ปิดตลาดรถ 2 ล้อติดลบ 10 %

January 31, 2010

 ตลาดรถจักรยานยนต์ไทย ปี 2552 มียอดขายทั้งหมด 1,535,613 คัน ลดลงเพียง 10% จากปี 2551 โดยฮอนด้ายังคงครองแชมป์ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 ด้วยยอดจำหน่าย 1,014,118 คัน เทียบเท่าอัตราส่วนตลาด 66% นับเป็นการก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ของการเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทย 21 ปีซ้อน ส่วนภาพรวมตลาดฯส่อแววสดใสรับศักราชใหม่ปีเสือทอง 2553 ด้วยยอดจำหน่ายรวมในเดือนสุดท้ายของปีที่ 147,424 คัน เติบโต 127% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า 
 
 นายธีระพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารฝ่ายขาย บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีเป็นต้นมา ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ไทยมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากการที่ภาครัฐสามารถรักษาดุลยภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองไว้ได้ จึงช่วยเรียกความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับคืนมา โดยตลาดรถจักรยานยนต์ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจในช่วงต้นปี จึงกลับฟื้นสภาพขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้าย และล่าสุดในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาตลาดรวมมีการเติบโตสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าถึง 127% จาก 116,024 คันในเดือนธ.ค.ปี 51 เป็น 147,424 คันในเดือนธ.ค.ปี 52 โดยฮอนด้าเองก็เติบโตสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าถึง 136% จาก 72,683 คันเดือนธ.ค.ปี 51 เป็น 98,946 คันในเดือนธ.ค.ปี 52 ด้วยเหตุนี้เองจึงส่งผลให้ยอดขายรวมทุกยี่ห้อในปี 52 ปิดตัวเลขลงอย่างสวยงามที่ 1,535,613 คัน หรือเติบโตลดลงเพียง 10% จากปีก่อนหน้า 
  
 สำหรับฮอนด้ายังคงครองแชมป์ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 ด้วยยอดจำหน่าย 1,014,118 คัน เทียบเท่าอัตราส่วนตลาด 66% นับเป็นการก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ของการเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทย ซึ่งทางฮอนด้าขอขอบคุณผู้อุปการะคุณทุกท่าน ที่ให้ความไว้วางใจในรถจักรยานยนต์ฮอนด้าด้วยดีอย่างต่อเนื่องเสมอมา และความไว้วางใจนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ฮอนด้ามุ่งมั่นพัฒนารถจักรยานยนต์ที่เพียบพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆให้สอดรับความต้องการของผู้ใช้ชาวไทยอย่างเหนือความคาดหมาย และรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกอันสวยงามใบนี้ นายธีระพัฒน์ กล่าวสรุป 
 
 
 
 

 ด้านตลาดรถประเภท AT ที่ฮอนด้าเพิ่งวางตลาดรุ่นใหม่ล่าสุดไป 2 รุ่นในช่วงหลังของปีทั้ง Honda Scoopy I & Honda PCX นั้น ปรากฏว่าในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ตลาดรวมรถ AT มีการเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 125% ที่ ยอดรวม 68,793 คัน ในจำนวนนี้เป็นยอดจำหน่ายฮอนด้าเอทีที่ 34,474 คันเทียบเท่าสัดส่วนตลาด 50% เป็นการครองสัดส่วนตลาดสูงสุดในรถประเภทเอทีติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 โดยมี 2 รุ่นหลักยอดนิยมทั้งฮอนด้าคลิก ไอ ที่ 15,358 คัน และ ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ ที่ 15,085 คัน 
 
 ในด้านการผลักดันรถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีดออกสู่ตลาดของฮอนด้าอย่างจริงจังตั้งแต่กลางปี 2551 ที่ผ่านมา ล่าสุดในช่วงปลายปี 2552 สัดส่วนตลาดรถแบบหัวฉีดได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเพียง 23% ในเดือนมกราคม มาเป็น 50% ในเดือนธันวาคม หรือโดยเฉลี่ยทั้งปี รถแบบหัวฉีดมีสัดส่วนตลาดที่ 43% ซึ่งฮอนด้าในฐานะผู้บุกเบิกเทคโนโลยีใหม่มาสู่สังคมไทยคาดการณ์ความนิยมในรถแบบหัวฉีดในปี 2553 จะยิ่งเติบโตมากยิ่งขึ้น และมีสัดส่วนเกินกึ่งหนึ่งของตลาดอย่างแน่นอน 
 
 สำหรับรายงานตัวเลขตลาดรถจักรยานยนต์ทุกประเภทในเดือนธันวาคม มียอดจดทะเบียนรวมที่ 147,424 คัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์แบบครอบครัว 71,790 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 49% แบบ เอ.ที. 68,793 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 47% แบบครอบครัวกึ่งสปอร์ต 3,550 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 2% แบบสปอร์ต 1,069 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1% และแบบออฟโรดรวมประเภทอื่นๆ 2,222 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 2% 
 
 ส่วนยอดจดทะเบียนรวมของทั้งปี 2552 อยู่ที่ 1,535,613 คัน ลดลง 10% จากปีที่ผ่านมา โดยรถจักรยานยนต์ประเภทครอบครัวครองความนิยมสูงสุดที่ 755,599 คันเทียบเท่าสัดส่วนตลาด 49% รถแบบ เอ.ที. จำนวน 715,801 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 47%, รถแบบครอบครัวกึ่งสปอร์ตจำนวน 37,286 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 2%, รถแบบสปอร์ต 11,567 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1% และแบบออฟโรดรวมทั้งรถประเภทอื่นๆ 15,360 คัน เทียเท่าสัดส่วนตลาด 1% 
 
 สำหรับอัตรครองตลาดในปี 2552 ของแต่ละผู้ผลิตมีดังนี้ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า 1,014,118 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 66%, ยามาฮ่า 428,774 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 28%, ซูซูกิ 63,026 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 4%, คาวาซากิ 14,801 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 1%, เจอาร์ดี 1,537 คัน, แพล็ตตินั่ม 1,059 คัน, ไทเกอร์ 1,143 คัน และอื่นๆ 11,155 คัน 
 
 
 

สวย น่ารัก สไตล์ 2 ล้อ

January 31, 2010

 ไม่ใช่เฉพาะรถเท่านั้นที่มาอวดโฉมภายในงาน แบงค์ค็อก มอเตอร์ไบค์ เฟสติวัล 2010 ครั้งที่ 2 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด ค่ายรถมอเตอร์ไซค์ยังสร้างสีสันให้กับงานด้วยการนำน้อง ๆ ที่หน้าตาน่ารัก หน้าเอ็นดู มายืนประกบคู่กับรถมอเตอร์ไซค์เช่นเดียวกับงานมอเตอร์โชว์เพียงแต่ไม่มากเท่า เช่นเคยทีมงานก็เก็บภาพมาให้ดูพอหอมปากหอมคอนะครับ 
 
 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

พี่พี่…ผมไม่ไช่พริตตี้นะครับ

 
 

ฮอนด้าแจง”ไทย”เรียกคืนมีแค่ซิตี้รุ่นเดียว 2,760คัน

January 31, 2010

 ข่าวในประเทศ ฮอนด้า ประเทศไทยออกแถลงการณ์ชี้แจงมีเพียง ซิตี้ รุ่นเดียวที่ต้องเรียกคืน จำนวน 2,760 คัน ระบุสาเหตุน้ำเข้าแผงควบคุมกระจกไฟฟ้าด้านคนขับทำไฟช๊อต ย้ำเมืองไทยยังไม่เคยมีรถฮอนด้าคันใดพบปัญหาดังกล่าว พร้อมส่งจดหมายแจ้งลูกค้ากลางเดือนกุมภาพันธ์ เข้ารับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 
 

ฮอนด้า ซิตี้

 จากกรณี ฮอนด้า มอเตอร์ จะทำการเรียกคืนรถรุ่นฟิต/แจ๊สและซิตี้ทั้งหมด 646,000 คันทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีรถรุ่นดังกล่าวจำหน่ายอยู่ด้วย วันนี้(31 ม.ค.) บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ออกแถลงการณ์ต่อเรื่องดังกล่าวว่า ทางบริษัทฯ ใคร่ขอเรียนชี้แจงให้ทราบว่าปัญหาดังกล่าวนี้เกิดกับชุดควบคุมกระจกไฟฟ้าด้านคนขับ (Power Window Master Switch) อันสืบเนื่องมาจากน้ำที่ไม่สะอาดและเป็นตัวนำไฟฟ้าที่มีปริมาณมากจากภายนอก ไหลเข้าไปในแผงวงจรจนทำให้เกิดการลัดวงจรขึ้น 
 
 
 ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ผู้ใช้รถเปิดหน้าต่างไว้ในขณะขับขี่เมื่อมีฝนตกหนัก ปัญหาดังกล่าวนี้ได้ตรวจพบในประเทศแอฟริกา สหรัฐอเมริกา และในยุโรปบางประเทศ ส่วนในประเทศไทยยังไม่เคยได้รับรายงานปัญหาเดียวกันนี้เลย 
 
 ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าวทางบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด (บริษัทฯ แม่ที่ญี่ปุ่น) จึงตัดสินใจใช้มาตรการเชิงป้องกัน(Pre-caution) ด้วยการเรียกรถฮอนด้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบทั้งหมดเข้ารับการตรวจเช็คและแก้ไข (Recall) ซึ่งในประเทศไทยรถยนต์ฮอนด้าที่เข้าข่ายมีเพียงรุ่นเดียวคือ รถฮอนด้า ซิตี้ รุ่นปี 2008 จำนวน 2,760 คัน 
 
 ทั้งนี้บริษัทฯ จะสามารถเรียกรถยนต์จำนวนดังกล่าวเข้ารับการตรวจสอบและแก้ไขตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป โดยฮอนด้าจะทำจดหมายถึงลูกค้าโดยตรงเพื่อทราบและให้นำรถของตนเองเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น  
 
 บริษัทฯ ขอเรียนย้ำให้ทราบว่ารถยนต์ฮอนด้าที่รับผลกระทบมีเพียงเฉพาะรถฮอนด้า ซิตี้ รุ่นปี 2008 จำนวน 2,760 คันเท่านั้น และสำหรับรถยนต์ฮอนด้ารุ่นอื่น ๆ นั้นไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องดังกล่าวนี้แต่อย่างใด มาตรการดังกล่าวนี้เป็นมาตรการในเชิงป้องกันที่บริษัทฯ คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถยนต์ฮอนด้าทุกคน ซึ่งเป็นหลักการทำงานของบริษัทฯ เสมอมา 
 
 สำหรับกรณีดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อมีรายงานข่าวว่า บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จะทำการเรียกคืนรถยนต์รุ่นฟิต/แจ๊ซ และซิตี้ ทั้งหมด 646,000 คันที่จำหน่ายทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกากว่า 140,000 คัน ยุโรป รวมถึงเอเชีย นั่นหมายถึงประเทศจีน มาเลเซีย อินเดีย และไทย โดยฮอนด้าจะเรียกคืนรถแจ๊ซและซิตี้ ที่ผลิตระหว่างปี 2002-2008 
 
 สาเหตุที่เรียกคืนเกิดจาก ฮอนด้า ได้รับรายงานหลายครั้งเกี่ยวกับกรณีไฟลุกขึ้นบริเวณสวิทซ์หน้าต่างไฟฟ้าของรถยนต์ดังกล่าว เนื่องจากน้ำ น้ำฝน หรือของเหลว อาจไหลเข้ากระจกด้านคนขับและเข้าสู่แหล่งพลังงานหลักของสวิตซ์หน้าต่างซึ่งทำให้การทำงานของสวิตซ์เสื่อมสภาพ หรืออาจทำให้สวิตซ์ทำงานล้มเหลวและร้อนจัด ซึ่งความร้อนหากเกินพิกัดของสวิตซ์อาจก่อให้เกิดควัน และไฟลุกไหม้ได้ 
 

สืบสานวัฒนธรรมจีนที่งาน “ไชน่าทาวน์ราชบุรี”

January 31, 2010

 ในอดีตจังหวัดราชบุรีได้รับการขนานนามว่า เป็นเมืองแหล่งรวมวัฒนธรรมของชนเผ่าต่าง ๆ ที่สำคัญทางประวัติศาตร์ โดยได้มีวัฒนธรรมของชาวขอมเข้ามาในช่วง พุทธศตวรรษที่ 19-20 วัฒนธรรมของชาวมอญ ลาว เข้ามาในช่วงรัชกาลที่ 1 วัฒนธรรมของชาวเผ่ากระเหรี่ยงต่างๆที่อาศัยตามชายแดนไทย-พม่าก็เข้ามาทางเขตอำเภอสวนผึ้ง 
 
 วัฒนธรรมของจีนก็เช่นกัน ได้หลั่งไหลเข้ามาในราชบุรีในช่วงรัชกาลที่ 4 ซึ่งชาวจีนในขณะนั้นอพยพเข้ามาใช้แรงงาน รับจ้างขุดคลองดำเนินสะดวก และได้พากันตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ในเขตอำเภอเมืองราชบุรี เป็นจำนวนมาก และชนเผ่าชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดราชบุรีนี้ได้สร้างวัฒนธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าแก่จังหวัดราชบุรีเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการปั้นโอ่งมังกร การค้าขายบริเวณริมน้ำแม่กลอง 
 

 ถึงแม้ว่าจังหวัดราชบุรีจะมีความหลากหลายทางกลุ่มชาติพันธ์ แต่วัฒนธรรมชาวจีนก็เป็นเอกลักษณ์ที่มีความเข้มข้น ทั้งการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ และบรรพบุรุษ และความรักความสามัคคี ความขยันขันแข็งในการทำมาหากิน ซึ่งจะสังเกตได้จากการสื่อความหมายของสัญญลักษณ์ต่างๆ เช่น พลุ ม่านน้ำ จะพบเห็นความสวยงามของสีแดงในรูปต่าง ๆ เช่น โคม ,อักษรจีน , สิงโต ฯลฯ 
 
 แต่ในปัจุบันวัฒนธรรมชนเผ่าไทยเชื้อสายจีนของจังหวัดราชบุรีค่อย ๆ เลือนหายไป ชาวจังหวัดราชบุรีจึงได้ร่วมกัน สืบสานวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีนสิ่งหนึ่งที่ทั่วโลกรู้จักคือการจัดงานเทศกาลตรุษจีน ทางเทศบาลเมืองราชบุรีจึงได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และจังหวัดราชบุรี จัดงาน “ราชบุรีไชน่าทาวน์ 2553″ หรือ “The China Town Ratchaburi 2010″ ขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในระหว่างวันที่ 14-22กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อเป็นการส่งเสริมและสืบสาน ประเพณีและวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายจีนให้สืบทอดสร้างความถาวรและต่อเนื่อง ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดราชบุรี และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรภาคีของชาวไทยเชื้อสายจีนอีกด้วย 
 

 ภายในงานนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ชมพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์ ณ เวทีกลางลำน้ำแม่กลองแล้ว ยังจะได้ชมขบวนแห่ราชบุรีไชน่าทาวน์จากสนามกีฬากลางจังหวัดราชบุรี ซึ่งได้มีการประดับขบวนแห่อย่างงดงาม ประกอบกับขบวนแห่งของชนเผ่าต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ ภายในบริเวณงานตลอด 9 วัน 9 คืน ระหว่างวันที่ 14-22 กุมภาพันธ์ 2553 นักท่องเที่ยวยังได้ชม ศิลปะการแสดง ซึ่งหาชมได้ยาก จากมองโกเลีย จากมณฑลเสฉวน ของประเทศจีนอีกด้วย 
 
 นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอีกมากมาย อาทิ การแข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติบนเสาดอกเหมย กลางลำน้ำแม่กลอง ซึ่งถือเป็นการจัดขึ้นครั้งแรกของจังหวัดราชบุรี และอาจจะเป็นครั้งแรกในโลกเลยก็ว่าได้ มีขบวนแห่มังกร สิงโตเอ็งกอ-พะบู๊ อันยิ่งใหญ่อลังการ การแสดงประกอบแสง สี เสียง และม่านดนตรี สุดตระการตา การประกวดแดนเซ่อร์ไซด์ การประกวดตี๋น้อย หมวยน้อย ไชน่าทาวน์ 2010 การแสดงวัฒนธรรมจีนถึง 3 ยุค คือ ยุคเก่า กลาง ใหม่ มีการสร้างกำแพงเมืองจีนจำลอง ความยาว 100 เมตร เป็นต้น 
 

ภูฏานตระการตา (8) / ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

January 31, 2010

 โดย : ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ 
 

 ผมพาคุณมาทิมปู เมืองหลวงของภูฏาน เมืองนี้จะว่าให้ตรงใจ ไม่ใช่เมืองที่ผมชอบสุด จัดอยู่อันดับ 4 ด้วยซ้ำ คงเพราะทิมปูเป็นเมืองใหม่ทันสมัยไปนิดหนึ่ง เมื่อเทียบกับเมืองอื่นในประเทศนี้ ทิมปูยังไม่ค่อยมีโบราณสถานเก่าแก่หรือแหล่งท่องเที่ยวระดับเห็นแล้วว้าว แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้เฉพาะที่ทิมปู จะไปเมืองอื่นคงไม่มีหวังเจอ เจ้านั่นคือตัวทาคิน 
 
 อะไรคือทาคิน? Takin เป็นสัตว์ประจำชาติของภูฏาน เคียงคู่กันมากับนก Raken หรือนกดุเหว่า ต้นสน Cypress ไม้ประจำชาติ และดอก Blue Poppy ดอกไม้ประจำชาติ ในจำนวนนี้ ผมเห็นทุกอย่างยกเว้นดอกป๊อบปี้ที่เจอตามยอดเขาสูงเกิน 3,000 เมตร แต่ดันออกดอกช่วงหน้าฝน เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม แต่ผมก็ไม่เดือดร้อน เพราะใจชอบสิงสาราสัตว์มากกว่าต้นไม้ดอกไม้อยู่แล้ว แถมเจ้าทาคินยังไม่ใช่สัตว์ธรรมดา เป็นระดับป๋าเมื่อเทียบกับสัตว์อื่นทั่วโลก เฉพาะแค่เรื่องราวความเป็นมาก็มหัศจรรย์พิลึกแล้วครับ 
 
 ตำนานเล่าว่า ลามะผู้มีฉายาว่า Divine Madman เดินทางเข้ามาในภูฏานในศตวรรษที่ 15 เพื่อเผยแพร่ศาสนาพุทธนิกายมหายาน นิกายนี้จะเน้นเรื่องอิทธิฤทธิ์สักนิด เพื่อให้เป็นที่เลื่อมใสในหมู่ผู้คนที่นับถือพ่อมดหมอผี ท่านลามะมาตั้งหลักอยู่ริมหมู่บ้าน ก่อนขออาหารเป็นแพะ 1 ตัว วัวอีก 1 ตัว ชาวบ้านเห็นว่าท่านเดินทางมาไกล จึงนำทั้งแพะทั้งวัวมาให้ ย่างมาเรียบร้อย ท่านลามะจัดการโชว์พลัง กินวัวหันแพะย่างคนเดียวหมดเหี้ยน ชาวบ้านต่างฮือฮา กินเข้าไปได้ยังไงเนี่ย ? ท่านลามะจึงรีบยกมือ นี่ไม่ใช่พลังเวทมนต์ แต่ข้าหิวน่ะ มนตราของจริงมันต้องต่อจากนี้ เสร็จแล้วท่านก็หยิบหัวแพะมา เขี่ยหัววัวออกไป วางหัวแพะลงไปแทนที่หัววัว ก่อนดีดนิ้วหนึ่งป๊อก ความอัศจรรย์พลันบังเกิด… 
 
 กระดูกวัวที่กองเรียงรายเป็นรูปตัววัวพลันมีเลือดเนื้อขึ้นมา หัวก็เช่นกัน แต่หัวของวัวดันเป็นแพะ สัตว์ที่ปรากฏมาจึงพิลึกพิลั่น เจ้าตัวประหลาดหันมายิ้มให้ผู้คนที่พากันตกตะลึงหนึ่งวูบ ก่อนจะควบปุเลงเข้าป่าไป และนั่นคือที่มาของ dong gyem tsey หรือเจ้าตัวทาคิน (ไหงเป็นชื่อนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ) 
 
 หากดูข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ทาคินเป็นสัตว์จำพวกแอนทีโลป เป็นญาติใกล้ชิดกับวัว musk ox (วัวขนยาวแถวขั้วโลกเหนือ อยากเห็นต้องไปแคนาดา) ยังเป็นญาติห่าง ๆ ของแกะ ทาคินตัวเต็มวัยสูง 1.3 เมตร หนัก 650 กิโลกรัม เล็กกว่าวัวนิด ใหญ่กว่าแกะหน่อย ทาคินชั้นดีมีขนฟูคล้ายแกะ แต่เป็นสีทอง จนบางคนบอกว่า นี่แหละที่มาของขนแกะทองคำในนิยายกรีก ทาคินพบเฉพาะแถวหิมาลัย (ขนทาคินเมื่อถูกนำไปถึงกรีก จึงกลายเป็นของหายากสุดแสน จนกลายเป็นนิยายปรัมปราไงครับ) 
 
 ปัจจุบัน จำนวนทาคินในภูฏาน แฮ่ม เกริ่นมาอย่างนี้ ไม่ว่าในประเทศไหน คุณก็คงคิดว่า คำต่อไปคือ ลดลง เผอิญที่นี่คือภูฏาน ประเทศอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว จำนวนทาคินในป่าจึงไม่ลด มีอยู่เท่าเดิม เพราะป่าที่ทาคินอาศัยก็เท่าเดิม นักล่าสัตว์ก็ไม่มี แล้วทาคินจะลดลงได้ยังไง? ปัญหาคือทาคินในเขตสงวนใกล้เมืองทิมปู กลับมีจำนวนน้อยลง เพราะผสมพันธุ์กันมั่ว เนื่องจากประชากรน้อยไปนิด เค้าเลยมีแนวคิดจะหาทาคินในธรรมชาติมาเพิ่ม ปัญหาคือทาคินเป็นสัตว์ที่อาศัยตามภูเขาสูง ไม่ต่ำกว่า 2,500-4,000 เมตร ยังชอบอยู่ตามที่ลาดชัน รัฐบาลภูฏานก็ไม่ค่อยมีเงิน จะไปลงทุนจับทาคินแล้วขนส่งมาถึงเขตสงวน ไม่ใช่ง่ายเลยครับ เท่าที่ผมทราบ ในภูฏานไม่มีเฮลิคอปเตอร์สักลำ แล้วจะขนยังไงเนี่ย 
 
 ปัญหานั้นคงมีทางแก้ไขต่อไป แต่ตอนนี้ ข้าพเจ้าขอไปดูทาคินก่อนล่ะ หากคุณมาภูฏาน โอกาสจะไปดูทาคินตามธรรมชาติ ยากนะจ๊ะ โอกาสเดียวอยู่ที่เมืองทิมปู ที่นี่มีเขตสงวนทาคิน ลักษณะคล้ายสวนสัตว์เปิดเล็ก ๆ ตั้งอยู่บน Motithang ภูเขาใกล้เมืองที่ถือเป็นย่านอยู่อาศัยของคนมีตังค์ แต่ไม่ใช่มีแต่บ้านเรียงเป็นพืด คนภูฏานเค้าไม่อยู่กันเบียดเสียดยัดเยียด บ้านจะแอบอยู่ใต้ดงสนภูเขา มีทางแยกเล็ก ๆ ไปจากถนนใหญ่ ชนิดไม่บอก เราก็คงไม่รู้หรอกว่ามีบ้าน 
 
 นอกจากตัวทาคินและบ้านคนรวย บนเขายังมีโรงแรมมอติธัง เป็นโรงแรมเก่าที่สร้างขึ้นเพื่อเชิญแขกต่างประเทศมาพักในงานเถลิงราชสมบัติของกษัตริย์องค์ก่อน (องค์ที่ 4 พระราชบิดาของเจ้าชายจิกมี) ในค.ศ.1975 ยังเป็นที่ตั้งของวัด Changangkha หรือวัดชันกังคา วัดเก่าแก่ของทิมปู สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 เป็นทั้งวัดเป็นทั้งป้อมคอยป้องกันเมือง เรียกว่าเขามอติธังสำคัญไม่น้อยเลยนะ (บางคนเรียกว่าเนิน แต่ดูจากสภาพสูงชันแล้ว ผมเรียกว่าภูเขา เพื่อให้คุณเข้าใจง่ายขึ้นครับ) 
 
 จะมีวัดจะมีโรงแรม ข้าพเจ้าก็ไม่สน เราจะดูทาคิน คุณรูตาเห็นความคลั่งสัตว์ปานนั้น จึงรีบบอกคุณนพให้พาเราไปยอดเขา ทางขึ้นอยู่ริมเมืองครับ เหมือนดอยสุเทพอยู่ริมเชียงใหม่ ขึ้นไปสักหน่อย ถนนลัดเลาะลอดใต้ป่าสนหนาทึบ อากาศเย็นเฉียบบริสุทธิ์ชื่นใจสไตล์อะโรมาเทอราปี สูดดมแล้วอิจฉาคนภูฏานเป็นยิ่งนัก ขนาดเป็นเมืองหลวง ยังมีป่าสมบูรณ์ปานนี้ แล้วในป่าของจริง จะสวยปานไหนล่ะเนี่ย 
 
 เราขึ้นมาจนถึงระดับความสูงกว่า 2,600 เมตร มีลานจอดรถเล็ก ๆ ตรงหน้า พร้อมกับป้ายบรรยายความเป็นมาของทาคิน ถึงตอนนี้ เราต้องออกแรงเดินแล้วครับ หนูดาวเดินฉับ ๆ ไปข้างหน้า แต่ไม่ถึงห้านาที เธอหอบแฮ่ก ระวังสังขารไว้บ้างก็ดีอีหนูเอ๊ย อยู่ที่ซอยเอกมัยในความสูงเฉียดระดับน้ำทะเล น้องก็เอาแต่นอนนิ่ง พอมาที่สูงกว่าภูกระดึงสองภูซ้อนกัน น้องดันเดินฉับ น้องไม่เป็นลมตายกลายเป็นดาวคินก็บุญแล้ว (ดาวคิน หัวเหมือนหนูดาว ลำตัวเหมือนสาววัยสิบเจ็ด หรือเปลี่ยนทั้งหัวทั้งตัวเลยดีกว่า ? วุ้ย…คิดแล้วกลุ้ม) 
 
 ทางเดินพาเราไปตามหมู่สนภูเขา ขึ้นบ้างลงบ้างสักห้านาที เราเจอสัตว์มีเขารายแรก ผมผู้กำลังหอบแฮ่ก ด้วยต้องแบกทั้งกล้องทั้งวิดีโอ รู้สึกดีใจไชโย ปรากฏว่า ไชโยเก้อ เจ้านี่ไม่ใช่ทาคิน เป็นกวางธรรมดา เมืองไทยก็มี จึงจำใจต้องแบกกล้องต่อไป จนหอบได้สองแฮ่ก ผมเริ่มเห็นวี่แววของตัวทาคิน 
 
 มองลอดจากซี่ลูกกรงตรงหน้า ผมเห็นสัตว์ตัวสีน้ำตาลอยู่รำไร จึงรีบชักเลนส์ยาวหนึ่งศอกขึ้นมาถ่าย ได้ทาคินตัวใหญ่กว่าแมลงวันหน่อยนึง รูตาเห็นแล้วยิ้ม ยูเดินตามไอต่อมาเถิด เดี๋ยวจะมีจุดที่รั้วต่ำ ทาคินเข้ามาใกล้ ยูสามารถถ่ายภาพได้สบายกว่านี้ สิ่งที่รูตาบอกเป็นจริง หากใครตามผมไปดูทาคิน ขอให้เดินจนรอบกรง (ยักษ์) คุณจะเจอบริเวณดังกล่าว จากมุมนี้ เราเห็นทาคินเสรีภายใต้ดงสน ดูแล้วให้อารมณ์คล้ายไปซาฟารีดูทาคินในธรรมชาติ 
 
 แม้สวนสัตว์เปิดจะมีแค่กวางกับทาคิน แต่บรรยากาศรื่นรมย์นัก นักท่องเที่ยวมีน้อยมากถึงไม่มีเลย สนภูเขาก็ต้นใหญ่ต้นโต ลูกสนใหญ่กว่าของบ้านเราตั้งเยอะ บางลูกยาวเกือบศอก หนูดาวหยิบขึ้นมา มองซ้ายมองขวา กะจิ๊กลูกสนเป็นของฝาก คุณรูตาเห็นเข้าก็หัวเราะ อดใจรอก่อนเถอะนะยู รอให้ไปถึงบุมตัง ยูจะเจอลูกสนใหญ่กว่านี้ สวยกว่านี้ ค่อยไปเก็บตอนนั้นก็ได้ (แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้เก็บ แถมผมยังเกลียดลูกสนเข้าไส้ อยากรู้ว่าทำไม อดใจอ่านต่อไปครับ) 
 
 เสร็จสิ้นจากการชมทาคิน เรานั่งรถลงจากเขา คุณนพเลี้ยวซ้ายป่ายขวา พาเราไปหามุมชมเมืองชั้นดีจากที่สูง บางทัวร์จะไปดูวิวจากวัดชันกังคา แต่วิวจากถนนเห็นชัดกว่า โดยเฉพาะทิมปูซอง หรือเรียกตามชื่อจริง ตาชิโซซอง (Tashicho Dzong) 
  
 ซอง
คืออะไร ? อธิบายแบบเอาง่ายเข้าว่า ซองเป็นทั้งวัดทั้งสถานที่ราชการ เป็นป้อมปราการด้วยครับ ศาสนาพุทธ นิกายลามะ ต่างจากพุทธแบบไทย ลามะเป็นผู้นำศาสนา และบางครั้งเป็นผู้นำในเรื่องอื่น ๆ เช่น ท่านซับดรุง ผู้รวบรวมภูฏาน ซองจึงเป็นทุกอย่างของเมือง วัดสำคัญก็อยู่ในซอง กระทรวงและที่ทำการเมืองก็อยู่ในซอง ไม่ว่าเราไปเมืองไหน สถานที่สำคัญสุดที่ต้องไปเยี่ยมชมก็คือซองครับ 
 

“ก๋วยเตี๋ยวแคะ” ไร้ชื่อ รสมือภัตตาคาร

January 31, 2010

บรรยากาศโต๊ะนั่งร้านก๋วยเตี๋ยวแคะ

 หลังจากผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่มาได้สักพัก “ผ่านมาแวะกิน” เพิ่งจะมีโอกาสได้เดินทางไปทำบุญฉลองปีใหม่เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ตัวเองมา โดยเราได้ไปทำบุญไหว้พระที่วัดหัวลำโพง ตรงสามย่าน แล้วก็เลยไปทำบุญบริจาคโลงศพที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน พอได้ทำบุญแล้วก็ช่างรู้สึกดีแก่จิตใจ และอิ่มเอิบบุญเอามากๆ แต่ว่าหลังจากที่อิ่มบุญอิ่มใจแล้ว แต่ว่าท้องมันไม่อิ่มไปด้วยน่ะสิ เพราะว่ากระเพาะน้อยๆ มันดันร้องจ๊อกๆ หิวโหย อยากหาของกินมาดับความหิวให้อิ่มท้องไปด้วย 
 
 งานเข้าแบบนี้จะไม่ตามใจปากท้องก็ไม่ได้ เราเลยรีบเดินออกมาจากที่ทำบุญ ซอกแซกหาของกินแถวๆ นั้นมาสนองความหิวกันดีกว่า และหลังจากที่ได้เดินลัดเลาะเข้ามาตรงซอยหลังวัดลำโพง ติดกับโรงเรียนวัดหัวลำโพง เราก็มาเจอะเจอเข้ากับร้านก๋วยเตี๋ยวร้านเล็กๆ แห่งหนึ่งเข้า เห็นมีผู้คนนั่งกินมากมาย ครั้นเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวแคะ ที่ดูชวนกินไม่น้อยเลย เราเลยตกลงใจขอฝากท้องกับก๋วยเตี๋ยวแคะร้านนี้ก็แล้วกัน 
 

คุณพรรณี ชอบนิทัศน์ เจ้าของร้าน

 ร้านก๋วยเตี๋ยวแคะร้านนี้ นั้นเป็นร้านเล็กๆ ไม่มีชื่อร้าน แต่คนส่วนใหญ่ที่อยู่แถวนี้ก็มักเรียกกันติดปากว่าร้าน“ก๋วยเตี๋ยวแคะ” นี่แหละ โดยมีคุณพรรณี ชอบนิทัศน์ เป็นเจ้าของร้าน หลังจากที่ได้พูดคุยกัน ก็ทำให้รู้ว่าร้านนี้เปิดขายก๋วยเตี๋ยวแคะมานานร่วม 20 ปีแล้ว 
 
 ก๋วยเตี๋ยวแคะของที่นี่ต้องบอกว่าเป็นแบบสูตรของคนจีนแคะแท้ๆ ที่คุณพรรณีสืบทอดสูตรเด็ดนี้มาจากคุณยาย และความโดดเด่นของก๋วยเตี๋ยวแคะของร้านนี้ก็อยู่ตรงที่ลูกชิ้นแคะนี่แหละที่มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ซึ่งลูกชิ้นแคะของที่นี่คุณพรรณีลงมือทำเองแบบสดใหม่ทุกวัน และทำในปริมาณที่ไม่มาก เรียกว่าหมดแล้วหมดเลย ไม่มีเพิ่มและไม่มีเก็บเป็นของเหลือค้างคืน 
 

ก๋วยเตี๋ยวแคะเส้นหมี่น้ำ

 สำหรับลูกชิ้นแคะที่ทางร้านทำเองและใส่มาในก๋วยเตี๋ยวก็มี ลูกชิ้นเต้าหู้ยัดไส้ ที่ถือว่าเป็นลูกชิ้นตัวเอกของก๋วยเตี๋ยวแคะเลย ทำมาจากหมูสับ เนื้อกุ้งแห้ง เนื้อหมึกแห้ง เนื้อปลากราย ที่ผสมคลุกเคล้าปรุงรสเข้าด้วยกัน แล้วนำมายัดเป็นไส้ใส่มาในเต้าหู้ขาว และนำไปนึ่งจนสุก ชิมรสชาติแล้วต้องบอกว่าหอมกลิ่นเต้าหู้อ่อนๆ ขึ้นจมูก ตัวเต้าหู้นุ่มนิ่มเข้ากับไส้เนื้อนุ่มที่ออกรสกลมกล่อมถูกปากดี 
 

ก๋วยเตี๋ยวแคะเส้นใหญ่แห้ง

 ลูกชิ้นตัวต่อมาคือ ลูกชิ้นทอด เป็นลูกชิ้นลูกกลมทำมาจากหมูสับ กุ้งแห้ง หมึกแห้ง และเนื้อปลากราย ที่ผสมปรุงรสคลุกเคล้าให้เข้ากัน และปั้นด้วยมือเป็นลูกกลมนำไปลวก แล้วก็นำมาทอดอีกที กินแล้วได้รสชาติของลูกชิ้นรสดีที่เคี้ยวแบบเต็มปากเต็มคำ 
 
 อีกหนึ่งลูกชิ้นที่ทางร้านทำเองคือ ลูกชิ้นหมู เป็นลูกชิ้นที่ทำมาจากหมูสับ ผสมกับเนื้อปลากราย กุ้งแห้ง และหมึกแห้ง ที่นวดเคล้าปรุงรสให้เข้มข้น เน้นใส่พริกไทยด้วย ปั้นเป็นลูกด้วยมือเช่นกันแล้วนำมานึ่ง กินแล้วลูกชิ้นเนื้อนุ่มเคี้ยวเด้งหนึบออกรสเข้มข้นพริกไทย และก็ยังมีลูกชิ้นอีก 2 อย่างที่ใส่มาในก่วยเตี๋ยว คือ ลูกชิ้นปลา และฮือก้วย ที่ถึงแม้ว่าทางร้านจะไม่ได้ทำเอง แต่ก็เลือกมาจากร้านที่ทำลูกชิ้นอย่างดี กินแล้วไม่คาว 
 

เกาเหลาลูกชิ้น

 และนั่นคือเครื่องลูกชิ้นที่ใส่มาในก๋วยเตี๋ยวแคะของที่นี่ ขอบอกว่าจะสั่งก๋วยเตี๋ยวแคะมากินแบบน้ำก็อร่อยเข้าท่าดี เพราะจะได้ซดน้ำซุปกระดูกหมูร้อนๆ ที่รสชาติกลมกล่อมหวานน้ำต้มกระดูก หรือถ้าจะสั่งแห้งมากินก็เลิศลิ้นไม่แพ้กัน ซึ่งเส้นก๋วยเตี๋ยวของที่นี่ก็มีให้เลือกอยู่หลายอย่างมีทั้ง เส้นเล็ก เส้นหมี่ เส้นใหญ่ บะหมี่เหลือง และเกี๊ยมอี๋ แต่ถ้าใครไม่ชอบกินเส้นก็สั่งเป็นเกาเหลาลูกชิ้นล้วนๆ มากินกันไปเลย และราคาก๋วยเตี๋ยวแคะของที่นี่ขายอยู่ที่ธรรมดา ชามละ 30 บาท พิเศษ 35 บาท เรียกได้ว่าหากได้มาลองลิ้มแล้วเป็นได้อิ่มแบบสบายท้องในราคาย่อมเยา 
 
 รายงานสดจากพื้นที่ข่าวเดินทางไปที่นี่Latitude: 13.732277 Longitude: 100.528468 
 
 * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 
 
 ร้าน ก๋วยเตี๋ยวแคะ ตั้งอยู่ที่ 39 ถ.สี่พระยา เขตบางรัก กทม. การเดินทางจากวัดหัวลำโพง เดินมาที่ซอยหลังวัดหัวลำโพง เข้าซอยมาแล้วเลี้ยวขวา เดินตรงมาอีกนิดก็จะเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวแคะตั้งอยู่ขวามือ เป็นร้านเล็กๆ หรือถ้าจะเดินเข้าทางด้านร้านดอกไม้ ฟลาวเวอรี่ก็ได้ สามารถเดินทะลุออกมาทางหลังร้านก็จะเจอร้านก๋วยเตี๋ยวแคะ เปิดจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.30-14.30 น. โทร. 0-2267-0906, 0-2233-0471 
 
 คลิก!! อ่านรายละเอียดและแผนที่การเดินทางไปยังร้าน “ก๋วยเตี๋ยวแคะ” 
 

รายละเอียดและแผนที่การเดินทางไปยังร้าน “ก๋วยเตี๋ยวแคะ”

January 31, 2010

 ชื่อร้าน : ก๋วยเตี๋ยวแคะ 
 
 
 ประเภทอาหาร : ก๋วยเตี๋ยวแคะ 
 
 เมนูจานเด่น : ก๋วยเตี๋ยวแคะเส้นหมี่น้ำ, ก๋วยเตี๋ยวแคะเส้นใหญ่แห้ง, เกาเหลาลูกชิ้น 
 
 บรรยากาศร้าน : ร้านเล็กๆ มีโต๊ะให้นั่งสบาย 
 
 ที่ตั้ง และการเดินทาง : ตั้งอยู่ที่ 39 ถ.สี่พระยา เขตบางรัก กทม. การเดินทางจากวัดหัวลำโพง เดินมาที่ซอยหลังวัดหัวลำโพง เข้าซอยมาแล้วเลี้ยวขวา เดินตรงมาอีกนิดก็จะเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวแคะตั้งอยู่ขวามือ เป็นร้านเล็กๆ หรือถ้าจะเดินเข้าทางด้านร้านดอกไม้ ฟลาวเวอรี่ก็ได้ สามารถเดินทะลุออกมาทางหลังร้านก็จะเจอร้านก๋วยเตี๋ยวแคะ 
 
 เวลาเปิด-ปิด : เปิดจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.30-14.30 น. 
 
 เบอร์โทรศัพท์ : 0-2267-0906, 0-2233-0471 
 

ดูแลหัวใจ หลังเหตุการณ์ร้าย ๆ/สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

January 31, 2010

 คงปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวสารที่เราได้รับรู้ผ่านสื่อทุกวันนี้ มีผลต่อการดำรงชีวิตของเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวสารเรื่องภัยพิบัติ โศกนาฏกรรม ภัยก่อการร้าย ต่างๆ ซึ่งบางครั้งก็ทำให้เราต้องใช้ชีวิตด้วยความวิตกกังวล กลัว หวาดระแวงและระแวดระวัง ภาพต่างๆ ของตึกรามบ้านช่องที่พังทลาย ผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บที่นอนเรียงรายทับถม ผู้คนที่ร้องไห้เมื่อต้องพรากจากพ่อแม่หรือคนที่รัก ที่ปรากฏให้เห็นในภาพข่าวในช่วงเดือนที่ผ่านมาจากเหตุการณ์ภัยพิบัติที่ประเทศเฮตินั้น ไม่เพียงแต่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ใหญ่อย่างเราๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเจ้าตัวน้อยๆ ที่นั่งอยู่ข้างๆ คุณหน้าจอโทรทัศน์ด้วย 
 
 เด็ก ๆ จำนวนมากที่ได้รับรู้เรื่องราวดังกล่าว แต่ไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เข้าใจถึงความสูญเสียและคราบน้ำตา แต่กระนั้นเจ้าตัวน้อยก็สัมผัสได้ถึงสัญญาณของความไม่ปลอดภัย และความกังวลใจที่เกิดขึ้นรอบๆ กายของพวกเขา หากเด็กดูภาพข่าวเหล่านั้นซ้ำๆ อาจก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตใจ เสมือนตนเองได้เข้าไปเผชิญเหตุการณ์นั้นเอง และอาจส่งผลถึงการดำรงชีวิต ทำให้เด็ก ๆ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ฝันร้ายไปหลายคืน จึงไม่ควรให้เด็กดูภาพข่าวร้ายซ้ำไปซ้ำมา ในอีกด้านหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ควรถือโอกาสนี้กระตุ้นลูกให้สนใจผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและให้มีส่วนสำคัญในการรักษาสภาพแวดล้อม ปลูกฝังให้ลูกมีความเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แม้ว่าจะต่างเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ให้มีส่วนร่วมในการบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ชวนลูกหาวิธีช่วยเหลือเท่าที่เรามีกำลัง อย่างน้อยแค่ให้ส่งใจช่วยเหลือก็จะทำให้เด็กรับรู้ถึงความอ่อนโยนของตัวเองได้ค่ะ 
 
 ป่วยใจ เมื่อเรื่องร้ายมาเยือน 
 
 กรณีแผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติ เด็กๆ จำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่คุกคามต่อชีวิตและความปลอดภัย สูญเสียบุคคลที่รัก และทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าหวาดกลัว เหตุการณ์เช่นนี้แน่นอนว่าต้องส่งผลถึงสภาพจิตใจของผู้ที่เผชิญกับเหตุการณ์นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กๆ อาจเกิดภาวะทางจิตอย่างหนึ่งคือ PTSD (Posttraumatic Stress Disorder) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดกับผู้ที่เผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรงหรือตกอยู่ในภาวะกดดันที่มากกว่าจะพบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือภัยจากมนุษย์ เป็นเหยื่อความรุนแรง การถูกทำร้าย ลักพาตัว หรือข่มขืน โดยผู้ที่เกิดอาการอาจเป็นผู้เผชิญเหตุการณ์ด้วยตนเอง หรือเป็นเพียงพยานรู้เห็นเหตุการณ์นั้นๆ ก็ได้ 
 

พญ.ปราณี เมืองน้อย

 พญ.ปราณี เมืองน้อย สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า อาการของเด็กที่มีภาวะ PTSD อาจจะเกิดขึ้นทันทีหลังจากเหตุการณ์ร้ายแรงต่าง ๆ ผ่านไป เด็กบางรายที่ดูเหมือนจะรับมือกับสถานการณ์ได้ดีในตอนแรก อาจจะมีอาการเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปเป็นสัปดาห์ เป็นเดือนหรือกระทั่งเป็นปี ในขณะที่เด็กบางคนก็อาจมีอาการในทันทีหลังการประสบเหตุ โดยเด็ก อาจมีลักษณะมึนชา อารมณ์เฉยเมย ไม่สนใจสิ่งต่างๆ รอบตัว แยกตัวห่างเหินผู้อื่น บางครั้งอาจเกิดอารมณ์หงุดหงิด ก้าวร้าว เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นให้นึกถึงเหตุการณ์นั้น เช่น การดูทีวีหรืออ่านข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นๆ เด็กจะสะดุ้งตกใจง่าย นอนผวา หลับๆ ตื่นๆ ฝันร้ายซ้ำๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น มีอาการทางกายเช่น ปวดท้อง ปวดหัว ปัสสาวะรดที่นอน ซึ่งบางครั้งพ่อแม่เข้าใจผิดว่าลูกป่วยทางกาย แต่แท้ที่จริงแล้วอาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากจิตใจโดยตรง 
  
 รับมืออาการป่วยใจให้ถูกวิธี 
 
 สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ เมื่อสงสัยว่าลูกกำลังเผชิญกับภาวะ PTSD คือ ให้ความเข้าใจ ว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกนั้น เป็นการตอบสนองต่อความเครียดและเรื่องร้ายๆ ที่ลูกได้พบเจอ (ถือเป็นปฎิกิริยาปกติในภาวะที่ไม่ปกติ) คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสนใจแก่ลูกมากเป็นพิเศษในช่วงนี้ เพราะเด็กจะคาดหวังให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู เข้ามาช่วยรับมือกับความกลัวที่เกิดขึ้น คุณควรทำให้ลูกรู้สึกว่าเขามีความสามารถในการกำหนดสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้เอง โดยอาจเริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นการเลือกอาหาร การช่วยเหลือตัวเอง เพื่อช่วยฟื้นฟูความมั่นใจของลูก 
 
 การเยียวยาหัวใจนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องประคับประคองเรื่องของจิตใจ อธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น การพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกอธิบายด้วยวิธีการที่เหมาะสมและอยู่ในระดับที่วัยของลูกจะเข้าใจได้ ไม่ควรปล่อยให้ลูกมีคำถามค้างคาใจ เพราะนอกจากจะเพิ่มความกังวลใจให้เด็กๆ แล้ว เจ้าตัวน้อยก็อาจจะใช้จินตนาการแต่งเสริมเติมเรื่องต่อจนน่ากลัวเกินจริงได้ ที่สำคัญควรแน่ใจว่าเจ้าตัวน้อยไม่ได้มีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะบ่อยครั้งที่เด็กๆ มักจะคิดว่าเรื่องร้ายแรงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความผิดของตน ดังนั้นจึงควรอธิบายให้กระจ่างชัดว่าเด็กๆ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ร้ายแรงนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กมีผลแทรกซ้อนคือโรคซึมเศร้า วิตกกังวล 
 

 คุณพ่อคุณแม่ควรให้เวลากับการรักษาบาดแผลทางใจของลูก ซึ่งเด็กแต่ละคนจะใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน เร็วหรือช้านั้นก็ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันทางใจที่มีมาก่อนหน้า รวมทั้ง ความเข้าใจ และกำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่ และบุคคลใกล้ชิดด้วย 
 
 หากคุณพ่อคุณแม่ต้องเผชิญกับความเครียด ความกลัว หลังจากเหตุการณ์ร้าย ๆ เช่นเดียวกัน คุณก็ควรที่จะหาทางบำบัดรักษาอาการของตัวคุณเองก่อน เพราะไม่อย่างนั้นความกลัวและความวิตกกังวลของคุณก็จะยิ่งไปเพิ่มความเครียดให้กับลูก นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามที่จะไม่ปกป้องลูกมากจนเกินไป แม้ว่าคุณจะไม่ต้องการให้เรื่องร้ายทำลายจิตใจลูกได้อีก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าสุดท้ายแล้วเจ้าตัวน้อยก็ต้องอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ และอาจจะต้องพบเจอกับเรื่องราวร้ายๆ อีก ดังนั้นการปกป้องมากเกินเหตุจึงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น สุดท้ายต้องไม่ลืมว่าการกอด การสัมผัสให้เจ้าตัวเล็กได้รับไออุ่นแห่งความรักของพ่อและแม่จะเป็นยาที่ช่วยรักษาบาดแผลได้ดีไม่แพ้ยาชนิดใดในโลกค่ะ ความเชื่อมโยงทางใจระหว่างกันทำให้เด็กรับรู้ได้ถึงความมั่นคงปลอดภัย จะทำให้เด็กกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้นค่ะ พญ. ปราณี กล่าวทิ้งท้าย 
 
 เพราะสิ่งไม่คาดคิดนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และหากว่าวันหนึ่งลูกน้อยจะต้องเจอกับเหตุการณ์ร้ายที่ไม่คาดคิด สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้ความเจ็บป่วยทางร่างกาย ก็คือ เรื่องจิตใจของลูกค่ะ 
 

ซอนมี…จะมีเธอหรือไม่มีเธอก็ไม่สำคัญ/ต่อพงษ์

January 31, 2010

 นั่งอ่านข่าวเกี่ยวกับการขอแยกตัวออกจากวงของ ซอนมี หนึ่งในสมาชิกวง วันเดอร์ เกิร์ล ซึ่งเป็นเกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี ก็อดจะงงๆ เล็กๆ เพราะทันทีที่น้องหนูกลับไปเรียนหนังสือ ทางเจวายพี ซึ่งเป็นเจ้าของพวกเธอก็รีบดึงคนใหม่เข้ามาเสียบทันที 
 
  นักร้องเหล่านี้ยังกะอะไหล่ชิ้นส่วนสินค้าเครื่องอีเลคทรอนิคส์เลยนะครับ 
 
  บรรดาน้องๆ จอมหื่นแถวนี้หลายคนทำท่าคร่ำครวญถึงการจากไปของ ซอนมี ราวกับดวงใจสลาย แถมยังบ่นว่า นักร้องคนใหม่ที่เข้ามาแทนดูตัวตันถึกๆ ชะมัด ผมก็ได้แต่บอกเขาไปว่า เดี๋ยวผ่านมีดหมอก็สวยเอง 
 
  จริงๆ แล้วถ้ามองจากสายตาของคนนอกแล้ว ก็จะต้องปรบมือให้วิธีปฏิบัติของเจวายพี เพราะ ความจริงแล้วการมีอยู่ของ ซอนมี นั้นก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ พูดให้ชัดกว่านั้น สมาชิกของ วันเดอร์ เกิร์ล ทุกคนแหล่ะครับที่สามารถจะถูกเปลี่ยนตัวได้ง่ายๆ ทั้งสิ้น!! 
 
  พูดก็พูดเถอะครับว่า ถ้าคอเกาหลีหรือชมรมคนรักเด็กจะอฐิษฐานขออะไร ผมว่าร่วมกันขอให้ เจวายพี เขามีชีวิตอยู่นานๆ ดีกว่า หรือไม่ก็อย่าให้เจ้าตัวเบื่อวงการขายความบันเทิงนี้เสียก่อน 
 
  ขาดซอนมีวงไม่ขาดใจ แต่ขาดเจวายพี…วันเดอร์เกิร์ลหายไปทั้งวงแน่ๆ 
 
  ทำไมนะเหรอ…ต้องย้อนกลับไปดูว่า ความสามารถในฐานะนักร้องของพวกเธอจริงๆ ของเหล่า วันเดอร์ เกิร์ล แล้วถูกหยิบมาใช้มากแค่ไหนละ ?… คำตอบก็คือ ใช้น้อยมาก แต่ละคนร้องประโยคเดียวหรือเกินกว่านั้นไม่มาก จากนั้นก็ได้พักไปอีกหลายวินาที ก่อนจะวนกลับมาร้องประโยคเดิมอีกครั้ง เสียงของนักร้องในวงเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ 
 

“ซอนมี”

 ที่สำคัญจริงๆ คือทำยังไงให้เต้นแล้วพร้อมกัน มีพลัง และ เซ็กส์กันมากกว่ากัน 
 
  จะว่าไปก็ไม่ใช่ วันเดอร์ เกิร์ล หรอกครับที่จะมีลักษณะเป็นแบบนี้ วงป็อปแดนซ์จากเกาหลีพวกนี้ ไล่มาตั้งแต่ เกิร์ลส เจเนเรชั่น บราวอาย เกิร์ล คาร่า ฯลฯ มีโครงสร้างคล้ายๆ กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวงผู้ชายหรือวงผู้หญิง นั่นคือ จากจำนวนคนบนเวทีที่เยอะๆ นั้น อาจจะมีคนที่ร้องเพลงดีอยู่แค่ 1-2 คน ที่เหลือก็เป็น หางเครื่อง แร็พหางเครื่อง หรืออาจจะเป็นแค่คอรัสเสียงหลบในเฉยๆ 
 
  (คำว่าคอรัสเสียงหลบในนั้นหมายถึง เอามาช่วยร้องให้เสียงเพลงมันเต็ม หรือ เอามาช่วยซักประโยคหนึ่งตอนที่นักร้องเสียงหลักเขาเหนื่อยเพราะเต้นมากไป ซึ่งก็ไม่จำเป็นจะต้องเอาเสียงดีอะไร เพราะ ส่วนใหญ่ก็ร้องผ่านเอฟเฟคท์อยู่แล้ว หาได้น้อยมากที่จะร้องโดยใช้เสียงจริงของตัวเอง) 
 
  เงื่อนไขแห่งความสำเร็จนี้อยู่ที่พวกหน้าม่านแต่ละคนจะมีหน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจนอยู่ และต้องทำหน้าที่นี้ให้เต็มเหนี่ยวหรือทำเกินร้อยไปเลยในความรับผิดชอบของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ในวงที่ประกอบไปด้วยสมาชิก 5 คนอย่าง วันเดอร์ เกิร์ล นั้น แต่ละคนก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป เช่น โซฮี เธอก็ต้องทำเป็นเด็กน่าร้ากกกกให้มากที่สุด ด้วยท่าเต้นหงิมๆ หรือ การขยับมือขยับไม้ (ท่อนคอรัสของเพลง Nobody) ไปจนกระทั่งขยับปากหรือเล่นกับกล้อง ทำให้เป้าหมายของไอ้หนุ่มคลั่งเด็กทั้งหลายต้องรักเธอให้ได้โดยลืมน้ำเสียงที่อ่อนด้อยของเธอไปเสีย 
 
  การประกอบกันขึ้นเป็นวงแบบนี้ก็เลยทำให้ใครจะถูกเปลี่ยนออกก็ได้ แค่ไปหาคนที่ทำหน้าที่แบบเดียวกับคนเดิม เต้นให้ได้เหมือนเดิม ทำได้แบบที่วางเอาไว้ก็พอแล้ว… 
 
  แน่นอนที่ผมพูดไม่ได้พูดถึงตุ๊กตาหรือหุ่นยนต์นะครับ แต่กำลังพูดถึงโครงสร้างความสำเร็จของหนุ่มสาวเกาหลีพวกนี้กันอยู่ นั่นคือ…ทุกอย่างต้องเป๊ะ ต้องลงตามโปรแกรมทุกอย่าง ถ้าผิดไปนิดเดียว เพลงนั้น และวงนั้นจะรวนทันที!! 
 
  พูดถึงตรงนี้แล้ว ขอเล่าให้ฟังว่า ในรายการ Inkigayo ทาง UBC ฉายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเขาจะมีการโหวตว่า วงไหนจะเป็นวงชนะเลิศประจำสัปดาห์ในช่วงท้ายรายการ ผลของหวยไปออกที่วงบราวอาย เกิร์ล กับเพลง Abracadabra ปรากฏว่าเพลงช่วงอังกอร์นี้กลายเป็นความน่าอายของวงโคตรฮ็อตวงนี้ เพราะ คิวเพลงที่ปล่อยออกมานั้นดันปล่อยก่อนกำหนด น้องนักร้องผมสั้นที่เตรียมจะลิปซิงค์ให้ปากตรงกับเพลงก็หลุด…พอหลุดปุ๊ป ที่เหลือก็เต้นตามไม่ได้ เข้าจังหวะไม่ถูก (เสียงร้องที่เข้าไม่ถูกคีย์และจังหวะก็แพลมออกมาด้วย) แม้กระทั่งสาวผมยาวที่ผมว่าร้องเพลงได้ดีที่สุดของวงก็ทำหน้าแหยและร้องตามที่ตัวเองเคยร้องไม่ได้อีกเช่นกัน รายการก็รีบตัดภาพทันทีเลย แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว 
 
  ทุกอย่างที่เคยเป๊ะๆ และทำให้วงนี้ดูมีราคา ก็กลายเป็นของด้อยคุณภาพขึ้นมาทันทีเหมือนกัน 
 
  พูดง่ายๆ ทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นของปลอม เป็นโลกมายา เป็นแค่คนลิปซิงค์และเต้นทำเพลงที่ฝึกมาเหมือนหุ่นยนต์ที่ต้องโปรแกรมทุกอย่าง 
 
  บิ๊กเนมของวงการเพลงเกาหลีอย่าง เจวายพี แกบอกช่วงที่ นักร้องเกาหลีออกมาด่ากันเอง เพราะ ร้องเพลงได้ห่วยแตก (ที่เขายกชื่อมานั้นมีทั้ง โซฮี และมีไปจนกระทั่งนิชคุณ ของ ทูพีเอ็ม ด้วยล่ะ) แต่เจวายพี แกเถียงว่า ค่ายของแกผลิตงานที่ไม่ได้ขายเสียงร้อง แต่แก ขายความบันเทิง มันทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ 
 
  จะว่าไปมันอาจจะดูเหมือนเถียงข้างๆ คูๆ แต่มันก็จริงอย่างที่แกว่า เพราะอย่างน้อยแม้เราจะไม่ปลื้มกับเสียงร้องของพวกเธอเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริงการนั่งดูรายการ Inkigayo หรือนั่งดูมิวสิคเซ็กส์ๆ จากเกาหลีก็เป็นความบันเทิงที่ถึงใจดี 
 
  เพียงแต่เราน่าจะหาคำอื่นมาแทนคำว่าวงดนตรี สำหรับสินค้าความบันเทิงจากเกาหลีพวกนี้นะครับ
 
 

“เรอเน” ลั่นพากิเลนผ่านสิงคโปร์ “เล” รับดานังสู้ไม่ได้

January 31, 2010

 

 

“เรอเน เดอซาแยร์” (กลาง) พร้อมนำ เมืองทองฯ เข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม

 

 

เรอเน เดอซาแยร์ กุนซือชาวเบลเยียมมีความสุขกับผลงานของลูกทีม พร้อมลั่นพา เมืองทอง-หนองจอก ยูไนเต็ด ฝ่าด่าน สิงคโปร์ อาร์มฟอร์ซ เข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม เอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก 2010 ให้ได้ ส่วน เล เฮือนห์ ดึก ยอมรับ ดานัง สู้ไม่ได้ทุกกระบวนท่า 
 
  ฟุตบอลถ้วยใบใหญ่ระดับสโมสรของทวีปเอเชีย รอบเพลย์ออฟ รอบแรก เมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา กิเลนผยอง แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก 2009 บุกไปถล่ม ดานัง ถึงสนามจี ลัง สเตเดียม 3-0 จากการทำประตูของ ภานุพงศ์ วงศ์ษา, คริสเตียน คัวคู และ จักรพันธ์ แก้วพรหม โดยที่แชมป์วี-ลีกและแชมป์เอฟเอ คัพ ของเวียดนามมีผู้เล่นถูกไล่ออกถึง 2 คนด้วยคือ ตรัน วาน ฮอก และ โรเจอริโอ มาชาโด 
 
  หลังจบเกม เดอซาแยร์ พอใจผลงานนักเตะเมืองทองฯ อย่างมากก่อนให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เราเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งทีม นี่เป็นผลการแข่งขันที่ทำให้ผมมีความสุขมาก แม้ ดานัง จะเน้นเล่นดุดัน แต่เราก็มีสมาธิกับการเล่นฟุตบอลมากกว่า 
   
  เรอเน กล่าวต่อไปถึงคู่แข่งที่ต้องออกไปเยือนในรอบเพลย์ออฟ โซนตะวันออก รอบสุดท้าย วันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้อย่าง สิงคโปร์ อาร์มฟอร์ซ แชมป์เอส-ลีก ที่ชนะ ศรีวิจายา จากอินโดนีเซียมาเมื่อวาน 3-0 เช่นกันว่า พวกเขาเป็นทีมที่ดี แต่เราจะพยายามผ่านไปให้ได้เพื่อคว้าสิทธิ์ในการเล่นรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งหากได้ไปอยู่ตรงนั้น เราก็จะพบกับทีมชั้นนำจากญี่ปุ่น (กัมบะ โอซากา), จีน (เหอหนาน เจี๋ยนอี้) และเกาหลีใต้ (ซูวอน ซัมซุง บลูวิงส์) ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับผู้เล่นของเราที่จะได้รับประสบการณ์อันล้ำค่าต่อไป 
 
  ส่วน เล เฮือนห์ ดึก อดีตศูนย์หน้าทีมชาติเวียดนามซึ่งรับบทเฮดโค้ชของ ดานัง ยอมรับความพ่ายแพ้ว่า เราสู้เมืองทองฯ ไม่ได้เลยจริงๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขาด อัลเมดา เอมิดิโอ กองหน้าชาวบราซิลที่ไม่สมบูรณ์ และผู้เล่นส่วนหนึ่งก็เพิ่งย้ายมาได้ไม่นาน ทำให้สมดุลของทีมไม่ลงตัวเท่าที่ควร นอกจากนั้น นักเตะต่างชาติของ เมืองทองฯ (คริสเตียน คัวคู, ซูมาโฮโร ยายา และ มุสซา ซิลลา) ล้วนมีฝีเท้าดีกันทุกคน ซึ่งทำให้เกิดความแตกต่างขึ้นในเกม 

 

“คาร์ลสัน” ผงาดแชมป์สวิงกาตาร์ฯ “ธงชัย”จบ 32 ร่วม

January 31, 2010

   

 

คาร์ลสัน เร่งฟอร์มวันสุดท้ายจนผงาดแชมป์

 

 

 

โรเบิร์ต คาร์ลสัน โปรมือ 31 ของโลกชาวสวีดิช อดีตโปรมือ 1 ยุโรป ปี 2008 ผงาดคว้าแชมป์ ศึก “กาตาร์ มาสเตอร์ส” ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยม ทำเพิ่ม 7 อันเดอร์พาร์ สกอร์รวมจบที่ 15 อันเดอร์พาร์ ทิ้งห่างอันดับ 2 ซึ่งเป็นแชมป์เก่า อย่าง อัลบาโร กิรอส จากสเปน ถึง 3 สโตรก ขณะที่ “โปรช้าง” ธงชัย ใจดี จากประเทศไทย ทำเพิ่ม 1 อันเดอร์พาร์ สกอร์รวมอีเวนต์พาร์ ขยับขึ้น 10 อันดับจบที่ 32 ร่วม 
 
 ศึกดวลสวิง ยูโรเปียน ทัวร์ รายการ คอมเมอร์เชียล แบงค์ กาตาร์ มาสเตอร์ส 2010 ชิงเงินรางวัลรวม 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 85 ล้านบาท) ที่สนามโดฮา กอล์ฟ คลับ พาร์ 72 ระยะ 7,388 หลา ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคมเป็นการลงสนามรอบสุดท้าย 
 
 โดย โรเบิร์ต คาร์ลสัน โปรมือ 31 ของโลกชาวสวีดิช อดีตโปรมือ 1 ยุโรป 2008 ออกรอบมาเก็บ 7 เบอร์ดีไม่เสียเลยแม้แต่โบกี้เดียว จบวันทำเพิ่ม 7 อันเดอร์พาร์ ซึ่งถือว่ามากที่สุดของวัน ส่งให้สกอร์รวมจาก 8 อันเดอร์พาร์ (รั้งอันดับ 4 ร่วมในรอบที่ผ่านมา) ขยับขึ้นมามี 15 อันเดอร์พาร์ คว้าแชมป์ไปครองแบบสบายมือ โดยทิ้งที่สองอย่าง อัลบาโร กีรอส จอมหวดไกลจากสเปน ถึง 3 สโตรก พร้อมรับเงินไป 294,584 ล้านยูโร (ประมาณ 13.8 ล้านบาท) 
 
 ขณะที่ “โปรช้าง” ธงชัย ใจดี มือ 1 ของเอเชีย 3 สมัย โดยรอบที่ผ่านมามีสกอร์รวมที่ 1 โอเวอร์พาร์ เก้าหลุมแรก เก็บได้ 1 เบอร์ดี้ ที่หลุม 7 ก่อนจะมาเสียโบกี้ที่หลุม 9 ส่วนเก้าหลุมหลัง เริ่มด้วยการออกโบกี้ที่หลุม 11 แต่มาเก็บ 2 เบอร์ดี้ได้ที่หลุม 16 และ 18 ทำให้จบวันทำ 1 อันเดอร์พาร์ สกอร์รวมขยับขึ้นมาที่ อีเวนต์พาร์ ขึ้น 10 อันดับ จบที่ 32 ร่วมกับ โปรชื่อดังอย่าง ซอเรน เคลด์เซน โปรมือ 32 ของโลก ชาวเดนมาร์ก และมาร์ติน เคย์เมอร์ โปรอันดับ 6 ของโลกชาวเยอรมัน เจ้าของแชมป์ อาบูดาบี ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 
 
 สำหรับผลงานโปรชื่อดังรายอื่นที่น่าสนใจ ลี เวสต์วูด มือ 1 ของยุโรปปีก่อนสกอร์รวมมี 11 อันเดอร์พาร์ จบที่ 3 ร่วม ส่วนผู้นำร่วมในรอบที่ผ่านมา อย่าง พอล เคซีย์ โปรเมืองผู้ดี และ แบรดลีย์ เดรดจ์ จากเวลส์ นัดกันฟอร์มหลุด จบวันตีเกิน 2 โอเวอร์พาร์ ทำให้สกอร์หล่นลงมาเท่ากันที่ 8 อันเดอร์พาร์ จบที่ 5 ร่วม “เดอะ กูส” ริทิฟ กูเซน สกอร์รวมมี 6 อันเดอร์พาร์ เท่ากับ คามิโล วีเยกาส โปรจากแดนละติน จบที่ 9 ร่วม และ เซอร์จิโอ การ์เซีย โปรมือ 14 ของโลกชาวสเปน สกอร์รวม 3 อันเดอร์พาร์ จบที่ 24 ร่วม 

 

“บายอร์” เบิกร่อง! เรือใบเข่นปอมปีย์ 2-0

January 31, 2010

 เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ดาวยิงชาวโตโก ซัดประตูแรกช่วยให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี เปิดบ้านเอาชนะ ปอร์ทสมัธ ไปแบบไม่ยากเย็น 2-0 ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 ม.ค. 
 
 ผลการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 
 แมนเชสเตอร์ ซิตี 2-0 ปอร์ทสมัธ
 
 

ไอร์แลนด์ (ซ้าย) ดวลกับ ปรินซ์ บัวเต็ง

 แมนฯ ซิติ ของกุนซือ โรแบร์โต มันชินี เพิ่งปล่อยตัว โรบินโญ ดาวยิงแซมบ้ากลับบ้านเกิด แต่เกมนี้ได้ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ กลับมาล่าตาข่ายร่วมกับ คาร์ลอส เตเบซ ทางฝั่ง ปอร์ทสมัธ ของ อาฟราม แกรนท์ ได้ตัว เจมี โอฮารา มิดฟิลด์ที่ยืมตัวมาจาก ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ลงสนามทำเกมร่วมกับ เควิน ปรินซ์ บัวเต็ง โดยมีคู่หัวหอกเป็น จอห์น อูทากา และแดนนี เวบเบอร์ 
 

กอมปานี เฮหลังโขกให้ แมนฯซิตี

 เริ่มครึ่งแรก ปอร์ทสมัธ ทำเกมได้ดีกว่าในช่วงแรก โดยผ่านมา 3 นาทีได้โอกาสลุ้นทำประตูขึ้นนำจากจังหวะที่ ฟานเดอร์ บอร์ ทำเกมขึ้นมาทางริมเส้นด้านขวา ก่อนวางเข้าเขตโทษ กิฟเวน ออกมาตัดพลาดจนบอลมาตกใส่ อูทากา แต่ดาวยิงผิวเข้มไม่นิ่งพอซัดข้ามคานไปไกล 
 
 เกมมาถึงนาที 8 ทีมเยือนเล่นลูกเตะมุมสั้นจน โอฮารา ได้บอลเข้าไปซัดมุมแคบในเขตโทษ แต่ถูก กิฟเวน ล้มตัวรับไว้ได้ อีก 5 นาทีถัดมาเป็นโอกาสแรกของ แมนฯซิตี เมื่อ แบร์รี ตัดบอลได้จากคู่แข่ง ก่อนไหลต่อให้ ไอร์แลนด์ ลากขึ้นมาซัดตรงหน้าเขตโทษ บอลแฉลบออกหลังไป 
 
 เจ้าถิ่นเริ่มตั้งเกมของตัวเองได้ มาถึงนาที 23 เตเบซ ได้ซัดฟรีคิกจากนอกเขตโทษ บอลไปติดกำแพง แต่ยังมาเข้าทาง เปตรอฟ ได้เลี้ยงหาช่องยิงด้วยซ้าย หลุดโคนเสาออกไป อีก 2 นาทีถัดมา “เรือใบ” ต่อบอลกันได้สวยก่อนที่ เตเบซ ได้บอลทางริมเส้นด้านขวา ก่อนเปิดบอลไปทางเสาสองให้ ไอร์แลนด์ ซึ่งอยู่โล่งๆไม่มีใครประกบจับบอลลงแล้วซัดมุมแคบ แต่ถูก เจมส์ ป้องกันไว้ได้ 
 
 เกมผ่านครึ่งชั่วโมง แบร์รี เปิดลูกเตะมุมเข้าไปในเขตโทษ บอลเข้าหัว กอมปานี แต่ถูกเบียดทำให้โหม่งออกหลังไป อีก 6 นาทีถัดมา “ปอมปีย์” เกือบทำประตูออกนำจากจังหวะที่ อูทากา ได้บอลจากเพื่อนร่วมทีมหลุดเข้าเขตโทษ ก่อนตอกส้นกลับหลังมาให้ ฟานเดอร์ บอร์ ซัดแฉลบ กอมปานี จนบอลข้ามตัว กิฟเวน แต่โชคไม่ดีไปชนคาน ก่อนถูกเคลียร์ทิ้งออกไป 
 
 กระทั่งเกมมาถึงนาที 40 แมนฯ ซิตี กลับเป็นฝ่ายทำประตูออกนำก่อนจากจังหวะที่ ไอร์แลนด์ วางบอลยาวจากกลางสนามให้ อเดบายอร์ หลุดกับดักล้ำหน้าจับบอลลงหน้าเขตโทษ ก่อนซัดด้วยขวาทันที บอลพุ่งแสกหน้าเจมส์ ตุงตาข่ายอย่างสวยงาม สกอร์ขยับ 1-0 
 

ปรินซ์ บัวเต็ง (ขวา) แย่งโหม่งกับ ซาบาเลตา

 ลูกทีมของ มันชินี ได้ใจทำการบุกอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งช่วงทดเวลาบาดเจ็บก็ทำสกอร์หนีห่าง 2-0 จากจังหวะลูกเตะมุม เปตรอฟ วางบอลมาเข้าหัว กอมปานี ซึ่งเบียดกองหลังแล้วจัดการโขกเต็มศีรษะตุงตาข่าย ก่อนที่กรรมการเป่านกหวีดยาวจบ 45 นาทีแรกไป 
 
 เกมครึ่งหลัง ปอร์ทสมัธ ลงสนามมาบุกเข้าใส่อย่างต่อเนื่องทันที มาถึงนาที 49 โอฮารา ได้สับไกลจากนอกเขตโทษ แต่บอลตรงตัว กิฟเวน ล้มตัวรับได้ อีก 5 นาทีถัดมา โอฮารา เจ้าเก่าเล่นชิ่ง 2-3 จังหวะกับ ปรินซ์ บัวเต็ง หน้าเขตโทษ ก่อนได้ส่องอีกครั้ง แต่คราวนี้หลุดเสาออกไป 
 
 เกมผ่านหนึ่งชั่วโมง แมนฯ ซิตี ได้ลุ้นเป็นครั้งแรกของครึ่งหลังจากการซัดฟรีคิกระยะกว่า 30 หลาของ เปตรอฟ แต่บอลพุ่งตรงตัว เจมส์ รับเข้าซอง อีก 3 นาทีถัดมา “ปอมปีย์” พลาดโอกาสทองทำสกอร์ไล่ตีตื้นอีกครั้งจากจังหวะที่ กองหลังเจ้าถิ่นโหม่งบอลไม่ขาดจนมาเข้าทาง บาซินาส วอลเลย์เต็มข้อจากนอกเขตโทษถูก กิฟเวน ปัดได้ บอลยังมาเข้าทาง เวบเบอร์ แต่ดันยิงวืดออกหลังไปเอง 
 
 เคร็ก เบลลามี ลงสนามมาในนาที 73 จนทำให้เกมของ “เรือใบ” วูบวาบยิ่งขึ้น จนมาถึงนาที 80 ดาวยิงชาวเวลส์ลากบอลขึ้นมาทางด้านซ้าย ก่อนจ่ายเข้าเขตโทษให้ เตเบซ ล็อกหลอกกองหลังจนได้ซัดด้วยซ้าย แต่บอลพุ่งไปชนเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย 
 
 ช่วงท้ายเกม ปอร์ทสมัธ เกือบได้ประตูไล่ตีตื้นอีกครั้งจากลูกเตะมุมจน วิลสัน ได้ซัดบอลแฉลบ เฟรเดริก ปิกิยอน ตรงหน้าปากประตู แต่ยังถูก กิฟเวน รับไว้ได้ หลังจากนั้นไม่มีฝ่ายใดทำประตูเพิ่มอีกทำให้จบ 90 นาทีด้วยชัยชนะของ แมนฯ ซิตี พร้อมเก็บเพิ่มเป็น 41 แต้มขึ้นมาอยู่ที่ 6 ของตาราง ส่วน “ปอมปีย์” อยู่รั้งท้ายต่อไป 
 
 รายชื่อผู้เล่นตัวจริงของทั้งสองทีม 
 แมนฯ ซิตี : เชย์ กิฟเวน, แวงซองต์ กอมปานี, โคโล ตูเร, ฮาเวียร์ การ์ริโอ, พาโบล ซาบาเลตา, แกเร็ธ แบร์รี, ไนเจล เดอ ยอง, เอ็มมานูเอล อเดบายอร์, คาร์ลอส เตเบซ, มาร์ติน เปตรอฟ, สตีเฟน ไอร์แลนด์ 
 ปอร์ทสมัธ : เดวิด เจมส์, มาร์ก วิลสัน, ทาล เบน-ฮาอิม, เฮอร์มัน ไฮร์ดาร์สสัน, แอนโธนี ฟานเดอร์ บอร์, แองเจลอส บาซินาส, เฮย์เดน มุลลินส์, เควิน ปรินซ์ บัวเต็ง, เจมี โอฮารา, จอห์น อูทากา, แดนนี เวบเบอร์ 
 

เจจีซีพัฒนาแผนที่ศักยภาพพลังงานลมทั่วไทยที่ความละเอียด 1 กม.

January 31, 2010

     

 

 

 

เจจีซี – นักวิจัยเจจีซีพัฒนาฐานข้อมูลแผนที่ศักยภาพพลังงานลมที่ความละเอียด 1 กม. ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมจัดทำฐานข้อมูลภูมิศาสตร์สารสนเทศเพื่อคัดเลือกพื้นที่ติดตั้งกังหันลมสำเร็จ เสนอภาครัฐและเอกชนใช้เป็นประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาพลังงานลมเพื่อการผลิตไฟฟ้า ระบุพื้นที่ในหลายจังหวัดน่าสนใจพัฒนาให้เป็นฟาร์มกังหันลม อาทิ กาญจนบุรี ลพบุรี ชัยภูมิ นครราชสีมา เลย เพชรบูรณ์ 
 
 ผศ.ดร. เกษมสันต์ มโนมัยพิบูลย์ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า พลังงานลมเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ได้รับความสนใจมากขึ้น และเทคโนโลยีทางพลังงานลมก็ได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาได้มีการศึกษาและจัดทำแผนที่การประเมินศักยภาพพลังงานลมสำหรับประเทศไทยที่สำคัญสองสามการศึกษา แต่เป็นการศึกษาที่ผ่านมานานพอควร ผลการศึกษามีความไม่สอดคล้องกันในหลายพื้นที่ และไม่ได้มีการประเมินที่ระดับความสูงมากๆ เช่น 100 เมตร 
 
 ด้วยเหตุนี้ตนจึงได้ทำงานวิจัยภายใต้โครงการวิจัยเรื่อง การประเมินศักยภาพพลังงานลมด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และการวิเคราะห์ด้านภูมิศาสตร์สารสนเทศ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยใช้เวลาประมาณ 3 ปี ในการศึกษา ซึ่งดำเนินการในประเทศไทยทั้งหมดด้วยบุคลากรหลักจากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมฯ มีเป้าหมายเพื่อให้ได้แผนที่พลังงานลมที่มีความละเอียดสูง ทันสมัย และมีความน่าเชื่อถือ สำหรับใช้เป็นข้อมูลการวางแผนการพัฒนาพลังงานลมเพื่อการผลิตไฟฟ้าในเมืองไทย 
 
 ผศ.ดร.เกษมสันต์ กล่าวว่า ในการศึกษาครั้งนี้ ได้มีการประยุกต์ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อจำลองบรรยากาศถึง 2 แบบจำลองร่วมกัน คือ แบบจำลองระดับกลาง (Mesoscale) กับ แบบจำลองระดับละเอียด (Microscale) ซึ่งทั้งสองแบบเป็นแบบจำลองขั้นสูงและโอเพนซอร์ส (Opensource) พร้อมทั้งได้ขอความอนุเคราะห์ข้อมูลตรวจวัดลมและอุตุนิยมวิทยาจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมควบคุมมลพิษ และ กรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อตรวจสอบผลที่ได้การทำนายจากแบบจำลอง พบว่าผลการทำนายโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ 
 
 จากการใช้แบบจำลองและข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ทำให้เราสามารถพัฒนาฐานข้อมูลแผนที่ศักยภาพพลังงานลมที่ความละเอียดถึง 1 กิโลเมตร ครอบคลุมทั่วประเทศได้ โดยในแต่ละตารางกิโลเมตรของพื้นที่ ได้ให้ผลลัพธ์ที่เกี่ยวกับพลังงานลมหลายตัวแปร ได้แก่ 1. ความเร็วลมเฉลี่ย (เมตรต่อวินาที) 2. กำลังลมเฉลี่ย (วัตต์/ตารางเมตร) และ 3. ความสม่ำเสมอของกำลังลม ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยรายเดือนและรายปี ที่ระดับความสูง 20, 50, และ 100 เมตร 
 
 นอกจากการทำแผนที่พลังงานลมแล้ว ทีมวิจัยยังได้พัฒนาฐานข้อมูลด้านภูมิศาสตร์สารสนเทศควบคู่กันไป เพื่อใช้ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าพื้นที่ที่มีศักยภาพพลังงานลมที่น่าสนใจ มีความเป็นไปได้หรือเหมาะสมต่อการติดตั้งกังหันลมหรือไม่ เช่น เป็นพื้นที่ป่าสงวน ลุ่มน้ำ พื้นที่ลาดชัน ภูเขา เขตเมืองและอุตสาหกรรม ฯลฯ ในการพัฒนาดังกล่าว ได้ทำการทบทวนกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนก่อสร้าง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเลือกพื้นที่ด้วย 
 
 ผศ.ดร.เกษมสันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการทำแผนที่ข้อมูลศักยภาพพลังงานลมประเทศไทย พบว่าประเทศไทยมีศักยภาพพลังงานลมในหลายพื้นที่เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าได้แน่นอน โดยพื้นที่ที่น่าสนใจ ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ลพบุรี ชัยภูมิ นครราชสีมา เลย เพชรบูรณ์ ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จนถึงต้นจังหวัดสงขลาตอนบนด้วย และบางส่วนของภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
 
 อย่างไรก็ดี ด้วยตระหนักถึงปัญหาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ทำให้พลังงานสะอาดเป็นพลังงานทดแทนที่มีความต้องการมากยิ่งขึ้น การจัดทำฐานข้อมูลด้านพลังงานลมในครั้งนี้ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและเอกชนในการกำหนดนโยบายและการวางแผนลงทุนด้านพลังงานลมเพื่อผลิตไฟฟ้าให้กับประเทศในอนาคต 
 
 ทั้งนี้ สำหรับบุคคลที่สนใจฐานข้อมูลทั้งสองที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นนี้ สามารถติดตามดาวน์โหลดฐานข้อมูลหรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.jgsee.kmutt.ac.th หรือ http://complabbkt.jgsee.kmutt.ac.th/wind_proj 

 

ประเทศเอเชีย-แปซิฟิกผนึกกำลังเทคโนโลยีอวกาศรับภัยพิบัติ

January 31, 2010

     

 

ผู้ร่วมประชุม APRSAF-16 ส่วนหนึ่งระหว่างพัก

 

 

 

 

ประเทศเอเชีย-แปซิฟิกผนึกกำลังใช้เทคโนโลยีอวกาศ รับมือภัยพิบัติธรรมชาติ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเผยเทคโนโลยีอวกาศของประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย-แปซิฟิก 
 
 เปิดฉากการประชุมเครือข่ายองค์กรเทคโนโลยีทางอวกาศเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific Regional Space Agency Forum) หรือ APRSAF ครั้งที่ 16 เมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 ม.ค.53 ณ โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ มีตัวแทน 300 คนจาก 35 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเข้าร่วม อาทิ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย บรูไน เป็นต้น โดยการประชุมได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค.53 และจัดถึงวันที่ 29 ม.ค.53 
 
 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นประธานเปิดการประชุม APRSAF กล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งมีเป้าหมายที่จะใช้เทคโนโลยีด้านดาวเทียม ข้อมูลอวกาศไปเป็นประโยชน์ในด้านต่างๆ ทั้งการทหาร การศึกษา และหลังๆ เน้นเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนคนเราตามไม่ทัน 
 
 “จะมีการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีอวกาศระหว่างประเทศต่างๆ ส่วนเรื่องความร่วมมือนั้น มีตลอดเวลาอยู่แล้ว โดยการประชุมครั้งนี้ประเทศญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพร่วม และเป็นการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ที่เรามีความร่วมมืออยู่แล้ว อาทิ จีนที่เรามีบันทึกตกลงความร่วมมือในการตั้งสถานีรับสัญญาณดาวเทียมธีออส (THEOS) พร้อมเป็นตัวแทนจำหน่ายให้ประเทศต่างๆ” ดร.คุณหญิงกัลยากล่าว 
 
 พร้อมกันนี้มีการสรุปผลการประชุม APRSAF ครั้งที่ 15 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศเวียดนาม โดย ศ.เหงียน เกา สอน (Prof.Nguyen Khoa Son) ประธานโครงการวิจัยด้านวิทยาการและเทคโนโลยีอวกาศเวียดนาม (National Research Program on Space Science and Technology) สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม (Vietnam Academy of Science and Technology) ได้กล่าวรายงาน 
 
 การประชุม APRSAF ครั้งที่ผ่านมาจัดขึ้นในกรุงฮานอยและฮาลองเบย์ ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 9-12 พ.ย.51 ซึ่งมีตัวแทน 200 คนจาก 20 ประเทศเข้าร่วมในครั้งนั้น อาทิ ออสเตรเลีย บังคลาเทศ บรูไน ญีปุ่น ลาว มองโกลเลีย สหรัฐฯ เกาหลี ไทย เป็นต้น โดยแบ่งการประชุมออกเป็น 4 กลุ่มทำงาน ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีอวกาศ กลุ่มสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ กลุ่มการศึกษาด้านอวกาศ และกลุ่มการใช้ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมอวกาศ 
 
 ทั้งนี้ ภายในการประชุมครั้งนั้น ยังได้มีมติตั้งชื่อดาวเทียมขนาดเล็กในโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศเอเชีย-แปซิฟิก ว่า “APRSAF SAT” ซึ่งดาวเทียมดังกล่าวเป็นดาวเทียมที่จะใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน อาทิ การประยุกต์ใช้เพื่อความมั่นคงทางอาหาร จำแนกคุณลักษณะของผืนดินทั้งหมด และผืนดินที่มีการใช้ประโยชน์ ประเมินปริมาณน้ำฝน เป็นต้น รวมถึงการประยุกต์ใช้ด้านสิ่งแวดล้อม 
 
 พร้อมกันนี้ประเทศต่างๆ ที่เข้าประชุม APRSAF ครั้งที่ 16 นี้ ยังได้ส่งตัวแทนรายงานสถานการณ์ด้านเทคโนโลยีอวกาศของแต่ประเทศ สำหรับประเทศไทย ดร.ดาราศรี ดาวเรือง รักษาการและรองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. กล่าวว่า ไทยมีดาวเทียมธีออส (THEOS) ที่เพิ่งส่งขึ้นไปสำเร็จเมื่อ 1 ต.ค.51 ซึ่งได้บันทึกภาพภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนโลกหลายแห่ง อาทิ ผลกระทบจากไต้ฝุ่นมรกตที่ถล่มไต้หวันเมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา และล่าสุดภาพเปรียบเทียบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวในเฮติ เป็นต้น 
 
 นอกจากนี้ไทยยังมีสถานีรับสัญญาณดาวเทียม 2 แห่ง คือสถานีลาดกระบัง กรุงเทพฯ และสถานีศรีราชา จ.ชลบุรี อีกทั้งเมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา ไทยได้ร่วมใช้ดาวเทียมเอสเอ็มเอ็มเอส (SMMS) ซึ่งเป็นดาวเทียมขนาดเล็กขึ้นสู่วงโคจร โดยความร่วมมือกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และอนาคตต่อไปไทยจะได้ตั้งสถานีรับสัญญาณดาวเทียมธีออสที่ขั้วโลก เพื่อให้บริการข้อมูลด้านภาพถ่ายดาวเทียมแก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วย 
 
 ส่วนความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศของเพื่อนบ้านไทยอย่างเวียดนามนั้น ดร.โดน มินห์ จุง (Dr.Doan Minh Chung) รองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีอวกาศ (Space Technology Institute:STI) สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม (VAST) กล่าวว่า ทุกๆ ปีเวียดนามได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อช่วยในการเบาทุกข์ที่เกิดขึ้น โดยเวียดนามมีดาวเทียม VINASAT-1 ซึ่งส่งขึ้นไปเมื่อ ปี 2551 มีอายุการใช้งานถึงปี 2565 โดย 90% ของการใช้ประโยชน์ดาวเทียมดวงนี้อยู่ภายในประเทศ 
 
 นอกจากนี้ เวียดนามยังมีดาวเทียมขนาดเล็ก VNREDSAT-1 ที่จะส่งขึ้นสู่วงโคจรภายในปี 2553 นี้ ดาวเทียมดังกล่าวเป็นดาวเทียมที่มีความละเอียดของภาพสี 10 เมตร และภาพขาว-ดำ 2.5 เมตร หนัก 150 กิโลกรัม มีอายุการใช้งานอยู่ระหว่างปี 2553-2568 สร้างขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากฝรั่งเศส โดยเวียดนามยังได้รับสิทธิในการส่งวิศวกรไปศึกษาเทคโนโลยีดาวเทียมที่ประเทศฝรั่งเศสอีก 15 คน ด้วย อีกทั้งเมื่อปี 2550 เวียดนามได้ตั้งศูนย์เพื่อการวิจัยและพัฒนาทางด้านอวกาศด้วย 
 
 ด้านอินโดนีเซีย มร.โตโต มาร์นันโต คาดรี (Mr.Toto Marnanto Kadri) ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์อวกาศ สถาบันอากาศยานและอวกาศอินโดนีเซีย กล่าวว่า อินโดนีเซียมีดาวเทียมแฝด 2 ดวงคือ ดาวเทียม LAPAN-A2 และดาวเทียม LAPAN-ORARI ซึ่งโคจรอยู่ในวงโคจรต่ำ โดย LAPAN-A2 เป็นดาวเทียมที่ใช้บันทึกภาพวิดีโอด้วยความละเอียด 6 เมตร ส่วน LAPAN-ORARI เป็นดาวเทียมที่ใช้สำหรับถ่ายภาพทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีความละเอียด 24 เมตร โดยใช้ความถี่ย่าน VHF และ UHF และในปี 2554 จะได้ส่งดาวเทียมดวงใหม่ไปพร้อมกับปฏิบัติการส่งดาวเทียมของอินเดีย 
 
 สำหรับการประชุม APRSAF ครั้งที่ 16 นี้ จัดขึ้นโดยมีองค์การอวกาศญี่ปุ่น (แจกซา) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. เป็นเจ้าภาพร่วมกัน และยังมีกิจกรรมสำหรับเยาวชนที่จัดควบคู่ไปกับการประชุมด้วยคือ การแข่งขันจรวดขวดน้ำนานาชาติ APRSAF-16 ซึ่งแข่งขันชิงชนะเลิศไปเมื่อวัน 24 ม.ค.53 ที่ผ่านมา และการประกวดภาพวาดในหัวข้อ “จักรวาลของฉัน” ซึ่งเยาวชนไทยได้รับรางวัลที่ 3 จากการตัดสินโดยคะแนนของผู้เข้าร่วมประชุม 

 

ม็อบเรียกร้องที่ดินทำกินสุราษฎร์ฯ ดาวกระจายเตรียมปิดสนามบินพรุ่งนี้

January 31, 2010

         

สุราษฎร์ธานี-กลุ่มเกษตรกรเรียกร้องที่ดินทำกิน ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดาวกระจายกดดันให้นายทุนหยุดกิจการในที่ดินราชพัชดุเนื้อที่กว่า 4,000 ไร่ ซึ่งยังเดินหน้าจัดเก็บผลผลิตปาล์มน้ำมัน และส้มโชกุน ขณะที่จังหวัดยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เรื่องการให้เช่าที่ดินทำกิน เตรียมบุกปิดสนามบินวันพรุ่งนี้ 
 
 
 
 ผู้สื่ข่าวรายงานจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึงความคืบหน้ากรณีสมาชิกสหกรณ์เกษตรตะปานเมืองใหม่ จำกัด กว่า 1,000 คน รวมตัวกันประท้วง และยึดพื้นที่สวนปาล์มส่วนหนึ่งของนายทุนในพื้นที่ราชพัสดุแปลง 848 บ่อถ่านศิลา ต.ตะปาน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่กว่า 4,000 ไร่ เป็นวันที่ 3 
 
 ทั้งนี้ อ้างว่า ผู้ประกอบการครอบครองที่ดินดังกล่าว โดยไม่มีสัญญาเช่าที่ถูกต้องตามระเบียบทางราชการ แต่อาศัยทางจังหวัดผ่อนปรนจัดเก็บผลประโยชน์มานานกว่า 5 ปี โดยไม่เสียเงินเข้าภาครัฐ โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือ 
 
 ล่าสุดวันนี้ (31 ม.ค.) สมาชิกสหกรณ์ฯ ได้ดาวกระจายออกกดดันไม่ให้นายทุนนำคนงานมาทำการจัดเก็บผลปาล์มน้ำมัน และผลส้มโชกุนในพื้นที่ดังกล่าว เมื่อคนงานเห็นชาวบ้านออกมากดดันได้ทิ้งสัมภาระต่างพากันวิ่งหนี เพื่อเอาตัวรอดด้วยความกลัวถูกทำร้าย 
 
 นายชาคฤช ศรีภิรมณ์มิตร ประธานสหกรณ์การเกษตรตะปานเมืองใหม่ จำกัด กล่าวว่า จากการยื่นหนังสือให้ผู้ประกอบการยุติการดำเนินกิจการในพื้นที่ และขอให้ออกจากพื้นที่ แต่ทางผู้ประกอบการยังดื้อแพ่ง ไม่สนใจยังคงดำเนินการจัดเก็บผลประโยชน์อย่างต่อเนื่อง 
 
 ชาวบ้านจึงจำเป็นต้องออกไปดูสมบัติทางราชการ และรอคำสั่งทางจังหวัดให้ชัดเจน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ 2 มาตรฐาน คือ นายทุนบุกรุกกลับผ่อนปรนได้ ส่วนชาวบ้านเข้ามาอยู่ถูกจับกุมในข้อหาบุกรุก 
 
 ส่วนผู้ประกอบการผ่อนปรน และทำสัญญาเดือนต่อเดือน เข้าจัดเก็บผลประโยชน์มากว่า 5 ปี และในวันนี้ (31 ม.ค.) สัญญาได้สิ้นสุดลง หากเจ้าหน้าที่มีการต่อสัญญาให้กับนายทุนในเช้าของวันพรุ่งนี้ (1 ก.พ.) สมาชิกสหกรณ์ฯ จะดาวกระจายไปยังอำเภอพุนพิน สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สุราษฎร์ธานี และสนามบินจังหวัดสุราษฎร์ธานี 
 
 ทั้งนี้ เพื่อกดดันให้ทางจังหวัดมีคำตอบให้ชัดเจนเรื่องการให้เช่าที่ดินทำกินต่อไป และยืนยันว่า ชาวบ้านจะต่อสู้ในแนวทางที่ถูกต้อง ตามกฎหมายในการขอเช่าที่ดินทำกิน และจะไม่ยอมออกจากพื้นที่อย่างเด็ดขาด จนกว่าได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินให้ 

 

 



 

 

 

กลุ่มสมาชิกสหกรณ์ฯ รวมตัวกัน

เดินขบวนเข้ากดดันไม่ให้นายทุนเข้าเก็บผลผลิต

 

 

 

 

 

 



ตำรวจคาดปาบึ้มตลาดปัฐวิกรณ์แค่ข่มขู่

January 31, 2010

 

 

ตำรวจคาดปาระเบิดเอ็ม 26 ตลาดปัฐวิกรณ์ช่วงเช้ามืดเพียงข่มขู่ ยังไม่รู้ตัวคนร้ายระบุช่วงก่อเหตุไม่มีคน-กล้องวงจรปิด หลังเกิดเหตุเพิ่มกำลังเป็น 50 นายดูแลความเรียบร้อยเข้ม ยังไม่เรียกเครือญาติเจ้าของสอบเพราะยังมีเรื่องฟ้องร้องในชั้นศาลหลายคดี ด้านสองบริษัทคู่กรณีต่างออกมาแถลงปัดไม่มีเอี่ยวเหตุระเบิด  
 
 วันนี้ (31 ม.ค.) พ.ต.ต.เกณฑ์ชยะ สกลชัย สว.สส.สน.บึงกุ่ม กล่าวถึงความคืบหน้าคดีคนร้ายลอบปาระเบิดลูกเกลี้ยง M-26 ใส่คลินิกหน้าตลาดปัฐวิกรณ์จนพังยับเยินว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือ เพราะเวลาที่ก่อเหตุเป็นช่วงเช้ามืดจึงไม่คนอยู่บริเวณดังกล่าวที่เป็นพยานเห็นเหตุการณ์ รวมทั้งไม่มีกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าวจึงไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่เบื้องต้นคาดว่าเพียงเป็นการข่มขู่เพราะเลือกก่อเหตุช่วงเช้ามืดที่ไม่มีคน 
 
 พ.ต.ต.เกณฑ์ชยะ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 50 คนซึ่งอ้างว่าได้รับคำสั่งจากผู้บริหารของบริษัท ปัฐวิกรณ์ จำกัด ให้มาเคลียร์พื้นที่ของตลาดปัฐวิกรณ์หลังเกิดเหตุ หากเป็นคนของบริษัททางตำรวจก็คงเข้าไปทำอะไรไม่ได้หากไม่ได้ก่อเหตุวิวาทกัน อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจ สน.บึงกุ่ม ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปดูแลความเรียบร้อยที่บริเวณตลาดปัฐวิกรณ์อยู่แล้วประมาณ 20 นาย หลังเกิดเหตุลอบปาระเบิดก็มีการส่งกำลังดูแลเพิ่มเติมเป็น 50 นายสับเปลี่ยน เพื่อป้องกันเหตุรุนแรง 
 
 ส่วนกรณีที่เกรงว่าจะเกี่ยวพันถึงปัญหาการขัดแย้งกันระหว่างบริษัท ปัฐวิกรณ์ จำกัด และบริษัท โชคชัยทรัพย์ทวี จำกัด เกี่ยวกับการอ้างกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน พ.ต.ต.เกณฑ์ชยะ กล่าวว่า ต้องหาพยานหลักฐานว่าใครเห็นเหตุการณ์ ก่อนที่ตัดสินใจเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งสองบริษัทมาสอบปากคำว่าเกี่ยวข้องหรือไม่ เบื้องต้นยังไม่เรียกใครมาสอบปากคำเพราะปัญหานี้อยู่ในขั้นตอนระหว่างการฟ้องร้องและดำเนินคดีในชั้นศาลหลายคดี 
 
 วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.30 น. พล.ท.ปรเมษฐ์ ป้อมนาค ประธานที่ปรึกษา บ.ปฐวิกรณ์ จำกัด เปิดแถลงข่าวภายในตลาดปัฐวิกรณ์ว่า ตนได้รับการร้องขอจากบริษัทและพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ให้เข้ามาดูแลพื้นที่ดังกล่าว ที่ผ่านมาทางบริษัท โชคชัยทรัพย์ทวี จำกัด ได้มีการปิดกั้นไม่ให้พ่อค้าแม่ค้าเข้ามาขายของในพื้นที่ 49 ไร่ ที่ยังพิพาทกันอยู่ โดยเป็นของบ.โชคชัยฯเพียงแค่ 115 แปลง จากทั้งหมด 272 แปลง เหลือที่ยังพิพาทกันอยู่ 157 แปลง 
 
 พล.ท.ปรเมษฐ์ กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่มีคนร้ายปาระเบิดเข้ามาในตลาดปัฐวิกรณ์นั้น ตนเชื่อว่าเป็นความพยายามจากอีกฝ่ายเพื่อที่จะโยนความผิดให้กับทางบ.ปัฐวิกรณ์ จำกัด โดยตนขอตั้งขอสังเกตว่า บริเวณจุดเกิดเหตุนั้นเป็นพื้นที่ที่ทาง บ.โชคชัยทรัพย์ทวี จำกัด เป็นผู้ดูแล แต่ช่วงเวลาเกิดเหตุ ไม่มีเจ้าหน้าที่จาก บ.โชคชัยฯ อยู่แม้แต่คนเดียว จึงเชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์จากอีกฝ่ายแน่นอน 
 
 เมื่อเช้า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาข่มขู่ให้ผมนำกองกำลังออกจากตลาด หากไม่เอาออก เท่ากับว่าเป็นการรบกับตำรวจ จึงขอเตือนเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า อย่าใช้อำนาจหรือกฎหมายในมือ ผมพร้อมจะคุยแบบลูกผู้ชายทุกเวลา แต่อย่ามาระรานกันแบบนี้ พล.ท.ปรเมษฐ์กล่าว 
 
 ต่อมาเมื่อเวลา 11.30 น. นายลาดหญ้า อูรียา ประธานกรรมการบริหาร บ.โชคชัยทรัพย์ทวี จำกัด และนายเทิดศักดิ์ ธีรนันท์วาณิช ทนายความ ได้เปิดแถลงข่าวที่โรงเรียนเบญจมินทร์วิทยาลัย ใกล้ตลาดปัฐวิกรณ์ ระบุว่าที่ผ่านมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งให้บ.โชคชัยฯ มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตลาดปัฐวิกรณ์ ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาที่ศาลฎีกาโดยทาง บ.โชคชัยฯได้เข้ามาดำเนินการในตลาดสดปัฐวิกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.2552 ตามคำสั่งศาล ซึ่งบริษัทปัฐวิกรณ์ได้ยื่นทุเลาต่อศาลแพ่งขอมีสิทธิ์ในอาคารสิ่งปลูกสร้างในตลาดเท่านั้น ที่ผ่านมาอีกฝ่ายได้ส่งชายฉกรรจ์มาก่อกวนโดยตลอด 
 
 นายลาดหญ้ากล่าวต่อว่า สำหรับเหตุการณ์ปาระเบิดเมื่อคืนนั้น ทาง บ.โชคชัยฯ ไม่ได้สร้างสถานการณ์ เพราะไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด อีกทั้งทางบริษัทต้องเก็บค่าเช่าจากพ่อค้าแม่ค้าอยู่แล้ว และมีความชอบธรรมตามกฎหมาย ไม่มีเหตุผลที่จะต้องสร้างสถานการณ์แต่อย่างใด 
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้จะมีการปาระเบิดเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีพ่อค้าแม่ค้าเดินทางมาที่ตลาดปัฐวิกรณ์เพื่อค้าขายตามปกติ 

 

โผนครบาลคลอดแล้ว – เด้ง ผกก.ห้วยขวางเข้ากรุ

January 31, 2010

   

 

 

บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรอง ผบก.-สว.ของนครบาลรวม 386 นาย คลอดแล้ว ลือชัย สุดยอด รองผู้การ 191 ที่เคยมีภาพขว้างแก๊สน้ำตาใส่พันธมิตรฯ โยกมาเป็นรองผู้การ น.4 ส่วน 2 ผกก.บ่อน ที่ถูกระบุว่าทำให้บัญชีการแต่งตั้งของนครบาลครั้งนี้ล่าช้า เพราะรอง ผบช.น.หลายนายไม่เห็นด้วยที่จะให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สุดขึ้น โดย ผกก.พลับพลาไชย 2 ที่ถูกทลายบ่อนย่านเยาวราช ถูกลดชั้นโยกจากใจกลางเมืองไปเป็น ผกก.ชานเมืองแทน ขณะที่ ผกก.ห้วยขวาง ที่ถูกจับกุมเรื่องบ่อนถึง 3 ครั้ง 3 หน เที่ยวนี้ไม่รอด ถูกเด้งออกนอกหน่วยไปนั่งศึกษาตำรับตำรายังกองบัญชาการศึกษา ไม่ได้ขึ้นเป็นรองผู้การทั้งคู่ 
 
 วันนี้ (31 ม.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งโยย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองผบก.-สว. ในส่วนของ บช.น. รวมทั้งหมด 386 นาย โดยส่วนใหญ่เป็นการแต่งตั้งผกก. ขึ้นดำรงตำแหน่งรองผบก. และสลับหมุนเวียนตำแหน่ง ผกก.โรงพักต่างๆ รวมทั้ง แต่งตั้งรอง ผกก.ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผกก. เกือบทั่วนครบาล ทั้งนี้ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ก.พ.ศกนี้ โดยมีรายชื่อนายตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งและโยกย้ายที่น่าสนใจ อาทิ พ.ต.อ.กฤตภาส เพ็ญกิตติ รอง ผบก.น.7 เป็น รอง ผบก.บก.น.6 พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด รอง ผบก.บก.ตปพ. เป็นรอง ผบก.น.4 พ.ต.อ.สมชาย มุสิกเจริญ รอง ผบก.น.7 เป็นรอง ผบก.น.8 พ.ต.อ.สมศักดิ์ โอภาสเจริญกิจ รอง ผบก.จร. เป็น รอง ผบก.จร. พ.ต.อ.สุรัสมิ์ อุดมรัตน์ รอง ผบก.น.3 เป็นรอง ผบก.จร. พ.ต.อ.กัมปนาท โสภโณดร ผกก.สน.มีนบุรี เป็นรอง ผบก.ตปพ. 
 
 พ.ต.อ.กิตติคุณ พูลสมบัติ ผกก.สน.ประชาชื่น เป็นรอง ผบก.น.3 พ.ต.อ.ดนัย วรรณไพโรจน์ ผกก.สน.หนองแขม เป็น รอง ผบก.น.9 พ.ต.อ.ถิร์สทัต บูรณะรัช บูรณะรัช ผกก.สน.สำเหร่ เป็น รอง ผบก.อก.บช.น. พ.ต.อ.ธัมรงค์ วงศ์แป้น ผกก.กก.สส.2 บก.สส.บช.น. เป็น รองผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.พจน์ บุญมาภาคย์ ผกก.สน.บางกอกใหญ่ เป็น รอง ผบก.น.7 พ.ต.อ.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผกก.สน.สมเด็จเจ้าพระยา เป็น รอง ผบก.อคฝ. พ.ต.อ.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผกก.กก.สายตรวจ บก.ตปพ. เป็น รอง ผบก.ตปพ. พ.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ผกก.สน.ลุมพินี เป็น รอง ผบก.อคฝ. พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน ผกก.สน.พระราชวัง เป็น รอง ผบก.น.5 พ.ต.อ.สุทิน ทรัพย์ ม่วง ผกก.สน.ทองหล่อ เป็น รอง ผบก.น.8 
 
 พ.ต.อ.สุทิพย์ ผลิตกุสลธัช ผกก.สน.ธรรมศาลา เป็น รองผบก.น. 7 พ.ต.อ.สุมิตร คุณานุคุณ ผกก.กก.สส.บก.สส.บช.น. เป็น รองผบก.จร. พ.ต.อ.สุรเดช เด่นธรรม ผกก.สน.จักรวรรดิ เป็น รองผบก.น. 7 พ.ต.อ.อภิสิทธิ์ เมืองเกษม ผกก.กก.6 (ปฏิบัติการพิเศษจราจร)บก.จร.เป็นรองผบก.จร. พ.ต.อ.อำนาจ อินทรประสาท ผกก.สน.บึงกุ่ม เป็น รองผบก.อก.บช.น. พ.ต.อ.กิตติพันธุ์ จุนทการ ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ เป็น ผกก.สน.พญาไท พ.ต.อ.จำลอง สว่างวงศ์ ผกก.สส.บก.น.3 เป็น ผกก.สส.บก.น.6 พ.ต.อ.จิรภัทร โพธิ์ชนะพันธุ์ ผกก.สน.พญาไท เป็นผกก.สน.จักรวรรดิ พ.ต.อ.ชาติชาย วรกุล ผกก.กก.ดส.เป็น ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง ผกก.กก.1(สายตรวจ) บก.จร. เป็นผกก.กก.ดส. พ.ต.อ.ณัฐวัฒน์ การดี ผกก.สน.จรเข้น้อย เป็น ผกก.สน.ประชาชื่น พ.ต.อ.ธีระพงษ์ คล้ายแก้ว ผกก.สน.พลับพลาไชย2 เป็นผกก.สน.บางชัน พ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ขลิบเงิน ผกก.สส.บก.น.7 เป็น ผกก.สส.บก.น.3 พ.ต.อ.บุญส่ง นามกรณ์ ผกก.สน.ลาดพร้าว เป็นผกก.สน.พลับพลาไชย2 พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ ผลวานิชย์ ผกก.สน.บางซื่อ เป็น ผกก.สน.บางกอกใหญ่ พ.ต.อ.พิรพล อัจกลับ ผกก.ฝอ.1บก.อก.บช.น. เป็น ผกก.สส.บก.น.7 
 
 พ.ต.อ.มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์ ผกก.สุทธิสาร เป็น ผกก.สน.สำเหร่ พ.ต.อ.วรนิตย์ สวนคร้ามดี ผกก.สส.บก.น.9 เป็น ผกก.กก.สส.2บก.สส.บช.น. พ.ต.อ.วราพงษ์ มโนลีหกุล ผกก.สน.ตลิ่ชัน เป็น ผกก.ฝอ.9 บก.อก.บช.น. พ.ต.อ.สมศักดิ์ วิมานรัตน์ ผกก.สน.ประชาสำราญ เป็น ผกก.สน.บางซื่อ พ.ต.อ.สรรเสริญ ใช้สถิตย์ ผกก.สน.สามเสน เป็น ผกก.สน.พระราชวัง พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผกก.กก.สส.บก.น.6 เป็น ผกก.สส.บก.น.9 พ.ต.ท.เฉลิมพรรษ์ เปาอินทร์ รองผกก.สส.สน.บางรัก ขึ้นเป็น ผกก.สน.ตลิ่งชัน พ.ต.ท.ชนิน วชิรปาณีกูล รอง ผกก.สส.สน.ทองหล่อ ขึ้นเป็น ผกก.สน.ธรรมศาลา พ.ต.ท.ชยุธ มารยาทตร์ รอง ผกก.สส.สน.สามเสน ขึ้นเป็น ผกก.สน.สามเสน พ.ต.ท.ชาญศิริ สุขรวย รอง ผกก.ปป.สน.หนองแขม ขึ้นเป็น ผกก.กก.ควบคุมฝูงชน2 บก.อคฝ. พ.ต.ท.ธนกฤต ไชยจารุวุฒิ รอง ผกก.สส.สน.ประชาชื่น ขึ้นเป็น ผกก.กก.อารักขา1 บก.อคฝ. พ.ต.ท.ธนวัฒน์ ตั้งวงษ์เจริญ รอง ผกก.จร.สน.หลักสอง ขึ้นเป็น ผกก. สน.หนองแขม 
 
 พ.ต.ท.ธวัช วงศ์สง่า รอง ผกก.ปป.สน.ทองหล่อ ขึ้นเป็น ผกก.สน.บึงกุ่ม พ.ต.ท.เธียนไท เรือนพระจันทร์ รอง ผกก.ปป. สน.บางกอกใหญ่ ขึ้นเป็น ผกก.กก6 บก.จร. พ.ต.ท.ปรีดา สถาวร รอง ผกก.ฝอ.1บก.อก.บช.น. ขึ้นเป็น ผกก.ฝอ.3 บก.อก.บช.น. พ.ต.อ.พงศ์อานันต์ คล้ายคลึง รอง ผกก.กก.สส.บก.น.9 ขึ้นเป็น ผกก.สน.สุวินทวงศ์ พ.ต.ท.พรชัย ขจรกลิ่น รอง ผกก.สส.สน.โชคชัย ขึ้นเป็น ผกก.สน.โชคชัย พ.ต.ท.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล รอง ผกก.ปป.สน.โชคชัย ขึ้นเป็น ผกก.สน.สุทธิสาร พ.ต.ท.มนตรี แป้นเจริญ รอง ผกก.ปป.สน.เพชรเกษม เป็น ผกก.กก.สายตรวจ บก.ตปพ. พ.ต.ท.มานพ น่วมลิวงศ์ รอง ผกก.กก.ควบคุมฝูงชน1 บก.อคฝ ขึ้นเป็น ผกก.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. พ.ต.ท.ยุทธนา ปุญชรัศมิ์ รอง ผกก.สส.สน.พลับพลาไชย1 ขึ้นเป็น ผกก.ฝอ.บก.น.5 พ.ต.ท.รัฐศักดิ์ รักสลาม รอง ผกก.สส.สน.ร่มเกล้า ขึ้นเป็น ผกก.สน.มีนบุรี พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ สายันประเสริฐ รอง ผกก.ปป.สน.ลุมพินี ขึ้นเป็น ผกก.กก.ควบคุมฝูงชน1 บก. อคฝ. 
 
 พ.ต.ท.วรัช วรปรัชญากูล รอง ผกก.จร.สน.บุคคโล ขึ้นเป็น ผกก. สน.สมเด็จเจ้าพระยา พ.ต.ท.วีระวิทย์ วัจนะพุกกะ รอง ผกก.จร.สน.วังทองหลาง ขึ้นเป็น ผกก.กก.1บก.จร. พ.ต.ท.สมพร กฤษณพิพัฒน์ รอง ผกก.สน.จรเข้น้อย ขึ้นเป็น ผกก.สน.ลำผักชี พ.ต.ท.สมโภชน์ ทัศนา รอง ผกก.สส.สน.พญาไท ขึ้นเป็น ผกก.ฝอ.1 บก.อก.บช.น. พ.ต.ท.สรรค์พิสิฐ แย้มเกษร รองผกก.กก.สส.1 บก.สส.บช.น. ขึ้นเป็น ผกก.กก.สส.บช.น. พ.ต.ท.สราวธ จินดาคำ รองผกก.จร.สน.พลับพลาไชย1 ขึ้นเป็น ผกก.สน.ลุมพินี พ.ต.ท.สำเริง สวนทอง รอง ผกก.กก.สายตรวจ บก.ตปพ. ขึ้นเป็น ผกก.สน.ทองหล่อ พ.ต.ท.สุเทพ ภูยานนท์ รอง ผกก.กก.สส.บก.น.4 ขึ้นเป็น ผกก.สน.ประชาสำราญ พ.ต.ท.สุพัชร พึ่งพวง รอง ผกก.ฝอ.บก.จร. ขึ้นเป็น ผกก.สน.ห้วยขวาง 
 
 พ.ต.ท.อัศวยุทธ นุชพุ่ม รองผกก.สส.สน.พระราชวัง เป็น ผกก.สน.จรเข้น้อย พ.ต.ท.ธนกรณ์ ก้อนแก้ว รองผกก.สน.พลับพลาไชย 2 เป็นรอง ผกก.สน.ท่าเรือ พ.ต.ท.ชัชวาลย์ ดวงแก้ว สวป.สน.พลับพลาไชย 2 เป็น รอง ผกก.ปป.สน.โชคชัย พ.ต.ท.บรรลือศักดิ์ แสงสว่าง สว.สส.สน.ปทุมวัน เป็นรอง ผกก.ปป.สน.พลับพลาไชย 2 พ.ต.ท.สถิตย์ สังข์ประไพ สวป.สน.สมเด็จเจ้าพระยา น้องชาย มือปราบหูดำ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เป็นรองผกก.ปป.สน.เตาปูน 
 
 นอกจากนี้ ยังมีบัญชีแนบท้ายคำสั่ง บช.น.ที่ 49/2553 ส่วนใหญ่เป็นนายตำรวจระดับ สารวัตร ที่ถูกโยกย้ายไปยังภาคอีสาน และภาคอื่นๆ ได้กลับเข้ามาสู่นครบาลอีกครั้งรวม 68 นาย อาทิ พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ รอง ผบก.ตชด.ภาค 4 เป็นรองผบก.น.1 พ.ตงอ.ศรัญวุทธ พิทักษากร ผกก.ฝอ.4 บก.อก.บช.ศ. เป็น ผกก.สน.ลาดพร้าว พ.ต.ท.จตุรภัทร ภิรมย์แก้ว ผู้ช่วย นว.(สบ 3) ผู้ช่วย ผบ.ตร. บุตรชาย พล.ต.ท.อนันต์ ภิรมย์แก้ว อดีต ผบช.น. เป็น สว.จร.สน.เตาปูน พ.ต.ต.เสน่ห์ มณีฉาย สว.กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.นครศรีธรรมราช เป็น สว.กก.สส.บก.น.1 

 

เลขาศาลฯ ขอกำลังดูแลองค์คณะคดียึดทรัพย์

January 31, 2010

 

 

เลขาธิการศาลยุติธรรม ขอกำลังดูแล 9 องค์คณะคดียึดทรัพย์ทักษิณ 7.6 หมื่นล้าน แต่เชื่อเรื่องลอบสังหารแค่ปล่อยข่าวหวังผลทางคดีระบุศาลทำงานตามหน้าที่ไม่อิงฝ่ายใดไม่ต้องกลัวถูกปองร้าย 
 
 
 
 วันนี้ (31 ม.ค.) นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงกระแสข่าวมีขบวนการลอบสังหารองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง ในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ตรวจสอบกระแสข่าวดังกล่าวจากสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ และหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยของบ้านเมืองแล้ว ปรากฏว่ายังไม่มีการแจ้งเตือนมา ซึ่งได้เรียนให้นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกาทราบแล้ว เชื่อว่ากระแสข่าวดังกล่าวเป็นการปล่อยข่าวเพื่อหวังผลทางคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนหน้านี้ก็มีการปล่อยข่าวลักษณะนี้จึงได้เช็กไปยังหน่วยข่าวกรอง แต่ก็ไม่มี และก็ได้เรียนองค์คณะทั้ง 9 ท่านทราบและประสานหน่วยงานความปลอดภัยมาช่วยดูแลองค์คณะ แต่ไม่ได้รักษาความปลอดภัยแบบประชิดตัว เชื่อว่าจะไม่มีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น 
 
 เรื่องกระแสข่าวลอบสังหารองค์คณะนั้นคงไม่ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) เพราะได้เรียนประธานศาลฎีกาแล้ว และไม่มีวาระเข้าสู่ที่ประชุม แต่อาจมี ก.ต.บางท่านที่เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยขององค์คณะฯ ก็อาจเสนอหยิบยกเข้าสู่ที่ประชุม ก.ต.พิจารณาได้ นายวิรัชกล่าว 
 
 เลขาธิการศาลยุติธรรมกล่าวด้วยว่า ก่อนการตัดสินคดีคงไม่จำเป็นต้องเก็บตัวผู้พิพากษาไว้ในที่ปลอดภัย เพราะผู้พิพากษาไม่มีศัตรู โดยปฏิบัติหน้าที่ไปตามกฎหมาย ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ไม่อิงเข้าข้างฝ่ายใด ไม่มีใครขอมา และไม่มีอะไรที่จะบังคับองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่าน ซึ่งจะใช้ดุลพินิจตัดสินคดีอย่างอิสระ และทุกท่านไม่มีอคติกับเรื่องอะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลหรือหลักการ ขอให้เชื่อมั่นในตัวผู้พิพากษาที่จะแสดงให้เห็นว่าเรายังเป็นที่พึ่งได้ 
 
 เสธ.แดง สำรอก ด่ากราด ตั้งแต่ ผบ.ทบ.ยันรัฐบาล ลามขู่ฆ่าศาลยุติธรรม 
 
 ชั่วได้ที่ อริสมันต์ คลั่ง สั่งเสื้อแดงเผาเมือง จัดการ 4 องคมนตรี 

 

ญาติแห่ร้อง ‘เจ๊ปิ๊ก’ นักโทษใหม่โดนเจ้าถิ่นรุมแทงรับน้อง ตาย 1-โคม่าอีกเพียบ

January 31, 2010

 

 

ญาติของ 4 ผู้ต้องขังเรือนจำ จ.สมุทรสงคราม ที่เพิ่งโดนย้ายไปเรือนจำจ.กาญจนบุรี พร้อมเพื่อน 38 คน เข้าร้องเรียน ‘เจ๊ปิ๊ก’ ว่าโดนนักโทษเจ้าถิ่นรับน้องใหม่ด้วยการรุมแทงด้วยเหล็ก-ด้ามแปรงสีฟัน-ช้อนส้อมฝนปลายแหลม ขณะกำลังอาบน้ำจนตายคาที่ 1 ศพ อาการปางตายอีกเพียบ แถมเหตุเกิดต่อหน้าผู้คุม หลังเกิดเหตุเรือนจำรีบย้ายนักโทษที่ถูกรุมทำร้ายออกไปทันที ญาติขับรถตามก็โดนตำรวจสกัดจับ ทำให้ยังไม่รู้ชะตากรรม 
 
 เมื่อเวลา 12.00 น. วันนี้ (31 ม.ค.) ได้ญาติของผู้ต้องขังในเรือยจำจังหวัดกาญจนบุรี 4 ราย ประกอบด้วย น.ส.ศิริรัตน์ ปั้นหยา อายุ 27 ปี น.ส.สุขหทัย โพธิสวรรค์ อายุ 41 ปี น.ส.แอ๋ม (นามสมมติ) อายุ 31 ปี และนางเอี่ยม แซ่จิ๋ว อายุ 59 ปีเดินทางเข้าร้องทุกข์กับนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ว่าญาติของพวกตนซึ่งเป็นผู้ต้องขัง อยู่ในเรือนจำจังหวัดสมุทรสงคราม ถูกย้ายให้ไปอยู่ที่เรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมเพื่อนผู้ต้องขังรวม 38 คน เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา 
 
 แต่เมื่อไปถึงเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี ผู้คุมได้ให้ผู้ต้องขังที่มาใหม่ทั้งหมดตัดผมและอาบน้ำ แต่ขณะที่กำลังอาบน้ำอยู่นั้น กลุ่มผู้ต้องขังที่มาใหม่ทั้ง 38 คน ถูกผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี รุมเข้าทำร้ายโดยใช้เหล็กแหลม กับด้ามแปรงสีฟันที่ฝนจนแหลม รวมถึงด้ามช้อนที่ฝนจนแหลม เข้ารุมแทงต่อหน้าผู้คุมอย่างเหี้ยมโหด โดยอ้างว่าเป็นการรับน้องใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 1 ราย บาดเจ็บสาหัสอีกเป็นจำนวนมาก ขณะนี้ผู้บาดเจ็บทั้งหมดได้เข้ารักษาตัวอยู่ที่ ตึกศัลยกรรม ชั้น 2 โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี 
 
 น.ส.ศิริรัตน์ เปิดเผยว่า สามีของตนคือนายศราวุฒิ ถวายนาค อายุ 29 ปี ต้องโทษในคดียาเสพติด และอีก 4 เดือนจะพ้นโทษแล้ว แต่ในวันเกิดเหตุ สามีกับเพื่อนผู้ต้องหาทั้ง 38 คน ได้ถูกย้ายมาที่เรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี และขณะที่กำลังจะอาบน้ำอยู่นั้น สามีก็ถูกนักโทษเจ้าถิ่นเข้ารุมทำร้าย โดยแทงที่บริเวณลำคอทะลุหลอดลมจนเสียชีวิต ตามร่างกายพบบาดแผลถูกของมีคมแทงทั่วร่าง ขณะนี้ศพตั้งสวดพระอภิธรรมอยู่ที่วัดท่าพูด ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม 
 
 ด้าน น.ส.สุขหทัย กล่าวว่า นายแสง (นามสมมติ) อายุ 21ปี หลานชายของตน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องขังที่เพิ่งย้ายมาก็ถูกทำร้ายร่างกายด้วย โดยหลังเกิดเหตุ ทางเรือนจำได้นำผู้ต้องขังที่เพิ่งมาจากเรือนจำจังหวัดสมุทรสงครามทั้งหมดเคลื่อนย้ายออกจากเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรีไปทันที เมื่อตนไปสอบถามว่า จะพาหลานชายตนไปที่ไหน ทางเจ้าหน้าที่เรือนจำก็ไม่ยอมให้รายละเอียดอะไรทั้งนั้น 
 
 ”หน้ำซ้ำช่วงที่เจ้าหน้าที่เรือนจำควบคุมตัวผู้ต้องขังออกจากเรือนจำขึ้นรถ แล้วพาไปตามถนนที่จะมุ่งหน้าไป จ.นครปฐม ดิฉันก็ขับรถตามออกมาด้วย แต่ก็ถูกตำรวจสกัดจับ โดยตำรวจบอกแต่เพียงว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำแจ้งตำรวจให้มาสกัดจับรถดิฉันไว้เพื่อไม่ให้ติดตามรถของเรือนจำไป จนถึงตอนนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าหลานชายเป็นอย่างไรบ้าง” น.ส.สุขหทัย 
 
 ขณะที่ น.ส.แอ๋ม (นามสมมติ) กล่าวว่า วันเกิดเหตุ นายเบิร์ด (นามสมมติ) สามีของตน ถูกของมีคมปาดที่บริเวณลำคอลึกเกือบถึงหลอดลม ได้รับบาดเจ็บสาหัส เช่นเดียวกับนางเอี่ยม ที่แจ้งว่า นายโอ๊ต (นามสมมติ) อายุ 29 ปี ลูกชายของตนถูกแทงที่บริเวณหลังทะลุปอดได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงเข้ามาร้องขอความเป็นธรรม ขอให้ย้ายผู้ต้องขังไปที่เรือนจำสมุทรสงครามตามเดิม เพราะไม่มั่นใจว่าหากถูกย้ายไปที่อื่นผู้ต้องขังจะมีความปลอดภัยหรือไม่ 
 
 ภายหลังรับแจ้ง นางปวีณา ได้ประสานไปยัง พล.ต.ต.เรวัช กลิ่นเกษร ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกับดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด จากนั้นนางปวีณา พร้อมญาติผู้เสียหายได้เดินทางไปที่วัดท่าพูด เพื่อให้น.ส.ศิริรัตน์ แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และนำศพของนายศราวุฒิไปชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริง 
 
 จากนั้นนางปวีณา พร้อมญาติผู้เสียหายได้เดินทางไปเยี่ยมอาการของกลุ่มผู้ต้องขังที่ได้รับบาดเจ็บ ที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี พร้อมทั้งเร่งประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เสียหายโดยเร็ว 
 
 นางปวีณา กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ร้องขอไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย รวมทั้งหามาตรการในการดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำให้ได้รับความปลอดภัย 
 
 ทั้งนี้จากการถามญาติผู้เสียหายแล้วก็ได้รับคำตอบว่า ต้องการจะขอย้ายผู้ต้องขังทั้งหมดกลับมายังเรือนจำจังหวัดสมุทรสงครามตามเดิม เนื่องจากผู้ต้องขังทั้งหมดไม่ได้กระทำผิดแต่อย่างใดอีกทั้งเห็นว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดสมุทรสงคราม มีอัธยาศัยดีเป็นมิตรกับประชาชน และดูแลผู้ต้องขังเป็นอย่างดี หากผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำแห่งนี้คงไม่เกิดเรื่อง 

 

Let Justice be Done Though Heavens Fall จากถุงขนม 2 ล้านบาท ถึง การขู่ฆ่าศาล

January 31, 2010

 

 

สามเดือนก่อนหน้าที่ จะถึงกำหนดวันที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้คำรงตำแหน่างทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาคดี ที่ดินรัชดา (วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551 แต่ นช.ทักษิณ ชินวัตร หนีศาล ไม่มาฟังคำพิพากษาในวันนั้น ศาลจึงเลื่อนไปอ่านคำพิพากษาในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2551) ทีมทนายความในคดีนี้ ของ นช.ทักษิณ ประกอบด้วย นายพิชิฏ ชื่นบาน นางสาวศุภศรี ศรีสวัสดิ์ และนายธนา ตันศิริ ถูกจับคาหนังคาเขาว่า พยายามติดสินบน เจ้าหน้าที่ศาล โดยนำเงิน 2 ล้านบาท ใส่ถุงไปให้ อ้างว่า เป็นขนมที่ซื้อมาฝาก 
 
 วันที่ 25 มิถุนายน 2551 ศาลฎีกา มีคำสั่งให้จำคุกทั้ง 3 คน คนละ 6 เดือนโดยไม่รอลงอาญา ฐานละเมิดอำนาจศาล . 
 
 อีก 1 เดือนครึ่งต่อมา นช.ทักษิณ ก็เดินทางนอกประเทศ อ้างว่า จะไปดูโอลิมปิกเกมส์ ที่กรุงปักกิ่ง แต่ไปแล้ว ไปลับ จนบัดนี้ ยังไม่กลับ เพราะที่จริงแล้ว คือ หนีคำพิพากษาคดีที่ดินรัชดาฯ ซึ่งในทึ่สุดแล้ว ศาลสั่งจำคุก 2 ปี ฐานทำผิดกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 100 (1) ที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือคู่สมรส มีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ 
 
 คดีที่อัยการร้องขอให้ยึดทรัพย์สิน 76,000 ล้านบาท ของ นช.ทักษิณ ฐาน ร่ำรวยผิดปกติ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ 
 
 ก่อนจะถึงวันพิพากษา กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวอย่างถี่ยิบ แทบทุกวัน เพื่อสร้างความปั่นป่วน วุ่นวาย ด้วยความหวังว่า จะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น ล่าสุด คือ การปล่อยข่าวผ่านผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก พลตรี ขัตติยะ สวัสดีผล ผลิตผลของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ข่มขู่จะเอาชีวิต องค์คณะผู้พิพากษา กรรมการ ป.ป.ช. และ ค.ต.ส. 
 
  ใช้ไม้นวม แบบคดีที่ดินรัชดา ไม่ได้แล้ว จึงต้องเล่นไม้แข็ง ใช้ความรุนแรง เอาขนมมาฝากแล้วไม่รับ เปลี่ยนเป็นลูกปืน หรือระเบิด จะเอาไหม  
 
 กระแสข่าว การข่มขู่ คุกคาม เอาชีวิตผู้พิพากษา กรรมการ ป.ป.ช. และอดีต ค.ต.ส. ออกมาในช่วงนับถอยหลัง คดียึดทรัพย์ สะท้อนถึงความเป็นจริงว่า นช. ทักษิณ น่าจะประเมินแนวทางคำพิพากษาออกว่า จะออกมาในรูปไหน 
 
 เป็นธรรมดาของคนที่ ตกเป็นจำเลย ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า ตัวเองได้ทำผิดกฎหมายตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ และเมื่อประมวลพยานหลักฐานที่ใช้ต่อสู้คดี รวมทั้งพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ หรือผู้ร้องแล้ว ย่อมคาดเดาผลแห่งกรรมได้ล่วงหน้า ก่อนจะถึงวันพิพากษา 
 
  การข่มขู่ว่า จะเอาชีวิตศาล ไม่ว่า จะเป็นแค่การข่มขู่ให้หวาดกลัว หรือมีเจตนาจะลงมือกระทำจริง มีเป้าหมายเพื่อให้มีการเปลี่ยนตัวองค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ ด้วยความหวังฝ่ายเดียวว่า อาจะเป็นหนทางช่วยพลิกสถานการณ์ได้  
 
 มาตรา 14 ของ พระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ระบุเงื่อนไขการพ้นหน้าที่ในคดีของผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาว่า 
 
 ผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาย่อมพ้นหน้าที่ในคดีเมื่อ 
 
 (1)พ้นจากการเป็นข้าราชการตุลาการ 
 
 (2)ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ศาลอื่น 
 
 (3)ถอนตัวเนื่องจากการคัดค้านผู้พิพากษา และองค์คณะผู้พิพากษามีคำสั่ง ยอมรับตามคำคัดค้านในมาตรา 16 
 
 การคัดค้านผู้พิพากษานั้น มาตรา 16 บัญญัติว่า ต้องทำก่อนเริ่มกระบวนการไต่สวน เมื่อกระบวนการไต่สวนเริ่มขึ้นแล้ว จะคัดค้านมิได้ เว้นแต่ผู้คัดค้าน จะสามารถแสดงต่อศาลได้ว่า มีเหตุสมควรทำให้ไม่สามารถคัดค้านได้ก่อนนั้น 
 
 หากมีเหตุให้ผู้พิพากษา ต้องพ้นหน้าที่ตามความในมาตรา 14 แล้ว ให้ดำเนินการเลือกผู้พิพากษาแทนที่ตามวิธีการ ในมาตรา 13 คือ ให้ประธานศาลฎีกา เรียกประชุมใหญ่ ผู้พิพากษาศาลฏีกา เพื่อเลือกผู้พิพากษา เป็นองต์คณะ ด้วยวิธีลงคะแนนลับ หากมีผู้ได้คะแนนเท่ากัน ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้จับสลากว่า ใครจะได้เป็น 
 
 อย่างไรก็ตาม มาตรา 15 บัญญัติข้อยกเว้นไว้ว่า ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ที่ทำให้ไม่สามารถนั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะได้และองค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่า หากเลื่อนการไต่สวน พยานหลักฐานออกไปจะทำให้ล่าช้าและขาดความเที่ยงธรรม ให้ดำเนินการเลือกผู้พิพากษาแทนที่ตาม วิธีการในมาตรา 13 ในกรณีนี้ให้ผู้พิพากษาที่ถูกแทนที่สิ้นสุดอำนาจหน้าที่ในคดี  
 
 พิจารณาตามข้อกฎหมายแล้ว หนทางเดียวที่จะช่วยซื้อเวลา เผื่อว่า จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ ก็คือ การทำให้เกิด เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ตามมาตรา 15 นี้ เท่านั้น เพื่อให้มีการเปลี่ยนตัวผู้พิพากษา แม้จะเป็นความหวังที่แทบจะเป็นจริงไปไม่ได้ แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เฉยๆ นับถอยหลังรอวันพิพากษา 
 
 ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มักจะถูกนช. ทักษิณ กับพวกเสื้อแดงโจมตีว่า กลั่นแกล้ง ไม่ให้ความเป็นธรรมกับ นช. ทักษิณ โดยพยายามจะบิดเบือนให้สังคมเข้าใจผิดว่า ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนี้ มีที่มาจากการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 
 
 แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เกิดขึ้น ตาม รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนุญที่ นช. ทักษิณ และกลุ่มเสื้อแดง บอกว่า เป็นประชาธิปไตยที่สุด เรียกร้องเอามาใช้แทน รัฐธรรมนูญ พ. ศ 2550 
 
 การจัดตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อเป็นศาลเฉพาะในการพิจารณาคดีความโดยเร็วจึงให้มีศาลเดียว องค์คณะผู้พิพากษาในแผนกนี้ประกอบด้วย ผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวน 9 คน ที่คัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ขึ้นนั่งพิจารณาคดีเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น แต่ การพิจารณาคดีจะเป็นระบบไต่สวน ซึ่งแตกต่างจากวิธีพิจารณาที่ใช้ในคดีทั่วไป ที่ใช้ระบบกล่าวหา 
 
 ในรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่เปิดช่องให้จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาได้ แต่ในรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่ง นช. ทักษิณ กับพวกเสื้อแดงบอกว่า เป็นมรดกเผด็จการ กลับให้สิทธิอุทธรณ์ไว้ ในมาตรา 278 วรรค 3 โดยบัญญัติว่า…ในกรณีที่ผู้ต้องคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ อาจยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ 
 
 ในคดีที่ดินรัชดา นช.ทักษิณ ไม่เลือกทางนี้ แต่เลือกที่จะหนีคดี แล้วยุยงปลุกปั่นพวกเสื้อแดง ให้ยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษแทน 
 
 นช.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่าง ปี 2544-2549 ทำไมจึงไม่เคยมีความเห็นสักครั้งเดียวว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นระบบที่ไม่เป็นธรรม เพราะเป็นระบบศาลเดียว ทำไมจึงเพิ่งมาคิดออกเมื่อตัวเองโดนจับขึ้นศาลว่า เป็นระบบที่ใช้ไม่ได้ 
 
 คำขู่ว่าจะเอาชีวิตองค์คณะผู้พิพากษาในคดี ยึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ของ นช. ทักษิณ ชินวัตร จะเป็นแค่คำขู่ เพื่อสร้างความปั่นป่วน วุ่นวาย ในบ้านเมือง หรือ เป็นเรื่องที่มีเจตนาจะลงมือทำจริงๆ เพื่อหวังผลในการเปลี่ยนตัวผู้พิพากษา ย่อมไม่มีผลต่อคำพิพากษาในวันที 26 กุมภาพันธ์นี้ได้ เพราะผู้ทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม มีหลักยึดมั่นประจำใจข้อหนึ่งว่า 
 
  Let justice be done though heavens fall หรือ จงอำนวยความยุติธรรม แม้ฟ้าจะถล่มทลายก็ตาม  

 

Next Page »