กูรูครอบครัวบำบัด แนะพ่อแม่ยุคใหม่ ใช้หูยีราฟเลี้ยงลูก
March 1, 2010
ดร.เพ็ญนี หล่อวัฒนพงษา
การทะนุถนอมดูแลครรภ์ถือว่ายากแล้ว แต่การเลี้ยงดูลูกน้อยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิตอลนั้น ถือเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า เพราะหนึ่งในปัญหาของการเลี้ยงลูกที่พบส่วนใหญ่ คือการสื่อสารที่นำไปสู่ความไม่เข้าใจระหว่างกันในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อแม่ยุคใหม่ที่มีเวลาเลี้ยงลูกน้อยลง เพราะต้องแข่งขันกับงาน เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ในขณะที่เด็กถูกปล่อยให้อยู่กับเพื่อนเล่นอย่างเกม โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต เป็นต้น
กับเรื่องการสื่อสารกับลูก ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ “ดร.เพ็ญนี หล่อวัฒนพงษา” ผู้อำนวยการฝ่ายบริการจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวบำบัด และการประเมินค่าทางจิตวิทยาทางการศึกษา โรงพยาบาลมนารมย์ ระบุว่า การเลี้ยงดูของพ่อแม่ยุคใหม่ ใช้วิธีการเลี้ยงลูกที่ไม่ค่อยจะถูกต้อง ซึ่งนอกจากไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกแล้ว ยังขาดการสื่อสารที่ดีระหว่างพ่อแม่กับเด็ก ทำให้พ่อแม่บางคนไม่สามารถฝ่ากำแพงความเข้าใจในตัวลูกได้ดีเท่าที่ควร
เพราะฉะนั้น หากพูดถึงเรื่องของการสื่อสารในครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวบำบัด ให้ข้อมูลว่า มาร์แชล รีเซ็นเบิร์ก ศิษย์เอกของ คาวาเจอร์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงบอกว่าการสื่อสารของคนเรานั้น มักจะฟังด้วยหู 3 ประเภท ถ้าไม่รู้จักการฟังด้วยหูในแต่ละประเภท บางครั้งอาจทำให้เกิดเรื่อง หรือมีปัญหากับลูกตามมาได้ ดังนั้น ดร.เพ็ญนี อธิบายให้ฟังว่า หูทั้ง 3 ประเภทประกอบด้วย
1. หูหมาป่า สำหรับการฟังด้วยหูชนิดนี้ คือการฟังด้วยหูแบบหาเรื่อง ถ้าพ่อแม่ฟังด้วยหูหาเรื่อง ก็จะได้เรื่อง แต่บางครั้งเป็นไปได้ว่า เราอาจใช้หูหมาป่าโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจจะใช้กับตัวเอง และคนรอบข้างด้วย
2. หูสุนัขจิ้งจอก เป็นหูประเภทเจ้าเล่ห์ จะพูดอะไรก็จะไม่บอกตรง ๆ รับข้อมูลมาก็จะมีจิตที่คอยระแวง ทำให้เกิดเป็นเรื่อง หรือปัญหาได้เหมือนกัน
3. หูยีราฟ การฟังด้วยหูชนิดนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวบำบัด แนะนำว่า พ่อแม่ควรจำเป็นต้องใช้ เนื่องจาก “ยีราฟ” เป็นสัตว์ที่มีน้ำหนักของหัวใจ เมื่อเทียบกับน้ำหนักร่างกายแล้ว มีน้ำหนักมากที่สุด แต่จะต้องฟังด้วยใจที่หนัก ใจที่กว้าง โดยยีราฟจะมีคอที่ยาว สูง และจะใช้สายตามองรอบทิศ มองไกล ซึ่งหมายความว่า พ่อแม่จะต้องฟังด้วยใจที่หนักแน่น ใจกว้าง ใจที่เปิด และใจที่มองไกล
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
”พ่อแม่ควรจะใช้หูที่ 3 หรือหูยีราฟให้เยอะ เพราะจะต้องคอยฟังว่าลูกเรียกร้องอะไรจากเรา หรือลูกต้องการอะไรจากเรา แทนที่จะให้เขาไปเพื่อตัดความรำคาญ อย่างที่พ่อแม่หลายคนมักจะทำก็คือ เวลาลูกร้องงอแง พ่อแม่ก็จะซื้อของเล่น เกม หรือ ขนมให้ เพื่อตัดความรำคาญ ซึ่งวิธีการนี้ไม่ค่อยถูกต้อง ซึ่งจริงๆ แล้วพ่อแม่จะน่าใส่ใจว่าการที่เด็กทำเช่นนั้นอาจจะเป็นการขอให้เราใส่ใจเขามากขึ้น อาจจะแสดงพฤติกรรมด้านบวกก็ได้ ไม่ต้องแสดงพฤติกรรมด้านลบ”
นอกจากนี้ บางครั้งลูกทำการบ้านเวลานานๆ หรือสอบตกวิชาเลข พ่อแม่อาจไม่เข้าใจ และไม่เคยสื่อสาร หรือใช้หูยีราฟกับลูกเลย ทำให้พ่อแม่เข้าใจ และคิดว่าลูกขี้เกียจ ไม่ฉลาด ไม่เอาไหน แต่จริงๆ แล้วเขาอาจจะมีปัญหา หรือความบกพร่องบางอย่างอยู่ก็ได้ เพราะเด็กบางคนอาจสอบตกวิชาเลข เพราะอ่านโจทย์แล้วไม่เข้าใจ ลำดับความสำคัญของประโยคไม่ได้
แต่ถึงกระนั้น พอเวลาครูอ่านให้ฟัง เด็กกลับเข้าใจ และตอบถูก กรณีนี้แสดงว่าเด็กไมได้โง่ แต่เด็กอาจมีความบกพร่องในด้านการเรียนรู้อยู่ก็ได้ ซึ่งตรงนี้พ่อแม่จะต้องเข้าใจ และพยายามเรียนรู้ถึงพฤติกรรมของลูก โดยอาศัยหลักการฟังของหูยีราฟ ก็จะทำให้พ่อแม่เข้าใจลูกได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ดร.เพ็ญนี แนะทิ้งท้ายว่า การสื่อสารระหว่างพ่อแม่ลูก รวมถึงครูที่โรงเรียน เป็นสิ่งที่จะต้องร่วมมือกัน เพราะจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด เพราะถ้าหากว่าลูกเกิดมีความบกพร่องในการเรียนรู้ การสื่อสารกันภายในครอบครัว และครูที่โรงเรียนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่พ่อแม่รู้ว่าลูกเป็นอะไรมีความถนัด และไม่ถนัด หรือมีความบกพร่องด้านไหน การสื่อสารกับครูผู้สอนก็จะทำให้ตัวของครูเองเข้าใจตัวของเด็กด้วย ซึ่งครูอาจจะต้องหาวิธีและรูปแบบการสอนที่เหมาะและเข้ากับตัวเด็ก เพื่อให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธภาพมากที่สุด

สื่อ “Interactive” ตัวช่วยดึงลูก “สนุกคิด-ไม่เบื่อเรียน”
February 28, 2010
เชื่อได้ว่า คงไม่มีเด็กคนไหน ชอบระบบการเรียนที่ตัวเขาเองเป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะท่องจำ ขาดการมีส่วนร่วม หรือทดลองกิจกรรมที่แปลกใหม่ ทำให้เด็กไม่สนุก และไม่อยากที่จะเรียน เพราะขัดกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก ที่รักอิสระ ความสนุก และความตื่นเต้น ดังนั้น ระบบการเรียนรู้โดยใช้สื่อ Interactive ที่เน้นการสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์ จึงเกิดขึ้น เพื่อเข้ามาเป็นตัวช่วยให้เด็กได้เรียนรู้คู่ความสนุก สามารถเข้าถึง และจำบทเรียนได้ง่าย
เห็นผลได้จริงจากลูกชายของ “คุณแม่กิฟท์-วิภา ชีพทรงสุข” ซึ่งเธอได้ใช้แนวคิดนี้ สร้างสัมพันธภาพการเรียนรู้กับลูกเป็นประจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกสนุก และไม่เบื่อที่จะทำการบ้าน หรือเรียนหนังสือ โดยไม่เน้นวิธีการให้ลูกท่องจำ หรือเคร่งเครียดกับบทเรียนมากเกินไป แต่จะผสมความสุข และความสนุกเข้าไปกับวิธีการสอนด้วย
ครอบครัว “ชีพทรงสุข”
”คุณแม่จะประดิษฐ์ โดยประยุกต์จากสิ่งที่มีอยู่เดิม นั่นคือสิ่งที่อยู่ในหนังสือ ซึ่งจะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ผลิตสื่อทำมือสอนลูก อาทิ หยิบคำศัพท์จากบทเรียน ด้วยการหาภาพ หรือสแกนภาพจากในหนังสือเรียน พร้อมกับเขียนคำศัพท์ใส่กระดาษ เพื่อนำมาเล่นเกมจับคู่กับลูก แทนที่จะบอกให้ลูกท่องจำเพียงอย่างเดียว สิ่งเหล่านี้ ทำให้การเรียนมีสีสัน สร้างจินตนาการ และความสนุก ส่งผลให้ลูกเข้าใจบทเรียนได้ง่าย และเร็ว ที่สำคัญ ยังเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย” คุณแม่กิฟท์กล่าว
ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ทีมงานได้สอบถามไปยัง “วรรณปรียา โลหะวัฒนะกุล” กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การเรียนรู้เชิง Interactive (Smart Club) ถึงความสำคัญของแนวคิดข้างต้นว่า ถือเป็นกระบวนการสอนที่ทำให้เด็กสนุก และจดจำรายละเอียดที่ครูสอนได้เป็นอย่างดี แตกต่างจากระบบการเรียนแบบเดิม ที่จะเน้นให้เด็กจดตามสิ่งที่ครูเขียนบนกระดาน เด็กจึงไม่สนุก ส่งผลให้การเรียนขาดประสิทธิผล และประสิทธิภาพ
อย่างสถาบันเสริมทักษะ “Smart Club” ที่จะเน้นการเรียนรู้แบบ Interactive ฉีกบรรยากาศการสอนแบบเดิมออกอย่างชัดเจน โดยจัดให้มีการสอนแบบเรียนปนเล่น เด็ก เพื่อน และครูมีส่วนร่วม และทำกิจกรรมร่วมกัน ผ่าน Interactive Whiteboard หรือ “กระดานอัจฉริยะ” สร้างกระบวนการเรียนรู้แบบปฏิสัมพันธ์กับเด็กได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากจะทำให้เด็กสนุก และไม่เบื่อที่จะเรียนแล้ว ยังทำให้เด็กเข้าถึงบทเรียนได้เร็ว และปลอดภัยจากฝุ่นชอร์คอีกด้วย
วรรณปรียา โลหะวัฒนะกุล
”เราได้ค้นพบโปรแกรมสื่อการสอนของ Pintar ซึ่งเป็นการเขียนโปรแกรมโดยนักวิชา และนักพัฒนาสื่อการสอน (Software developer) ของประเทศมาเลเซีย โดยผ่านการรับรองจากประเทศอังกฤษ เพื่อใช้พัฒนาบทเรียนไปสู่รูปแบบของมัลติมีเดีย ซึ่งบทเรียนจะเป็นภาพเคลื่อนไหว มีทั้งวิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ซึ่งทำให้เด็กเข้าใจ และจดจำเรื่องราวในบทเรียนได้ง่าย เพราะเด็กเห็นภาพชัดเจน เช่น วันนี้เราจะสอนเรื่องจักรวาล โลกหมุนรอบตัวเอง แบบนั้น แบบนี้ ซึ่งการพูดปากเปล่า บางทีอาจเข้าใจยาก แต่เมื่อมีภาพ ร่วมกับ 3 มิติแล้ว เด็กจะอ๋อ โลกหมุนรอบตัวเองแบบนี่เอง” วรรณปรียาเล่า พร้อมยกตัวอย่าง
อย่างไรก็ดี สถาบันแห่งนี้ ถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่นำเอา “Interactive Whiteboard” มาใช้กับเด็ก ซึ่งถือเป็นการทำการบ้านที่หนักพอสมควร เพราะต้องออกแบบตัวหลักสูตรให้สนุก และครอบคลุมกับทางที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด แต่ถึงกระนั้น “คุณวรรณปรียา” เปิดเผยกับทีมงานว่า ตอนนี้ตัวหลักสูตรดังกล่าว เป็นเพียงแค่การเริ่มต้น หากมีการพัฒนาหลักสูตรอย่างเต็มรูปแบบ ในอนาคตอันใกล้นี้ หวังว่า จะเป็นตัวเลือกให้กับทางโรงเรียน หรือสถาบันต่างๆ ที่สนใจ ได้นำไปใช้จัดระบบการเรียนการสอนให้กับเด็กอย่างแน่นอน
หากพ่อแม่คนไหน ที่ไม่สามารถเข้าถึง “Interactive Whiteboard” คุณวรรณปรียา แนะทางเลือกฝากทิ้งท้ายไว้ว่า พ่อแม่สามารถจัดระบบการเรียนรู้เชิงปฏิสัมพันธ์ให้ลูกได้เองที่บ้าน โดยใช้ความใกล้ชิดกับลูก ซึ่งพ่อแม่ถือเป็นครูคนแรก ที่สามารถจัดการเรียนรู้คู่ความสนุกให้ลูกได้
เช่น ใช้แผ่นภาพเป็นสื่อการสอน ซึ่งอาจดูเหมือนจะโบราณ แต่เชื่อว่า ยังสามารถใช้ได้กับเด็กเสมอ โดยบ้านไหนที่มีลูกเล็ก ควรเน้นพูดกับลูก บวกกับมีแผ่นภาพประกอบ ไม่ควรเน้นให้ลูกต้องท่องจำเพียงอย่างเดียว นั่นจะช่วยสร้างบรรยากาศการสอนที่อบอุ่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับตัวพ่อแม่เอง ที่จะเลือกเทคนิคการสอนอย่างไรให้สนุก และอยากที่จะเรียน

เปิดรับสมัครพ่อแม่อาสา หาคนใจดีนวดสัมผัสให้เด็ก
February 28, 2010
เปิดรับสมัครพ่อแม่อาสา หาคนใจดีนวดสัมผัสให้เด็ก
สำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นคุณพ่อคุณแม่แล้ว และต้องการร่วมกิจกรรมดี ๆ ก็ต้องโครงการนี้เลยค่ะ “อาสานวดเด็ก พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจะนำศาสตร์ความรู้เรื่องการนวดสัมผัสเด็กทารกมาใช้กระตุ้นพัฒนาการเด็กในสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีการส่งเสริมการอ่านหนังสือให้เด็กด้วยการอ่านนิทานให้ฟัง หรือฝึกวาดรูประบายสีด้วยค่ะ โดยทางมูลนิธิสุขภาพไทยผู้จัดทำโครงการนี้ฝากมาบอกว่า สถานสงเคราะห์ที่จะเดินทางไปช่วยนวดให้เด็ก ๆ นั้นก็คือ บ้านปากเกร็ด และบ้านพญาไท (สามารถเลือกได้ตามความสะดวกค่ะ) สัปดาห์ละ 1 วัน ๆ ละ 3 ชั่วโมง หรือจะโทรสอบถามรายละเอียดก่อนก็ได้ค่ะที่หมายเลข 02-589-4243, 02-591-8092 หรือทางอีเมล thaihof@yahoo.com สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 11 มีนาคม 2553 ค่ะ
ชวนพ่อแม่ฟังสัมมนาเรื่องน่ารู้ “เพิ่มความสูงให้เด็ก”
งานสัมมนาครั้งนี้จัดโดยศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ และศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลปิยะเวท ซึ่งขอเชิญคุณพ่อคุณแม่ที่สนใจเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก ปัญหาของเด็กก่อนวัยรุ่น พร้อมเทคนิคในการเพิ่มความสูงของเด็กมากมาย โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2553 เวลา 9.00 – 12.00 น. ณ ห้องรสสุคนธ์ ชั้น 16 โรงพยาบาลปิยะเวท (ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้าค่ะ แต่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมสัมมนา) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 02-625-6555
ดรุณสิกขาลัยเปิดรับสมัครนักเรียน
พ่อแม่ท่านใดที่เคยได้ยินชื่อของโรงเรียนดรุณสิกขาลัย โรงเรียนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่มาพร้อมรางวัลและความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ มาในปีนี้เปิดรับสมัครนักเรียนกันอีกแล้วค่ะ โดยจะเปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 3 มัธยมศึกษาปีที่ 6 (1 ปีการศึกษาแบ่งเป็น 3 ภาคเรียน) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนดรุณสิกขาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 126 ถนนประชาอุทิศ แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140 โทรศัพท์ 02-470-8315-8, 02-872-7330-1 หรือ http://e-school.kmutt.ac.th/
ตามไปดู “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย”
การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอนุบาลกำลังจะเกิดขึ้นจริงในประเทศไทยแล้วค่ะ เมื่อมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ร่วมกับ บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด พร้อมด้วยเครือข่ายความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน เปิดตัวโครงการนำร่อง บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอนุบาล พร้อมวางรากฐานการเรียนการสอนทั้งระดับโรงเรียน และครอบครัว โดยจะปูพรมโรงเรียนอนุบาลถึง 200 แห่งก่อนขยายสู่ทั่วประเทศ ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ก็คือ เพื่อเป็นการวางรากฐานในเด็ก ให้เด็กมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ และมีความอยากรู้อยากเห็น ช่างสังเกต ช่างคิดวิเคราะห์นั่นเอง ผู้สนใจโครงการนำร่อง บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือสอบถามรายละเอียดโทร 02-662-3000 กด 1 Call Center หรือที่ www.littlescientistshouse.com
เปิดกันอีกแล้ว แหล่งเรียนรู้ใหม่ “SmartClub”
สำหรับพ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกเตรียมพร้อมสู่สมรภูมิการเรียนคงให้ความสนใจกับการเปิดตัวของแหล่งเรียนรู้ใหม่ ๆ เพื่อลูก และการเปิดตัวของ SmartClub ก็คงโดนใจบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งจุดขายของแหล่งเรียนรู้นี้หนีไม่พ้น “ห้องเรียน” ที่ว่ากันว่านำอุปกรณ์ไฮเทคต่าง ๆ มากมายมาใส่เอาไว้ เช่น Interactive Whiteboard แถมยังมีระบบตรวจสอบลายนิ้วมือสำหรับตรวจสอบสถานะของผู้เรียนและบันทึกข้อมูลของผู้เรียนทุกครั้งเอาไว้ด้วย ซึ่งภายในสถาบันจะแบ่งออกเป็น 5 โซน ได้แก่ SmartClassroom, SmartLounge, Smart Playground, SmartCafé และ SmartGad สนใจสอบถามข้อมูลได้ที่ SmartClub ชั้น 5 อาคาร Sala@Sathorn
ลูก ๆ กับเส้นทางศิลปิน
พ่อแม่ท่านใดที่เห็นว่าลูก ๆ มีแววด้านศิลปะ จะเป็นศิลปิน โอกาสมาถึงแล้วค่ะ เมื่อสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญเด็กและเยาวชนไทยอายุไม่เกิน 20 ปี ส่งผลงานศิลปกรรมเข้าประกวดในการประกวดศิลปกรรมเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 5 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 400,000 บาท กติกาการประกวด : การสร้างสรรค์ผลงานไม่จำกัดเทคนิควิธีการสร้างสรรค์ โดยผลงานที่มีลักษณะ 2 มิติต้องมีขนาดกว้าง-ยาวไม่เกินด้านละ 1.20 ม.(ไม่รวมกรอบ) และผลงานที่มีลักษณะ 3 มิติ ต้องมีขนาดไม่เกินด้านละ 1.20 ม. (ไม่รวมฐาน) สามารถส่งผลงานไม่เกินคนละ 3 ภาพ ผู้สนใจสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันที่ 21 – 25 เมษายน 2553 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 02-224-4704 ต่อ 107 และ 02-326-4021 หรือทางเว็บไซด์คณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ffa.bpi.ac.th
ประกวดออกแบบโลโก้
สถานีวิทยุศึกษาจัดกิจกรรมประกวดตราสัญลักษณ์หรือโลโก้ประจำสถานี ชิงเงินรางวัลรวม 40,000 บาท โดยตราสัญลักษณ์นี้จะต้องสื่อความหมายของสถานีวิทยุที่เสริมสร้างปัญญา พัฒนาชีวิต และมีคำว่า วิทยุศึกษา อยู่ด้วย สนใจส่งภาพเข้าประกวดตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2553 ที่อาคารศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กทม. 10400 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 354 5730-40 ต่อ 327-330 และที่เว็บไซต์ www.moeradiothai.net

อดีตเด็กเกเร “ปู-วันชัย” ชีวิตเต็มที่เพื่อสังคม-ครอบครัว
February 28, 2010
ปู-วันชัย บุญประชา
หากพูดถึงผู้ชายที่ชื่อ “ปู-วันชัย บุญประชา” เขาคนนี้ถือเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มคนทำงานด้านเด็ก กับตำแหน่งผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ขณะที่อีกหลายภาคส่วน อาจรู้จักจากสื่อ เพราะเขาถือเป็นที่พึ่งของพ่อแม่ ในการทำงานป้องกันปัญหาเด็ก และช่วยเด็กให้พ้นจากสภาพที่เลวร้าย ทั้งสถานบริการทางเพศ โรงงาน และบ้านที่ใช้ความรุนแรง
ตลอดระยะเวลา 20 ปี บนเส้นทางชีวิตการทำงานด้านเด็ก-ครอบครัว ของ “พี่ปู” หากย้อนกลับไป เขาเคยเป็นเด็กเกเรมาก่อน ที่สำคัญ เขาเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง แต่ด้วยความโชคดีที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีพ่อแม่เข้าใจ ซึ่งมักจะได้รับความรู้สึกที่ดีจากพ่อแม่อยู่เสมอว่า “ถึงแม้เอ็งจะเรียนไม่เก่ง แต่เอ็งเป็นคนช่วยเหลือผู้อื่น” ทำให้ด.ช.ปู มีแรงขับ และกำลังใจ จนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เขาได้กลายเป็นที่พึ่งให้กับสังคม และครอบครัวไทยในหลายเรื่อง
”สมัยที่เรียนมัธยม พี่อยู่ห้องสุดท้าย วันๆ อยู่กับงานช่าง แต่เด็กกลุ่มนี้ มักจะเป็นตัวหลักในการทำกิจกรรมของโรงเรียนอยู่เสมอ เช่น โต๊ะหินอ่อนไม่พอ เราก็ช่วยทำ นอกจากนี้ยังได้พบด้วยว่า แม้จะเป็นเด็กห้องสุดท้าย แต่เรากลับกลายเป็นหัวแถวของเพื่อนๆ ในห้อง ที่สามารถทำเลขให้เพื่อนลอกได้ หรือให้เพื่อนลอกข้อสอบเราได้ จนสามารถสอบเอ็นทรานต์ติดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะมนุษย์ศาสตร์ สาขาวิชาบ้าน และชุมชน เพราะมีความชอบ และตั้งใจที่ช่วยเหลือ และพัฒนาชีวิตชาวบ้าน” คุณปูเล่าถึงชีวิตสมัยเรียน
คำบอกเล่าข้างต้น แม้ว่าตอนนั้นคุณปูจะมีจุดด้อยในเรื่องการเรียน แต่เขาก็มุ่งมั่นที่จะค้นหาคุณค่า ด้วยการบอกที่บ้านว่า จบออกมาจะขอทำงานอาสาสมัคร ซึ่งพี่สาวถือเป็นคนจุดไฟอาสาให้กับเขา ด้วยคำพูดที่บอกว่า “เอ็งถือเป็นส่วนคืนกำไรให้สังคมของครอบครัว” นี่คือคุณค่า ที่ตัวเขาเองรู้สึกว่า แม้จะทำแล้วดี หรือไม่ดี แต่สิ่งแรกที่เขาได้รับคือ ความรู้สึกที่ดี เพราะถือว่าได้ช่วยให้ใครหลายคนมีความสุข และมีโอกาสที่ดี จึงเป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางชีวิตอาสาสมัคร ที่มีหัวใจพร้อมจะช่วยสังคม และทุกครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
“20 ปีทำงานด้านเด็ก” ตกผลึกปัญหาครอบครัวไทย
ตลอดระยะเวลา 20 ปี คุณปู ตรวจปัญหาครอบครัวไทยพบว่า เมื่อสังคมเปลี่ยน ครอบครัวไทยก็เปลี่ยน เนื่องจากทุกวันนี้ สังคมมีสิ่งมอมเมาที่ซับซ้อนมากขึ้น ถึงแม้ว่าพ่อแม่ยุคใหม่จะใส่ใจ และดูแลลูกเป็นอย่างดีก็ตาม แต่บางครั้งก็ยังเอาไม่อยู่ ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ตัวพ่อแม่ยุคใหม่เอง กลับกลายเป็นคนพาลูกเข้าวังวนของกระแสสังคมทุนนิยม เช่น ลูกอยากได้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อดัง ก็ตามใจซื้อให้ หรือการพาลูกเข้าสังคมติวเตอร์ รวมไปถึง ร่วมกันเสพสื่อร้ายกับลูก โดยเฉพาะหนัง หรือละครบางเรื่องที่แฝงความรุนแรงต่อเด็ก สิ่งเหล่านี้ถือเป็นมัจจุราชรุ่นใหม่ ที่บางครอบครัวยังรู้ไม่เท่าทัน
พ่อปู กับลูกปอนด์
”กระแสบริโภคนิยม หรือการฟุ้งเฟ้อมากเกินความเป็นจริง สิ่งต่างๆ พวกนี้ พ่อแม่กลับถลำเข้าไปร่วมบริโภค จนทำให้ลูก เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ว่า ควรทำแบบนั้นตามไปด้วย นี่คือสิ่งที่ครอบครัวไทยกำลังเผชิญ ซึ่งมันไม่เหมือนก่อนที่พ่อแม่ฐานะยากจน ต้องทำงานเลี้ยงลูก โดยที่ไม่มีเวลาให้ลูก แต่เด็กก็รอดมาได้ เพราะสังคมไม่เลวร้ายเหมือนตอนนี้
แต่ยุคสมัยใหม่ ถึงแม้พ่อแม่จะมีเวลา แต่หลายครอบครัว ก็เอาเวลาไปร่วมเสพกระแสทุนนิยมร่วมกับลูก ซึ่งบางครอบครัวตามไม่ทันจนตกหลุมพลาง” คุณปูสะท้อนถึงสิ่งที่ครอบครัวไทยกำลังถูกกระทำ ทั้งยังบอกต่อว่า ไม่ใช่แค่สังคมเมืองเท่านั้น แต่สังคมชนบทเอง ก็ได้รับอิทธิพลกับกระแสดังกล่าวด้วยเช่นกัน
สำหรับทางออกที่ดีที่สุด คือ การดำเนินชีวิตตามหลักคิดวิถีพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่กระนั้น ปัญหาอยู่ที่ครอบครัวไทย ยังคงติดอยู่กับระบบทุนนิยม ที่ยังปรับตัวกับระบบคิดแบบพอเพียงไม่ได้ จึงจำเป็นต้องค่อยๆ เรียนรู้ เพราะว่า สังคมถูกดูดจากกระแสทุนนิยมเร็วขึ้น เนื่องจากสื่อเข้าถึงได้ง่าย อย่างไรก็ดี ต้องทำให้ทุกครอบครัวไทยเชื่อให้ได้ว่า ทุกครอบครัวมีความสุขได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีเงินมาก แต่การมีอย่างพอดี ไม่มีหนี้สิน ก็สามารถเสพความสุขได้
”การที่พ่อแม่บอกลูกว่า อยากได้อะไรให้เก็บเงินซื้อ ถือเป็นสิ่งที่ดี แต่คำว่าอยากได้อะไร ต้องคุยกับลูกก่อนว่า สิ่งที่อยากได้นั้น เป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่บอกว่า อยากได้ BB แล้วให้ลูกเก็บเงินซื้อเอง ซึ่งมันไม่ถูก พ่อแม่ต้องคุยกับลูกว่า BB จำเป็นไหม ซึ่งไม่ใช่อะไรหรอก การที่ลูกอยากได้ของเกินความจำเป็น และมีราคาสูง บางครั้งลูกอาจไปโกง หรือไปยืมเงินคนอื่นเพื่อไปซื้อมาก็ได้” คุณปูกล่าว
“เพื่อมวลชน” ต้องเพื่อลูก และภรรยาด้วย
หากพูดถึงการทำงานด้านเด็ก และครอบครัว คุณปูถือว่า ได้ทำหน้าที่คืนกำไรให้กับสังคมมาอย่างเต็มที่ แต่มีหลายคน ตั้งคำถามว่า “แล้วชีวิตครอบครัวของผู้ชายคนนี้จัดการได้ดีเหมือนกับสิ่งที่ออกมาพูดหรือไม่?” กับเรื่องนี้ คุณปูเปิดใจกับทีมงานว่า ตัวเขา ให้ความสำคัญกับครอบครัวมาตลอด โดยเฉพาะเวลาที่อยู่ด้วยกัน เรียกได้ว่า ตื่นเช้าต้องไปส่งลูกชาย (น้องปอนด์) และ ภรรยาที่ทำงานทุกวัน ตกเย็นจะต้องขับรถพาลูก และภรรยากลับบ้านด้วยกัน ถึงแม้จะมีประชุมดึก แต่ลูก และภรรยา ก็จะมานั่งรอ เพื่อที่จะนั่งรถกลับพร้อมกันกับคุณพ่อ
ส่วนกิจกรรมที่ทำกับครอบครัว พ่อปูเล่าว่า สมัยลูกยังเล็ก กิจกรรมส่วนใหญ่ จะพาครอบครัวไปพบญาติ กินข้าวเย็นด้วยกันทุกๆ อาทิตย์ แต่ตอนนี้ เมื่อลูกโตขึ้น เวลาส่วนใหญ่ที่อยู่ด้วยกัน จะอยู่ที่บ้านมากกว่า โดยจะช่วยกันทำงานบ้าน ทั้งถูบ้าน ซักผ้า ซึ่งจะไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภรรยาเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากสุขภาพไม่ค่อยดี ดังนั้นจึงต้องช่วยกัน
3 ชีวิต พ่อแม่ลูก ครอบครัว “บุญประชา”
สูตรวัคซีนพ่อปู ฉีดสร้างภูมิให้ลูกปอนด์
ด้านแนวการสอนลูกของ “พ่อปู” เขาจะไม่คาดหวังเรื่องการเรียน หรือคะแนนของลูกมากนัก แต่จะเน้นเรื่อง “ความรับผิด ชอบ” เป็นสำคัญ ซึ่งลูกจะต้องรู้หน้าที่ของตัวเองว่า กลับจากโรงเรียนแล้วจะต้องทำอะไร เช่น ทำการบ้าน จัดหนังสือตามตารางสอน กับความรับผิดชอบนี้ เขาจะบอกลูกตลอดว่า “การที่พ่อได้มาทำงานตรงนี้ เพราะหลายคนเห็นว่าพ่อมีความรับผิดชอบ เขาจึงไว้ใจพ่อ เพราะฉะนั้นความรับผิดชอบจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ลูกจะต้องมี” นี่คือสิ่งที่พ่อปูสอนลูกปอนด์
นอกจากเรื่องของความรับผิดชอบแล้ว พ่อปูยังเน้นสอนลูกไม่ให้ดูถูกคนอื่น เจอใครวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่อย่าด่า หรือใช้ คำหยาบ ซึ่งบางครั้งเด็กทุกคนอาจมีหลุดกันได้บ้าง แต่พ่อปูจะสอนให้ลูกรู้จักตั้งคำถาม ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดเพราะอะไร ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
”พี่จะสอนลูกไม่ให้มองคนที่เปลือกนอก เพราะคนเราพอจะทำอะไร มันมีมิติในตัวของมัน สิ่งที่เราเห็นนั้น ถือว่าเป็น ประสบการณ์ แต่เบื้องหลังที่เกิดขึ้นเขามีเหตุ และผล มีความเป็นมา ดังนั้นอย่าไปตัดสินเขาว่าต้องเป็นเลวเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น นั่งดูข่าวการเมืองด้วยกัน เมื่อลูกพูดว่าอีกฝ่าย พี่ก็จะบอกลูกว่า ลองมองอีกมุมหนึ่งของเขาดูไหม เขาอาจจะมีมุมอื่นที่ดีก็ได้นะ เนื่องจากคนเรามีทั้งเลวและดี แต่มันอยู่ที่ว่า ดีกระทบใคร เลวกระทบใคร” พ่อปูเผยถึงแนวการสอน
อย่างไรก็ดี สังคมนอกบ้าน ถือว่าเป็นสังคมที่พ่อแม่หลายคนต่างกังวลไม่ใช่น้อย ซึ่งไม่ต่างกับพ่อปู ที่ถึงแม้จะเห็นปัญหา และแก้ปัญหามามาก ก็ไม่แคล้วที่จะกังวล และห่วงลูกชายเป็นธรรมดา สิ่งที่พ่อปูเป็นห่วงลูกมากที่สุด คือ ความเกเรของสังคมที่ไร้ซึ่งเหตุผล กล่าวคือ มีการทำร้ายกันเพียงแค่มองหน้า ปักป้ายสถาบัน หรือตบหัวเพื่อขอทรัพย์สิน
ฝากแง่คิดถึง “ครอบครัวไทย” ทุกครัวเรือน
กับกระแสทุนนิยม และระบบการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นทุกวัน สิ่งที่อยากจะฝากไปถึงพ่อแม่ทุก บ้านคือ “ลูกจะอยู่รอด หรือไม่รอด ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างความรู้ให้ลูกเพียงอย่างเดียว เพราะเราอาจเห็นคนเก่งทำร้ายสังคมก็มี ซึ่งเด็กกลุ่มนี้บางคน อาจเอาตัวรอดในสังคมได้ก็จริง แต่สังคมอาจถูกกระทำจากพวกเขาก็เป็นได้
นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ ณ ตอนนี้ ปัญหาที่พ่อแม่ต่างกลัวระบบการแข่งขัน จนกังวลว่า ลูกจะไม่ได้งานที่ดีทำในอนาคต ลูกจะไม่ได้เงินเดือนที่สูงในอนาคต เหตุผลเหล่านี้ ทำให้พ่อแม่ยุคใหม่ ส่งลูกเข้าสู่ระบบแข่งขัน ด้วยการไปเรียนเสริม พอลูกสอบ ไม่ได้ถึงกับจะตาย ส่งต่อความเครียด และความกดดันไปให้ลูก ถ้าบางคนมีภูมิต้านทานทางจิตใจที่ดี ก็รอดไป แต่ถ้าภูมิต้านทาน ของเด็กบางคนไม่แข็งแรง ก็อาจถึงขั้นโคม่าได้
ทางที่ดี สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือ เน้นการเรียนรู้ให้ลูก มากกว่าที่จะเน้นความรู้เพียงอย่างเดียว พยายามให้ลูกเกิดกระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก ว่าอะไรคืออะไร ควรหรือไม้ควร โดยให้ลูกรู้จักวิเคราะห์ สืบเสาะ ค้นหา และมีสติ แล้วเด็กจะอยู่รอดในสังคมระบบทุนนิยมได้อย่างรู้เท่าทัน

อสุจิมี”คุณภาพ”หรือไม่ ตรวจได้แล้วจากที่บ้าน
February 28, 2010
เป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ เมื่ออังกฤษเผยโฉมอุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณอสุจิสำหรับตรวจด้วยตัวเองที่บ้านตัวแรกที่สามารถพัฒนาได้สำเร็จ เตรียมวางจำหน่ายให้กับคู่สามีภรรยาได้ซื้อไปตรวจด้วยตัวเอง
โฉมหน้าอุปกรณ์ตรวจวัดอสุจิิจากอังกฤษ
คู่สามีภรรยาที่รอคอยการตั้งครรภ์และต้องซื้ออุปกรณ์มาตรวจปัสสาวะด้วยตัวเองอาจมีเครื่องมือชิ้นใหม่ที่ช่วยให้ทราบผลเร็วขึ้นแล้ว เมื่ออังกฤษได้พัฒนาอุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณเชื้ออสุจิที่ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียอ้างว่ามีความแม่นยำสูงถึง 96 เปอร์เซ็นต์ได้เป็นผลสำเร็จ
ดร.จอห์น เฮอร์ จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เมืองชาร์ล็อตต์วิลล์ ผู้ร่วมพัฒนาอุปกรณ์ทดสอบตัวนี้กล่าวว่า มันเหมาะสำหรับคู่แต่งงานที่ต้องการจะมีบุตรด้วยวิธีธรรมชาติ หรือยังต้องการพยายามด้วยตัวเอง ไม่ต้องการพึ่งพาความก้าวหน้าทางการแพทย์
ทั้งนี้ ดร.จอห์นอ้างว่า อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถบอกได้ว่า น้ำเชื้อของฝ่ายชายมีปัญหาหรือไม่ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับคู่สามีภรรยาในการไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา หรือขอตรวจลงได้
”ราคาขายปลีกของอุปกรณ์นี้คาดว่าจะอยู่ที่ 15 ปอนด์ ซึ่งถูกกว่าการเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์อยู่ค่อนข้างมาก”
สำหรับความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์ตรวจวัดดังกล่าวนั้น ดร.จอห์นอ้างว่ามีความน่าเชื่อถือสูงถึง 96 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว (โดยเป็นการนำผลมาตรวจสอบกับผลที่ได้จากห้องแลปมาตรฐาน)
สำหรับปริมาณอสุจิควรจะมีต่อน้ำเชื้อหนึ่งมิลลิลิตรคือ ยี่สิบล้านตัวขึ้นไป ซึ่งถ้าตรวจวัดได้เช่นนั้น อุปกรณ์จะระบุว่าเป็นน้ำเชื้อที่มีคุณภาพ ส่วนน้ำเชื้อที่ไม่มีคุณภาพนั้นจะต้องมีปริมาณอสุจิต่ำกว่าห้าล้านตัว
ต่อหนึ่งมิลลิลิตร
อุปกรณ์ตรวจวัดดังกล่าวนี้ใช้เวลาในการพัฒนานานกว่า 10 ปี โดยได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร
อ้างอิงจากเดลิเมล

กลิ่นอับติดเสื้อผ้า แก้ปัญหาอย่างไรให้ได้ผล
February 28, 2010
งานบ้านอย่างหนึ่งที่คุณแม่บ้านคนไหนก็ไม่มีทางเลี่ยงได้คือ การซักผ้า ถึงแม้ว่าปัจจุบัน งานซักผ้าอาจจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก เพราะทุกวันนี้มีผงซักฟอกมากมายหลายแบบที่ตอบสนองความต้องการของคุณแม่บ้านได้ตรงใจมาช่วยแบ่งเบาภาระให้เบาแรงลงได้เยอะ แต่ปัญหาหนึ่งที่หลายคนยังคงกลุ้มอกกลุ้มใจอยู่เสมอก็คือ เรื่องกลิ่นอับ ยิ่งช่วงนี้ฝนตกๆ หยุดๆ จะซักผ้าแต่ละที ต้องคิดแล้วคิดอีกว่า ซักไปจะแห้งสนิทไร้กลิ่นอับหรือเปล่า
มากไปกว่านั้น กลิ่นอับยังไม่ได้เกิดกับผ้าที่ไม่ได้ตากแห้งสนิทเท่านั้น บางครั้งเสื้อผ้าที่เราเก็บไว้ในตู้แล้วไม่ได้หยิบมาใส่เป็นเวลานานก็ยังเกิดกลิ่นอับได้เช่นกัน หากทุกครั้งที่หยิบเสื้อผ้าจากตู้มาใส่ กลิ่นอับยังตามมารังควาน คงขาดความมั่นใจน่าดู สุดท้ายหลายคนพยายามจะแก้ปัญหานี้ด้วยการหยิบเสื้อผ้ามาซักซ้ำใหม่ แต่ก็ไม่แน่ว่ากลิ่นจะหมดอย่างที่ต้องการหรือเปล่า วันนี้เรามาลองดูกันว่า มีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยขจัดปัญหากลิ่นอับบนเสื้อผ้าของคุณ
กลิ่นมาจากไหน แก้ให้ตรงจุด
กรณีนี้หมายถึงว่า หากกลิ่นอับของเสื้อผ้ามาจากตู้ใส่เสื้อผ้า เราก็ต้องแก้ปัญหาที่ตู้ก่อน หลังจากนี้จะได้ไม่มีเสื้อผ้าติดกลิ่นอับอีก เริ่มแรก คุณต้องนำเสื้อผ้าออกจากตู้ให้หมด เปิดตู้ทิ้งไว้เพื่อระบายอากาศสัก 1 วัน พร้อมทั้งทำความสะอาดตู้ให้ทั่ว จากนั้นค่อยเพิ่มกลิ่นหอมให้ตู้เสื้อผ้าแบบที่ทั้งง่ายและประหยัดด้วยขวดน้ำหอมที่ใช้หมดแล้ว เพียงเปิดฝาขวดแล้วนำไปวางไว้ในตู้ น้ำหอมที่เหลือจะระเหยความหอมติดตู้ ช่วยป้องกันไม่ให้เสื้อผ้ามีกลิ่นอับได้อีกทางหนึ่ง
กลิ่นอับมารังควาน งานนี้ต้องใช้ผู้ช่วย
คุณอาจเลือกเบคกิ้งโซดาหรือผงฟูมาเป็นผู้ช่วยในการขจัดกลิ่นอับบนเสื้อผ้า เพียงผสมผงฟู 3-4 ช้อนลงในน้ำ 1 กะละมัง นำผ้าลงแช่สักครู่ หรือจะลองแช่ทิ้งไว้ข้ามคืนก็สามารถทำได้ ถ้ากลัวว่ากลิ่นอับจะยังติดทน แล้วค่อยซักตามปกติ จากนั้นอาจจะใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มผสมในน้ำสุดท้ายด้วยก็ได้ เท่านี้ก็เรียบร้อย แต่คำเตือนก็คือ เสื้อผ้าที่บอบบางมากๆ อาจไม่เหมาะกับวิธีการนี้
ผึ่งแดดก็ได้ ง่ายนิดเดียว
วิธีนี้ง่ายแต่อาจต้องใช้เวลาหน่อย แต่รับรองว่าได้ผล นั่นคือ เมื่อคุณพบเสื้อผ้ามีกลิ่นอับ สิ่งแรกที่คุณต้องทำก็คือ เอาเสื้อผ้าชุดนั้นไปผึ่งแดดในวันที่แดดจ้าฟ้าใสก่อนสัก 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ ไอแดด ได้ชโลมตัวบนเสื้อผ้า จากนั้นจึงค่อยนำไปซัก ซักเสร็จแล้วนำไปตากกลางแจ้ง รับรองกลิ่นอับไม่กลับมาแน่นอน
หน้าฝนกลิ่นอับมา บอกลานิสัยเดิมๆ
ในช่วงหน้าฝน แทนที่จะสะสมผ้าใช้แล้วไว้เยอะๆ แล้วค่อยซัก คุณต้องเปลี่ยนนิสัยมาซักผ้าให้บ่อยขึ้น เพราะไม่งั้นการสะสมของเชื้อแบคทีเรียจะทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นอับมากยิ่งขึ้น เช่นวันนี้รวบรวมได้ 4-5 ตัวแล้ว ฝนไม่ตกพอดี ก็จัดการนำมาซักเสียเลย โดยอาจจะใช้ผงซักฟอกที่สามารถลดกลิ่นอับชื้นได้แม้ตากในที่ร่ม ซักเสร็จบิดให้แห้ง แล้วนำมาตากโดยเว้นระยะห่างสักหน่อยเพื่อให้ลมพัดผ่านได้อย่างทั่วถึง เท่านี้ก็ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากลิ่นอับได้ง่ายๆ แล้ว
แต่ละวิธีที่เล่ามา คุณสามารถปรับใช้ได้ตามสถานการณ์และความถนัดของคุณ ใช้แล้วถูกใจวิธีไหนเป็นพิเศษ อย่าลืมบอกต่อให้เพื่อนๆ ของคุณทราบด้วยล่ะ ทุกๆ คนจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องเสื้อผ้ามีกลิ่นอับอีก
ขอบคุณเทคนิคดี ๆ จากทีมงานบรีสค่ะ

วันนี้ของ”คุณพ่อนักสู้” วิ่งเพื่อครอบครัวและคนรอบข้าง
February 25, 2010
คงไม่ผิดนัก หากจะบอกว่าความรีบเร่งของชีวิตประจำวันส่งผลให้คนเป็นพ่อแม่ยุคนี้ไม่มีโอกาสได้ดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองเท่าที่ควร โดยพ่อแม่ส่วนมากมักทุ่มเทเวลาให้กับสิ่งรอบข้างที่ตนเองให้ความสำคัญ เช่น ลูก, ภรรยา, บุพการี, งานที่ทำอยู่ ฯลฯ เพียงเท่านั้นก็แทบจะใช้เวลา 24 ชั่วโมงไปหมดแล้ว แต่เมื่อสิ่งที่เรียกว่า”เวลา”ผ่านไปหลายปีเข้า สิ่งที่โทรมทรุดตามมาก็หนีไม่พ้น “สุขภาพ” ของผู้เป็นพ่อแม่เอง เพราะไม่เคยได้รับการเหลียวแลมาก่อน และนั่นทำให้หลาย ๆ ครอบครัวต้องสูญเสียเวลาแห่งความสุขที่ควรจะมีไปอย่างรวดเร็ว
“ปราโมทย์ เจษฎาวรางกูล” คืออีกหนึ่งคุณพ่อที่ยอมรับว่าตนเองใช้ชีวิตในรูปแบบดังกล่าวโดยลืมให้ความสำคัญกับสุขภาพ โดยสนุกกับงาน – สิ่งรอบตัวจนถึงวันหนึ่งที่เขามีโอกาสได้รับรู้ถึงวิกฤตที่เข้ามาเยือนในชีวิตอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว นั่นจึงกลายเป็นจุดพลิกผัน ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างให้กลับมาดีขึ้นได้
โดยคุณพ่อท่านนี้ระบุว่าต้นเหตุของปัญหาทางสุขภาพเริ่มขึ้นในช่วงวัยเริ่มทำงาน เขาใช้ชีวิตโดยการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด ดื่มน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลสูง รวมถึงการใช้ชีวิต “เต็มที่” ในช่วงเลิกงาน โดยลืมนึกถึงคำว่า “ออกกำลังกาย” ไปเลย
”ตอนนั้นไม่รู้สึกว่าตัวเองผิดปกติ แต่ยอมรับว่าทานกาแฟอย่างต่ำวันละ 10 แก้ว เพราะมีประชุมบ่อย ประชุมครั้งหนึ่งก็ดื่มกาแฟแก้วหนึ่ง ต่อมาก็เริ่มมีงานสังสรรค์กลางคืน ทานเหล้า – นอนดึกมากขึ้น แต่ก็ยังเฉย ๆ คิดว่าตัวเองแข็งแรงดี”
สิ่งที่ร่างกายเตือนให้ทราบว่า เขากำลังเข้าสู่ภาวะอันตรายแต่เขาไม่ทันฉุกคิดประการหนึ่งคือ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลา 1 ปี จากสมัยเรียนที่ 60 กิโลกรัมกว่า ๆ พุ่งขึ้นถึง 80 กิโลกรัมนั่นเอง
และแล้วในวันหนึ่ง ร่างกายที่มองว่าแข็งแรงดีก็แสดงอาการ เมื่อเขาเริ่มเจ็บหน้าอกแถว ๆ ชายโครงด้านขวา และพัฒนาไปสู่การเบื่ออาหาร รับประทานอาหารไม่ได้ จนน้ำหนักลดลงกว่า 10 กิโลกรัมภายในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจากการวินิจฉัยของแพทย์พบว่า เขาป่วยเป็นโรค “เยื่อหุ้มปอดอักเสบ” โดยมีเชื้อเแบคทีเรียเข้ามาทางเดินหายใจ เกาะเป็นพังพืดที่ปอด ทำให้ปอดไม่สามารถขยายได้ วิธีรักษามีสองทางคือ “ผ่าตัด” เปิดช่องตรงซี่โครงแล้วไปเลาะพังผืดออก กับการรักษาด้วยยา ซึ่งขึ้นอยู่กับร่างกายคนไข้
คุณพ่อท่านนี้ปฏิเสธการรักษาด้วยการผ่าตัด แต่เลือกการรักษาด้วยยาแทน พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต – รับประทานอาหาร นอกจากนั้น เขายังเริ่มออก “วิ่ง” ภายใต้การดูแลของแพทย์ และผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ เมื่อไม่กี่เดือนต่อมา แพทย์ระบุว่า อาการของเขานั้น ไม่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอีกต่อไป…
”ผมเป็นคนชอบตั้งเป้าหมายในชีวิต ถ้าวิ่งก็ชอบตั้งเป้าว่าเดือนนี้จะวิ่งให้ได้เท่าไร เดือนหน้าจะวิ่งให้ได้เท่าไร แล้วก็พยายามทำให้ได้ ตอนนี้วิ่ง 5 – 6 กม.
สบายมาก กับตอนแรกที่ป่วย แค่วิ่ง 1 กม.ก็หอบแล้ว”
”ผ่านจุดนั้นมาได้ผมก็ต้องขอบคุณภรรยา และลูก ๆ 2 คน ที่ดูแลผมอย่างดี เขาพยายามถามไถ่ หาเรื่องราวดี ๆ ของดี ๆ มาแนะนำกันอยู่เรื่อย ๆ รวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผมรู้จักก็เป็นห่วงหมด ถ้าไม่ได้การดูแลเอาใจใส่จากครอบครัวก็คงเหนื่อยอยู่เหมือนกัน นอกจากนั้นผมขอรวมถึงเพื่อนฝูงด้วย มันทำให้ผมเห็นว่า ทุกคนรักผม เพราะเมื่อก่อนเวลาไปทานอาหารทุกคนจะสูบบุหรี่กันหมด แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนจะไม่สูบ หรือถ้าสูบ เขาก็จะไปสูบข้างนอก ซึ่งปกติเพื่อนผมจะไม่ค่อยเป็นกัน”
เมื่อร่างกายเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เขาก็มองหาการดูแลจิตใจเพิ่มเติมด้วยการอ่านหนังสือธรรมะ และการนั่งสมาธิวิปัสสนา ซึ่งตัวเขาเองยอมรับว่าเกิดผลดีมากมาย จนนำไปสู่การจัดกิจกรรมนั่งสมาธิและเชิญคนรอบข้างเข้าร่วมด้วย
”เรื่องของธรรมะที่ก่อนหน้านี้ผมเคยมองว่าคร่ำครึ แต่เมื่อได้ศึกษา กลับทำให้ได้คิดว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีทิศทางในการใช้ชีวิตมากขึ้น เวลาเจออะไรไม่ถูกใจ ผมควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น ถึงเป็นก็เป็นเร็ว หายเร็วขึ้น เวลาคุยงานกันก็มีบรรยากาศดีขึ้น โดยเฉพาะการทำงานในหมู่พี่น้อง เราจะไม่ไปกดอารมณ์ ไปทุกข์กับมันอีก”
ไม่เพียงเท่านั้น ในส่วนของการเลี้ยงลูกทั้งสองคน ทางครอบครัวก็มีการนำหลักธรรมะมาประยุกต์ใช้ร่วมด้วย
”ผมมีลูกสองคน คนโตเป็นลูกสาว ปีหน้าจะขึ้นป.4 แล้ว ส่วนคนเล็กอยู่อนุบาล ลูกคนโตเขาเป็นเด็กที่มีเหตุผล รู้จักประหยัดมัธยัสถ์ เขาสามารถเดินผ่านแผนกของเล่นโดยไม่ร้องอยากได้อะไรเลย หรือของเล่นที่เขามี ถ้าใครไม่มีก็แบ่งให้เล่น คือเป็นเด็กที่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร และมีความเป็นตัวของตัวเองทีเดียว อาจเป็นเพราะตอนเขาเด็ก ๆ ผมกับภรรยาจะคุยกันเรื่องวิธีเลี้ยงลูกว่าต้องการเลี้ยงลูกให้เป็นแบบไหน ซึ่งเราก็ตกลงกันว่าจะเลี้ยงลูกให้เป็นคนที่กล้าตัดสินใจ มีเหตุผลของตัวเอง นั่นทำให้เราในฐานะพ่อแม่ต้องปรับตัวด้วยเหมือนกัน คือเราต้องฝึกการเป็นผู้ฟัง ถ้าเราให้เขาเลือกแล้วเราไม่ฟัง เขาก็จะหยุดการตัดสินใจ การพัฒนาศักยภาพของเขาก็จะถูกจำกัด”
ถ่ายร่วมกับครอบครัวใหญ่
ชีวิตเดินทาง
เวลาเป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่กับตัวเอง และสามารถบริหารจัดการได้ตามความต้องการ แต่เมื่อเป็นพ่อแม่ – มีครอบครัวให้ต้องดูแล โอกาสที่มนุษย์เราจะละเลย หรือมองข้ามการหาเวลาพักผ่อนให้กับตัวเองจึงเกิดขึ้นได้ค่อนข้างง่าย และบางคนก็ไม่มีเวลา “ฉุกคิด” ถึงการพักผ่อนที่ขาดหายนี้ไปแต่อย่างใด แต่สำหรับคุณพ่อท่านนี้ เขาขอเลือกเป็นคนในข้อแรกที่ออกไปมองหาเวลาพักผ่อนให้กับตัวเองด้วยการใช้ชีวิตภายใต้ปัจจัยพื้นฐาน
”ตอนนี้ผมพยายามหาเวลาหยุดยาว ๆ สัก 1 – 2 อาทิตย์ ขับรถไปตามสถานที่ต่าง ๆ ตั้งเต้นท์ ใช้ชีวิตง่าย ๆ ไม่ต้องมีแอร์ ไม่ต้องมีคนมาเสิร์ฟข้าว หรือมาดูแล ต้องทำอาหารเองในบางมื้อ วันหนึ่ง ๆ ใช้แค่ค่าน้ำมันรถกับค่ากินเท่านั้นเอง เวลาไปเราก็ได้คุยกับคนตั้งเต้นท์ข้าง ๆ ก็สนุก ได้มุมมองใหม่ ๆ หรือได้รับรู้ความคิดของคนในท้องถิ่นว่า อ๋อ คนที่นี่เขาคิดกันอย่างนี้เองเหรอ หรือเวลาผมไปตลาด มีเงินแค่ 30 – 40 บาท ผมซื้อของได้เพียบเลย ซึ่งที่กรุงเทพเราทำอย่างนี้ไม่ได้”
”การเดินทางทำให้ผมพบว่า เมืองไทยมีสถานที่น่าสนใจมากมาย ผมได้ไปนครสวรรค์ ภูชี้ฟ้า ได้พบปะผู้คน – สถานที่แปลก ๆ เป็นความสุขของผมอย่างหนึ่งที่ได้เห็นไลฟ์สไตล์ของคนอื่น ๆ บ้าง มันช่วยให้เราควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น และจัดบาลานซ์ในชีวิตได้ดีขึ้น”
ไม่เพียงแต่การเดินทางจะเปลี่ยนชีวิต แต่คุณพ่อท่านนี้ยังยอมรับด้วยว่า วิธีการใช้เงิน ตลอดจนมุมมองต่าง ๆ ล้วนเปลี่ยนแปลงไปหมด จากที่เมื่อก่อนอยากได้อะไรก็จะซื้อ แต่ปัจจุบันสามารถคัดกรองความจำเป็นในการซื้อหาสิ่งของได้ดีกว่าเดิม และไม่ลุ่มหลงไปกับสิ่งล่อตาล่อใจได้ง่าย ๆ
”การออกไปท่องเที่ยว และใช้ชีวิตให้ธรรมดาที่สุด เป็นการเดินทางเพื่อทำความเข้าใจคน ไปเข้าใจผู้บริโภค สมัยก่อนผมก็เข้าใจนะ แต่เข้าใจผ่านกระดาษ ผ่านงานวิจัย ว่า อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง แต่พอทำอย่างนี้ เรารู้สึกว่าเราเข้าใจคนอื่นได้ดีขึ้น และทำให้ชีวิตครอบครัว ตลอดจนความสัมพันธ์กับพี่น้องคนอื่น ๆ ดีขึ้น”
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า อาการป่วย วิกฤตชีวิตที่ได้พบนั้น ทำให้วันนี้ คน ๆ หนึ่งได้มีโอกาสอยู่บนหนทางใหม่ที่สดใสกว่า ซึ่งคุณปราโมทย์ได้ฝากถึงทุกครอบครัวที่ยังมีโอกาสหาเวลาดูแลตัวเองว่า
“หากเราพบว่าสิ่งที่เราทำไปในอดีตมันไม่ถูกต้อง การจะแก้ไขก็ต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา โดยมีหลักว่าต้องจริงจังและต้องต่อเนื่อง จะสำเร็จไม่สำเร็จอีกเรื่องหนึ่ง แต่มันต้องได้ผลบ้าง ถ้าผมไม่จริงจัง ผมก็คงไม่มีวันนี้เหมือนกัน และสำหรับทุกคนที่ตั้งใจจริง เวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ว่าเราแข็งแกร่งพอไหม”

เหลือเชื่อ..แม่ปลูกถ่ายรังไข่สามารถให้กำเนิดทารกได้ตามธรรมชาติ!!
February 25, 2010
ขอบคุณภาพจากเดลิเมล
ครั้งแรกของโลก เมื่อ Stinne Bergholdt วัย 32 ปี คุณแม่ชาวเดนมาร์กซึ่งเคยป่วยด้วยโรคมะเร็ง แถมต้องปลูกถ่ายรังไข่สามารถให้กำเนิดลูกสาวได้ถึง 2 คน โดยลูกคนแรกใช้ความก้าวหน้าทางการแพทย์เข้าช่วย แต่ลูกสาวคนที่สองนั้น เธอสามารถตั้งครรภ์ได้ตามธรรมชาติ
เรื่องราวของคุณแม่ท่านนี้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2004 ที่เธอต้องเข้ารับการรักษามะเร็งกระดูก ซึ่งการรักษามะเร็งนั้นอาจส่งผลต่ออวัยวะสำคัญอย่างรังไข่ และเธอเองก็ปรารถนาที่จะมีลูก ดังนั้น คณะแพทย์จึงทำการผ่าตัดรังไข่ให้เธอ และแช่แข็งมันเอาไว้ด้วยไนโตรเจนเหลวก่อนที่เธอจะเข้าสู่กระบวนการรักษามะเร็ง
หลังจากต่อสู้กับโรคร้ายได้สำเร็จ แพทย์ก็ได้ทำการปลูกถ่ายรังไข่กลับเข้ามาในร่างกายของเธออีกครั้ง และด้วยการใช้เทคนิคการแพทย์เข้าช่วย เธอสามารถให้กำเนิดลูกสาวคนแรกได้สำเร็จในปี 2007 ในชื่อว่า “Aviaja”
ต่อมาในปี 2008 ก็ถือเป็นโชคดีรอบสอง เมื่อคุณแม่ท่านนี้ซึ่งตั้งความหวังอยากมีลูกอีกสักคนและกำลังจะปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางช่วยเหลือเหมือนกับลูกสาวคนแรก เธอกลับพบว่า ตัวเธอเองนั้น กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งนั่นหมายความว่ารังไข่ของเธอสามารถทำงานได้ตามธรรมชาติแม้จะผ่านการปลูกถ่ายมาแล้วก็ตาม โดยเธอได้ให้กำเนิดลูกสาวคนที่สองในชื่อ “Lucca” และกลายเป็นคุณแม่คนแรกของโลกที่ผ่านการปลูกถ่าย “รังไข่” ที่สามารถให้กำเนิดลูกได้ถึงสองคน และคนที่สองเป็นการให้กำเนิดตามธรรมชาติด้วยนั่นเอง
Bergholdt กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า “ตอนที่ทราบว่าตั้งครรภ์ ฉันรู้สึกดีใจและมีความสุขมากที่ร่างกายสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติอีกครั้ง แต่ก็ยอมรับว่ามีความกลัวแฝงอยู่ลึก ๆ เช่นกัน อย่างไรก็ดี ความกังวลนั้นก็ไม่ได้ทำให้ฉันหวั่นไหว เพราะการตั้งครรภ์ทำให้ฉันความสุข และรอคอยที่จะได้เห็นหน้าของลูกเร็ว ๆ”
”สำหรับการตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 นั้น มันยิ่งน่าประหลาดใจยิ่งกว่า เพราะฉันคิดว่า ฉันต้องอาศัยความก้าวหน้าทางการแพทย์เข้าช่วยเหมือนเช่นในครั้งแรก แต่ฉันก็สามารถตั้งครรภ์ได้ตามธรรมชาติ”
ความสำเร็จของคนไข้รายนี้ยังเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ยืนยันว่า การแช่แข็งรังไข่ด้วยไนโตรเจนเหลวนั้นช่วยให้แพทย์สามารถนำเนื้อเยื่อเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่ได้อีกโดยที่มันยังทำงานได้อย่างสมบูรณ์
คุณหมอ Claus Yding Andersen แพทย์ประจำตัวของคุณแม่รายนี้ให้ความเห็นว่า “ความสำเร็จทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นกับเคสของเธอแสดงให้เห็นว่า รังไข่ที่ได้รับการปลูกถ่ายกลับคืนมานี้ยังสามารถทำงานได้ และทำให้คุณแม่ท่านนี้สามารถให้กำเนิดทารกที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ได้ ซึ่งเรื่องราวความสำเร็จในครั้งนี้จะช่วยเป็นกำลังใจให้กับคนไข้ที่อีกหลายล้านคนทั่วโลกให้มีความหวังอีกด้วย”
นอกจากนั้น ในรายของ Bergholdt เธอยังมีเนื้อเยื่อที่แช่แข็งเอาไว้อีก 7 ชิ้น และสามารถนำกลับมาปลูกถ่ายได้อีกหากสุขภาพของเธอมีปัญหา
ทั้งนี้ วารสาร Human Reproduction รายงานว่า เทคนิคการแช่แข็งรังไข่จะใช้วิธีเฉือนรังไข่ออกเป็นชิ้นบาง ๆ และแช่ไว้ในไนโตรเจนเหลว ซึ่งระบุว่าสามารถรักษาความสดใหม่ของไข่เอาไว้ได้นานถึง 40 ปีเลยทีเดียว
เรียบเรียงจากเดลิเมล

แนะวิธีช่วย “บ้านภูมิแพ้” รับมือ 5 ตัวการก่อกำเริบ!
February 25, 2010
ขอบคุณภาพจาก www.wedding.in.th
เมื่อพูดถึงอากาศบ้านเราในช่วงนี้ เป็นอะไรที่น่าสับสนจนเดาใจไม่ถูก เพราะในแต่ละวัน อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ไม่คงที่ ทั้งฝนตก แดดออก อับชื้น ส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวส่วนใหญ่ เกิดภาวะเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะบ้านที่มีประวัติภูมิแพ้ ยิ่งได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงสารก่อภูมิแพ้ในอากาศที่พบได้ทั้งในบ้าน และนอกบ้าน ซึ่งหากได้รับมากเกินไป อาจไปกระตุ้นทำให้อาการภูมิแพ้ที่มีอยู่เดิม กำเริบได้! ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดในการรับมือ คือ หลีกเลี่ยง และกำจัดสิ่งที่คนในบ้านแพ้ออกไปให้หมด
สำหรับวิธีการรับมือกับเจ้าสารก่อภูมิแพ้ด้วยตัวเองง่ายๆ วันนี้ ทีมงาน Life and Famiy มีข้อมูลที่น่าสนใจ จากคลินิก คอ หู จมูก โรงพยาบาลเวชธานี มาฝากกัน แต่ก่อนจะไปรับรู้ถึงวิธีการรับมือดังกล่าว เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจถึงตัวโรคภูมิแพ้ได้ดีขึ้น ทีมงานขออธิบายให้เข้าใจก่อนว่า
โรคภูมิแพ้มาจากกรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ป่วยจะมีปฏิกิริยาตอบสนองไวต่อสารก่อภูมิแพ้เร็วเกินไป ซึ่งไม่ค่อยก่อให้เกิดภูมิแพ้กับคนปกติทั่วไป แต่จะส่งผลต่อคนในบ้านที่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ เพราะเมื่อสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย สารภูมิคุ้มกันชนิดอี หรือ Immunoglobulin (E: IgE) ที่ถูกสร้างขึ้น จะเข้าทำปฏิกิริยากับสารก่อภูมิแพ้ที่เข้าสู่ร่างกาย เป็นผลทำให้เซลล์บางชนิด มีการแตกตัว และหลั่งสารเคมีออกมาทำให้เกิดอาการต่างๆ ของโรคตามมา
หากแบ่งสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ สารก่อภูมิแพ้ที่พบในบ้าน เช่น ไรฝุ่น สปอร์เชื้อรา ซากแมลงสาบ สัตว์เลี้ยงในบ้าน และสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้นอกบ้าน ได้แก่ ละอองเกสรหญ้า เชื้อรา วัชพืช ต้นไม้ เป็นต้น โดยสมาชิกที่มีปฏิกิริยาการแพ้ หรือมีภูมิไวเกินไป เมื่อได้รับสารเหล่านี้เข้าไปในปริมาณที่มากพอ จะเข้าไปกระตุ้นทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้จนกำเริบขึ้นมาได้ เช่น น้ำมูกไหล ไอ จาม คันตา คันจมูก เป็นต้น
เทคนิครับมือ “5 ตัวการ” ก่อภูมิแพ้กำเริบ!
แพ้ไรฝุ่น
ตัวไรฝุ่น หลายคนอาจไม่เคยนึกมาก่อนว่า ตัวแบบนี้ มีด้วยหรือ ซึ่งจากข้อมูลที่ทีมงานได้รับมานั้น อธิบายไว้ว่า ตัวไรฝุ่น คือ สัตว์จำพวกแมลงที่มีขนาดเล็กมาก ประมาณ 10-30 ไมครอน ซึ่งแน่นอนว่า มนุษย์อย่างเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สัตว์ประเภทนี้ จะมี 8 ขา ลักษณะคล้ายกับแมงมุม เห็บ และหมัด ชอบอยู่ในที่อุ่นชื้น โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องนอน เช่น หมอนหนุน ที่นอนพรม เฟอร์นิเจอร์ และตุ๊กตาของเล่นที่ทำจากผ้า ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญคือ โปรตีนจากตัวไรฝุ่นเอง รวมทั้งมูลของไรฝุ่น
วิธีรับมือ
1. คลุมที่นอน หมอน ด้วยผ้าที่มีช่องระหว่างเส้นใยเล็กมาก จนตัวไรฝุ่น และมูลของมัน ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้
2. ซักผ้าปูที่นอน และผ้าห่มทุกๆ 1-2 สัปดาห์ ในน้ำร้อนที่อุณหภูมิมากกว่า 55 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที
3. เช็ดทำความสะอาดบานเกล็ด ม่าน เครื่องเรือน และถูพื้นด้วยผ้าเปียกทุกๆ สัปดาห์ เพื่อขจัดฝุ่นละออง
4. ควรนำของเล่น สมุด หนังสือ พรม หรือตุ๊กตา ออกไปไว้นอกห้องนอน หรือหาตู้เก็บอย่างมิดชิด
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
5. การใช้สารกำจัดไรฝุ่นจำพวก Tannic acid หรือ Acaricide พบว่า ได้ผลดีในห้องทดลองปฏิบัติการ แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในเรื่องของความปลอดภัย และประสิทธิภาพ
6. สำหรับเครื่องกรองอากาศ หรือฟอกอากาศ อาจมีผลช่วยลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นได้บ้าง แต่ถึงกระนั้น ยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดว่าอุปกรณ์ดังกล่าว สามารถช่วยให้อาการของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทุเลาลง
แพ้ซากของแมลงสาบ
บ้านที่ขาดการดูแล อาจเป็นที่สะสมของซากสัตว์ในบ้านอย่างแมลงสาบได้ ดังนั้น วิธีการรับมือ คือ ดูแลรักษาบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงสาบ เริ่มตั้งแต่ ภาชนะเก็บเศษอาหาร ควรมีฝาปิดมิดชิด จากนั้น ควรกำจัดขยะ และเศษอาหารภายในบ้านทุกวัน อย่างไรก็ตาม การจำกัดแมลงสาบ อาจจะต้องพิจารณาเรื่องการใช้ยาฆ่าแมลงด้วย หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เข้ามาฉีดยาขจัดแมลงในบ้านเป็นระยะ
แพ้สัตว์เลี้ยง
สารก่อภูมิแพ้จากแมว พบได้จากรังแค ขน น้ำลาย ซีรั่ม และปัสสาวะ ส่วนสุนัขพบได้จาก รังแค ขน และน้ำลาย ซึ่งอนุภาคของสารก่อภูมิแพ้ชนิดนี้ มีขนาดเล็ก ล่องลอยอยู่ในอากาศ และมักมีการเคลื่อนที่ไปอยู่ในบริเวณต่างๆ ทั้งภายในบ้าน โรงเรียน หรือสถานที่ทำงาน นอกจากนี้ ยังสามารถคงอยู่ได้นานถึง 6 เดือน แม้ว่าจะมีการนำสัตว์เลี้ยงออกไปแล้วก็ตาม
วิธีการรับมือ
หากไม่สามารถงดเลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ อย่างน้อยควรมีการแยกออกไป ทั้งจากบริเวณห้องนอน หรือที่พักผ่อนเป็นประจำ สำหรับในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ป่วยไม่ควรเล่นโดยการคลุกคลีอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ควรอาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงเป็นประจำทุกสัปดาห์ ส่วนการติดตั้งเครื่องกรองอากาศประเภทที่มีประสิทธิภาพการกรองสูง มีประโยชน์ในแง่ของการลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศได้
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
แพ้สปอร์ของเชื้อรา
เชื้อราในธรรมชาติ สามารถพบได้ทั้งใน และนอกบ้าน มักเกิดขึ้นในที่อับชื้น เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว หรือบริเวณที่มีใบไม้ร่วงทับทมกัน
วิธีการรับมือ
1.หลีกเลี่ยงการปลูกต้นไม้ใส่กระถางไว้ในตัวบ้าน
2. หมั่นดูแล และกำจัดใบไม้ที่ร่วงทับถมอยู่บนพื้น หรือเศษหญ้าที่ชื้นแฉะ
3. ทำความสะอาดห้องน้ำบ่อยๆ โดยเฉพาะกระเบื้องปูพื้น และผนัง ม่านพลาสติก ใต้อ่างล้างมือ โถส้วม และตามซอกมุม ซึ่งมักพบมีราดำเกิดขึ้น
4. ทำความสะอาดห้องครัว ตู้เก็บอาหาร และตู้เย็นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดแหล่งน้ำท่วมขัง
5. เปิดห้องให้มีอากาศถ่ายเท เพื่อลดความอับชื้น และแสงแดดส่องถึง
แพ้ละอองเกสรหญ้า และวัชพืช
ละอองเกสรหญ้า มักจะมีขนาดเล็ก และเบา สามารถปลิวตามลม และแพร่กระจายไปได้ไกล แม้ว่าจะไม่มีพืชชนิดนั้นในบริเวณบ้าน จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
วิธีการรับมือ
ถ้าในบ้านมีสนามหญ้า ควรทำการตัดหญ้า และวัชพืชในสนามบ่อยๆ โดยส่วนใหญ่ ในฤดูที่มีการกระจายของเกสรมาก จะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม ถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี การปิดประตูหน้าต่างเพื่อป้องกันละอองเกสรจากนอกบ้าน อาจช่วยลดอัตราการสัมผัสกับละอองเกสรได้ หรืออาจติดตั้งเครื่องกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพช่วยกรองด้วยก็ได้
อย่างไรก็ตาม นอกจากวิธีหลีกเลี่ยงในสิ่งที่แพ้แล้ว การออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เต็มที่ หลีกเลี่ยงสารก่อความระคายเคือง จะช่วยให้สมาชิกในบ้านทุกคน มีภูมิคุ้มกันที่ดี และควบคุมอาการของโรคภูมิแพ้ไม่ให้กำเริบได้อีกด้วย

เทคนิคดูแลผมสวยระหว่างตั้งครรภ์
February 24, 2010
แม้การตั้งครรภ์จะเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ผู้หญิงหลายคนเฝ้ารอคอยที่จะได้เป็นแม่คน แต่ก็เป็นอีกช่วงเวลาที่ร่างกายมีการปรับเปลี่ยนมากมายมหาศาลเลยทีเดียว รวมถึงกรณีของ “เส้นผม” ด้วย เพราะด้วยระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนและโปรเจสเทอโรนที่เปลี่ยนแปลงไปอาจทำให้เส้นผมของว่าที่คุณแม่หยาบแข็ง แห้ง ชี้ฟู หรือมีความหนามากขึ้นกว่าที่เคยเป็น
แน่นอนว่าในกลุ่มว่าที่คุณแม่ ย่อมต้องมีคนที่ไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และอาจมีการหาหนทางหลีกเลี่ยงการโชว์เส้นผม (ที่เคยสวย) สู่สาธารณะ วันนี้เราจึงมองหาเทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยให้เส้นผมระหว่างตั้งครรภ์ดูดีมาฝากกันค่ะ เริ่มจาก
- ไม่ควรใช้หนังยางรัดผมให้แน่นเกินไป เส้นผมที่หยาบกระด้างมากขึ้นอาจทำให้ว่าที่คุณแม่หลายรายปฏิเสธการโชว์ผมสลวยเหมือนเช่นในอดีต และหาหนังยางเส้นเล็ก ๆ มารัดเอาไว้แทน แต่นั่นอาจทำให้เส้นผมขาดง่ายมากขึ้นกว่าเดิม จะดีกว่าหากเลือกใช้ยางรัดผมชนิดผ้านุ่ม ๆ มารัดแทน และไม่ควรรัดจนแน่นตึง
- หมั่นเล็มปลายผมบ่อย ๆ โดยเฉพาะว่าที่คุณแม่ที่มีผมแตกปลาย หรือผมแห้ง การเล็มปลายผมจะช่วยป้องกันไม่ให้อาการผมแตกปลายลุกลาม
- เลือกใช้แชมพูที่อ่อนโยน หรือสระผมโดยไม่ใช้แชมพู ถ้าอาหารผมแห้งมาเกิดในช่วงกำลังตั้งครรภ์พอดี การสระผมด้วยแชมพูแบบเดิมอาจทำให้ผมที่แห้งนั้นอาการหนักมากขึ้นไปอีก ควรเปลี่ยนมาใช้แชมพูสำหรับเด็ก หรือจะสระผมโดยไม่ใช้แชมพู (ในบางวัน) ทดแทนก็ได้
- หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนกับเส้นผมโดยตรง เช่น ไดร์เป่าผม ที่หนีบผม ฯลฯ แต่ควรใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมให้แห้ง หรือพอหมาด ๆ จากนั้นก็ใช้ไดร์เป่าผม (แบบที่ไม่มีความร้อนมีแต่ลมเย็น ๆ) เป่าจนแห้งแทน
- สำหรับว่าที่คุณแม่ที่ผมหนา หงิกงอ และแห้ง อาจทำให้การดูแลจัดแต่งทรงผมทำได้ยากมากขึ้น ซึ่งบางครั้งการตัดผมให้สั้นก็สามารถช่วยได้ ช่างตัดผมที่มีฝีมือบางรายอาจใช้เทคนิคการตัดไล่เลเยอร์ช่วยทำให้ผมดูไม่หนา – ชี้ฟูได้เช่นกัน
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม โดยเลือกจากลักษณะของเส้นผมเป็นหลัก หากในช่วงตั้งครรภ์ว่าที่คุณแม่มีผมมัน ลีบ ก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผมดูมีวอลุ่มมากขึ้น ส่วนท่านที่มีผมชี้ฟู ก็ควรเลือกใช้เจลแต่งผม ๆ ให้ไม่ฟูจนเกินไป
- พิจารณาฉลากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้ถี่ถ้วน โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากธรรมชาติ ปลอดสารพิษ สารเคมี หรือโลหะหนักต่าง ๆ
สำหรับเมืองไทยที่เข้าสู่ฤดูร้อนมากที่สุด การหาผมทรงสั้น สไตล์เก๋ ก็อาจช่วยให้ว่าที่คุณแม่มีทรงผมสวยได้ แถมไม่ร้อนมากจนเกินไปอีกด้วยค่ะ
เรียบเรียงข้อมูลบางส่วนจาก www.more4kids.info

พ.ศ.2553 เมื่อ”ปู่ย่าตายาย”ยังต้องหารายได้จุนเจือครอบครัว
February 24, 2010
พบผู้สูงอายุไทยกว่า 37.9 เปอร์เซ็นต์ยังต้องทำงานต่อเนื่องเพราะต้องการรายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัว หรือผู้สูงอายุบางส่วนก็เป็นกำลังหลักในการหารายได้ของครอบครัวเสียเอง
ผศ.ดร.นงนุช สุนทรชวกานต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยการสร้างโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุ สนับสนุนโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน มีผู้สูงอายุจำนวนมากไม่มีบุตรหลานเป็นที่พึ่ง และยังไม่มีเงินออมเพียงพอที่จะใช้ในการดำรงชีวิตในวัยชรา จึงต้องการทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงดูตนเอง
จากการสำรวจสภาวะการทำงานของประชากร ณ ไตรมาสที่ 3 ในปี พ.ศ. 2551 ในโครงการวิจัยการสร้างโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุ สนับสนุนโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) พบว่า ร้อยละ 37.9 ของจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปยังอยู่ในกำลังแรงงาน โดยประมาณการณ์แล้ว ยังมีผู้สูงอายุ1 ใน 3 ที่ต้องยังชีพด้วยการทำงาน โดยร้อยละ 70 ของ กลุ่มผู้สูงอายุชายอายุ 60-65 ปี และร้อยละ 65 ของกลุ่มผู้สูงอายุชายอายุ 65 ปีขึ้นไป ต้องทำงานต่อเนื่องเพราะเป็นรายได้หลักของครอบครัว ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุเพศหญิง มีอยู่ร้อยละ 60 นอกจากนี้ยังมีผู้สูงอายุอีกร้อยละ 30 ที่ต้องการทำงานแต่ว่างงาน และยังพยายามหางานทำอยู่
ทั้งนี้อุตสาหกรรมที่มีแรงงานสูงอายุทั้งชายและหญิงกระจุกตัวมากที่สุดได้แก่
1. อุตสาหกรรมการขายส่ง ขายปลีก ซ่อมแซมยานยนต์ รถจักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน
2 .อุตสาหกรรมการผลิต
3. อุตสาหกรรมโรงแรมและภัตตาคาร
ส่วนลักษณะงานและอาชีพที่มีผู้สูงอายุทำมากที่สุด ได้แก่
1 อาชีพการบริการ
2 .อาชีพพื้นฐาน
3. ความสามารถทางฝีมือ
ส่วนใหญ่ของผู้สูงอายุที่ยังทำงานเป็นผู้ที่ไม่มีการศึกษาหรือมีการศึกษาต่ำกว่าประถมและมีรายได้ที่ต่ำ แรงงานกลุ่มนี้จึงแทบไม่สามารถเก็บสะสมเงินออมไว้เพียงพอสำหรับเลี้ยงชีพในวัยชราจึงมีความจำเป็นต้องทำงานต่อไป ผศ.ดร.นงนุชกล่าว
อย่างไรก็ตามแนวโน้มของกำลังแรงงานผู้สูงอายุที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีข้างหน้า เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการเพิ่มของความต้องการจ้างแรงงานผู้สูงอายุแล้ว พบว่ายังมีส่วนต่างน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุที่จะเพิ่มขึ้น เพราะจากการประมาณการความต้องการจ้างแรงงานผู้สูงอายุตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ถึง 2562 พบว่า ความต้องการจ้างแรงงานผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.5 ต่อปี หรือเพิ่มขึ้นจาก 2.9 ล้านคน เป็น 3.7 ล้านคน ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5.38 ต่อปี หรือจาก 3 ล้านคน เป็น 5.1 ล้านคนในปี พ.ศ.2562
ดังนั้นการกำหนดแนวทางเพื่อเพิ่มโอกาสและการสร้างงานให้กับผู้สูงอายุจึงถือว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสาขาการผลิตที่คาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสามารถรองรับการจ้างแรงงานผู้สูงอายุได้มากที่สุดคือ ภาคการขายส่ง ขายปลีก การซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ รองลงมาคือ ภาคโรงแรมและภัตตาคาร และ ภาคการผลิต
รัฐบาลจึงควรมีแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจนในการส่งเสริมสนับสนุนการมีงานทำที่สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้สูงอายุ โดยรัฐบาลต้องมีมาตรการในการสร้างโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุ คือ
1. สนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานต่อไปได้
2. สนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้ทำงานที่เหมาะสม
3. การประชาสัมพันธ์ปรับเปลี่ยนทัศนคติการหยุดทำงานเมื่ออายุ 60 ปี
4. ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้นายจ้างจัดเวลาทำงานของผู้สูงอายุให้มีความยืดหยุ่น
5. ควรมีโปรแกรมการฝึกอบรมฝีมือแรงงานให้แก่แรงงานสูงอายุเป็นพิเศษเพื่อพัฒนาศักยภาพในการทำงานของแรงงานสูงอายุ หรือเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้สูงอายุสามารถเลือกอาชีพใหม่หลังออกจากงานเดิม หรืออาจให้การจูงใจนายจ้างจัดอบรมเองแก่แรงงานอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปของตน
ในด้านกฎหมายควรมีการปรับปรุงแก้ไข กฎหมาย ระเบียบ ที่เอื้ออำนวยให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานอยู่ได้ อาทิ
1.พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 ไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ และลดจำนวนชั่วโมงการทำงานต่อหนึ่งวันลง ให้มีการพักในระหว่างทำงาน เพื่อให้สามารถดูแลรักษาสุขภาพได้
2.พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน 2551 ไม่ควรกำหนดเจาะจงอายุเกษียณ 60 ปี แต่ให้ข้าราชการทำงานอยู่ต่อได้ตามความสมัครใจเท่าที่สมรรถภาพทางร่างกายจะเอื้ออำนวย
3. ควรมีการระบุประเภทอาชีพที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุให้ได้รับความคุ้มครองสนับสนุน นอกจากนี้ควรมีการปรับปรุงมาตรการด้านภาษี โดยใช้นโยบายทางด้านภาษีเพื่อจูงใจให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุมากขึ้น
การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ นอกจากจะสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุได้พัฒนาศักยภาพต่อไปแล้ว ที่สำคัญคือจะช่วยเพิ่มช่วงเวลาการออมสำหรับใช้ในยามชราภาพและลดช่วงเวลาการเป็นภาระต่อรัฐและประชากรในวัยทำงาน รัฐบาลควรต้องมีแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจนในการส่งเสริมสนับสนุนการมีงานทำที่สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้สูงอายุ

เมื่อ “ลูกชาย” ชอบหยิบ “ของคุณแม่” มาแต่งสวย!
February 24, 2010
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
เชื่อได้เลยว่า ครอบครัวส่วนหนึ่ง คงต้องหนักใจกับพฤติกรรมของลูกชายวัยก่อนเข้าอนุบาล ที่มักจะชอบหยิบจับเครื่องสำอาง หรืออุปกรณ์เสริมสวยของคุณแม่ มาแต่งเล่นให้เห็นกันต่อหน้าต่อตา จนพ่อแม่บางคน กลัวว่า ลูกจะผิดปกติ และมีแนวโน้มที่จะเบี่ยงเบนทางเพศตั้งแต่เด็ก ถึงกับกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะถูกญาติพี่น้อง ล้อเลียนว่าลูกจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน
เพื่อไขข้อข้องใจให้กับทุกครอบครัว ทีมงาน Life and Family ได้ปรึกษาไปยัง “พญ.นลินี เชื้อวณิชชากร” กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการ และพฤติกรรมเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งได้คำอธิบายว่า เมื่อลูกมีพฤติกรรมชอบหยิบจับของเสริมสวยมาเล่น ทั้งเสื้อผ้า หรืออุปกรณ์เสริมความงามของคุณแม่ สิ่งแรกคือ ไม่ควรกังวลมากเกินไป ซึ่งเด็กจะเบี่ยงเบน หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และหลายสาเหตุ ไม่จำเป็นต้องเล่นของผู้หญิง แล้วจะเบี่ยงเบนเสมอไป
กระนั้น ควรดูที่ช่วงอายุของลูกเป็นหลัก ถ้าเป็นเด็กเล็กอายุ 1-3 ขวบ บางทีลูกอาจจะเกิดจากความอยากรู้อยากเห็น หรือยังไม่เข้าใจบทบาททางเพศสภาวะของตัวเองก็เป็นได้ เป็นเหตุให้เกิดการเลียนแบบ เช่น เห็นคุณแม่ทาแป้ง ทาปาก ก็หยิบขึ้นมาทาเลียนแบบคุณแม่ เรียกได้ว่า เซลล์ประสาทกระจกเงาของเด็กกำลังทำงาน
แต่ถ้าลูกเข้าสู่วัยอนุบาล และให้ความสนใจกับเรื่องความสวยความงามเป็นพิเศษ กับพฤติกรรมของลูกตรงนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องมอง และวิเคราะห์ให้ออกว่า เกิดจากอะไร เนื่องจากมีหลายสาเหตุมาก ไม่ว่าจะสิ่งแวดล้อม ช่องว่างทางการเลี้ยงดู หรืออื่นๆ เป็นต้น
สำหรับกรณี ที่เด็กมีพฤติกรรมไม่อยากอยู่กับเพศของตัวเอง อาจมีแนวโน้มในเชิงพฤติกรรมได้ กล่าวคือ เด็กทั่วประเทศที่เกิดมา ประมาณร้อยละ 10 บางคนอาจจะไม่อยากเป็นผู้หญิง แต่อยากจะเป็นผู้ชาย หรือบางคนเกิดเป็นชาย แต่อาจจะไม่อยากเป็นผู้ชายก็ได้ แต่กระนั้นตัวเลขข้างต้น ก็ไม่สามารถบอกได้ชัดเสมอไป เพราะพฤติกรรมของเด็ก อาจเบี่ยงเบนได้จากสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการเลี้ยงดูด้วย เช่น บทบาทความเป็นเพศต้นแบบของพ่อ และแม่ไม่สมดุล หรือทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
”เด็กต้องการทั้งพ่อ และแม่ เพียงแต่คำว่า ต้องการของเด็ก เด็กเขาต้องการ อย่างถูกต้องด้วย ซึ่งหมายความว่า การแสดงบทบาทความเป็นเพศชายในตัวคุณพ่อ ไม่จำเป็นต้องแสดงให้ลูกเห็นถึงความโหดเหี้ยมเสมอไป แต่การแสดงออกของเพศชาย อาจแสดงได้ถึงความแข็งแกร่ง การผจญภัย ความมั่นคง
ซึ่งคุณพ่อส่วนใหญ่ที่เจอ มักตีโจทย์บทบาทความเป็นเพศชายผิดไป จึงแสดงออกมาให้ลูกเห็นในแบบที่ผิด ดังนั้น ระหว่างพ่อกับลูก จึงเกิดความรักใคร่ทางอารมณ์ที่ห่างกัน ทำให้ลูกบางคน ไม่อยากแสดงบทบาทในเพศชายตามต้นแบบของพ่อ แต่กลับจะเข้าหาเพศที่อ่อนหวานอย่างคุณแม่แทนก็เป็นได้” คุณหมอกล่าว
ทิ้งท้ายนี้ เพื่อลดช่องว่างทางการเลี้ยงดู คุณหมอให้คำแนะนำว่า คุณสามีควรเข้าไปช่วยภรรยาเลี้ยงลูกให้มากที่สุด ถือโอกาสตั้งแต่ลูกคลอดออกมาเลยก็ได้ เช่น อุ้มลูก ป้อนนม ป้อนข้าวลูก ทั้งนี้ เพื่อที่เด็กจะได้สัมผัสกับบทบาททั้งความเป็นแม่ และความเป็นพ่ออย่างเท่าเทียมกัน เมื่อถึงวัยที่โตพอ เด็กจะสามารถเลือกเพศได้อย่างถูกต้อง
ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ถือเป็นต้นแบบที่สำคัญ ไม่ควรปล่อยให้ลูกอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งมากจนเกินไป อย่างไรก็ตาม ถ้าบทบาทของพ่อแม่ชัดเจน แต่ถ้าลูกไม่อยากอยู่กับเพศตัวเอง ตรงจุดนี้ ถือว่า ลูกเป็นคนเลือกเอง ในฐานะพ่อแม่ก็ควรที่จะยอมรับในตัวตนของลูก

เจาะกระแส “สาธิตฟีเวอร์” ทำไมพ่อแม่นิยมให้ลูกเข้า “สาธิต”
February 23, 2010
รศ.สุปราณี จิราณรงค์
หากพูดถึง โรงเรียนชื่อดังที่พ่อแม่ส่วนใหญ่นิยมให้ลูกเข้าเรียน หนึ่งในตัวเลือกติดโผนั้น เชื่อได้เลยว่า คงต้องมีกลุ่ม โรงเรียนสาธิต อยู่ในใจพ่อแม่หลายคนอยู่บ้างไม่น้อย จนทำให้โรงเรียนสาธิตฯ กลายเป็นโรงเรียนในฝันของครอบครัวทุกระดับฐานะ โดยเฉพาะลูกคนมีเงิน
ส่งผลให้ภาพลักษณ์ที่ออกมา ดูเหมือนจะถูกมองจากสังคมภายนอกว่า เป็นโรงเรียนของลูกไฮโซ หรือถ้าลูกใครเข้าเรียนได้ สามารถเอาไปพูดได้อย่างภาคภูมิว่า “ลูกฉันเรียนโรงเรียนสาธิต”
กับกรณีดังกล่าวข้างต้น ทีมข่าว Life and Family สอบถามไปยัง “รศ.สุปราณี จิราณรงค์” ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย (ฝ่ายประถม) ได้รับความเห็นว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะโรงเรียนสาธิต เป็นสถานศึกษาที่มีคุณภาพ เน้นการสอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน
ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ นอกจากจะมีค่าเทอมที่ถูกแล้ว ทางโรงเรียนจะเน้นสอนเด็กแบบองค์รวม ไม่ได้เน้นที่ความรู้ หรือการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่จะสอนความเป็นมนุษย์ให้เด็กด้วย ทั้งในเรื่องทักษะการใช้ชีวิต รวมไปถึงคุณธรรม และจริยธรรมในวิชาชีพ
สิ่งเหล่านี้ จึงอาจมองได้ว่า เด็กที่จบจากโรงเรียนสาธิต คือผลผลิตที่มีคุณภาพของสังคม ทำให้ชื่อของโรงเรียนสาธิตเป็นที่นิยมของพ่อแม่ผู้ปกครองก็เป็นได้ แต่ถึงกระนั้น โรงเรียนสาธิต ไม่ใช่โรงเรียนของลูกคนรวย หรือลูกคนไฮโซอย่างที่หลายคนมอง แต่ทางโรงเรียนจะรับเด็กทุกระดับ ไม่จำกัดฐานะ นอกจากนี้ ยังต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวเด็กเองด้วย ซึ่งในแต่ละปี สาธิตจุฬาฯ จะคัดเลือกเด็กเข้าชั้นป.1 ปีละ 100 คน เท่านั้น
”เราสอนเด็กให้ดูดี มีมารยาท จะเป็นลูกคนมีเงินหรือไม่ เราไม่รู้ เพราะเราคัดเลือกเด็กจากมาตรฐานเดียวกัน คือ การสอบคัดเลือก ซึ่ง 1 ปี จะรับแค่ 100 คน กับตรงนี้ เราค่อนข้างจะดูคุณภาพในตัวเด็กพอสมควร ที่ผ่านมา ถามว่าเราไฮโซไหม บอกได้เลยว่า ไม่ เพราะบางปี ลูกคนขับแท็กซี่ หรือลูกคนขับรถบรรทุก ยังเข้ามาเรียนกับเราได้เลย แต่ภาพที่ออกไปกลับถูกมองอีกแบบ ซึ่งตรงนี้ อาจเป็นเพราะเราสอนให้เด็กรู้จักวางตัว มีมารยาท จึงทำให้เด็กดูดี ไม่ใช่ดูรวย” ผอ.โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ กล่าว
สอดรับกับ “นันทรัตน์ ธรรมวัฒน์ไพศาล” ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) ให้ความเห็นว่า โรงเรียนสาธิต ถือเป็นโรงเรียนที่มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน เน้นการเรียนการสอนที่พัฒนาให้เด็กเก่ง และกล้าแสดงออก รวมไปถึงเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ดังนั้นโรงเรียนสาธิต จึงได้รับการคาดหวังสูงจากสังคม ว่าเป็นโรงเรียนที่ผลิตนักเรียนที่มีความรู้ความสามารถ จึงกลายเป็นความนิยมของพ่อแม่ ที่เห็นคุณค่า และอยากให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดี
นันทรัตน์ ธรรมวัฒน์ไพศาล
”หลายคนที่มองว่า โรงเรียนสาธิต เป็นที่เรียนของลูกคนรวย ความจริงแล้ว ก็มีบ้าง แต่ไม่อยากให้มองแบบนั้น โดยเฉพาะสาธิต มศว จะมีเด็กคละกันไปทุกระดับ ตั้งแต่ลูกคนงาน จนถึงลูกคนมีฐานะ ซึ่งโรงเรียนไม่ได้เลือกคนที่เงิน หรือดูว่าที่ความไฮโซ หรือไม่ไฮโซ แต่เราจะคัดเลือกเด็กจากความสามารถของตัวเด็กเอง โดยจะมีการสอบวัดศักยภาพของเด็กก่อนเข้าเรียน รวมทั้งผลักดันเด็กให้มีคุณภาพ และศักยภาพอย่างทัดเทียมกัน” ผอ.โรงเรียนสาธิต มศว สะท้อน
เสียงสะท้อนพ่อแม่ ที่มีลูกเรียน “สาธิต”
มาฟังเสียงของพ่อแม่ผู้ปกครองอย่าง “จิตรารัตน์ คุณรัตนาวณิชย์” หรือ “เอ็ง” คุณแม่เชื้อสายจีน วัย 53 ปี ที่เลือกให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ชั้นประถม จนถึงมัธยม บอกว่า เธอได้รับคำแนะนำมาจากญาติพี่น้องที่บอกต่อๆ กันมา เพราะเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง มีความพร้อม และมีคุณภาพ นอกจากนี้ ตัวเธอมีค่านิยมที่เชื่อมาตลอดว่า ถ้าให้ลูกเข้าเรียนที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ จะเป็นประวัติรองรับให้ลูกหางานทำได้ง่ายในอนาคต
ดังนั้น จึงแนะนำให้ลูกสมัครสอบเข้าเรียนชั้นป.1 จนปัจจุบันเรียนอยู่ชั้นม.4 สายวิทย์-คณิต ซึ่งเด็กนักเรียนของที่นี่ จะมีเด็กคละกันไป ตั้งแต่ครอบครัวฐานะปานกลาง ไปจนถึงครอบครัวฐานะดี นอกจากนี้ ระบบการเรียน การสอนของโรงเรียน จะเน้นให้ความสำคัญกับเด็ก รวมไปถึงครู และพ่อแม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุย และแลกเปลี่ยนกันอยู่เสมอ
”ตอนแรกที่ลูกสอบเข้าได้ ก็กลัวอิทธิพลลูกคนรวยอยู่เหมือนกันนะ เพราะมีทั้งลูกทหาร ลูกส.ส. ซึ่งเราไม่ใช่คนมีฐานะอะไร จึงบอกกับลูกว่า อย่าไปมีเรื่องชกต่อยกับใครเขานะ รวมทั้งเพื่อนของลูกบางคน มีโทรศัพท์เครื่องละหลายหมื่นใช้ แต่เราจะสอนลูกอยู่ตลอดว่า ให้ใช้เท่าที่เรามี อย่าไปตามเพื่อน เรามีหน้าที่เรียน ก็คือเรียนอย่างเดียว” คุณแม่จิตรารัตน์กล่าว
ไม่ว่าสังคม จะให้ความสำคัญกับโรงเรียนชื่อดังมากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่ถึงกระนั้น คุณพ่อคุณแม่ ถือเป็นบุคคลที่จะต้องให้ชุดความรู้กับลูกอย่างถูกต้อง ด้วยการสอนให้ลูกทำหน้าที่ของนักเรียนให้ดีที่สุด ตั้งใจเรียน ไม่ใช่ปลูกฝังให้หลงอยู่กับกระแสค่านิยมเพียงเพราะได้เข้าโรงเรียนชื่อดัง จนเกิดพฤติกรรมโอ้อวด และดูถูกคนอื่น นั่นอาจจะเป็นผลเสียต่อตัวเด็กในอนาคตได้

รู้ทันพัฒนาการของลูกรัก/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ
February 23, 2010
สิ่งหนึ่งที่สำคัญซึ่งคนเป็นพ่อเป็นแม่ทุกคนควรรู้ก็คือ การรู้พัฒนาการที่แตกต่างกันของเด็กในแต่ละวัย เพราะจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของความเข้าใจในการอบรมเลี้ยงดูลูกรักของเราให้เติบโตขึ้นเป็นคนที่มีพัฒนาการทุกด้านที่ดีสมวัย ซึ่งช่วงอายุที่สำคัญของพัฒนาการเด็กนั้นมีอยู่ 6 ช่วงดังนี้
ช่วงวัยทารกที่อยู่ในครรภ์
ช่วงวัยนี้อารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของเขาจะผูกพันกับคุณแม่มาก โดยเด็กสามารถที่จะรับรู้ถึงการที่แม่พูดกับเขาได้ตั้งแต่เขาอายุ 5 เดือนในครรภ์ อีกทั้งเด็กสามารถรับรู้ถึงเสียงเต้นของหัวใจแม่และสามารถรับสัมผัสเมื่อแม่เอามือลูบท้องด้วยแรงสั่นสะเทือนของน้ำคร่ำอีกด้วย
ช่วงขวบปีแรก
ในช่วงวัยนี้เด็กเริ่มเรียนรู้จากการใช้สายตาในการสังเกตและการมองดูสิ่งต่าง ๆ รอบตัว อีกทั้งเป็นวัยเริ่มต้นของการใช้ประสาทสัมผัสในเรื่องของการหยิบจับ การได้ยิน การดมกลิ่นและการชิมรส นอกจากนี้เด็กในวัยนี้ยังเริ่มเรียนรู้ถึงการจดจำเสียงของแม่หรือคนเลี้ยงได้แล้ว เช่น เด็กจะส่งเสียงอ้อแอ้เมื่อได้ยินเสียงของแม่
ช่วงวัยเตาะแตะ (1-2 ขวบ)
ในช่วงวัยนี้เด็กจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น ในการคลาน ยืน เดิน อีกทั้งเริ่มมีพัฒนาการทางด้านภาษาโดยพูดคำง่ายๆได้ เช่น แม่ หม่ำ นอกจากนี้เด็กในช่วงวัยนี้จะเริ่มสนใจในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยชอบทดลองหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ มาเขย่า โยนหรือบางทีก็หยิบเอาเข้าปากด้วย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องคอยดูแลระมัดระวังเด็กในวัยนี้อย่างใกล้ชิดไม่ให้เด็กหยิบจับสิ่งของเข้าปากและไม่ให้เด็กสัมผัสกับสิ่งที่มีคมและเป็นอันตรายต่างๆ
ช่วงวัยอนุบาล (3-6 ขวบ)
ในช่วงวัยนี้เด็กจะมีพัฒนาการทางด้านภาษามากขึ้น โดยเด็กจะสามารถพูดเป็นประโยคได้ เริ่มซักถาม อยากรู้อยากเห็น เริ่มมีจินตนาการจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ดังนั้นในวัยนี้จึงเป็นวัยที่สามารถส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการได้ดีที่สุด โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของเด็กได้อย่างง่าย ๆ โดยผ่านทางการพูดคุย การเล่านิทาน กิจกรรมดนตรี กิจกรรมศิลปะ และการพาลูกไปสัมผัสกับประสบการณ์ของโลกกว้างจากการพาลูกไปท่องเที่ยวยังสถานที่ต่าง ๆ
ช่วงวัยประถมศึกษา (7-12 ขวบ)
ในช่วงวัยนี้เป็นวัยเริ่มต้นที่จะเข้าสู่วัยรุ่น ในช่วงวัยนี้ถือเป็นวัยที่สามารถปลูกฝังทางด้านจริยธรรม คุณธรรมและกฎเกณฑ์ทางสังคมได้มากขึ้น โดยที่เด็กจะมีพัฒนาการทางสังคมในการมีกลุ่มเพื่อนและให้ความสำคัญในการคบเพื่อน ในเด็กช่วงวัยอายุประมาณ10-12ปีเป็นวัยที่เด็กเริ่มมีฮีโร่ในใจ เช่น ดารา นักร้อง นักกีฬา หลายคนอาจจะแต่งตัวและแสดงออกเลียนแบบดาราหรือคนที่เขาชื่นชม ซึ่งพฤติกรรมนี้ถ้าไม่ได้แสดงออกในทางที่เสียหาย คุณพ่อคุณแม่ก็ควรเข้าใจและไม่แสดงอาการด่าว่าต่อต้าน เพราะวัยนี้เป็นช่วงวัยที่เด็กกำลังค้นหาบุคลิกภาพและความเป็นตันตนของเขา ซึ่งพฤติกรรมการเลียนแบบนี้เป็นพฤติกรรมตามแฟชั่นที่เป็นไปตามวัยที่สักพักเด็กก็จะเลิกไปเอง
ช่วงวัยรุ่น (13-17 ปี)
ในช่วงวัยนี้เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตเลยทีเดียว เพราะเป็นวัยที่เด็กเริ่มก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่วัยนี้เป็นวัยของการพัฒนาทางด้านความคิด และความเป็นตัวของตัวเอง หลายคนเริ่มค้นหาเอกลักษณ์ของตนเอง เริ่มสนใจเพศตรงข้ามและเริ่มมีมุมส่วนตัวที่ไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาก้าวก่าย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องมีความเข้าใจอีกทั้งเปิดรับความคิดของลูกในวัยนี้ด้วย โดยปล่อยให้ลูกได้เป็นตัวของตัวเองแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ ไม่ให้ลูกรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่ห่างเหิน เพื่อที่เวลาลูกมีปัญหาสิ่งใดก็จะได้กล้าเข้าไปขอคำปรึกษาจากคุณพ่อคุณแม่ได้ ทำดังนี้แล้วลูกจะได้ก้าวเดินในทางชีวิตที่ถูกต้องไม่ออกนอกลู่นอกทาง
ผู้เขียนเชื่อว่าการที่คุณพ่อคุณแม่รู้ทันพัฒนาการของลูกในแต่ละวัยนั้น จะเป็นประโยชน์ในการอบรมและปลูกฝังให้ลูกรักของเราเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีพัฒนาการทุกด้านที่ดีสมวัย มีความสุขและเข้าใจตนเอง อีกทั้งสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข

แนะ 5 ท่าบริหาร “ยืดอายุข้อเข่า” ให้ญาติผู้ใหญ่
February 23, 2010
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
บ้านที่มีผู้สูงวัย หรือมีสมาชิกที่น้ำหนักตัวมากเป็นพิเศษ คงจะปฏิเสธอาการเจ็บปวดบริเวณข้อเข่าไปไม่ได้ เพราะเป็นอาการที่เกิดจากการแบกรับน้ำหนักตัว ประกอบกับข้อเข่าเริ่มมีอาการเสื่อมไปตามวัย
ดังนั้น แนวทางการรักษาอาจจะต้องใช้วิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร ประมาณ 1-5 แสนบาทเป็นอย่างต่ำ แต่หากมีการดูแลรักษาข้อเข่าอย่างถูกวิธีตั้งแต่เริ่มต้น ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานข้อเข่าไปได้อีกนาน ซึ่งบางคนสามารถใช้งานได้ดีจนถึงอายุ 80 ปี เลยทีเดียว
กับการดูแลรักษาข้อเข่าอย่างถูกวิธีนั้น “นพ.สวัสดิ์ วิเศษสัมมาพันธ์” กลุ่มงานออร์โธปิดิกส์ และ “นพ.นรฤทธิ์ ล้วนจำเริญ” พร้อมด้วยทีมนักกายภาพกลุ่มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ได้แนะนำท่าบริหารที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานข้อเข่า ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง หรือทำให้กับญาติผู้ใหญ่ของคุณได้ทุกวัน และทุกสถานที่ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องมือให้ยุ่งยาก โดยมี 5 ท่าบริหารข้อเข่า ดังต่อไปนี้
ท่าที่ 1 ชันเข่าเกร็งข้อ นอนราบไปกับพื้น หรือ เตียงนอน จากนั้นชันเข่าขึ้นมา และยกขาอีกข้างขึ้นมาอย่างช้าๆ ประมาณ 45 องศา เกร็งกล้ามเนื้อต้นขา ยกค้างไว้ 10 วินาที หรือ นับ 1-10 โดยทำเช่นเดียวกันนี้ทีละข้าง ข้างละ 10 ครั้ง ทำซ้ำเป็นจำนวน 3 เซ็ต จะช่วยให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง และช่วยแบ่งเบาการรับน้ำหนักที่บริเวณ ข้อเข่าได้เป็นอย่างดี
ท่าที่ 2 งอเข่าคร่อมหมอน นอนราบไปกับพื้น หรือ เตียงนอน จากนั้นเอาขาพาดคร่อมไปบนหมอน จากนั้น ดึงขางอเข่าทั้งสองข้างเข้ามา ให้เท้าลอยจากพื้น เกร็งกล้ามเนื้อต้นขาค้างไว้ 10 วินาที หรือ นับ 1-10 แล้วเหยียดขาออกไป เกร็งกล้ามเนื้อขาค้างไว้ 10 วินาที ทำซ้ำจำนวน 3 เซ็ต
ท่าที่ 3 เกร็งข้อพาดหมอน นอนราบไปกับพื้น หรือ เตียงนอน จากนั้นเอาขาพาดไปกับหมอน และยกขาขึ้นมาข้างหนึ่งอย่างช้าๆ ประมาณ 45 องศา เกร็งกล้ามเนื้อต้นขา ยกค้างไว้ 10 วินาที หรือ นับ 1-10 โดยทำเช่นเดียวกันนี้ทีละข้าง ข้างละ 10 ครั้ง ทำซ้ำเป็นจำนวน 3 เซ็ต การบริหารท่านี้ช่วยทำให้การไหลเวียนเลือดของขาดีขึ้น และทำให้กล้ามเนื้อขามีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ท่าที่ 4 คว่ำหน้าเกร็งข้อ นอนคว่ำหน้าราบไปกับพื้น หรือ เตียงนอน จากนั้นยกขาขึ้นมาข้างหนึ่งอย่างช้าๆ ประมาณ 90 องศา เกร็งกล้ามเนื้อต้นขา ยกค้างไว้ 10 วินาที โดยทำเช่นเดียวกันนี้ทีละข้าง ข้างละ 10 ครั้ง ทำซ้ำเป็นจำนวน 3 เซ็ต ท่านี้ จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณข้อเข่าด้านหลังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น
ท่าที่ 5 กระดกขา นั่งบนโต๊ะ หรือ เก้าอี้ที่สูงพอสมควร โดยให้เท้าสองข้างลอยจากพื้นประมาณประมาณ จากนั้นยกขาขึ้นมาทีข้างหนึ่งช้าๆ ประมาณ 30 องศา เกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเล็กน้อย ในขณะที่ยกขาค้างไว้ 10 วินาที ทำเช่นเดียวกันนี้ทีละข้าง ข้างละ 10 ครั้ง จำนวน 3 เซ็ต จะช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานและการไหลเวียนโลหิตบริเวณข้อเข่าดีขึ้น ช่วยแบ่งเบาการรับน้ำหนักที่บริเวณข้อเข่าได้
ทั้ง 5 ท่าบริหารข้อเข่าข้างต้น สามารถปฏิบัติได้แบบสบาย ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน เมื่อปฏิบัติเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณข้อเข่าแข็งแรงยิ่งขึ้นช่วยแบ่งเบาการรับน้ำหนักตัวของข้อเข่า เหมาะกับครอบครัวที่สมาชิกมีปัญหาข้อเข่า หรือผู้ที่ต้องการดูแลรักษาข้อเข่าให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น

ความเชื่อแม่ตั้งครรภ์ “ทานเผื่อลูก” ไม่ดีเสมอไป
February 22, 2010
ความเชื่อของผู้คนที่อยู่รอบข้างคุณแม่ตั้งครรภ์ ตลอดจนตัวคุณแม่เองเกี่ยวกับการรับประทานอาหารระหว่างตั้งครรภ์อาจต้องเปลี่ยนเสียใหม่ เมื่อทาง The National Institute for Health and Clinical Excellence หรือ NICE แห่งสหราชอาณาจักร ได้ออกมาเตือนว่า จำนวนแม่ตั้งครรภ์ที่น้ำหนักเพิ่มสูงกว่าเกณฑ์กำลังมีมากขึ้น ทำให้เด็กที่คลอดออกมามักมีน้ำหนักค่อนข้างสูงกว่าเกณฑ์ปกติ และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยต่าง ๆ ในอนาคตได้ง่ายกว่า อีกทั้งพฤติกรรมการบริโภคนี้ ส่วนหนึ่งได้ไปส่งเสริมให้ธุรกิจความงาม นวดสลายไขมันเฟื่องฟูอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วย
แทนการเข้าคอร์สฟิตหุ่น หรือซื้อโปรแกรมกำจัดไขมันหลังคลอด การเปลี่ยนวิธีการรับประทานอาหารอาจเป็นทางออกที่ดีกว่า โดยคำแนะนำจากศาสตราจารย์ไมค์ เคลลี่ (Professor Mike Kelly) ผู้อำนวยการ NICE ระบุว่า
”หญิงตั้งครรภ์ในปัจจุบันได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการรับประทานอาหารระหว่างตั้งครรภ์จำนวนมาก หลายครั้งที่่ข้อมูลเหล่านั้นขัดแย้งกันเอง เช่น ควรจะทานนมแบบ Full-Fat หรือทานอาหารเยอะ ๆ เผื่อไปถึงลูก สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้พวกเธอต้องมีน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็นในระหว่างตั้งครรภ์ รวมไปถึงหลังคลอด และเมื่อคลอดลูกแล้ว ส่วนมากก็มักจะให้กำเนิดทารกที่มีน้ำหนักค่อนข้างสูงตามมา ซึ่งเด็กเหล่านั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ สูงกว่าเด็กปกติ ดังนั้น หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรมีดัชนีมวลกายมากเกินกว่า 30 และไม่ควรมีน้ำหนักเพิ่มระหว่างตั้งครรภ์เกิน 10 – 12 กิโลกรัม”
”คำแนะนำเกี่ยวกับภาวะโภชนาการระหว่างตั้งครรภ์นี้ต้องการทำขึ้นเพื่อขจัดความเชื่อที่ไม่มีประโยชน์เกี่ยวกับการรับประทานอาหารระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ความเชื่อที่ว่าต้องรับประทานอาหารสำหรับสองคน หรือการรับประทานนม Full-Fat เป็นต้น”
สิ่งที่หนีไม่พ้นอีกประการหนึ่งของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์และมีน้ำหนักเพิ่มสูงก็คือ การฟิตหุ่นให้กลับมาดูดีดังเดิมนั่นเอง ซึ่งศาสตราจารย์ไมค์ เคลลี่กล่าวว่า “ประเด็นการลดน้ำหนักหลังคลอดก็เช่นกัน คุณแม่ควรเข้าใจว่าการลดน้ำหนักนั้นต้องใช้ระยะเวลา รวมถึงต้องการการออกกำลังกายเพิ่มเติมด้วย”
ด้าน โรซี่ ด็อดด์ แห่ง the National Childbirth Trust กล่าวว่า “การที่ผู้หญิงเปลี่ยนแปลงรูปแบบการรับประทานอาหารเมื่อพวกเธอตั้งครรภ์นั้นส่งผลถึงรูปแบบการรับประทานอาหารของทั้งครอบครัวได้เลยทีเดียว ซึ่งไม่เป็นผลดีสำหรับครอบครัวนั้น ๆ ในอนาคตสักเท่าไร”
พร้อมกันนี้ยังได้บอกว่า มีข้อมูลจากช่างตัดเย็บเสื้อผ้าจำนวนมากระบุถึงความต้องการการตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นกรณีพิเศษสำหรับคุณแม่หลังคลอดที่ไม่สามารถลดน้ำหนักให้กลับคืนสู่รูปร่างเดิมได้มากขึ้นด้วย
เรียบเรียงจากเดลิเมล

ระวังยาพิษเคลือบ “รายการข่าว”/ Life & Family
February 22, 2010
หว่าหวา (ขอบคุณภาพจาก image.ohozaa.com)
คงไม่ผิดนัก หากจะบอกว่า ทุกวันนี้นอกจากคนไทยจะมีอาหารเคลือบสารพิษเป็นอาหารหล่อเลี้ยงร่างกายแล้ว ในส่วนของอาหารหล่อเลี้ยงสมอง คนไทยก็ยังหนีไม่พ้นสารพิษต่าง ๆ กันเสียอีก
แต่ก่อนจะเอ่ยถึงสารพิษที่แพร่เข้าสู่สายตา – สมอง ขอฝากคำชมไปถึงรายการบันเทิงที่บางครั้งก็แฝงสาระดี ๆ เอาไว้อย่างไม่น่าเชื่อ กับรายการเดอะ สตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาวเมื่อคืนที่ผ่านมา ที่เลือกตัดต่อนำเสนอด้านดี ๆ ของผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งที่หลายคนคุ้นหน้าอย่าง “หว่า หวา” โดยเด็กคนนี้เป็นได้แสดงความคิดเห็นบางประการที่น่าประทับใจ และบ่งบอกได้ถึง “จิตสำนึก” ที่สูงกว่าดารานักร้อง – ผู้หลักผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นผ่านทางหน้าจอทีวีเสียอีก
หว่าหวาสมัครเข้าประกวดรายการดังกล่าวหลายครั้ง และยังไม่เคยได้รับโอกาสให้ผ่านเข้ารอบ อย่างไรก็ดี ความที่เธอมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้เธอมีกลุ่มคนที่ชื่นชอบและติดตามเธอค่อนข้างมากพอสมควร และเธอเรียกเขาเหล่านั้นว่าแฟนคลับ
ในการสมัครเข้าร่วมประกวดในครั้งนี้ เธอมีมุมมองที่เปลี่ยนไป ไม่เน้นการแสดงออกแรง ๆ เหมือนในปีที่ผ่านมา อีกทั้งชุดก็มิดชิด รัดกุมมากขึ้น
โดยเธอให้เหตุผลว่า เธอเลือกที่จะไม่แต่งตัวโป๊หรือทำพฤติกรรมเสื่อมเสีย เพราะเธอเองก็มีแฟนคลับ และน้อง ๆ หลายคนติดตามอยู่ จึงเกรงว่า การแต่งตัว – สร้างภาพลักษณ์เช่นนั้นจะทำให้เด็ก ๆ ที่ชื่นชอบเธอนำไปเลียนแบบ
แม้จะเป็นแค่ความคิดเห็นของเด็กวัยรุ่นตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง แต่ก็สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อการนำเสนอตัวตนออกสู่สังคมได้เป็นอย่างดี และเมื่อฟังแล้ว หลายท่านคงเปรียบเทียบได้กับคำพูดของดารานักร้องนักแสดงชื่อดัง (ที่เป็นไอดอลของเด็ก ๆ หลายคน) กับการรับงานโชว์วาบหวิว หรือถ่ายภาพโชว์เนื้อหนังมังสาแล้วให้เหตุผลข้าง ๆ คู ๆ ว่านั่นคืองาน คือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ โดยไม่ได้คำนึงถึงภาระที่สังคมจะต้องแบกรับ หรือตามแก้ปัญหาจากการกระทำดังกล่าวของตนเองว่าจะมีมากน้อยสักเท่าใด
แม้รายการดังกล่าวจะเลือกนำเสนอในช่วงดึก ผู้ติดตามจึงเป็นแฟนคลับของรายการ หรือกลุ่มผู้ใหญ่ค่อนข้างเยอะกว่ากลุ่มเด็ก ๆ แต่เชื่อว่าคำพูด – การแสดงออกของเธอคงสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้อย่างมาก และถึงเธอจะไม่ผ่านเข้ารอบ แต่ความประทับใจเหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่
ตรงกันข้ามกับรายการบันเทิงช่วงเช้าของบางสถานี ที่ต้องขอตำหนิตรง ๆ กับการนำภาพคอนเสิร์ต This is it มาเผยแพร่ และผู้ดำเนินรายการมีการพูดเน้นย้ำถึงโชว์ของนักร้องหญิงชื่อดังอย่างคุณมาช่า วัฒนพานิช อย่างไม่เหมาะสม รวมถึงภาพที่นำเสนอในรายการข่าวเช้าก็ “ไม่เหมาะสม” ด้วยประการทั้งปวง โดยมีภาพของคุณมาช่าแสดงออกในลักษณะยั่วยุกามารมณ์กับผู้ร่วมแสดงชายเป็นเวลานานพอสมควร ก่อนจะตบท้ายด้วยคำพูดและการแสดงสีหน้าท่าทางที่ไม่สะทกสะท้านใจใด ๆ กับภาพที่นำเสนอไปของพิธีกรชายทั้งสองคน
ในมุมมองของทีมงานเอง เล็งเห็นว่า รายการข่าวดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งรายการที่มีคุณภาพ และมีผู้รับชมเป็นจำนวนมาก แต่หากคิดจะป้อนยาพิษเข้าสู่สายตาผู้ชม ซึ่งบางครั้งก็มีเด็ก ๆ ร่วมรับชมด้วย คงจะดีกว่า ที่จะบอกกล่าวกันตรง ๆ ว่านั่นคือยาพิษ ไม่ใช่กรอกยาพิษไปแล้วหมดขวด ก็ยังไม่มีแม้แต่การบอกกล่าวถึงสรรพคุณของยาให้ผู้รับชมได้ทราบอย่างที่ปรากฏ
ทีมงาน Life & Family

จัดงานแต่งงานเอง “ตรงใจ-จ่ายน้อยกว่า”
February 22, 2010
ช่วงนี้เทศกาลเวดดิ้งแฟร์จัดขึ้นสวนกระแสเศรษฐกิจ บ้างก็อ้างว่าลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ คู่รักจะคุ้มจริง ๆ หากซื้อแพกเกจกับเขา หรือจ้างให้เขาดูแลงานแต่งงานให้ แต่ในยุคที่เศรษฐกิจยังไม่ทราบว่าจะออกหัวออกก้อย การเก็บเงินไว้ทำทุนให้กับชีวิตหลังสมรสบ้างก็น่าจะดีกว่าการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ จ้างออแกไนเซอร์สูญเงินมหาศาลไปกับงานแต่งงาน
ดังนั้น สิ่งที่ต้องถามตัวเองและคู่รักก่อนจัดงานแต่งงาน ก็คือการจ้างออแกไนเซอร์ดูแลสิ่งเหล่านี้ให้จำเป็นหรือไม่ หรือเราจะมีทางทำอย่างไรให้ “ประหยัดงบ” ได้มากยิ่งขึ้น
จองสถานที่เอง ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว
ข้อดีของการเลือกสถานที่-โรงแรมเอง แทนการคุยผ่านตัวแทนก็คือ คุณจะได้รับทราบข้อมูลต่าง ๆ ด้วยตัวเองว่าทางสถานที่-โรงแรมนั้น ๆ จะจัดเตรียมอะไรให้บ้าง ในงบประมาณเท่าไร ซึ่งหากติดต่อหลาย ๆ แห่งเข้า ก็จะพบว่า คุณได้ข้อมูลมากมายมหาศาลเอาไว้เปรียบเทียบ แถมชั้นเชิงในการเจรจาก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ
นอกจากนั้น ในการพูดคุยประสานงานกับทางเจ้าของสถานที่ คุณจะได้ทำความรู้จักกับเจ้าหน้าที่ หรือผู้จัดการ ผู้ที่ดูแลงานแต่งงานของคุณโดยตรง และสามารถถามเขาได้เลยว่า เขาสามารถเสนออะไรเพิ่มเติมให้กับคุณได้อีกบ้าง เช่น อาจจะเป็นบัตรทานอาหาร ส่วนลดต่าง ๆ ห้องพักให้กับแขกในงาน ฯลฯ ซึ่งในจุดนี้ ผลประโยชน์ที่ได้ก็จะตกแก่คู่แต่งงานนั่นเอง
อีกทั้งการจัดสถานที่ ตกแต่งดอกไม้ หากคุณสามารถเจรจากับทางเจ้าของสถานที่-โรงแรมได้ ก็จะพบว่า องค์ประกอบเหล่านี้ ทางเจ้าของสถานที่-โรงแรมสามารถจัดเตรียมให้ได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาออแกไนเซอร์แต่อย่างใด เพียงเลือกแบบที่ชอบ และธีมงานที่ต้องการ ระบุให้ทางโรงแรมไปก็เป็นอันเสร็จสิ้น
ภาพถ่ายแต่งงานจำเป็นไหมกับหลายหมื่น?
คำชวนเชิญ เช่น ครั้งเดียวในชีวิต, เก็บไว้เป็นความประทับใจในชีวิตคู่ อาจทำให้หลายคนให้ความสนใจการถ่ายภาพกับสตูดิโอ และคิดว่า งานแต่งงานของคู่รักปัจจุบันจำเป็นต้องมี แต่เงินที่จะต้องจ่ายให้กับธุรกิจเหล่านี้ก็นับเป็นหลักหมื่น – หลายหมื่นต่อคู่ แลกกับอัลบั้มภาพ 1 กล่อง ภาพใส่กรอบหลุยส์อย่างหรูอีก 1 ภาพใหญ่ ๆ หรือภาพที่จะใช้ประดับประดาในงานแต่งงานอีก 3 – 4 ภาพ
แต่หากลองสำรวจราคากันจริง ๆ แล้วจะพบว่า มีทางเลือกอื่น ๆ ที่ทำให้คู่แต่งงานได้ภาพประทับใจ แถมราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิดให้เลือกอีกมากมาย โดยอาจเริ่มจาก
- สรรหาตากล้องฝีมือดี ปัจจุบันมีผู้นิยมงานตากล้องเป็นงานอดิเรกมากขึ้น บ้างถ่ายภาพสวย ๆ มาอวดฝีมือกัน เผยแพร่แลกเปลี่ยนกันบนเว็บไซต์ต่าง ๆ มากมาย ดีไม่ดี คนเหล่านี้อาจเป็นเพื่อนเก่าแก่สมัยเรียนของคุณเองก็เป็นได้ ลองขอความช่วยเหลือจากเขาเหล่านั้นในการเป็นตากล้องให้กับคุณเพื่อถ่ายภาพดูก็ไม่เสียหาย
- กรอบหลุยส์ราคาไม่แพงหาซื้อได้เอง หากสตูดิโอถ่ายภาพบอกกับคุณว่า กรอบหลุยส์ขนาด Y x Z ราคาเท่านั้นเท่านี้ อย่าพึ่งเชื่อในทันที เพราะถ้าคุณลองเดินสำรวจราคาตามร้านต่าง ๆ ดูแล้วจะพบว่า คุณสามารถหาซื้อกรอบรูปขนาดเดียวกัน แบบเหมือนกัน คุณภาพพอกันในราคาที่ถูกกว่าหลายร้อยบาทได้ตามร้านค้าทั่วไป
- อัดภาพเองประหยัดกว่าหลายเท่า ข้อนี้ลองสำรวจราคาตามร้านอัดภาพที่กระจายตัวอยู่ตามมุมเมืองต่าง ๆ ดูก็ได้ค่ะ เพราะหากได้ยินมาว่า การอัดภาพขนาด Y x Z ที่น่าจะแพงนั้น แท้จริงแล้ว แผ่นหนึ่ง ๆ อาจไม่ถึงร้อยบาท เท่านี้ คุณจะจัดภาพใส่กรอบหลุยส์ประดับงานแต่งงานสักกี่กรอบก็ลองคำนวณต้นทุนกันดู ทีมงานเชื่อว่า ถูกกว่าคำชวนเชิญในงานอย่างแน่นอน
พรีเซนเทชั่นทำเอง
กรณีนี้ ขอแค่มีไอเดียดี ๆ ก็ทำได้เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องจ้างออแกไนเซอร์ให้ยุ่งยากวุ่นวาย โดยเฉพาะคู่แต่งงานที่โชคดี แต่งงานในยุคที่สื่ออิเล็กทรอนิกส์แพร่หลาย ไม่ใช่สินค้าราคาแพงอีกต่อไป การจะหากล้องวิดีโอดิจิตอล หรือกล้องถ่ายภาพทั่ว ๆ ไปที่ถ่ายเป็นคลิปได้มาผลิตชิ้นงานก็เป็นเรื่องไม่เหลือบ่ากว่าแรง
ส่วนโปรแกรมที่จะช่วยให้งานเสร็จลุล่วงไปได้นั้น มีมากมายหลากหลาย จะทำบนเครื่องแมคอินทอชก็ได้ วินโดวส์ก็ดี หรือทำง่าย ๆ ใน MS PowerPoint ก็ยังได้เช่นกัน เพราะพรีเซนเตชั่นเหล่านี้ ขอแค่มีไอเดียเก๋ ๆ ก็ได้ใจผู้ร่วมงานไปมากโขแล้ว
การ์ดแต่งงาน – ของชำร่วย
หากคู่แต่งงานยังไม่มีแบบการ์ดหรือของชำร่วยในใจ ตลาดนัดจตุจักรอาจเป็นอีกหนึ่งหนทางเปิดไอเดียของคุณให้กว้างไกลยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี ไม่ควรตัดสินใจในทันทีที่เจอของถูกใจบนแผงแรก ๆ แต่ควรเก็บนามบัตร และสอบถามข้อมูลเอาไว้ให้มาก ๆ ทั้งส่วนลด และการจัดส่ง นอกจากนั้น ควรต่อราคากับผู้ซื้อด้วย โดยเฉพาะกรณีที่ซื้อเป็นของชำร่วยจำนวนมาก ๆ ก็ยิ่งสมควรได้ในราคาที่ย่อมเยากว่าราคาหน้าร้าน
หรืออีกกรณีหนึ่ง หากท่านผู้อ่านชอบเดินเล่นตามตลาดนัดที่มีผลงานนักศึกษาไอเดียกระฉูดมาวางขาย แล้วพบงานฝีมือโดนใจ ลองว่าจ้างให้น้อง ๆ นักศึกษาเหล่านั้นผลิตของชำร่วย หรือการ์ดงานแต่งงานให้ก็น่าจะดี เป็นการสนับสนุนฝีมือเด็ก ๆ ด้วยค่ะ
อย่างไรก็ดี อย่าลืมว่า ทั้งหมดนี้ไม่ต้องรีบตัดสินใจตราบเท่าที่เงินอยู่ในกระเป๋านะคะ
หากท่านผู้อ่านท่านใดมีประสบการณ์อื่น ๆ จะร่วมแบ่งปัน ทางทีมงานก็ขอน้อมรับไว้ด้วยความขอบคุณค่ะ

นิทานสอนใจ : ชายรับจ้างตักน้ำ
February 21, 2010
ชายคนหนึ่งเกิดในตระกูลอันยากจน ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างตักน้ำ ชีวิตความเป็นอยู่ของเขานั้นเป็นไปด้วยความความยากลำบาก เมื่อเติบโตมีครอบครัวก็ได้หญิงยากจนมาเป็นภรรยา ทั้งสองคนก็ช่วยกันรับจ้างตักน้ำ ใช้ชีวิตอย่างฝืดเคือง แต่ก็อดทน ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก
อยู่มาวันหนึ่ง เมืองพาราณสีมีมหรสพ มหาชนต่างพากันสนใจ ภรรยาของเขาจึงถามชายหนุ่มว่า มีเงินพอที่จะไปร่วมเล่นมหรสพกับเขาบ้างหรือไม่ สามีตอบว่ามีอยู่ครึ่งมาสก ได้รับมาจากการรับจ้างตักน้ำ และเก็บซ่อนไว้ที่ซอกอิฐใกล้ประตูเมือง ส่วนภรรยานั้นก็มีทรัพย์อยู่ครึ่งมาสกเช่นกัน เมื่อมารวมกันเป็นหนึ่งมาสก พอร่วมเล่นมหรสพกับเขาได้ โดยเอาส่วนหนึ่งซื้อดอกไม้ อีกส่วนหนึ่งซื้อของหอมและอีกส่วนหนึ่งซื้อสุรา
ชายคนนั้นดีใจที่จะได้ร่วมเล่นมหรสพกับภรรยาและประชาชนคนอื่น ๆ จึงออกวิ่งไปเอาเงินครึ่งมาสกที่ตนซ่อนเอาไว้อย่างร่าเริง แม้จะเป็นการวิ่งท่ามกลางแสงแดดแผดจ้า และดินทรายร้อนระอุตอนเที่ยงวัน เมื่อเขาเดินผ่านพระราชวัง พระราชาเปิดสีหบัญชรประทับยืนอยู่เห็นชายคนนั้น ทรงดำริว่า อะไรหนอทำให้ชายผู้นี้ไม่ย่อท้อต่อลมแดด เดินผ่านพื้นที่อันร้อนระอุเช่นนี้ได้ จึงรับสั่งให้ราชบุรุษนำตัวมาตรัสถามว่า
”แผ่นดินดารดาษไปด้วยทรายร้อนระอุเช่นนี้ เจ้าเดินเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย ขับเพลงอยู่ได้ แสงแดดไม่แผดเผาเจ้าดอกหรือ”
เขากราบทูลว่า “มหาราช แดดหาแผดเผาข้าพระองค์ไม่ แต่กิเลสกามและวัตถุกามย่อมเผาข้าพระองค์ให้เร่าร้อน ข้าพระองค์มีความต้องการหลายอย่าง ความต้องการนั่นเองได้แผดเผาข้าพระองค์ให้วิ่งมา หาใช่แสงแดดไม่”
”ความต้องการของเจ้าคืออะไร เป็นอย่างไร”
”ข้าแต่มหาราช คำของนางอันเป็นที่รัก จับใจข้าพระองค์ยิ่งนัก ข้าพระองค์ต้องการจะทำความปรารถนาของนางให้เต็ม จึงฝ่าเปลวแดดไปนำทรัพย์มาให้นางให้จงได้ ความเร่าร้อนเพราะกามแผดเผาข้าพระองค์อยู่ จึงไม่รู้สึกถึงความร้อนแรงของแสงแดด”
”บุรุษผู้บากบั่น” พระราชาตรัส “ทรัพย์ที่ท่านวิ่งไปเอานั้นคงจะมีจำนวนเป็นแสนกระมัง จึงทำให้เจ้าไม่คำนึงถึงสิ่งอื่น”
”หามิได้ มหาราช”
”ถ้าเช่นนั้นก็คงมีจำเป็นเป็นหมื่น”
”หามิได้ มหาราช”
พระราชาตรัสถาม ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ เขาก็ปฏิเสธมาเรื่อย ๆ จนถึงกึ่งมาสก เขาจึงรับว่า ใช่แล้วทรัพย์กึ่งมาสก
พระราชาทรงประหลาดพระทัยในเรื่องนี้ เพราะทรงเห็นว่าทรัพย์จำนวนน้อยเหลือเกิน ไม่สมควรแก่ความพยายาม แต่มันหาน้อยสำหรับคนยากจนอย่างเขาไม่ มันมีความหมายสำหรับเขามาก โดยเฉพาะทรัพย์เพื่อความพอใจของคนที่เขารักด้วยแล้ว มันมีความหมายและความสำคัญเท่าชีวิตเลยทีเดียว
ในที่สุด พระราชาก็ตรัสว่า “เราจะให้ทรัพย์ครึ่งมาสกแก่เจ้า อย่าต้องเดือดร้อนเดินทางไปเลย”
”มหาราช ข้าพระองค์ขอรับทรัพย์ที่จะพระราชทานด้วยความขอบพระทัย แต่จะไม่ละความพยายามที่จะไปเอาทรัพย์ครึ่งมาสกที่ซ่อนไว้ พระเจ้าข้า”
”ถ้าอย่างนั้น เราจะให้เจ้า 1 มาสก”
เขายังคงกราบทูลเหมือนเดิม พระราชาทรงเลื่อนอัตราเงินขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงจำนวนร้อยโกฏิ แต่เขาก็ยังกราบทูลเหมือนเดิม พระราชาจึงทรงเปลี่ยนเป็นมอบฐานันดรศักดิ์ให้มีตำแหน่งเป็นเศรษฐีจนถึงอุปราย แต่เขาก็ยังยืนยันเช่นเดิม
พระราชาเสนอมอบราชสมบัติให้ครองครึ่งหนึ่ง เขาจึงยอมรับข้อเสนอนั้น แต่ก็ยังบากบั่นไปยังที่ซ่อนทรัพย์ครึ่งมาสกนั้นจนได้
บุรุษรับจ้างมีผู้มีความตั้งใจจริงผู้นั้น เมื่อได้เป็นพระราชแล้วทรงพระนามว่า พระเจ้าอัฒมาสก (ครึ่งมาสก) พระราชาทั้งสองคือพระเจ้าอุทัยราชและพระเจ้าอัฒมาสกทรงสามัคคีสนิทสนมกัน ครองราชสมบัติอย่างผาสุกเป็นเวลานาน
วันหนึ่งทั้ง 2 พระองค์เสด็จประพาสพระราชอุทยาน พระเจ้าอุทัยทรงเล่นกีฬาจนเหนื่อยแล้วทรงเอาพระเศียรพาดบนพระเพลาของพระเจ้าอัฒมาสกแล้วบรรทมหลับไป พวกบริวารก็พากันไปเล่นกีฬาในที่ต่าง ๆ ตามความปรารถนาของตน
แว่บหนึ่ง พระเจ้าอัฒมาสกทรงดำริว่า เรื่องอะไรที่เราจะครองราชสมบัติเพียงครึ่งเดียว เราน่าจะปลงพระชนม์พระเจ้าอุทัยราชเสีย แล้วครองราชสมบัติแต่เพียงผู้เดียวดีกว่า ว่าแล้วก็ทรงชักพระแสงดาบออกจากฝัก แต่ทรงหวนคิดขึ้นได้ว่า
เราได้ราชสมบัติ ได้ยศศักดิ์ถึงเพียงนี้ ก็เพราะพระราชาองค์นี้ การที่เราคิดทำลายล้างผู้มีคุณแก่ตนเช่นนี้ เป็นการไม่สมควรเลย ทำให้ทรงยับยั้งพระทัยได้ ขณะนั้นโลภเจตนาก็เกิดขึ้นอีก คิดจะปลงพระชนม์พระเจ้าอุทัยราชอีก ทำเช่นนี้อยู่ 3 ครั้ง พระทัยไม่อาจสงบลงได้ ครั้งสุดท้าย ทรงใช้ปัญญาพิจารณาว่า ความคิดอย่างนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ จะจูงเราให้ทำกรรมอันชั่วช้าได้ จึงตัดพระทัยขว้างพระแสงดาบออกไปไกลพระองค์ พระแสงดาบกระทบพื้นเป็นเหตุให้พระเจ้าอุทัยราชทรงตื่นบรรทม พระเจ้าอัฒมาสกจึงทรงหมอบที่พระบาท เล่าเรื่องทั้งปวงให้ทรงทราบ ทูลขออภัย
พระเจ้าอุทัยทรงทราบความประสงค์ของพระเจ้าอัฒมาสกแล้ว ตรัสว่า เมื่อประสงค์จะครองราชย์ทั้งหมดก็จงครองเถิด พระองค์เองจะสละราชสมบัติมาเป็นอุปราช คอยทะนุบำรุงพระราชาเอง
พระเจ้าอัฒมาสกทรงสดับเช่นนั้นยิ่งละอายใจและเห็นพระทัยอันใสสะอาดของพระเจ้าอุทัยมากขึ้น จึงทูลว่า
“ขอพระองค์ทรงครองราชย์โดยธรรมต่อไปเถิด ส่วนข้าพระองค์ จะขอลาออกบวช ข้าพระองค์เห็นว่า อันตัณหาความทะยานอยากนี้ จะนำข้าพระองค์ไปสู่อบาย ข้าพระองค์ได้เห็นต้นเค้าของกามคุณแล้ว มันเกิดจากความดำรินี่เอง”
“กาม เมื่อมีน้อย ก็ไม่พอแก่มหาชน เมื่อมีมาก มหาชนก็ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอด้วยกาม น่าสลดใจน้อยไปหรือที่มหาชนพากันบ่นเพ้อถึงแต่เรื่องกาม มุ่งหมายเอากามเป็นสิ่งตอบแทนความเพียรพยายาม ผู้มีปัญญาประกอบความเพียรพึงเว้นความมุ่งหมายนั้นเสีย”
พระเจ้าอัฒมาสกตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ ออกผนวชอยู่ในป่าหิมพานต์ ด้วยความเพียรพยายาม สิ้นชีพแล้วไปสู่พรหมโลก
ขอบคุณนิทานดี ๆ จากหนังสือเพื่อเยาวชนค่ะ

เจ๋ง! แม่ลูก 6 ประกาศบ้านเป็นเขต “Gadget-Free”
February 20, 2010
ครอบครัวโจนส์ผู้ประกาศเขต “Gadget-Free” (ขอบคุณภาพจากเดลิเมล)
คุณแม่ไอเดียเจ๋ง ตัดสินใจโบกมือลาขาดเทคโนโลยี ทั้งโทรทัศน์ เครื่องเล่นเกม และโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ครอบครัวมีเวลาอยู่ร่วมกันมากขึ้น
ครอบครัวนี้คือครอบครัวของมิแรนด้า และริชาร์ด โจนส์ ผู้เป็นแม่และพ่อชาวอังกฤษวัย 42 ปี ซึ่งได้ลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของครอบครัวเสียใหม่ด้วยการประกาศให้บ้านเป็นเขต “Gadget-Free” โดยนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีที่เป็นตัวผลักดันให้ไอเดียนี้บรรลุผลสำเร็จ
”เราไปเที่ยวทะเลกัน และพบว่าพวกลูก ๆ ไม่มีความสุขเอาเสียเลย เด็ก ๆ ไม่ทำกิจกรรมใด ๆ นั่งรอแต่ว่าเมื่อไรจะได้กลับบ้าน พวกเขาจะได้เล่นเกมจากคอมพิวเตอร์อีก หรือในเวลารับประทานอาหารเย็นที่ครอบครัวเราต้องทานร่วมกัน มันก็เหมือนกับกิจกรรมอะไรบางอย่างที่คั่นเวลาการเล่นเกมของเด็ก ๆ ” มิแรนด้ากล่าว
เพื่อไม่ให้พฤติกรรมของลูก ๆ ต้องเปลี่ยนแปลง และห่างเหินจากพ่อแม่ไปมากกว่านี้ มิแรนด้าจึงตัดสินใจทำสิ่งที่คนรอบข้างมองว่า แปลกประหลาด นั่นก็คือ การนำคอมพิวเตอร์และเกมออกไปจากชีวิตเด็ก ๆ ส่วนการรับชมทีวีก็มีการจำกัดเวลาที่แน่นอน และสำหรับโทรศัพท์มือถือนั้น ทางครอบครัวไม่มีการซื้อให้เด็ก ๆ ใช้อยู่แล้ว จนกว่าลูก ๆ จะอายุ 18 ปี ความพยายามนี้ยังต่อเนื่องไปอีก เมื่อพวกเขาย้ายบ้านไปอยู่ที่เวสต์ยอร์กเชียร์ ด้วยความตั้งใจของพ่อและแม่ พวกเขาจึงไม่ต่อเสารับส่งคลื่นโทรทัศน์เข้ากับทีวี จนในที่สุด มันก็ใช้การไม่ได้ไปเอง
ทุกวันนี้ ลูก ๆ ทั้ง 6 คนจะได้รับอนุญาตให้ดูดีวีดีได้เฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น
มิแรนด้า แม่ของเด็ก ๆ ซึ่งจบการศึกษาด้านจิตวิทยามาเปิดเผยว่า “ฉันต้องการให้ลูก ๆ ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เด็กควรจะเป็น นั่นก็คือการออกไปเล่นนอกบ้านกับเพื่อน ๆ ไม่ใช่ใช้เวลาไปกับคอมพิวเตอร์และเกมอย่างที่เด็กคนอื่น ๆ ทำกัน”
บ้านของครอบครัวที่เวสต์ยอร์กเชียร์ (ขอบคุณภาพจากเดลิเมล)
อย่างไรก็ดี จุดยืนของครอบครัวนี้กลับถูกมองด้วยสายตาแปลกประหลาดจากโรงเรียนและครูของเด็ก ๆ ซึ่งเห็นว่า เด็กควรมีโอกาสเล่นอินเทอร์เน็ตบ้าง เพื่อหาข้อมูลสำหรับการบ้านของเขา
ในจุดนี้ มิแรนด้าเล่าว่าที่โรงเรียนมีการต่อว่า และบอกว่าครอบครัวของเธอนั้น กำลังทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก ซึ่งนั่นทำให้เธอและสามีรู้สึกเจ็บปวดมาก และเธอได้ตอบกลับไปว่า “เด็กควรได้ใช้คอมพิวเตอร์ที่โรงเรียน แต่หากเป็นงานที่ต้องกลับมาทำที่บ้านก็ควรทำลงสมุด”
กระนั้น ในความเป็นแม่ มิแรนด้าเองก็เกรงอยู่ลึก ๆ ว่า ลูก ๆ ของเธอนั้นจะกลายเป็นเด็กที่ตามเพื่อน ๆ ไม่ทัน หากมีกระแส หรือประเด็นทางโทรทัศน์ที่ลูกของเธอไม่ได้ติดตาม แต่ทุกวันนี้เธอก็บอกว่า ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะลูก ๆ ของเธอก็เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนฝูง หลังเลิกเรียนพวกเขาก็มีงานพิเศษทำ และกลับมาถึงบ้านก็ต้องทำการบ้าน-อ่านหนังสือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดึงลูกของเธออกมาจากการแชต หรือการออนไลน์ได้เป็นอย่างดี
“เด็กมีอิสระที่จะได้ทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ แต่ฉันในฐานะแม่นึกภาพไม่ออกเลยว่า หากลูก ๆ ของฉันต้องติดทีวีหรือคอมพิวเตอร์เป็นตังเม ชีวิตของพวกเขาจะเป็นเช่นไร”
โจชัว ลูกชายคนโตของครอบครัวนี้ และเป็นลูกคนแรกที่กำลังจะได้ใช้ไอโฟน ให้ความเห็นเกี่ยวกับการแบนสื่อออกจากบ้าน “ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดี ผมได้มีโอกาสทำความรู้จักกับเพื่อน ๆ มากกว่าการพูดคุยกับพวกเขาผ่านทางอินเทอร์เน็ต และมันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตการเรียนของผมด้วย อาจมีบ้างที่ผมต้องทำรีเสิร์ชออนไลน์ แต่พ่อแม่ของผมก็ช่วยแนะนำหาหนังสือมาให้เราแทน”
กรณีตัวอย่างของครอบครัวโจนส์คงเป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่การประกาศใช้กฎของพ่อแม่นั้น “ได้ผล” ซึ่งหากครอบครัวชาวไทยที่ประสบปัญหาดังกล่าวจะลองนำไปประยุกต์ใช้ดูบ้างก็อาจได้ลูก ๆ กลับคืนมาเช่นกันค่ะ
เรียบเรียงจากเดลิเมล

