รีสอร์ท เวิลด์ เซนโตซ่า บุกตลาดไทยอวดโฉมความยิ่งใหญ่ครั้งแรก
March 1, 2010
นางเคเซีย ซิม (กลางขวา) ผู้จัดการฝ่ายขาย ตลาดต่างประเทศ นำทีมออกบู้ธแนะนำ รีสอร์ท เวิลด์ เซนโตซ่า สุดยอดแห่งสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวอันดับ 1 ของเอเชียให้ผู้บริโภคไทย และเอเย่นต์ท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการครั้งแรก ในงานเที่ยวทั่วไทย…ไปทั่วโลก ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์นี้ และในงานเที่ยวทั่วโลกระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคมนี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กางบัญชีเงินฝากแม้ว
March 1, 2010
”วันพิเศษ”!!..X ray กันเบาๆ เอาแค่ “เครื่องเคียงข่าว” ประกอบคำพิพากษา ที่องค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท จะออกนั่งบัลลังก์อ่านพิพากษา เวลา 14.00น.”วันนี้”!!..
เป็นข้อมูลกรณี “ยึดทรัพย์” ขั้นตอนยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน อย่างเร็วที่สุดต้องเลย 30 วันไปก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้ “ทักษิณ ชินวัตร” ยื่นอุทธรณ์ ด้วยการยื่นเอกสารหลักฐานตามข้อเท็จจริง “ใหม่” หากไม่สามารถยื่นหลักฐานใหม่เพื่อคัดค้านคำตัดสินของศาลฯ “คดีก็จะถือเป็นที่สิ้นสุด” พนักงานอัยการจะเป็นผู้ทำหนังสือแจ้งไปยังสถาบันการเงินที่อายัดเงินของ “ทักษิณ” ให้โอนเป็นเช็คหรือเงินสดเข้าบัญชีคลังหลวง “ทั้งดอกทั้งต้น”!!..
”บัญชี 16 บัญชี มีรายละเอียดดังนี้”!!..
1.บัญชีธนาคารกสิกรไทยของคุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์ 36 ล้านบาท
2.บัญชีธนาคารกรุงเทพ จำนวน 18,156 ล้านบาท ของ คุณหญิงพจมาน นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร นางบุษบา ดามาพงศ์ และบริษัทเอกชนอื่น
3.บัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา 2,125 ล้านบาท ของคุณหญิงพจมานและบริษัทเอกชนบางส่วน
4.บัญชีธนาคารทหารไทย 10 ล้านบาท ของคุณหญิงพจมานและนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมของคุณหญิงพจมาน
5.บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ 39,634 ล้านบาท ของ คุณหญิงพจมาน นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ นายบรรณพจน์ น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ และบริษัทเอกชนต่างๆ
6.บัญชีธนาคารธนชาต 1,476 ล้านบาท ของนายบรรณพจน์และบริษัทเอกชน
7.บัญชีธนาคารนครหลวงไทย 1 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน
8.บัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 500 บาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ
9.บัญชีธนาคารยูโอบี รัตนสิน 492 ล้านบาท ของคุณหญิงพจมานและนายบรรณพจน์
10.บัญชีธนาคารออมสิน 15,748 บาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ
11.บัญชีธนาคารอาคารสงเคราะห์ 200 ล้านบาท ของกลุ่มบริษัทเอกชน
12.บัญชีธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 10,000 บาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ
13.บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย 208 ล้านบาท ของนายบรรณพจน์
14.บลจ.ไทยพาณิชย์ 2,237 ล้านบาท ของนายพานทองแท้ น.ส.พินทองทาและนายบรรณพจน์
15.บลจ.แอสเสท พลัส 172 ล้านบาท ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์
16.บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2,722 ล้านบาท ของนายบรรณพจน์
ยังมีที่ดิน 2 แปลง ที่ จ.นครราชสีมา ของนายพานทองแท้ จำนวน 27 ล้านบาท…”ขอให้โชคดี พี่น้องชาวไทย”…

คลื่นห่วยสัญญาณหาย! “เอไอเอส” แดงโผล่โวยถูกมือดีกลั่นแกล้ง
March 1, 2010
ผู้บริหาร “เอไอเอส” แดงโผล่! เปิดแถลงข่าวปั่นกระแสถูกกลั่นแกล้ง อ้างถูกมือดีส่งสัญญาณกวนคลื่นมือถือบริเวณศาลฎีกา ใกล้สนามหลวง โวยลูกค้าโทรเข้ามาร้องเรียนอื้อ ยันเครือข่ายเจ๋งไม่มีปัญหา
นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC/เอไอเอส เปิดแถลงข่าว โดยระบุ บริษัทวอนร้องขอผ่านไปยังผู้ที่กำลังส่งสัญญาณรบกวนสัญญาณโทรศัพท์มือถือของเอไอเอส บริเวณศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ท้องสนามหลวง ให้หยุดการกระทำดังกล่าว เพราะทำให้ลูกค้าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นไม่สามารถใช้งานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
ทั้งนี้ เอไอเอส ได้รับการร้องเรียนจากลูกค้าเป็นจำนวนมากว่า ไม่สามารถใช้งานโทรศัพท์มือถือในบริเวณดังกล่าวได้ ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 จนถึงเช้าที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่า เครือข่ายของเอไอเอสไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น แต่พบว่ามีการส่งสัญญาณรบกวน ที่ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ส่งผลทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบเอไอเอสไม่สามารถใช้งานได้ในบริเวณท้องสนามหลวง

ม.กรุงเทพวางเงินล้าน ล่อใจ นศ.ประกวดไอเดียสร้างสรรค์
March 1, 2010
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดตัวโครงการ ไอเดียแลกล้าน กระตุ้นนักศึกษาครีเอทีฟ ต่อยอดไอเดีย มุ่งสู่จุดยืนความเป็นมหาวิทยาลัยสร้างสรรค์ที่สัมผัสได้
วันที่ 11 ก.พ. นายเพชร โอสถานุเคราะห์ Chief Creative Officer หรือ ประธานบริหาร มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ไอเดียแลกล้าน หลังจากที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนกับการเป็นมหาวิทยาลัยสร้างสรรค์ และเพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความสร้างสรรค์นี้ ล่าสุดผุดไอเดียจัดโปรเจกต์ใหญ่แจกเงินล้าน กระตุ้นนักศึกษาให้เกิดความกล้าในการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ ที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างรายได้ให้กับประเทศในอนาคต จึงมุ่งที่จะปลูกฝังนักศึกษาของมหาวิทยาลัยกรุงเทพทุกคนให้มีความคิดเพื่อจะเป็นบัณฑิตที่มีความคิดสร้างสรรค์ และจิตวิญญาณการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นหัวหอกที่จะกระตุ้นให้มีการนำความคิดสร้างสรรค์มาทำให้เป็นโครงการที่จับต้องได้ และเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ของมหาวิทยาลัย
นอกจากนี้ ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้กล่าวถึงรายละเอียดของโครงการดังกล่าวว่า เป็นการเปิดรับไอเดียดีๆ ที่มีความคิดสร้างสรรค์เฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไม่จำกัดคณะและสาขาวิชา นำเสนอโครงการที่เป็นรูปธรรม ไม่จำกัดจำนวนผลงาน แต่สามารถปฏิบัติได้จริง และที่สำคัญมีความสดใหม่ เสนอต่อทางมหาวิทยาลัย โดยไอเดียที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนให้จัดทำโครงการรวมมูลค่า 1 ล้านบาท ต่อยอดสร้างเป็นชิ้นงานจริง ทั้งนี้เป็นการตอบเป้าหมายของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และศูนย์สร้างสรรค์มหาวิทยาลัย (Bangkok University Creativity Center: BUCC) ในการที่จะจุดผลักดันการสร้างมหาวิทยาลัยกรุงเทพให้เป็นมหาวิทยาลัยสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดสิ่งแวดล้อม การศึกษา และโอกาสการแสดงความคิดสร้างสรรค์ให้แก่นักศึกษา เรามุ่งหวังที่จะทำให้นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพมีความคิดสร้างสรรค์อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
กำหนดส่งผลงานตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2553 นักศึกษาที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bu.ac.th และ www.imaginebangkok.com
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()

ธปท.นำการเมืองปรับเป้าจีดีพีใหม่ เกาะติดตัวเลขนักท่องเที่ยว
March 1, 2010
ธปท.เตรียมทบทวนประมาณการ “จีดีพี” ปี 53 ใหม่ ในรายงานเดือน เม.ย. ห่วงปัญหาการเมืองทำป่วน กระทบเชื่อมั่นลงทุน โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว ยืนยัน ศก.ไทยฟื้นตัวได้จริง ทั้งการผลิตและส่งออก
นายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.เตรียมทบทวนคาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ(จีดีพี) ของไทยในปี 2553 ในการรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อเดือนเมษายน 2553 โดยจะนำปัจจัยการเมืองมาพิจารณารวมด้วยว่ามีผลกระทบในระยะยาวหรือไม่ โดยเฉพาะในแง่การท่องเที่ยว
โดยจะเป็นการพิจารณาจากปัญหาทางการเมืองและการนำเข้าตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ปี 2552 ที่สภาพัฒน์ได้ประกาศออกมาเป็นเครื่องมือที่ร่วมพิจารณา ซึ่งในขณะนี้ ธปท.ยังคงยืนยันที่จะคงเป้าจีดีพีอยู่ในกรอบ 3.5-5.3% ต่อไป แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตาม หรือแม้ประเด็นทางการเมืองจะมีความยืดเยื้อเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์การเมืองมีผลกระทบทำให้นักท่องเที่ยวลดลง ก็เชื่อว่ามีเหตุการณ์ทุกอย่างผ่านพ้นไปและมีความชัดเจนขึ้นก็จะทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวได้ ส่วนการที่ประเทศต่างๆ ออกประกาศเตือนประชากรของประเทศนั้นๆ ในการเดินทางท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยช่วงนี้ เป็นเรื่องปกติ
นายสุชาติ กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากเศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวได้ดี ทำให้การส่งออกฟื้นตัวขึ้น ซึ่งรายได้จากการส่งออก ถือเป็นสัดส่วนสูงเมื่อเทียบจีดีพี ขณะที่ปัญหาระยะสั้นยังเป็นเรื่องการเมืองที่ส่งผลกระทบบ้าง ส่วนการลงทุนยังเติบโตได้ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีการใช้กำลังการผลิตเกือบเต็มที่แล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
สำหรับการพิจารณาแนวโน้มดอกเบี้ย ต้องดูว่านโยบายการเงินที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำมานาน มีผลข้างเคียงหรือไม่ โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะจะมีผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ และหากเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี ก็ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย

“สรรพากร” ใจชื้น! เงินเหลือ3หมื่นล. ชี้ “โอ๊ค-เอม” โกงภาษีต้องชำระ1.4หมื่นล.
March 1, 2010
“สรรพากร” ใจชื้น! ศาลสั่งยึดเงินปล้นชาติ 4.6 หมื่นล้าน ยังมีเงินเหลืออีก 3 หมื่นล้าน เพื่อเอาไปชำระภาษีค้างจ่าย “กรณ์” แจงยอดโกงภาษีไม่ใช่ 1.2 หมื่นล้าน “โอ๊ค-เอม” ต้องจ่ายเพิ่ม 1.4 หมื่นล้าน เพราะมีเบี้ยปรับด้วย เผยขั้นตอนต่อไป ต้องบังคับคดีเพื่อนำเงินจากธนาคารโยกเข้าคลังหลวง หากไม่อุทธรณ์ภายใน 30 วัน พบเบาะแสเงินฉาวยังมีซุกบัญชีในต่างประเทศ อดีต คตส.ชี้ สรรพากรอายัดเพิ่มได้ทันที
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท วานนี้ ส่งผลให้ยังมีเงินที่อายัดไว้ 7.6 หมื่นล้านบาท คงเหลืออีก 3 หมื่นล้านบาท เพียงพอที่จะนำไปจ่ายภาษี 1.4 หมื่นล้านบาท ของนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งค้างจ่ายภาษีกับกรมสรพากรจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท พร้อมเบี้ยปรับเดือนละ 1.5% ของมูลค่าภาษีค้างชำระซึ่งเพิ่มขึ้นทุกเดือนตั้งแต่ค้างชำระภาษีไว้ หากรวมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม ณ ปัจจุบัน ประมาณ 2,000 สรรพากรจะต้องยึดเงินรวม 1.4 หมื่นล้านบาท
โดยก่อนหน้านี้ คณะกรรมการอุทธรณ์ภาษี ระบุว่า การประเมินภาษีนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ที่ซื้อขายหุ้นแอมเพิลริช ของกรมสรรพากร ถูกต้องแล้ว และทั้งสองคนต้องชำระภาษี แต่เมื่อทั้งสองเลือกจะสู้ผ่านการอุทธรณ์ในศาลภาษี เงินจำนวน 1.4 หมื่นล้านบาท ก็ต้องเสียสิทธิที่จะนำเงินไปใช้ เพราะกรมสรรพากรมีอำนาจสั่งอายัดทรัพย์ทั้งหมดเพื่อความรอบคอบและไม่สร้างความเสียหายแก่รัฐทีหลัง หากจะต้องมีทั้งค่าปรับเงินเพิ่มตามที่ศาลภาษีจะตัดสิน ทั้งนี้ หากบัญชีที่มีในประเทศไทยไม่เพียงพอกับการชำระภาษี กรมสรรพากรก็มีอำนาจจะสั่งอายัดบัญชีในต่างประเทศ แต่เรื่องนี้ไม่เคยดำเนินการมาก่อน
ด้านนายสัก กอแสงเรือง อดีตโฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส. ) เปิดเผยว่าภายหลังผลการพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เสร็จสิ้น โดยระบุถึง เงินที่ไม่ถูกยึด จำนวน 30,247 ล้านบาทว่า อาจถูกกรมสรรพากรอายัดได้อีก เนื่องจากที่ตนเองเข้าใจว่า ยังมีภาษีค้างชำระในส่วนของบุตรสาว และบุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ โดยยอดคงค้างน่าจะประมาณ 13,000 – 14,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ เห็นว่าการดำเนินการอายัดเงินของกรมสรรพากร ในส่วนภาษีที่คงค้างอยู่นั้น สามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องเลย
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีเงินได้และค่าปรับ จำนวน 11,809 ล้านบาทจากนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา จากกรณีที่บุคคลทั้งสอง ซื้อหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป จากบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท เมื่อช่วงเดือนมกราคม 2549 ขณะที่ราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีราคาหุ้นละ 49.25 บาท ทำให้บุคคลทั้งสองได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นเป็นเงิน 15,883 ล้านบาท ก่อนที่จะขายหุ้นจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของสิงคโปร์ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท พร้อมกับหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดของตระกูลชินวัตร
หลังจากนั้น คตส.ก็ได้เข้าตรวจสอบกรณีดังกล่าว เห็นว่า นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้มีอำนาจจัดการของบริษัท แอมเพิลริช ซื้อหุ้นที่เป็นทรัพย์สินของบริษัทในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ผลต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาตลาดหุ้นละ 48.26 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538
ดังนั้น นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ต้องนำเงินได้จากประโยชน์ที่ได้จากการซื้อหุ้นได้ในราคา ต่ำกว่าราคาตลาดจำนวน 15,883.9 ล้านบาท ไปรวมคำนวณเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร และชำระภาษีอากรประจำปีภาษี 2549 ซึ่ง คตส.ส่งเรื่องให้กรมสรรพากรติดตามการเสียภาษีเงินได้ปีภาษี 2549 ของบุคคลทั้งสองดังกล่าว เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2550
แต่ปรากฏว่า เมื่อถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2550 บุคคลทั้งสองไม่ได้นำเงินได้ดังกล่าวมารวมชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงได้ออกหมายเรียกตรวจสอบการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2549 ของนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 และประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2549 จำนวน 6,000 ล้านบาท พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกประมาณ 6,000 ล้านบาท จากนายพานทองแท้ เป็นเงินภาษีทั้งสิ้น 5,904.7 ล้านบาท น.ส.พินทองทาเป็นเงินภาษีทั้งสิ้น 5,904.5 ล้านบาท หรือรวมประมาณ 11,809 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่ที่ผ่านมาคณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้อง
สำหรับระยะเวลาที่เม็ดเงินจากการยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท จะตกเป็นของหลวงนั้น ต้องรอว่าจะมีการอุทธรณ์ภายใน 30 วันหรือไม่ แต่คดีนี้คาดจะไม่มีการอุทธรณ์เพราะต้องมีหลักฐานใหม่ถึงจะอุทธรณ์ได้ ส่วนการนำเงินไปใช้นั้นต้องขึ้นกับพ.ร.บ.งบประมาณ เพราะการใช้เงินใดๆ ของรัฐบาลไม่สามารถใช้เกินกว่าที่ พ.ร.บ.งบประมาณอนุมัติไว้ได้

รง.น้ำตาลโต้ข่าวลดส่งสินค้าป้อนตลาด ยันน้ำตาลทรายไม่ขาดแคลน
March 1, 2010
3 สมาคม รง.น้ำตาลทราย ยันน้ำตาลใน ปท.เพียงพอ-ไม่ขาดตลาด พร้อมโต้ข่าวน้ำตาลขาดแคลนเกิดจาก รง.ส่งสินค้าลดลง ลั่นเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เพราะที่ผ่านมามีการกำหนดโควตาในการจำหน่ายใน ปท.อย่างชัดเจน โดยนำออกจำหน่ายสัปดาห์ละ 403,000 กระสอบ ทุกวันจันทร์
นายประกิต ประทีปะเสน ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า การประชุมร่วม 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ซึ่งประกอบไปด้วย โรงงานน้ำตาลทั้ง 47 โรงงาน มีความเห็นร่วมกันว่า น้ำตาลทรายเพื่อการบริโภคภายในประเทศ (โควตา ก.) จะไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน เนื่องจากโรงงานน้ำตาลได้สำรองน้ำตาลไว้ให้ผู้บริโภคอย่างเพียงพอ และขณะนี้โรงงานน้ำตาลอยู่ระหว่างการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทราย ซึ่ง ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 มีปริมาณอ้อยเข้าหีบแล้ว 53 ล้านตัน และมีปริมาณน้ำตาลที่ผลิตได้แล้ว 2552 ล้านกระสอบ ดังนั้น ประชาชนจึงไม่ต้องกังวลว่า จะไม่มีน้ำตาลบริโภค
”เรารับรองว่าปริมาณน้ำตาลทรายโควตา ก. จะเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศอย่างแน่นอน จึงไม่อยากให้ทุกคนวิตกกังวลในเรื่องนี้ เพราะฤดูการผลิต 2552/2553 ได้กำหนดปริมาณโควตา ก. ถึง 21 ล้านกระสอบ เพิ่มจากฤดูการผลิตก่อนหน้าที่กำหนดไว้ 19 ล้านกระสอบ และถ้าดูสถิติปริมาณการขายน้ำตาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็ชี้ชัดว่าน้ำตาลทรายในประเทศมีให้บริโภคอย่างเพียงพอ โดยไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน”
ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวตอบโต้ กรณีที่มีรายงานข่าวอ้างว่าสาเหตุที่น้ำตาลทรายเริ่มขาดตลาด เพราะโรงงานน้ำตาลส่งสินค้าเข้ามาลดลงนั้นน่าจะเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เพราะที่ผ่านมามีการกำหนดโควตาในการจำหน่ายในประเทศอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันมีการนำน้ำตาลออกจำหน่ายสัปดาห์ละ 403,000 กระสอบ ทุกวันจันทร์ แต่ผู้บริโภค และร้านค้ามีความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากกลัวสินค้าขาดแคลน
”เรื่องการขาดแคลนน้ำตาลน่าจะมาจากความวิตกกังวลของผู้บริโภครายย่อยไปจนถึงร้านค้า จนทำให้เกิดกระแสการกักตุน เพราะในส่วนของโรงงานน้ำตาลมีการส่งสินค้าในปริมาณปกติตามกำหนด ไม่มีการลดลงตามที่ปรากฏเป็นข่าวแต่อย่างใด จึงอยากให้ประชาชนสบายใจว่าน้ำตาลมีเพียงพออย่างแน่นอน” ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทาง 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ดังกล่าว ถึงแม้จะมั่นใจว่าน้ำตาลทรายในประเทศจะมีให้บริโภคอย่างเพียงพอ ไม่ขาดแคลน แต่ก็ได้มีมาตรการดำเนินการหากเกิดการขาดแคลนน้ำตาลเพื่อบริโภคภายในประเทศ
ทั้งนี้ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ประกอบไปด้วยสมาคมโรงงานน้ำตาลไทย สมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงานไทย และสมาคมการค้าอุตสาหกรรมน้ำตาล ซึ่งมีโรงงานน้ำตาลสมาชิกรวม 47 โรงงานทั่วประเทศ

บริดจสโตนไม่ย้ายฐานปรับแผนรับมือการเมือง
March 1, 2010
ผู้ผลิตยางรถยักษ์ใหญ่ บริดจสโตน รับกังวลปัญหาการเมืองวุ่นวายรุนแรง เตรียมพร้อมรับมือตลอดเวลา แต่ยืนยันไม่ย้ายฐานการผลิต และเดินหน้าลงทุนในไทยต่อเนื่อง ล่าสุดทุ่ม 130 ล้านบาท เปิดศูนย์โรงงานผลิตยางหล่อดอก และปีนี้ลงทุนอีก 3 โครงการ โรงงานผลิตชิ้นส่วนยางหล่อดอก ที่จังหวัดชลบุรี ขยายกำลังการผลิตโรงงานหนองแค และสร้างโรงงานไฟฟ้าใช้ที่โรงงานรังสิต รองรับเศรษฐกิจฟื้น การผลิตกลับมาเป็นปกติ และโครงการอีโคคาร์ของบริษัท
นายมาซาฮิโระ ฮิกาชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด ผู้ผลิตยางรถยนต์บริดจสโตนในประเทศไทย และเป็นบริษัทในเครือของบริดจสโตน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ธุรกิจยางรถยนต์ในปีที่ผ่านมาตกลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก และความผันผวนทางการเมืองในไทย นับตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 เป็นต้นมา
แต่ทิศทางตลาดยางรถยนต์กลับมาปรับตัวดีขึ้นอีกครั้ง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 และเชื่อว่าเศรษฐกิจปีนี้จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และทำให้ยอดการผลิตยางรถยนต์ในไทยกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ดังจะเห็นได้จากการที่บริษัทรถยนต์ได้มีการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับตลาดในประเทศและส่งออก ทำให้ ในปีนี้เราไม่เป็นห่วงในเรื่องของยอดการผลิตเท่าไหร่
ทั้งนี้สิ่งที่บริดจสโตนกังวลมากที่สุด เห็นจะเรื่องความผันผวนทางการเมืองในไทยปัจจุบัน ส่วนเรื่องปัญหามาบตะพุดเป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องจะกำหนดให้ชัดเจน เพื่อให้นักลงทุนได้ปฏิบัติตาม น่าจะคลี่คลายได้ไม่ยาก แต่เรื่องการเมืองไทยในปัจจุบันสร้างความสับสนให้กับนักลงทุนต่างชาติมาก และแม้แต่คนไทยด้วยกันเองไม่รู้ผลสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการหรือนักลงทุนต่างชาติดคาดหวังมากที่สุด ย่อมอยากให้การเมืองมีเสถียรภาพมั่นคง เพื่อที่จะดำเนินธุรกิจได้อย่างไม่มีกังวัล และสามารถวางนโยบายการลงทุนระยะยาวได้ต่อเนื่อง
นายฮิกาชิกล่าวว่า แต่หากสถานการณ์ทางการเมืองมีความรุนแรง ไม่ว่าจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนถึงการปิดสนามบินเช่นที่ผ่านมา ย่อมส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของนักลงทุนในไทย แม้จะยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนในขณะนี้ บริดจสโตนก็ต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เสียหายต่อธุรกิจและองค์กรทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าบริดจสโตนคิดถึงเรื่องย้ายฐานการผลิตไปจากไทย เพียงแต่เรามองปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะสั้นว่า จะต้องดำเนินการอะไรบ้างไม่ให้กระทบถึงธุรกิจ และบุคลากรในปัจจุบัน ส่วนในระยะยาวสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเรื่องของเศรษฐกิจ หรือการเมือง คงต้องมาพิจารณากันเป็นสเต็ปต่อไป แต่นโยบายของบริดจสโตนยังคงจะขยายธุรกิจในไทยอย่างต่อเนื่อง นายฮิกาชิกล่าวและว่า
โดยจะเห็นจากล่าสุดบริดจสโตนได้ลงทุนเปิดศูนยางหล่อดอก บริดจสโตน แบนแดก (Bridgestone Bandag) สำหรับยางรถยนต์บรรทุก ที่อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ติดกับโรงงานผลิตยางรถยนต์บริดจสโตนหนองแค โดยใช้เงินลงทุนมากกว่า 130 ล้านบาท โดยเบื้องต้นมีกำลังการผลิตประมาณ 1 พันเส้นต่อปี
สำหรับวัตถุประสงค์ในการเปิดศูนย์ยางหล่อดอกบริดจสโตนแบนแดก เพื่อรองรับนโยบายในการรักษาสิ่งแวดล้อมของบริดจสโตน โดยการนำยางเก่ามาใช้ใหม่ และยังเป็นการช่วยลดต้นทุนให้กับผู้บริโภค เนื่องจากเป็นการนำยางเรเดียลเก่ามาหล่อดอกใหม่ ทำให้ผู้บริโภคสามารถลดต้นทุนจากการที่ต้องซื้อยางใหม่ได้ถึง 40-60% ขณะที่ปลอดภัยจากการใช้ยางเก่าที่นำหล่อดอกใหม่ เพราะมีสภาพแทบจะไม่แตกต่างจากยางรถใหม่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของแบนแดกผู้ผลิตยางหล่อดอกจากสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก และบริดจสโตนได้ซื้อกิจการมาทั้งหมด
นายฮากาชิกล่าวว่า ตลาดยางหล่อดอกในไทยมีอัตราขยายตัวสูงมาก ปัจจุบันมีปริมาณแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 5 แสนเส้น และมีโรงงานยางหล่อดอกมากกว่า 100 แห่ง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นของร้านเถ้าแก่ ศูนย์ยางหล่อดอกบริดจสโตนแบนแดกนับเป็นของแบรนด์ผู้ผลิตแห่งแรกในไทย ทำให้มีมาตรฐานในเรื่องของคุณภาพและความปอลดภัย ขณะที่ราคาไม่ได้แพงกว่าแต่อย่างใด ทำให้เชื่อว่าจะสามารถเข้ามาสอดแทรกในตลาดได้ และวางแผนจะเปิดเป็นศูนย์แฟรนไชส์ด้วย
ทั้งนี้ในการผลิตยางหล่อดอกบริดจสโตนแบนแดก เบื้องต้นจะใช้วัตถุดิบจากในประเทศ และมีนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาในส่วนของยางประสานระหว่างยางเก่าและดอกยาง แต่ในเดือนพฤศจิกายนปลายปีนี้จะเปิดโรงงานผลิตยางประสานที่จังหวัดชลบุรี ส่วนรายละเอียดต่างๆ คงยังไม่สามารถเปิดเผยได้ขณะนี้
จากการลงทุนเปิดศูนย์ยางหล่อดอกและโรงงานผลิตชิ้นส่วนของบริดจสโตน แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นที่จะลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายธุรกิจของบริดจสโตนในไทยให้ครอบคลุมและครบวงจร เช่นเดียวกับการผลิตยางรถยนต์ของบริดจสโตน ที่จะมีการลงทุนขยายกำลังการผลิตที่โรงงานบริดจสโตน อำเภอหนองแค และสร้างโรงไฟฟ้าใช้ภายในโรงงานรังสิต จังหวัดปทุมธานี
สำหรับการลงทุนทั้งสองโครงการเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดในอนาคต ไม่ว่าจะมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และโครงการอีโคคาร์ของบริษัทรถยนต์ โดยการขยายไลน์ผลิตที่โรงงานหนองแข จะทำให้กำลังการผลิตยางรถยนต์จากเดิมวันละ 3 หมื่นเส้นต่อวัน เพิ่มเป็น 3.6 หมื่นเส้นต่อวัน

จีทีเอชทุ่ม150ล.สู้ม็อบ-บอลโลกหวั่นตลาดหนังซบ
March 1, 2010
จีทีเอชพร้อมรับมือความวุ่นวายทางการเมือง ด้วยการเลื่อนฉายหนังหากเกิดเหตุรุนแรง แต่มั่นใจปีนี้ ส่งหนังลงโรง 6 เรื่อง ด้วยงบลงทุน 150 ล้านบาท เผยปี 52 รายได้เติบโตถึง 20%
นายวิสูตร พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ จำกัด ผุ้ดำเนินธุรกิจสร้างหยังรายใหญ่ เปิดเผยว่า บริษัทฯเตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา หากมีเหตุการณ์ความรุนแรงทางด้านการเมืองเกิดขึ้นภายในประเทศ จากความขัดแย้งทางการเมืองเวลานี้ หลังจากวันตัดสินคดียึดทรัพย์ผ่านไปแล้ว ซึ่งปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กระทบต่ออุตสาหกรรมหนังในไทยอย่างมากและยังคงเป็นปัจจัยที่น่าเป็นห่วงที่สุดในเวลานี้
แต่อดีตที่ผ่านมาบริษัทฯไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองมากนัก เนื่องจาก ได้มีการพิจารณาและวางแผนโดยพิจารณาดูจากสถานการณ์ทางการเมืองตอลดเวลาว่าเป็นอย่างไร
สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้บริษัทฯมีแผนที่จะรุกขยายธุรกิจเข้าสู่สื่อทีวีมากขึ้น ทั้งนี้ จะมีการเปิดตัวรายการละครซิทคอม 1 เรื่อง ชื่อว่า เนื้อคู่อยากรู้ว่าใคร เพื่อออกอากาศทางช่อง 5 เวลา 22.40 น. ส่วนอีกรายการเป็นละครซีรีย์ซึ่งยังอยู่ระหว่าางการเจรจากับทางสถานีโทรทัศน์ในการหาเวลาที่เหมาะสมเพื่อออกอากาศ
ขณะที่แผนการรุกธุรกิจหนังโรงนั้น ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่องเหมือนเดิมที่วางไว้ ด้วยการกำหนดปริมาณหนังที่จะเข้าฉายในโรงปีนี้ประมาณ 6 เรื่อง หรือเฉลี่ย 2 เดือนต่อเรื่อง ตั้งงบประมาณการลงทุนสร้างรวมประมาณ 150 ล้านาท หรือเฉลี่ยลงทุนเรื่องละประมาณ 20-30 ล้านบาท ซึ่งช่วงเวลาที่บริษัทฯจะนำหนังเข้าฉายในโรงนั้น จะยังคงเป็นกำหนดเดิมที่บริษัทฯดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องคือช่วงไตมาที่สามและไตรมาสที่สี่
เนื่องจากพิจารณาแล้วพบว่าช่วงเวลาดังกล่าวนั้นมีความเหมาะสมะในหลายประการทั้งในเรื่องของสถานการณ์ ความเหมาะสมด้านการผลิต เป็นต้น ซึ่งเรื่องแรกของปีนี้ที่จะประเดิมลงโรงหนังคือเรื่องบ้านฉันตลกไว้ก่อนพ่อสอนไว้ ส่วนเรื่องที่สองนั้นยังไม่ขอเปิดเผยเวลานี้
อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่าในช่วงกลางปีนี้จะมีมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ประเทศแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนดูหนังลดน้อยลงบ้างก็เป็นได้ซึ่งตรงนี้บริษัทฯจะต้องนำมาพิจารณาในการกำหนดหนังออกฉายด้วย
ส่วนแผนการขยายธุรกิจไปต่างประเทศนั้น นายวิสูตร กล่าวว่า ยังมีการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง กับประเทศที่บริษัทฯส่งหนังเข้าไปฉาย โดยยังคงเน้นในกลุ่มประเทศตลาดเดิมที่ทำอยู่
สำหรับผลประกอบการในปี 2553 บริษัทฯคาดหวังว่าจะมีรายได้รวมตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แน่นอน ขณะที่รายได้เมื่อปีที่แล้วมีรายได้ประมาณ 520 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตจากปี 2551 ประมาณ 20% ขณะที่ตลาดรวมของหนังไทยในปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่มีประมาณ 1,200 ล้านบาท

แบงก์ยัน 2 มี.ค.เปิดบริการได้ตามปรกติ บัวหลวงเร่งสางเหตุจูงใจบึ้ม
March 1, 2010
ธ.กรุงเทพ ยันไม่เกี่ยวข้องการเมือง ผู้บริหารสั่งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย หลังกระแสข่าวแก๊งป่วนแอบขนคนเข้ากรุง พร้อมถกหาต้นเหตุจูงใจบึ้ม 4 จุด ยันทุกธนาคารเปิดบริการได้ตามปรกติ พรุ่งนี้
นายสถาพร กวิตานนท์ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเหตุลอบวางระเบิดธนาคารกรุงเทพ 4 จุด ในคืนวันก่อนนี้ โดยระบุว่า ธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการเมือง ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัย เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องพิจารณาว่า ควรจะเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้นมากน้อยเพียงใด
โดยมีรายงานข่าวว่า ผู้บริหารธนาคารกรุงเทพ ได้มีการหารือเพื่อหาสาเหตุที่คนร้ายพุ่งเป้ามาที่ธนาคารกรุงเทพโดยเฉพาะรวมถึงการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยที่จะบังคับใช้ในสาขาของธนาคาร เพื่อรับมือกับเหตุการณ์รุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในช่วงนี้
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดบบอกว่า ไม่เกินความคาดหมาย แต่ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร คงต้องให้ฝ่ายความมั่นคงไปสืบสวน และทราบว่าตอนนี้ได้ภาพสเกช ของคนร้ายแล้ว ส่วนจะเกี่ยวข้องกับคดียึดทรัพย์หรือไม่นั้น ไม่แน่ใจ
ขณะที่รายงานข่าวเพิ่มเติมแจ้งว่า ธนาคารหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เพิ่มมาตรการเข้มข้นในการรักษาความปลอดภัย และมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานของธนาคาร พร้อมยืนยันว่า ในวันพรุงนี้ (2 มีนาคม 2553) ธนาคารทุกแห่งจะเปิดให้บริการตามปรกติ

คลังล็อก 2 ชั้นเงิน โอ๊ค-เอม สั่งไทยพาณิชย์อายัด 1.2 หมื่นล.
February 25, 2010
คลังล็อกเงิน โอ๊ค-เอม 1.2 หมื่นล. สรรพากร ส่งหนังสือแจ้ง ธ.ไทยพาณิชย์ วันนี้ ย้ำทั้ง 2 คนยังจ่ายภาษีสรรพากรไม่ครบ ไม่เกี่ยวคดียึดทรัพย์ เพราะเป็นคดีภาษี สามารถอายัดได้จนกว่าคดีจะสิ้นสุด แต่หากเพิกเฉยไม่ดำเนินการอาจถูกตำหนิจากสังคมอย่างรุนแรง และยังเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่
วันนี้ (25 ก.พ.) นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าในการอายัดเงินในบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ของนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังค้างจ่ายภาษีจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท โดยระบุว่าตนได้รายงานให้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับทราบการดำเนินการของกรมสรรพากรที่อายัดเงินในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เรียบร้อยแล้ว
โดยเงินจำนวน 1.2 หมื่นล้าน เป็นเงินก้อนเดียวกับที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อายัดไว้ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองจะมีการตัดสินยึดหทรัพย์หรือไม่ในวันพรุ่งนี้ (26 กุมภาพันธ์ 2553)
การขอให้อายัดเงินของทั้ง 2 คน ดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว และยังมีผลบังคับภายใต้กฎหมายภาษีของกรมสรรพากรอยู่ต่อไป แม้ว่าศาลจะมีคำสั่งไม่ยึดทรัพย์ดังกล่าว จนกว่าทั้งสองคนจะจ่ายชำระภาษีที่ค้างไว้กับกรมสรรพากรครบ 1.2 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ในส่วนเม็ดเงิน 1.2 หมื่นล้านบาทนั้น สามารถอายัดต่อไปได้จนกว่าคดีทางภาษีจะสิ้นสุด เนื่องจากเป็นคดีทางภาษีที่แตกต่างจากคดียึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการเอื้อผลประโยชน์ อย่างที่เป็นอยู่ เนื่องจากขณะนี้คดีทางภาษีระหว่างสรรพากรกับบุตรของอดีตนายกฯ ยังมีข้อพิพาทกันอยู่ เนื่องจากเป็นคดีทางภาษี ที่แตกต่างจากคดียึดทรัพย์ ที่เกี่ยวข้องกับการเอื้อผลประโยชน์อย่างที่เป็นอยู่ เนื่องจากขณะนี้คดีทางภาษีระหว่างสรรพากรกับบุตรของอดีตนายกฯ ยังมีข้อพิพาทกันอยู่
นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวยอมรับว่า วันนี้กรมสรรพากรได้ส่งหนังสือย้ำไปยังธนาคารไทยพาณิชย์อีกครั้งเพื่อให้อายัดเงินของทั้ง 2 คนเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาเป็นเช่นไร ซึ่งในวันพรุ่งนี้ หากศาลมีคำสั่งไม่ยึดทรัพย์ ก็จะนำเงินจำนวนดังกล่าว นำมาจ่ายภาษีที่ค้างไว้ให้กับกรมสรรพากรให้ครบถ้วน
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีความผิดพลาดในกรณีที่ศาลไม่อายัดเงินดังกล่าว และผู้ฝากเงินถอนออกไปโดยที่ไม่ได้จ่ายเงินภาษีที่ค้างไว้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น กรมสรรพากรและกระทรวงการคลังจะถูกตำหนิจากสังคมอย่างรุนแรงว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีเงินได้และค่าปรับ จำนวน 11,809 ล้านบาทจากนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา จากกรณีที่บุคคลทั้งสอง ซื้อหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป จากบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท เมื่อช่วงเดือนมกราคม 2549 ขณะที่ราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีราคาหุ้นละ 49.25 บาท ทำให้บุคคลทั้งสองได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นเป็นเงิน 15,883 ล้านบาท ก่อนที่จะขายหุ้นจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของสิงคโปร์ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท พร้อมกับหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดของตระกูลชินวัตร
หลังจากนั้น คตส.ก็ได้เข้าตรวจสอบกรณีดังกล่าว เห็นว่า นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้มีอำนาจจัดการของบริษัท แอมเพิลริช ซื้อหุ้นที่เป็นทรัพย์สินของบริษัทในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ผลต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาตลาดหุ้นละ 48.26 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538
ดังนั้น นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ต้องนำเงินได้จากประโยชน์ที่ได้จากการซื้อหุ้นได้ในราคา ต่ำกว่าราคาตลาดจำนวน 15,883.9 ล้านบาท ไปรวมคำนวณเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร และชำระภาษีอากรประจำปีภาษี 2549 ซึ่ง คตส.ส่งเรื่องให้กรมสรรพากรติดตามการเสียภาษีเงินได้ปีภาษี 2549 ของบุคคลทั้งสองดังกล่าว เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2550
แต่ปรากฏว่า เมื่อถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2550 บุคคลทั้งสองไม่ได้นำเงินได้ดังกล่าวมารวมชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงได้ออกหมายเรียกตรวจสอบการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2549 ของนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 และประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2549 จำนวน 6,000 ล้านบาท พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกประมาณ 6,000 ล้านบาท จากนายพานทองแท้ เป็นเงินภาษีทั้งสิ้น 5,904.7 ล้านบาท น.ส.พินทองทาเป็นเงินภาษีทั้งสิ้น 5,904.5 ล้านบาท หรือรวมประมาณ 11,809 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่ที่ผ่านมาคณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้อง

สมรภูมิแบล็คทูสคูลระอุชิงกำลังซื้อ นันยางอัดแคมเปญชิงโชคดันยอด
February 25, 2010
แบล็ค ทู สคูล ปีขาลแข่งเดือด รับปัจจัยบวกภาครัฐหนุนงบสนับสนุนการศึกษา เศรษฐกิจสดใส ดันตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนโต 5% นันยาง อัดงบเพิ่ม 30% ควักแคมเปญชิงโชครอบ 10 ปี ชูรางวัลสินค้าไอทีล่อใจคนรุ่นใหม่ หวังดันยอดขายโต 15% ส่วนรายได้รวมทั้งปีโต 10% รั้งบัลลังก์กวาดแชร์มากกว่า 50% จาก 2,500 ล้านบาท
นายสมชาย สีสมสง่า ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรองเท้าผ้าใบนันยาง เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนปีนี้คาดว่ามีอัตราการเติบโต 3-5% หรือมูลค่าเพิ่มเป็น 2,500 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยบวกจากภาครัฐให้งบสนับสนุนการศึกษาต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ตลอดจนภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศ มาตรการเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นมากขึ้น
ดังนั้นปีนี้บริษัทได้ทุ่มงบการตลาดเพิ่ม 30% เพื่อดำเนินการตลาดเชิงรุก ผ่านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ชุดใหม่ล่าสุด เพื่อรองรับกับการแข่งขันที่รุนแรงเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ที่ผลักดันให้ตลาดเติบโต 3-5% หรือมีมูลค่า 2,400 ล้านบาท จากงบสนับสนุนการศึกษาของรัฐบาล สำหรับกลยุทธ์การตลาดบริษัทเปิดตัวแคมเปญนันยาง ทำอะไร ทำจริง แจกจริง ทุกสัปดาห์ โดยส่งเอสเอ็มเอส ลุ้นรับรางวัลมูลค่า 1.5 แสนบาท
นายสมชาย กล่าวว่า นับว่าเป็นการทำคอนซูเมอร์โปรโมชั่นครั้งแรกในรอบ 10 ปี หลังจากในช่วงที่ผ่านมาภาพรวมตลาดรองเท้านักเรียน แข่งขันการทำของพรีเมียม เพื่อช่วงชิงยอดขาย และเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา กลยุทธ์ดังกล่าวก็เริ่มหายไปจากตลาด เนื่องจากข้อจำกัดการบริหารช่องทางจำหน่าย และการทำของพรีเมียมจะต้องโดนใจผู้บริโภค ซึ่งอาจมีผลทำให้แบรนด์เพลี่ยงพล้ำต่อคู่แข่งได้ง่าย หากของพรีเมียมไม่ได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมาย
สำหรับการทำคอนซูเมอร์โปรโมชั่นในครั้งนี้ นันยางเน้นของรางวัลเป็นสินค้าไอที และให้ชิงโชคโดยการส่งเอสเอ็มเอส เพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วงกระตุ้นยอดขายเติบโต 15% ในช่วงใกล้เปิดเทอม การแข่งขันในช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่ผู้ประกอบการเลิกทำของพรีเมียม แต่ละรายหันมาแข่งขันการสร้างแบรนด์เพิ่มขึ้น ตลอดจนการออกแบบสินค้าให้โดนใจกลุ่มลูกค้า สำหรับด้านช่องทางจำหน่ายรองเท้าผ้าใบนักเรียนยังคงเป็นเทรดิชันนัลเทรด 60% และโมเดิร์นเทรด 40%
สำหรับแผนการตลาดในระยะกลางหรือในช่วง 5ปีนี้ บริษัทวางแผนเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรองรับกับการขยายตลาดต่างประเทศ และการแตกไลน์รองเท้าเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้หญิง อย่างไรก็ตามสำหรับผลประกอบการกลุ่มรองเท้าผ้าใบนักเรียนนันยางสิ้นปีนี้ ตั้งเป้ามีอัตราการเติบโต 10% จากปัจจุบันครองส่วนแบ่งมากกว่า 50% หรือเป็นผู้นำตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนมูลค่า 2,500ล้านบาท ส่วนอันดับ 2 เป็น เอสซีเอส

แซมโซไนท์ทุ่ม100ล.เพิ่มจุดขาย เล็งผุดโรงงานผลิตกระเป๋าในไทย
February 25, 2010
แซมโซไนท์ไทยติดท็อปทรีในเซาท์อีสเอเซีย เติบโตมากกว่าเพื่อนบ้าน จ่อตั้งโรงงานผลิตไนไทย เผยปีที่แล้วเติบโต 15% ปรับแผน ทุ่ม 100 ล้านบาท ลุยขยายช่องทางจำหน่าย
นายราวี กุมาร์ ผู้อำนยการ แซมโซไนท์ ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ตลาดผลิตภัณฑ์แซมโซไนท์ในไทยมีอัตราการเติบโตที่ดีกว่า 10-15% เมื่อเทียบกับยอดขายในประเทศอื่นในเซาท์อีสต์เอเซียด้วยกันที่เติบโตประมาณ 10% และเป็นตลาดติด 1 ใน 3 ที่ทำยอดขายสูงสุด อีกทั้งไทยยังเป็นตลาดที่แซมโซไนท์เตบดตดีถึง 15% ส่วนตลาดรวมในไทยเติบโตที่ 3-5% เท่านั้น และแซมโซไนท์ยังครองความเป็นผู้นำด้วยแชร์ 60% จากมูลค่ารวมตลาดในช่องทางรีเทล 800 ล้านบาท
โดยแซมโซไนท์เองก็อยู่ระหว่างการพิจารณาจะตั้งโรงงานผลิตกระเป๋าในไทยด้วยเช่นกัน แต่ยังไม่มีการสรุปอยู่ระหว่างการศึกษา เนื่องจากได้เปรียบเรื่องต้นทุนภาษี แต่จะเป็นการผลิตในไลน์ที่ไม่ได้เป็นพรีเมียมากนัก เช่น วัสดุจากผ้าหรือหนัง ซึ่งปัจจุบันฐานผลิตหลักมาจาก อินเดีย จีน ไต้หวัน เป็นต้น ส่วนเทคโนโลยีล่าสุดของแซมโซไนท์คือ เคิร์ฟ จากโรงงานในเบลเยี่ยม
สำหรับธุรกิจในไทยนี้จะมีการปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ โดยมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนการตลาดกลุ่มอื่น โดยมีสินค้ากลุ่มเดินทางเป็นกลุ่มหลัก สัดส่วนยอดขายกว่า 70% และจะผลักดันกลุ่มอื่นที่มีการเติบโตดีเช่น กระเป๋าเอกสาร กระเป๋าธุรกิจ กระเป๋าแลปท็อป เป็นต้น
ส่วนแผนลงทุนขยายจุดจำหน่ายนั้นคาดว่าจะใช้งบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เพื่อลงทุนเปิดชอปประมาณ 5 แห่ง เน้นกรุงเทพฯเป็นหลัก จากเดิมที่มีแล้ว 12 สาขา ส่วนรูปแบบเคาน์เตอร้นันมีแล้ว 75 แห่ง และจะเปิดเพิ่มอีก ซึ่งมองตลาดต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่งบด้านการตลาดนั้นปีนี้ตั้งไว้ที่ 6% จากยอดขาย เพื่อใช้ในการจัดส่งเสริมการขายเหมือนกับทุกปี สัดส่วน 70% เป็นบีโลว์เดอะไลน์ ส่วนโฆษณา การตลาดจะเป็นเรื่องของการเปิดผลิตภัณธ์ใหม่และแคมเปญองค์กร
ปีนี้จะมีสินค้าใหม่ต่อเนื่อง ล่าสุด คือ การออกรุ่น คอสโมไลท์ มีน้ำหนักเบาและแข็งแกร่ง ราคาเริ่มที่ 12,900 บาท ขนาด 55 เซ็นติเมตร ถึงใหญ่สุดคือ ขนาด 85 เซ็นติเมตรราคา 19,900 บาท ส่วนกลุ่มกระเป๋าธุรกิจก็จะมีนวัตกรรมใหม่เช่น เช็คพอยท์เฟรนด์ลี่ และ สวิทช์แพ็ค เป็นต้น โดยปีนี้จะเน้นตลาดโปรดักส์อื่นควบคู่ไปด้วย
ทั้งนี้ในปีนี้แซมโซไนท์จะมีอายุครบ 100 ปีทั่วโลก ดังนั้นจะมีการเปิดตัวแคมเปญระดับโลก ส่วนไทยทำตลาดมาครบ 32 ปี
นายสิฤทธิ์ ศวิตชาต หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ บริษัท แซมไซไนท์ (ประเทศไมย ) จำกัด เปิดเผยว่า ในไทยจะจัดงาน A Century of Going Place by Samsonite ที่ลานเอเทรียม เซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันที่ 25-28 กุมภาพันศกนี้ โดยจะมีสินค้าที่นำมาจัดแสดงเป็นกระเป๋ารุ่นเก่าแก่กว่า 70 ปี มาโชว์ด้วย และจะมีรุ่นใดที่ออกแบบเพื่อฉลอง 100 ปีโดยเฉพาะคือ Aero PC และกระเป๋าเอกสารรุ่น Business Attache ที่มีจำนวนจำกัด
ปีนี้บริษัทคาดว่าตลาดรวมกระเป๋าเดินทางจะมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ส่วนตลาดตลาดก็จะมีความคึกคักเนื่องจกาภาวะเศรษฐกิจเริ่มดีแล้ว และเมื่อเราทำตลาดหนักขึ้น คู่แข่งรายอื่นก็ทำด้วยทำให้ตลาดเติบโตดี ซึ่งคาดว่าปีนี้ตลาดรวมจะเติบโต 10% ส่วนแซมโซไนท์คาดว่าจะเติบโต 15% ในปีนี้ และยังคงครองส่วนแบ่งสูงสุดที่ 60%

อาร์เอสดัน4เรื่องลงโรงปีนี้ หลังปรับทิศคาดรายได้200ล.
February 25, 2010
อาร์เอส แปลงโฉมค่ายหนังในเครืออาร์เอสใหม่ ภายใต้ชื่อ Film R Us ปีนี้คาดลงโรง 4 เรื่อง งบผลิตรวม 140 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาท
นายคมสันต์ เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ และรองกรรมการผู้อำนวยการ ธุรกิจภาพยนตร์ บมจ.อาร์เอส หรือ RS เปิดเผยว่า ในปี 52 บริษัทฯมีภาพยนตร์ที่ออกฉายทั้งหมด 3 เรื่อง ได้แก่ โหดหน้าเหี่ยว , ม. 3 ปี 4 เรารักนาย และล่าสุดกับภาพยนตร์รักสยองขวัญ เรื่องแฟนเก่า โดยยอดรวมรายได้ของภาพยนตร์ในปีที่ผ่านมานั้นเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
ในปี 53 บริษัทฯปั้นแบรนด์ของสายงานภาพยนตร์ในเครือ อาร์เอส จากเดิมที่ใช้ชื่อว่า อาวอง เปลี่ยนเป็น Film R Us จะร่วมงานกับกลุ่มผู้ผลิตรุ่นใหม่ ที่มีความสามารถในการทำงาน ชูนโยบายการทำงานที่ตั้งอยู่บนความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ และมีความเสี่ยงที่น้อยที่สุด ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาท หรือโตขึ้นจากปีก่อน 25 %
จากการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ระดับคุณภาพถึง 4 เรื่อง ที่จะลงโรงฉายในปี 53 ภายใต้งบประมาณการผลิตกว่า 140 ล้านบาท
โดยเรื่องแรกมีชื่อว่า สามย่าน เป็นภาพยนตร์ไทยแนวคอมเมดี้เรื่องแรก จะลงโรงในเดือน พ.ค. นี้ , ตามมาด้วย ภาพยนตร์แนวเรียลลิตี้ ออกฉายในเดือน ก.ค. ของปีนี้ , หนังแนวสยองขวัญ ลงโรงในช่วง ต.ค. , และส่งท้ายปีเสือภาพยนตร์แนวกังฟูแอ็คชั่น คอมเมดี้
สำหรับตลาดภาพยนตร์ไทยโดยรวมของปี 53 จะค่อนข้างคึกคัก และถือว่าขยายตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศเติบโตกว่า 15% มีมูลค่าตลาดประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยส่วนแบ่งการตลาดภาพยนตร์ไทยจากปีที่แล้ว 30 % จะเพิ่มมาเป็น 40% ในปีนี้ โดยธุรกิจภาพยนตร์ไทยในปี 53 มีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 1,800 ล้าน อีกทั้งตลาดภาพยนตร์ในบ้านเรามีแนวโน้มที่หลากหลายมากขึ้น บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์รายใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก
จากการปรับโครงสร้างและโมเดลธุรกิจภาพยนตร์ของ อาร์เอส บวกกับภาพรวมของตลาดภาพยนตร์ไทยในปี 53 มีมูลค่ารวมสูงขึ้น และมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เชื่อมั่นว่าสิ้นปี 53 ค่าย Film R Us จะสามารถสร้างรายได้ให้ธุรกิจภาพยนตร์ได้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านอย่างแน่นอน นายคมสันต์ กล่าว

มีเดียเครื่องไฟฟ้าจีนรุกไทยเต็มสูบ ผุดบ.ลูกทำตลาด-ดันไทยฐานผลิต
February 25, 2010
มีเดีย พร้อมปักธงในไทย เปิดแผนร่วมทุนนักธุรกิจไทย ผุดบริษัท ทำตลาดเต็มสูบ มั่นใจสิ้นปียอดขายแอร์แตะ 30,000 ชุด กลางปีส่งเครื่องซักผ้าและตู้เย็นชิมตลาด พร้อมจีบลงไทยสู่ฐานการผลิตในอนาคต
นายสมชาย พิศิษฐ์จริง ประธาน บริษัท มีเดีย อีเล็คทริค เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3. ปีที่ผ่านมา มีเดีย (Midea) ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศจีนได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยเข้ามาจับตลาดเครื่องปรับอากาศก่อน ซึ่งทางเราได้เป็นผู้จัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศมีเดีย แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ตลอดมา และยังสามารถผลักดันให้มีเดียมียอดขายเครื่องปรับอากาศได้ถึง 20,000 เครื่องในปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท
จากความสำเร็จดังกล่าว ส่งผลให้ทางมีเดีย เล็งเห็นว่าสามารถเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยได้แล้วบางส่วน จึงได้สานต่อนโยบายในการบุกตลาดในไทยให้มากยิ่งขึ้น ด้วยแนวทางการร่วมทุนกับนักธุรกิจในประเทศไทย ส่งผลให้ทางมีเดียได้ร่วมมือกับเรา ในการก่อตั้งบริษัท มีเดีย อีเล็คทริค เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นมาดูแลการนำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย และพม่า นั่นเอง โดยมีทุนจดทะเบียนที่ 51 ล้านบาท ซึ่งทางตนและผู้ถือหุ้นคนไทยอีก 2 คน ถือหุ้นร่วมกัน 51% และทางบริษัท มีเดีย อีเล็คทริค เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งมีออฟฟิศอยู่ที่สิงคโปร์ ถือหุ้นที่เหลืออีก 49%
สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ ทางบริษัทจะเริ่มมีการใช้การทำตลาดผ่านสื่อมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้แบรนด์มากยิ่งขึ้น ส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายนั้น จะเน้นขายผ่านดีลเลอร์เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 100-200 ราย ทั่วประเทศ ตั้งเป้าให้ได้ที่ 500 รายในอนาคต นอกจากนี้ในช่องทางโมเดิร์นเทรด กำลังมีการเจรจาในการนำเข้าไปวางจำหน่ายในอีกหลายที่ ไม่ว่าจะคาร์ฟูร์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เครื่องปรับอากาศถือเป็นผลิตภัณฑ์หลักในการทำตลาดของมีเดียในประเทศไทย ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะสามารถจำหน่ายได้ไม่ต่ำกว่า 30,000 ชุด แบ่งเป็นเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน 80% และในกลุ่มโครงการอีก 20% คิดเป้นมูลค่าแล้วไม่ต่ำกว่า 300-400 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนำเข้าจากฐานการผลิตที่ประเทศเวียดนาม ขณะที่ราคาจะถูกกว่าแบรนด์ทั่วไปประมาณ 40-50% เริ่มตั้งแต่ขนาด 9,000 บีทียู -50,000 บีทียู ส่วนตลาดพม่านั้น คาดว่าช่วงปลายปีจะเริ่มเข้าไปทำตลาดได้ เบื้องต้นมองว่าต่อปีสามารถจำหน่ายได้ที่ 10,000 เครื่องก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
ปัจจุบันตลาดเครื่องปรับอากาศ มีความต้องการอยู่ที่ 500,000 เครื่องต่อปี ซึ่งในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ยังพบว่ายังมีการเติบโตอยู่ไม่ต่ำกว่า 5-10% ทุกปี สำหรับมีเดียเชื่อว่า หลังจากบุกตลาดนี้ไปอีก 5 ปีข้างหน้า เชื่อว่าการครอบครองส่วนแบ่งในตลาดจะเห็นชัดเจนมากขึ้น หรือสามารถเข้าสู่แบรนด์ระดับท็อปไฟว์ได้
นอกจากนี้ในช่วงกลางปี ทางบริษัทเตรียมจะนำเครื่องซักผ้าและตู้เย็น เข้ามาทดลองทำตลาดต่อไปด้วย โดยสินค้าทั้ง 2 ตัวนี้ จะนำเข้าจากฐานการผลิตที่ประเทศจีน ทั้งนี้ทางบริษัทได้มีการเจรจากับทางมีเดีย ในการที่จะโยกการผลิตสินค้าทั้ง 2 ตัวนี้มายังประเทศไทย ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาดูสถานการณ์ในประเทศไทยก่อน โดยเฉพาะเรื่องการเมือง เพราะนอกจากประเทศไทยแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศในแถบเพื่อนบ้าน ที่ทางมีเดียมองว่าสามารถเป็นฐานการผลิตตู้เย็น และเครื่องซักผ้าได้เช่นเดียวกัน คาดว่าจะสามารถสรุปได้ในช่วงปลายปีนี้

สยามสำลีพลิกบทชูแคริสม่าอัด150ล.รุกสินค้าทำความสะอาด
February 25, 2010
สยามสำลี พลิกบทบาท หลังโออีเอ็มสำลีมานาน 30 กว่าปี สวมบทเจ้าของแบรนด์ รุกตลาดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ประเดิมทุ่ม 150 ล้านบาทรุกตลาดผ้าเช็ดทำความสะอาดเอนกประสงค์ หวังปีแรกยอดขายสินค้าใหม่ 150 ล้านบาท จ่อขยายไลน์อีกเพียบ
นายวิชัย รัตนวงศ์สวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามสำลี จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ขยายธุรกิจครั้งใหญ่ในรอบกว่า 40 ปี หลังจากที่เป็นผู้รับจ้างผลิตสำลีหรือโออีเอ็มมากกว่า 30 ปี เช่นการรับจ้างผลิตสำลีให้กับแบรนด์เอเวอร์กรีน เป็นต้น โดยได้ขยายเข้าสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์เป็นครั้งแรกในนาม แคริสม่า เพื่อรุกเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเป็นหลัก
ทั้งนี้แผนงานดังกล่าว ล่าสุดบริษัทฯได้ทุ่มงบกว่า 150 ล้านบาท ในการลงทุนทั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อขยายไลน์ครั้งนี้ เพื่อรุกเข้าสู่ตลาดผ้าเช็ดทำความเอนกประสงค์ ซึ่งในตลาดนี้ยังไม่มีคู่แข่งโดยตรงมีเพียงสินค้าที่ใกล้เคียงกันเท่านั้น โดยคาดว่าจะมีมูลค่าตลาด 800 ล้านบาท ซึ่งเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มสดใส เนื่องจากผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น อีกทั้งโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ที่ระบาดหนักก็จะเป็นอีกความกังวลหนึ่งที่ทำให้สินค้าดังกล่าวเติบโตขึ้น
ปัจจุบันโรงงานมีกำลังผลิตเพียง 20% หรือประมาณ 600,000 ห่อต่อเดือน ซึ่งหากเดินเครื่องผลิตเต็มที่สามารถผลิตได้ราว 3 ล้านห่อต่อเดือน ในสินค้าขนาด 10 แผ่นต่อ 1 ห่อ ที่ทำตลาดเวลานี้ขนาดเดียว ส่วนอนาคตมีแผนที่จะเพิ่มขนาดใหม่แบบ 50 แผ่น และ 80 แผ่นในห่อ โดยขณะนี้สินค้าวางจำหน่ายในร้านจิฟฟี่ ร้านแมคดฃโดนัลด์ 30 กว่าสาขา จัสโก้ และกำลังเจรจากับเซเว่นอีเลฟเว่น
ร้านวัตสัน ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ เป็นต้น คาดว่าจะมียอดขายในปีแรก 150 ล้านบาท โดยใช้งบตลาด 30 ล้านบาท และคาดหวังว่าจะแชร์ตลาดประมาณ 15-20% จากสินค้าในกลุ่มใกล้เคียงดังกล่าว และจะเป็นลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เข้ามาใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว 5-10% จับกลุ่มเป้าหมายคนวัยทำงาน อายุ 25 ปีขึ้นไป
กลยุทธ์ตลาดจะเน้นให้คนรู้จักด้วยการแจกสินค้าทดลองในกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ ทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทั้งสื่อวิทยุ ทีวี รวมทั้งการจัดบูธตามสถานที่ต่างๆ ส่วนอนาคตจะขยายไลน์สินค้าอีก เช่น สำลี ชนิดสปันเลสที่จะไร้ขนติดผิว แบรนด์แคริสม่า ผ้าเช็ดชนิดอัดแห้ง ราคา 3 บาท ต่อผืน เป็นต้น
อย่างไรก็ตามสำหรับธุรกิจผลิตสำลีนั้นยังดำเนินต่อเนื่อง โดยเป็นการรับจ้างผบลิตเหมือนเดิม ได้มีการปรับแผนใหม่ จะมุ่งเน้นเฉพาะช่องทางห้างโมเดิร์นเทรด 50% และช่องทางรับจ้างผลิตส่งออก 50% ส่วนช่องทางการประมูลขายเข้าโรงพยาบาลนั้น ได้ทยอยลดบทบาทลงตั้งแต่กลางปีที่แล้ว เนื่องจากเป็นตลาดที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงมาก ตัดราคากันมาก ทำให้ไม่มีกำไร ซึ่งเมื่อก่อนเป็นช่องทางที่มีสัดส่วน 50% เลยทีเดียว โดยการรับจ้างผลิตสำลีมีรายได้ประมาณ 50 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทฯคาดว่าจะมีรายได้รวมทั้งสิ้น 200 ล้านบาท จากการขยายธุรกิจใหม่และการปรับแผนธุรกิจเดิม

ทีโอทีหั่น 3G เหลือ 2 หมื่นล้าน คาดกลางปีโกยยอดขาย 5 แสนเบอร์
February 25, 2010
ทีโอทีหั่นงบโครงการ 3G ทั่วประเทศเหลือไม่เกิน 2 หมื่นล้าน เตรียมเสนอบอร์ดวันนี้ (26ก.พ.) พร้อมทุ่มพันล้าน ขยายโครงข่ายในกทม.และปริมณฑล เพิ่มความเร็วเป็น 14.4 Mbps หลังตลาดคึกคัก คาดกลางปีนี้ขายได้ 5 แสนเบอร์
นายวิเชียร นาคสีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริษัท ทีโอที กล่าวว่า ทีโอทีได้เตรียมงบประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อขยายและติดตั้งโครงข่าย 3G เพิ่มเติมในกรุงเทพฯ ปทุมธานี สมุทรปราการ นนทบุรี ที่สัญญาณยังไม่ครอบคลุม รวมถึงการขยายออกไปในต่างจังหวัดโดยเน้นเมืองท่องเที่ยว และแหล่งอุตสาหกรรม อาทิ พัทยา ชลบุรี เชียงใหม่ ที่มีความต้องการใช้งานด้านการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง
สำหรับโครงข่ายที่จะสร้างเพิ่มเติมดังกล่าวมีความเร็วในการใช้งานถึง 14.4 Mbps โดยคาดว่าจะสามารถให้บริการได้ในเดือนเม.ย.ที่จะถึงนี้ ในขณะที่โครงข่ายเดิม จำนวน548 สถานีมีความเร็วในการใช้งาน 7.2 Mbps ซึ่งทีโอทีมีแผนที่จะเพิ่มความเร็วเป็น 14.4 Mbps พร้อมโครงการขยายโครงข่าย 3G ทั่วประเทศ
ทั้งนี้ คาดว่าจำนวนผู้ใช้งาน 3Gจะมีจำนวนถึง 5 แสนเลขหมายได้ภายในครึ่งปีนี้ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ทีโอทีวางไว้เมื่อเปิดบริการ 3G อย่างเป็นทางการในวันที่ 3ธ.ค.52 โดยปัจจุบันมียอดจำหน่ายเลขหมายไปแล้วประมาณ 2-3 แสนเลขหมาย นอกจากนี้ หากคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนธุรกิจการลงทุนโครงข่าย 3G ทั่วประเทศให้ทีโอทีดำเนินการ ก็จะเตรียมยื่นขอเลขหมายจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพิ่มอีก 1 ล้านเลขหมายเพื่อรองรับการใช้งานทั่วประเทศต่อไป
สำหรับการประชุมบอร์ดทีโอทีในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ฝ่ายบริหารเตรียมนำแผนธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ให้บอร์ดพิจารณาอีกครั้งหลังจากที่ผ่านมาฝ่ายบริหารต้องนำแผนธุรกิจมาแก้ไขในส่วนของมูลค่าโครงการ 3G ทั่วประเทศให้เหลือไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท เพราะการจัดทำแผนธุรกิจก่อนหน้านี้ได้นำมูลค่าโครงการและค่าซ่อมบำรุงอุปกรณ์มารวมกันทำให้มีวงเงินอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ คาดว่าประมาณกลางสัปดาห์หน้าจะสามารถเสนอแผนธุรกิจ3Gให้ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนเสนอให้ครม.อีกครั้งหนึ่ง
ร.ต.หญิงระนองรักษ์ รมว.ไอซีที กล่าวว่า ได้มอบนโยบายให้ทีโอทีไปเร่งดำเนินการติดตั้งโครงข่าย 3Gในพื้นที่ที่ยังไม่มีสัญญาณครอบคลุม อาทิ อาคารสูง แหล่งชุมชนเกิดใหม่ รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งอุตสาหกรรม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความต้องการใช้งานสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง
แหล่งข่าวจากทีโอที กล่าวว่า นพ.ระเฑียร ศรีมงคล โฆษกบอร์ดทีโอที ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการบอร์ดโดยให้เหตุผลว่ามีภารกิจมาก ซึ่งขณะนี้บอร์ดได้อนุมัติตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมาและอยู่ระหว่างการทาบทามนางธนนุช ตรีทิพยบุตร เลขาธิการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ให้เข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าวแทน

ม็อบแดงถล่มท่องเที่ยวซบ ทัวร์จีนยกหู-ขู่เลิกชาร์เตอร์ไฟล์
February 25, 2010
แอตต้า หวั่นการเมืองกระทบท่องเที่ยวไม่หยุด ชี้หลังเสื้อแดงประกาศนัดชุมนุม 12 มี.ค.นี้ ทัวร์จีนยกหูโทรสอบถาม ระบุ ถ้ารุนแรง พร้อมยกเลิกชาร์เตอร์ไฟล์ททันที เปรย หลังวันที่ 26 ก.พ.เตรียมทำหนังสือขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี จี้รัฐรีบคลี่คลายสถานการ์การเมืองด่วน ขณะที่ ททท.เล็งเพิ่มนักท่องเที่ยวเฟิร์สวิสิทเตอร์ พร้อมอัพเกรดแคมเปญแวลูฟอร์มันนี่ หลังพบคู่แข่ง เวียดนาม และอินเดีย เริ่มเลียนแบบ
นายสุรพล ศรีตระกูล นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) เปิดเผยว่า จากการที่กลุ่มเสื้อแดง หรือกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้นัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 12-14 มี.ค.นี้ ทำให้ บริษัททัวร์ในต่างประเทศ เกิดความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอีก โดยล่าสุดมีรายงานว่า บริษัทนำเที่ยวจากประเทศจีนได้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามถึงสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประกอบการตัดสินใจส่งนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าว เพราะหากภายหลังการตัดสินคดียึดทรัพย์ในวันที่ 26 ก.พ.และประเทศไทยมีสถานการณ์รุนแรง เขาก็พร้อมที่จะยกเลิกเที่ยวบินเช่าเหมาลำ หรือชาร์เตอร์ไฟล์ทที่มีอยู่หลายสิบเที่ยวบินที่จะเดินทางมาช่วงเวลาดังกล่าวทันที
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมือง การนัดชุมนุมทางการเมือง ทำให้เอกชนท่องเที่ยวมีความกังวลเป็นอย่างมาก คาดว่าเร็วๆนี้ หรือภายหลังวันที่ 26 ก.พ.53 จะทำหนังสือของเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้เร่งแก้ไขสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองให้เบาบางลง เพื่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศและเศรษฐกิจโดยรวมจะได้เติบโต
เพราะตั้งแต่ต้นปีนที่ผ่านมา แนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับปี 2552 และ ปี 2551 โดยช่วง 1 ม.ค.-20 ก.พ.53 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางเข้ามาประเทศไทยโดยผ่านแอตต้ารวม 4.5 แสนคน ซึ่งเฉพาะ 1-20 ก.พ.53 เดินทางมา 1.98 แสนคน เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ราว 30% ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวช่วงนี้อยู่ที่ 1.5 แสนคน โดย 5 ประเทศที่เดินทางเข้ามาสูงสุดตั้งแต่ต้นปี ได้แก่ จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ ไต้หวัน
*** หนีคู่แข่งเลียนแบบแวลูฟอร์มันนี่***
ทางด้านนายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กล่าวถึง วิสัยทัศน์ ในการบริหารจัดการการท่องเที่ยว ว่า จากสถานการณ์การแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรุนแรงเพิ่มขึ้น ททท.ต้องปรับตัว เพื่อสู้กับการแข่งขัน ทั้งการรักษาตลาดเดิม และเพิ่มตลาดใหม่ ด้วยการปรับภาพลักษณ์ท่องเที่ยวของประเทศไทย ให้เป็นมากกว่า แวลู ฟอร์ มันนี่ โดยมีความคุ้มค่าของเงินที่จ่าย เพื่อให้เราสามารถกำหนดราคาค่าบริการในอัตราที่สูงได้ แต่คุณภาพก็สูงตามไปด้วย สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ดี เพราะการนำเสนอราคาถูกจะไม่เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการ นอกจากนั้นต้องสร้างความผูกพันธ์ทางด้านอารมณ์ ให้เกิดแบรนด์รอยัลตี้ จากจุดแข็งที่ประเทศไทยมี เช่น เรื่องของการบริการ เพื่อหลีกหนีคู่แข่งขัน อย่าง เวียดนาม และ อินเดีย ที่เริ่มใช้กลยุทธ์ แวลู ฟอร์มันนี่ เช่นเดียวกับประเทศไทย
***เร่งขยายนักท่องเที่ยวเฟิร์สวิสิทเตอร์****
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ททท.ต้องดำเนินการไปพร้อมๆกับการรักษาฐานตลาดเดิม คือ การเพิ่มตลาดใหม่ ซึ่งแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ รุกหาประเทศใหม่ๆที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เช่น ตรุกี สเปน โปรตุเกต และ รุกพื้นที่ใหม่ๆในประเทศเดิม เช่น ในจีน และ อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ ประชากรจำนวนมาก
ประเทศที่เพิ่งเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยว ชูจุดขายความสดใหม่ ประกอบกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวบางตลาดหันมานิยมเดินทางภายในประเทศแทนการออกนอกประเทศ เช่น นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยข้อมูลจากการท่องเที่ยวญี่ป่น และสายการบิน ANA ระบุชัดว่า คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ชื่นชอบที่จะเดินทางในประเทศของตัวเอง ดังนั้น ททท.หากลยุทธ์เข้าถึงนักท่องเที่ยวด้วย สื่อออนไลน์ สร้างการรับรู้และตัดสนใจได้รวดเร็ว และโปรโมตคนไทยเที่ยวในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงในทุกสถานการณ์
สัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย กว่า 60% หรือราว 2 ใน 3 เป็นกลุ่มมาซ้ำ สะท้อนว่า กลยุทธ์แบรนด์รอยัลตีเราได้ผลดี แต่ก็ต้องไม่ประมาท โดยต้องรักษาระดับกลุ่มมาซ้ำ 60% และ กลุ่มเฟิร์สวิสิทเตอร์ 40% นี้ไว้ เพราะบางตลาดในยุโรปกลุ่มมาซ้ำปรับเป็น 70% หากปล่อยไว้ จะไม่เกิดความสมดุลของตลาด ผู้ว่าการ ททท. กล่าว

กมธ.จี้เลิกสัญญาช่อง 3 เปิดทางรายใหม่ร่วมทุน-กังขาบอร์ด อสมท
February 25, 2010
ASTVผู้จัดการรายวัน – กมธ.การสื่อสารและโทรคมนาคม เคาะข้อสรุป สัญญาช่อง 3 ชี้ชัด อสมท ควรยกเลิกสัญญาบางกอกเอนเตอร์เทนเม้นต์ เหตุขาดทุนยับ ทำผิดซ้ำซาก แนะเปิดช่องให้เอกชนรายใหม่มีโอกาสเข้าร่วมทุน ข้องใจบอร์ด อสมท เร่งร้อนต่อสัญญา โดยไม่พิจารณาให้รอบคอบ เตรียมเชิญผู้บริหาร อสมท-บริษัท บางกอกฯ รับฟังผลสรุป กมธ.สัปดาห์หน้า
นายฮอชาลี ม่าเหร็ม ส.ส.สตูล พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกกรรมาธิการสื่อสารและโทรคมนาคม กล่าวภายหลังจากการประชุมเมื่อวานนี้ (24 ก.พ.) ว่า ที่ประชุมกรรมาธิการฯประชุมกันแล้วได้ข้อสรุปกรณีเรื่องปัญหาการต่อสัญญาช่อง 3 ระหว่าง บมจ.อสมท กับ บริษัท บางกอกเอนเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด คือ ในสัปดาห์หน้ากรรมาธิการจะเชิญผู้บริหารบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จกัด ผู้บริหาร ช่อง 3 มารับฟังข้อสรุปการศึกษาของกมธ.ในประเด็นการต่อสัญญาช่อง 3 ที่จะมีขึ้นภายในวันที่ 25 มี.ค.นี้
ทั้งนี้ กมธ.ได้ส่งข้อสรุปทั้งหมดนี้ให้แก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ บมจ.อสมท และบริษัท บางกอกฯ แล้ว
นายฮอชาลีกล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ กมธ.จะเสนอ คือ 1.ประเด็นสำคัญของอนุฯที่มองว่า อสมท จะต้องทบทวนในการทำสัญญาใหม่ ถึงแม้ว่าสัญญาปี 2532 จะมีผลในวันที่ 25 มี.ค. 53 ซึ่งจะเป็นการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติ โดยมีเงื่อนไขว่า บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องการคืนกรรมสิทธิ์ ทรัพย์สิน และอุปกรณ์ในการดำเนินการของบริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ให้ครบถ้วน ก่อนวันที่ 25 มี.ค.เป็นไป ตามสัญญา BTO โดยชัดเจน
แต่อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามไปยัง อสมท พบว่ายังไม่มีการส่งมอบกรรมสิทธิ์และทรัพย์สินแต่อย่างใด
นายฮอชาลีกล่าวอีกว่า เมื่อยังไม่มีการส่งมอบตามสัญญาแล้ว คำถามคือว่าแล้วทำไมทั้ง 2 ฝ่าย จึงรีบร้อนที่จะต่อสัญญาด้วย โดยเฉพาะ อสมท ที่รีบร้อนมาก ซึ่ง กมธ.ยังค้างคาใจว่า ทำไม อสมท ถึงเร่งรีบในการต่อสัญญา เพราะกมธ.ได้ทราบจากหนังสือที่ อสมท ทำหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในเรื่องการยื่นข้อเสนอไปถึงบริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ว่า หากมีการต่อสัญญาแล้ว โดยเพิ่มเงินให้ อสมท อีก 405 ล้านบาท ถือว่าเป็นการให้ผลประโยชน์เพิ่มเติมแก่ อสมท จะได้นำไปพิจารณาในการต่อสัญญา ซึ่งอสมท ทำไมมองแค่ 405 ล้านบาทแล้วต่อสัญญา ทำไม อสมท ไม่ทบทวนการต่อสัญญา หากอสมท ทบทวนสัญญา จะมีรายได้เพิ่มมากกว่านี้อีก
2.ทำไมช่อง 3 ได้นำทรัพย์สิน เครื่องมืออุปกรณ์ แทนที่จะยกให้ อสมท แต่กลับเอาไปให้บริษัทใหม่ของบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ โดยไม่แจ้งให้ อสมท ทราบ
3.บริษัท บีอีซีเวิลด์ จำกัด (มหาชน) เดิมเป็นผู้ประกอบการของช่อง 3 แต่บริษัทที่ต่อสัญญากับ อสมท คือบริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ถือว่าเป็นการผิดสัญญา ซึ่งบริษัทบางกอกฯ จะให้บริษัทอื่นเข้ามาดำเนินการเองไม่ได้ ความจริงบอร์ด อสมท จะต้องลงมาตรวจสอบในเรื่องนี้
4.เรื่องของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 กรณีเอกชนร่วมกับรัฐสัญญาปี 2532 แต่มีผลบังคับใช้ปี 2535 ซึ่งอยากให้ช่วงนั้นให้เป็นไปตามสัญญาแต่นี่สัญญาใกล้จะหมด วันที่ 25 มี.ค.แล้ว ทำไม อสมท ไม่มองให้ชอบด้วย พ.ร.บ.ฉบับนี้
โฆษกกรรมาธิการสื่อสารฯกล่าวอีกว่า เพราะฉะนั้น กมธ.จึงมีข้อเสนอ 4 ข้อคือ
1.ไม่ควรให้สัญญาร่วมระหว่าง อสมท และบริษัท บางกอกฯ มีผลโดยอัตโนมัติ ในวันที่ 25 มี.ค. ดังนั้น กมธ.จึงมีข้อเสนอ ให้ อสมท ทบทวนการต่อสัญญาครั้งนี้
2 .อยากให้ อสมท ยกเลิกสัญญาทั้งหมดกับบริษัท บางกอกฯ แล้วให้ อสมท มาเป็นผู้ดำเนินกิจการช่อง 3 เอง แล้วหาผู้ประกอบรายใหม่เข้ามาแทน
3. การที่จะให้ช่อง 3 ออกอากาศต่อไปอีก 10 ปี จะต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยเอกชนเข้าร่วมงานในกิจการของรัฐ เนื่องจากจะต้องมีมูลค่าการลงทุน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่ง อสมท สามารถทบทวนเรื่องค่าตอบแทนใหม่ได้
4. ตรงไหนที่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ต้องส่งให้กฤษฎีกาวินิจฉัย

กบข.ไม่ซื้อหุ้น
February 25, 2010
ด่วนและร้อน!!..ศาลฎีกาพิพากษาคดี “จาโก้” ฟ้องสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่า สำนักสลากฯ ไม่ต้องจ่ายชดเชยให้จาโก้ เหตุขัด พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) มาตรา 5 “ไม่ได้นำโครงการเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม. ทำให้สัญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพัน”!!!…
ทันทีที่ศาลพิพากษาออกมา หุ้นบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) (LOXLEY) กลุ่มบริษัทเดียวกับจาโก้ “ร่วงหนัก” ราคาปรับตัวลดลงจาก 2.16 บาทต่อหุ้น ไปปิดที่ 1.93 บาท ลดลง 0.23 บาท หรือ 10.19 % มูลค่าซื้อขายหนาแน่น 190 ล้าน!!..
การตัดสินครั้งนี้ “ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น” หลังจาโก้ยื่นฟ้องสำนักสลากฯ กรณีที่ไม่ทำตามสัญญาให้เป็นตัวแทนและจ่ายรางวัลสลากบำรุงการกุศลแบบอัตโนมัติ เดิมศาลแพ่งพิพากษาให้สำนักงานสลากฯ จ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายให้กับจาโก้มูลค่า 2.5 พันล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ยืนตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ณ ธ.ค.ปี 43…
ไปที่ กบข. กองทุนของรัฐบาล ไม่รู้เป็นแผนลับลวงพรางหรือข้อเท็จจริงกันแน่ กรณี “โสภาวดี เลิศมนัสชัย” ออกมาเปิดเผยว่า วันที่ 26 ก.พ.นี้ ถ้าหุ้นตก กบข.จะเข้าซื้อหุ้นทันที โดยเตรียมไว้ไม่น้อยกว่า 6 พันล้าน!!!…
นักลงทุนโดยเฉพาะแมลงเม่าต้องระมัดระวัง ติดตามและวิเคราะห์อย่างใกล้ชิด คนที่พูดแล้วสื่อฮุบข่าวก็คือเลขาธิการ กบข.และอดีตรองผู้จัดการตลาดหุ้น เธอเชื่อว่า “ถ้าตลาดจะปรับลดลงจริง คงเป็นช่วงสั้นๆ จากนั้นก็จะดีดกลับขึ้นมา” ย้ำ ทั้งตัวเลขและข้อมูลที่ออกจากปาก “โสภาวดี” น่าเชื่อถือ แต่อย่าได้ไว้วางใจ “เต็มร้อย” ตลาดหุ้นคือบ่อน มีได้เสีย หลอกล่อ ขืนเฮตามกระแส “ตูดขาด” เอาง่ายๆ อิอิ!!…
อ้อ! ต้องไม่ลืม เงิน 6 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนแค่ 2% ของเงินลงทุนที่ กบข.มีอยู่ 3 แสนล้าน!!..
หุ้นที่แมลงเม่าต้องระวังให้มากชั่วโมงนี้ คือ แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือ เอไอเอส พฤติกรรมที่ “เทมาเสก” ขยันปันผล อาจมีการขายหุ้นทิ้งในเร็วๆ นี้ ก็เป็นได้ ประเด็นที่ยังเป็นที่คลางแคลงใจในวงการบริษัทจดทะเบียนก็คือการประกาศจ่ายปันผลครั้งมหึมาอีกหุ้นละ 8.30 บาท ท้าทายต่อระเบียบตลาดหลักทรัพย์ เหตุเป็นการกระทำการ “ล่วงหน้า”!!..
”เอไอเอส” ประกาศจ่ายปันผลภายใต้เงื่อนไขที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 53 วันที่ 8 เม.ย.53 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 52 หุ้นละ 3.30 บาท และปันผล “พิเศษ” อีกหุ้นละ 5 บาท…
เลขาธิการ ก.ล.ต.อย่าง “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” พูดได้แค่ “บอกไม่ได้ว่าเหมาะสมหรือเปล่า เพราะสามารถทำได้ เนื่องจากเป็นอำนาจการตัดสินใจของบริษัท เขาคงไม่มีแผนลงทุนในช่วงนี้ จึงได้เอาเงินมาจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้น เพื่อไปหาผลตอบแทนเอง ดีกว่าเอาไว้อยู่กับบริษัท” ไม่เพียงแต่ไม่ลงโทษกลับปกป้อง สมแล้วที่เป็น “เด็กแม้ว”!!!…
ก่อนหน้านี้ ชินคอร์ปได้จ่ายเงินปันผลประจำปี 52 ไปแล้ว 2.40 บาท โดยจ่ายเป็น 2 งวด หากพิจารณาสัดส่วนที่เทมาเสกถือหุ้นในชินคอร์ป 3.08 พันล้านหุ้น ตั้งแต่ปี 49 ถึงปี 52 เทมาเสกรับเงินปันผลไปแล้ว 3.2 หมื่นล้าน!!..เอง..”เอวัง ด้วยประการฉะนี้”…

