“โจวเหวินฟะ” เตรียมทุ่มเงินล้านจ้างสาวอุ้มบุญ หวังได้ทายาทคนแรก

January 29, 2010

 มีรายงานว่า “โจวเหวินฟะ” ตัดสินใจจะต้องมีทายาทสืบสกุลให้ได้ แม้จะต้องอาศัยหญิงคนอื่นมาทำหน้าที่อุ้มบุญให้ โดยมีรายงานข่าวว่าดาราชื่อดังชาวฮ่องกง พร้อมจ่ายเงินจำนวนหลักล้านเหรียญ ให้กับหญิงที่พร้อมทำหน้าที่นี้ด้วย 
 
 โจวเหวินฟะ ใช้ชีวิตคู่กับ จัสมิน ตัน ภรรยาวัย 51 ปี ชาวสิงคโปร์ มาถึง 24 ปี หลังจากแต่งงานกันตั้งแต่ปี 1986 ซึ่งแตกต่างจากดาราชาวฮ่องกงจำนวนมาก ที่มักจะปกปิดความสัมพันธ์เพราะเกรงว่าจะกระทบชื่อเสียงและความนิยม แต่ทั้งคู่กลับเลือกที่จะอยู่ด้วยกันอย่างโดยไม่มีการปิดบังใดๆ จนกระทั่งได้รับการยกย่องที่ครองรักกันอย่างยาวนาน และเปิดเผย เป็นคู่รักตัวอย่างแห่งวงการบันเทิงฮ่องกงเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตามการไร้ทายาทสืบสกุลยังเป็นปัญหาที่ โจวเหวินฟะ ไม่สามารถทำใจยอมรับมันได้ 
 
 ซึ่งอะไรก็ไม่สำคัญสำหรับนักแสดงหนุ่มใหญ่ผู้นี้ เท่ากับความต้องการให้มารดาวัย 90 ปีของตัวเอง ได้สมหวังกับการอุ้มหลานคนแรกเสียที แต่ดูเหมือนว่าความหวังดังกล่าวจะเป็นเรื่องเลือนลางไปทุกขณะ เมื่อภรรยาของเขาเริ่มมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังสุขภาพยังไม่ค่อยดี และมีปัญหาการมีบุตรยาก จนกระทั่งมีการลือกันว่าถึงตอนนี้ สองคู่รักคนดังแห่งฮ่องกง อาจตัดสินใจใช้วิธีทางการแพทย์เข้าช่วย 
 
 Yahoo News รายงานข่าวว่าความคิดดังกล่าวมาจาก หลี่ไหลฟง มารดาวัย 90 ปี ของพระเอกชื่อดัง ที่ได้แนะนำให้ลูกชายและลูกสะใภ้ ในเลือกวิธีหาหญิงสาวคนอื่น มาทำหน้าที่อุ้มบุญ อุ้มท้องลูกคนแรกให้แทนที่ จัสมิน ตัน ที่ไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้เอง 
 
 โดยว่ากันว่าตอนนี้มีคนรู้จักกับโจวเหวินฟะ มารับหน้าที่ตามหาสตรีที่มีคุณสมบัติอันเหมาะสม โดยคัดเลือกสาวจากจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ยังอายุน้อย และมีการศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อทำหน้าที่อุ้มท้องถูกของ โจวเหวินฟะ และภรรยา แลกเปลี่ยนกับเงินจำนวนถึงประมาณ 1 ล้านเหรียญเลยทีเดียว 
 
 นอกจากเป็นความต้องการของมารดาแล้ว ว่ากันว่าตัวของโจวเหวินฟะ เองก็รักเด็กและอยากได้ลูกคนแรกมากเช่นเดียวกัน คนใกล้ชิดของเขาเผยว่า ตอนที่ภรรยาตั้งครรภ์ พระเอกชื่อดังรีบจัดเตรียมห้องไว้ สำหรับลูกที่กำลังจะเกิดมาเอาไว้ทันที หลังวาดฝันไว้ว่าอยากมีลูกซัก 3 คน แต่สุดท้ายทุกอย่างก็จบลงเมื่อ ภรรยาของเขาแท้งลูกคนแรกไป ที่ว่ากันว่าอาจทำให้เธอไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก 
 
 มีการเปิดเผยว่า ภรรยาของโจวเหวินฟะ ได้ยินยอมกับการตัดสินใจครั้งนี้ของสามีแล้ว แม้ยังมีความลำบากใจอยู่มาก เมื่อมันเป็นสิ่งที่เธอไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้มันกลายเป็นสิ่งที่ จัสมิน ตัน หลีกเลี่ยงไม่ได้ไปแล้ว 
 
 ที่ผ่านมาความขัดแย้งระหว่างสองแม่สามี ลูกสะใภ้คนดังคู่นี้ เป็นที่พูดถึงกันมาตลอดในฮ่องกง โดยฝ่ายโจวเหวินฟะต้องคอยเป็นตัวกลาง จนกระทั่งผู้หญิงคนสำคัญทั้งสองคนของเขาเริ่มใกล้ชิดและเข้าใจกันมากขึ้นในระยะเวลาไม่กี่ปีมานี้เอง 
 
 เกาะติดข่าวบันเทิงและร่วมวงเมาท์ดารากับ ซ้อ7 ก่อนใคร ผ่าน SMS โทรศัพท์มือถือทุกเครือข่าย ระบบ dtac – เข้าเมนู write Message พิมพ์ R แล้วส่งไปที่หมายเลข 1951540 ระบบ AIS – กด *468200311 แล้วโทร.ออก ระบบ True Move และ Hutch - เข้าเมนู write Message พิมพ์ ENT แล้วส่งไปที่หมายเลข 4682000 *ค่าบริการเพียง 29 บาท ต่อเดือน ทดลองใช้ฟรี 15 วัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก 
 

ระทึก!อนาคต “ราฟา” หลังยูเว่ปลด “แฟร์รารา” เรียบร้อย

January 29, 2010

 

 

เบนิเตซ อาจอำลาลิเวอร์พูล

 

 

อนาคตของ ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือชาวสเปนเกิดความไม่แน่นอน อาจตัดสินใจอำลาเก้าอี้ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษไป หลัง ยูเวนตุส ทีมดังแห่งศึกกัลโช ซีรีส์ เอ อิตาลี ซึ่งตกเป็นข่าวแสดงความสนใจอยากดึงตัวไปทำทีมจัดการปลด ชิโร แฟร์รารา โค้ชคนปัจจุบันออกเรียบร้อย 
 
 เบนิเตซ ตกเป็นข่าวมาตลอดสัปดาห์ว่าถูก ยูเวนตุส ทาบทามให้มาคุมทัพแทนที่ แฟร์รารา ซึ่งทำผลงานไม่ดีในฤดูกาลนี้จน “ม้าลาย” รั้งเพียงอันดับ 6 ของตารางและเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเพิ่งตกรอบก่อนรองชนะเลิศศึก โคปปา อิตาเลีย 
 
 รายงานข่าวดังกล่าวอาจกลายเป็นความจริงขึ้นได้ เมื่อล่าสุด ยูเวนตุส จัดการปลด แฟร์รารา ออกจากตำแหน่งเรียบร้อย พร้อมกับตั้ง อัลแบร์โต ซัคเคโรนี อดีตกุนซือเอซี มิลาน เข้ามาคุมทีมเป็นการชั่วคราวไปจนจบฤดูกาล 
 
 แม้ เบนิเตซ จะมีสัญญาในถิ่นแอนฟิลด์จนถึงปี 2014 แต่หากเจ้าตัวตอบรับงานกับทีมยักษ์ใหญ่แห่งกัลโช ซีรีส์ เอ ด้วยความสมัครใจเองจะทำให้ “หงส์แดง” ที่มีปัญหาด้านการเงินอยู่ในเวลานี้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยก้อนโตแต่อย่างใด เนื่องจากไม่ใช่กรณีที่สโมสรลงมือฉีกสัญญา 

 

“รูนีย์” ปัดผีพึ่งนักเตะคนเดียว

January 29, 2010

รูนีย์

 เวย์น รูนีย์ ดาวยิงร่างอวบ ยืนยัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้นสังกัดแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เล่นกันเป็นทีมไม่หวังพึ่งการทำประตูจากตนเพียงคนเดียว เพราะหากขาดเพื่อนร่วมทีมคนอื่นช่วยเหลือก็คงไม่สามารถซัลโวได้มากมายในฤดูกาลนี้ 
 
 รูนีย์ หลุดพ้นจากเงาของ คริสเตียโน โรนัลโด ปีกชาวโปรตุกีซ ด้วยการเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ โดยดาวยิงทีมชาติอังกฤษซัลโวไปแล้ว 21 ลูก ซึ่งล่าสุดเกิดขึ้นในเกมคาร์ลิ คัพ รอบรองชนะเลิศ นัดสองที่เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี 
 
 ผลงานอันยอดเยี่ยมข้างต้นทำให้เกิดการมองว่า รูนีย์ เป็นหัวใจสำคัญของ “ผีแดง” ในฤดูกาลนี้ ขณะเดียวกันมีการตั้งข้อสังเกตว่าลูกทีมของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อาจเกิดอาการฟอร์มสะดุดได้เช่นกัน หากกองหน้าวัย 24 ปีเจอปัญหาบาดเจ็บจนชวดลงสนามช่วยทีม 
 
 อย่างไรก็ตาม รูนีย์ ออกมายืนยัน แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นกันเป็นทีมไม่หวังพึ่งตนเพียงคนเดียว “อย่ามองเราเป็นทีมที่หวังพึ่งนักเตะเพียงคนเดียวหรือผมแบกภาระอันยิ่งใหญ่ของทีมไว้ เพราะหากไม่มีเพื่อนร่วมทีมช่วย ผมก็คงยิงประตูไม่ได้ หรือแม้แต่ผมยิงประตูไม่ได้ คนอื่นก็จะสามารถทำแทนได้ เราเฉลี่ยกันทำประตูไม่ใช่ขึ้นอยู่เฉพาะผม ผมต้องการชนะแบบเป็นทีมไม่ใช่ตัวผมคนเดียว” 
 
 อดีตดาวเตะเอฟเวอร์ตัน ยังเผยเปิดต่อว่าตนมีการฝึกซ้อมการยิงประตูในกรอบเขตโทษจนทำได้ดีขึ้นในฤดูกาลนี้ “แต่ก่อน ผมไม่ถนัดกับการยิงประตูในกรอบ 6 หลา แต่ผมได้ฝึกซ้อมการเคลื่อนที่เพื่อหาพื้นที่ว่างและมันส่งผลออกมา นั้นเป็นการยิงประตูของผมในฤดูกาล ผมนึกไม่ออกเลยว่าได้ยิงประตูจากนอกเขตโทษในฤดูกาล ซึ่งการซัดระยะจ่อๆหน้าปากประตูมันขึ้นอยู่กับผู้เล่นคนอื่น ไม่ใช่ผู้เล่นเพียงคนเดียว” 
 
 ทั้งนี้ รูนีย์ เตรียมนำทัพ แมนฯ ยูไนเต็ด ลงเตะเกมสำคัญด้วยการบุกไปเยือน อาร์เซนอล ที่สนามเอมิเรตส์ สเตเดียม ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์นี้ 
 

“โคล” ถูกห้ามขับรถ 4 เดือนฐานซิ่งเร็ว

January 29, 2010

โคล ถูกห้ามขับรถ 4 เดือน

 แอชลีย์ โคล ฟูลแบ็กจอมบุกของ เชลซี ถูกลงโทษห้ามขับขี่รถยนต์เป็นเวลา 4 เดือนจากการกระทำความผิดขับรถเร็วเกินกำหนดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2008 
 
 โคล ถูกข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนด หลังโดนกล้องตรวจจับความเร็วจับได้ว่าขับรถด้วยความเร็วสูง 104 ไมล์ (167 ก.ม.) ต่อชั่วโมง ในบริเวณที่ห้ามขับเกิน 50 ไมล์ต่อชั่วโมงทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2008 
 
 คดีของฟูลแบ็กวัย 29 ปีถูกนำเข้าสู่กระบวนไต่สวนของศาลที่ศาลแขวงคิงสตัน เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาและมีกำหนดอ่านคำพิพากษาในวันนี้ (29 ม.ค.) 
 
 โดย โคล ซึ่งไม่ได้เดินทางมาฟังคำติดสินถูกศาลลงโทษห้ามขับขี่รถยนต์เป็นเวลา 4 เดือนและปรับเงิน 1 พันปอนด์ (ประมาณ 5.4 หมื่นบาท) อย่างไรก็ตาม ทนายความของดาวเตะทีมชาติอังกฤษได้ประกาศจะยื่นอุทธรณ์โทษแบนต่อไป 
 

“ไฟนอลฯ 13″ ออกซาวด์แทร็คพิเศษลงแผ่นไวนิล

January 29, 2010

 “สแควร์ เอนิกส์” ประกาศเตรียมวางจำหน่ายซาวด์แทร็คประกอบเกม Final Fantasy XIII ในรูปแบบพิเศษกว่าแบบปกติ เนื่องจากจะมีการบันทึกเสียงแบบอนาล็อกลงบนแผ่นไวนิลขนาด 12 นิ้ว สำหรับนักสะสมที่มีใจรักแผ่นเสียงโดยเฉพาะ กำหนดออกสู่ท้องตลาด 26 กุมภาพันธ์นี้ 
 
 ภายใต้ชื่ออัลบั้ม W/F : Music From Final Fantasy XIII ซาวด์แทร็คชุดพิเศษนี้จะมี 7 เพลงจากซาวด์แทร็คเวอร์ชันปกติ พร้อมเพิ่มเพลงพิเศษ Ragnarok Sans Pipe Organ ซึ่งในแบบปกติจะไม่มีให้ฟัง โดยรายชื่อทั้งหมด 8 เพลงมีดังนี้ 
 
 หน้า A 
 01: Amusement City Nautlius 
 02: Fang’s Theme 
 03: The Sunleth Waterscape 
 04: Touchan Funtou da! 
 
 หน้า B 
 01: Pulse on Chocobo 
 02: World Without Color 
 03: Senkou 
 04: Ragnarok Sans Pipe Organ 
 
 ซาวด์แทร็คแบบพิเศษที่บันทึกลงแผ่นไวนิล มีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 ในราคา 2,800 เยน ผลิตออกมาในจำนวนจำกัด (ไม่มีการระบุว่าเท่าไหร่) และจะซื้อได้ผ่านทาง e-Store ของ “สแควร์ เอนิกส์” เท่านั้น พร้อมกับเริ่มเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้ว 
 
 ข้อมูลจาก 
 Square-Enix 
 Andriasang 
 

 
 

 
 

นินเทนโดเปิดเกมรับปี 2010 พร้อม RPG ใหม่ “ลาสต์สตอรี”

January 29, 2010

 หลังปล่อยให้ตารางการวางจำหน่ายเกมเงียบเหงามาพักใหญ่ ล่าสุดในการแถลงผลประกอบการของปีที่ผ่านมา นินเทนโดก็ได้เผยรายละเอียดของเกมใหม่และความคืบหน้าของผลงานที่จะออกมาภายในปี 2010 แล้ว 
 

 สำหรับเซอร์ไพร์สแรกคือการเปิดตัวเกม RPG ใหม่ “เดอะลาสต์สตอรี” ซึ่งนินเทนโดซุ่มจดทะเบียนชื่อเอาไว้นานแล้ว เป็นการร่วมมือกันสร้างระหว่างนินเทนโดและบริษัท “มิสต์วอล์คเกอร์” ของซากางุจิ ฮิโรโนบุผู้ให้กำเนิดซีรี่ย์ไฟนอลแฟนตาซี กำหนดวางจำหน่ายภายในปี 2010 โดยได้เผยโลโก้และเว็บไซต์ออกมาแต่ยังคงไม่มีภาพในเกมให้เห็น 
 

 ลำดับต่อมาคือเกม RPG ที่นำไปแสดงในงาน E3 ปีที่แล้วแบบเงียบๆในชื่อว่า “Monado: Beginning of The World”" ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่ในญี่ปุ่นเป็น “เซโนเบลด” พัฒนาโดยทีมงานโมโนลิธซอฟท์ผู้สร้างเกม “เซโนเกียร์” และ “เซโนซาก้า” มีกำหนดวางจำหน่ายในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) ปี 2010 
 

 อีกเกมหนึ่งที่เปิดตัวในงาน E3 ปีที่แล้วเช่นกันคือ “เมทรอยด์ Other M” เกมยิงแอคชั่นจากความร่วมมือระหว่างนินเทนโดกับ “ทีมนินจา” ของค่ายเทคโม ก็มีการเปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการขึ้นมาพร้อมกำหนดวางจำหน่ายในช่วงฤดูร้อนของญี่ปุ่น (มิถุนายน-สิงหาคม) ปี 2010 
 

 นอกจากนี้ นินเทนโดยังเผยถึงความคืบหน้าของเกมอื่นๆได้แก่ อุปกรณ์จับชีพจร “Wii Vitality Sensor” ก็จะนำเกมที่ใช้ไปแสดงในงาน E3 ปีนี้ พร้อมเกม “เซลด้า” ใหม่ที่จะนำไปเปิดตัวในงานดังกล่าวเช่นกัน ส่วนเกมมาริโอสามมิติ “ซุปเปอร์มาริโอกาแลคซี 2″ ก็คาดว่าจะวางจำหน่ายได้ภายในปี 2010 และสุดท้ายคือเครื่องพกพา DS ก็มีเกมโปเกมอนใหม่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาและเกม “โกลเด้นซัน DS” ที่จะมาภายในปีนี้เช่นกัน 
 
 ข้อมูลและภาพประกอบจาก 
 Nintendo Japan 
 The Last Story Official Site 
 Xenoblade Official Site 
 Metroid Other M Official Site 
 

“เนคเทค” แจงไฟฟ้าสถิตจากร่างกายไม่พอให้ “GT200″ ทำงาน

January 29, 2010

   

 

 

เนคเทคแจงกรณีเครื่องตรวจระเบิด GT200 ระบุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะทำงานได้ต้องมีแหล่งพลังงาน แต่ไฟฟ้าสถิตจากร่างกายไม่เพียงพอให้เครื่องทำงานได้ เน้นเครื่องมือตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์วัด 100 ครั้งต้องได้ผล 100 ครั้ง ไม่ได้ขึ้นกับคนถืออุปกรณ์ 
 
 ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) แจงกับผู้สื่อข่าวกรณีเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด จีที200 (GT200) ซึ่งกำลังเป็นที่สงสัยในสังคมว่า ทำงานได้ตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่ โดยได้ให้สัมภาษณ์เมื่อบ่ายวันที่ 29 ม.ค.53 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยว่า เนคเทคเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ ทั้งนี้ต้องได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูลจากผู้ผลิต ซึ่งทราบหลักการทำงานของเครื่องดีกว่าผู้ใช้ด้วย 
 
 ทั้งนี้ ทางเนคเทคยังไม่ได้เห็นเครื่องดังกล่าว และยังไม่มีโอกาสได้ทดลองใช้ เนื่องจากเป็นยุทธภัณฑ์ของกองทัพ ที่หน่วยงานอื่นไม่มีสิทธิเข้าไปครอบครอง ซึ่งในแง่กลไกทางวิทยาศาสตร์ จำเป็นต้องค้นหาความจริงกันต่อไป 
 
 เบื้องต้นได้รับข้อมูลจากนักวิจัยที่รวบรวมข้อมูลจากข่าวและข้อมูลจากการโฆษณาของผู้ผลิตที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ รวมทั้งรวบรวมความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ 
 
 เราให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้ในภารกิจทางภาคใต้เสมอ ดังนั้น หากทางหน่วยงานของรัฐ สั่งให้เข้าไปทดสอบ เราก็ยินดี แต่ต้องได้รับความยินดีจากเจ้าของเครื่องในการเข้าร่วมทดสอบ อย่างน้อยให้ข้อมูลว่า เครื่องดังกล่าวมีหลักการทำงานอย่างไร มีหลักการวิทยาศาสตร์อย่างไร มีเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์อะไรบ้าง” ดร.พันธ์ศักดิ์กล่าว 
 
 ”ถ้ามีข้อเท็จจริงก็พิสูจน์ได้ ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถบอกได้เลยว่าใช่หรือไม่ใช่ เพราะอาจจะผิดก็ได้ จากข้อมูลที่มีตอนนี้ ยังบอกไม่ได้ว่าใครผิดใครถูกตอนนี้ ดร.พันธ์ศักดิ์แจง 
 
 จากข้อมูลเบื้องต้น ดร.พันธ์ศักด์ได้รับทราบว่า เครื่องดังกล่าวมีความสามารถสูงมาก สามารถใช้ตรวจสอบวัตถุได้หลายชนิด ซึ่งโดยข้อเท็จจริงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไฟฟ้าจำเป็นต้องมีแหล่งพลังงาน 
 
 อย่างเช่นโทรศัพท์มือถือ ที่ต้องมีพลังงานจึงจะทำงานได้ หากไม่มีแหล่งพลังงานก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งแหล่งพลังงานนั้น อาจมาจากหลายๆ แหล่งได้ แต่จากเอกสารชี้แจงของผู้ผลิต ระบุว่าแหล่งพลังงานได้มาจากไฟฟ้าสถิต ซึ่งไม่ได้ระบุว่ามาจากไหน แต่ตามหลักการที่มีอยู่ ไฟฟ้าสถิตไม่เพียงพอที่จะให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำงานได้ 
 
 เขาบอกว่า ไฟฟ้าสถิตจะทำให้เครื่องมือนี้ทำงานได้ แต่หลักการของเขาไม่ได้บอกชัดเจน ถ้าจะให้กระจ่างชัดแบบเป็นวิทยาศาสตร์ เราต้องเอาผู้ผลิตมาชี้แจง เพราะผู้ใช้อาจจะไม่ทราบ หากเป็นความลับทางการค้า ก็มาชี้แจงแบบเป็นความลับได้ หากเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จำเป็นต้องมีแหล่งพลังงานจากภายนอกที่เพียงพอ จึงจะทำงานได้” 
 
 ”โดยปกติในทางวิทยาศาสตร์ หากเป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ใช้อย่างถูกต้อง เมื่อมีพลังงานเพียงพอ ก็จะทำงานได้คงที่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ในการวัด “ 
 
 ”เท่าที่ทราบตามข่าวบอกว่า ทำงานแบบไม่จำกัดเพราะไม่ต้องใช้ถ่าน มีอุปกรณ์เป็นการ์ดเสียบ แต่เราไม่ได้ถือครองเครื่องมือไว้ มีข้อมูลจากเท่าที่เปิดเผย จึงให้ความเห็นได้แค่นี้ ซึ่งเรายินดีเข้าไปตรวจสอบ ภายใต้หลักการที่ผู้ผลิตบอกว่าทำงานได้อย่างไร ดร.พันธ์ศักดิ์กล่าว 
 
 ผู้อำนวยการเนคเทคกล่าวด้วยว่า ตามหลักอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ไฟฟ้าสถิตจะเป็นอันตรายต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อย่างเช่นอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ไฟฟ้าสถิตจะเป็นตัวทำลายอุปกรณ์ฮาร์ดดิสก์ 
 
 ผอ.เนคเทคได้อธิบายต่อไปว่า ไฟฟ้าสถิตมีหลายระดับ ตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ ปรากฏการณ์ไฟฟ้าเป็นไฟฟ้าสถิตใหญ่ที่สุด ทำให้คนถึงตายได้ และไฟฟ้าสถิตระดับนั้นก็ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสียหายได้เช่นกัน 
 
 ต้องถามว่าเอาไฟฟ้าสถิตมาจากไหน ถ้าเป็นไฟฟ้าสถิตจากร่างกายก็น้อยมาก เวลาเราเดินจะเกิดไฟฟ้าสถิตจากการเสียดสี หรือเมื่อเดินบนพรมในหน้าหนาว เราจะสะดุ้งเพราะมีไฟฟ้าสถิตกระโดดขึ้นมา แต่ถ้ามีความชื้นเราก็จะไม่มีปัญหาเรื่องไฟฟ้าสถิต” 
 
 ”ตอนนี้เข้าใจว่าเรารู้คนละนิดละหน่อย ผู้ใช้ก็บอกว่าใช้ได้ ถ้าอย่างนั้นต้องเอาความจริงมาคุยกันให้จบ ผู้ผลิตเป็นใคร เปิดเผยหลักการได้ไหม สำหรับกองทัพก็มีบุคลากรเยอะ นายทหารสัญญาบัตรส่วนใหญ่ก็จบ วท.บ. (วิทยาศาสตร์บัณฑิต) มีคนเก่งเยอะ ดร.พันธ์ศักด์ตั้งคำถาม 
 
 พร้อมกันนี้ ผอ.เนคเทคยังได้ให้ความรู้แก่ผู้สื่อข่าว เกี่ยวกับเครื่องมือวิทยาศาสตร์ว่า เป็นเครื่องมือที่ให้ค่าในการวัดได้เหมือนเดิมทุกครั้ง วัด 100 ครั้งต้องเหมือนเดิม 100 ครั้ง และเป็นเครื่องมือที่แจ้งให้ผู้ใช้รับทราบได้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของแสง เสียง หรือตัวเลข และคนที่ใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์จะไม่มีผลเกี่ยวข้องกับความแม่นยำของตัวเลข ผู้ใช้มีหน้าที่แค่อ่านค่า แล้วนำค่าไปใช้ สำหรับเครื่องมือตรวจวัดมีไม่กี่อย่าง และหากเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว ยิ่งแคบเข้าไปอีก 
 
 เรายินดีเข้าไปร่วมมือเต็มที่ มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถอธิบายได้ เครื่องมือเหล่านี้ทำงานด้วยหลักการอะไร เราก็สามารถจำลองวิธีการ หรือหาเครื่องวัดว่าเครื่องนี้ทำงานได้จริงหรือเปล่า” 
 
 ”ตอนนี้มีแค่ข้อมูลจากการใช้งานจริง ซึ่งมีหลักสถิติที่จะบอกได้ว่า เครื่องนี้ทำได้ดีหรือไม่ ถ้าเป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ไหนต้องเหมือนกันหมด ทั้งในโลก นอกโลก ไม่เกี่ยวกับคน ไม่เกี่ยวกับสถานที่ ดีที่สุดต้องมีเครื่องของจริง และมีเจ้าของที่บอกว่า เครื่องมือทำงานด้วยหลักการอะไร และมีผู้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาร่วมตรวจสอบ ส่วนการใช้งานได้ไม่ได้ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดร.พันธ์ศักดิ์กล่าว. 

 

AIS ขู่หยุดโรมมิ่ง ทีโอที เหตุอดเชื่อมโครงข่าย 3G

January 29, 2010

 เอไอเอสออกลูกนักเลง ไม่ให้ทีโอที โรมมิ่งโครงข่ายใช้บริการด้านเสียง หลังอกหักไม่สามารถให้บริการโรมมิ่ง ดาต้า 3G ได้ในวันที่ 1 ก.พ.ที่จะถึงนี้ โดยบอร์ดทีโอทีมีมติให้หารือกทช.ก่อนว่าทำได้หรือไม่ รวมทั้งต้องการให้ MVNO 5 รายไปรอดก่อน 
 
 นายธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานบอร์ดบริษัท ทีโอที กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ดวานนี้( 29 ม.ค.) ว่ากรณีบริษัท แอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ยื่นหนังสือขอใช้โครงข่ายเพื่อสื่อสารข้อมูล(โรมมิ่งดาต้า) 3Gกับทีโอที โดยจะเปิดให้ลูกค้าเอไอเอสโรมมิ่งวันที่ 1 ก.พ.นี้ ที่ประชุมบอร์ดมีมติว่ายังไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธการโรมมิ่งดังกล่าว เนื่องจากต้องทำหนังสือหารือกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) ก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ ตามที่กทช.ทักท้วงไว้ ประกอบกับทีโอทีต้องการตรวจสอบโดยละเอียดก่อนว่าโครงข่าย 3Gของทีโอทีสามารถรองรับการใช้งานได้เพียงพอหรือไม่ หากให้ผู้ประกอบการอื่นนอกเหนือจากผู้เช่าโครงข่ายร่วมทำการตลาด( MVNO) มาโรมมิ่งดาต้า 
 
 ทั้งนี้กรรมการบอร์ดมีความเห็น สมควรจะให้ MVNO สามารถตั้งไข่ให้ได้เสียก่อน โดยการปล่อยให้ดำเนินงานตามแผนการตลาด 3Gที่วางไว้อย่างน้อย4- 6 เดือน หากผ่านไปครบ 6 เดือนซึ่งครบกำหนดที่ทีโอทีต้องประเมินผลการดำเนินงานตามสัญญา หากMVNO ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายแผนธุรกิจที่ยื่นให้ทีโอทีและไม่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการได้ ทีโอทีอาจพิจารณาถอดจากการเป็น MVNO ทีโอที 3G แล้วพิจารณาให้เอไอเอส หรือรายอื่นๆเข้ามาดำเนินธุรกิจแทน 
 
 เอไอเอสพูดเรื่องนี้เร็วไปนิด ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนอย่างเป็นทางการ เรื่องนี้น่าจะจบได้เร็วกว่านี้ 
 
 ทั้งนี้เป็นเพราะโครงข่าย 3Gของทีโอทีที่ให้บริการเป็นโครงข่ายเดิมของกิจการร่วมค้าไทยโมบายที่ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือระบบ 1900 เมกะเฮิร์ตซ ที่สร้างไว้ตั้งแต่ปี 2547 จึงสามารถรองรับการใช้งานการรับ-ส่งข้อมูลได้เพียง 400 เมกะบิต ซึ่งลูกค้า 3Gของทีโอทีและ MVNO ปัจจุบันใช้งานอยู่แล้วที่ 165 เมกะบิตในขณะที่ขณะที่เอไอเอสทำหนังสือขอโรมมิ่งใช้การรับ-ส่งข้อมูลสูงถึง 375 เมกะบิต สำหรับกรณีที่เอไอเอสเสนอเข้าร่วมลงทุนโครงข่าย 3Gกับทีโอทีทั่วประเทศ นั้นยอมรับเป็นความคิดที่ดี ซึ่งทีโอทีจะเก็บไว้พิจารณาแต่ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ 
 
 นายธีรวุฒิกล่าวว่าเบื้องต้นทีโอทีจะเดินหน้าลงทุนโครงข่าย 3G ตามหัวเมืองใหญ่อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น หนองคาย และพัทยา ไปก่อนโดยการลงทุนจะใช้เงินลงทุนของทีโอที ส่วนความคืบหน้าผู้ใช้บริการในระบบ 3G ของทีโอทีรวมทั้ง MVNO ทั้ง 5 รายมีจำนวน 215,000 เลขหมายแล้ว ซึ่งหลังจากเปิดบริการเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2552 พบว่า ยังมีบางพื้นที่ที่สัญญาณ 3Gไม่หนาแน่ ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งขยายโครงข่ายเพื่อทำให้สัญญาณหนาแน่น อาทิ ทำเนียบรัฐบาลและศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 
 
 ด้านร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีทีกล่าวถึงความคืบหน้าการลงทุนขยายโครงข่าย 3G ทั่วประเทศของทีโอที ว่าขณะนี้ทีโอทีทำแผนธุรกิจการให้บริการ 3Gเสร็จแล้ว โดยจะนำเรื่องเข้ามาชี้แจงไอซีทีในเดือน ก.พ.นี้ หลังจากนั้นจะส่งเรื่องให้สภาพัฒน์ฯพิจารณาก่อนนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไปโดยคาดว่าจะส่งเรื่องเข้าครม.ได้ต้นเดือนมี.ค. 2553 
 
 เอไอเอสไม่ให้ทีโอทีโรมมิ่ง 
 
 
 นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร เอไอเอส กล่าวว่าตามที่บอร์ดทีโอที มีมติให้นำเรื่องดังกล่าวไปสอบถามกทช.ก่อนนั้นหมายความว่า ทีโอทีได้ยอมรับในบทบาทและอำนาจหน้าที่ของ กทช. และหากผลการพิจารณาของ กทช. ออกมาอย่างไรก็พร้อมปฏิบัติตาม 
 
 แต่ที่ผ่านมา ทีโอทีได้ขอให้เอไอเอสโรมมิ่งเพื่อให้บริการลูกค้ากว่า 500,000 เลขหมาย ซึ่งไม่เคยมีการหารือขอความเห็นชอบจากกทช. ก่อน ทุกอย่างสามารถเปิดให้บริการแก่ลูกค้าผู้ใช้บริการของทีโอทีได้ตามปกตินั่นหมายความว่าการบริการครั้งนั้นสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับลูกค้าผู้ใช้บริการได้อย่างสมบูรณ์ 
 
 แต่หากการขอบริการโรมมิ่งกับเอไอเอสในครั้งนั้นเกิดข้อติดขัด หรือมีการยกเลิกให้บริการโรมมิ่งลูกค้าจำนวน 500,000 เลขหมายก็จะมีปัญหาในการใช้งานนอกพื้นที่ครอบคลุม 3G ของทีโอทีเช่นเดียวกับการขอบริการโรมมิ่งของเอไอเอสกับทีโอทีในครั้งนี้หากเกิดข้อติดขัด ก็จะทำให้เกิดผลเสียต่อลูกค้าที่ไม่สามารถได้รับบริการที่ดี รวมถึงการดำเนินงานของ MVNOก็จะได้รับผลกระทบ เพราะไม่สามารถดำเนินการขายซิมได้อย่างเต็มที่ 
 
 จากมติคณะกรรมการทีโอทีดังกล่าวทำให้เอไอเอสมีความจำเป็นจะต้องหยุดการให้บริการโรมมิ่งกับทีโอทีตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.นี้เพื่อรอการพิจารณาของ กทช.ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งเอไอเอสก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม นายวิเชียรกล่าว 
 

ฮอนด้าเรียกคืนแจ๊ซ-ซิตี้กว่า6แสนคันทั่วโลกรวมทั้งไทย

January 29, 2010

 

 

เอเอฟพี – ฮอนด้า มอเตอร์ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น เมื่อวันศุกร์(29) เรียกคืนรถยนต์รุ่นฟิต/แจ๊ซและซิตี้ ราว 646,000 คันที่จำหน่ายทั่วโลก สืบเนื่องจากปัญหาความขัดข้องของสวิทช์หน้าต่างไฟฟ้า 
 
 
 โฆษกของบริษัทเปิดเผยว่าการเรียกคืนวันนี้ ประกอบด้วยฮอนด้าแจ๊ซและซิตี้ 140,000 คันในสหรัฐฯ ส่วนที่เหลือเป็นรถที่จำหน่ายในยุโรป เอเชียและภูมิภาคอื่นทั่วโลก 
 
 ทั้งนี้ในส่วนของแจ๊ซนั้น ฮอนด้าระบุว่าจะเรียกคืนรถที่ผลิตระหว่างปี 2002 ถึง 2008 ที่จำหน่ายใน จีน บราซิล ไทย มาเลเซีย และอินเดีย 
 
 มาตรการดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก ฮอนด้า ได้รับรายงานหลายครั้งเกี่ยวกับกรณีไฟลุกขึ้นมาบริเวณสวิทช์หน้าต่างไฟฟ้าของรถยนต์สองรุ่นนี้ 
 
 ”ในการทำงานภายใต้สภาวะบางอย่าง น้ำ ฝนหรือของเหลว อาจไหลเข้ากระจกด้านคนขับและเข้าสู่แหล่งพลังงานหลักของสวิตช์หน้าต่างซึ่งทำให้การทำงานของสวิตช์เสื่อมสภาพ” แถลงการณ์ของฮอนด้าอังกฤษระบุ 
 
 ”หากแหล่งพลังงานหลักของกระจกได้รับความเสียหายจากการแทรกซึมของของเหลว มันอาจทำให้สวิตช์ทำงานล้มเหลวและร้อนจัด ซึ่งการร้อนเกินพิกัดของสวิตช์อาจก่อให้เกิดควัน ละลายและไฟลุกไหม้ได้” แถลงการณ์ระบุ 
 
 ทั้งฟิตหรือแจ๊ซนั้น ถือเป็นรุ่นที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในญี่ปุ่นของฮอนด้า ทว่าทางบริษัทไม่มีแผนเรียกคืนรถที่จำหน่ายในญี่ปุ่นแต่อย่างใด โฆษกระบุ 
 
 ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธ(28) บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป คู่แข่งสำคัญของ ฮอนด้า เปิดเผยว่าอาจต้องเรียกคืนรถยนต์มากถึงกว่า 8 ล้านคัน จากปัญหาคันเร่งค้าง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายแก่ชื่อเสียงของโตโยต้ามากที่สุด 
 
 โตโยต้า ระบุว่าจะเรียกคืนรถยนต์เกือบ 6 ล้านคัน ที่จำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือจากปัญหาคันเร่งค้าง และกำลังพิจารณาเรียกคืนรถบางรุ่นที่จำหน่ายในยุโรปอีกมากกว่า 1.8 ล้านคันจากปัญหาเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ต้องเรียกคืนรถมากถึง 8 ล้านคัน เป็นจำนวนเกือบเท่ายอดจำหน่ายรถทั่วโลกเมื่อปีก่อน 

 

บิ๊กบัง รับเซ็นสั่งซื้อเครื่องจีที 200 เจ้าปัญหาเอง มั่นใจใช้ได้จริง

January 29, 2010

 

 

พล.อ.สนธิ ยอมรับเป็นคนซื้อคำสั่งซื้อเครื่องจีที 200 เอง อ้างเจ้าหน้าที่ร้องขอให้จัดหา มั่นใจใช้งานได้จริง หลังหลายฝ่ายตรวจสอบประสิทธิภาพแล้ว บอกจัดซื้อโปร่งใสไม่มีทุจริต 
 
 วันนี้ (29 ม.ค.) พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 ที่ถูกระบุเป็นเครื่องมือที่ไม่มีประสิทธิภาพว่า การจัดซื้อได้เกิดขึ้นในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ปลายปี 2550 โดยได้จัดซื้อ 2 เครื่อง เพราะทางเจ้าหน้าที่สรรพาวุธทหารบก หรือชุดพิทักษ์ราษฎร์ ซึ่งทำงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นว่ากองทัพอากาศได้ใช้เครื่องมือดังกล่าวในพื้นที่สนามบินบ่อทอง มีประสิทธิภาพ จึงร้องขอมาที่กองทัพบก เพื่อจัดหาและนำไปใช้บ้าง 
 
 ส่วนกรณีสื่ออังกฤษเสนอข่าวว่าบริษัทที่จัดจำหน่ายเป็นบริษัทปลอมและเป็นเครื่องมือที่ไม่มีประสิทธิภาพนั้น พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ผู้ใช้ของเราบอกว่ามีคุณภาพ เราซื้อตามผู้ใช้ ไม่ได้ซื้อตามบริษัท ตนไม่ได้ดูรายละเอียด เพราะเวลาที่กองทัพจะจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ จะต้องมีการเสนอความต้องการก่อน แล้วจึงนำไปตรวจสอบการใช้งาน โดยมีคณะกรรมการทั้งจากกรมสรรพาวุธทหารบก กรมยุทธการ และกรมส่งกำลังบำรุง ที่จะตั้งกรรมการขึ้นมาดูแล ทั้งนี้ การจัดซื้อจะมีการทุจริตหรือไม่นั้น พล.อ.สนธิ กล่าวว่า การจัดซื้อเป็นไปตามระบบ และตนเชื่อว่าระบบการจัดซื้อเป็นไปอย่างถูกต้อง 

 

กล้านรงค์ เมิน เสธ.แดง บอกให้ระวังตัว ลั่นไม่กลัวตาย

January 29, 2010

กล้านรงค์ ไม่สนน้ำคำ เสธ.แดง บอกผู้พิพากษา-คตส.-ป.ป.ช.ระวังถูกลอบฆ่า ท้าอยากฆ่าก็ฆ่าไป ไม่เคยกลัวตาย ระบุทำตัวตามปกติ 
 
 วันนี้ (29 ม.ค.) นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ขึ้นเวทีเสื้อแดงและได้กล่าวเตือนผู้พิพากษา คตส. และป.ป.ช.ให้ระวังตัวอาจจะถูกลอบฆ่า อีกทั้งยังบอกว่าตัวเองทำนายแม่นว่า ตนคงไม่ต้องระมัดระวังอะไรพิเศษ เพราะไม่รู้จะระวังอย่างไร อยากฆ่าก็ฆ่าไป ไม่รู้สึกอะไรกับคำพูด พล.ต.ขัตติยะ ซึ่งตนเองก็ไม่ได้ขอกำลังมาอารักขาใดๆ จะเดินทางไปไหนก็ไปตามปกติ ไม่ต้องระวังพิเศษ เพราะไม่ใช่หน่วยรบ ใครจะฆ่าก็ช่างมัน ใครจะพูดอะไรก็พูดไป ตนเองก็ทำหน้าที่ตามปกติ 

 

ประมวลภาพ กุ๊ยแดง บุก ทบ. – เสธ.แดง ไม่สลดโผล่แจม

January 29, 2010

                                       

ประมวลภาพกลุ่มคนเสื้อแดง ชุมนุมที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก เพื่อทวงถามกระแสข่าวการปฏิวัติ ด้าน เสธ.แดง ที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างถูกพักราชการ หลังออกมาเคลื่อนไหวโจมผู้บัญชาการทหารบก เดินทางมาร่วมการชุมนุม โดยไม่สะท้านต่อเสียงวิจารณ์ของทหารหลายหน่วยที่ออกมาประนาม ต่อการกระทำที่ไม่เคารพผู้บังคับบัญชา และใช้ความเป็นทหารออกมาร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไม่เหมาะสม 
 
 
 
 
 
  
 ชมคลิป “อริสมันต์” คลั่ง สั่งเสื้อแดงเผาเมือง จัดการ 4 องคมนตรี 
 
 ประมวลภาพบรรยากาศกลุ่มผู้ชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เดินทางมาชุมนุมที่ด้านหน้ากองบัญชาการกองทัพบก 
 
 การกองทัพบก เพื่อทวงถามถึงกระแสข่าวการปฏิวัติ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมราว 120 คน ได้ทยอยเดินทางมารวมตัวตั้งแต่ช่วงสาย โดยมีการนำรถบรรทุกพร้อมติดตั้งเครื่องขยายเสียง มาจอดตรงข้ามประตูทางเข้า จำนวน 2 คันเพื่อให้แกนนำขึ้นไปปราศรัยโจมตีการทำงานของทหารและรัฐบาล ส่งผลให้การจราจรในเส้นทางถนนราชดำเนินตั้งแต่แยกสะพานมัฆวานรังสรรค์ไปจนถึงแยก จปร.ติดขัด เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้เลี่ยงเส้นทางดังกล่าวตั้งแต่ช่วงบ่ายที่ผ่านมา ขณะที่การดูแลสถานการณ์การชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจจากจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ประมาณ 1 กองร้อย หรือ 150 นาย ได้เข้ามาคอยดูแลความสงบเรียบร้อย รวมทั้งมีการนำแผงเหล็กมากั้นบริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพบก เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกผู้ชุมนุมเข้าไปภายในกองบัญชาการกองทัพบกได้ รวมทั้งได้ตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยบริเวณสนามมวยราชดำเนินด้วย 
 
 อย่างไรก็ตาม มีรายงานด้วยว่า ขณะที่การชุมนุมดำเนินอยู่นั้น พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างถูกพักราชการ หลังออกมาเคลื่อนไหวโจมตี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้สวมชุดลายพรางทหารเดินทางมาร่วมการชุมนุมด้วย โดยไม่สะท้านต่อเสียงวิจารณ์ของทหารหลายหน่วยที่ออกมาประณามต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมในการไม่เคารพผู้บังคับบัญชา และใช้ความเป็นทหารออกมาร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไม่เหมาะสม ตลอด 1-2 วันที่ผ่านมา 
 
  
 
  

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



เคาะข่าวริมโขง : เผย 3 สุมกำลัง เหลี่ยม ซ่องสุมโจรก่อ สงครามจลยุทธ์

January 29, 2010

เหลี่ยม พร้อมแตกหัก!! ซ่องสุมกำลังโจร 3 ฝ่าย เป็นนักโทษชายกระหายเลือดเต็มขั้น วางแผนส่ง เสื้อแดง ลองของห้ำหั่น เผย สงครามจรยุทธ์ ใกล้เปิดฉากเริ่มต้น 
 
  
  คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายการ “เคาะข่าวริมโขง”  
 
 รายการ เคาะข่าวริมโขง ออกอากาศทาง อีสานทีวี ช่วงเวลา 18.30-20.30 น. วันศุกร์ที่ 29 มกราคม มี น.ส.กมลพร วรกุล รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งวันนี้ได้มีวิทยากรรับเชิญ นายประพันธ์ คูณมี และนายเทิดภูมิ ใจดี กรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ มาร่วมพูดคุยในรายการถึงประเด็นข่าวที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษชายหลบหนีคดีอาญา ซึ่งปัจจุบันบัญชาการคนเสื้อแดงอยู่ที่ต่างประเทศ 
 
 นายประพันธ์กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า เมื่อดูการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่วันนี้ยกพลไปหน้า บก.ทบ. ซึ่งแกนนำคนเสื้อแดงพยายามปลุกระดมผู้คนให้ฮึกเหิม ถึงขั้นมีการประกาศว่า หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ถ้าใครอยู่ต่างจังหวัดให้รวมตัวกันเพื่อเผาศาลากลาง โดยทั้งหมดนี้หากให้คาดเดา ตนเชื่อว่าเป็นแผนลวงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องการยั่วให้เกิดการปฏิวัติ จะได้ตั้งรัฐบาลผลัดถิ่น หรือแผนที่ 2 พ.ต.ท.ทักษิณ อาจเดินเกมจูงใจพรรคร่วมรัฐบาล ให้มาเข้าพวกกับพรรคเพื่อไทย เพื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แต่สิ่งที่น่าจับตามอง คือ ท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลต่อไปนี้ ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่นำประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเป็นใบสั่งการจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ที่หวังอยากกวนสมาธิรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ 
 
 นายเทิดภูมิกล่าวประเด็นนี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชอบสร้างกระแสปฏิวัติโดยใช้พลังมวลชนเป็นตัวแปรสำคัญ หรือที่เรียกกันว่า ปฏิวัติประชาชน โดยดูได้ว่าหลายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแดงทั้งแผ่นดิน หรือการเลียนแบบยุทธวิธีคอมมิวนิสต์ แต่ทั้งหมดนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำต่อเนื่องมานานแล้ว เพื่อต้องการพลิกฟ้าทั้งแผ่นดิน โดยหลอกใช้คนเสื้อแดง หรือแม้แต่ พล.อ.พัลลภ หรือ เสธ.แดง ให้เชื่อว่าเกมนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะชนะ ซึ่งคนพวกนี้ก็เชื่อในคำโกหกของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องจริง 
 
 นายประพันธ์กล่าวว่า การปฏิวัติจะเกิดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งหากจำเป็นจริงๆ ทหารก็ต้องเข้ามามีบทบาท เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงชอบกระทำอะไรที่ล้ำเส้นและสร้างความปั่นป่วนให้แก่ประเทศ เพื่อช่วยเหลือคนๆเดียวให้พ้นผิด ซึ่งการสร้างสถานการณ์ดังกล่าว แม้ว่าทหารจะไม่ต้องการปฏิวัติ แต่ถ้าหากจำเป็นก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 
 
 น.ส.กมลพร กล่าวว่า วันนี้ เสธ.แดง ออกมาประกาศชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์เกมรบพร้อมแล้ว โดยประกอบด้วยกำลัง 3 ฝ่าย คือ ทางฝั่งพรรคเพื่อไทย การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ผสมโรงกับกองกำลังติดอาวุธที่จัดตั้งขึ้น ทั้งนี้ เสธ.แดง ระบุว่า กำลังเหล่านี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่มี เพราะมัวแต่มีทหารพวกที่ดีแต่โบกธงชาติเป็นอย่างเดียวเท่านั้น แต่รบไม่เป็น 
 
 นายเทิดภูมิกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังเดินเกมสงครามจรยุทธ หรือการรบไม่จำกัดรูปแบบ โดยมุ่งแต่จะใช้ความรุนแรงให้เกิดการปะทะ จะได้ให้กลุ่มคนเสื้อแดงเข้าไปห่ำหั่น จนเกิดการนองเลือด นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ 

 

“ไข่แม้ว” ชังปฏิวัติ!! ขู่หากเกิดเลือดนองแผ่นดินแน่

January 29, 2010

 

 

ไข่แม้ว กลัวหลุดกระแส รีบเสนอหน้าขอออกความเห็น ปฏิวัติเกิดยาก เพราะชาติมหาอำนาจไม่สนับสนุน และส่งผลเสียให้แก่ประเทศ พร้อมขู่หากปฏิวัติเกิดคนเสื้อแดงรุมต้านแน่ อาจถึงขั้นเลือดนองแผ่นดินครั้งนี้ 
 
 
 
 วันนี้ (29 ม.ค.) แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงกระแสการปฏิวัติยึดอำนาจเกิดขึ้นตลอดในช่วงนี้ว่า จากกระแสดังกล่าวทำให้ถูกจับตามองจากทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของประเทศมหาอำนาจในส่วนของเอกอัครราชทูตประเทศสำคัญจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ นิวซีแลนด์ เป็นต้น เข้าพบหารือกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ผ่านมา ต่างสะท้อนในมุมมองเป็นห่วงสถานการณ์การเมืองและรับทราบปัญหาภายในประเทศไทยตลอด เบื้องต้นประเทศเหล่านี้ต่างมีจุดยืนชัดเจนต่อต้าน และไม่สนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติและรัฐประหารอย่างชัดเจน ดังนั้น การเข้าพบพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน ต้องการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มที่คิดจะกระทำการปฏิวัติได้รับทราบ พร้อมมีมาตรการต่อต้านอย่างชัดเจนและรุนแรงต่อรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ ฉะนั้น เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นย่อมจะส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมากมาย 
 
 เพราะฉะนั้นช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้ง พล.อ.ชวลิต กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ค่อนข้างมีความมั่นใจเมื่อเอกอัครราชทูตหลายประเทศเข้าพบหารือ ทำให้เชื่อมั่นว่าโอกาสเกิดการปฏิวัติยึดอำนาจจะไม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะสังคมโลกทุกวันนี้ประเทศไทยก็ถูกกระแสโลกภายนอกกดดันอยู่ อีกทั้งยังมีกระแสประชาชนต่อต้านการปฎิวัติมีอย่างต่อเนื่องขยายไปทั่วประเทศไม่ว่ากลุ่มเสื้อแดง รวมถึงกลุ่มพันธมิตรฯ หรือกลุ่มเสื้อแดง ดังนั้น หากมีใครกล้ากระทำการปฎิวัติขึ้น เชื่อว่าจะเกิดการกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนทั่วทุกภาคอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น ซึ่งหากจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ มีโอกาสถึงขั้นนองเลือดจากปะทะกันของกลุ่มต่อต้านอย่างหนีไม่พ้นแน่นอน 

 

พัลลภ ป้อง น้องแดง อัดทหารดับเบิลสแตนดาร์ดสร้างความแตกแยกกองทัพ

January 29, 2010

 

 

พัลลภ เทียบชั้นทรราช นช.แม้ว สติแตกออกโรงจวกทหารดับเบิลสแตนดาร์ด เข้าข้างพันธมิตรฯ หยามเสด็จพ่อ ร.5 พร้อมป้อง เสธ.แดง แค่ด่า ผบ.ทบ.กลับถูกกองทัพเล่น อัด ทหารตบเท้าภักดี อนุพงษ์ พวกสอพลอ อยากสร้างความแตกแยกกองทัพ 
 
 วันนี้ (29 ม.ค.) พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ผู้บังคับหน่วยคุมกำลังในส่วนของกองทัพบกออกมาตอบโต้การกระทำของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ดูหมิ่น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกว่า ตนถามว่าหากเคารพหรือไม่ต้องการให้มีการหมิ่นศักดิ์ศรีกองทัพหรือ ผบ.ทบ. ทำไมไม่ออกมากันตั้งแต่ยุค พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ที่ปรึกษากองทัพไทย ออกมาว่า ผบ.ทบ. หรือที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาด่า ผบ.ทบ.ไม่รู้กี่ครั้งในตอนนั้น การที่ให้พลเรือนมาด่าทหารนี่มันหนักกว่าพี่น้องด่ากันเอง หรือกระทั่งนำผ้าอนามัยไปวางที่พระบรมรูป ร.5 ซึ่งเป็นเหมือนพระราชบิดาของเรา ที่เรา จปร.ให้ความเคารพและกราบไหว้ทุกคน ทำไม่ไม่ออกมากันบ้าง การกระทำอย่างนี้เรียกว่ายิ่งกว่าหมื่นศักดิ์ศรีของ ผบ.ทบ.เสียอีก เพราะเป็นสิ่งที่เราเคารพเหนือหัว 
 
 การกระทำของนายสนธิที่ทำลายพวกเราทำลายสถาบันทหารจาบจ้วงพระราชบิดา เหมือนกับเอาเท้ามาตบหน้าพวกเรา มาหยามเกียรติยศ เกียรติภูมิของทหารของลูก จปร. ทำไมเขาทำรุนแรงแบบนี้ไม่เห็นจะมีใครออกมาตอบโต้ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของทหารของลูก จปร.กันบ้าง หรือการนำผ้าอนามัยมาวางที่พระรูป ร.5 เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ไม่ได้เป็นการหยามเกียรติ จปร.เท่ากับที่เ สธ.แดงออกมาต่อว่า ผบ.ทบ. ผมเพิ่งรู้ว่าการหยามเกียรติผบ.ทบ.เป็นการกระทำที่หนักกว่าการหยามเกียรติเสด็จพ่อร 5 พวก จปร.ยอมปล่อยให้นายสนธิหยามเกียรติเสด็จพ่อ ร5 ได้อย่างสบาย แต่กลับไม่ยอมให้ เสธ.แดง ออกมาต่อว่าผบ.ทบ. พล.อ.พัลลภ กล่าว 
 
 พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า การกระทำแบบนี้ไม่เข้าใจว่าทำเพื่ออะไร หรือเพื่อตอบแทนบุญคุณ ซึ่งการตอบแทนบุญคุณมาสามารถทำได้หลายอย่าง แต่ไม่ใช่มาตบเท้าตอบแทนบุญคุณ การออกมาแบบนั้นจะเป็นการสร้าง 2 มาตรฐาน และสร้างตวามแตกแยกในกองทัพมากกว่าทหาร 1 กรม มี 5 พันกว่าคน ออกมา 1 พันคนก็แค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แต่การกระทำแบบนี้เหมือนนำกองทัพมาช่วยในเรื่องส่วนตัว ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม 
 
 การที่บอกว่าต้องออกมา เพราะ พล.ต.ขัตติยะ ไม่ควรนำกองทัพไปยุ่งกับการเมือง แล้วการที่ไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหารจะอธิบายได้อย่างไรว่า ทหารไม่ยุ่งการเมืองหรือตอนนี้ไม่แค่ยุ่งแต่โอบอุ้มด้วย หรือหากทหารไม่ควรจะทำตัวไร้วินัยออกมาต่อว่าผู้บังคับบัญชา แล้วการที่ ผบ.เหล่าทัพ รวมตัวไปกดดันผู้บังคับบัญชาอย่างนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หมายความว่าอย่างไร ถ้าผู้นำเหล่าทัพออกมากดดันผู้บังคับบัญชาได้ แต่ เสธ.แดง ทำไม่ได้งั้นหรือ พล.อ.พัลลภ กล่าว 
 
 พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า หากอยากจะแก้ไขจริง พวกน้องในฐานะรุ่นน้องก็ควรจะเชิญเสธ.แดงในฐานะรุ่นพี่ไปพูดคุยกัน จะเหมาะสมมากกว่าออกมาตบเท้าแบบนี้ เราเป็นพี่น้องโรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียน จปร.เหมือนกัน น้องเห็นว่าพี่ทำอะไรไม่เหมาะสม ก็เรียกมาคุยกันได้แบบพี่ๆน้องๆ การทำแบบนี้ประขาชนก็จะตกอกตกใจว่าทหารมาฮึ่มใส่กัน จะเกิดความแตกแยกกันไปใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องที่ออกมากันแบบนี้ ตอนนี้ประชาชนไม่โง่แล้ว เขาดูออกว่าอะไรคืออะไร ตอนนี้บ้านเมืองวุ่นวายมาทำแบบนี้จะยิ่งแย่ไปใหญ่ ฝากถามน้องด้วยว่าทำไมมาเก่งกับพวกเดียวกัน ไม่ไปเก่งกับคนอื่นบ้าง อย่างนายสนธิทำไม่ไม่เห็นมีใครเก่งไปตบเท้าตอบโต้เขาบ้าง ที่เขามาดูหมิ่นเกียรติภูมิของ ลูก จปร.อยากให้น้องคิดดูให้ดีกับการที่จะทำอะไรออกมาแบบนี้ 

 

โนเกียฟุ้ง ยังครองเบอร์หนึ่ง

January 29, 2010

มร. ออลลิ-เพกกา คัลลัสวูโอ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โนเกีย

 โนเกียแถลงผลประกอบการไตรมาส 4 ประจำปี 2552 ยอดขายสุทธิ 12 พันล้านยูโร หรือราว 556 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับไตรมาส3 ปี 2552 โนเกียมี ส่วนแบ่งตลาดรวม 39% เพิ่มขึ้นจาก 37% ในไตรมาส 4 ปี 2551 และ 38% ในไตรมาส 3 ปี 2552 
 
 มร. ออลลิ-เพกกา คัลลัสวูโอ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โนเกีย กล่าวว่า โนเกียมีส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นในกลุ่มสมาร์ทโฟนในไตรมาส 4 ปี 2552 ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือหน้าจอสัมผัสและคีย์บอร์ด QWERTY รุ่นต่างๆ ผลประกอบการในกลุ่มสมาร์ทโฟนบวกกับความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในกลุ่มตลาดเติบโตใหม่ ทำให้โนเกียมียอดจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสารและบริการที่เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบทั้งรายไตรมาสและรายปี ความสำเร็จอันแข็งแกร่งของโนเกีย ในไตรมาส 4 ปี 2552 ยังมีผลมาจากการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานระดับโลกอันยอดเยี่ยมและการบริหารงานขายชั้นเลิศ 
 
 มร. ออลลิ-เพกกา กล่าวต่อว่า โนเกียยังคงมุ่งเน้นเรื่องการดำเนินงานเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างประสบการณ์การใช้งานให้กับผู้บริโภค โดยล่าสุดเราได้เดินหน้ารุกตลาดการใช้งานระบบนำทางด้วยการให้ใช้ฟรีระบบนำทางทั้งการเดินเท้า และขับรถให้กับผู้ใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ที่โนเกียได้มอบประโยชน์อย่างแท้จริงให้กับผู้บริโภค 
 
 ในไตรมาสที่ 4 ปี 2552 โนเกียมียอดจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ทั้งหมด 126.9 ล้านเครื่องเพิ่มขึ้นมากถึง 12% จากไตรมาส 4 ปี 2551 และเพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาส 3 ปี 2552 โนเกียมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มอุปกรณ์สื่อสารคอนเวอร์เจนซ์สูงถึง 40%, เพิ่มขึ้นจากราว 35% ในไตรมาส 3 ปี 2552 
  
 สำหรับผลประกอบการรวมทั้งปี 2552 โนเกียมีส่วนแบ่งตลาดราว 38% ในปี 2552 ตลาดรวมมียอดจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่สูงถึง 1.14 พันล้านเครื่อง โดยโนเกียมียอดจำหน่ายในกลุ่มอุปกรณ์สื่อสารและบริการรวม 432 พันล้านเครื่อง เฉพาะกลุ่มอุปกรณ์สื่อสารคอนเวอร์เจนซ์ของโนเกีย มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นถึง 67.8 ล้านเครื่องเมื่อเทียบกับจำนวน 60.6 ล้านเครื่องในปี 2551 
 
 โนเกียคาดการณ์ว่ายอดจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ของตลาดรวมจะมีอัตราสูงขึ้น10% ในปี 2553 และโนเกียตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งมูลค่าการตลาดเล็กน้อยในปี 2553 
 
 Company Related Links : 
  Nokia  
 

“เอิร์น-ณัชชา เตชะหรูวิจิตร” ทุกปัญหาเธอมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง

January 29, 2010

“งานสำคัญ ครอบครัวสำคัญกว่า”

 “เก็บรักเก็บเอาไว้ ไม่เป็นไรเธอไม่รัก ฮือฮือ ไม่เป็นไร ฉันให้เธอ…*เพราะนี่เป็นทุกอย่าง จากหัวใจ ให้เธอ ฉันคงทำได้แค่เพียง ยังรักเธอ ก็เท่านั้น ไม่ใช่คนพิเศษ ของเธอ ฉันเข้าใจ ขอแค่เพียงได้รักเธอ ก็คงเพียงพอ…” 
 
 เป็นบทเพลงช้าๆ ซึ้งๆ ที่เชื่อว่า คงโดนใจใครหลายคนมาก่อนแล้วกับเพลง “เก็บเอาไว้” เพราะถูกขับร้องโดยนักร้องสาวเสียงหวานแก้มบุ๋มอย่าง “เอิร์น-ณัชชา เตชะหรูวิจิตร” หรือที่คุ้นชินในชื่อ “เอิร์น-จิรวรรณ” นักร้องสังกัดค่ายอาร์เอส ที่ห่างหายไปจากวงการเสียนาน เนื่องจากเธอต้องเรียนต่อปริญญาโท MIM ซึ่งตอนนี้ได้ทำหน้าที่ทายาทรุ่น 2 บริหารโรงแรมเอเชีย ร่วมกับครอบครัวในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ 
 
 เพื่อส่งท้ายเดือนแห่งความสุข (มกราคม) ต้อนรับเดือนแห่งความรัก (กุมภาพันธ์) ที่จะถึงนี้ ทีมงาน Life and Family ขอลัดคิวงาน นัดพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับสาวน้อยคนนี้กันสักหน่อย เพื่อเก็บเรื่องราวแห่งความรัก ความอบอุ่นในครอบครัวของเธอ มานำเสนอให้คนไทยทั้งประเทศได้หายคิดถึงกัน 
 
 
 *** วัยใสในวันวานของ “ด.ญ.เอิร์น” 
 
 กับบทบาทนักร้อง/นักแสดงสมัยยังอยู่ในวงการ เชื่อว่าหลายคนคงคิดว่า ความกล้า และความมั่นใจของเธอมีติดตัวมาตั้งแต่เด็ก แต่หากเล่าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ สมัยที่เธอยังเป็นเด็กหญิง “เอิร์น” เป็นเด็กสาวขี้อาย และขี้กลัวมาก ถึงกับขั้นหยิกตัวเอง เพื่อแก้เขินเวลาที่คุณครูชอบให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีอยู่ทุกครั้ง สังเกตได้จากรูปถ่ายตอนแสดง เธอจะไม่ค่อยยิ้มแย้มเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ เท่าใดนัก 
 
 “ด.ญ.เอิร์น” เป็นอาหมวยเล็กของบ้าน มีโรงแรมเอเชียเป็นธุรกิจครอบครัว เธอมีพี่ชาย ซึ่งห่างจากเธอ 2 ปี พี่ชายคนนี้ เธอเล่าว่า ทั้งเป็นห่วง และรักน้องมาก เธอกับพี่ชายจึงสนิทสนม และคุยกันได้ทุกเรื่อง เวลานอนก็นอนด้วยกัน ซึ่งทั้งคู่จะไม่มีเหตุการณ์แย่งของเล่น หรือทะเลาะกัน มีแต่จะแบ่งปัน และช่วยเหลือกัน 
 
 ส่วนตัวเธอเองก็เป็นเด็กดี และน้องที่น่ารักของพี่ชายมาตลอด ซึ่งการที่เธอเป็นเด็กเรียบร้อย เธอเล่าว่า ได้ต้นแบบมาจากแม่ที่จะเป็นแม่ศรีเรือน เป็นทั้งงานครัว และงานปักเย็บ นอกจากนี้ คุณแม่จะเป็นคนรักสวยรักงาม และชอบแต่งตัว ทำให้เธอได้ซึมซับนิสัยในส่วนนี้ของคุณแม่มาด้วย 
 
 ส่วนคุณพ่อ จะเป็นตัวแบบในเรื่องระเบียบการทำงาน ทุ่มเท และตรงต่อเวลา ซึ่งจะมีความรับผิดชอบสูงมาก พอถึงเวลาที่ต้องมาทำงานจริง ทำให้เธอได้นำแบบแผนจากคุณพ่อมาเป็นแนวทางปฏิบัติได้เป็นอย่างดี 
 
 ”อยู่ที่บ้าน เอิร์นจะสนิท และคุยกันได้ทั้งพ่อกับแม่ แต่คุณแม่จะเป็นแม่บ้านอยู่บ้าน ทำให้ใกล้ชิด และสนิทสนมกับคุณแม่มากกว่า เพราะไปไหนก็ไปด้วยกัน จึงกลายเป็นเงาตามตัวไม่ห่างกันเลยก็ว่าได้ ขณะที่คุณพ่อเอง เป็นบุคคลที่เราเกรงกลัวมากที่สุด เพราะท่านจะเป็นคนที่ระเบียบ มีเหตุผล ตรงไปตรงมา และมีแบบแผน แต่ลึกๆ แล้วคุณพ่อเป็นคนตลกนะ นานๆ ทีจะดุ แต่พอวันไหนที่ถูกดุ ก็เรียกเสียงสะอื้น และน้ำตาไม่น้อย” สาวแก้มบุ๋มเล่าถึงความผูกพันพ่อแม่ลูก 
 

พ่อแม่ลูกหัวใจผูกกัน

 ***ด่านที่ต้องฝ่าฟันก่อนเข้าวงการ คือ “ครอบครัว” 
 
 ด้วยความที่คุณพ่อ เป็นคนที่เธอกลัวมากที่สุด วันหนึ่งมีแมวมองจากอาร์เอสมาทาบทามให้ไปแคสติ้ง ซึ่งตอนนั้นเธออายุได้ 14 ปี จึงคุยปรึกษากับคุณแม่ ซึ่งท่านไม่มีปัญหาอะไร แต่ด่านสำคัญอยู่ที่การตัดสินใจของคุณพ่อ เพราะท่านจะให้ความสำคัญกับการเรียนมากเป็นอันดับหนึ่ง อย่างที่สองคือ ความขี้อาย และไม่กล้าแสดงออกของเธอ ทำให้ ณ ตอนนั้น คุณพ่อไม่มีความเชื่อมั่นเท่าที่ควร จึงได้รวบรวมความกล้า และตัดสินใจบอกกับพ่อในที่สุด 
 
 ”ตอนที่บอก คุณพ่อไม่ค่อยเห็นด้วย ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งท่านก็พยายามเลี่ยงไม่ให้เราทำ เช่น ทำแล้วจะเรียนไหวหรอ เนื่องจากช่วงนั้นมีข่าวที่รุ่นๆ เดียวกับเอิร์น ส่วนใหญ่จะหยุดเรียนบ้าง ขาดเรียนบ้าง จนมีปัญหาเรื่องการเรียน ทำให้คุณพ่อกังวล และไม่อยากให้เราไปเป็นนักร้อง จนสุดท้าย คุณพ่อก็บอกกับเราว่า ถ้าลูกมั่นใจที่จะทำโดยยังคงรักษาระดับการเรียนให้ดีได้ พ่อจะให้ทำ แต่ถ้าเข้าไปทำแล้ว การเรียนตก พ่อจะไม่ให้ทำต่อไป” 
  
 ส่วนในเรื่องความขี้อาย และไม่กล้าแสดงออกนั้น เรื่องนี้คุณพ่อค่อนข้างเป็นห่วงเธอมากเช่นกัน เพราะขนาดแสดงบนเวทีที่โรงเรียน ยังไม่ค่อยกล้าเลย นับประสาอะไรกับการไปร้องเพลงบนเวทีให้คนส่วนใหญ่ฟัง กับเรื่องนี้ เธอบอกว่า ต้องฝ่าด่านอีกขั้นของคุณพ่อไปให้ได้ ซึ่งกว่าจะผ่านไปได้ เล่นเอาเหงื่อตกเหมือนกัน 
 
 ”คุณพ่อบอกว่า ถ้าตัดสินใจว่าจะทำจริงๆ ต้องมาทดสอบให้พ่อดูก่อน ซึ่งตอนแรกก็นึกว่า เราต้องร้องให้พ่อฟังเฉยๆ แต่ที่ไหนได้ คุณพ่อให้มาร้องเพลงกับวงดนตรีในห้องอาหารของโรงแรม พร้อมกับชวนเพื่อนๆ ของท่านมานั่งฟังเราร้องด้วย ซึ่งต้อนนั้น เราก็ ว๊าย ให้ร้องแบบนี้จริงๆ หรอ เพราะสมัยก่อนยังไม่ค่อยมีจอคาราโอเกาะให้ร้องเหมือนสมัยนี้ ทำให้ต้องไปตกลงกับวงดนตรีที่จะเล่น เพื่อให้รับ และเข้ากับเราได้ดี 
 

ด.ญ.เอิร์น อาหมวยเล็กของบ้าน “เตชะหรูวิจิตร”

 สุดท้าย ก็ขึ้นไปร้อง และพิสูจน์ให้คุณพ่อเห็นว่า เราร้องได้ และไม่อายที่จะร้องด้วย ท่านจึงอนุญาตให้ลองไปดู แต่ที่ไป ไม่ใช่ไปเทสต์เพื่อเป็นนักร้องเลยนะ แต่ไปเทสต์เป็นนางเอกมิวสิควีดีโอก่อน จากนั้นได้ถูกชักชวนให้ไปร้องเพลง และเล่นละครอีกทีหนึ่ง” นักร้องแก้มบุ๋มเล่า 
 
 *** เส้นทางบันเทิง สอนเธอให้เข้าใจคน 
 
 
 หลังจากเข้าวงการได้สักระยะ เธอก็ได้ห่างหายจากวงการไป กับเรื่องนี้ เธออธิบายว่า เธอต้องเรียนหนัก และทำหน้าที่ช่วยงานในโรงแรมของเธอไปพร้อมๆ กันด้วย แต่สิ่งที่เธอได้รับ และเรียนรู้จากวงการบันเทิงตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี เธอบอกว่า เธอรู้จักกับความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และที่ขาดไม่ได้เลย คือแฟนเพลงที่น่ารัก และแสนดี ที่คอยเป็นกำลังใจ และอยู่เคียงข้างเธอมาตลอดเมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ซึ่งสัมผัสได้ถึงความห่วง และใส่ใจ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่บุคคลในครอบครัวเดียวกัน แต่กลับให้ใจเรามากขนาดนี้ ตรงนี้จึงเป็นความรู้สึกดีที่ไม่รู้ลืม ถึงแม้จะห่างหายจากวงการไปนานแล้วก็ตาม 
 
 ”วงการบันเทิง สอนให้เอิร์นมีประการณ์ในด้านของคน รู้จัก และรู้ทันคน เพราะต้องเจอกับคนหลายประเภท ซึ่งบางคนก็น่ารัก บางคนก็ทำเราอึ้งไปเหมือนกัน หรือบางที คนที่เราจริงใจ หรือเปิดเผยทุกอย่างได้หมด ก็ไม่ใช่คนที่เราไว้ใจได้เสมอไป การเจอคนเยอะๆ ทำให้เอิร์นกลายเป็นคนระแวดระวังคนมากขึ้น ไม่ทำตัวเป็นเด็กไร้เดียงสา เรื่องแบบนี้ถ้าเป็นเด็กทั่วไป ก็คงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับความเป็นจริง และการเผชิญหน้าแบบนี้” สาวเอิร์นสะท้อนถึงสิ่งที่ได้รับจากวงการบันเทิง 
 
 นอกจากนี้ การที่เป็นคนของประชาชน แน่นอนว่า ย่อมต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษ ทำให้บางครั้งมีข่าวที่ไม่เป็นความจริง และสร้างสรรค์ออกมาให้เห็นอยู่บ้าง แต่จุดนี้ ถึงแม้ว่าช่วงแรก จะกังวล และน้อยใจก็ตาม แต่เธอก็สบายใจทุกครั้ง ที่มีครอบครัวคอยเป็นกำลังใจอยู่เคียงข้างเสมอ ซึ่งพ่อแม่มักบอกกับเธอเสมอว่า “เราจะไปแคร์คนทั้งโลก มันก็ไม่ถูก แต่ควรมองเฉพาะคนที่เรารู้จัก ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเรา และมองว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่เราเป็น แค่นี้ก็พอแล้ว” นี่คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่คอยพูดให้กำลังทุกครั้งที่มีข่าว หรือมีคนโพสต์ข้อความในเว็บที่ไม่สร้างสรรค์เกี่ยวกับตัวเธอ 
 
 *** งานสำคัญก็จริง แต่ครอบครัวสำคัญกว่า 
 
 กว่า 4 ปีแล้ว ที่เธอได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารโรงแรมร่วมกับคุณพ่อ ทำให้ตารางงานลัดตัวค่อนข้างมาก แต่สาวเอิร์นก็ให้ความสำคัญกับครอบครัวไม่แปรเปลี่ยน โดยช่วงเวลาหลังเลิกงาน เธอจะต้องกินข้าวเย็นด้วยกันกับครอบครัวทุกวัน อีกทั้ง 1 อาทิตย์ จะมีโปรแกรมไปกินข้าวนอกบ้านด้วยกัน ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้ไปไหนกับเพื่อน จนบางครั้งเพื่อนน้อยใจ แต่ก็เข้าใจ เพราะต้องทำงาน และการที่เธอทำงานมาทั้งวัน จึงอยากใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุด 
 
 ”ทุกวันนี้ห่วงท่านทั้งสองมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ เพราะท่านมีอายุมากขึ้นทุกวัน ดังนั้น ทุกครั้งที่เราว่าง จึงอยากจะใช้เวลาอยู่กับท่านให้มากที่สุด เพราะเราสบายใจที่ได้อยู่กับท่าน ที่สำคัญ เอิร์นจะช่างสังเกตอยู่ตลอด เช่น เวลาพ่อ หรือแม่เป็นอะไรนิดหน่อย เราก็จะบอก” 
 

“เอิร์น-ณัชชา เตชะหรูวิจิตร”

 ”ตั้งแต่เกิดมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกช่วงเวลาเรามีคุณพ่อคุณแม่เป็นแรงผลักดันตั้งแต่เด็กเลย เอิร์นเป็นครอบครัวที่เพื่อนๆ ลงมติว่า เป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่มากที่สุด เพราะว่า ตั้งแต่เด็ก ท่านจะไปรับส่งที่โรงเรียนเป็นประจำ และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นส่วนใหญ่มาตลอด 
 
 ขณะเดียวกัน ทุกครั้งที่เรามีปัญหา เราเครียด เราท้อ เราเสียใจทุกอย่าง อยู่กับเพื่อนก็ช่วยเราได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่พออยู่กับพ่อแม่ เราสบายใจขึ้นมาก เหมือนโลกนี้ไม่ต้องกลัวปัญหาอะไร ซึ่งบางเรื่องกลัวมากๆ แต่ท่านทั้งสองก็ยังอยู่ข้างๆ เราตลอด ดังนั้นจึงตั้งใจไว้เลยว่า ถ้าใครที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา เขาคนนั้นต้องเข้ากับพ่อแม่ และน้องหมาของเราให้ได้ก่อน” 
 
 และเมื่อเธอเปิดประเด็นเรื่องความรัก ทีมงานก็ไม่พลาดที่จะถามต่อ ซึ่งสาวเอิร์นอัพเดทให้ทีมงานฟังว่า “หลังจากที่คบกันมา 6 ปี ช่วงนี้ความรักห่างเหินค่ะ ไม่ค่อยได้คุยกัน บอกไม่ถูกอะค่ะ ก็ห่างๆ กันไปนะ ส่วนพี่เขาก็ทำงานหนัก และก็เหนื่อยด้วย ส่วนเราก็ไม่ต่างไปจากเขา บางครั้งคุยกันจึงไม่ค่อยเข้าใจกันเท่าไร จึงห่างๆ กันไปก่อนดีกว่า แต่เราก็ยิ้มสู้เสมอ เพราะเรามีลูก (ลูกสุนัข) อีก 5 ตัวต้องดูแล (หัวเราะ)” 
 
 *** ถึงน้องใหม่ในวงการ อยู่อย่างไรให้เจริญ 
 
 ปัจจุบันในวงการบันเทิงส่วนใหญ่ จะเห็นได้ว่า มีน้องใหม่เกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด ในฐานะรุ่นพี่ สาวเอิร์นได้ฝากถึงน้องใหม่ทุกคนว่า “การทำงานในวงการบันเทิง คือการทำงานอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบ และอยากให้จำไว้เสมอว่า การที่เราเป็นเบื้องหน้า มันไม่ได้หมายความว่า เราจะทำงานอยู่คนเดียวได้ แต่เราต้องแคร์ทีมงานด้วย ซึ่งตอนแรกตัวเอิร์นเองก็รู้สึกเฉยๆ นะในความรู้สึกของเด็ก ณ ตอนนั้น แต่เอิร์นโชคดีที่มีคุณพ่อคุณแม่สอนให้อ่อนน้อมถ่อมตน และมีสัมมาคารวะอยู่ตลอด เจอใครจะไหว้หมด 
 
 ดังนั้น การมีชื่อเสียงได้ ไม่ใช่เพราะเราคนเดียว แต่ยังมีทีมงานเบื้องหลังอีกหลายคน คอยช่วยเหลืออีกแรง ซึ่งบางทีอาจจะเหนื่อย และใช้สมองมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะไม่เช่นนั้น คุณก็จะไม่มีอัลบั้ม หรือละครออกอากาศให้ประชาชนได้ฟัง และชื่นชม ขอให้ระลึกถึงตรงนี้ให้มาก เห็นใจทีมงานเยอะๆ ด้วยการมาทำงานให้ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบ และเอาใจเขามาใส่ใจเรา 
 
 “สำคัญที่สุดเลย วงการบันเทิง เมื่อเข้ามาแล้ว ใช่ว่าจะอยู่กันได้ง่ายๆ ทางที่ดี ต้องมีการปรับตัวเข้ากับคนอื่นให้ได้ด้วย รวมถึงรู้จักมอง และระวังคน โดยเฉพาะเด็ก ซึ่งถ้าไม่มีเกราะป้องกันที่ดีพอ อาจเป็นอันตรายได้ง่าย เนื่องจากคนในวงการมีหลายประเภท บวกกับสมัยนี้ ภาพ หรือคลิปมีการหลุดกันมาก ซึ่งต้องเข้าใจว่า การเป็นคนของประชาชน จะถูกลดความเป็นส่วนตัวลงไปด้วย ในฐานะรุ่นพี่ เอิร์นก็ขอเป็นกำลังใจ และฝากให้น้องๆ รุ่นใหม่ทุกคน ดูแลตัวเองด้วยนะคะ” 
 
 
 ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวชีวิตของนักร้องสาวเสียงหวานแก้มบุ๋ม “เอิร์น-ณัชชา เตชะหรูวิจิตร” ผู้หญิงที่มีครอบครัวดี มีพ่อแม่เป็นแรงผลักให้เธอเชื่อมั่น และกล้าแสดงออก พร้อมกับสอนให้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อน และอยู่เคียงข้างเธอในทุกปัญหา ทำให้เธอมีตัวตนที่อ่อนหวาน ดึงดูดคนที่อยู่ใกล้ด้วยเสน่ห์ ทั้งบุคลิก และปัญญา ที่วันนี้ทีมงาน Life and Family ได้นำเรื่องราวของเธอ มานำเสนอให้หายคิดถึงกัน ซึ่งเชื่อว่า คนไทยทั้งประเทศ จะเก็บเธอไว้ในใจตลอดไป ไม่ลบเลือนหายไปจากความทรงจำตลอดกาล ^_^ 
 

แพนเค้ก เผย จั๊กจั่น ต่อสายตรงเคลียร์ฉก “เวียร์” ลั่นไม่หึงแต่แอบแขวะใครทำอะไรไว้รู้ตัวดี

January 29, 2010

     

 

 

 

แพนเค้ก เผย “จั๊กจั่น” โทรเคลียร์ข้อหาฉก “เวียร์” เชื่อไม่มีอะไรในกอไผ่ และไม่หึงหวงหากทั้งคู่จะไปออกงานคู่กันอีก ส่วนกรณีเขี่ย “พิ้งกี้” ตกขอบคว้าบทนางเอก “ด้วยแรงอธิษฐาน” ไปแสดงแทน เจ้าตัวยันไม่รู้เรื่อง และไม่กดดันที่ต้องเล่นละครรีเมค 
 
 
 อยู่ดีๆ ก็เจอข้อหาเป็นมือที่สาม ร้อนถึงนางเอกสาว “จั๊กจั่น อคัมย์สิริ สุวรรณศุข” ต้องออกมาเคลียร์ตัวเองเป็นการด่วนว่า ไม่มีอะไรในกอไผ่กับพระเอกผิวเข้ม “เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารส” หลังเจอกระแสข่าวเป็นมือฉก แอบกุ๊กกิ๊กนอกจอควงฝ่ายชายไปนั่งทานข้าวที่ขอนแก่น โดยไม่เกรงอกเกรงใจแฟนตัวจริงของพระเอกหนุ่มอย่าง “แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์” เลย คราวนี้ถึงทีสาวแก้มป่องอย่างแพนเค้ก ที่จะมาบอกกล่าวความรู้สึกบ้างว่า รู้สึกหึงหวงกับข่าวที่ออกมาหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่า “จั๊กจั่น” ได้ต่อสายตรงมาเคลียร์เรื่องดังกล่าวด้วยตัวเอง 
 
 พี่จั่นได้คุยกับพี่เวียร์ไหม อันนี้เรายังไม่ได้คุยเรื่องรายละเอียดกันเลย ในส่วนตัวแพนก็ไม่มีอะไรจะพูด พี่จั่นบอกว่าโทรเคลียร์กับแพนแล้ว ใช่ค่ะเราได้คุยกันแล้ว ก็บอกว่ามันไม่มีอะไร แพนไม่ได้เป็นคนดูข่าว และไม่ได้ซีเรียสอะไรกับส่วนนี้เลย ส่วนพี่เวียร์รีบโทรมาเคลียร์กับแพนไหม แพนก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวรู้เรื่องหรือยัง ก็คงคิดเหมือนกันว่าไม่มีอะไรมาก แพนก็ไม่ได้โทรไปเพราะเขาน่าจะรู้แล้ว 
 
 ถามว่าจะทำยังไงในเมื่อมีข่าวแบบนี้บ่อยๆ ก็ให้มันเป็นข่าวต่อไป จริงๆต้องขอบคุณนะคะ ที่ทำให้พี่ๆมีอะไรถามแพนตลอด (หัวเราะ)คือจริงๆแล้วมันไม่มีอะไร ทุกคนก็คงต้องทำงานตัวเองเหมือนเดิม ไม่มีหึงหรอกค่ะ ถามว่าเชื่อใจกันไหม เราเองก็ต้องมีสิ่งที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ใครทำอะไรก็น่าจะรู้อยู่แล้ว 
 
 ถ้ามีงานติดต่อพี่เวียร์แล้วก็พี่จั่นไปออกงานด้วยกัน แพนจะโอเคไหม โอ้ย… โอเคค่ะ ก็ทำงานไม่ได้มีอะไร กลัวไหมคนจะจับตามองว่าไม่ถูกกัน จริงๆแล้วแพนกับพี่จั่นเคยร่วมงานกันมาแล้ว เราก็เคยมาสัมภาษณ์ต่อหน้ากล้องด้วยกัน เพราะฉะนั้นแพนว่าเรื่องแบบนี้มันไม่ต้องเคลียร์อะไร ส่วนจะเป็นการโปรโมตละครของพี่จั่นหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่ทราบค่ะ จริงๆมันไม่ได้เกี่ยวในส่วนของแพน งั้นไม่ขอพูดอะไรดีกว่า 
 
 เผยไม่กดดันได้เล่นละครรีเมค “ด้วยแรงอธิษฐาน” ประกบคู่หวานใจตัวจริง “เวียร์ ศุกลวัฒน์” ปัดไม่รู้เรื่องเขี่ย “พิ้งกี้ สาวิกา ไชยเดช” จนได้รับบทนางเอกเรื่องนี้ไปครอง 
 
 ได้กลับมาเล่นละครคู่กับพี่เวียร์อีกครั้งก็โอเคค่ะ ได้รับบทบาทใหม่ๆ ซึ่งมันทำให้ต่างคนต่างต้องตั้งใจ และมีสมาธิในการทำงานของบทบาทตัวเอง เราไม่ได้ร่วมงานละครกันมา 2 ปีแล้ว ถามว่าต้องปรับกันเยอะไหม ก็แรกๆ อาจจะต้องมาปรับกันหน่อย ซึ่งเราเองก็เตรียมตัวเตรียมใจ ก็พยายามทำการบ้าน มาเรียนรู้กับบทว่ามันเป็นยังไงบ้าง กับบทนี้ไม่กดดันเลยค่ะ ในเวอร์ชั่นเก่าทำไว้ดีมากรู้สึกยังไง จริงๆ แล้วก็ดีใจนะที่ได้มีโอกาสมารีเมคบทประพันธ์ที่ทุกคนชื่นชอบ ซึ่งแพนว่ามันจะทำให้เราเพิ่มความตั้งใจ เพิ่มสมาธิในการทำงานมากขึ้น มันก็สนุกดีค่ะ 
 
 ที่มีข่าวว่าแพนมาเป็นนางเอกแทนพิ้งกี้ อันนี้แพนไม่ทราบเลยค่ะ ถามว่ารู้สึกยังไง คือแพนว่าจริงๆแล้วละครแต่ละเรื่องจะถูกผลิตออกมา มันก็มีหลายปัจจัย เราเป็นนักแสดงก็ต้องรับบทบาท ตามที่ได้รับมอบหมายมาเท่านั้นเอง 
 
  
 
  
 
  
 
 เกาะติดข่าวบันเทิงและร่วมวงเมาท์ดารากับ ซ้อ7 ก่อนใคร ผ่าน SMS โทรศัพท์มือถือทุกเครือข่าย 
 ระบบ dtac – เข้าเมนู write Message พิมพ์ R แล้วส่งไปที่หมายเลข 1951540 
 ระบบ AIS – กด *468200311 แล้วโทร.ออก 
 ระบบ True Move และ Hutch - เข้าเมนู write Message พิมพ์ ENT แล้วส่งไปที่หมายเลข 4682000 
 *ค่าบริการเพียง 29 บาท ต่อเดือน ทดลองใช้ฟรี 15 วัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก 

 

หลุยส์ ไม่สะท้านวิก 3 ดูดพระ-นาง 7 สี เกทับมีดาราช่อง 3 หลายรายเซ็นสัญญาเข้าวิกหมอชิตแล้ว

January 29, 2010

       

 

 

 

 

บิ๊กหลุยส์ ไม่แคร์ พระ-นางเบอร์หนึ่ง 7 สีเตรียมตีปีกย้ายช่อง บอกเป็นเรื่องธรรมดาของวงการ ลั่นละครตนไม่มีผลกระทบ เพราะสามารถปั้นนักแสดงใหม่มาแทนที่ได้ แย้มเกทับมีดาราวิก 3 ย้ายรังมาเซ็นสัญญากับ 7 สีเช่นกัน แต่ขออุบไม่บอกเพราะไม่ใช่หน้าที่ของตน 
 
 ยังคงเป็นประเด็นทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์ ให้พูดถึงได้ไม่เลิก สำหรับกระแสข่าวการย้ายค่ายของพระ-นางเบอร์หนึ่งของช่อง 7 สี นำทีมโดย “ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ”, “อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ”, “พิ้งกี้ สาวิกา ไชยเดช”, “เชียร์ ทิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์”, และ “สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ หรือชื่อเดิม สันติ วีระบุญชัย” ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีการคอนเฟิร์มว่า กระแสข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้เจอ “บิ๊กหลุยส์ สยาม สังวริบุตร” ผู้บริหารบริษัทดาราวิดีโอ จึงได้สอบถามถึงความรู้สึก และผลกระทบที่จะได้รับหากพระ-นางกลุ่มนี้ย้ายไปอยู่ช่อง 3 จริงๆ 
 
 เรื่องนักแสดงย้ายช่องก็เพิ่งทราบจากสื่อเนี่ยแหละ ถามว่ามีผลกระทบไหมในส่วนของดาราวิดีโอ ผมว่าคนจะอยู่เขาก็อยู่ คนจะย้ายก็ย้าย อ่านข่าวดูก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ของเขาย้ายมาทางเราก็มี ของเราย้ายไปทางเขาก็มี นักแสดงก็ต้องเลือกในสิ่งที่ดีที่สุด ก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้โกรธเคืองอะไร เรื่องกระแสข่าวมีการย้ายค่ายมีจริงๆไหม ก็ไม่ได้จริงทุกเรื่อง อย่างน้องพิ้งกี้ว่าจะไปอินเดียไม่ใช่หรอ ไม่เห็นเกี่ยวกับทางช่องเลย น้องแพนเค้ก (เขมนิจ จามิกรณ์) ก็ยังมีสัญญาอยู่ ก็รอดูทีละคนสิ คงไม่ได้ไปทุกคนอย่างที่สื่อว่า 
 
 ก็ให้เวลารอดูว่ามีใครบ้าง แล้วก็ดูว่าทางนั้นมีใครย้ายมาบ้าง มันก็มีเหมือนกัน มันไม่ควรจะมานั่งให้เป็นเรื่องเสียการทำงาน นักข่าวเองก็ยังมีต้องย้ายเลยใช่ไหม (หัวเราะ) ผมรู้นะเดือนนี้มีอยู่ 2 คน ย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ก็เป็นเรื่องธรรมดา เราก็ต้องเลือกที่ๆได้งานที่เหมาะกับเรา แล้วก็ได้ค่าตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ 
 
 บอกหากพระเอก-นางเอกเบอร์หนึ่งจะย้ายสังกัดจริงๆ ก็ไม่ส่งผลกระทบกับละครของตัวเอง เนื่องจากชอบปั้นนักแสดงหน้าใหม่มาประดับวงการประจำอยู่แล้ว 
 
 จะมีผลกระทบกับงานไหม เพราะคนที่จะย้ายเป็นตัวนางเอกพระเอกเบอร์หนึ่งทั้งนั้น คือยังไม่มีใครไป ทุกคนยังมีสัญญาอยู่นะ ส่วนในแง่ของละครจะกระทบไหม ไม่เป็นไรครับ ตัวผมเองคือทำงานมา 20 กว่าปี ก็ร่วมงานกับนักแสดงใหม่มาตลอด ทุกคนก็ผ่านมือเรามาตลอด คือถ้าโลกนี้ติดอยู่กับคนเก่า แล้วคนเก่าย้ายไปหรือตายไป โลกนี้มันคงไม่มีความเจริญ เพราะคนรุ่นใหม่ย่อมดีกว่าคนรุ่นเก่าเสมอ การปั้นนักแสดงหน้าใหม่ก็ไม่ใช่ปัญหา โอ๊ย… สบายมากๆ และคนที่อยากจะเล่นก็มีเยอะ เดี๋ยวเราทำใหม่อีกทีก็ทำได้ ไม่ใช่ไม่เคยทำ แต่ทำมาเยอะแล้ว 
 
 บิ๊กหลุยส์ เผยมีดาราช่อง3 ย้ายรังมาซบอกช่อง7 ก็เยอะ แต่ขออุบไม่เปิดเผย เพราะไม่ใช่หน้าที่ของตน ให้แฟนๆลุ้นกันเอาเองตอนละครออนแอร์ 
 
  มีบางคนที่มาเซ็นสัญญาแล้ว เป็นนักแสดงช่อง 3 ที่มาเซ็นสัญญากับช่อง 7 บอกได้ไหมเป็นใครบ้าง เดี๋ยวออกทีวีก็รู้กันเอง ความจริงผมไม่ควรจะตอบ เพราะไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องตอบ เป็นหน้าที่ช่องที่จะตอบ แต่เราตอบได้ว่าในแง่ของค่ายละครไม่เดือดร้อน ในส่วนนักแสดงช่อง 3 ที่ย้ายมา มีแสดงละครกับทางค่ายเราหรือยัง อืม..กำลังจะมีครับ เขาเดินเข้ามาหาเราเอง” 
 
 ”คนอย่างผมไม่ได้มีพาวเวอร์ ไม่ได้มีเงินทองอะไร เราจนกว่าช่องนะครับ คือคนเดินเข้ามาหาเราเอง เราไม่ได้ไปตามหาเลยนะ ถ้าเขาไม่มีงานเราก็ช่วย บทที่จะให้นักแสดงที่เพิ่งย้ายมาเล่น ก็จะให้เป็นตัวที่มีบทบาท ต้องให้เกียรติเขา ที่เราทำแบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะลืม หรือละเลยนักแสดงของช่อง7ไปนะ จริงๆทุกคนมีงานกันล้นมือ พระเอก นางเอก ผู้ร้าย ถ่ายกัน 7 วันไม่มีใครได้หยุดกัน ละครงานเยอะมาก 
 
  
 
  
 
  
 
 เกาะติดข่าวบันเทิงและร่วมวงเมาท์ดารากับ ซ้อ7 ก่อนใคร ผ่าน SMS โทรศัพท์มือถือทุกเครือข่าย 
 ระบบ dtac – เข้าเมนู write Message พิมพ์ R แล้วส่งไปที่หมายเลข 1951540 
 ระบบ AIS – กด *468200311 แล้วโทร.ออก 
 ระบบ True Move และ Hutch - เข้าเมนู write Message พิมพ์ ENT แล้วส่งไปที่หมายเลข 4682000 
 *ค่าบริการเพียง 29 บาท ต่อเดือน ทดลองใช้ฟรี 15 วัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก 

 

เอมี่ เมินหมอดูทัก 2 ปีไม่แต่ง “ซี” จะกินแห้ว ตอกย้ำความหวานให้แหวน-สร้อยเบิร์ธเดย์แฟนหนุ่ม

January 29, 2010

     

 

 

 

เอมี่ หักปากกาหมอดูทักไม่แต่งงานภายใน 2 ปีจะแห้ว บอกขอดูความพร้อมเป็นหลัก และครอบครัวก็ไม่เร่งรัด แย้มให้สร้อยกับแหวนเป็นของขวัญวันเกิด “ซี” ด้านงานละครรับกดดันที่ต้องเล่นร้ายครั้งแรกใน “ด้วยแรงอธิษฐาน” หวั่นคนดูไม่อิน 
 
 เป็นคู่รักพระนางสุดหวานในวงการบันเทิงอีกคู่ ที่ใครหลายคนเห็นแล้วต้องอิจฉา สำหรับนางเอกสาว เอมี่ กลิ่นประทุม กับพระเอกหนุ่ม ซี ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์ ที่คบหาดูใจกันมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววจะลั่นระฆังวิวาห์กันสักที กระทั่งมีหมอดูออกมาทำนายทายทักว่า หากนางเอกสาวไม่แต่งงานภายใน 2 ปีนี้ ก็จะอดแต่งไม่ได้เข้าห้องหออีกเลย ซึ่งเจ้าตัวเผยว่าปกติเป็นคนเชื่อเรื่องดวงบ้าง แต่เรื่องแต่งงานขอเอาความพร้อมของตนและแฟนหนุ่มเป็นหลัก 
 
 จริงๆก็ยังไม่มั่นใจมาก แต่ที่คุยๆกันไว้น่าจะ อีก 2 ปีก็มาดูกันอีกทีละกัน มีหมอดูบางสำนักออกมาบอกว่า ถ้าไม่แต่งภายในปี 2 ปีนี้ จะไม่ได้แต่งนะรู้สึกไงบ้าง อืม… ไม่คิดมาก ทั้งมี่ทั้งซีค่อนข้างที่จะ ถ้ารู้สึกว่าเราพร้อมแล้ว เรามั่นใจแล้วก็ok ถ้ามาทักบอกต้องแต่งปีนี้ แต่เราไม่พร้อมก็คงไม่แต่ง เราก็จะดูฤกษ์ของเรา ความพร้อมของเรา จะดูว่าฤกษ์ช่วงไหนดีที่สุด จะไม่มานั่งซีเรียสว่าปีนี้ไม่ได้แต่งแล้วนะ ถามว่าเชื่อเรื่องดวงไหม ก็เชื่อบ้างอะไรที่เราทำแล้วไม่ลำบาก สบายใจอะไรก็ทำ ผู้ใหญ่เองก็ไม่ได้เร่งรัดอะไร ซีก็มีพี่ชาย ก็ให้แต่งก่อนแล้วกัน เขาก็รู้ว่าเรายังทำงานกันอยู่ ยังไม่พร้อมที่จะสร้างครอบครัว 
 
 เผยเพิ่งซื้อแหวนและสร้อย ให้เป็นของขวัญวันเกิดแฟนหนุ่ม เพราะเห็นฝ่ายชายบ่นอยากได้สร้อยเส้นใหม่ 
 
 ของขวัญวันเกิดซี มี่ก็ให้เป็นแหวนกับสร้อยไปค่ะ ที่ให้แหวนเพราะไม่รู้จะให้อะไร ก็เขาบ่นอยากได้สร้อยใหม่ แล้วพอดีมันเข้าเซ็ตกันก็เลยซื้อให้ แต่ไม่ได้มีสลักชื่ออะไรลงไป เป็นแหวนมียี่ห้อธรรมดา ถามว่าต้องให้ใส่ตลอดเวลาไหม ไม่หรอกเขามีหลายอัน (ยิ้ม)ใส่สลับๆกัน สร้อยแหวนชุดนี้เป็นของโครงการยูนิเซฟ ช่วยเด็กๆด้วย คือได้ของขวัญด้วยได้ทำบุญด้วย 
 
 รับรู้สึกกดดัน ที่ได้เล่นบทร้ายครั้งแรกในละคร ด้วยแรงอธิษฐาน หวั่นคนดูไม่อินไปตามบท 
 
 ก็อยากเล่นมานานแล้ว เราก็เลือกๆ บทอยู่ ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองด้วยว่าจะเล่นได้ไหม แต่พอมาเรื่องนี้ อ่านบทแล้วก็เคยดูเวอร์ชั่นเก่ามาแล้ว รู้สึกว่าอยากลองเล่นดู ยอมรับว่ากดดันมาก เขาจะเอามาทำเขียนใหม่ ก็จะมีความหลากหลายเข้ามา ต้องเล่นร้ายด้วย เด็กด้วย แก่ด้วย แบบคนโรคจิต กลัวคนดูจะไม่อินไหม ก็กลัวค่ะ ที่แรกก็คิดอยู่ว่าจะรับเล่นดีไหม 
 
  
 
  
 
  
 
 เกาะติดข่าวบันเทิงและร่วมวงเมาท์ดารากับ ซ้อ7 ก่อนใคร ผ่าน SMS โทรศัพท์มือถือทุกเครือข่าย 
 ระบบ dtac – เข้าเมนู write Message พิมพ์ R แล้วส่งไปที่หมายเลข 1951540 
 ระบบ AIS – กด *468200311 แล้วโทร.ออก 
 ระบบ True Move และ Hutch - เข้าเมนู write Message พิมพ์ ENT แล้วส่งไปที่หมายเลข 4682000 
 *ค่าบริการเพียง 29 บาท ต่อเดือน ทดลองใช้ฟรี 15 วัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก 

 

Next Page »