้านภูมะเขือใกล้ปราสาทพระวิหาร ทหารกัมพูชานั่งไปกับรถติดตั้งจรวด BM-21 (GRAD) ขนาด 122 มม.ขณะตะบึงห้อผ่านบริเวณบ้านสะแรม (Srem) นายกฯ กัมพูชาฮุนเซนกล่าวว่าวันที่ 2 มี.ค.นี้จะทดลองยิงราว 200 ลูก เพื่อทมสอบประสิทธิภาพและความแม่นยำ แต่ไม่ได้ท้าทายใคร
ภาพแฟ้มรอยเตอร์วันที่ 16 ต.ค.2551 หรือเพียง 1 วันหลังจากการปะทะที่ชายแดนด้านภูมะเขือใกล้ปราสาทพระวิหาร รถจรวด GRAD อีกคันหนึ่งจอดอยู่ที่บ้านสะแรมใกล้ชายแดนด้านนั้น จรวดหมู่แบบนี้ถูกนำเข้าประจำการตามแนวชายไทย และถูกนำออกแสดงระหว่างฮุนเซนไปเยือนกองบัญชาการกองพลน้อยแห่งหนึ่งใน จ.พระวิหาร เมื่อต้นเดือนนี้
ภาพรถบรรทุก BM-21 (GRAD) จากเว็บ ต้นฉบับจากรัสเซีย หน้าตาเหมือนๆ กันต่างกันที่พาหนะสำหรับติดตั้ง นายกฯ กัมพูชาฮุนเซนกล่าวว่า กองทัพกัมพูชามีจรวดแบบนี้มากมาย ที่ระเบิดไป 29 ลูกในเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว คิดเป็นประมาณ 1% เท่านั้น
ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ GRAD พัฒนาขึ้นมาในยุคสงครามเย็น มีการลอกเลียบนแบบ-ออกแบบใช้กันทั่วโลก ปัจจุบันหลายประเทศพัฒนาขึ้นมาเป็นขนาดใหญ่ขึ้นคือ 220 กระทั่ง 300 มม. ให้มีอำนาจการยิงสูงขึ้น การทำลายล้างหนักหน่วงขึ้น และในช่วงหนึ่งมีการกล่าวหากันว่า สหภาพโซเวียตในอดีตได้ใช้ติดหัวรบเคมี
ฮุนเซนกล่าวว่า เหตุเกิดขึ้นในช่วงตกเย็น เป็นทั้งอุบัติเหตุและเกิดจากความประมาทของบุคคลที่เกี่ยวข้อง นั่นคือทหารหน่วยองครักษ์ผู้นำคนหนึ่ง ไปขอจุดบุหรี่กับทหารพลขับรถบรรทุกจรวดใกล้ถังน้ำมันที่เกิดรั่ว ทำให้เกิดไฟไหม้ขึ้นและลามไปถึงจรวดที่ติดตั้งบนรถ
บนรถบรรทุกจรวด GRAD จำนวน 29 ลูก เหตุเกิดในค่ายตวลกระแซง (Tuol Krasaing) ใน อ.ตาขะเมา อยู่ห่างกรุงพนมเปญราว 20 กม. ผู้นำกัมพูชาและครอบครัวพำนักในค่ายแห่งนั้น
ผู้นำกัมพูชากล่าวในคราวเดียวกันว่า จรวด BM-21 (GRAD) เป็นเพียงจรวดขนาดกลางๆ เท่านั้น เรายังมีใหญ่กว่านี้ และ จรวดที่เสียหายไปเนื่องจากอุบัติเหตุก็เป็นเพียงประมาณ 1% ของจำนวนที่กองทัพมีอยู่ทั้งหมด
ตามข้อมูลในวิกิพีเดีย จรวดหมู่ GRAD ถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงสงครามเย็นโดยกองทัพสหภาพโซเวียตในอดีต โดยมีจุดประสงค์ใช้เป็นอาวุธทำลายเป้าหมายภาคพื้นดิน รวมทั้งการทำลายทหารราบของข้าศึก
สหรัฐฯ และนาโต้เคยกล่าวหาว่า คอมมิวนิสต์โซเวียตในอดีตได้พัฒนาจรวดแบบนี้ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และบรรจุอาวุธเคมี ซึ่งผิดกฎหมายระหว่างประเทศ.

ป่วนไม่เลิก ยั่วยุไม่หยุด “ฮุนเซน” เข้าชายแดนไทยอีกเสาร์นี้
February 25, 2010
ภาพชินตา น้ำเสียงคุ้นหู นายพล 5 ดาว ต้องการยั่วยุ? ก่อกวน? ไม่สิ้นสุด หรือมีแผนการอะไรอยู่เบื้องหลังในการเดินทางไปยังชายแดนไทยในวันเสาร์ (27 ก.พ.) นี้ เพียง 1 วันหลังการพิพากษาคดียึดทรัพย์ของ นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร “เพื่อนชั่วนิรันดร” ของเขา
ASTVผู้จัดการออนไลน์– นายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซนกล่าวเมื่อวันพุธ (24 ก.พ.) ว่า จะเดินทางไปชายแดนกัมพูชา-ไทย อีกครั้งหนึ่งในวันเสาร์ (27 ก.พ.) นี้ เพื่อตรวจเยี่ยมความพร้อมทางทหาร ตลอดจนการพัฒนาในพื้นที่ และ คราวนี้จะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับประเทศเพื่อนอีก หากในประเทศเพื่อนบ้านไม่มีการพูดถึงอะไรก่อนที่ตนเองจะไปเยือน
”มันเป็นเรื่องปกติธรรม ของผู้นำประเทศคนหนึ่ง (ที่จะไปตรวจความพร้อม) ไม่ได้มีอะไรปิดบังซ่อนเร้นเกี่ยวกับการท้าทายทางทหารที่นั่น” ฮุนเซนระบุระหว่างปราศรัยในงานประทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยรอยัล (Royal University) กรุงพนมเปญ หนังสือพิมพ์ดืมอัมปึลที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลรายงานบนเว็บไซต์
ผู้นำกัมพูชากล่าวว่ากำลังจะไปตรวจเยี่ยมกองบัญชาการทหารภาค 5 (จ.อุดรมีชัย) เพื่อดูขีดความสามารถทางหารที่นั่น และ ดูผลการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
สัปดาห์ต้นเดือนนี้นายกฯ กัมพูชาไปเยือนปราสาทพระวิหาร และต่อไปยังชายแดนด้านปราสาทตาเมือน จ.อุดรมีชัย (Oddor Meanchey) กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวเมื่อใช้ที่นั่นเป็นเวทีสาปแช่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย อย่างหยาบคาย โดยหาว่าผู้นำไทยวิจารณ์การที่ตนเองแต่งเครื่องแบบทหารไปที่ชายแดน
ตามรายงานของฝ่ายทหารของไทย ในวันจันทร์ที่ 8 ก.พ. ฝ่ายกัมพูชาได้ติดต่อประสาน ให้ฮุนเซนเข้าเยี่ยมชมปราสาทตาเมือนธมที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้างเป็นของตน ทั้งๆ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว
ฝ่ายไทยยืนยันจะต้องปลดอาวุธทหารและเจ้าหน้าที่กัมพูชาทุกคนก่อนเข้าพื้นที่ ทำให้กัมพูชาต้องล้มเลิกแผนการ และดูจะเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ฮุนเซนไม่พอใจอย่างยิ่ง ถึงกับระเบิดอารมณ์สาปแช่งผู้นำของไทย
อย่างไรก็ตามนายฮอร์นัมฮอง รัฐมนตรีต่างประเทศจัดแถลงข่าวอย่างลนลานในบ่ายวันเดียวกันอ้างว่า นายกฯ กัมพูชาไม่เคยมีแผนการไปยังปราสาทตาเมือนธม และไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดไปติดต่อกับฝ่ายไทย
แต่ภาพข่าวของหนังสือพิมพ์ดืมอัมปึล ปรากฏชัดเจนว่า ทหารกัมพูชายศพลตรีรายหนึ่งกำลังพูดคุยกับผู้บังคับบัญชาของฝ่ายไทยในพื้นที่ นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยอีกคนหนึ่งก็ไปปรากฏตัวที่นั่น แต่นายฮองกล่าวว่าไปที่นั่น “ด้วยกิจธุระส่วนตัว”
เป็นที่น่าสังเกตว่าฮุนเซนกำลังจะเดินทางเข้าชายแดนไทยครั้งนี้ เพียง 1 วันหลังจากศาลฎีกาแผนกคดีนักการเมืองของไทย มีกำหนดพิพากษาคดียึดทรัพย์ นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเดือน พ.ย.ปีที่แล้วฮุนเซน ได้ตั้งเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา.

สโมสรเวียดนามไล่ออกดาวซัลโว แข็งข้อ ซิโก้
February 24, 2010
ภาพจากแฟ้มนายดว่าน-งเวียน-ดึ๊ก (Doan Nguyen Duc) ประธานและเจ้าขอสโมรฮว่างแองซยาลาย (Hoang Anh Gia Lai) กับลีเหวียน (Lee Nguyen) ดาวซัลโวของทีม แต่วันนี้กลายเป็นอดีต เงินเดือนๆ ละ 10,000 ดอลลาร์ นักเตะลูกครึ่งเวียดนาม-อเมริกันรายนี้ทำผิดวินัยซ้ำซาก ล่าสุดแข็งข้อซิโก้- เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง โค้ชชาวไทย
แถ่งเนียน – สโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่ ฮว่างแองห์ซาลาย (HAGL) ของลีกเวียดนาม ได้ไล่ลีเหวียน (Lee Nguyen) นักฟุตบอลลูกครึ่งอเมริกันดาวซัลโว ประจำทีมออกจากสโมสรเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่เชื่อฟังโค้ช “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง
ลีเป็นนักฟุตบอล 1 ใน 2 คนที่สโมสร HAGL คัดเลือกไปฝึกฝนหาประสบการณ์เป็นเวลา 4 เดือนกับกับสโมรอาร์เซนัลในประเทศอังกฤษ
ในการแข่งขันรอบที่ 2 ในบ้านตัวเองที่เมืองเปลกุ (Pleiku) เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา โค้ชเกียรติศักดิ์ได้สั่งให้ลีไปวอร์มร่างกาย เพื่อลงเปลี่ยนตัวในช่วงเวลา 15 นาทีสุดท้าย แต่นักเตะดาวดังรายนี้กลับปฏิเสธ ความตึงเครียดจึงสะสมมาเรื่อยๆ จนกระทั่งฝ่ายบริหารสโมสรตัดสินใจไล่ออกในวันเสาร์ (20 ก.พ.) ก่อนจะพบกับทีมคู่ปรับคือ สโมสรด่งเติมลองอาน (Dong Tam Long An) ในรอบสาม
การทำผิดวินัยของลีเหวียนในครั้งนี้ถือเป็นฟางเส้นสุดท้าย ก่อนหน้านี้เคยละเมิดกฎระเบียบของสโมสร หลังกลับจากอังกฤษในปลายปี 2552 ลีได้ขออนุญาตไปพักผ่อนกับครอบครัวที่เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส เป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ผ่านไปนานถึง 3 เดือน จึงเดินทางกลับเวียดนาม ทำให้ HAGL ขาดกำลังสำคัญในการแข่งขันแม็ทช์สำคัญต่างๆ
ในเดือน พ.ย. หลังพักผ่อนครบ 2 สัปดาห์ และ ลีไม่เดินทางกลับ นายดว่าน-งเวียน-ดึ๊ก (Doan Nguyen Duc) ประธาน HAGL ซึ่งเป็นเจ้าของสโมสรให้สัมภาษณ์ว่า จะเลิกสัญญากับมิดฟีลด์ลูกครึ่งชาวอเมริกัน-เวียดนาม รายนี้
แต่เมื่อลีเดินทางถึงสนามบินเติ่นเซินเญิต (Tan Son Nhat) นครโฮจิมินห์เวลาเที่ยงคืนวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา นายดึ๊กได้ตัดสินใจที่จะไม่ลงโทษลี เนื่องจากเขาให้สัญญาว่า จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดสำหรับการแข่งขันในฤดูกาล 2553 นี้
สโมสรเซ็นสัญญาให้ 3 ปี จ่ายเงินเดือนๆ ละ 10,000 ดอลลาร์กับโบนัส ก่อนหน้านั้นลีเล่นให้กับสโมสรแรนเดอร์ส (Randers) ในเดนมาร์ก และในการแข่งขันตลอดปี 2552 เขาทำประตูให้ HAGL รวม 12 ประตู และถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นดีที่สุดในลีกเวียดนามอีกด้วย
ในตอนนี้ HAGL ยังคงไร้สกอร์หลังจากแพ้ 2-4 ในการแข่งกับสโมสรแค็งฮว๊า (Khanh Hoa) ในรอบแรก และพ่ายคาบ้าน 1-2 ประตูในการแข่งกับฮว่าฟ๊าตฮานอย (Hoa Phat Hanoi) ในรอบที่สอง
เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย กลับไปทำหน้าที่โค้ชให้กับ HAGL อีกครั้งปลายปีที่แล้ว หลังจากทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้แก่ทีมชลบุรีของไทย.
ลีเหวียนในภาพแฟ้มของสโมรฮว่าง-แอง-ซยา-ลาย ดาวซัลโว เป็นนักฟุตบอลดีเด่นของวีลีก (V-League) ประจำปี 2552 สโมสรนี้ไล่ออกหน้าตาเฉยหลัง หลังทำผิดวินัยซ้ำซาก การแข็งข้อต่อ “ซิโก้” โค้ชชาวไทย เป็นฟางเส้นสุดท้าย

เอลนีญโญ่ทำเวียดนามแล้งเข็น ทั่วประเทศเตรียมรับมือไฟป่า
February 24, 2010
ภาพจากเวียดนามเน็ต วันที่ 13 ก.พ. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เวียดนามได้ออกสำรวจต้นสนอายุ 16 ปี บนพื้นที่กว่า 2 เฮกตาร์ (กว่า 10 ไร่) ที่ได้รับความเสียหายจากไฟป่าใน จ.ซยาลาย (Gia Lai) ปี 2553 นี้ พื้นที่ป่าทั่วประเทศเวียดนามตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากปรากฏการณ์เอลนิญโญ่ (El Nino)
เวียดนามเน็ต – ภัยแล้งในเวียดนามจะกลายเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากยิ่งขึ้น เมื่อระดับในแม่น้ำแดงขณะนี้ อยู่ที่ระดับต่ำที่สุดที่เคยมี ซึ่งทำให้พื้นที่ทางภาคเหนือต้องประสบกับปัญหาความแห้งแล้งอย่างรุนแรง และเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นไปอีก
ก่อนหน้านี้ ทางการได้เตือนไปยัง 8 จังหวัดและเมืองของประเทศให้ระวังอันตรายจากการเกิดไฟป่าซึ่งอยู่ในระดับอันตราย และอีก 6 แห่งที่ได้รับการเตือนว่าอยู่ในระดับที่ “อันตรายมาก” และวันที่ 23 ก.พ. ตัวเลขของพื้นที่ที่อยู่ในภาวะอันตรายต่อการเกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นเป็น 12 และ 7 แห่ง
Ha Cong Tuan หัวหน้ากรมป่าไม้ของกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบท กล่าวว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าในประเทศมีเพิ่มสูงขึ้น
ตามรายงานจากหน่วยงานการจัดการป่าไม้ในแต่ละท้องถิ่นในวันที่ 23 ก.พ. ระบุว่า มี 7 จังหวัด ได้รับการเตือนว่าอยู่ในระดับอันตรายที่สุดที่จะมีโอกาสเกิดไฟป่า ได้แก่ จ.อานซยาง (An Giang) จ.ก่าเมา (Ca Mau) จ.ซาลาย (Gia Lao) จ.เกียนซยาง (Kien Giang) จ.กงตูม (Kon Tum) จ.เลิมด่ง (Lam Dong) ในภาคใต้และที่ราบสูงภาคกลาง รวมทั้งจ.เซินลา (Son La) ในภาคเหนือ
โดยอีก 12 แห่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า ประกอบด้วย จ.บิ่งเฝือก (Binh Phuoc) จ.บ่าเหรียะ-หวุงเต่า (Ba Ria – Vung Tau) จ.ดั๊กลัก (Dak Lak) จ.ด่งนาย (Dong Nai) จ.ดั๊กนง (Dak Nong) จ.ซาลาย (Gia Lai) จ.เลิมด่ง (Lam Dong) จ.เติยนิงห์ (Tay Ninh) ในภาคใต้และที่ราบสูงภาคกลาง รวมทั้งจ.กาวบั่ง (Cao Bang) จ.ห่าบิ่งห์ (Hoa Binh) จ.ลางเซิน (Lang Son) ในภาคเหนือ และจ.เหงะอาน (Nghe An) ในภาคกลาง
นาย Tuan กล่าวว่า สถานการณ์เหล่านี้เป็นผลมาจากปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino) ทำให้สภาพอากาศในเวียดนามปีนี้แห้งมาก อุณหภูมิเฉลี่ยในพื้นที่ทั้งหมดเพิ่มขึ้น 2-3 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ฤดูฝนจะสิ้นสุดเร็วขึ้น ในขณะเดียวกันปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยจะต่ำลงมาก
ในช่วงเทศกาลตรุษญวนที่ผ่านมา มีการรายงานเหตุไฟป่าทั้งหมด 8 แห่ง โดยมีเหตุไฟป่าซึ่งเกิดขึ้นที่ จ.ลาวกาย และจ.ลายเจิว ได้ทำลายพื้นที่ป่าไปกว้างกว่า 1,000 เฮกตาร์
ตามที่ทางการได้ระบุไว้ กว่า 70% ของไฟป่าที่เกิดขึ้นในเวียดนาม เกิดจากการเผาถางป่าของเกษตรกร เพื่อทำพื้นที่เกษตรสำหรับเพาะปลูก เมื่อไฟป่าเกิดลามออกนอกพื้นที่ก็ยากต่อการควบคุมเนื่องจากเวียดนามยังไม่มีเครื่องมือดับเพลิงที่ทันสมัย
นาย Le Hoang Huong ผู้อำนวยการอุทยานแห่งชาติ U Minh Thuong ในจ.เกียนซยาง (Kien Giang) กล่าวว่า ระดับน้ำภายในอุทยานกำลังลดลง อุทยานกำลังเผชิญกับความเสี่ยงในระดับที่ 4 คือ อันตรายที่จะเกิดไฟป่า
Ta Vu Linh รองผู้อำนวยการอุทยานแห่งชาติ U Minh Ha กล่าวว่าพื้นที่ป่ากว่า 2,000 เฮกตาร์ อยู่ในระดับที่ 4 ของการเกิดไฟป่า และในอีก 1 สัปดาห์พื้นที่ป่าประมาณ 1,000 เฮกตาร์จะถูกจัดให้อยู่ในระดับที่ 5 คือ อันตรายมาก ซึ่งทางอุทยานได้ให้พนักงานจำนวน 180 คน พักอยู่ในป่าเป็นเวลา 2 เดือนและไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้ามาในอุทยาน
ในขณะเดียวกันอุทยานแห่งชาติฟุ๊ก๊วก (Phu Quoc) ซึ่งมีพื้นที่ป่ามากกว่า 31,000 เฮกตาร์กำลังประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ป่าทั้งหมดถูกจัดให้อยู่ในระดับการเตือนภัยที่สูงที่สุด ซึ่งผู้อำนวยการอุทยาน Pham Quang Binh กล่าวว่า พนักงานทั้งหมดของอุทยานเข้าประจำการอยู่ในป่าเพื่อป้องกันเหตุไฟป่าที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา
ตามที่กรมป่าไม้ของจ.อานซยาง ระบุไว้ จ.อานซยางมีพื้นที่ป่าทั้งหมดมากกว่า 18,000 เฮกตาร์ ได้ถูกจัดให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าสูงที่สุด ในขณะที่กรมป่าไม้จ.ซาลาย ยืนยันเช่นกันว่า ป่าใน 17 อำเภอของจังหวัดถูกจัดให้อยู่ในระดับที่ 5 ของการเตือนภัยไฟป่าเช่นเดียวกัน
ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์ระบุว่า พื้นที่ราบสูงภาคกลางของเวียดนามจะเป็นพื้นที่ที่เผชิญกับปัญภัยแล้งอย่างรุนแรงต่อไปอีกหลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.

“ฮุนได” จับมือ “แดวู” ทำแท่นผลิต ขุดก๊าซพม่าใส่ท่อให้จีน
February 24, 2010
แผนที่ทำขึ้นใหม่จาก Google Earth Map แสดงแนวท่อส่งก๊าซ (สีเหลือง) กับแนวท่อน้ำมัน (สีแดง) ของจีน ที่ทอดยาวข้ามดินแดนพม่าไปยังมณฑลหยุนหนัน ก๊าซจากแหล่งฉ่วย (Shwe Field) ในทะเลเบงกอลมีให้จีนใช้ได้นาน 30-40 ปี ส่วนท่อส่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งมีจุดเริ่มที่สถานีบนเกาะจ๊อกเปียว (Kyauk Pyu) ที่อยู่ใกล้กัน ช่วยลดความเสี่ยง จีนไม่ต้องขนน้ำมันดิบทางเรือผ่านช่องแคบมะละกาอีกต่อไป
เอเอฟพี– บริษัทอุตสาหกรรมฮุนไดเฮฟวี่ (Hyundai Heavy Industries) เปิดเผยในวันอังคาร (23 ก.พ.) ว่า ได้ลงนามในข้อตกลงมูลค่า 1,400 ล้านดอลลาร์ กับบริษัทเกาหลีใต้อีกแห่ง เพื่อพัฒนาแหล่งก๊าซขนาดยักษ์ในพม่า
บริษัทฮุนไดเฮฟวี่ บริษัทต่อเรือใหญ่ที่สุดของโลกได้ลงสัญญากับบริษัทแดวูอินเตอร์เนชันแนล (Daewoo International) สร้างโรงผลิตก๊าซนอกชายฝั่งและบนบกในโครงการฉ่วย ( Shwe) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของพม่าภายในเดือน มี.ค. 2556
บริษัทแดวูอินเตอร์เนชันแนล ได้ตกลงที่จะผลิตก๊าซจากแปลง A-1 กับ A-3 ในแหล่งก๊าซนอกชายฝั่งทะเลเบงกอลในรัฐยะไข่ ตั้งแต่เดือน พ.ค.ปีนี้ เพื่อส่งผ่านทางท่อไปยังจีน แหล่งก๊าซนี้จะผลิตก๊าซ 500 ล้านลูกบาศก์ฟุต (15 ล้านลูกบาศก์เมตร) ต่อวัน เป็นเวลาประมาณ 25- 30 ปี
ประมาณการณ์ว่า แหล่งฉ่วยมีก๊าซอยู่ราว 4.5-7.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
ฮุนไดเฮฟวี่ อินดัสตรีจะเป็นผู้สร้างฐานขุดเจาะก๊าซขนาด 40,000 ตัน กับระบบการผลิตใต้ทะเล ระบบท่อ สถานีก๊าซบนฝั่ง ท่าเรือ และฐานสำรองก๊าซ
”โครงการนี้จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างฮุนไดเอฟวี่และแดวูอินเตอร์เนชันแนล” นายโอบุงวูก ( Oh Byung-Wook) ผู้บริหารระดับสูงของฮุนไดกล่าวในการแถลงข่าว
แม้ว่าพม่าซึ่งปกครองโดยระบอบทหารมาตั้งแต่ปี 2505 จะถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากสหรัฐและยุโรปเนื่องจากปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนก็ตาม แต่ก็ไม่ส่งผลต่อพม่ามากนัก เนื่องจากเพื่อนบ้านอย่างจีน อินเดีย และไทย ได้ใช้จ่ายเงินหลายพันล้านดอลลาร์สำรวจผลิตหรือซื้อก๊าซของพม่า.

เขมรเตือนเขมร: อย่าไปไทยหากไม่จำเป็น
February 24, 2010
ศาลสถิตย์ยุติธรรมของใคร กำลังจะตัดสินชะตากรรม “เพื่อนชั่วนิรันดร” ของผู้นำกัมพูชา การออกเตือนมายังชาวเขมรในประเทศไทย เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้
ASTVผู้จัดการออนไลน์– กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาออกเตือนประชาชนที่จะเดินทางไปยังประเทศไทยในช่วงสัปดาห์นี้ควรระมัดระวังตัวอย่างมาก เนื่องจากใกล้เวลาการตัดสินคดียึดทรัพย์ของนักโทษชาย ทักษิน ชินวัตร
นายกอยเกือง (Koy Kuong) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กล่าวว่าผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปกรุงเทพฯ ภายใน 2-3 วันนี้ ควรเลื่อนการเดินทางที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน
”เรากลัวว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในวันศุกร์” นายเกืองกล่าว
โฆษกกัมพูชากล่าวอีกว่า รัฐบาลหลายประเทศได้เตือนประชาชนของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองหลวงของไทยด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ สหรัฐ และออสเตรเลีย เนื่องจากยังไม่สามารถคาดเดาความปลอดภัยได้
ในวันศุกร์ (26 ก.พ.) ศาลสูงสุดของไทยจะตัดสินว่าจะยึดทรัพย์ของนักโทษชายทักษิณมูลค่ามากกว่า 76,000 ล้านบาท ตามข้อกล่าวหาที่ทักษิณใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ
”ผู้ที่อาศัยอยู่ที่นั่น (กรุงเทพฯ) แล้ว ควรหลีกเลี่ยงอย่าเข้าใกล้ที่ชุมนุมประท้วง ให้หลีกเลี่ยงภัยอันตราย” นายกอยเกือง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวเมื่อวันอังคาร ข่าวนี้เผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์สถานีวิทยุเสียงอเมริกา กรุงพนมเปญ
เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว รัฐบาลกัมพูชาได้แต่งตั้งให้นักโทษชายทักษิณ เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีฮุนเซน ซึ่งได้นำมาสู่วิกฤติทางการทูตระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน
ที่ผ่านมานักโทษชายที่กำลังเร่ร่อนไปทั่วโลก ได้เดินทางเข้ากัมพูชาอย่างน้อย 3 ครั้ง การเดินทางครั้งล่าสุดในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ไม่มีกิจกรรมที่อึกทึกโครมเท่ากับสองครั้งแรก ในเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว
ประมาณกันว่าในปัจจุบันมีคนงานชาวเขมร 200,000 คนกำลังทำงานอยู่ในประเทศไทยทั้งที่ชอบและไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกจำนวนไม่น้อยข้ามพรมแดนเข้าไปทำงานในประเทศไทยแบบไปเช้าเย็นกลับ
ชาวเขมรจำนวนหนึ่งลักลอบข้ามพรมแดนอย่าผิดกฎหมาย และในสัปดาห์นี้ศาลจังหวัดสุรินทร์ได้พิพากษาให้จำคุกราษฎรเขมรจำนวน 6 คน ลักลอบข้ามแดนเข้าไปตัดไม้หวายทางฝั่งไทย.

น้ำโขงแห้งเร็วเวียงจันทน์ขาดน้ำหนักประปาหยดติ๋ง
February 24, 2010
ภาพจาก “เวียงจันทน์ใหม่” สัปดาห์ที่แล้ว น้ำในลำน้ำโขงลดระดับลงรวดเร็วมาก ทำให้ต้องขุดคลองในลำน้ำ ให้น้ำไหลเข้าถึงเครื่องสูบน้ำของรัฐวิสาหกิจประปาลาว สื่อของทางการกล่าวว่าสัปดาห์นี้ที่สถานีสูบน้ำอีกแห่งหนึ่ง จะต้องนำเครื่องสูบน้ำติดตั้งบนแพหรือเรือบาร์จ นำออกไปลอยลำกลางลำน้ำโขงที่มีความลึกพอ สามารถสูบน้ำดิบขึ้นมาทำประปาได้ การขาดแคลนอาจจะบรรเทาลงในสัปดาห์นี้
ASTVผู้จัดการรายวันเมืองหลวงของลาวได้รับผลกระทบจากการน้ำในลำน้ำโขงลด ที่ลงเร็วอย่างผิดปกติในปีนี้ ซึ่งทำให้รัฐวิสาหกิจประปาไม่สามารถสูบน้ำดิบ เพื่อนำไปผลิตน้ำสนองความต้องการของครัวเรือนต่างๆ แลและทั่วทั้งสังคม ให้เพียงพอเช่นในยามปกติได้ ต้องใช้รถขุดดินโกยทรายออกเป็นร่องให้น้ำเข้าถึงฝั่ง เพื่อให้เครื่องจักรสูบน้ำดิบไปใช้ได้
วิกฤติน้ำในลำน้ำโผลกระทบต่อ ข้าวนาปรังของเกษตรกรอีกนับหมื่นเฮกตาร์ เนื่องขากไม่สามารถสูบน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานได้ สำนักข่าวของทางการกล่าว
ในบางย่านของเมืองหลวง เจ้าหน้าที่ต้องนำเครื่องสูบน้ำออกติดตั้งบนแพหรือเรือบาร์จ ลอยลำออกไปกลางแม่น้ำโขงที่มีน้ำพอสูบขึ้นไปผลิตประปาได้ นับเป็นวิกฤติการณ์ เกี่ยวกับธรรมชาติที่ส่งผลกระทบอย่างสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองหลวง
นายคำเผย วงสาคำผุย รองผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจน้ำประปาลาวกล่าวกับ ขปล.ว่า สถานีประปาบ้านจินายโม้ ประสบปัญหาระดับน้ำในแม่น้ำโขงแห้งลงอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถ นำน้ำดิบ ขึ้นไปผลิตน้ำประปาได้ แต่ กำลังเร่งแก้ไขปัญหา และเชื่อว่าจะสามารถสนองน้ำได้อย่างเพียงพอในสัปดาห์ นี้
รัฐวิสาหกิจน้ำประปาลาวต้องใช้รถขุดดินลงไปโกยทรายในลำน้ำโขงออกเป็นร่องลึกเปิดทาง ให้น้ำไหลข้าไปยังโรงจักรสูบน้ำ สำหรับโรงกรองน้ำจินายโม้ได้ตามปกติแล้ว ในวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา
ไกลออกไปที่จุดสูบน้ำบ้านเก้าเลี้ยว ในสัปดาห์นี้วิสาหกิจประปาฯ จะเช่าเรือแพหรือเรือบาร์จของกรมชลประทานไปติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ลอยลำยังกลางลำน้ำที่มีระดับน้ำลึกพอ สูบขึ้นไปใช้ได้ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำได้ นายคำเผยกล่าว
นายอานุพาบ ตุตาลม รองเจ้าครองนครเวียงจันทน์ได้รุดไปตรวจยังแหล่งสูบน้ำ และได้รับทราบปัญหากับการแก้ไขแล้ว เชื่อว่าจะสนองน้ำประปาในเมืองหลวงได้ตามปกติเร็วๆ นี้ แต่เจ้าหน้าที่รายงานว่าน้ำในแม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านนครเวียงจันทน์นั้นยังคงลดระดับลงอย่างต่อเนื่องวันละ 5-6 เซนติเมตร ขณะที่กำลังย่างเข้าฤดูร้อน
ภาพถ่ายจากรถโดยสารวันที่ 19 ก.ย.2552 เครื่องจักรเครื่องกลกำลังปรับภูมิทัศน์บริเวณสนามหลวง เบื้องหลังเป็นถังน้ำประปาของรัฐวิสาหกิจประปาลาว ที่ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณสภาแห่งชาติกับวัดพระธาตุหลวง สัปดาห์ที่แล้วเวียงจันทน์มีถังประปาใหม่อีกถังหนึ่ง พร้อมระบบประปาที่ทันสมัยยิ่งกว่าเดิม จะสามารถสนองน้ำเพียงพอสำหรับ 20,000 ครัวเรือน สื่อของทางการกล่าว
ภาพถ่ายจากรถโดยสารวันที่ 19 ก.ย.2552 ราษฎรชาวลาวกำลังขับรถจักรยานยนต์ผ่านนาข้าว ที่ข้าวนาปีกำลังเขียวชะอุ่มในท้องนาริมถนนสายท่านาแล้ง ในเขตเมือง (อำเภอ) หาดทรายฟอง นครเวียงจันทน์ น้ำในลำน้ำโขงที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถสูบเข้าสู่ระบบชลประทานได้ กำลังส่งผลกระทบต่อข้าวนาแซง (นาปรัง) นับหมื่นๆ ไร่ในเขตรอบนอกเมืองหลวง
ระดับที่ลดลงอย่างรวดเร็วนี้ยังส่งผลกระทบถึงข่าวนาแซง (นาปรัง) ในเขตรอบๆ เมืองหลวง ที่ปักดำแล้วเสร็จ และส่งผลกดระทบต่อพืชผลทางเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ที่เกษตรกรปลูกในช่วงฤดูแล้ง รวมเป็นเนื้อที่กว่า 10,000 เฮกตาร์ (62,500 ไร่)
โรงสูบน้ำ ของกรมชลประทาน ในหลายจุด ไม่สามารถสูบน้ำจาก ลำน้ำโขง เข้าสู่ระบบได้ตามปกติ และ อาจจะต้องทำแบบเดียวกันกับรัฐวิสาหกิจน้ำประปาลาว เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ สำห รับการเกษตร ขปล.กล่าว
ทางการลาวกำลังเร่งแก้ไขปัญหาน้ำประปาในเขตเมืองหลวง เพื่อสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ การพัฒนาระบบประปาเฟสที่ 2 เพิ่งจะแล้วเสร็จสมบูรณ์และนำเข้าใช้การได้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งจะสนองน้ำอย่างเพียงพอสำหรับ 20,000 ครัวเรือน สำนักงานและธุรกิจต่างๆ ในนครเวียงจันทน์
การพัฒนาระบบประปาเฟสที่ 2 ได้รับการช่วยเหลือจากองค์การเพื่อการพัฒนาแห่งฝรั่งเศส “อาร์แอฟเด” (Agence Francais de Developpement) เป็นมูลค่า 5.5 ล้านยูโร (หรือ 66.4 พันล้านกีบ) รัฐบาลลาวนำเงินงบประมาณเข้าสมทบอีก รวมเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้น 83,000 ล้านกีบ ขปล.กล่าว
ภาพแฟ้มรอยเตอร์วันที่ 16 ส.ค.2551 เจ้าของร้านอาหารริมโขงในเมืองหลวงของลาว กำลังเก็บข้าวของออกจากร้านที่น้ำในแม่น้ำไหลบ่าขึ้นท่วม นั่นคือช่วงเดือนที่ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเอ่อขึ้นสูงสุดในรอบ 40 ปี แต่ในขณะนี้น้ำในลำน้ำสายเดียวกันกำลังลดระดับลงอย่างรวดเร็วมาก ส่งผลกระทบต่อระบบน้ำประปาและน้ำชลประทานสำหรับนาข้าว
ระบบประปาใหม่ นี้ รวมถึงการาสร้างแท็งก์เก็บน้ำแห่งใหม่ สถานีสูบน้ำอีกหลายแห่ง และการวางท่อ ซึ่งในปัจจุบันเวียงจันทน์มีระบบท่อประปารวมกันยาวประมาณ 105 กิโลเมตร
พิธีรับมอบโครงการจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยนายสมมาด พนเสนา รัฐมนตีกระทรวงโยธาและขนส่ง กับเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำลาว ร่วมเป็นสักขีพยานขลป.กล่าว
องค์การอนุรักษ์สภาพแวดล้อมกล่าวว่า การสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำ โขงส่วนที่อยู่ในประเทศจีนได้ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำ ช่วงที่ไหลผ่านดินแดนพม่า ไทยและลาว ลดลงทุกปี สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสภาพแวดล้อมตามลำน้ำที่อยู่ใต้ลงไปและส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนหลายล้านคนในอนุภูมิภาค
อย่างไรก็ตามกำลังจะมีการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขงเพื่อผลิตไฟฟ้าอีก 7-8 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในดินแดนของลาว อีกจำนวนหนึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทยและลาวที่จะสร้างกั้นลำน้ำส่วนที่เป็นพรมแดน ธรรมชาติระหว่างสองประเทศ.

เวียดนับหมื่นแห่อาลัยซากวาฬยักษ์ จัดพิธีฝังเอาเคล็ด
February 24, 2010
ภาพเอเอฟพีวันที่ 23 ก.พ.2552 ซากวาฬยักษ์น้ำหนักราว 15 ตัน ที่ชาวประมงลากกลับเข้าฝั่งเพื่อทำพิธีตามความเชื่อที่ว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้จะนำโชคให้กับพวกเขา แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุการตายที่แน่ชัดก็ตาม
เอเอฟพี – ประชาชนชาวเวียดนามหลายพันคนแห่กันไปที่ชายฝั่งเพื่อกล่าวลาซากปลาวาฬที่ชาวประมงพบลอยอยู่นอกฝั่งทางภาคใต้ของประเทศ
ปลาวาฬตัวยักษ์คาดว่าจะมีน้ำหนักราว 15 ตัน ถูกฝังอยู่ข้างทะเลเพื่อทำพิธีไว้อาลัยครั้งสุดท้ายเป็นเวลานาน 3 ชม. ในจ.บั้คเลียว (Bac Lieu)
”พิธีฝังปลาวาฬมีขึ้นในช่วงเช้าของวัน (23 ก.พ.) และตามความเชื่อของชาวประมงในพื้นที่บอกว่าปลาวาฬจะนำโชคมาให้พวกเขาเวลาออกทะเล” Le Dong Duong ผู้อำนวยการกรมสำรวจทรพยากรทางทะเล กล่าวกับเอเอฟพี
ประชาชนมากกว่า 12,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป้นชาวประมงและบางคนเดินทางมาจากจังหวัดข้างเคียง ต่างเดินทางมาเพื่อดูซากปลาวาฬและเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรม
ชาวประมงพบปลาวาฬตัวนี้ตั้งแต่วันอาทิตย์ (21 ก.พ.) ที่ผ่านมา และใช้เวลาถึง 15 ชม. ในการลากเข้าฝั่ง
”เรายังไม่ทราบสาเหตุการตายของปลาวาฬ หรืออายุของมัน เพราะเราไม่เห็นรอยแผลตามตัวของมันเลย” นาย Duong กล่าวพร้อมระบุว่า เคยมีเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อนในจ.บั้คเลียว แห่งนี้

ไปดูหน้าตาเครือญาติมนุษย์ ใกล้สูญพันธุ์ในเวียดนาม
February 23, 2010
Photos Courtesy of VietnamNet เวียดนามเน็ต – ผู้เชี่ยวชาญจากสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) รายงานในวันอังคาร (23 ก.พ.) ว่า มีลิง 303 ชนิด จากทั้งหมด 634 ชนิดในโลกกำลังถูกคุกคามจากการทำลายสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ การล่าและการซื้อขายสัตว์ป่า โดยที่ลิงบางสายพันธุ์ในเวียดนามกำลังตกอยู่ภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อยู่ในขณะนี้
นี่คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นเดียวกับมนุษย์ ที่มีธรรมชาติคล้ายมนุษย์มากทีี่สุด และยังเป็นญาติห่างๆ ของมวลมนุษย์ ที่มีวิวัฒนาการคู่กันมาตลอดเวลานับหมื่ปี แต่ทั้งหมดกำลังตกอยู่ในอันตราย
ค่างห้าสีแข้งเทา (Pygathris cinerea) เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ค่างที่อาศัยอยู่ในป่าสงวน จ.กว๋างนาม (Quang Nam) จ.กว๋างหงาย (Quang Ngai) จ.บี่งดีง (Binh Dinh) จ.กงตูม (Kon Tum) และ จ.ซาลาย (Gia Lai) ในทวีปเอเชีย ลิงและค่างประมาณ 70% ถูกจัดให้อยู่ใน “บัญชีแดง” คือ “ตกอยู่ในความเสี่ยง ถูกคุกคามและใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก” นอกจากนั้นประมาณ 90% ของลิงในเวียดนามและกัมพูชายังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ด้วย
ชะนีสกุล Nomascus เป็นชนิดที่สำคัญเป็นลำดับที่ 2 ของตระกูลชะนี (วงศ์ Hylobatidae) ชะนี Nomascus จะพบมากตั้งแต่ภาคใต้ของประเทศจีน (มณฑลหยุนหนัน) ไปจนภาคใต้ของเวียดนาม และยังพบบนเกาะไหหลำด้วย ชะนีทุกชนิดในตระกูลนี้ตกอยู่ในอันตรายหรือขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์
ค่าง Delacour’s Leaf Monkey กินใบไม้เป็นอาหาร มีจำนวนน้อยกว่า 320 ตัว นับเป็นชนิดที่หายากที่สุดและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ที่สุด พบอยู่ในเวียดนามเช่นกัน
ค่างหัวขาว (White-headed Leaf Monkey – Trachypithecus poliocephalus) แพร่พันธุ์อยู่บนเกาะก๊าตบ่า (Cat Ba) นครหายฟ่อง (Hai Phong) ซึ่งคาดว่ามีประชากรเหลืออยู่บนเกาะประมาณ 60-70 ตัว
ส่วนจำนวนประชากรชะนี Nomascus nasutus ในเวียดนามมีจำนวนเพียงแค่ 110 ตัวเท่านั้น

คุณปู่ 97 เฮงสุดๆ ได้แตะเอียซื้อหวยรวย 14 ล้านแจกชาวบ้านดะ
February 23, 2010
ภาพแฟ้มเอเอฟพีวันที่ 26 พ.ย.2552 ธนบัตรใบละ 100,000 ด่งถูดมัดรวมเป็นปึกๆ ภายในธนาคารแห่งรัฐเวียดนาม หลังจากมีการลดค่าเงินครั้งแรก หลังวันตรุษปีนี้ชายวัย 97 ปีคนหนึ่งถูกล็อตเตอรีรวยในพริบตาหลายพันล้านด่ง ไม่รู้จะใช้อย่างไรจึงแจกเพื่อนบ้านรอบข้าง ทำให้หน่วยงานองค์กรมวลชนของรัฐต้องเข้าไปดูแลคุณปู่โชคดีผู้นี้
เอเอฟพี – ชายชราผู้ยากจนชาวเวียดนามอายุ 97 ปี ถูกรางวัลล็อตเตอรี่มูลค่า 400,000 ดอลลาร์ สร้างความตื่นเต้นให้กับบรรดาหมู่ญาติของชายชราที่ต่างหวังและต้องการส่วนแบ่งจากรางวัลก้อนใหญ่นี้
เพื่อนบ้านที่อยู่ละแวกใกล้เคียงและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในนครโฮจิมินห์ต้องเข้ามาช่วยหยุดชายชราไม่ให้มอบเงินกับผู้คนที่เดินทางมายังบ้านของเขากันอย่างมากมาย ทั้งนี้เป็นการรายงานของหนังสือพิมพ์แถ่งเนียน
เงินรางวัลที่ยังเหลืออยู่ตอนนี้ได้ถูกนำไปฝากธนาคารแล้วเรียบร้อย หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายงาน
นายเหวียนวันแฮ๊ต (Nguyen Van Het) ถูกรางวัล หลายแสนดอลลาร์ โดยใช้เงินที่ได้แต๊ะเอียในช่วงเทศกาลตรุษที่ผ่านมาเพียงแค่ 100,000 ด่ง (ประมาณ 5 ดอลลาร์) ไปซื้อล็อตเตอรี่
นสพ.แถ่งเนียนยังได้รายงานอีกว่า รางวัลล็อตเตอรี่ของนายแฮ๊ต นั้นมีมูลค่า 7,600 ล้านด่ง หรือ 400,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเป็นรางวัลล็อตเตอรี่ใหญ่สำหรับประเทศ ที่รายได้ต่อหัวต่อปีของประชากรเพียงประมาณ 1,000 ดอลลาร์
”เรารู้เพียงแค่ว่าเขาถูกรางวัลหลายพันล้านด่ง” เจ้าหน้าที่แนวร่วมปิตุภูมิเวียดนาม ซึ่งเป็นหน่วยงานดำเนินโครงการทางสังคมของรัฐบาล กล่าวกับเอเอฟพี
เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นซึ่งปฏิเสธที่จะให้ชื่อ ระบุว่แนวร่วมปิตุภูมิฯ จำเป็นต้องเข้าดำเนินการและเรียกคืนที่แนายแฮ๊ตแจกจ่ายให้กับชาวบ้านไป เพราะหลายคนแอบอ้างตนเองเป็นญาติกับชายชราที่โชคดีเพื่อขอเงิน
นายแฮ๊ต และภรรยาของเขามีอาการป่วย และได้รับการรักษาด้วยเงินช่วยเหลือพิเศษจากเจ้าหน้าที่ เนื่องจากทั้งคู่มีฐานะยากจนมาก เจ้าหน้าที่รายเดิมกล่าว
”เราจะรออีกสัก 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สงบลงเสียก่อน แล้วค่อยถามว่าเขาต้องการทำอะไรกับเงินจำนวนนี้” เจ้าหน้าที่แนวร่วมปิตุภูมิเวียดนามกล่าว

เวียดเศร้าลูกหมีเคราะห์ร้ายสิ้นชีพ เหตุขังแม่สกัดน้ำดี
February 23, 2010
สลดใจ– ภาพเอเอฟพีเผยแพร่วันที่ 6 ก.พ.2553 เป็นหมีควายหนึ่งใน 19 ตัวที่ได้รับการช่วยเอออกจากฟาร์มเพาะเลี้ยงที่ผิดกฎหมายของชาวไต้หวัน ใน จ.บี่งซเวือง (Binh Duong) ช่วงวันตรุษที่ผ่านมาหมีเพศเมียตัวหนึ่งได้ให้กำเนิดลูกน้อยอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน แต่สภาพอิดโรยของแม่ทำให้เจ้า “เสือน้อย” เสียชีวิตในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา.
ไซ่ง่อนหยายฟง– ลูกหมีควายตัวน้อยที่เกิดออกมาอย่างไม่ตั้งใจ จากแม่หมีที่ถูกช่วยมาจากฟาร์มสกัดดีหมีผิดกฎหมายในเวียดนาม ได้เสียชีวิตแล้วในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อข่าวนี้เผยแพร่ออกไปก็ได้ทำให้ประชาคมออนไลน์เวียดนามพากันเศร้าสลดใจ หลายคนกล่าวว่าสาเหตุเนื่องจาก สภาพของแม่หมีที่ไม่สมบูรณ์เนื่องจากถูกขังเพื่อสกัดน้ำดี
ตามรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี นักสังคมสงเคราะห์สัตว์รายหนึ่งยืนยันเรื่องนี้อย่างเป็นทางการในวันจันทร์ (22 ก.พ.)
”เสือน้อย” ลูกหมีอายุ 1 สัปดาห์ ที่ตั้งชื่อต้อนรับเทศกาลวันตรุษญวน ตายในเช้าวันอาทิตย์ (21 ก.พ.) ภายในช่วยเหลือหมีควาย ใกล้กรุงฮานอย แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หมีเคราะห์ร้ายเหล่านี้ได้รับการดูแลจากมูลนิธิสัตว์แห่งเอเชีย (Animals Asia Foundation) ฮ่องกง
แม่หมีควายของเจ้าเสือน้อย เป็นหนึ่งในหมี 19 ตัว ที่ได้รับการช่วยเหลือในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา หลังจากถูกจับขังอยู่ในตู้คอนเทนเน่อร์สำหรับบรรทุกสินค้าที่ จ.บิ่งเซวือง ใกล้กับนครโฮจิมินห์
”ทีมสัตว์แพทย์ของเราต่างรู้สึกแปลกใจกับการเกิดของลูกหมี เนื่องจากฟาร์มสัตว์ในเวียดนามถูกห้ามไม่ให้มีการเพาะพันธุ์” มูลนิธิสัตว์แห่งเอเชียชี้บนเว็บไซต์
นักสงเคราะห์สันนิษฐานว่า แม่หมีอาจจะถูกจับออกไปจากป่า ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายของเวียดนาม นอกจากนั้นยังมีหมีตัวอื่นๆ ที่เสียชีวิตลงในภายหลัง หลังจากพบว่า อวัยวะภายในของหมีถูกตัดออกไปด้วย
ดีหมีถูกทำให้เชื่อว่า เป็นยาชั้นดีในการรักษาโรคหลายชนิดตามตำรับยาแผนโบราณของจีน โดยน้ำดีของหมีจะถูกสกัดออกมาด้วยเข็มฉีดยาในขณะที่หมียังมีชีวิตอยู่ ซึ่งกระบวนการสกัดดีหมีนี้กลุ่มนักเคลื่อนไหวระบุว่าเป็นการกระทำที่ส่งผลอันตรายต่อหมีอย่างมาก
การทำฟาร์มหมีเพื่อสกัดน้ำดีถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายในเวียนดามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่เจ้าของได้รับอนุญาตให้เลี้ยงหมีที่มีอยู่เดิมต่อไป และ ในปี 2548 เวียดนามได้ทำฝังไมโครชิปลงไปในตัวหมีหลายพันตัวเป็นการลงทะเบียน เพื่อให้สามารถตรวจสอบและควบคุมจำนวนประชากรหมีที่เลี้ยงไว้
หมีควาย ( Asiatic black bear) หรือที่รู้จักกันในชื่อ หมีดำพันธุ์เอเชีย เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์.

