“ทักษิณ-เสธ.แดง”หมาผอมพบกองขี้แห้ง

February 2, 2010

 

 

คำขู่การลอบสังหารองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง ในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ “พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล” หรือ เสธ.แดง เจตนาพูดออกมาเพื่อหวังผลทางการเมือง ปลุกกระแสแดงเดือดกดดันดุลพินิจพิพากษาคดีของศาล เพื่อหวังปกป้องทรัพย์ก้อนโตของนายใหญ่ 
 
 วันนี้…แม้ชื่อชั้นของ
“เสธ.แดง” จะอยู่ในระดับ ทหารไร้ราคา จนผู้คนส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เสธ.แดง มันเพี้ยนไปแล้ว” โดยไม่รู้ชั่ว รู้ดี เข้าไปรับใช้คนซึ่งอยากให้มีคนมารับใช้โดยไม่สนใจเรื่องคุณภาพ เหมือนอย่าง “สาธิต ปิตุเตชะ” ส.ส.ระยอง กรรมการพรรคประชาธิปัตย์ ที่เปรียบได้กับสุภาษิตโบราณ “หมาผอมไปเจอกองขี้แห้ง” 
 
 ขณะที่ “สำราญ รอดเพชร” โฆษกพรรคการเมืองใหม่ มองคำเตือนภัยของ เสธ.แดง ที่ได้พูดจา และให้สัมภาษณ์ข่มขู่ไม่ต่ำกว่าสองครั้งว่า อาจจะมีการทำร้าย ลอบสังหารผู้พิพากษา ป.ป.ช. คตส.และก่อนหน้านี้ได้ระบุในเวปไชต์ของตัวเองว่า นายทหารจากกรมทหารราบแห่งหนึ่งเป็นคนยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อ 17 เม.ย.2552 
 
 ดังนั้น คำเตือนเรื่องการลอบสังหารบุคคลต่าง ๆ ของ เสธ.แดง ในสถานการณ์ที่การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของ”ระบอบทักษิณ-คนเสื้อแดง”เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ไม่ควรมองข้าม เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ พวกเขาจะสร้างเงื่อนไขทุกอย่าง ให้เกิดความปั่นป่วนความไม่ปกติ 
 
 “สำราญ”ย้ำว่าพฤติการณ์ของ เสธ.แดง ในขณะนี้แสดงให้เห็นว่า เขาไม่ได้ให้ความเคารพ ไม่เห็นหัว ไม่ให้คุณค่าต่อผู้บังคับบัญชา เป็นการตอกย้ำความล้มเหลวของผู้นำกองทัพ แต่อย่างไรก็ตามพฤติการณ์หลุดโลกเช่นนี้ มีความเป็นไปได้ไม่น้อยว่า ในที่สุด เสธ.แดงเอง ก็จะตกอยู่ในภาวะอันตรายเช่นเดียวกัน อาจจะมีการ กำจัดจุดอ่อนของกองทัพด้วยมือที่มองไม่เห็น 
 
 คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ที่หมายศาลกำหนดวันพิพากษา 26 ก.พ.2553 เวลา 13.00 น.โดยศาลยืนยันว่า คดีนี้ไม่มีเลื่อนแน่นอน ส่วนจะออกหัว หรือ ออกก้อย รอฟังพร้อมๆกัน 
 
 แต่สำหรับ“ทักษิณ ชินวัตร”วันนี้ เหมือนกับเขาล่วงรู้ว่า โอกาสที่เขาจะชนะคดี หมดลงแล้ว ถึงกับออกอาการบ่งบอกถึงความพ่ายแพ้ ถึงขั้นพูด”หลุดโลก”นำคดีฟ้องศาลโลก ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่า มันเป็นไปไม่ได้ 
 
 ดังนั้นแม้คำพูดลอบสังหารบุคคลสำคัญและองค์คณะผู้พิพากษา จะออกจากปากทหารเพี้ยน”เสธ.แดง”ก็ตามที แต่เพื่อความไม่ประมาท 
 
 “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”นายกรัฐมนตรี มองว่า พฤติกรรมของ เสธ.แดง ถือเป็นพฤติกรรมที่สังคมต้องช่วยกันดูว่าจะยอมรับการพูดจาเสมือนข่มขู่คุกคามหรือไม่ ถ้ายอมรับให้ทำอย่างนี้ ต่อไปบ้านเมืองก็ไม่มีสงบ ที่สำคัญเป็นการพูดในทำนองกดดันคนที่มีหน้าที่ในการรักษาความยุติธรรม ความถูกต้องในบ้านเมือง จึงคิดว่าเราไม่ควรยอมรับการกระทำแบบนี้ และต้องไม่หวั่นไหว ต้องเดินหน้าในการทำหน้าที่ของตัวเองไป 
 
 และเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม”นายกรัฐมนตรี”บอกว่าเจ้าหน้าที่ต้องไปดูว่าเข้าข่ายการคุกคามใครหรือไม่ เพราะอันนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว ไม่มีนักประชาธิปไตยที่ไหนใช้วิธีการข่มขู่ คุกคาม เอาความรุนแรงมากดดันบีบคั้นในเรื่องต่างๆ ที่สำคัญคือพาดพิงไปถึงผู้พิพากษาบ้าง องค์กรต่างๆ บ้าง ผมยืนยันว่าทุกคนที่มีหน้าที่ต้องมีความหนักแน่น ถ้าบ้านเมืองของเราปล่อยให้มีคนมาข่มขู่ คุกคามเพื่อต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และก็ทำให้เป็นอย่างนั้นได้ วันข้างหน้าบ้านเมืองจะอยู่ไม่ได้ อย่างไรก็ตามถ้าท่านใดตกอยู่ในภาวะซึ่งดูแล้วอันตราย อยากจะให้รัฐบาลช่วยเข้าไปดูแลอารักขา ทางรัฐบาลก็ยินดีสนับสนุน” 
 
 ด้าน “วิรัช ชินวินิจกุล” เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ยังใจดีสู้เสือ ไม่เชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นจริง สำนักงานศาลยุติธรรม ได้ตรวจสอบกระแสข่าวดังกล่าวจากสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ และหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยของบ้านเมืองแล้ว ปรากฎว่ายังไม่มีการแจ้งเตือนมา ซึ่งก็ได้เรียนให้นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกาทราบแล้ว เชื่อว่ากระแสข่าวดังกล่าวเป็นการปล่อยข่าวเพื่อหวังผลทางคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยองค์คณะฯ ทั้ง 9 ท่าน คงไม่หวั่นไหวกับเรื่องแบบนี้ 
 
 อย่างไรก็ตาม สำหรับช่วงเวลาที่เหลืออยู่นับรวมประมาณ 24 วัน ก่อนวันตัดสินคดีประวัติศาสตร์ ยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีมหาโกงผู้นี้…อะไรก็เกิดขึ้นได้ 
 
 จากคำพูดของทหารเพี้ยนผู้รับใช้ อดีตนายกผู้ไร้แผ่นดินจะอยู่ หากมองมุมบวกถือเป็นสิ่งดีที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องมุ่งการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญของประเทศ แต่หากมองมุมลบ แน่นอนเกิดขึ้นกับ”ทักษิณ ชินวัตร”แต่ผู้เดียว เพราะการปล่อยให้ทาสรับใช้ออกมาพูดเปิดศึกชนศาล ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการตัดสินคดีแน่นอน 
 
 หรือ ทักษิณ รู้ว่า…แพ้สถานเดียว เหมือนกับคำพูดที่ว่า ไม่มีใครรู้ดี เท่ากับ ผู้กระทำความผิดตัวจริง… 
 
 
 ส่วน”เสธ.แดง”สุดท้ายของชีวิต อาจจะเป็นจริงเหมือนคำพูดของ”สุเทพ เทือกสุบรรณ”รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่ทำนายเอาไว้ว่า….สุดท้าย”เสธ.แดง”ต้องติดคุก!!! 

 

บุญส่ง ลั่นจับมือ อึ ปาบ้านนายกฯ ได้แน่

February 2, 2010

   

 

 

รอง ผบช.น.เผย ทีมสืบหามือปาอึบ้านนายกรัฐมนตรีถกเข้มเดินหน้าตามล่าตัวมาดำเนินคดี เชื่อจับได้แน่ ชี้โทษตำรวจดูแลความปลอดภัยขณะเกิดเหตุ หากพบบกพร่องจริงจะพิจารณาก่อนลงโทษ 
 
 วันนี้ (2 ก.พ.) พล.ต.ต.บุญส่ง พานิชอัตรา รองผบช.น. ดูแลงานด้านการปราบปราม เปิดเผยถึงคดีคนร้ายปาอุจจาระใส่บ้านนายกรัฐมนตรีว่า ทีมสืบสวนคดีดังกล่าวจะประชุมร่วมกันเพื่อเดินหน้าติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี ในเวลาประมาณ 10.00 น.ที่ สน.ทองหล่อ โดยจากหลักฐานที่ภาพกล้อง CCTV บันทึกได้นั้น เชื่อว่าทีมสืบสวนจะสามารถจับกุมตัวได้อย่างแน่นอน แต่ขณะนี้ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ทำงานสืบสวนก่อน เนื่องจากคนร้ายที่สงสัยก่อเหตุสวมหมวกนิรภัยปิดบังใบหน้า 
 
 ส่วนการคาดโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยบ้านนายกรัฐมนตรีนั้น พล.ต.ต.บุญส่ง กล่าวว่า อยู่ระหว่างการพิจารณา หากพบว่าบกพร่องจริง หรือมีเหตุผลใดจะพิจารณาก่อนลงโทษ ซึ่งยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยทาง สน.ทองหล่อ ได้เร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ และจากเหตุที่เกิดขึ้นได้สั่งการให้ฝ่ายปราบปรามทุก สน.ออกตรวจตราเข้มงวดมากขึ้น และเฝ้าสอดส่องดูแลพื้นที่ของตนเองอย่างเข้มงวด รวมถึงบ้านบุคคลสำคัญต่างๆ ด้วยเช่นกัน 

 

สั่งไล่ล่ามือ อึ ระดมปาถึง 4 ถุงถล่มบ้านนายกฯ!

February 1, 2010

     

 

 

 

อัศวิน สั่งชุดสืบสวนตามแกะรอยคนร้ายปาอุจจาระถึง 4 ถุง เข้าไปในบ้านนายกรัฐมนตรี ตกในสนามหญ้า 3 ถุง และค้างบนหลังคาอีก 1 ถุง เผยโฉมคนร้ายเบื้องต้นเป็นชายขี่ จยย.แบบผู้หญิง สวมหมวกกันน็อก อาศัยจังหวะตำรวจในป้อมยามหน้าบ้านไปเข้าห้องน้ำ ปาถุงอุจจาระใส่บ้านนายกฯ อยู่ระหว่างให้ช่างเทคนิคขยายภาพคนร้ายให้ชัดขึ้น พร้อมสั่งปรับเปลี่ยนมาตรการรักษาความปลอดภัยใหม่ โดยให้ 191 กับท้องที่ อยู่เวรยามตลอด 24 ชั่วโมง 
 
 วันนี้ (1 ก.พ.) เมื่อเวลา 18.00 น. ที่ สน.ทองหล่อ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผบ.ตร. กล่าวภายหลังการเข้าร่วมประชุมกับชุดสืบสวน บก.น.5 และชุดสืบสวน สน.ทองหล่อ กรณีเกิดเหตุคนร้ายปาถุงอุจจาระเข้าไปในบ้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าได้รับคำสั่งจาก พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร.ให้เข้ามาดูแลหลังจากที่ได้รับรายงานเหตุการณ์ว่ามีคนร้ายปาถุงอุจจาระเข้าไปในบ้านนายกฯ ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า เหตุเกิดประมาณเที่ยงเศษ มีคนร้ายเป็นชาย 1 คน ขี่รถจักรยานยนต์แบบผู้หญิง สวมหมวกกันน็อก ปาถุงอุจจาระเข้าใส่บ้านนายกรัฐมนตรีรวม 4 ถุง โดยถุงอุจจาระดังกล่าวไปตกอยู่ในสนามหญ้า 3 ถุง ตกไปค้างบนหลังคา 1 ถุง แต่รายละเอียดและรูปพรรณสันฐานของคนร้ายและรายละเอียดรถจักรยานยนต์ของคนร้ายอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยจะนำภาพจากกล้องววงจรปิดไปให้ช่างเทคนิคดำเนินการ เพื่อขยายภาพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 
 
 พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวต่อว่า เบื้องต้นจากแนวทางการสืบสวนพบว่า คนร้ายขี่รถจักรยานยนต์มาจากซอยสุขุมวิท 33 ก่อนจะอาศัยจังหวะที่ตำรวจซึ่งทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ป้อมยามหน้าบ้านนายกรัฐมนตรีไม่อยู่เพราะไปเข้าห้องน้ำ ปาถุงอุจจาระเข้าไป แล้วหลบหนีไปทางซอยสุขุมวิท 31 สำหรับการก่อเหตุครั้งนี้ยอมรับว่าเป็นความหละหลวมของตำรวจที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งขณะเกิดเหตุตำรวจไปเข้าห้องน้ำ 
 
 ทั้งนี้ ได้สั่งให้ตำรวจคนดังกล่าวทำรายงานชี้แจง และตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ทำไมถึงไปเข้าห้องน้ำนาน 
 
 ”เบื้องต้น เชื่อว่าการก่อเหตุ คนร้ายต้องการสร้างสถานการณ์และความปั่นป่วน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดว่า มาจากสาเหตุใด และเป็นฝีมือของคนกลุ่มใด หลังจากที่เกิดเหตุ ได้มีการปรับเปลี่ยนมาตราการการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดขึ้น โดยได้จัดกำลังตำรวจ 191 กับกำลังของสน.ทองหล่อ มาดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชม. และวันพรุ่งนี้ จะเรียกประชุมชุดสืบสวนในเวลา 10.00 น. พร้อมทั้งนำกล้องวงจรปิดมาพิจารณาตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อเป็นแนวทางในการติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป โดยหลังเกิดเหตุ นายกรัฐมนตรีไม่ได้สั่งกำชับอะไรมาเป็นพิเศษ มีแต่รรท.ผบ.ตร.เท่านั้น “พล.ต.ท.อัศวิน กล่าว 
 
 มือมืดปาถุง อุจจาระ ใส่บ้านนายกรัฐมนตรี!  
  

 

รวบสองโจรตระเวนตัดสายฮัลโหล รับก่อเหตุไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง!

February 1, 2010

   

 

 

ตร.สำโรงใต้รวบ 2 คนร้ายลักลอบตัดสายเคเบิลโทรศัพท์ของบริษัทเคเบิ้ลชื่อดัง ได้พร้อมของกลางจำนวนมาก หลังได้รับการร้องเรียนถูกคนร้ายลักลอบตัดสายไฟในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ รับสารภาพก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง ด้านบริษัทผู้เสียหายส่งตัวแทนแจ้งความเอาผิด เผย ที่ผ่านมาเสียหายกว่า 1 ล้าน 
 
 วันนี้(1 ก.พ.) เมื่อเวลา 06.00 น. พ.ต.อ.สัมพันธ์ พิสมัย ผกก.สภ.สำโรงใต้ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ พ.ต.ท.สง่า ธีรศรัณยานนท์ รอง ผกก.( สส ) พ.ต.ท.ภาสกร มังกรแก้ว สว.สส. นำกำลังเข้าจับกุมตัว นายชัยฤทธิ์ มากสาคร หรือน็อต อายุ 25 ปี 28/2 ม.11 ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ช่างเชื่อมโครงเหล็กโรงงานแห่งหนึ่ง และนายธีรเดช เก็บสำโรง อายุ 17 ปี หรือ เก่ง ขณะกำลังปอกสายเคเบิลโทรศัพท์บริเวณ กองขยะท้ายซอยหมู่บ้านสยามพัฒนา ม.2 ต.บางหัวเสือ อ.พระประแดง พร้อมของกลาง เปลือกสายเคเบิลโทรศัพท์ บ.ทีโอที ขนาด 150 คู่สาย ความยาวท่อนละ 1 เมตร จำนวน 28 ท่อน เปลือกสายเคเบิลโทรศัพท์ บ.ทีโอที ขนาด 300 คู่สาย ความยาวท่อนละ 1 เมตร จำนวน 46 ท่อน สายเคเบิลโทรศัพท์ บ.ทีโอที ขนาด 150 คู่สาย ความยาวท่อนละ 1 เมตร จำนวน 36 ท่อน สายคู่โทรศัพท์จำนวน 22 มัด สายเคเบิล บ.ทรู คอร์เปอเรชั่น จำกัด( มหาชน ) ขนาด 400 คู่สาย ความยาวท่อนละ 70 ซฒ.จำนวน 2 ท่อน อุปกรณ์เครื่องมือช่างกว่า 30 ชิ้น รถ จยย.ฮอนด้าโซนิค สีดำ ทะเบียน กร-433 สมุทรปราการ 
 
 ทั้งนี้สืบเนื่องจาก ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับร้องเรียนจาก เจ้าหน้าที่ บ.ทรู คอร์เปอเรชั่น จำกัด( มหาชน ) และเจ้าหน้าที่ บ.ทีโอที จำกัด( มหาชน ) ว่าถูกลักลอบตัดสายเคเบิลโทรศัพท์ในพื้นที่ สภ.สำโรงใต้ จำนวนหลายครั้ง จึงขอความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทำการสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวคนร้าย ที่ก่อเหตุดังกล่าวเพราะเชื่อว่า เป็นคนในพื้นที่ หลังจากนั้นในวันนี้เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีชายต้องสงสัย 2 คน กำลังทำการตัดสายเคเบิลโทรศัพท์ออกเป็นท่อนๆ พร้อมเตรียมเผาสายดังกล่าวเพื่อเอาทองแดงด้านใน อย่างมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบพร้อมจับกุม เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะ 
 
 ด้านนายชัยฤทธิ์ ให้การว่า ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นช่างเชื่อมโลหะ และรับจ้างเดินสายไฟตามตัวอาคาร แต่ช่วงหลังตกงานประกอบกับต้องดูแลครอบครัวหลายคน จึงได้ก่อเหตุลักลอบตัดสายเคเบิลโทรศัพท์ดังกล่าว เนื่องจากว่าทองแดงที่อยู่ภายในสายเคเบิลนั้นขายได้ราคา โดยตนจะเป็นผู้ลงมือ ส่วนนายธีรเดช นั้นจะคอยดูต้นทางและส่งเครื่องมือให้ ส่วนเวลาก่อเหตุเลือกเวลากลางคืนโดยเฉพาะบริเวณซอยเปลี่ยว ยอมรับว่าทำมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง 
 
 หลังรวบตัว นายสุรสิทธิ์ ประสาทเขตการณ์ อายุ 35 ปี หน.ฝ่ายเทคนิค บ.ทรูคอร์เปอเรชั่น จำกัด( มหาชน ) ได้เดินทางมาเพื่อร่วมตรวจสอบของกลางและรับมอบอำนาจมาดำเนินคดีในฐานะผู้เสียหาย ก่อนเปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ทางบริษัทถูกลักลอบตัดสายเคเบิลโทรศัพท์ที่มีการเดินสาย อยู่ในพื้นที่ ต.สำโรงใต้ ย่านซอยวัดบางหัวเสือ ซอยโรงเหล็ก รวม 8 ครั้ง สายเคเบิลถูกตัดออกไปรวมกว่า 190 เมตร คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท เฉพาะในพื้นที่เดียว ยังไม่รวมอีกหลายท้องที่ซึ่งทางบริษัทได้รับความเสียหายลักษณะเดียวกันนี้อยู่ จึงอยากวอนให้ผู้ที่ทราบเบาะแสแก๊งลักลอบตัดสายเคเบิลโทรศัพท์ เมื่อทราบข้อมูลให้ช่วยประสานแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจับกุมดำเนินคดีเพิ่มเติม 

 

เสธ.แดง มอบตัวกองปราบ เพี้ยนทะเลาะ ผบ.ทบ.ทำเพื่อชาติ

February 1, 2010

         

 

 

 

 

 

เสธ.แดง มอบตัวกองปราบฯ โบ้ยสื่อเสี้ยมจนทำให้ ผบ.ทบ.เข้าใจผิดสั่งพักราชการ ยังมั่วนิ่มทะเลาะ ผบ.ทบ.ทำเพื่อชาติ พร้อมแจ้งความกลับ ดำเนินคดี ผบ.ทบ. รมต.กลาโหม และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ด้าน พล.อ.พัลลภ ยกหางเสธ.แดง ยันไม่ได้กระทำผิด ลูกน้องเดือดร้อน พี่ต้องช่วย 
 
 
 
  
 
 วันนี้ (1 ก.พ.) ที่กองปราบปราม เมื่อเวลา 11.30 น. พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก พร้อมด้วย พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.นครราชสีมา นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน แกนนำ นปช.พร้อมด้วยกลุ่มคนเสื้อแดง จำนวนกว่า 500 คน เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต รอง ผบก.ป. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ร่วมกันมีและครอบครองอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกให้ได้ ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย หลังเจ้าหน้าที่ยึดอาวุธสงครามในบ้านพักและลูกน้องคนสนิท ที่บ้านพักภายในค่าย ม.พัน 4 รอ. และ ม.พัน 3 รอ.ได้เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งได้จับกุมตัว จ.ส.อ.ณัฏฐ์สิทธิ์ สุวรรณราช ผบ.หมู่ยานเกราะ อดีตคนขับรถ พลทหารมนัสชัย คำพร สังกัดกองพันบริการและกองบริการศูนย์การทหารม้า และนายเอกลักษณ์ วิเศษวงษา อายุ 24 ปี คนเฝ้าบ้านของ เสธ.แดง ดำเนินคดี 
 
 พล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า เรื่องที่ตนถูกสั่งพักราชการเนื่องจากว่าก่อนวันที่ 10 ธันวาคม 2552 ประมาณ 2 เดือน พล.อ.พัลลภ ได้เรียกตนไปพบ เนื่องจากมีกลุ่มทหารพรานออกมาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงพร้อมทั้งสั่งให้ห้ามปรามไม่ให้กำลังทหารพรานกลุ่มนี้ไปปะทะกับทหารกำลังหลัก แต่ปรากฏว่ามีสื่อบางกลุ่มที่ออกมาเสี้ยม จนทำให้ ผบ.ทบ.เข้าใจผิดสั่งพักราชการตน จนมาวันที่ 14 ม.ค.เหตุก็เริ่มคุกรุ่น เมื่อมีการยิงระเบิดเข้าไปใน บก.ทบ. ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5 ที่ได้ตั้งกองทัพบกขึ้นมา จนวันที่ 19 ม.ค.เรื่องมาแดงก็เพราะว่ามีการเรียกทหารให้ไปโบกปูนซ่อมร่องรอยที่ถูกลูกระเบิดยิง จนสื่อไปทราบเรื่อง ต่อมาในวันที่ 21 ม.ค.จึงมีการเข้าตรวจค้นบ้านพักของตน และเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจค้นแบบไม่มีหมาย เรื่องที่ตนทะเลาะกับ ผบ.ทบ.ถือเป็นเรื่องที่ทะเลาะกันเพื่อชาติ เนื่องจากมีการทำให้เสียดินแดนในพื้นที่กรณีข้อพิพาทเรื่องเขาวิหาร ที่ทำให้เราต้องเสียดินแดนไปอีกเป็นครั้งที่ 15 จนกระทั่งมีทหารตุ๊ดออกมาร่วมทะเลาะกับตน ก็ถือว่าเป็นการเอาใจนายที่มากันทั้งก๊วนกอล์ฟ ถามว่ามึงแต่ละคนเคยมีประวัติร่วมรบบ้างหรือไม่ เคยปะทะข้าศึกหรือไม่ เคยถูก ปตอ.ยิงหรือเปล่า แต่ละคนตีกอล์ฟเก่ง ที่ขึ้นกันมาทั้งก๊วน เคยเห็นข่าวหนังสือพิมพ์ ไม่เคยเห็นมีกระติกน้ำ ไม่รู้ว่าเป็นนักรบชนิดไหน แถมยังพาพลทหารมาเดินขบวน จึงเป็นเรื่องสิ่งผิดปกติ 
 
 พล.ต.ขัตติยะ กล่าวต่อว่า ในวันนี้ที่ตนมามอบตัวเนื่องจากถือว่าการจับกุมครั้งนี้เป็นการกระทำที่ไม่ชอบหลายอย่าง เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการจึงเชื่อว่าน่าจะชนะ นอกจากนี้จะขอแจ้งความกลับเพื่อให้ดำเนินคดีต่อ ผบ.ทบ. รมต.กลาโหม และ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมด้วย โดยมีนายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตผู้พิพากษาศาลอาญา เป็นหัวหน้าคณะทำงาน เพื่อแจ้งจับให้ดำเนินคดีข้อหาเป็นกบฏต่อราชอาณาจักร ตามมาตรา 113 เพราะกฎหมายที่ไม่ได้มีการเขียนโดยผ่านรัฐสภา ก็ถือว่าเป็นกฎหมายโจร ดังนั้น รัฐธรรมนูญ ปี 50 คือรัฐธรรมนูญโจร ถึงจะเขียนมาตรา 39 ที่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมขึ้นมาก็ตาม คำสั่งพักราชการของ รมต.กลาโหมที่สั่งพักราชการตน จึงถือว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม เพราะคณะรัฐบาลชุดนี้ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง เมื่อ รมต. จะกระทำอะไรลงไป ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเหมือนกัน 
 
 ด้าน พล.อ.พัลลภ ได้กล่าวกับบรรดากลุ่มคนเสื้อแดงที่หน้าอาคารผู้บังคับบัญชา กองปราบปรามว่า ขอขอบคุณทุกคนที่มาร่วมให้กำลังใจ เสธ.แดง ที่ตนเดินทางมาด้วย ก็เพราะเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาของ เสธ.แดง เป็นนายทหารรุ่นพี่ เมื่อน้องเดือดร้อนก็ต้องมา ซึ่งตนมีส่วนสำคัญที่ทำให้เสธ.แดงเดือดร้อน คงจำกันได้ว่าเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.2552 มีการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็มีทหารพรานค่ายปักธงชัย มาร่วมชุมนุมด้วยจำนวนมาก ตนกลัวว่าอาจมีการปะทะกันระหว่างทหารพรานของเสื้อแดงกับทหารหลัก จึงเรียกเสธ.แดงออกมาพบ เพื่อให้ช่วยไปดู เพราะไม่อยากให้เกิดการปะทะ ไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากันเอง 
 
 พล.อ.พัลลภ กล่าวต่อว่า จากเหตุนี้เองจึงเป็นข้ออ้างข้อหนึ่งที่ทำให้ เสธ.แดงต้องถูกสั่งพักราชการ ก็อยากฝากไปยังทหารที่ตบเท้ามาต่อต้าน เสธ.แดง ว่าการเข้าให้กำลังใจ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.แบบนี้เป็นการธำรงเกียรติ หรือทำลายเกียรติ เมื่อ เสธ.แดง ถูกสอบวินัยฐานดูถูกผู้บังคับบัญชา ก็ต้องเป็นไปตามระเบียบของกองทัพ เมื่อสั่งพักราชการไปแล้วจะเอาอะไรกันอีก การลงโทษพักราชการสำหรับนายทหารชั้นนายพลนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ ตามธรรมเนียมของผู้บังคับบัญชาความผิดครั้งเดียวก็ต้องมีการลงโทษครั้งเดียว 
 
 การที่ทหารตบเท้าออกมาประท้วง เสธ.แดง แสดงว่าไม่ให้ความเคารพ ผบ.ทบ.ที่สั่งลงโทษ เสธ.แดง ไปแล้ว แถมบางหน่วยยังประกาศห้าม เสธ.แดง เข้าเขตทหารด้วย อยากถามว่าเอาสมองส่วนไหนคิด การที่ท่านห้าม เสธ.แแดง ไม่ให้เข้าเขตทหารที่ท่านรับผิดชอบ ตนยอมรับได้ แต่ในจังหวัดนั้นๆ เสธ.แดง มีสิทธิ์จะไปไหนก็ได้ การประกาศเช่นนี้ถือว่าทำตัวเหนือกฎหมาย ขอฝากไปยังน้องๆ ที่เป็นผู้พันผู้การในขณะนี้ที่เคยเป็นลูกศิษย์ของตน ไม่เคยสอนให้ทำอย่างนี้ เมื่อทำผิดก็ให้อภัยกันได้ในฐานะรุ่นพี่ ถ้ารู้แล้วก็กลับตัวเสียใหม่ได้ พล.อ.พัลลภ กล่าว 
 
 ต่อมา พล.ต.ขัตติยะ จึงเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อเข้าให้ปากคำ ซึ่งหลังจากการสอบสวนก็คงจะมีการปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวออกไป เนื่องจากเข้าพบพนักงานสอบสวนเอง เมื่อมีสำนวนการสอบสวนเสร็จแล้วก็จะได้เรียก พล.ต.ขัตติยะ นำตัวส่งตัวฟ้องต่ออัยการ 
 
 ภายหลังที่ พล.ต.ขัตติยะ ผ่านขั้นตอนการสอบสวน และพิมพ์ลายนิ้วมือลายแล้วก็ได้เดินออกจากห้องสอบสวนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแล้วออกมาพูดกับกลุ่มเสื้อแดงที่บริเวณหน้าอาคารผบก.ป.ว่าในการสอบสวนก็ไม่มีปัญหาอะไร มาเพียงรับทราบข้อกล่าวหาและให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จากนี้ไปรัฐบาลต้องยุบสภาเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่เป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ขอบคุณพี่น้องทุกคนที่มาให้กำลังใจจากนั้นกลุ่มเสื้อแดงก็สลายตัวกลับไป 

 

วิรัช ยันองค์คณะคดียึดทรัพย์ แม้ว ไม่หวั่นวิตกจิตใจยังดี

February 1, 2010

 

 

เลขาธิการศาลยุติธรรม ระบุองค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ ทักษิณ ยังทำงานตามปกติ จิตใจมั่นคงไม่หวั่นวิตก ปฏิเสธจัดเซฟเฮาส์ให้อยู่ ย้ำ ไม่มีใครประสานขอเจ้าหน้าที่ติดตามรักษาความปลอดภัย  
 
 วันนี้ (1 ก.พ.) นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงการรักษาความปลอดภัยองค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า สำหรับผู้พิพากษาองค์คณะทั้ง 9 คน ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ไม่มีผู้พิพากษาท่านใดที่แสดงความจำนงขอให้ประสานกำลังเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าดูแลรักษาความปลอดภัยที่บ้านพัก หรือการติดตามเส้นทางที่จะเดินทางมาทำงาน 
 
 เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้พิพากษาองค์คณะทั้งเก้าแสดงความหวั่นวิตกหรือไม่ นายวิรัชกล่าวว่า ไม่มี ซึ่งสภาพจิตใจผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่านยังดีอยู่ 
 
 เมื่อถามว่า ต้องจัดเซฟเฮาส์ให้ผู้พิพากษาองค์คณะทั้งเก้าหรือไม่ นายวิรัชกล่าวปฏิเสธว่า ไม่มี ไม่ถึงขั้นนั้น 

 

เดชอุดม แนะนายกสภาทนายความคนใหม่เสียสละ-เป็นกลาง

February 1, 2010

 

 

เดชอุดม ไม่ชี้คุณสมบัติว่าที่นายกสภาทนายความคนใหม่ กลัวถูกกล่าวหาล็อกสเปก แต่ขอให้มีจิตอาสานำพาองค์กรสง่างามมีความเป็นกลาง และเป็นที่พึ่งสังคม 
 
 วันนี้ (1 ก.พ.) นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ กล่าวถึงการเลือกตั้งนายกสภาทนายความคนใหม่ที่อยู่ระหว่างรับสมัครผู้ลงชิงตำแหน่ง ก่อนจะลงคะแนนเลือกตั้งกันในวันที่ 25 เม.ย.นี้ ว่า ตำแหน่งนายกสภาทนายความของตนจะหมดวาระลงในวันที่ 30 เม.ย.นี้ ซึ่งตามกติกาจะต้องเว้นวรรค 1 สมัย ไม่สามารถลงรับสมัครได้ แต่หากถามว่าอยากจะให้นายกสภาทนายความคนใหม่เป็นอย่างไรคงตอบไม่ได้ เพราะพูดไปอาจถูกกล่าวหาว่าล็อคสเป็กบุคคล 
 
 อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ผู้ที่แสดงเจตนาลงรับสมัครนั้นจะต้องทราบดีอยู่แล้วว่า การเข้ามาเป็นนายกสภาทนายความ เป็นงานอาสาช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งต้องพร้อมที่จะเสียสละนำพาองค์กรให้เป็นกลาง มีความสง่างาม และมีศักดิ์ศรี 
 
 นายเดชอุดมกล่าวว่า สำหรับการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเรื่องคดีความที่เข้ามาร้องเรียนทั้งทางโทรศัพท์ การส่งหนังสือ และการมาด้วยตัวเองในแต่ละปีมีประมาณ 40,000-50,000 เรื่อง โดยสภาทนายความจะตรวจสอบหลักเกณฑ์เบื้องต้นว่า เป็นผู้ที่ยากจน และได้รับความไม่เป็นธรรมหรือไม่ หรืออาจเป็นคดีที่เป็นนโยบาย อาทิ คดีสิ่งแวดล้อม คดีผู้บริโภค หรือคดีเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน สภาทนายความจะให้ความช่วยเหลือจัดหาทนายความว่าคดีให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยสภาทนายความได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากเงินกองทุนช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลจัดสรรให้ แต่ไม่เพียงพอและแต่ละปีได้รับการจัดสรรไม่เท่ากัน โดยตัวอย่างปีที่ผ่านมาสภาทนายความขอไป 200 ล้านบาท เท่าจำนวนของสำนักงานอัยการสูงสุด แต่กลับได้รับอนุมัติเพียง 50 ล้านบาท และเงินค่าใช้จ่ายอีกส่วนมาจาก 10 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ จากการขึ้นทะเบียนทนายความ แต่ละปีมีไม่มากมายเท่าใดนักเมื่อเทียบกับภาระกิจของสภาทนาย 

 

ตร.เป็นกาวใจยุติความรุนแรงตลาดปัฐวิกรณ์!

February 1, 2010

     

 

 

 

“ภานุพงศ์” นั่งกลางไกล่เกลี่ยความรุนแรงตลาดปัฐวิกรณ์ ตัวแทนของ 2 บริษัทหอบรายละเอียดที่ได้พูดคุยครั้งนี้ ไปแจ้งต่อระดับบริหารของทั้งสอง เพื่อให้หันหน้าจบปัญหาอย่างสันติ เชื่อ ทุกอย่างจะคลี่คลายไปทางที่ดี ปัญหาทุกอย่างจบลงโดยเร็ว 
 
 
 
 วันนี้(1 ก.พ.) เมื่อเวลา 13.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ตัวแทนฝ่ายกฎหมายของบริษัทโชคชัยทรัพย์ทวี และ บริษัทปัฐวิกรณ์จำกัด เข้าพบ พล.ต.อ.ภานุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา(สบ 10) พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ พล.ต.ต.บุญส่ง พานิชอัตรา รอง ผบช.น. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บึงกุ่ม เพื่อเจรจากรณีข้อพิพาทปัญหาการขัดแย้งกันเกี่ยวกับการอ้างกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินจนเป็นเหตุให้มีการฟ้องร้อง และดำเนินคดีกันเกิดขึ้นจำนวนหลายคดี ตลอดจนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง 
 
 พล.ต.อ.ภานุพงศ์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องนี้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. มีความเป็นห่วงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น จึงสั่งการให้ตนดูแลเรื่องนี้ จึงมีการเรียกตัวแทนทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ยถ้าจบก็จบ หากไม่จบคงต้องดำเนินการกันตามกฎหมาย เพราะขณะนี้ทั้งสองฝ่ายมีเรื่องที่อยู่ในชั้นศาลหลายคดี ซึ่งการพูดคุยในครั้งนี้จึงเป็นการหารือแนวทางเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน เพราะหากปล่อยให้ยืดเยื้อจะกลายเป็นปัญหาสังคม อย่างไรก็ตาม การดูแลความสงบเรียบร้อยถือเป็นหน้าที่ของตำรวจ สั่งการให้จัดกำลัง บก.น.4 ลงไปดูแล 
 
 ทั้งนี้ การเจรจาไกล่เกลี่ยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง โดยภายหลังการเจรจา พล.ต.อ.ภานุพงศ์ กล่าวว่า สรุปผลการพูดคุยกับตัวแทนทั้งสองฝ่ายจบลงด้วยดี โดยหลังจากนี้ตัวแทนจะไปพบนายภูเทพ สิทธิถาวร กรรมการผู้จัดการบริษัทปัฐวิกรณ์ จำกัด นางวาสนา ธารวานิช กรรมการผู้จัดการบริษัทโชคชัยทรัพย์ทวี เพื่อแจ้งเรื่องที่พูดคุยกันในวันนี้ ให้ทั้งสองคนตกลงกันเองก็น่าจะจบ เพราะเป็นปัญหาในครอบครัว 
 
 ส่วนกองกำลังของทั้งสองฝ่ายคิดว่าจะถอนกำลังออกจากตลาดในวันนี้ หากเหลือไว้ก็ต้องแต่งเครื่องแบบ รปภ. ระบุชัดเจนว่าสังกัดบริษัทใด ส่วนกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความสงบเรียบร้อย จะยังเหลือกำลังไว้บางส่วนจนกว่าเหตุการณ์จะสงบเรียบร้อย เชื่อว่าเหตุการณ์จะสู่ความปกติในไม่ช้า 
 
 ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังการเจรจาในวันนี้หากมีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นอีก ทางตำรวจจะดำเนินการอย่างไร พล.ต.อ.ภานุพงศ์ กล่าวว่า ในการพูดคุยครั้งนี้ตำรวจได้ชี้แจงข้อกฎหมายทั้งหมดให้ทราบแล้วว่าหากมีการกระทำความผิดอีก เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งทั้งสองฝ่ายรับปากว่าจะไม่มีเหตุรุนแรงอีก นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ซึ่งเหตุการณ์น่าจะสงบ เพราะต่างก็เป็นผู้ใหญ่เมื่อรับปากก็เชื่อว่าปัญหาน่าจะจบ 
 
 ส่วนเหตุคนร้ายลอบปาระเบิดเอ็ม 26 ตลาดปัฐวิกรณ์ เมื่อคืนวันที่ 31 ม.ค. พล.ต.อ.ภานุพงศ์ กล่าวว่า คดีนี้ยังคงสืบสวนกันต่อไป หากมีหลักฐานถึงใครก็จับ แต่หากถามว่าใครเป็นคนลงมือคงไม่มีใครรับ อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีเป็นคนละส่วนกับการเจรจา โดยการพูดคุยในครั้งนี้ยืนยันว่าไม่มีใครยื่นเงื่อนไขอะไรเพื่อต่อรอง 

 

อดีตนายก อบต.เมืองลิงร้องถูกอิทธิพลท้องถิ่นข่มขู่

February 1, 2010

 อดีตนายก อบต. ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเทศบาลกกโก ในเขต จ.ลพบุรี เข้าร้องกองปราบปราม หลังเดินทางไปหาเสียง ถูกชายฉกรรจ์ 9 คนใช้ปืนจี้หัวสั่งให้ออกนอกพื้นที่ และไล่ทำร้ายร่างกาย เชื่อเป็นฝีมือคู่แข่งฝั่งตรงข้าม 
 
 วันนี้ (1 ก.พ.) ที่กองปราบปราม เมื่อเวลา 13.30 น. นายนปพล เงินเมย อายุ 49 ปี อดีตนายก อบต.กกโก และผู้สมัครนายกเทศมนตรีเทศบาล ต.กกโก อยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ 4 ต.กกโก อ.เมือง จ.ลพบุรี เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ผกก.2 บก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มชายฉกรรจ์รวม 9 คน ในข้อหาบุกรุก พยายามฆ่า และชิงทรัพย์ หลังที่ใช้อาวุธปืนข่มขู่เอาชีวิตในระหว่างเตรียมการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี เทศบาล ต.กกโก และถูกชิงทรัพย์สินเป็นกล้องวีดีโอยี่ห้อโซนี่ 1 ตัว เหตุเกิดที่ศูนย์ประสานงานเลือกตั้งนายกฯ กลุ่มอาสาพัฒนากกโก เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา โดยนำแผ่นซีดีบันทึกเหตุการณ์จากกล้องโทรศัพท์มือถือมามอบให้กับพนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน 
 
 นายนปพลกล่าวว่า ช่วงที่เกิดเหตุขณะที่ตนกับพวก กำลังออกหาเสียงกับชาวบ้านในพื้นที่ได้มีพวกของผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นและลูกน้องรวม 9 คน ได้เข้ามาหาเรื่องกับพวกตน แม้จะพยายามหลีกเลี่ยงโดยเดินทางกลับไปที่สำนักงานศูนย์ประสานงานเลือกตั้งฯ แต่กลับถูกตามมาข่มขู่โดยทุกคนล้วนมีอาวุธปืนและชักออกมาจ่อศีรษะ พร้อมกับประกาศไม่ให้พวกตนอยู่ในพื้นที่โดยไล่เตะต่อยทำร้ายลูกน้องตนด้วย 
 
 นายนปพลกล่าวต่อว่า ในระหว่างที่ถูกรุมทำร้ายและข่มขู่ ลูกน้องตนได้พยายามนำกล้องวีดีโอมาบันทึกเหตุการณ์ไว้เพื่อเป็นหลักฐานแต่ทันทีที่กลุ่มของนายจำเริญ พบเห็นก็ปรี่เข้ามากระชากเอากล้องวีดีโอดังกล่าวไปทันที อย่างไรก็ดี ลูกน้องอีกคนได้ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ กระทั่งภายหลังเกิดเหตุไม่นานก็มีตำรวจสายตรวจเข้ามาตรวจสอบเหตุแต่ก็ไม่ได้ดำเนินคดีกับกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งหมด นอกจากนี้ยังปล่อยให้ทั้งหมดเดินทางกลับไป ทำให้ตนได้แต่เพียงขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานแต่ไม่ได้แจ้งความกับตำรวจ สภ.นิคมสร้างตนเอง ท้องที่เกิดเหตุเพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในคดี 
 
 นายนปพลกล่าวอีกว่า ต่อมาเมื่อเลือกตั้งนายกเทศมนตรีในวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าฝ่ายผมพ่ายแพ้การเลือกตั้งต่อคู่แข่งเพียง 129 คะแนน แต่ ก็ไม่กล้าร้องเรียนอะไรเพราะกลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยเพราะก่อนการรับสมัครเลือกตั้งก็เคยถูกเกลี้ยกล่อมไม่ให้ลงสมัครแข่งกับฝ่ายของผู้มีอิทธิพลมาแล้ว แต่ผมไม่ยอมทำตาม ทำให้ถูกข่มขู่คุกคามมาตลอด 
 
 ขณะที่ พ.ต.อ.อัคราเดช ได้สั่งการให้ ร.ต.ท.จักรพันธ์ ลีลานันทวงศ์ พงส.(สบ 1) กก.2 บก.ป.รับเรื่องและสอบปากคำผู้เสียหายไว้ก่อนนำเรื่องเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป 
 

จับยกแก๊งขนเขมรลอบค้าแรง 21 คน

February 1, 2010

   

 

 

รวบแก๊งรถกระบะอัดแน่นชาวกัมพูชา 21 คน ใส่ท้ายรถใช้ตาข่ายพลาสติกกรองแสงสีดำคลุมพรางตาตำรวจ แต่ไม่รอด รับสารภาพได้ค่าจ้างครั้งละ 2 พัน เคยพาแรงงานลักเข้ามาต่อเที่ยวมากถึง 28 คน  
 
 วันนี้ (1 ก.พ.) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) เมื่อเวลา 14.00 น. พ.ต.อ.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ ผกก.2 บก.ปคม. พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชูศักดิ์ เคทอง รองผกก.ช่วยราชการ บก.ปคม. แถลงข่าวจับกุม นายจงรักษ์ วงษ์พวง อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59 หมู่ 2 ต.ชัยนารายณ์ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี และ นายอดิศักดิ์ จะตุเทน อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 133 หมู่ 3 ต.ผักขะ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว และ แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา รวม 21 ราย ได้ที่สามแยกทางเข้าวัดโสธร ถนนสุวินทวงศ์ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมของกลางรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน ถฎ 6557 กทม. และรถแท็กซี่โตโยต้าโคโรล่า สีเขียวเหลือง ทะเบียน มจ 1344 กทม. 
 
 พ.ต.อ.วรพงษ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สืบทราบว่ามีรถกระบะลักลอบขนแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองด้านชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว วันละประมาณ 5-10 เที่ยว จึงวางแผนเข้าสกัดจับ โดยเจ้าหน้าที่พบรถกระบะต้องสงสัย รวม 5 คัน ขับผ่านบริเวณสามแยกทางเข้าวัดหลวงพ่อโสธร แต่สามารถสกัดจับไว้ได้ 1 คัน เป็นรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน ถฎ 6557 กทม. โดยมีนายจงรักษ์ และนายอดิศักดิ์ เป็นคนขับรถ จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นที่กระบะหลังพบแรงงานต่างด้าว 21 คน ซึ่งมีการนำสะแลน (ตาข่ายพลาสติกกรองแสงสีดำ) มาคลุมปิดบังไว้ เบื้องต้นแรงงานต่างด้าวทั้งหมดรับว่า ได้หลบหนีเข้ามาเพื่อทำงานก่อสร้างและรับจ้างทั่วไป โดยต้องเสียเงินค่ารถคนละ 1,500-3,000 บาท 
 
 พ.ต.อ.วรพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาพร้อมกับแรงงานต่างด้าวได้มีรถแท็กซี่โตโยต้าโคโรล่า สีเขียวเหลือง ทะเบียน มจ 1344 กทม. ขับผ่านมา เพื่อรอรับแรงงานต่างด้าว แต่คนขับซึ่งทราบชื่อภายหลัง คือ นายทองพูน เพ่งพิศ เกิดไหวตัวทันทิ้งรถแล้วหลบหนีไปได้ 
 
 สอบสวนนายจงรักษ์ และนายอดิศักดิ์รับสารภาพว่า ได้รับว่าจ้างจากนายหนอง ไม่ทราบชื่อจริงและนามสกุล ว่าจ้างให้ขับรถกระบะขนแรงงานต่างด้าวไปส่งตามจุดนัดหมาย ซึ่งมีนายทองพูน ขับรถแท็กซี่มารับอีกทอดหนึ่ง โดยทำมาแล้วหลายครั้ง และเคยรับแรงงานมากสุดต่อเที่ยวรวม 28 คน ซึ่งแต่ละครั้งจะได้ค่าจ้างเป็นเงิน 2,000 บาท 
 
 ทั้งนี้ ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองส่งพนักงานสอบสวน บก.ปคม.ดำเนินคดีข้อหาร่วมกันนำหรือพาบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และเตรียมขยายผลติดตามจับกุมนายทองพูน รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลชื่อสกุลและสเกตช์ภาพของนายหนอง ก่อนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับและติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป 

 

ตำรวจส่งกำลังอารักขาผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์เข้ม

February 1, 2010

 

 

โฆษกนครบาลระบุจัดกำลังดูแลความปลอดภัยทั้งบ้าน ที่ทำงาน และเส้นทางการเดินทางให้แก่องค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์แล้ว โดยให้แต่ละท้องที่เป็นผู้ดำเนินการ 
 
 
 
 วันนี้ (1 ก.พ.) ที่องบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยองค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลัง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เตือนให้ระวังว่าถูกลอบทำร้ายว่า ถึงแม้ขณะนี้ยังไม่มีสถานการรุนแรง แต่เพื่อป้องกันเหตุร้ายแรงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ตำรวจได้ส่งกำลังลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยตามบ้านพัก ที่ทำงาน และเส้นทางที่จะเดินทางมาทำงานของผู้พิพากษาแต่ละคนเรียบร้อยแล้ว โดยให้ สน.เจ้าของพื้นที่ เป็นผู้รับผิดชอบของ ตามที่อยู่ขององค์คณะผู้พิพากษาอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หากพบบุคคลต้องสงสัยหรือทำการฝ่าฝืนกฎหมาย ให้จับกุมดำเนินคดีได้ทันที 
 
 พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ตำรวจไม่ได้เชื่อถือในคำพูดของ เสธ.แดง แต่ดำเนินการทุกอย่างไปตามความเหมาะสม เป็นไปตามแผนการที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งได้ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ว่าอาจมีการสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้น เพราะจะมีการพิพากษาคดีสำคัญในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งนอกจากผู้พิพากษาองค์คณะทั้ง 9 คนแล้ว ตำรวจก็ได้วางมาตรการดูแลความปลอดภัยบุคคลสำคัญทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้พิพากษาศาลปกครอง ผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการในองค์กรอิสระ และข้าราชการระดับสูง อย่างไรก็ตาม ซึ่งจากการตรวจสอบทางการข่าวจนถึงขณะนี้ยังไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด 

 

มือมืดปาถุง อุจจาระ ใส่บ้านนายกรัฐมนตรี!

February 1, 2010

 

 

คนร้ายปาถุงอุจจาระหลายถุงเข้าไปยังบ้านนายกรัฐมนตรี ในซอยสุขุมวิท 31 ตำรวจยังอุบเงียบถึงรายละเอียด แต่สั่งให้มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดโดยรอบแล้ว พร้อมยืนยันเบื้องต้นไม่ใช่ระเบิด 
 
 วันนี้ (1 ก.พ.) เมื่อเวลา 13.00 น. พ.ต.อ.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผกก.สน.ทองหล่อ ได้รับแจ้งเหตุมีวัตถุต้องสงสัยหลายชิ้น ถูกปาเข้าไปภายในบริเวณบ้านเลขที่ 32/1-3 ซอยสุขุมวิท 31 แขวงคลองตันเหนือ เขตทวีวัฒนา กทม. เป็นบ้านปลูกติดกัน 4 หลัง ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ ซึ่งเป็นบ้านของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงรีบรายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วรีบรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พร้อม พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนบก.น.5 
 
 อย่างไรก็ตาม จาการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า วัตถุต้องสงสัยดังกล่าว บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นอุจจาระหลายถุงถูกปาเข้าไปตกภายในรั้วข้างบ้าน ตำรวจจึงรีบทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดทันที แต่ผลการตรสวจสอบยังไม่เป็นที่เปิดเผย จากนั้นทาง พล.ต.ท.อัศวิน ได้ทำการเดินตรวจสอบบริเวณรอบบ้านพักนายกรัฐมนตรี และขึ้นไปบนเกรสเฮาส์ที่เป็นตึกสูง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านนายกรัฐมนตรีเพื่อตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ อย่างละเอียด โดยยืนยันเบื้องต้นว่าวัตถุต้องสงสัยที่ถูกปาเข้าไปในบ้านนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ระเบิด 
 
 ล่าสุด พล.ต.ท.อัศวิน พร้อมนายตำรวจระดับสูง ได้เดินทางเข้าประชุมกันถึงเหตุการณ์ดังกล่าวที่ สน.ทองหล่อแล้ว โดยยังไม่มีใครออกมาเปิดเผยรายละเอียดอะไร 
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณข้างบ้านนายกรัฐมนตรีนั้น มีป้องตำรวจประจำอยู่ 2 ป้อม ป้อมแรกอยู่ข้างรั้วบ้าน คนละฝั่งกับที่คนร้ายปาถุงอุจจาระใส่ อีกป้อมอยู่บริเวณด้านหน้าบ้าน และล่าสุด ตำรวจ ปจ.ได้นำแผงเหล็กมากั้นไว้บริเวรรอบรั้วบ้านแล้ว ส่วนความคืบหน้าจะนำมารายงานให้ทราบต่อไป 
 
  

 

ศึกชิงหนุ่มบนไฮไฟว์! ด.ญ.วัย 15 แทงเพื่อนสาหัส

February 1, 2010

 

 

นักเรียนหญิงวัย 15 โพสต์ด่าเรื่องแย่งผู้ชายในไฮไฟว์ ถูกถามซึ่งหน้าในห้องน้ำของโรงเรียนแต่ไม่ยอมรับ แถมชักมีดแทงคู่กรณีเข้าหน้าอกสาหัส กลุ่มเพื่อนอยู่ในเหตุการณ์เข้าช่วยบาดเจ็บเล็กน้อยด้านรอง ผอ.โรงเรียนเกิดเหตุ เผย ตรวจเข้มห้ามนักเรียนพกอาวุธอยู่แล้ว แต่บางครั้งเป็นเหตุสุดวิสัยยากต่อการตรวจตรา เพราะมีนักเรียนเป็นกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมาก 
 
 วันนี้ (1 ก.พ.) เมื่อเวลา 10.00 น. ร.ต.ต.ภาณุรัตน์ ไชยธงรัตน์ ร้อยเวร สน.ทุ่งมหาเมฆ ได้รับแจ้งเหตุนักเรียนหญิงแทงกันภายในโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งย่านยานนาวา แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กทม. มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ 
 
 ที่เกิดเหตุอยู่ภายในห้องน้ำของอาคารพลศึกษา จากการตรวจสอบพบเพียงกองเลือดจำนวนหนึ่ง ส่วนผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ทราบชื่อต่อมาคือ ด.ญ.เอ(นามสมมติ) อายุ15 ปี ด.ญ.บี (นามสมมติ) อายุ 15 ปี และด.ญ.ซี (นามสมมติ) อายุ 15 ปี ทั้งหมดเป็นนักเรียนชั้น ม.3 ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่บริเวณแขน เนื่องจากถูกมีดบาด 
 
 นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย คือ ด.ญ.ดี (นามสมมติ) อายุ 15 ปี นักเรียนชั้นม.3 ถูกแทงเข้าที่บริเวณหน้าอก ส่วนผู้ที่ก่อเหตุคือ ด.ญ.มิ้นท์ (นามสมมติ) อายุ 15 ปี ยืนอยู่ในที่เกิดเหตุสภาพชุดนักเรียนเปื้อนเลือดและได้รับบาดเจ็บถูกมีดบาดที่มือข้างซ้าย เจ้าหน้าที่จึงนำตัวมาสอบปากคำที่โรงพัก 
 
 จากการสอบถาม ด.ญ.บี (นามสมมติ) ก่อนเกิดเหตุขณะที่กำลังยืนถ่ายรูปหมู่เนื่องในโอกาสจบการศึกษาอยู่บริเวณสนามฟุตบอล ตนกับกลุ่มเพื่อนเห็น ด.ญ.มิ้นท์ ยืนอยู่ จึงเดินไปสอบถาม ถึงกรณีที่มีการโพสต์ด่าพวกตนในเว็บไฮไฟว์เรื่องแย่งผู้ชาย แต่ ด.ญ.มิ้นท์ ปฏิเสธพร้อมกับมีการโต้เถียงกัน แต่ได้แยกย้ายกันไป จนกระทั่งพวกตนและเพื่อนที่ถูกแทงสาหัสเข้าไปล้างมือในห้องน้ำ และพบกับกลุ่มของ ด.ญ.มิ้นท์ อีกทำให้เกิดการโต้เถียงและตบตีกัน จังหวะนั้น ด.ญ.มิ้นท์ ได้ชักมีดออกมาแทงเพื่อนตนจนทรุดลงไปกับพื้นตนและเพื่อนที่เหลือจึงเข้าไปช่วยจนได้รับบาดเจ็บถูกมีดบาดด้วย 
 
 ด้าน นายชาย จันทร์งาม รองผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนโรงเรียนที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า เบื้องต้นตนยังไม่ทราบรายละเอียดมากนัก ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยปกติแล้วทางโรงเรียนมีมาตรการในการป้องกันเหตุต่างๆ ทั้งการตรวจค้นอาวุธ เนื่องจากเคยติดตามข่าวทราบว่ามีนักเรียนพกอาวุธมาก่อเหตุทะเลาะวิวาทกัน โดยจะมีอาจารย์ยืนตรวจค้นกระเป๋านักเรียนที่ประตูทางเข้าทั้ง 2 ด้านของโรงเรียน และยังมีหน่วยเฉพาะกิจคอยตรวจค้นในแถวรวมถึงตามห้องเรียนที่ต้องสงสัย แต่ในบางครั้งเป็นเหตุสุดวิสัยยากแก่การตรวจตรา เนื่องจากเด็กนักเรียนเป็นกลุ่มวัยรุ่นและมีจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดเหตุนักเรียนทะเลาะวิวาทกันขนาดนี้ แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นมาแล้วจะต้องมีการดำเนินการไปตามขั้นตอน และหาแนวทางป้องกันให้เข้มงวดขึ้น 
 
 เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะต้องทำการสอบปากคำนักเรียนทั้งหมดร่วมกับนักสังคมสงเคราะห์อย่างละเอียดอีกครั้ง และจะต้องรอดูอาการของนักเรียนที่รักษาตัวอยู่ว่าสาหัสมากน้อยแค่ไหน เพื่อพิจารณาแจ้งข้อหาแก่ผู้กระทำความผิดต่อไป 

 

ตร.ถกเครียดมาตรการล้อมคอกบ้าน มาร์ค โดนปาอุจจาระ

February 1, 2010

     

 

 

 

ปทีป สั่งตำรวจสันติบาลประสานนครบาล-หน่วยข่าวกรอง วางมาตรการเพิ่มเติมดูแลความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี และบ้านพัก ส่ง อัศวิน ดูคดีมือมืดปาอุจจาระเข้าบ้าน มาร์ค เชื่อติดตามมาดำเนินคดีไม่ยาก ชี้ไม่คาดโทษความหละหลวมของเจ้าหน้าที่ขณะเกิดเหตุ 
 
 วันนี้ (1 ก.พ.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก ตร. กล่าวถึงมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยบ้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หลังเกิดเหตุคนร้ายปาถุงอุจจาระเข้าไปยังบ้านนายกรัฐมนตรี ในซอยสุขุมวิท 31 ว่า ปกติตำรวจมีมาตรการดูแลความปลอดภัยบ้านพักนายกรัฐมนตรีอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว แต่หลังเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. สั่งการให้ทางตำรวจสันติบาล ประสานงานกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล และหน่วยข่าวกรอง ร่วมกันวางมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลทั้งที่บ้านพัก ความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรี และรวมทั้งติดตามด้านการข่าวเพิ่มเติม 
 
 พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.ปทีป สั่งการให้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู่ช่วยผบ.ตร. ลงไปดูแลคดีด้วยตนเองทันที โดยขณะนี้ได้ประชุมพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ สน.ทองหล่อ เชื่อว่าน่าจะติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนิคดีได้ไม่ยาก เพราะมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกภาพคนร้ายได้ค่อนข้างชัดเจน เชื่อว่าภายหลังการประชุมจะสามารถแถลงผลได้ 
 
 ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการคาดโทษเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยขณะเกิดเหตุหรือไม่ พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า กำลังที่ดูแลเป็นกำลังผสมหลายหน่วยทั้งตำรวจและทหารคิดว่าการคาดโทษคงไม่มี แต่คงเป็นการประชุมหารือร่วมกันเพื่อวางมาตรการเพิ่มเติมไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ส่วนเรื่องความบกพร่องในการทำหน้าที่ต้องวางมาตรการป้องกันให้เข้มงวดขึ้น 
 
 มือมืดปาถุง อุจจาระ ใส่บ้านนายกรัฐมนตรี!  
  

 

ตำรวจคาดปาบึ้มตลาดปัฐวิกรณ์แค่ข่มขู่

January 31, 2010

 

 

ตำรวจคาดปาระเบิดเอ็ม 26 ตลาดปัฐวิกรณ์ช่วงเช้ามืดเพียงข่มขู่ ยังไม่รู้ตัวคนร้ายระบุช่วงก่อเหตุไม่มีคน-กล้องวงจรปิด หลังเกิดเหตุเพิ่มกำลังเป็น 50 นายดูแลความเรียบร้อยเข้ม ยังไม่เรียกเครือญาติเจ้าของสอบเพราะยังมีเรื่องฟ้องร้องในชั้นศาลหลายคดี ด้านสองบริษัทคู่กรณีต่างออกมาแถลงปัดไม่มีเอี่ยวเหตุระเบิด  
 
 วันนี้ (31 ม.ค.) พ.ต.ต.เกณฑ์ชยะ สกลชัย สว.สส.สน.บึงกุ่ม กล่าวถึงความคืบหน้าคดีคนร้ายลอบปาระเบิดลูกเกลี้ยง M-26 ใส่คลินิกหน้าตลาดปัฐวิกรณ์จนพังยับเยินว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือ เพราะเวลาที่ก่อเหตุเป็นช่วงเช้ามืดจึงไม่คนอยู่บริเวณดังกล่าวที่เป็นพยานเห็นเหตุการณ์ รวมทั้งไม่มีกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าวจึงไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่เบื้องต้นคาดว่าเพียงเป็นการข่มขู่เพราะเลือกก่อเหตุช่วงเช้ามืดที่ไม่มีคน 
 
 พ.ต.ต.เกณฑ์ชยะ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 50 คนซึ่งอ้างว่าได้รับคำสั่งจากผู้บริหารของบริษัท ปัฐวิกรณ์ จำกัด ให้มาเคลียร์พื้นที่ของตลาดปัฐวิกรณ์หลังเกิดเหตุ หากเป็นคนของบริษัททางตำรวจก็คงเข้าไปทำอะไรไม่ได้หากไม่ได้ก่อเหตุวิวาทกัน อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจ สน.บึงกุ่ม ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปดูแลความเรียบร้อยที่บริเวณตลาดปัฐวิกรณ์อยู่แล้วประมาณ 20 นาย หลังเกิดเหตุลอบปาระเบิดก็มีการส่งกำลังดูแลเพิ่มเติมเป็น 50 นายสับเปลี่ยน เพื่อป้องกันเหตุรุนแรง 
 
 ส่วนกรณีที่เกรงว่าจะเกี่ยวพันถึงปัญหาการขัดแย้งกันระหว่างบริษัท ปัฐวิกรณ์ จำกัด และบริษัท โชคชัยทรัพย์ทวี จำกัด เกี่ยวกับการอ้างกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน พ.ต.ต.เกณฑ์ชยะ กล่าวว่า ต้องหาพยานหลักฐานว่าใครเห็นเหตุการณ์ ก่อนที่ตัดสินใจเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งสองบริษัทมาสอบปากคำว่าเกี่ยวข้องหรือไม่ เบื้องต้นยังไม่เรียกใครมาสอบปากคำเพราะปัญหานี้อยู่ในขั้นตอนระหว่างการฟ้องร้องและดำเนินคดีในชั้นศาลหลายคดี 
 
 วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.30 น. พล.ท.ปรเมษฐ์ ป้อมนาค ประธานที่ปรึกษา บ.ปฐวิกรณ์ จำกัด เปิดแถลงข่าวภายในตลาดปัฐวิกรณ์ว่า ตนได้รับการร้องขอจากบริษัทและพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ให้เข้ามาดูแลพื้นที่ดังกล่าว ที่ผ่านมาทางบริษัท โชคชัยทรัพย์ทวี จำกัด ได้มีการปิดกั้นไม่ให้พ่อค้าแม่ค้าเข้ามาขายของในพื้นที่ 49 ไร่ ที่ยังพิพาทกันอยู่ โดยเป็นของบ.โชคชัยฯเพียงแค่ 115 แปลง จากทั้งหมด 272 แปลง เหลือที่ยังพิพาทกันอยู่ 157 แปลง 
 
 พล.ท.ปรเมษฐ์ กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่มีคนร้ายปาระเบิดเข้ามาในตลาดปัฐวิกรณ์นั้น ตนเชื่อว่าเป็นความพยายามจากอีกฝ่ายเพื่อที่จะโยนความผิดให้กับทางบ.ปัฐวิกรณ์ จำกัด โดยตนขอตั้งขอสังเกตว่า บริเวณจุดเกิดเหตุนั้นเป็นพื้นที่ที่ทาง บ.โชคชัยทรัพย์ทวี จำกัด เป็นผู้ดูแล แต่ช่วงเวลาเกิดเหตุ ไม่มีเจ้าหน้าที่จาก บ.โชคชัยฯ อยู่แม้แต่คนเดียว จึงเชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์จากอีกฝ่ายแน่นอน 
 
 เมื่อเช้า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาข่มขู่ให้ผมนำกองกำลังออกจากตลาด หากไม่เอาออก เท่ากับว่าเป็นการรบกับตำรวจ จึงขอเตือนเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า อย่าใช้อำนาจหรือกฎหมายในมือ ผมพร้อมจะคุยแบบลูกผู้ชายทุกเวลา แต่อย่ามาระรานกันแบบนี้ พล.ท.ปรเมษฐ์กล่าว 
 
 ต่อมาเมื่อเวลา 11.30 น. นายลาดหญ้า อูรียา ประธานกรรมการบริหาร บ.โชคชัยทรัพย์ทวี จำกัด และนายเทิดศักดิ์ ธีรนันท์วาณิช ทนายความ ได้เปิดแถลงข่าวที่โรงเรียนเบญจมินทร์วิทยาลัย ใกล้ตลาดปัฐวิกรณ์ ระบุว่าที่ผ่านมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งให้บ.โชคชัยฯ มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตลาดปัฐวิกรณ์ ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาที่ศาลฎีกาโดยทาง บ.โชคชัยฯได้เข้ามาดำเนินการในตลาดสดปัฐวิกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.2552 ตามคำสั่งศาล ซึ่งบริษัทปัฐวิกรณ์ได้ยื่นทุเลาต่อศาลแพ่งขอมีสิทธิ์ในอาคารสิ่งปลูกสร้างในตลาดเท่านั้น ที่ผ่านมาอีกฝ่ายได้ส่งชายฉกรรจ์มาก่อกวนโดยตลอด 
 
 นายลาดหญ้ากล่าวต่อว่า สำหรับเหตุการณ์ปาระเบิดเมื่อคืนนั้น ทาง บ.โชคชัยฯ ไม่ได้สร้างสถานการณ์ เพราะไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด อีกทั้งทางบริษัทต้องเก็บค่าเช่าจากพ่อค้าแม่ค้าอยู่แล้ว และมีความชอบธรรมตามกฎหมาย ไม่มีเหตุผลที่จะต้องสร้างสถานการณ์แต่อย่างใด 
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้จะมีการปาระเบิดเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีพ่อค้าแม่ค้าเดินทางมาที่ตลาดปัฐวิกรณ์เพื่อค้าขายตามปกติ 

 

โผนครบาลคลอดแล้ว – เด้ง ผกก.ห้วยขวางเข้ากรุ

January 31, 2010

   

 

 

บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรอง ผบก.-สว.ของนครบาลรวม 386 นาย คลอดแล้ว ลือชัย สุดยอด รองผู้การ 191 ที่เคยมีภาพขว้างแก๊สน้ำตาใส่พันธมิตรฯ โยกมาเป็นรองผู้การ น.4 ส่วน 2 ผกก.บ่อน ที่ถูกระบุว่าทำให้บัญชีการแต่งตั้งของนครบาลครั้งนี้ล่าช้า เพราะรอง ผบช.น.หลายนายไม่เห็นด้วยที่จะให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สุดขึ้น โดย ผกก.พลับพลาไชย 2 ที่ถูกทลายบ่อนย่านเยาวราช ถูกลดชั้นโยกจากใจกลางเมืองไปเป็น ผกก.ชานเมืองแทน ขณะที่ ผกก.ห้วยขวาง ที่ถูกจับกุมเรื่องบ่อนถึง 3 ครั้ง 3 หน เที่ยวนี้ไม่รอด ถูกเด้งออกนอกหน่วยไปนั่งศึกษาตำรับตำรายังกองบัญชาการศึกษา ไม่ได้ขึ้นเป็นรองผู้การทั้งคู่ 
 
 วันนี้ (31 ม.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งโยย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองผบก.-สว. ในส่วนของ บช.น. รวมทั้งหมด 386 นาย โดยส่วนใหญ่เป็นการแต่งตั้งผกก. ขึ้นดำรงตำแหน่งรองผบก. และสลับหมุนเวียนตำแหน่ง ผกก.โรงพักต่างๆ รวมทั้ง แต่งตั้งรอง ผกก.ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผกก. เกือบทั่วนครบาล ทั้งนี้ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ก.พ.ศกนี้ โดยมีรายชื่อนายตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งและโยกย้ายที่น่าสนใจ อาทิ พ.ต.อ.กฤตภาส เพ็ญกิตติ รอง ผบก.น.7 เป็น รอง ผบก.บก.น.6 พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด รอง ผบก.บก.ตปพ. เป็นรอง ผบก.น.4 พ.ต.อ.สมชาย มุสิกเจริญ รอง ผบก.น.7 เป็นรอง ผบก.น.8 พ.ต.อ.สมศักดิ์ โอภาสเจริญกิจ รอง ผบก.จร. เป็น รอง ผบก.จร. พ.ต.อ.สุรัสมิ์ อุดมรัตน์ รอง ผบก.น.3 เป็นรอง ผบก.จร. พ.ต.อ.กัมปนาท โสภโณดร ผกก.สน.มีนบุรี เป็นรอง ผบก.ตปพ. 
 
 พ.ต.อ.กิตติคุณ พูลสมบัติ ผกก.สน.ประชาชื่น เป็นรอง ผบก.น.3 พ.ต.อ.ดนัย วรรณไพโรจน์ ผกก.สน.หนองแขม เป็น รอง ผบก.น.9 พ.ต.อ.ถิร์สทัต บูรณะรัช บูรณะรัช ผกก.สน.สำเหร่ เป็น รอง ผบก.อก.บช.น. พ.ต.อ.ธัมรงค์ วงศ์แป้น ผกก.กก.สส.2 บก.สส.บช.น. เป็น รองผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.พจน์ บุญมาภาคย์ ผกก.สน.บางกอกใหญ่ เป็น รอง ผบก.น.7 พ.ต.อ.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผกก.สน.สมเด็จเจ้าพระยา เป็น รอง ผบก.อคฝ. พ.ต.อ.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผกก.กก.สายตรวจ บก.ตปพ. เป็น รอง ผบก.ตปพ. พ.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ผกก.สน.ลุมพินี เป็น รอง ผบก.อคฝ. พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน ผกก.สน.พระราชวัง เป็น รอง ผบก.น.5 พ.ต.อ.สุทิน ทรัพย์ ม่วง ผกก.สน.ทองหล่อ เป็น รอง ผบก.น.8 
 
 พ.ต.อ.สุทิพย์ ผลิตกุสลธัช ผกก.สน.ธรรมศาลา เป็น รองผบก.น. 7 พ.ต.อ.สุมิตร คุณานุคุณ ผกก.กก.สส.บก.สส.บช.น. เป็น รองผบก.จร. พ.ต.อ.สุรเดช เด่นธรรม ผกก.สน.จักรวรรดิ เป็น รองผบก.น. 7 พ.ต.อ.อภิสิทธิ์ เมืองเกษม ผกก.กก.6 (ปฏิบัติการพิเศษจราจร)บก.จร.เป็นรองผบก.จร. พ.ต.อ.อำนาจ อินทรประสาท ผกก.สน.บึงกุ่ม เป็น รองผบก.อก.บช.น. พ.ต.อ.กิตติพันธุ์ จุนทการ ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ เป็น ผกก.สน.พญาไท พ.ต.อ.จำลอง สว่างวงศ์ ผกก.สส.บก.น.3 เป็น ผกก.สส.บก.น.6 พ.ต.อ.จิรภัทร โพธิ์ชนะพันธุ์ ผกก.สน.พญาไท เป็นผกก.สน.จักรวรรดิ พ.ต.อ.ชาติชาย วรกุล ผกก.กก.ดส.เป็น ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง ผกก.กก.1(สายตรวจ) บก.จร. เป็นผกก.กก.ดส. พ.ต.อ.ณัฐวัฒน์ การดี ผกก.สน.จรเข้น้อย เป็น ผกก.สน.ประชาชื่น พ.ต.อ.ธีระพงษ์ คล้ายแก้ว ผกก.สน.พลับพลาไชย2 เป็นผกก.สน.บางชัน พ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ขลิบเงิน ผกก.สส.บก.น.7 เป็น ผกก.สส.บก.น.3 พ.ต.อ.บุญส่ง นามกรณ์ ผกก.สน.ลาดพร้าว เป็นผกก.สน.พลับพลาไชย2 พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ ผลวานิชย์ ผกก.สน.บางซื่อ เป็น ผกก.สน.บางกอกใหญ่ พ.ต.อ.พิรพล อัจกลับ ผกก.ฝอ.1บก.อก.บช.น. เป็น ผกก.สส.บก.น.7 
 
 พ.ต.อ.มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์ ผกก.สุทธิสาร เป็น ผกก.สน.สำเหร่ พ.ต.อ.วรนิตย์ สวนคร้ามดี ผกก.สส.บก.น.9 เป็น ผกก.กก.สส.2บก.สส.บช.น. พ.ต.อ.วราพงษ์ มโนลีหกุล ผกก.สน.ตลิ่ชัน เป็น ผกก.ฝอ.9 บก.อก.บช.น. พ.ต.อ.สมศักดิ์ วิมานรัตน์ ผกก.สน.ประชาสำราญ เป็น ผกก.สน.บางซื่อ พ.ต.อ.สรรเสริญ ใช้สถิตย์ ผกก.สน.สามเสน เป็น ผกก.สน.พระราชวัง พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผกก.กก.สส.บก.น.6 เป็น ผกก.สส.บก.น.9 พ.ต.ท.เฉลิมพรรษ์ เปาอินทร์ รองผกก.สส.สน.บางรัก ขึ้นเป็น ผกก.สน.ตลิ่งชัน พ.ต.ท.ชนิน วชิรปาณีกูล รอง ผกก.สส.สน.ทองหล่อ ขึ้นเป็น ผกก.สน.ธรรมศาลา พ.ต.ท.ชยุธ มารยาทตร์ รอง ผกก.สส.สน.สามเสน ขึ้นเป็น ผกก.สน.สามเสน พ.ต.ท.ชาญศิริ สุขรวย รอง ผกก.ปป.สน.หนองแขม ขึ้นเป็น ผกก.กก.ควบคุมฝูงชน2 บก.อคฝ. พ.ต.ท.ธนกฤต ไชยจารุวุฒิ รอง ผกก.สส.สน.ประชาชื่น ขึ้นเป็น ผกก.กก.อารักขา1 บก.อคฝ. พ.ต.ท.ธนวัฒน์ ตั้งวงษ์เจริญ รอง ผกก.จร.สน.หลักสอง ขึ้นเป็น ผกก. สน.หนองแขม 
 
 พ.ต.ท.ธวัช วงศ์สง่า รอง ผกก.ปป.สน.ทองหล่อ ขึ้นเป็น ผกก.สน.บึงกุ่ม พ.ต.ท.เธียนไท เรือนพระจันทร์ รอง ผกก.ปป. สน.บางกอกใหญ่ ขึ้นเป็น ผกก.กก6 บก.จร. พ.ต.ท.ปรีดา สถาวร รอง ผกก.ฝอ.1บก.อก.บช.น. ขึ้นเป็น ผกก.ฝอ.3 บก.อก.บช.น. พ.ต.อ.พงศ์อานันต์ คล้ายคลึง รอง ผกก.กก.สส.บก.น.9 ขึ้นเป็น ผกก.สน.สุวินทวงศ์ พ.ต.ท.พรชัย ขจรกลิ่น รอง ผกก.สส.สน.โชคชัย ขึ้นเป็น ผกก.สน.โชคชัย พ.ต.ท.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล รอง ผกก.ปป.สน.โชคชัย ขึ้นเป็น ผกก.สน.สุทธิสาร พ.ต.ท.มนตรี แป้นเจริญ รอง ผกก.ปป.สน.เพชรเกษม เป็น ผกก.กก.สายตรวจ บก.ตปพ. พ.ต.ท.มานพ น่วมลิวงศ์ รอง ผกก.กก.ควบคุมฝูงชน1 บก.อคฝ ขึ้นเป็น ผกก.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. พ.ต.ท.ยุทธนา ปุญชรัศมิ์ รอง ผกก.สส.สน.พลับพลาไชย1 ขึ้นเป็น ผกก.ฝอ.บก.น.5 พ.ต.ท.รัฐศักดิ์ รักสลาม รอง ผกก.สส.สน.ร่มเกล้า ขึ้นเป็น ผกก.สน.มีนบุรี พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ สายันประเสริฐ รอง ผกก.ปป.สน.ลุมพินี ขึ้นเป็น ผกก.กก.ควบคุมฝูงชน1 บก. อคฝ. 
 
 พ.ต.ท.วรัช วรปรัชญากูล รอง ผกก.จร.สน.บุคคโล ขึ้นเป็น ผกก. สน.สมเด็จเจ้าพระยา พ.ต.ท.วีระวิทย์ วัจนะพุกกะ รอง ผกก.จร.สน.วังทองหลาง ขึ้นเป็น ผกก.กก.1บก.จร. พ.ต.ท.สมพร กฤษณพิพัฒน์ รอง ผกก.สน.จรเข้น้อย ขึ้นเป็น ผกก.สน.ลำผักชี พ.ต.ท.สมโภชน์ ทัศนา รอง ผกก.สส.สน.พญาไท ขึ้นเป็น ผกก.ฝอ.1 บก.อก.บช.น. พ.ต.ท.สรรค์พิสิฐ แย้มเกษร รองผกก.กก.สส.1 บก.สส.บช.น. ขึ้นเป็น ผกก.กก.สส.บช.น. พ.ต.ท.สราวธ จินดาคำ รองผกก.จร.สน.พลับพลาไชย1 ขึ้นเป็น ผกก.สน.ลุมพินี พ.ต.ท.สำเริง สวนทอง รอง ผกก.กก.สายตรวจ บก.ตปพ. ขึ้นเป็น ผกก.สน.ทองหล่อ พ.ต.ท.สุเทพ ภูยานนท์ รอง ผกก.กก.สส.บก.น.4 ขึ้นเป็น ผกก.สน.ประชาสำราญ พ.ต.ท.สุพัชร พึ่งพวง รอง ผกก.ฝอ.บก.จร. ขึ้นเป็น ผกก.สน.ห้วยขวาง 
 
 พ.ต.ท.อัศวยุทธ นุชพุ่ม รองผกก.สส.สน.พระราชวัง เป็น ผกก.สน.จรเข้น้อย พ.ต.ท.ธนกรณ์ ก้อนแก้ว รองผกก.สน.พลับพลาไชย 2 เป็นรอง ผกก.สน.ท่าเรือ พ.ต.ท.ชัชวาลย์ ดวงแก้ว สวป.สน.พลับพลาไชย 2 เป็น รอง ผกก.ปป.สน.โชคชัย พ.ต.ท.บรรลือศักดิ์ แสงสว่าง สว.สส.สน.ปทุมวัน เป็นรอง ผกก.ปป.สน.พลับพลาไชย 2 พ.ต.ท.สถิตย์ สังข์ประไพ สวป.สน.สมเด็จเจ้าพระยา น้องชาย มือปราบหูดำ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เป็นรองผกก.ปป.สน.เตาปูน 
 
 นอกจากนี้ ยังมีบัญชีแนบท้ายคำสั่ง บช.น.ที่ 49/2553 ส่วนใหญ่เป็นนายตำรวจระดับ สารวัตร ที่ถูกโยกย้ายไปยังภาคอีสาน และภาคอื่นๆ ได้กลับเข้ามาสู่นครบาลอีกครั้งรวม 68 นาย อาทิ พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ รอง ผบก.ตชด.ภาค 4 เป็นรองผบก.น.1 พ.ตงอ.ศรัญวุทธ พิทักษากร ผกก.ฝอ.4 บก.อก.บช.ศ. เป็น ผกก.สน.ลาดพร้าว พ.ต.ท.จตุรภัทร ภิรมย์แก้ว ผู้ช่วย นว.(สบ 3) ผู้ช่วย ผบ.ตร. บุตรชาย พล.ต.ท.อนันต์ ภิรมย์แก้ว อดีต ผบช.น. เป็น สว.จร.สน.เตาปูน พ.ต.ต.เสน่ห์ มณีฉาย สว.กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.นครศรีธรรมราช เป็น สว.กก.สส.บก.น.1 

 

เลขาศาลฯ ขอกำลังดูแลองค์คณะคดียึดทรัพย์

January 31, 2010

 

 

เลขาธิการศาลยุติธรรม ขอกำลังดูแล 9 องค์คณะคดียึดทรัพย์ทักษิณ 7.6 หมื่นล้าน แต่เชื่อเรื่องลอบสังหารแค่ปล่อยข่าวหวังผลทางคดีระบุศาลทำงานตามหน้าที่ไม่อิงฝ่ายใดไม่ต้องกลัวถูกปองร้าย 
 
 
 
 วันนี้ (31 ม.ค.) นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงกระแสข่าวมีขบวนการลอบสังหารองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง ในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ตรวจสอบกระแสข่าวดังกล่าวจากสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ และหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยของบ้านเมืองแล้ว ปรากฏว่ายังไม่มีการแจ้งเตือนมา ซึ่งได้เรียนให้นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกาทราบแล้ว เชื่อว่ากระแสข่าวดังกล่าวเป็นการปล่อยข่าวเพื่อหวังผลทางคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนหน้านี้ก็มีการปล่อยข่าวลักษณะนี้จึงได้เช็กไปยังหน่วยข่าวกรอง แต่ก็ไม่มี และก็ได้เรียนองค์คณะทั้ง 9 ท่านทราบและประสานหน่วยงานความปลอดภัยมาช่วยดูแลองค์คณะ แต่ไม่ได้รักษาความปลอดภัยแบบประชิดตัว เชื่อว่าจะไม่มีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น 
 
 เรื่องกระแสข่าวลอบสังหารองค์คณะนั้นคงไม่ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) เพราะได้เรียนประธานศาลฎีกาแล้ว และไม่มีวาระเข้าสู่ที่ประชุม แต่อาจมี ก.ต.บางท่านที่เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยขององค์คณะฯ ก็อาจเสนอหยิบยกเข้าสู่ที่ประชุม ก.ต.พิจารณาได้ นายวิรัชกล่าว 
 
 เลขาธิการศาลยุติธรรมกล่าวด้วยว่า ก่อนการตัดสินคดีคงไม่จำเป็นต้องเก็บตัวผู้พิพากษาไว้ในที่ปลอดภัย เพราะผู้พิพากษาไม่มีศัตรู โดยปฏิบัติหน้าที่ไปตามกฎหมาย ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ไม่อิงเข้าข้างฝ่ายใด ไม่มีใครขอมา และไม่มีอะไรที่จะบังคับองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่าน ซึ่งจะใช้ดุลพินิจตัดสินคดีอย่างอิสระ และทุกท่านไม่มีอคติกับเรื่องอะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลหรือหลักการ ขอให้เชื่อมั่นในตัวผู้พิพากษาที่จะแสดงให้เห็นว่าเรายังเป็นที่พึ่งได้ 
 
 เสธ.แดง สำรอก ด่ากราด ตั้งแต่ ผบ.ทบ.ยันรัฐบาล ลามขู่ฆ่าศาลยุติธรรม 
 
 ชั่วได้ที่ อริสมันต์ คลั่ง สั่งเสื้อแดงเผาเมือง จัดการ 4 องคมนตรี 

 

ญาติแห่ร้อง ‘เจ๊ปิ๊ก’ นักโทษใหม่โดนเจ้าถิ่นรุมแทงรับน้อง ตาย 1-โคม่าอีกเพียบ

January 31, 2010

 

 

ญาติของ 4 ผู้ต้องขังเรือนจำ จ.สมุทรสงคราม ที่เพิ่งโดนย้ายไปเรือนจำจ.กาญจนบุรี พร้อมเพื่อน 38 คน เข้าร้องเรียน ‘เจ๊ปิ๊ก’ ว่าโดนนักโทษเจ้าถิ่นรับน้องใหม่ด้วยการรุมแทงด้วยเหล็ก-ด้ามแปรงสีฟัน-ช้อนส้อมฝนปลายแหลม ขณะกำลังอาบน้ำจนตายคาที่ 1 ศพ อาการปางตายอีกเพียบ แถมเหตุเกิดต่อหน้าผู้คุม หลังเกิดเหตุเรือนจำรีบย้ายนักโทษที่ถูกรุมทำร้ายออกไปทันที ญาติขับรถตามก็โดนตำรวจสกัดจับ ทำให้ยังไม่รู้ชะตากรรม 
 
 เมื่อเวลา 12.00 น. วันนี้ (31 ม.ค.) ได้ญาติของผู้ต้องขังในเรือยจำจังหวัดกาญจนบุรี 4 ราย ประกอบด้วย น.ส.ศิริรัตน์ ปั้นหยา อายุ 27 ปี น.ส.สุขหทัย โพธิสวรรค์ อายุ 41 ปี น.ส.แอ๋ม (นามสมมติ) อายุ 31 ปี และนางเอี่ยม แซ่จิ๋ว อายุ 59 ปีเดินทางเข้าร้องทุกข์กับนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ว่าญาติของพวกตนซึ่งเป็นผู้ต้องขัง อยู่ในเรือนจำจังหวัดสมุทรสงคราม ถูกย้ายให้ไปอยู่ที่เรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมเพื่อนผู้ต้องขังรวม 38 คน เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา 
 
 แต่เมื่อไปถึงเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี ผู้คุมได้ให้ผู้ต้องขังที่มาใหม่ทั้งหมดตัดผมและอาบน้ำ แต่ขณะที่กำลังอาบน้ำอยู่นั้น กลุ่มผู้ต้องขังที่มาใหม่ทั้ง 38 คน ถูกผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี รุมเข้าทำร้ายโดยใช้เหล็กแหลม กับด้ามแปรงสีฟันที่ฝนจนแหลม รวมถึงด้ามช้อนที่ฝนจนแหลม เข้ารุมแทงต่อหน้าผู้คุมอย่างเหี้ยมโหด โดยอ้างว่าเป็นการรับน้องใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 1 ราย บาดเจ็บสาหัสอีกเป็นจำนวนมาก ขณะนี้ผู้บาดเจ็บทั้งหมดได้เข้ารักษาตัวอยู่ที่ ตึกศัลยกรรม ชั้น 2 โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี 
 
 น.ส.ศิริรัตน์ เปิดเผยว่า สามีของตนคือนายศราวุฒิ ถวายนาค อายุ 29 ปี ต้องโทษในคดียาเสพติด และอีก 4 เดือนจะพ้นโทษแล้ว แต่ในวันเกิดเหตุ สามีกับเพื่อนผู้ต้องหาทั้ง 38 คน ได้ถูกย้ายมาที่เรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี และขณะที่กำลังจะอาบน้ำอยู่นั้น สามีก็ถูกนักโทษเจ้าถิ่นเข้ารุมทำร้าย โดยแทงที่บริเวณลำคอทะลุหลอดลมจนเสียชีวิต ตามร่างกายพบบาดแผลถูกของมีคมแทงทั่วร่าง ขณะนี้ศพตั้งสวดพระอภิธรรมอยู่ที่วัดท่าพูด ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม 
 
 ด้าน น.ส.สุขหทัย กล่าวว่า นายแสง (นามสมมติ) อายุ 21ปี หลานชายของตน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องขังที่เพิ่งย้ายมาก็ถูกทำร้ายร่างกายด้วย โดยหลังเกิดเหตุ ทางเรือนจำได้นำผู้ต้องขังที่เพิ่งมาจากเรือนจำจังหวัดสมุทรสงครามทั้งหมดเคลื่อนย้ายออกจากเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรีไปทันที เมื่อตนไปสอบถามว่า จะพาหลานชายตนไปที่ไหน ทางเจ้าหน้าที่เรือนจำก็ไม่ยอมให้รายละเอียดอะไรทั้งนั้น 
 
 ”หน้ำซ้ำช่วงที่เจ้าหน้าที่เรือนจำควบคุมตัวผู้ต้องขังออกจากเรือนจำขึ้นรถ แล้วพาไปตามถนนที่จะมุ่งหน้าไป จ.นครปฐม ดิฉันก็ขับรถตามออกมาด้วย แต่ก็ถูกตำรวจสกัดจับ โดยตำรวจบอกแต่เพียงว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำแจ้งตำรวจให้มาสกัดจับรถดิฉันไว้เพื่อไม่ให้ติดตามรถของเรือนจำไป จนถึงตอนนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าหลานชายเป็นอย่างไรบ้าง” น.ส.สุขหทัย 
 
 ขณะที่ น.ส.แอ๋ม (นามสมมติ) กล่าวว่า วันเกิดเหตุ นายเบิร์ด (นามสมมติ) สามีของตน ถูกของมีคมปาดที่บริเวณลำคอลึกเกือบถึงหลอดลม ได้รับบาดเจ็บสาหัส เช่นเดียวกับนางเอี่ยม ที่แจ้งว่า นายโอ๊ต (นามสมมติ) อายุ 29 ปี ลูกชายของตนถูกแทงที่บริเวณหลังทะลุปอดได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงเข้ามาร้องขอความเป็นธรรม ขอให้ย้ายผู้ต้องขังไปที่เรือนจำสมุทรสงครามตามเดิม เพราะไม่มั่นใจว่าหากถูกย้ายไปที่อื่นผู้ต้องขังจะมีความปลอดภัยหรือไม่ 
 
 ภายหลังรับแจ้ง นางปวีณา ได้ประสานไปยัง พล.ต.ต.เรวัช กลิ่นเกษร ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกับดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด จากนั้นนางปวีณา พร้อมญาติผู้เสียหายได้เดินทางไปที่วัดท่าพูด เพื่อให้น.ส.ศิริรัตน์ แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และนำศพของนายศราวุฒิไปชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริง 
 
 จากนั้นนางปวีณา พร้อมญาติผู้เสียหายได้เดินทางไปเยี่ยมอาการของกลุ่มผู้ต้องขังที่ได้รับบาดเจ็บ ที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี พร้อมทั้งเร่งประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เสียหายโดยเร็ว 
 
 นางปวีณา กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ร้องขอไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย รวมทั้งหามาตรการในการดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำให้ได้รับความปลอดภัย 
 
 ทั้งนี้จากการถามญาติผู้เสียหายแล้วก็ได้รับคำตอบว่า ต้องการจะขอย้ายผู้ต้องขังทั้งหมดกลับมายังเรือนจำจังหวัดสมุทรสงครามตามเดิม เนื่องจากผู้ต้องขังทั้งหมดไม่ได้กระทำผิดแต่อย่างใดอีกทั้งเห็นว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดสมุทรสงคราม มีอัธยาศัยดีเป็นมิตรกับประชาชน และดูแลผู้ต้องขังเป็นอย่างดี หากผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำแห่งนี้คงไม่เกิดเรื่อง 

 

พงศพัศ เยี่ยม ด.ต.ทางหลวง เหยื่อเมาซิ่ง

January 31, 2010

 

 

โฆษก ตร.เยี่ยมอาการ ด.ต.ทางหลวง ที่ถูกขี้เมาซิ่งกระบะชนขาขาดขณะช่วยคนประสบอุบัติเหตุ เผยหมอเตรียมผ่าตัดใหญ่พรุ่งนี้ เจ้าตัวบอกอยากกลับทำงานเตรียมประสานหาตำแหน่งให้ ที่ บก.ทล. 
 
 
 วันนี้ (31 ม.ค.) ที่โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผช.ผบ.ตร. ในฐานะ โฆษก ตร. เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมอาการของด.ต.อนุศักดิ์ ขมิ้นทอง อายุ 41 ปี ผบ.หมู่ ส.ทล.1 บก.ทล. จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ถูกนายวิชาญ นายสอง อายุ 52 ปี ขับรถกระบะในขณะเมาสุราชนจนขาขาด ระหว่างที่ ด.ต.อนุศักดิ์ ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุบนถนนย่านประตูน้ำพระอินทร์ ที่ห้องไอซียู รพ.ตำรวจ โดยมีมีนางอำพร ขมิ้นทอง อายุ 65 ปี มารดา พร้อมลูกชาย ลูกสาวของ ด.ต.อนุศักดิ์ ให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด 
 
 พล.ต.ท.พงศพัศ เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้เดินทางมาเยี่ยมอาการของ ด.ต.อนุศักดิ์ พร้อมพูดคุยกับแพทย์เกี่ยวกับอาการและแนวทางการรักษา โดยในวันพรุ่งนี้(1 ก.พ. ) แพทย์จะทำการผ่าตัดใหญ่ เพื่อเชื่อมกระดูกขาขวาให้ติดกัน เนื่องจากเมื่อครั้งที่ประสบอุบัติเหตุพบว่ากระดูกแตก และเส้นเสือดขาดไป 2 เส้น แต่ยังเหลืออีก 1 เส้นที่ยังสามารถลำเลียงเลือดไปเลี้ยงได้ ส่วนขาซ้ายแพทย์ก็จะทำการรักษาบาดแผลให้หายดีโดยเร็วเพื่อที่จะทำขาเทียมให้กับ ด.ต.อนุศักดิ์ 
 
 ” ขอขอบคุณประชาชนที่ร่วมบริจาคโลหิต กรุ๊ป B RH Nagative ให้กับ ด.ต.อนุศักดิ์ รวมทั้งประชาชนที่โทรศัพท์มาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องสูญเสียขาจากการปฎิบัติหน้าที่ สำหรับแนวทางการรักษาเบื้องต้นหลังจากที่แพทย์ทำการผ่าตัดแล้ว ก็จะต้องรอให้แผลจากากรผ่าตัดหายดีและฝึกทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อาการฟื้นตัวและสามารถกลับมาทำงานได้ เนื่องจากขณะนี้ด.ต.อนุศักดิ์ อยากกลับไปทำงานที่ทางหลวงแล้ว ซึ่งผมจะประสานไปที่กองบังคับการตำรวจทางหลวงว่า ด.ต.อนุศักดิ์ สามารถกลับไปทำงานในตำแหน่งใดได้บ้าง” โฆษก ตร. กล่าว 

 

‘ปัฐวิกรณ์’ เดือดอีก ปา’M26′บึ้มคลินิกหน้าตลาดพังยับ

January 31, 2010

   

 

 

ปัญหาตลาดปัฐวิกรณ์ยังเดือดไม่หยุด ล่าสุดมือมืดลอบปาระเบิดลูกเกลี้ยง M26 ใส่คลินิกหน้าตลาดจนพังยับเยินในช่วงเช้ามืด แถมระหว่างตำรวจพฐ.-เก็บกู้วัตถุระเบิด เข้าเก็บหลักฐานในจุดเกิดเหตุ ยังมีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 50 คน อ้างเป็นทีมงานนายทหารยศพลโท รับคำสั่งจาก บ.ปัฐวิกรณ์ ให้เข้ามาเคลียร์พื้นที่ จนปะทะคารมกับกลุ่ม บ.โชคชัยทรัพย์ทวี ตำรวจต้องเข้ามาห้ามทัพก่อนบานปลาย 
 
 
 เมื่อเวลา 04.00 น.วันนี้ (31 ม.ค.) พ.ต.ท.ทรงธรรม ศรีกาญจนา พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.บึงกุม รับแจ้งมีเหตุระเบิดภายในอาคารดุสิตานวมินทร์คลินิกเวชกรรม หน้าตลาดปัฐวิกรณ์ ปากซอยนวมินทร์ 72 ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อม พ.ต.อ.อาณัติ เกล็ดมณี รอง ผบก.น.4 พ.ต.อ.อำนาจ อินทรประสาท ผกก.สน.บึงกุ่ม พ.ต.อ.ปกรณ์ กิตติวัฒน์ ผกก.สส.บก.น.4 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสน.บึงกุม และกก.สส.บก.น.4 เจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้วัตถุระเบิด บก.ตปพ.บช.น. และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน 
 
 ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ชั้นเดียวตั้งอยู่ด้านหน้าสุดของตลาดดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบว่ากระจกและประตูด้านหน้าได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดจนแตกละเอียด ฝ้าเพดานพังร่วงลงมากินพื้นที่เป็นวงกว้างประมาณ 3 เมตร เสาและผนังของอาคารถูกสะเก็ดระเบิดจนได้รับความเสียหายเป็นรูพรุน และมีหลุมกว้างประมาณ 1 ฟุตอยู่ข้างเสา นอกจากนี้ยังพบเศษชิ้นส่วนของระเบิดลูกเกลี้ยง หรือ M26 ตกอยู่ในภายในอาคาร และกระเดื่องระเบิดชนิดดังกล่าวตกอยู่ใต้เต้นท์ขายของริมทางเท้าหน้าอาคารที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐานเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ต่อไป 
 
 จากการสอบสวนพยานซึ่งอยู่ที่ร้านโจ๊กฝั่งตรงข้ามกับที่เกิดเหตุ เบื้องต้นไม่มีใครเห็นเหตุการณ์หรือคนร้ายแต่อย่างใด มีแต่เพียงคนได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว จากนั้นก็เกิดควันเป็นจำนวนมาก 
 
 ด้าน พ.ต.อ.อำนาจ กล่าวว่า ขณะนี้ที่ดินในเขตพื้นที่ตลาดปัฐวิกรณ์ที่เกิดเหตุกำลังมีข้อพิพาทกันอยู่ระหว่างเครือญาติในการครอบครองสิทธิ์ ซึ่งมีการตั้งบริษัทขึ้นมา 2 บริษัท คือ บริษัทโชคชัยทรัพย์ทวี จำกัด กับบริษัทปัฐวิกรณ์จำกัดที่มีนายภูเทพ สิทธิราม เป็นกรรมการผู้จัดการ และเป็นผก่อตั้งตลาดขึ้นมา แต่มีเรื่องขัดแย้งกันเองระหว่างพี่น้องจนมีการฟ้องร้องขึ้นศาลมาหลายคดี ส่วนใหญ่อยู่ในระหว่างชั้นฎีกา และมีการแจ้งความกันไปมาไม่ต่ำกว่า 20 คดี ที่สน.บึงกุ่ม 
 
 พ.ต.อ.อำนาจ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเรื่องของการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความตึงเครียด แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นการข่มขู่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ หรืออาจเป็นบุคคลที่สามก็เป็นไปได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องหาพยานหลักฐานว่าใครเห็นเหตุการณ์ ก่อนที่ตัดสินใจเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งสองบริษัทมาสอบปากคำว่าเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่ก็คาดว่าทั้งสองฝ่ายคงปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นอย่างแน่นอน 
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้วัตถุระเบิด บก.ตปพ.บช.น. และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน กำลังตรวจเก็บหลักฐานบริเวณจุดเกิดเหตุอยู่นั้น ก็ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 50 คน ซึ่งอ้างว่าเป็นทีมงานของ พล.ท.ปรเมษฐ์ ป้อมนาค เดินเรียงหน้ากระดานเข้ามายังจุดเกิดเหตุ 
 
 โดยกลุ่มชายฉกรรจ์อ้างว่าได้รับคำสั่งจากผู้บริหารของบริษัทปัฐวิกรณ์จำกัด ให้มาเคลียร์พื้นที่ของตลาดปัฐวิกรณ์ในส่วนที่บริษัทดูแลอยู่ เพื่อไม่ให้บริษัทโชคชัยทรัพย์ทวี จำกัด เข้ามาลุกล้ำหรือเก็บค่าเช่าแผงจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาด จนเป็นเหตุทำให้เกิดการปะทะคารมกับกลุ่มบริษัทโชคชัยทรัพย์ทวีฯ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไประงับเหตุการณ์ก่อนที่จะมีเรื่องบานราวบานปลายรุนแรง 
 
 สำหรับพื้นที่ตลาดปัฐวิกรณ์นั้น มีปัญหาการขัดแย้งกันระหว่างบริษัทปัฐวิกรณ์จำกัด และบริษัทโชคชัยทรัพย์ทวี จำกัด เกี่ยวกับการอ้างกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินจนเป็นเหตุให้มีการฟ้องร้องและดำเนินคดีกันเกิดขึ้นจำนวนหลายคดี ตลอดจนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำกำลังมาตั้งเต้นท์ห่างจากจุดเกิดเหตุไปประมาณ 30 เมตร เพื่อคอยดูแลรักษาความปลอดภัย 
 
 ตลาดปัฐวิกรณ์เดือดชายฉกรรจ์บุกยึด-ตร.คุมเข้มหวั่นปะทะ 
 รวบ รปภ.แบกปืนเอชเคคุมเชิงกร่างกลางตลาดปัฐวิกรณ์ 
 แจ้งจับชายฉกรรจ์บุกรื้อตลาดปัฐวิกรณ์ 

 

Next Page »