หลากสไตล์ 2 ล้อที่ต้องไปชม (1)

January 28, 2010

 เทศกาลของคนรักมอเตอร์ไซค์เปิดให้ชม สัมผัส พร้อมจับจองเป็นเจ้าของได้แล้วที่ งาน แบงค์ค็อก มอเตอร์ไบค์ เฟสติวัล 2010 ครั้งที่ 2 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด โดยสองพี่น้องผู้จัดงาน ณัฐพลและณัฐบูร ไตรณัฐี ได้เนรมิตให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ดกลายเป็นสถานที่รวบรวมชีวิตชองชาวไบค์เกอร์ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายยี่ห้อมายืนอวดหุ่นกันเต็มไปหมด โดยเฉพาะค่ายดังจากต่างประเทศและในไทย มากันครบถ้วน อาทิ Harley Davison, Triumph ,Ducati ,BMW, Spyder , Sachs, Honda และ Yamaha ยังมีอุปกรณ์ตกแต่ง,เครื่องป้องกัน ,อะไหล่ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับรถมอเตอร์ไซค์ ทั้งจากผู้ผลิตและผู้นำเข้า รวมถึงเครื่องแต่งกายสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในสไตล์ Street Wear จากแบรนด์ชั้นนำมาให้เลือกช็อปกันอย่างเพลินเพลิน 
 

 นอกจากรถใหม่มาจัดแสดงแล้ว ยังมีรถเก่า รถคันโปรดของเหล่าคนดังมาจอดให้ได้ชื่นชมกันอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญภายใน 4 วันที่จัดแสดงรถผู้จัดมีกิจกรรมต่างๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับแวดวงมอเตอร์ไซค์ เช่น การแสดงมอเตอร์ไซค์ผาดโผน , นิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะ, การพูดคุยบนเวทีทั้งจากนักขี่ผู้มีชื่อเสียง,ช่างเทคนิคผู้มีประสบการณ์สูง เป็นต้น 
 
 
 

 งานนี้ผู้จัดงานบอกว่าต้องการสื่อความรู้สึกจากผู้ที่สนใจ และหลงใหลในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปยังผู้ที่ไม่เคยได้สัมผัสในอีกแง่มุมหนึ่ง โดยการนำเสนอผ่านทางการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์เชิงท่องเที่ยว โดยเฉพาะงานนี้ได้มีการเชิญผู้สื่อข่าวจากประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น รวมเดินทางคาราวานด้วยรถมอเตอร์ไซค์ของชาวไบเกอร์ กว่า 20 คัน จากเส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ มาสิ้นสุดการเดินทางในพิธีเปิดวันนี้ ( 28 ม.ค. 53 ) ทั้งนี้เพื่อให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้รับทราบว่าการขับขี่มอเตอร์ไซค์ในเมืองไทยเพื่อการท่องเที่ยวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก และบ้านเราก็มีเส้นทางสวย ๆ อีกแยะให้พวกเขาได้สัมผัส และสามารถนำไปเผยแพร่ให้กับประชาชนในประเทศของเขาได้รับทราบ 
 
 
 

  เราหวังว่างานนี้จะทำให้คนที่รักมอเตอร์ไซค์ได้มาพบปะสังสรรค์กันในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบรถมอเตอร์ไซค์ทุกท่านโดยไม่แบ่งแยกในเรื่องของแบรนด์ยี่ห้อใด ๆ เหนืออื่นใดสำรับคนที่ไม่ได้ชื่นชอบรถมอเตอร์ไซค์เป็นการส่วนตัวก็สามารถมาชมได้และไม่แน่อนาคตคุณอาจจะเป็นหนึ่งที่หลงใหลมอเตอร์ไซค์เหมือนกับพวกเราก็ได้ 
  
 และแน่นอนทีมงาน ” ASTV MOTORING “ไม่พลาดที่จะเก็บภาพรถสวย ๆ ภายในงานมาให้ชมกัน โดยทั้งหมดมี 3 ตอน ขอเชิญชมกันตามสบาย อาจจะมีสักคันที่โดนใจ 
 
 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

หลากสไตล์ 2 ล้อที่ต้องไปชม (2)

January 28, 2010

 ภาพอีกชุดหนึ่งในงาน แบงค์ค็อก มอเตอร์ไบค์ เฟสติวัล 2010 ครั้งที่ 2 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด ในชุดนี้รถแต่ละคันมีสไตล์ที่แปลกไม่เหมือนใคร ไม่เน้นแรงสักเท่าไร ขอดีไซน์ตามใจตัวเองมากกว่า 
 
 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

 
 

8 เซอร์ไพรส์จาก iPad

January 28, 2010

         

 

 

 

 

 

แม้กระแสข่าวรั่วจะทำให้ไอแพด (iPad) คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตไร้คีย์บอร์ดหน้าจอสัมผัสของแอปเปิลไม่เซอร์ไพรส์ชาวโลกเท่าที่ควร ทั้งขนาดที่ใหญ่โตมโหฬาร หรือการรองรับแอปพลิเคชันไอโฟน แต่เราเชื่อว่า 8 ข้อนี้จะทำให้ชาวโลกรู้สึกเซอร์ไพรส์ไม่มากก็น้อย เพราะทั้งหมดหักปากกาเซียนทุกสำนัก หรือถ้าไม่หักก็เป็นเรื่องลับสุดยอดที่ยังไม่มีสำนักใดกล่าวถึง 
 
 1. ราคา : เซียนวงการไอทีเชื่อกันว่าราคาของไอแพดจะเริ่มที่ 700-1000 เหรียญสหรัฐฯ แต่แอปเปิลก็สร้างความเซอร์ไพรส์ด้วยการแบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็นรุ่นที่ไม่มี 3G แล้วจำหน่ายในราคาเริ่มที่ 499 เหรียญ แต่แถมความจุให้ 16GB ทั้งที่ราคานี้เป็นราคาเดียวกับไอพ็อดทัช (iPod Touch) 32GB ที่แอปเปิลตั้งไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และขณะนี้ก็มีราคาสูงกว่าไอพ็อดทัช 32GB ราว 200 เหรียญ บนหน้าจอที่ใหญ่กว่า ฮาร์ดแวร์ดีกว่า ฟีเจอร์อื่นๆมากกว่า 
 
 แน่นอนว่าคินเดิลรุ่นล่าสุดอย่าง Kindle DX ถูกนำมาเทียบกับไอแพดอย่างเสียไม่ได้ โดยคินเดิลที่จอสีขาวดำ หน้าจอไม่ทัชสกรีน และมีความสามารถที่จำกัดนั้นขายที่ราคา 489 เหรียญในขณะนี้ 
 
 แอปเปิลคิดค่าเทคโนโลยี 3G เพิ่มขึ้น 130 เหรียญ เช่น รุ่น 16GB ราคา 499 ก็จะถูกบวกขึ้นไปเป็น 629 เหรียญ ราคานี้จึงจะเข้าทางข่าวลือ 
 
 2. เลิกล็อกเครือข่าย ไม่มีบังคับ : ก่อนหน้านี้ข่าวลือเกี่ยวกับการรองรับ 3G ในไอแพดนั้นถูกกล่าวถึงกันมาก แต่ในที่สุดแอปเปิลก็ให้อิสระแก่ลูกค้าว่าจะเลือกใช้บริการเครือข่ายของค่ายใด และเป็นเวลานานเท่าใดก็ได้ ต่างจากไอโฟนที่บังคับให้ลูกค้าทุกคนใช้บริการจากเอทีแอนด์ทีนานถึง 2 ปี 
 
 แต่ในที่สุดแล้ว เอทีแอนด์ทีและแอปเปิลยังมีสัญญาใจพอสมควร โดยแอปเปิลประกาศว่าเอทีแอนด์ทีมีแพคเก็จสุดคุ้มให้เลือก 2 แบบคือ 15 เหรียญต่อเดือนจำกัดข้อมูล 250MB หรือ 30 เหรียญต่อเดือนเล่นได้ไม่อั้น ใครชอบใจก็สมัครได้ ใครสมัครแล้วไม่ชอบใจก็เลิกสัญญาได้ ผู้ใช้สามารถสมัครบริการแบบพรีเพด (prepaid) หรือเติมเงินได้ด้วย 
 
 เซอร์ไพรส์นี้มีหักมุมตอนท้าย เพราะปรากฏว่าไอแพดนั้นรองรับซิมการ์ด 3G เฉพาะที่เป็น Micro SIM ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าซิมโทรศัพท์ปกติ และไม่ใช่ว่าโอเปอเรเตอร์ทุกค่ายจะพร้อมให้บริการในขณะนี้ เท่ากับผู้บริโภคยังต้องรออีกระยะกว่าโอเปอเรเตอร์จะออกแพคเก็จเพื่อกลุ่มผู้ใช้ไอแพดได้ 
 
 3. รองรับคีย์บอร์ดต่อพ่วง : สาวกไอโฟนหลายคนเจ็บช้ำน้ำใจที่ไม่สามารถใช้งานคีย์บอร์ดต่อพ่วง (external keyboard) บนไอโฟนหรือไอพ็อดทัชได้ และแอปเปิลก็ไม่เคยพัฒนาเลยตั้งแต่ออกไอโฟนรุ่นแรกเมื่อมกราคมปี 2007 เพราะหากผู้ใช้สามารถพกคีย์บอร์ดต่อพ่วงได้ก็จะเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ต้องการพิมพ์งานอย่างจริงจังบนไอโฟน ซึ่งจนถึงขณะนี้ ระบบปฏิบัติการ iPhone OS รุ่นล่าสุดก็ยังทำไม่ได้ 
 
 แต่สำหรับไอแพด นอกจากแอปเปิลจะประกาศขาย Keyboard Dock ซึ่งเมื่อเสียบไอแพดลงไป ตัวเครื่องก็จะตั้งตรงเหมาะสำหรับพิมพ์เอกสารแล้ว ไอแพดยังสามารถทำงานกับคีย์บอร์ดบลูทูธมาตรฐานของค่ายอื่นได้ด้วย งานนี้หลายคนบอกว่าดีใจจริงๆ 
 
 4. โปรแกรม iWork บน iPad : โปรแกรมนี้เซอร์ไพรส์สาวกแอปเปิลเพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ไอแพดไม่ใช่ไอพ็อดทัชหรือไอโฟนยักษ์เสียทีเดียว ด้วยโปรแกรมนี้ ลูกค้าไอแพดจะสามารถสร้าง-แก้ไข-เล่นไฟล์เอกสาร ทั้งไฟล์นำเสนองาน แผ่นงานคำนวณ และงานเอกสารประมวลผลคำ สามารถทำจดหมายข่าวและการสร้างเอกสารพร้อมจัดวางในรูปแบบมาตรฐาน 
 
 iWork บนไอแพดมีการปรับปรุงส่วนติดต่อผู้ใช้หรือ UI ใหม่ให้เหมาะสมกับการใช้งานบนจอสัมผัสโดยเฉพาะ สามารถเปิดเอกสาร Microsoft Office ทั้ง Word, Excel และ PowerPoint ได้ ทั้งหมดนี้ทำให้ไอแพดมีความสามารถพอที่จะมาแทนที่แล็บท็อปได้  
 
 แอปเปิลจำหน่าย iWork โดยแยกโปรแกรม เริ่มที่ 9.99 เหรียญสหรัฐ 
 
 5. รองรับมาตรฐาน ePub : นี่คือความเซอร์ไพรส์มากกว่าการคาดหวังว่าไอแพดจะสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องอ่านอีบุ๊กได้เสียอีก โดยมาตรฐาน ePub นั้นเป็นมาตรฐานหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบเปิดของกลุ่ม International Digital Publishing Forum (IDPF) เพื่อให้สำนักพิมพ์ผลิตและจำหน่ายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภายใต้มาตรฐานเดียว 
 
 ปกติแอปเปิลมักจะสร้างมาตรฐานคอนเทนท์ของตัวเอง การเปลี่ยนท่าทีในครั้งนี้จึงถูกมองว่าอาจเป็นเพราะที่ผ่านมาสำนักพิมพ์และผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต่างมุ่งรองรับมาตรฐานนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่นอนคือการรองรับไฟล์ ePub ของไอแพดนั้นทำให้การทำธุรกิจหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ของสำนักพิมพ์นั้นเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งประโยชน์ก็จะตกกับผู้ใช้ในที่สุด 
 
 6. ชื่อไอแพด : ชื่อ iPad นั้นเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งของนักสังเกตการณ์ว่าแอปเปิลจะใช้ชื่อนี้ในการทำตลาด แต่ครั้งนั้นมีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้ยาก เพราะมีความคล้ายคลึงกับ iPod ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนได้ จากนั้นไม่นาน แหล่งข่าวลือก็ยกชื่อ iSlate ขึ้นมาเพราะมีการสืบพบว่าแอปเปิลได้จดทะเบียนจองชื่อนี้ไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายการค้า แถมยังมีการจดชื่อโดเมนเนมไว้ด้วย 
 
 แต่ในที่สุดแอปเปิลก็ใช้ชื่อไอแพด ทิ้งให้ชาวไอทีสงสัยว่าชื่อ iSlate อาจเป็นการสับขาหลอกของแอปเปิลก็ได้ 
 
 7. ขุมพลัง A4 : ไอแพดนั้นใช้ชิป A4 (A ย่อมาจาก Apple) ชิปนี้เองที่เป็นความต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างไอแพดและไอโพน ชิป A4 ในไอแพดนั้นวิ่งที่ 1GHz เทียบกับ 600MHz (0.6GHz) ในไอโฟนทรีจีเอส (iPhone 3GS) โดยแอปเปิลการันตีว่า A4 คือสุดยอดชิปที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่แอปเปิลเคยทำมา ทั้งเร็วและประหยัดพลังงาน ซึ่งนี่คือเบื้องหลังที่ทำให้ไอแพดสามารถทำงานต่อเนื่องนาน 10 ชั่วโมง 
 
 อัตราส่วนพลังงานที่ได้ต่อกำลังไฟที่เหนือกว่า ทำให้ชิป A4 ถูกมองว่าจะเป็นตัวเลื่อยขาเก้าอี้ของ Qualcomm, Freescale และผู้ผลิตชิปสำหรับอุปกรณ์พกพาอย่าง ARM ด้วย ซึ่งต้องรอดูความเคลื่อนไหวของค่ายชิปเหล่านี้อย่างใกล้ชิดในอนาคต 
 
 8. ไม่มีกล้อง : แม้จะมีเสียงเรียกร้องมากมายให้แอปเปิลติดกล้องดิจิตอลลงไอพ็อดทัชบ้าง แต่ไอแพดซึ่งได้ชื่อว่าเป็นไอพ็อดทัชไซส์ใหญ่นั้นกลับไม่มีกล้องใดๆ นอกจากไม่มีกล้องแล้วยังไม่มีพอร์ต USB ตามแบบฉบับคอมพิวเตอร์แล็บท็อปทั่วไป มีเฉพาะพอร์ตพิเศษของแอปเปิลและ Dock connector ซึ่งหากอยากต่อ USB จะต้องซื้ออุปกรณ์เสริมมาต่อเอง 
 
 ไอแพดยังไม่มีช่องเสียบหน่วยความจำภายนอกอย่าง SD Card ด้วย น่าเสียดายจริงๆ 
 
 Company Related Links : 
 Apple 

 

วิ่งสู่ฝัน : ญาติห่างๆ ของ High School Musical/อภินันท์

January 28, 2010

                 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

apnunt@yahoo.com 
 
  เดือนที่หนึ่งของปี 2553 กำลังผ่านพ้นไป ผมรู้สึกว่า หนังไทยปีนี้ ออกสตาร์ทแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ยังไม่มีอะไรให้ต้องรู้สึกตื่นเต้นประทับใจอะไรกัน ซึ่งจะว่าไป ค่อนข้างแตกต่างจากปีที่แล้ว ที่อย่างน้อยๆ ช่วงครึ่งเดือนแรกของปี ก็มี ความสุขของกะทิ มาเปิดศักราชให้แบบไม่ขี้เหร่เท่าไรนัก 
 
  ที่พูดเช่นนี้ เพราะที่ผ่านๆ มา เรายังได้ดูแต่หนังที่ ดูเหมือนจะดี แทบทั้งนั้น ไล่ตั้งแต่ บังเอิญ รักไม่สิ้นสุด ที่ดูจะไม่มีอะไรมากไปกว่าการรอคอยว่าตัวละครพระเอกนางเอกจะไป จ๊ะเอ๋ กันตอนไหน เช่นเดียวกับ อยากได้ยินว่ารักกัน หนังวัยรุ่นรักสามเศร้าสไตล์เอ็มวี ที่ดูจากภาพรวมแล้ว สามารถทำให้จบได้ภายในเวลา 3 นาที 
 
  นั่นยังไม่ต้องพูดถึง สี่สิงห์คอนเฟิร์ม ที่พูดกันแบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องลำบากถึงหมอดูหน้าตาดีบางคนก็ได้ แต่ใครที่ได้ดู ก็น่าจะ คอนเฟิร์ม ได้เหมือนๆ กัน ถึงความดีความด้อยที่อย่างแรกมีน้อยกว่าอย่างหลังอย่างเห็นได้ชัด 
 
  อย่างไรก็ดี ในขณะที่รู้สึก เฉยๆ กับหนังไทย 2-3 เรื่องที่ว่ามา ผมกลับเห็นว่า หนังเรื่องใหม่ที่เพิ่งเข้าฉายอย่าง วิ่งสู่ฝัน หรือ After School นั้น ดูมีความน่าสนใจอยู่ในตัวเองอยู่พอสมควร และเหตุผลที่ว่าน่าสนใจ ก็ไม่ใช่เพราะว่าจะได้ฟังเพลงจากเสียงร้องของน้องสายป่าน-อภิญญา สกุลเจริญสุข (ซึ่งก็กลายเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า ตกลง เธอร้องเองหรือว่าลิปซิ้ง) หากแต่นี่คือหนังที่เดินมาใน เส้นทาง แบบหนึ่งซึ่งไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยครั้งนักในแวดวงหนังไทย ซึ่ง เส้นทาง ที่ว่านั้นก็คือ การเป็นหนังในสไตล์ Musical หรือ ภาพยนตร์เพลง 
 
  จะว่าไป Musical หรือหนังเพลง ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดเลยครับสำหรับแวดวงหนังบ้านเรา เพราะอันที่จริง มันถูกปูทางและสร้างทำมาเป็น 20-30 ปีแล้วด้วยซ้ำ โดยเรื่องแรกๆ เลย น่าจะเป็นงานเมื่อปี 2513 เรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง โดยมีคุณรังสี ทัศนพยัคฆ์ เป็นผู้กำกับ และมีคู่พระคู่นางแห่งยุคสมัยอย่างมิตร ชัยบัญชา กับเพชรา เชาวราษฎร์ รับบทแสดงนำ ซึ่งก็ถือว่าเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเรื่องหนึ่งของยุคนั้น ถึงขั้นที่ทำให้คุณอาดอกดิน กัญญามาลย์ นึกสนุกลงมาเล่นในเกมนี้ด้วย กับการทำหนังเรื่อง ไอ้ทุย ซึ่งก็ถือเป็นหนังเพลงเช่นเดียวกัน 
 
  ถ้าร่วมสมัยขึ้นมาหน่อย เท่าๆ ที่นึกออกตอนนี้ ผมว่าก็น่าจะมีหนังอย่าง มนต์รักทรานซิสเตอร์ หรือ หมานคร ที่แม้ว่าอาจจะไม่ใช่หนังเพลงเต็มรูปแบบ แต่ก็มีบางฉากบางตอนที่หนังเหล่านี้หยิบยืมสไตล์ของหนังเพลงมาใช้สอย อย่างเช่น ตอนที่ ไอ้แผน ในมนต์รักทรานซิสเตอร์พร่ำเพ้อถึงคนรักผ่านการร้องเพลงแล้วมีเพื่อนๆ ทหารลุกขึ้นมาประสานเสียง ฉากนั้นดูเซอร์เรียล (เกินจริง) ได้ใจ 
 
  ในงานร่วมสมัยของหนังไทย ผมว่าคนที่ทำภาพยนตร์เพลงออกมาได้โดดเด่นแปลกหูแปลกตามากที่สุด และจัดได้ว่าเข้าขั้น Musical ขนานแท้ ก็คงเป็นคุณเจ้ย-อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล กับงานอย่าง หัวใจทรนง (The Adventure of Iron Pussy) ที่มาพร้อมสไตล์ภาพสีสันสะดุดตากับเนื้อหามืดหม่น ซึ่งแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว กับผลงานของคุณชลัท ศรีวรรณา อย่าง After School เรื่องนี้ที่ทำออกมาในโทนอารมณ์สดใสร่าเริง 
 
  ไล่ตั้งแต่รูปลักษณ์ภาพรวม ไปจนถึงตัวละครวัยรุ่น หรือแม้แต่ฟอนท์ของชื่อหนังในภาษาอังกฤษ (นั่นยังไม่นับรวมคำว่า After School ที่เป็นทั้งชื่อหนังและชื่อวงดนตรีของวัยรุ่นในหนัง ที่ไปเหมือนกับชื่อเกิร์ลกรุ๊ปวงหนึ่งของเกาหลีอีกด้วย) ผมคิดว่ามันไม่น่าแปลกใจเลยที่ใครต่อใครจะเห็นว่า น่าอาจจะเป็น ญาติ อีกคนหนึ่งของ High School Musical เพียงแต่อาจจะเป็น ญาติห่างๆ หรือ ญาติรุ่นหลังๆ ที่สายเลือดแห่งความเป็นหนังดีลดความเข้มข้นลงไปเยอะแล้ว 
 
  นั่นยังไม่ต้องพูดถึงเนื้อหาหลักๆ ของหนัง ที่ว่ากันอย่างถึงที่สุด เรื่องราวความฝันและความรักของนักเรียนมัธยม ล้วนแล้วแต่ถูกนำเสนอมาแล้วในหนังไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มของหนังเพลงวัยรุ่นอย่าง High School Musical เอง หรือแม้แต่ Step Up และ Bandslam เนื้อหาก็ไม่พ้นไปจากนี้ ซึ่ง After School ก็รับอิทธิพลแบบนั้นมาเต็มๆ 
 
  อันที่จริง เนื้อหาของ ความเป็นวัยรุ่น มีเยอะกว่านั้นนะครับ แต่ก็อย่างที่รู้กันว่า วงการหนังนั้นถูกตีกรอบไปแล้วว่า ถ้าจะพูดเรื่องวัยรุ่น ก็ต้องพูดเรื่องรักหรือไม่ก็ความใฝ่ฝัน ดังนั้น ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า เราจึงคงไม่มีวันได้เห็นผลงานอย่าง ผีเสื้อและดอกไม้ เวอร์ชั่นหนังเพลง ด้วยเหตุผลที่ใครหลายๆ คนอาจจะลงความเห็นว่า มัน เครียดเกินไป (และที่สำคัญ คือ ขายไม่ได้) สำหรับคนวัยนี้ ใช่ไหม? 
 
  แต่เอาล่ะ สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเดินเข้าไปเรื่องนี้ ไม่ใช่เนื้อหาของหนังที่มาพร้อมกับพล็อตเรื่องพื้นๆ หาดูได้ดาษดื่น หากแต่เป็นรูปแบบและสไตล์ที่ดูแปลกออกไปจากหนังไทยเรื่องอื่นๆ แทบทั้งหมด 
 
  เบื้องต้นเลย ผมคิดว่า หนังเพลงที่ดีนั้น ควรจะมีเพลงเป็นของตัวเองเพื่อเล่าเรื่องราวของตัวเองโดยเฉพาะ นั่นหมายถึงว่า หนังต้องเขียนขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เพื่อให้มันเข้ากับอารมณ์ของเรื่องราวที่ต้องการจะบอกเล่าจริงๆ และสำหรับ วิ่งสู่ฝัน หนังก็มีเพลงเป็นของตัวเองอยู่เหมือนกันประมาณ 3-4 เพลง เหลือจากนั้น ก็เป็นบทเพลงเก่าๆ ที่มีคนเคยร้องไว้แล้วเอามาคัฟเวอร์ใหม่ 
 ซึ่งการไปหยิบเอาเพลงเก่ามาแบบนี้แหละครับ นอกจากจะทำให้เราคนดูรู้สึกว่า อารมณ์เพลงมันเข้ากับเนื้อหาของหนังบ้าง ไม่เข้าบ้างแล้ว ยังส่งผลให้หลายๆ ครั้ง เรารู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูมิวสิกวิดีโอเวอร์ชั่นใหม่ของเพลงเก่าๆ ที่เคยดังอยู่แล้วเท่านั้นเอง 
 
  ขณะเดียวกัน ผมรู้สึกว่าการเข้าเพลงแต่ละเพลงนั้น ไม่เนียน เท่าที่ควร และหนังก็ใช้สูตรในการเข้าเพลงเพียงสูตรเดียวทั้งเรื่อง คือให้ตัวละครนิ่งเงียบแล้วดนตรีก็ขึ้นมาให้ตัวละครร้องเพลงต่อ คือรอให้ดนตรีอินโทรขึ้นมาก่อนเหมือนร้องเพลงตามปกติ ทั้งที่ว่ากันตามจริง มันมีสูตรที่มากกว่านี้ ด้วยการทำให้เนื้อเพลงไหลลื่นจากบทพูดของตัวละครได้ พูดแบบนี้อาจจะนึกไม่ออก ผมอยากลองให้คิดถึงงานดีๆ อย่าง Sweeney Todd, Chicago, all that jazz ไปจนถึง Moulin Rouge ครับ เราจะเห็นว่า เพลงในหนังจะถูกเชื่อมร้อยอย่างลื่นไหลกับบทพูดของตัวละคร คือส่งผ่านบทพูดไปยังเพลงแบบต่อเนื่องเชื่อมโยง หรือพูดไปสักพักแล้วก็ร้องเป็นเพลงต่อไปได้เลย 
 
  ส่วนหนึ่งที่หนังไม่สามารถทำให้ บทพูด เชื่อมต่อกับ บทเพลง ได้ ก็น่าจะมาจากสาเหตุหลักๆ คือการไม่มีเพลงเป็นของตัวเองนี่เอง และการไม่มีเพลงเป็นของตัวเองนี้ มันก็ส่งผลข้างเคียงไปถึงส่วนอื่นๆ ของหนังอีกทอดหนึ่ง 
 
  อย่างเพลงบางเพลง อารมณ์หนังของยังไม่ส่งเต็มที่ แต่ก็ถูกเปิดออกมา เช่น เพลง 18 ฝน ที่หนุ่มจอห์นนี่ (หลุยส์ เฮสดาร์ซัน) คร่ำครวญออกมาราวกับจะขาดใจนั้น มันสร้างความรู้สึกเก้ๆ กังๆ ให้กับคนดูในการที่จะ มีอารมณ์ร่วม เพราะเนื้อหาในส่วนนี้ของตัวละครตัวนี้ ยังไม่สุกงอมเพียงพอ และอีกอย่าง หนังก็ไม่ได้ปูพื้นให้คนดูเชื่ออย่างหนักแน่นมาตั้งแต่ต้นว่า จอห์นนี่นั้นเจ็บปวดมากมายแค่ไหนกับเรื่องครอบครัว และความเจ็บปวดที่ว่านั้น มันก็ส่งผลมาถึงพฤติกรรมของเขาอย่างที่เห็น ดังนั้น เพลง 18 ฝน จึงเป็นเสมือน บทเพลงแห่งการแก้ตัว ของเด็กใจแตกคนหนึ่งมากกว่าจะเรียกร้องความรู้สึกเห็นอกเห็นใจจากคนดูได้จริงๆ 
 
  เหนือสิ่งอื่นใดที่พูดมาทั้งหมด ผมคิดว่า บทหนังนั้นก็ค่อนข้างจะมีปัญหา คือถ้าให้เปรียบเทียบ ผมว่ามันก็คงคล้าย กับต้นไม้หนึ่งต้นซึ่งเพียบพร้อมด้วยกิ่งก้านสาขา แต่ทว่าขาดลำต้นที่แข็งแรง ลำต้นนั้นก็คือพล็อตหลักของหนังที่พูดถึงความใฝ่ฝันของเด็กๆ ในการมีวงดนตรีและมีอัลบั้มของตัวเอง แต่พล็อตหลักที่ว่านี้กลับไม่ได้รับการย้ำเน้นอย่างหนักแน่นเท่าที่ควร 
 
  เทียบกับหนังในทางเดียวกันหลายๆ เรื่อง อย่าง High School Musical หรือแม้แต่ Step Up นั้น ผมรู้สึกว่า เรื่องราวความฝันของวัยรุ่นถูกขับเน้นให้เห็นเด่นชัด ผ่านการต่อสู้และมุ่งมันฝึกฝนเพื่อพาตัวเองไปพิชิตความฝันในใจให้ได้ และคนดูที่เป็นวัยรุ่นดูแล้วก็อาจจะได้พลังฮึกเหิมอยากลุกขึ้นมาทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงอะไรทำนองนั้น 
 
  แต่กับ After School ผมว่าหนังมีพล็อตรองมากเกินไปและเสียเวลาให้กับเรื่องเหล่านี้ค่อนข้างเยอะ…เยอะจนกระทั่งมันไปทำลายความเข้มข้นของพล็อตหลัก พูดง่ายๆ คือหนังมีเรื่องที่จะเล่ามากเกินไป และด้วยความที่มีเรื่องจะเล่าเยอะแบบนี้นี่เอง ก็ส่งผลเป็นโดมิโน ทำให้พล็อตรองแต่ละพล็อตถูกเล่าแบบ แตะๆ และบั่นทอนพลังของเนื้อหาไปโดยปริยาย 
 
  พล็อตรองที่ว่านั้น ก็มีตั้งแต่เรื่องของ เกรท (ภรณ์รวี อนันตกุล) ที่มีแม่ผู้มีทัศนคติต่อดนตรีคล้ายๆ กับพ่อแม่ของป้อมใน Seasons Change แต่ประเด็นระหว่างเกรทกับแม่ก็จบลงแบบง่ายดาย, เรื่องของจอห์นนี่ที่มัวไปขลุกอยู่กับหญิงจนเสียงาน พ่วงด้วยปัญหาครอบครัว, เรื่องของ มะนาว (สายป่าน-อภิญญา) เด็กสาวบ้านแตกแถมไปแอบรักเพื่อน ฯลฯ 
 
  คือถ้าจะให้พูดถึงพล็อตรองเหล่านี้จริงๆ จังๆ ก็คงอีกหลายบรรทัด แต่ไม่ว่าจะมันจะเยอะแค่ไหน แต่ทุกๆ พล็อตที่ถูกผูกขึ้นมา ก็ ลงเอย แบบง่ายๆ จุดที่ควรจะเกิดความขัดแย้งรุนแรง ก็ไปไม่ถึง เพราะมันถูกทำให้จบลงแบบง่ายๆ เช่นเดียวกับความสำเร็จของวง After School ที่ได้มาแบบง่ายๆ ไม่ต้องต่อสู้ฟันฝ่าอะไร (ผมเดาว่าถ้าโลกความเป็นจริง ง่าย เหมือนในหนัง เราคงมีวงดนตรีวัยรุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ไม่เว้นแต่ละวัน) 
 
  แต่ที่พูดมาทั้งหมด ยังไม่เท่ากับว่า หนังเรื่องนี้ได้ใส่ฉากสถานการณ์ที่ถือเป็นการ ลดสถานะ ของตัวเองลงไปเทียบเท่ากับ ละครน้ำเน่า อย่างไม่น่าจะเป็น ถึง 2 ครั้ง 2 ครา ครั้งแรก จอห์นนี่วิ่งเข้าบ้านแล้วเจอยายนอนนิ่งอยู่ ครั้งที่สอง จอห์นนี่กับมะนาวไปออกทีวีเพื่อส่งกำลังใจให้เด็กหญิงผู้โชคร้าย ผมว่ามันไม่ได้ส่งผลดีต่อหนังเลย (แต่ถ้าส่งผลดีต่อทีวีเคเบิ้ลช่องนั้นล่ะก็ ว่าไปอย่าง เพราะได้โฆษณาสถานีไปเต็มๆ) 
 
  อันที่จริง ถ้าไม่พูดถึงว่า หนังพยายามนำเสนอให้เห็นความเป็นจริงของครอบครัวร่วมสมัยหลายๆ รูปแบบ (แม้จะนำเสนอได้ไม่ คม เลยก็ตาม) ผมรู้สึกชอบในบางประเด็นที่หนังพูดและมันน่าจะถูกขับเน้นให้เป็น ใจความสำคัญ ของหนัง อย่างเรื่องการสอนให้เห็นคุณค่าของเวลาและชีวิตกับการมีความใฝ่ฝันที่มุ่งมั่นจะทำโน่นทำนี่ที่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นโจทย์ที่น่าจะโดนใจวัยรุ่นที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในวัยคิดฝันได้แล้วล่ะ แต่ก็น่าเสียดายที่หนังไม่ได้เน้นอะไรในส่วนนี้แบบเป็นจริงเป็นจังอย่างที่ควรจะเป็น 
 
  และพูดก็พูดเถอะ ผมไม่เชื่อตั้งแต่แรกแล้วว่า สมาชิกวง After School ที่ซ้อมกันแค่วันแรก แต่กลับเล่นดนตรีได้เจ๋งราวกับมืออาชีพ ขณะที่หนุ่มแว่นอย่าง พีท (อติวิชญ์ เอี่ยมยอดสิน) หนังไม่ได้บอกว่าเขาเคยจับเครื่องดนตรีมาก่อนเลยในชีวิต แต่แค่ฟอร์มวงวันแรก กลับบดขยี้กีตาร์เบสได้ราวกับเทพกีตาร์มาจุติยังไงยังงั้น!! 
 
  อย่างไรก็ดี พูดกันอย่างถึงที่สุด เทียบกับหนังไทยที่เข้าฉายตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผมว่า After School น่าจะเป็นหนังที่ ดูดี ที่สุดแล้ว อย่างน้อยๆ ผมชอบการแตกบทและใส่รายละเอียดของหนัง ทำให้ดูมีหลายมิติเนื้อหาในเรื่องเดียว ซึ่งถ้าคุมให้อยู่และรู้ว่าอะไรคือประเด็นรองประเด็นหลักแล้วเน้นน้ำหนักให้แน่นๆ สักจุด มันก็มีโอกาสที่จะเป็น หนังดีๆ ได้เหมือนกัน 

 

สามีฟ้องวอร์เนอร์ บราเธอร์สเหตุทำ”บริทานีย์”หัวใจวาย

January 28, 2010

   

 

 

ยังคงเป็นเรื่องเป็นราวที่ยังไม่จบสิ้นทีเดียวสำหรับการเสียชีวิตของนักแสดงสาวชื่อดัง “บริทานีย์ เมอร์ฟีย์” ที่ล่าสุด “ไซมอน มอนแจ็ค” สามีของเธอออกมากล่าวโทษทาง วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ภรรยาของเขาเสียชีวิต พร้อมเตรียมเรื่องฟ้องร้องแล้ว 
 
 
 ไซมอน มอนแจ็ค ได้ให้สัมภาษณ์กับทางเดอะ เดลี บีสท์ ว่าภรรยาของเขาเสียใจอย่างหนักหลังจากเสียบทที่เธอเคยได้รับในเรื่อง Happy Feet โดยเขาเชื่อว่าจากเหตุนี้เองที่ทำให้ภรรยาของเขาเครียดและเสียใจจนทำให้หัวใจวาย 
 
 อย่างไรก็ตามก่อนที่บริทานีย์ จะเสียบทที่เธอต้องพากษ์ลงในเรื่อง Happy Feet ก็มีข่าวลือว่าเธอได้ถูกปลดออกจากภาพยนตร์เรื่อง The Caller ที่กำลังถ่ายทำอยู่ที่ เปอร์โต ริโก เนื่องจากเธอมีพฤติกรรมไม่อยู่กับร่องกับรอยขณะเข้าฉาก 
 
 โดยมอนแจ็คกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “วอร์เนอร์ บราเธอร์ส มัวแต่อาศัยการคาดเดาและสิ่งที่ได้ยินมาจากกองถ่ายที่เปอร์โต ริโก ซึ่งเป็นเหตุให้ยกเลิกบทของเธอในเรื่อง Happy Feet” 
 
 ทางด้าน TMZ เองก็รายงานคำสัมภาษณ์ของโปรดิวเซอร์จากเรื่อง The Caller ที่ชี้แจงสาเหตุที่แท้จริงด้วยว่า “การตัดสินใจให้บริทานีย์ออกจากภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลจากการตกลงกันเองของเราทั้งสองฝ่าย ซึ่งเหตุผลที่แท้จริงคือปัญหาเรื่องสุขภาพของบริทานีย์ ซึ่งข่าวลือเรื่องความขัดแย้งที่ออกมานั้้นเป็นเรื่องไม่จริง” 
 
 ตามรายงานระบุว่าทางด้านไซมอน มอนแจ็ค เตรียมฟ้องร้องการเสียชีวิตที่เกิดจากความไม่ยุติธรรมนี้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว 

 

NBA แบนทั้งซีซัน “อารีนาส” สูญเงิน 250 ล้าน

January 28, 2010

“อารีนาส” ได้รับบทเรียนราคาแพง

 ลีกบาสเกตบอล เอ็นบีเอ (NBA) ตัดสินใจแบน กิลเบิร์ต อารีนาส ตลอดทั้งฤดูกาล 2009/10 โทษฐานนำปืนมาไว้ในล็อกเกอร์สนาม วอชิงตัน วิซาร์ดส จนเป็นเรื่องราวใหญ่โตต้องขึ้นโรงขึ้นศาล 
 
  กิลเบิร์ต อารีนาส ตกเป็นข่าวนำอาวุธปืนพกมาไว้ในล็อกเกอร์ภายในสนามเหย้า “พ่อมด” วอชิงตัน วิซาร์ดส และก็มีข่าวทำนองว่า “เอเจนท์ ซีโร” ชักปืนมาขู่กับเพื่อนร่วมทีม ทำให้ NBA ต้องดำเนินการสอบสวน เช่นเดียวกับที่ อารีนาส ต้องไปให้การต่อศาลด้วย เนื่องจากการพกพาอาวุธในวอชิงตัน ดี.ซี. ถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย 
 
  ล่าสุด เดวิด สเติร์น ประธานลีก NBA ออกมายืนยันแล้วว่า อารีนาส มีอันต้องถูกสั่งแบนตลอดทั้งซีซัน ฐานกระทำความผิดร้ายแรงของลีก “นี่เป็นอะไรที่เกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยของผู้เล่นทั้งหมดในลีก เป็นภาพลักษณ์ของผู้เล่นในลีกด้วย เราถึงต้องกระทำการเช่นนี้ (สั่งแบน) ลงไป ผมจึงอยากประกาศเอาไว้ในวันนี้” 
 
  นอกจาก อารีนาส เพื่อนร่วมทีมวิซาร์ดสอย่าง จาวาริส คริสเทนตัน ที่ยอมรับว่าพกปืนไว้ในล็อกเกอร์ ก็โดนสั่งแบนเช่นกัน ทำให้การ์ดวัย 22 ปี สูญเงินค่าจ้างไป 1.48 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 50 ล้านบาท) ขณะที่ อารีนาส เสียหายหนักหมดสิทธิได้เงินกับต้นสังกัดในซีซันนี้คิดเป็นถึง 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 250 ล้านบาท) เลยทีเดียว 
 

“กิเลน” เปิดตัวชุดใหม่ “เรอเน” มึนกฏเอเอฟซี

January 28, 2010

 

 

เมืองทองฯ เปิดตัวชุดแข่งใหม่เก๋ไก๋ไม่เบา

 

 

“กิเลนผยอง” เมืองทอง ยูไนเต็ดฯ ทีมแชมป์ไทยลีกฤดูกาล 2009 ได้ฤกษ์เปิดตัวชุดแข่งฤดูกาลใหม่ 2010 โดยจะเริ่มใส่เป็นการประเดิมศึก เอเอฟซี แชมป์เปี้ยนลีก รอบคัดเลือกกับ ทีม ดานัง ของเวียดนาม ในวันที่ 31 มกราคมนี้ ทางด้าน เรอเน เดอซาแยร์ ‘นิวกุนซือ’ชาวเบลเยี่ยม เผยสุดเซอร์ไพรส์กับกฏเอเอฟซีที่มีแข่งนัดเดียว โดยให้ทีมฝ่ายตนออกไปเยือน ซึ่งเจ้าตัวมองว่าไม่แฟร์ 
 
 เมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 28 ม.ค.ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวชุดแข่งใหม่ของสโมสร “กิเลนผยอง” เมืองทองฯ ยูไนเต็ด แชมป์ฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก 2009 ที่ชอป อาดิดาส ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พลาซา โดยมีนายวิลักษณ์ โหลทอง รองประธานสโมสรเมืองทองฯ พร้อมด้วย มร. วีเจย์ เซาฮาน ผจก. ประจำประเทศไทย บ. อดิดาส ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลง 
 
 สำหรับชุดแข่งใหม่นั้นปีนี้เน้นความโดเด่นของเทคโนโลยี ClimaCool และ ClimaLite ที่มีเนื้อผ้าเบาสบายระบายความร้อนและเหงื่อได้ดี โดยออกแบบด้วยการตัดเข้ารูป เพื่อให้นักเตะสามารถเคลื่อนไหวในช่วงแข่งขันได้ดีขึ้น 
 
 โดยหลังเสร็จสินการเปิดตัว เรอเน เดอซาแยร์ เฮดโค้ชคนใหม่ของทีมเมืองทองฯ ออกมาเผยฤดูกาลใหม่ที่จะถึงนี้ว่า “ผมพร้อมแล้วที่จะพาทีมเมืองทองป้องกันแชมป์อีกสมัย ซึ่งจะนำการเล่นสไตล์ยุโรปมาประยุกต์เพื่อยกระดับของทีมขึ้นไปให้ได้ เน้นการผ่านบอลอย่างรวดเร็ว ผมแทบรอไม่ไหวแล้วสำหรับนัดแรกของฤดูกาล ส่วนเรื่องการสื่อสารระหว่างภายในทีมที่คิดว่าจะเป็นปัญหาในตอนแรก กลับไม่เป็นอย่างที่คาด เพราะนักเตะส่วนใหญ่พูดและฟังภาษาอังกฤษกันในระดับดีทีเดียว” 
 
 ทั้งนี้ เกมเพลย์ออฟ เอเอฟซี แชมป์เปี้ยนลีก รอบคัดเลือก กิเลนผยอง จะมีคิวออกไปเยือน ดานัง “ดับเบิ้ลแชมป์” ปี 2009 ของ วีลีก ประเทศเวียดนาม ในวันที่ 31 มค. 53 นี้กุนซือชาวเบลเยียมให้สัมภาษณ์ว่า “ก่อนอื่น ขอบอกตามตรงว่าไม่เคยเห็นกฏรอบคัดเลือกเล่นนัดเดียวมาก่อนเลยจริงๆ ถ้ามีก็เล่นที่สนามเป็นกลาง แต่ดานัง กลับได้เล่นในบ้าน แถมหากผ่านเข้ารอบต่อไปต้องเข้าไปก็ต้องไปเยือนผู้ชนะระหว่าง สิงคโปร์ อาร์ม ฟอร์ซ กับ ศรีวิจายา(อินโดฯ) อีก ดูไม่แฟร์สำหรับเราจริงๆ อย่างไรก็ตามผมก็ยังมั่นใจจากตัวผู้เล่นที่มีอยู่ว่าจะเอาชนะทีมแกร่งจากเวียดนามทีมนี้ไปได้” 

 

“เบนิเตซ” เปรยหาแบ็กขวาตัวใหม่ก่อนปิดตลาด

January 28, 2010

“ราฟา” มองหาแบ็กขวาตัวใหม่

 ราฟาเอล เบนิเตซ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลเผยเตรียมมองหาแบ็กขวารายใหม่เข้ามาเสริมทัพก่อนปิดตลาดนักเตะฤดูหนาว หลังจาก เกล็น จอห์นสัน เจ้าของตำแหน่งตัวจริงกำลังพักรักษาอาการบาดเจ็บเอ็นเข่าฉีก 
 
  แม้หงส์แดงจะสามารถโยก เจมี คาร์ราเกอร์ กองหลังสารพัดประโยชน์ไปยืนแบ็กขวาแทน จอห์นสัน ได้ อย่างไรก็ตาม เอล ราฟา ต้องการใช้งานดาวเตะลูกหม้อแห่งถิ่นแอนฟิลด์ในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟที่เจ้าตัวถนัดมากกว่า 
 
  โดย เบนิเตซ ออกมากล่าวผ่านทาง ลิเวอร์พูล เอโค หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า เราต้องเข้าใจว่าตลาดนักเตะช่วงนี้ไม่ค่อยมีผู้เล่นดีๆ ที่สามารถย้ายทีมได้มากเท่าใดนัก ตอนนี้เรายังพอมีเวลาเหลืออยู่ แต่ก็จะไม่เร่งดำเนินการหากไม่สามารถหาผู้เล่นที่เหมาะสมกับตำแหน่งแบ็กขวาของทีมเราได้ 
 
  ทั้งนี้ กุนซือชาวสเปนยังพอมีตัวเลือกอื่นเหลืออยู่ในทีม ไม่ว่าจะเป็น ฟิลิปป์ เดเกน, มาร์ติน เคลลี และ สตีเฟน ดาร์บี กระนั้นรายชื่อดังกล่าวยังไม่สามารถฝากผีฝากไข้ได้เท่าที่ควร โดย เดเกน มักมีปัญหาบาดเจ็บน่องรบกวน ขณะที่ เคลลี เพิ่งหายจากการเดี้ยงยาว ส่วน ดาร์บี แทบไม่มีประสบการณ์ในการเล่นกับทีมชุดใหญ่ 
 

“โปรผู้ดี” นำร่วมสวิงกาตาร์ฯ “ช้าง-หมาย” สตาร์ทบู่

January 28, 2010

   

 

โอลิเวอร์ วิลสัน ประเดิมเยี่ยมสุด

 

 

 

โอลิเวอร์ วิลสัน โปรชาวผู้ดี และ เดรจจ์ แบรดลีย์ สวิงจาก เวลส์ เก็บไปคนละ 5 อันเดอร์พาร์ นำร่วมการแข่งขันกอล์ฟกาตาร์ มาสเตอร์ส ในวันแรก ขณะที่ โปรช้าง ธงชัย ใจดี มือ 1 ของไทย และ’โปรหมาย’ ประหยัด มากแสง ออกตัวน่าผิดหวังตีเกินไป 3 โอเวอร์พาร์ รั้งที่ 67 ร่วม 
 
 ศึกดวลสวิง ยูโรเปียน ทัวร์ รายการ คอมเมอร์เชียล แบงค์ กาตาร์ มาสเตอร์ส ชิงเงินรางวัลรวม 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 85 ล้านบาท) ที่สนามโดฮา กอล์ฟ คลับ พาร์ 72 ระยะ 7,388 หลา ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ประเดิมการแข่งขันในรอบแรกกันไป เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา 
 
 ปรากฏว่ามีผู้นำร่วม 2 รายคือ โอลิเวอร์ วิลสัน ก้านเหล็กมือ 43 ของโลกจากเมืองผู้ดี และ เดรจจ์ แบรดลีย์ สวิงจาก เวลส์ ประเดิมเก็บไปคนละ 5 อันเดอร์พาร์ ขึ้นหน้า มาร์เซล เซียม(เยอรมัน), โรเบิร์ต คาร์ลสัน(สวีเดน), ลี เวสต์วูด(อังกฤษ) และอล็กซานเดอร์ นอร์เรน(สวีเดน)อยู่แค่สโตรกเดียว 
 
 ด้านผลงานของ 2 โปรขวัญใจชาวไทย “โปรช้าง” ธงชัย ใจดี และ “โปรหมาย” ประหยัด มากแสง ประเดิมได้ไม่ดีนัก โดยมีสกอร์เท่ากัน ตีเกินไป 3 โอเวอร์พาร์ รั้งอันดับ 67 ร่วม กับมือชั้นนำของโลกอย่าง เฮนริก สเตนสัน สวิงมือ 8 ของโลกชาวสวีดิช และ เอียน โพลเตอร์ โปรมือ 10 จากอังกฤษ 
 
 ส่วนผลงานของนักกอล์ฟรายอื่นๆ เซอร์จิโอ การ์เซีย (สเปน) ทำไป 2 อันเดอร์พาร์ รั้งที่ 8 ร่วมกับโปรชั้นนำอย่าง คามิโล วีเยกาส(โคลัมเบีย), รอส ฟิชเชอร์(อังกฤษ), ปีเตอร์ แฮนสัน(สวีเดน) ด้าน พอล เคซีย์(อังกฤษ) และ “แชมป์เก่า” อัลบาโร กีรอส(สเปน) ทำไป 1 อันเดอร์พาร์ เท่ากัน อยู่ที่ 15 ร่วม ขณะที่ มาร์ติน เคย์เมอร์ โปรจากเมืองเบียร์ที่เพิ่งคว้าแชมป์ กอล์ฟอาบูดาบี มาหมาดๆเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟอร์มหลุดตีเกิน 2 โอเวอร์พาร์ รั้งที่ 50 ร่วม 

 

อลป.อิตาลีแถลง “มูตู” ไม่ผ่านตรวจโด๊ป

January 28, 2010

“มูตู” พัวพันกับการใช้สารต้องห้ามอีกครั้ง

 คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งอิตาลี (CONI – โคนี) แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคมที่ผ่านมาว่าผลการตรวจหาสารกระตุ้นในร่างกายของ อาเดรียน มูตู หัวหอกฟิออเรนตินาออกมาเป็นบวก 
 
  โดยคำแถลงของ โคนี ระบุว่า จากการวิเคราะห์ตัวอย่างแรกที่เก็บมาจาก อาเดรียน มูตู พบว่ามีสารต้องห้ามจำพวก ซิบูตรามีน (Sibutramine) อยู่ ซึ่งตัวอย่างดังกล่าวเป็นการเก็บมาจากการตรวจโด๊ปหลังเกมกัลโช เซเรีย อา อิตาลี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่ง ม่วงมหากาฬ เปิดบ้านเฉือน บารี 2-1 
 
  อย่างไรก็ตาม เวลานี้ ฟิออเรนตินา ต้นสังกัดของศูนย์หน้าทีมชาติโรมาเนียยังไม่มีการออกมาตั้งโต๊ะชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมใดๆ ทั้งสิ้น 
 
  อนึ่ง มูตู วัย 31 ปี เคยมีประวัติอื้อฉาวสมัยค้าแข้งกับ เชลซี ทีมดังในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อปี 2004 โดยถูกจับได้ว่าใช้สารเสพติดประเภทโคเคนก่อนโดนเขี่ยพ้นจากทีมในเวลาต่อมา 
 

เปิดตัวสโมสร ท.บ.แอบลุ้นท็อป 5

January 28, 2010

   

 

ท.บ. เปิดตัวสโมสร

 

 

 

“กงจักรพิฆาต” สโมสรฟุตบอลทหารบก เปิดตัวทีมเตรียมพร้อมสู้ศึกไทยลีก 2010 เป็นที่เรียบร้อย ด้วยงบทำทีม 20 ล้าน โดยมีบริษัทคอมพิวเตอร์ชื่อดังอย่าง “Acer” เป็นผู้สนับสนุนหลัก ด้านประธานสโมสรมั่นใจอย่างน้อยจบอันดับ 1-8 ส่วนโค้ช ‘ขวัญ’ แอบลุ้นท็อป 5 
 
 ตามที่สโมสรฟุตบอลทหารบก ได้ตำแหน่งรองชนะเลิศ อันดับ 1 ในการแข่งขันฟุตบอล ‘ดิวิชั่น 1′ ประจำฤดูกาล 2552 ได้สิทธิ์เลื่อนชั้น เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอล “ไทยพรีเมียร์ลีก” ฤดูกาล 2553 
 
 ล่าสุดเมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 28 มกราคม 2553 ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ “กงจักรพิฆาต” สโมสรฟุตบอลทหารบก พร้อมผู้สนับสนุนหลัก จากบริษัท เอเซอร์ (Acer) คอมพิวเตอร์ จำกัด โดยมีประธานสโมสร พลตรีเฉลิมเกียรติ โพธิ์ทองนาค, นาย ขวัญ รัตนรังษี หน.ผู้ฝึกสอน และสิบเอก ชัยวัฒน์ นาคเอี่ยม กัปตันทีม เข้าร่วมแถลงด้วย 
 
 โดยหลังเสร็จสินการแถลงข่าว พลตรีเฉลิมเกียรติ ประธานสโมสร ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ฤดูกาลใหม่นี้ เรามีงบทำทีม 20 ล้าน แต่จะไม่เปลี่ยนแปลงผู้เล่นชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ นโยบายหลักของสโมสรคือเน้นสร้างบุคคลากรในองค์กรเป็นหลัก ผมมั่นใจว่าอย่างน้อยเราสามารถจบอันดับ 1 ใน 8ได้” 
 
 ด้านขวัญ รัตนรังษี หน.ผู้ฝึกสอนทีม “กงจักรพิฆาต” ก็ออกมาพูดถึงความพร้อมของทีมว่า “จากผลงานในดิวิชั่น 1 ด้วยการยิง 64 ลูกเสีย 17 รับประกันได้อย่างดีว่าทีมของเราไม่ใช่ทีมรองบ่อนอย่างแน่นอน หากทีมเน้นความมีระเบียบวินัย รวมกันเป็นหนึ่ง ผมเชื่อว่านอกจากเราอยู่รอดได้แน่ และอาจสร้างเซอร์ไพรซ์ติดถึงท็อป 5 ได้” 
 
 ขณะที่สิบเอก ชัยวัฒน์ นาคเอี่ยม กัปตันทีม ก็ไม่พลาดที่จะกล่าวถึงดเป้าหมายในฤดูกาลถัดไป “ผมเชื่อว่าเรามีโอกาสติดท็อป 5 ได้อย่างที่โค้ชว่า เนื่องจากเราเล่นด้วยกันมานาน เข้าขารู้ใจกันเป็นอย่างดี ไม่มียอมแพ้ใครง่ายๆ” 

 

“สแควร์ เอนิกซ์” เผยโฉม Dragon Quest Monster Joker 2

January 28, 2010

 หลังจากที่เกม Dragon Quest Monster Joker ของ “สแควร์ เอนิกซ์” ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายเกือบ 1.5 ล้านชุด ย่อมส่งผลให้การพัฒนาภาคต่อเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งล่าสุดนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ “โชเน็น จัมป์” ได้ลงข้อมูลเกี่ยวกับเกมภาคต่อของ Dragon Quest Monster Joker ให้ผู้อ่านได้รับทราบแล้ว 
 
 โลโก้ของเกม Dragon Quest Monster Joker 2 สำหรับเล่นบนเครื่องเกมพกพา Nintendo DS ที่ปรากฏใน “โชเน็น จัมป์” มีเพียงแค่ตัวอักษร DQM ตามมาด้วยเลข “2″ ล้อมรอบด้วยวงกลมเท่านั้น โดยมีการระบุว่าเกมภาคใหม่นี้จะมีเนื้อหาที่มากกว่าภาคแรก พร้อมด้วยองค์ประกอบใหม่ๆที่จะช่วยให้การต่อสู้เข้มข้นยิ่งขึ้น 
 
 สำหรับเนื้อหาที่เพิ่มมากขึ้นนั้น “โชเน็น จัมป์” ระบุว่า จะมีมอนสเตอร์มากกว่า 300 ชนิด และเช่นเดียวกับในภาคก่อนที่ผู้เล่นจะสามารถออกค้นหา เลี้ยงดูและผสมมอนสเตอร์เหล่านั้นให้มีรูปแบบเฉพาะตัวตามต้องการ 
 
 ในส่วนของการต่อสู้แบบใหม่จะมีการเชื่อมต่อแบบ Wi-Fi โดยตรง ต่างกับภาคก่อนที่ใช้แบบทางอ้อม โดยภาคก่อนใช้วิธิโหลดมอนสเตอร์ของผู้เล่นอื่นมาเก็บไว้ แล้วทำการต่อสู้เพื่อรับไอเท็ม แต่ในภาคใหม่นี้ผู้เล่นจะต้องเผชิญหน้ากับผู้เล่นอื่นโดยตรงผ่านการเชื่อมต่อ Wi-Fi 
 
 Dragon Quest Monster Joker 2 ยังคงได้รับการออกแบบตัวละครโดย “โทริยามะ อากิระ” ผู้เล่นจะควบคุมตัวละครผจญภัยในเกาะแห่งหนึ่ง แก้ไขปัญหาต่างๆพร้อมกับเลี้ยงดูเหล่ามอนสเตอร์ โดยยังไม่มีการระบุวันวางจำหน่ายที่แน่นอน 
 
 ข้อมูลจาก 
 Andriasang 
 GoNintendo 
 

ดูกันชัดๆ “ดาวอังคาร” สีส้มแดงสุกใส ใกล้โลกที่สุดในรอบ 26 เดือน

January 28, 2010

เปรียบเทียบภาพถ่ายดาวอังคาร ภาพซ้ายเมื่อเวลาประมาณ 00.26 น. ของวันที่ 28 ม.ค.53 ก่อนหน้าเข้าสู่ตำแหน่งที่ใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 26 เดือน เพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมง ซึ่งสว่างและเห็นภาพพื้นผิวดาวชัดเจนกว่าภาพขวา ที่บันทึกไว้เมื่อเวลา 00.21 ของวันที่ 23 ม.ค. 53 ซึ่งทั้งสองภาพนี้บันทึกที่จังหวัดเชียงใหม่ โดย ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา (ภาพโดย สดร.)

 หลายคนได้ยลดาวอังคารใกล้โลกด้วยตาเปล่าของตัวเองมาแล้วเมื่อค่ำคืนวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา เวลาประมาณตี 2 ขณะที่อีกหลายคนทนง่วงเหงาหาวนอนไม่ไหว จนผลอยหลับไป แต่ไม่เป็นไร เพราะนักดาราศาสตร์เขาเก็บภาพสวยๆ ของดาวอังคารยามอยู่ใกล้โลกที่สุดในรอบ 2 ปีกว่า มาให้ดูกันชัดๆ 
 
 
 ค่ำคืนวันที่ 27 ต่อเนื่องถึงเช้ามืดวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ “ดาวอังคาร” โคจรเข้ามาใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 26 เดือน ทั้งนักดาราศาสตร์ตัวจริงและนักดูดาวมือสมัครเล่นต่างเฝ้าติดตามปรากฏการณ์นี้อย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะสามารถสังเกตเห็นดาวเพื่อนบ้านดวงนี้ได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า โดยเห็นเป็นดวงสีส้มแดงสุกใสและโดดเด่นกว่าดาวอื่นๆ หรือใช้เพียงกล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก ก็สามารถสังเกตเห็นสภาพพื้นผิวและชั้นบรรยากาศบนดาวอังคารได้แล้ว และถ้าโชคดีก็ยังจะได้เห็นน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกเหนือของดาวอังคารด้วย 
 
 ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ซึ่งได้ติดตามปรากฏการณ์ดาวอังคารใกล้โลกในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด บอกว่า ดาวอังคารโคจรเข้ามาใกล้โลกมาที่สุดในรอบ 26 เดือน เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 28 ม.ค.53 โดยมีความสว่างประมาณ -1.3 โชติมาตร และอยู่ห่างจากโลกประมาณ 99,331,400 กิโลเมตร หรือมีขนาดปรากฏประมาณ 14.10 ฟิลิปดา บริเวณกลุ่มดาวปู 
 
 หลังจากนั้นในวันที่ 30 ม.ค. 53 ดาวอังคารจะเข้าสู่ตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ฉะนั้นในคืนวันดังกล่าวเราจะสังเกตเห็นดาวอังคารปรากฏขึ้นเหนือขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ และคล้อยต่ำลงในช่วงรุ่งเช้าด้านทิศตะวันตก ซึ่งเราจะเห็นดาวอังคารได้ชัดเจนเช่นนี้ไปจนถึงเดือน ก.พ. 
 

ดาวอังคารสว่างสุกใสและสวยงามกว่าดาวดวงใดบนท้องฟ้าในค่ำคืนวันที่ 27 ม.ค. 53 ท่ามกลางฤดูหนาว และกังหันลมอันโด่งดังของเมืองเตส (Tes) ประเทศฮังการี (Tamas Ladanyi/www.spaceweather.com)

 
 

ภาพดาวอังคารที่นักดาราศาสตร์บันทึกไว้ในช่วงเวลาต่างๆ กัน ระหว่างวันที่ 23-24 ม.ค. 53 ณ กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ก่อนที่จะเข้ามาใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 26 เดือน ในอีกไม่กี่วัน ซึ่งสังเกตเห็นกลุ่มเมฆจางๆ เหนือพื้นผิวดาวอังคารด้วย (Jacob Bassoe/www.spaceweather.com)

 
 

แม้จะยังไม่ใช่ช่วงเวลาเข้าใกล้โลกมากที่สุด แต่ตลอดช่วงเดือน ม.ค. เราสามารถสังเกตเห็นดาวอังคารด้วยตาเปล่าได้ชัดเจนแล้วในภาพเป็นดาวอังคารเมื่อคืนวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา ณ เมืองบัฟฟาโล มลรัฐนิวยอร์ก สหรัฐฯ (Alan Friedman/www.spaceweather.com)

 
 

นักดาราศาสตร์ในเมืองแคธลีน (Kathleen) มลรัฐจอร์เจีย สหรัฐฯ บันทึกภาพดาวอังคารเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 53 ซึ่งสามารถสังเกตเห็นน้ำแข็งที่ขั้วโลกของดาวอังคารได้ชัดเจนเมื่อมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ (Mike Hood/www.spaceweather.com)

 
 

นักดาราศาสตร์บันทึกภาพดาวอังคารที่เห็นน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกชัดเจน เหนือท้องฟ้ากรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อช่วงเช้ามืด เวลาประมาณ 03.33 น. ของวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น (Sadegh ghomizadeh/www.spaceweather.com)

 
 

ดาวอังคารเมื่อช่วงกลางดึกเวลาประมาณ 22.55 น. ของวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น เห็นน้ำแข็งที่ขั้วโลกชัดเจน ซึ่งนักดาราศาสตร์ในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน บันทึกภาพไว้ (Sadegh ghomizadeh/www.spaceweather.com)

 
 

อีกภาพของดาวอังคารเมื่อคืนวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งนักดาราศาสตร์ในเมืองบาเกียว ฟิลิปปินส์ บันทึกภาพไว้ (John Nassr/www.spaceweather.com)

 
 

‘เฟด’คงดอกเบี้ยต่ำต่อ ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ สดใสมากขึ้น

January 28, 2010

 รอยเตอร์ – ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ออกคำแถลงในวันพุธ(27)ภายหลังการประชุมเป็นเวลา 2 วัน โดยประเมินภาวะเศรษฐกิจอเมริกันในทางสดใสมากขึ้น พร้อมกันนั้นก็ยังให้สัญญาที่จะคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ระดับใกล้ 0% ต่อไปอีก ทว่าคำมั่นเช่นนี้ไม่ได้เสียงเอกฉันท์เหมือนคราวก่อนๆ โดยมีผู้ออกเสียงคัดค้าน 1 ราย 
 
 มติจากการประชุมในวันอังคาร(26)-พุธ(27) ของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด(เอฟโอเอ็มซี) ที่ให้คงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ที่เดิมคราวนี้ ได้คะแนนเสียง 9 ต่อ 1 โดยผู้ที่ออกเสียงคัดค้านคือ ทอมัส โฮนิก ประธานเฟดสาขาเมืองแคนซัสซิตี ซึ่งให้เหตุผลว่า เขาต้องการให้เฟดตัดทิ้งวลีในคำแถลงที่ระบุว่า จะยังรักษาอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากๆ เช่นนี้ ต่อไป อีกระยะเวลาหนึ่ง 
 
 ขณะเดียวกันคำแถลงที่ออกมาภายหลังการประชุมของเอฟโอเอ็มซีคราวนี้ ยังได้สะท้อนน้ำเสียงในทางมองโลกสดใสเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการประชุมคราวก่อนๆ อีกทั้งยังดูเหมือนจะแสดงความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในเวลานี้จะสามารถดำเนินไปด้วยความยั่งยืน 
 
 กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินไปสู่ความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ คำแถลงล่าสุดระบุ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ดูมองการณ์แง่ดีขึ้นนิดหน่อยจากคำแถลงภายหลังการประชุมเอฟโอเอ็มซีเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งกล่าวว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจ น่าที่จะยังคงอ่อนแออยู่ 
 
 นักวิเคราะห์หลายราย เป็นต้นว่า คริส รุปคีย์ นักเศรษฐศาสตร์ภาคการเงินระดับอาวุโส แห่งธนาคาร แบงก์ออฟโตเกียว-มิตซูบิชิ ให้ความเห็นว่า คำแถลงเช่นนี้ใกล้เคียงกับการยอมรับว่าเอฟโอเอ็มซีคิดว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยใกล้จะยุติลง และเศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังอยู่บนเส้นทางแห่งการฟื้นตัวแบบที่เลี้ยงตัวเองไปได้อย่างยั่งยืนแล้ว 
 
 อย่างไรก็ดี คำแถลงล่าสุดนี้ก็มีส่วนซึ่งแสดงถึงความไม่สดใสที่เพิ่มขึ้นด้วยเหมือนกัน เป็นต้นว่า เฟดได้ตัดทอนส่วนที่กล่าวถึงตลาดที่อยู่อาศัยว่ากำลังกระเตื้องขึ้น ภายหลังตัวเลขข้อมูลที่เปิดเผยระยะหลังๆ มานี้ได้ชี้ให้เห็นถึงความอ่อนแอรอบใหม่ในภาคเศรษฐกิจภาคนี้ แต่ถึงกระนั้น เฟดก็ระบุว่าจะปล่อยให้โครงการซื้อตราสารหนี้ที่อิงกับเงินกู้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีมูลค่ารวม 1.43 ล้านล้านดอลลาร์ หมดอายุไปในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ตามกำหนดเดิม 
 
 นอกจากนั้น คำแถลงคราวนี้ยังใช้น้ำเสียงที่มั่นใจลดน้อยลงเกี่ยวกับทิศทางที่อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำต่อไป โดยแทนที่จะระบุว่า อัตราเติบโตขยายตัวของระดับราคา จะ ยังอยู่ในสภาพที่อ่อนตัว เอฟโอเอ็มซีกลับเปลี่ยนมาใช้ถ้อยคำว่า น่าที่จะ เป็นเช่นนั้น 
 
 ภายหลังทราบมติในคราวนี้ของเฟด ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯได้แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร จน 1 ยูโรแลกได้ไม่ถึง 1.40 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว เนื่องจากพวกนักลงทุนตีความการคัดค้านของโฮนิกว่า เป็นการนำพาเฟดให้ขยับคืบใกล้การใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดอีกก้าวหน้า สำหรับราคาหุ้นวอลล์สตรีทนั้น ในช่วงแรกๆ ได้เคลื่อนไหวลดต่ำลงก่อนจะดีดตัวกลับจนปิดตลาดด้วยราคาที่สูงขึ้น 
 
 สำหรับความเห็นต่อเรื่องแนวโน้มดอกเบี้ย โพลสำรวจความคิดเห็นพวกไพรมารีดีลเลอร์ของสำนักข่าวรอยเตอร์ออกมาว่า 9 ใน 15 ผู้ตอบคำถามแสดงความคาดหมายว่า เฟดจะเริ่มต้นขยับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ 
 

DRT ทุ่มงบการตลาด200ล. ดึงหม่ำ จกม๊กพรีเซ็นเตอร์ หวังดันยอดขายเติบโต 10%

January 28, 2010

 

 

DRT ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท รับตลาดวัสดุก่อสร้างโต 5-10% หลังเศรษฐกิจฟื้นจากมาตรการภาครัฐเร่งกระตุ้นลงทุนและราคาสินค้าเกษตรพุ่ง พร้อม ดึง หม่ำ จกม๊ก เป็นพรีเซ็นเตอร์กระเบื้องลอนคู่สี หวังช่วยความใกล้ชิดระหว่างแบรนด์สินค้ากับผู้บริโภค ตั้งเป้าสิ้นปีรายได้โต 10% 
 
 
 นายสาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการสายการขายและการตลาด บริษัท กระเบื้องหลังคาตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT เปิดเผยว่า แนวโน้มของตลาดวัสดุก่อสร้างในปีนี้มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยคาดว่าจะเติบโต 5-10% โดยมีปัจจัยมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่เน้นเรื่องการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ประกอบกับภาคเอกชนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อสินค้าในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะในกลุ่มของสินค้ากระเบื้องมุงหลังคา ที่ปีนี้มีทิศทางการเติบโตอยู่ที่ 3-5% 
 
 นอกจากนี้ ตลาดกระเบื้องมุงหลังคายังได้รับปัจจัยบวกในเรื่องของราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อในกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัดดีขึ้น และมีรายได้มากพอที่จะนำมาซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ทำให้ในปีนี้บริษัทฯ เตรียมแผนที่ใช้งบการตลาดเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จากปีที่ผ่านมาที่ใช้งบ 100 ล้านบาท เพิ่มเป็น 200 ล้านบาท เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของตราสินค้าภายใต้แนวคิด แกร่ง ทน สมชื่อ 
 สำหรับแผนการสร้างตราสินค้าในปีนี้ บริษัทฯ ได้ดึง หม่ำ จ๊กมก หรือนายเพชรทาย วงศ์ คำเหลา นักแสดงตลกชื่อดัง มารับหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ในแคมเปญ ลอนคู่สี ตราเพชร ทนเป้ง ซึ่งจะเน้นสื่อสารการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายของกระเบื้องหลังคาตราเพชรในกลุ่มกระเบื้องลอนคู่สี เนื่องจากมองว่าบุคลิกของพรีเซ็นเตอร์ที่มีความสนุกสนานจะช่วยสร้างความใกล้ชิดระหว่างตราสินค้ากับผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มต่างจังหวัด ซึ่งเป็นตลาดหลักของกระเบื้องมุงหลังคาแบบลอนคู่ที่บริษัทฯ ต้องการเน้นทำตลาด 
 
 ปีนี้แนวโน้มตลาดกระเบื้องมุงหลังคามีทิศทางที่ดี เพราะกำลังซื้อของลูกค้าในต่างจังหวัดดีขึ้น เราจึงเพิ่มงบการทำตลาดอีกเท่าตัว เพื่อเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับตราสินค้า โดยเลือกใช้ หม่ำ จ๊กมก มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเราในปีนี้ ด้วยงบการทำตลาดในแคมเปญนี้กว่า 7 ล้านบาท เพื่อสร้างความใกล้ชิดระหว่างตราสินค้าและผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเกิดการจดจำตราสินค้าของ DRT ได้มากขึ้น นายสาธิต กล่าวและว่า 
 การเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์ในครั้งนี้ ยังสอดรับกับพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้าในกลุ่มกระเบื้องหลังคาลอนคู่สี ที่เป็นกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด ซึ่งจะเลือกซื้อสินค้าจากตราสินค้าที่จดจำได้และมีความคุ้นเคย แทนการรับฟังคำแนะนำจากกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง ทำให้เชื่อว่า การเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์ในครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อยอดขายของบริษัทฯ ในปีนี้อย่างแน่นอน 
 
 ทั้งนี้ บริษัทฯ วางเป้าหมายการเติบโตของยอดขายในปีนี้ โดยเชื่อว่า จะสามารถทำยอดขายให้เติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10% หรือคิดเป็นยอดขายกว่า 3,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับยอดขายของปีที่ผ่านมา โดยมีสัดส่วนยอดขายในประเทศมาจากตลาดต่างจังหวัด คิดเป็น 80% ขณะที่อีก 20% มาจากยอดขายในกรุงเทพฯ 

 

ซิโน-ไทยเล็งซื้อคอนกรีตCCP มูลค่า500ล.รับรถไฟฟ้าสีม่วง

January 28, 2010

 CCPเตรียมรับยอดขายเพิ่ม หลังซิโน-ไทยจะซื้อขายผลิตภัณฑ์คอนกรีตมูลค่า 500 ล้าน รองรับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง 
 
 
 แหล่งข่าวจาก บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ STEC เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมจะเซ็นสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์คอนกรีตกับบริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP สำหรับใช้ในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง มูลค่าการซื้อขายประมาณกว่า 500 ล้านบาท โดยกำหนดลงนามสัญญาร่วมกันในวันที่ 5 ก.พ.นี้ 
 
 ”เราซื้อคนอกรีตกับ CCP เจ้าเดียว ล็อกทั้งโครงการสายสีม่วง” แหล่งข่าว 
 
 ส่วนเหล็กเส้นที่ใช้ก่อสร้างในโครงการดังกล่าวจะซื้อจากผู้ผลิตเหล็กเส้นหลายเจ้า คาดว่าจะใช้ปริมาณ 48,000 ตัน ซึ่งบางส่วนได้ซื้อล่วงหน้าไว้แล้ว และจะซื้อเพิ่มเติมเพื่อล็อกราคาไว้ใช้ทั้งโครงการ 
 
 ทั้งนี้ เหล็ก และ คอนกรีต ถือเป็นวัสุดก่อสร้างหลักในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งบริษัทเตรียมการที่จะเข้าไปเริ่มรับงานภายในเดือน ก.พ.นี้ 
 
 อนึ่ง เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา STEC ได้ร่วมกับ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นเจ้าของโครงการ เซ็นสัญญางานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่ – บางซื่อ สัญญาที่ 2 เป็นงานโครงสร้างยกระดับ (ฝั่งตะวันตก) มีมูลค่าโครงการ 13,100 ล้านบาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 1,350 วัน หรือประมาณ 3 ปีครึ่ง 
 

CSRรับกระแสGREENรักษ์สิ่งแวดล้อม ปรับกลยุทธ์รับผลกระทบเปิดเสรีการค้า

January 28, 2010

 ตลาดหลักทรัพย์ จับมือสถาบันไทยพัฒน์ และ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม ร่วมหารือถึงทิศทาง CSR ปี 53 แนวโน้มปีนี้องค์กรธุรกิจขานรับกระแส Green สนองพฤติกรรมของผู้บริโภคในทิศทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พร้อมทบทวนบทบาทเร่งปรับกลยุทธ์ CSR ในธุรกิจให้รองรับทั้งโอกาส และผลกระทบจากการเปิดเขตการค้าเสรีที่เข้มข้นขึ้น เน้นโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม 
 
 
 นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในฐานะที่ปรึกษาสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม กล่าวในงานแถลงทิศทางและแนวโน้ม CSR ปี 2553 “Repositioning your CSR”วานนี้ ( 28 ม.ค. ) ว่า จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ส่งผลให้หลายภาคส่วนต้องปรับตัว รับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน และการดำเนินงานที่ต้องคำนึงถึงกระบวนการของธุรกิจที่มีผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ด้วยการพัฒนาและดำเนินธุรกิจที่ยึดหลักธรรมาภิบาล จริยธรรมและคุณธรรม เพื่อสร้างรากฐานความเข้มแข็งของธุรกิจ ให้สามารถประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนมั่นคง 
 
 โดยปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ขับเคลื่อนกิจกรรม CSR ในองค์กร โดยร่วมกับสถาบันไทยพัฒน์ผ่านโครงการ CSR Day ที่ช่วยสร้างความเข้าใจของการทำ CSR ที่ถูกต้อง ให้แก่พนักงาน ส่วนปี53 นี้จะต่อยอดจาก CSR ที่เข้มแข็งในองค์กรด้วยการเชื่อมโยงให้เกิดการขับเคลื่อนการทำ CSR ร่วมกันในระดับองค์กรผ่าน CSR Club ภายใต้สมาคมบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครือข่ายพลังจากภาคธุรกิจ ในการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมร่วมกับองค์กรพันธมิตรในภาคส่วนต่างๆ อย่างบูรณาการ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งทิศทางที่เป็นแนวโน้มในการปรับกระบวนทัศน์ของภาคธุรกิจ ด้วยการสร้างความเข้มแข็งจากภายในองค์กร ด้วยความร่วมมือร่วมใจ ประสานพลังในการทำความดี เชื่อมโยงจากหนึ่งเป็นสอง และขยายเป็นวงกว้างในสังคมไทย 
 
 นายชัยยุทธ์ ชำนาญเลิศกิจ รองกรรมการผู้อำนวยการ สถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน ศูนย์พัฒนาธุรกิจตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ และกรรมการผู้อำนวยการ สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (CSRI) ได้กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนงาน CSR ของสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม ในปี 53 ว่าจะยังมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการภายในของธุรกิจ โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียอย่างครบถ้วน ทั้งพนักงาน ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลักดันการสร้างจิตสำนึกด้าน CSR และส่งเสริมองค์ความรู้ในหลากหลายบริบททางสังคม เพื่อให้องค์กรธุรกิจเกิดความตระหนักเข้าใจในการทำ CSR ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับองค์กร และสามารถเป็นผู้ดำเนินการได้เอง 
 
 ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เผยผลการศึกษาทิศทางและแนวโน้มของ CSR ปีนี้ว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 67 (Constitution) เรื่องกระแสสีเขียวอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate) และเรื่องความตกลงการเปิดเสรีทางการค้า (Commerce) ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรธุรกิจต้องพิจารณาทบทวนแนวการดำเนินงาน หรือการ Repositioning CSR ขององค์กร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทั้งโอกาสและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ 
 
 กระแสเรื่องจุดปกติใหม่ หรือ New Normal จึงเกิดขึ้นท่ามกลางวิถีของการปรับตัวทางเศรษฐกิจในยุคข้างหน้า ปรากฏการณ์นี้ส่อเค้าว่าจะมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจทั่วโลกให้เกิดอาการเซื่องซึมยาว ทำให้บรรดาธุรกิจในทุกแขนงกำลังเรียนรู้พฤติกรรมและเงื่อนไขใหม่สำหรับวางกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อรองรับการเคลื่อนตัวของเศรษฐกิจไปสู่จุดปกติใหม่นี้กันอย่างขะมักเขม้นการปรับจุดยืนในเรื่อง CSR เพื่อรับกับจุดปกติใหม่ (New Normal) จะต้องคำนึงถึงทุกองค์ประกอบสำคัญอย่างควบคู่กัน ทั้งในเรื่องขอบเขต (Scope) แนวนโยบาย (Platform) โครงสร้าง (Structure) กลยุทธ์ (Strategy) การดำเนินงาน (Performance) ตัวชี้วัด (Measure) และการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure) เพื่อสร้างสมให้เกิดเป็นคุณค่า CSR ขององค์กรที่สังคมตระหนักในระยะยาว 
 
 ”ในปีนี้ กระแสเรื่องมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะ ISO 26000 ซึ่งมีกำหนดจะประกาศเป็นมาตรฐานนานาชาติฉบับสมบูรณ์ในปลายปี 53 หลังจากการประชุมที่โคเปนเฮเก้น ในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเป็นตัวเร่งให้องค์กรธุรกิจโดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ปรับกระบวนการทำงานให้เข้ากับมาตรฐานที่เกิดขึ้น “ 
 
 อย่างไรก็ดี มาตรฐาน ISO 26000 นี้เป็นเพียงมาตรฐานข้อแนะนำ มิใช่มาตรฐานระบบการจัดการเพื่อใช้สำหรับการรับรอง (Certification) การเสนอให้มีการรับรอง หรือกล่าวอ้างว่าได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 26000 จึงผิดไปจากเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของมาตรฐาน 
 

“อภิสิทธิ์” ลั่นหนุนเอสเอ็มอีไทยเต็มสูบ ผุดไอเดียหนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม

January 28, 2010

 

 

อภิสิทธิ์ ยันรัฐบาลพร้อมหนุนเอสเอ็มอีครบวงจร ไม่จำกัดแค่เงินทุนเท่านั้น ระบุ ใช้งบไทยเข้มแข็งเสริมแกร่งเอสเอ็มอีไทยรับมือเปิดการค้าเสรี ประกาศนำเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ช่วยเพิ่มมูลค่า และเสริมความสามารถการแข่งขันให้แก่สินค้าไทย ขีดเส้นให้เห็นผลงานชัดภายในปีนี้ พร้อมผุดไอเดียหนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม ปูพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต 
 
 
 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในการเป็นประธานเปิดงาน Thailand SME Expo 2010 ว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศจะให้ความสำคัญต่อมหภาค หรือการส่งออกเป็นหลัก ไม่มองถึงธุรกิจระดับกลางและเล็ก หรือเอสเอ็มอีมากนัก ทั้งที่ความเป็นจริงเอสเอ็มอีมีบทบาทสำคัญในการขับเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกว่า 2.82 ล้านกิจการ คิดเป็นร้อยละกว่า 99.7 ของธุรกิจทั้งหมดของประเทศ สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือจีดีพีกว่า 37.8 ของประเทศ คิดเป็นมูลค่ากว่า 3.44 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานเกือบ 9 ล้านคน 
 
 ***ระบุส่งเสริมเอสเอ็มอีครบวงจร**** 
 
 อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาจะมองปัญหาของเอสเอ็มอี เฉพาะแค่การเข้าถึงแหล่งทุนได้ยากกว่ารายใหญ่ แต่การส่งเสริมเอสเอ็มอีจะมองเฉพาะปัญหาแค่เรื่องทุนไม่ได้ ต้องเปลี่ยนมามองความสามารถในการแข่งขัน โอกาสการตลาด เทคโนโลยี และนวัตกรรม ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้ จึงเน้นที่จะส่งเสริมเอสเอ็มอีอย่างครบวงจร นอกจากนั้น จะส่งเสริมให้เอสเอ็มอีกระจายตัวไปทั่วประเทศ ไม่กระจุกตัวเฉพาะในส่วนกลาง หรือในนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้น 
 
 ***ดันไทยเข้มแข็งรับมือเปิดเสรี**** 
 
 อีกทั้ง จากนโยบายไทยเข้มแข็งได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมเอสเอ็มอีเช่นกัน เน้นการปรับโครงสร้างการผลิตให้ทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะการเตรียมรับมือข้อตกลงการค้าการลงทุนซึ่งประเทศไทยไปลงนามไว้ โดยปี 2552 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เป็นประธานอาเซียน มีการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การค้าเสรี AFTA (ASEAN Free Trade Area) และ AEC (ASEAN Economic Community) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งภาคเอกชนให้ข้อคิดว่า การเปิดเสรีการค้าจะเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เฉพาะแต่รายใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติ ส่วนเอสเอ็มอีไทยที่ขาดความพร้อม และประสบการณ์ จะกังวลว่า จะไม่สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงดำเนินการศึกษา เพื่อเตรียมข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อแสวงหาโอกาสให้เอสเอ็มอี ในการรับมือการเปิดอาฟต้าและเอเปค รวมถึงอื่นๆ 
 
 รัฐบาล พยายามจะเตรียมพร้อมว่าจะทำอย่างไร ที่จะให้เอสเอ็มอีได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีดังกล่าวมากที่สุด ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนรอบด้านเพื่อเอสเอ็มอีแข่งขันกับต่างชาติได้ ตั้งแต่ผมเข้ามารับตำแหน่ง ผมพูดมาตลอดว่า ผมเชื่อมั่นในประเทศไทย เชื่อมั่นในคนไทย รวมถึงเชื่อมั่นในเอสเอ็มอีไทย ดังนั้น เมื่อมีนโยบายส่งเสริมเอสเอ็มอีครบวงจร ผมมั่นใจว่า เอสเอ็มอีไทยสามารถปรับตัว และพัฒนาจนสามารถเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยได้ นายกรัฐมนตรี กล่าว 
 
 ***ลั่นปีนี้ เห็นผลงาน ศก.สร้างสรรค์ **** 
 
 สำหรับเอสเอ็มอีในภาคการผลิต เดิมส่วนใหญ่จะเป็นในรูปแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) หรือรับจ้างผลิตเท่านั้น โดยใช้ความได้เปรียบด้านค่าแรงงานต่ำ แต่ปัจจุบันความได้เปรียบนี้หมดไปแล้ว รัฐบาลจึงปรับโครงสร้างการผลิตใหม่ โดยนำนโยบายเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์มาช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าไทยจากภูมิปัญญา ศิลปะ และวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขันในอนาคต ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งหวังว่า นโยบายนี้ จะเห็นผลชัดเจนภายในปีนี้ (2553) 
 
 ***ประกาศดันนโยบายวิสาหกิจเพื่อสังคม**** 
 
 นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า อีกเรื่องที่เป็นนโยบายใหม่ที่รัฐบาลกำลังจะผลักดัน คือ ส่งเสริมความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่เอสเอ็มอีที่เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ซึ่งวิสาหกิจเหล่านี้ อาจจะไม่มีเป้าหมายในการหากำไรเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่เป็นธุรกิจที่มีประโยชน์ในทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการสร้างโอกาส สร้างรายได้แก่คนในชุมชนและท้องถิ่น 
 
 ลักษณะของวิสาหกิจเพื่อสังคมเหล่านี้ จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลกำลังเตรียมมาตรการในการส่งเสริม เพื่อช่วยให้วิสาหกิจเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะสามารถอยู่รอดได้และแข่งขันได้ แต่ยังมีบทบาทที่สำคัญในการสนับสนุนการแก้ปัญหาสังคมของประเทศด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าว 
 
 ***ชี้วิสาหกิจเพื่อสังคมต้องใช้เวลา**** 
 
 ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี (สสว.) กล่าวว่า ในต่างประเทศ ให้ความสำคัญต่อเอสเอ็มอีที่เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างมาก โดยจะแบ่งเป็นทั้งธุรกิจที่เป็นกลุ่มที่ไม่หวังผลกำไรเป็นเป้าสูงสุด ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม และธุรกิจที่เอื้ออาทรต่อสังคม อย่างประเทศอังกฤษมีเอสเอ็มอีกลุ่มนี้กว่า 60,000 กิจการ จ้างงานกว่า 3 ล้านคน และสร้างรายได้กว่าร้อยละ 1 ของจีดีพี โดยรูปแบบ คือ ทุกกิจการจะแบ่งผลกำไรส่วนหนึ่งเข้ามาเพื่อช่วยเหลือสังคม 
 
 สำหรับประเทศไทยที่จะเริ่มให้ความสำคัญแก่เอสเอ็มอีกลุ่มนี้ เป็นการนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ที่จะเน้นการร่วมมือเอื้อประโยชน์แก่กันและกัน เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม สุขภาวะ และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กับการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนเพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้ประเทศไทยไม่ต้องประสบปัญหาอย่างกรณีมาบตาพุดขึ้นอีก ซึ่งต้นเหตุสำคัญมาจากการทำธุรกิจที่ขาดความสำนึกต่อสังคม อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ ในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดอยู่หลายด้าน จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัว 
 
 นายยุทธศักดิ์ เผยถึงการจัดงาน Thailand SME Expo 2010 ระหว่างวันที่ 28 -31 ม.ค. นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จุดประสงค์เพื่อสร้างโอกาส และส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย โดยจะมีทั้งส่วนภาคธุรกิจจะมีการจำหน่ายสินค้าที่แสดงศักยภาพของเอสเอ็มอีไทย และการเจรจาธุรกิจ ซึ่งคาดว่า จะเกิดการเจรจาธุรกิจ 400-500 คู่ต่อวัน เกิดมูลค่ากว่า 2,000-3,000 ล้านบาท นอกจากนั้น จะเป็นด้านวิชาการ มีการจัดสัมมนาความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างครบวงจร อีกทั้ง ให้คำปรึกษาด้านช่องทางการลงทุนต่างๆ เป็นต้น 

 

พอร์ตลงทุนปี52ตลท.กำไร วอลุ่มตลาดรวมโต13% ดัชนีแข็งแกร่ง

January 28, 2010

 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ ผลการดำเนินงานปี52 ดีเกินคาดเหตุวอลุ่มตลาดรวมโต13% และดัชนีตลาดหุ้นไทยดีดตัวเพิ่มขึ้นหนุนพอร์ตลงทุนกำไร แต่ช่วงนี้ยอมรับโดนปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศกดดัน ย้ำต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ภัทรียาเผยสัปดาห์หน้าเตรียมเปิดให้ผู้สนใจยื่นข้อเสนอพัฒนาโครงการบนที่ดิน10 ไร่ที่รัชดา ให้เป็นศูนย์กลางการเงินตลาดทุน ด้าน กรณ์ออกโรงการันตีรัฐบาลยังเข้มแข็ง อย่าตื่นกลัวกับข่าวลือยุบสภา -ปฏิวัติ 
 
 นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯในปี2552 ปรับตัวดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจาก มูลค่าการซื้อขายของตลาดรวมปีที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้น 13% อยู่ที่ 17,853.82 ล้านบาทต่อวัน จากปี2551 ที่มี 15,869.94 ล้านบาทต่อวัน และพอร์ตการลงทุนของบริษัทดีขึ้นจากการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งงบการเงินของตลาดหลักทรัพย์ฯขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ คาดว่าจะเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์นี้ ส่วนเม็ดเงินที่ตลาดหลักทรัพย์ฯยังไม่ได้ลงทุนในกองทุนร่วมทุน(แมทชิ่งฟันด์)กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)นั้น ตลท.จะนำไปใช้ในการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ฯด้านอื่นๆแทน 
 
 สำหรับ ภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ ยอมรับว่ามีความผันผวนจากสถานการณ์ภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งนักลงทุนจะต้องติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อใช้ในการประกอบการติดสินใจในการลงทุน โดยปัจจัยภายในประเทศต้องติดตามในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะ จะมีการเปิดประชุมสภาแล้ว ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศนั้นต้องติดตามเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจเอเชียจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้และปีหน้า แต่ระหว่างทางยังคงมีความผันผวนบ้าง 
 
 ส่วนความไม่แน่นอนทางการเมืองนั้นจะส่งกระทบต่อการจัดทำแผนพัฒนาตลาดทุนไทยหรือไม่นั้น นางภัทรียา กล่าวว่า แผนพัฒนาตลาดทุนไทยนั้นได้มีการจัดทำขึ้น และมีระยะเวลาในการดำเนินงานที่ชัดเจน ซึ่งคณะอนุกรรมการได้มีการประชุมกันทุกไตรมาสเพื่อเดินหน้าให้สำเร็จ ส่วนในเรื่องการแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์นั้นต้องมีการเสนอให้สภามีการแก้ไข ซึ่งในเรื่องนี้ต้องใช้เวลา 
 
 **เตรียมหาผู้พัฒนาที่ดินย่านรัชดา** 
 
 นอกจากนี้ในสัปดาห์หน้า ตลาดหลักทรัพย์ฯจะมีการเปิดให้ผู้ที่สนใจจะเข้ามาพัฒนาที่ดินถนนรัชดาของตลาดหลักทรัพย์ฯเสนอรูปแบบการพัฒนาโครงการบนพื้นที่10 ไร่ หลังจากบอร์ดได้อนุมติให้ทำTORแล้ว โดยตลาดหลักทรัพย์ฯมีเกณฑ์ว่าจะต้องพัฒนาเป็นสำนักงานเกรดเพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางธุรกิจการเงินตลาดทุน ส่วนรูปแบบของผู้ที่จะมาพัฒนาโครงการบนพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นลักษณะร่วมทุนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยจะมีการพิจารณาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสม ต่อไป ซึ่งจะเปิดให้ผู้มายื่นข้อเสนอการพัฒนาพื้นที่ประมาณ 1 เดือนและจะใช้เวลาพิจารณาคัดเลือก อีก 1 เดือน เพื่อที่หาผู้ที่เหมาะสมเข้ามา ส่วน พื้นที่อีก 5 ไร่นั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯจะใช้ในการก่อสร้างอาคารของตลาดหลักทรัพย์ฯเอง ซึ่งเงินจะนำมาจากเงินที่ได้จากผู้ที่ได้พัฒนาโครงการบนพื้นที่10 ไร่ 
 
 **กรณ์วอนนักลงทุนอย่าเชื่อข่าวลือ** 
 
 นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยกรณีดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องว่า นักลงทุนควรตัดสินใจลงทุนที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงภายใต้หลักการและเหตุผล กระแสข่าวลือทั้งการปฏิวัติและยุบสภา ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง รัฐบาลยืนยันและมั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาล และจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของนักลงทุนแต่อย่างใด ขณะที่การปฏิวัตินั้นเชื่อว่าจะไม่สามารถบริหารและทำงานได้ท่ามกลางความขัดแย้งได้ และยังไม่เป็นที่ยอมรับในระบบเศรษฐกิจและกระแสโลกด้วย 
 
 สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน แต่มั่นใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลเองไม่ต้องการและไม่พร้อมที่จะให้มีการเลือกตั้งใหม่ ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา เนื่องจากยังมีวาระที่ต้องทำต่อเนื่อง 
 

‘ไทยเครดิต’เดินหน้าเข้าตลาดหุ้น เล็งหาพันธมิตร-ซื้อพอร์ตพันล้าน

January 28, 2010

 แบงก์ไทยเครดิตเดินหน้าตามแผนเข้าตลาดหุ้นในปี 54 เล็งหาพันธมิตรเสริมธุรกิจ พร้อมตั้งเป้าโตสินเชื่อ 59% แย้มอยู่ระหว่างดีลซื้อพอร์ตเช่าซื้อพันล้าน แต่ยังไม่กำหนดเวลาชัดเจน ล่าสุดเผยผลการดำเนินงานปี 52 กำไรหด แต่เงินฝาก-สินเชื่อทะลุเป้า 
 
 นายมงคล ลีลาธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2553 ของธนาคารยังคงเน้นเรื่องการขยายฐานลูกค้ารายย่อยเป็นหลัก โดยตั้งเป้าหมายเติบโตสินเชื่อจากปี 2552 เพิ่มขึ้นกว่า 59% หรือคิดเป็นเม็ดเงินปล่อยใหม่15,244 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นในส่วนสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อทอง สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อบุคคล 
 
 ขณะที่เป้าหมายด้านเงินฝากนั้นได้ตั้งเป้าเติบโตยอดเงินฝาก 51% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 15,510 ล้านบาท จากปี 2552 อยู่ที่ 10,301 ล้านบาท และเพิ่มบัญชีเงินฝากอีก 64% คิดเป็นจำนวน 38,637 บัญชี จากปีที่แล้วที่จำนวนบัญชีเงินฝากอยู่ที่ 23,576 บัญชี 
 
 กลยุทธ์ที่ธนาคารจะขับเคลื่อนธุรกิจให้ได้ตามเป้าหมายจะเน้นที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น จะเน้นหนักและย้ำในเรื่องการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินในรูปแบบใหม่ๆ ให้กับลูกค้ารายย่อย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามภาวะเศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบันนี้เพื่อเพิ่มโอกาส เพิ่มคุณภาพชีวิต เพื่อความสุขทุกช่วงชีวิตของคนไทย ในปีนี้ธนาคารเตรียมแผนเปิดสาขาใหม่อีก 4 สาขา ได้แก่ ซีคอนสแควร์ งามวงศ์วาน บางกะปิ และปทุมธานี ตลอดจนการเพิ่มเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมกับธนาคารดั่งเช่นความสำเร็จที่ธนาคารได้ร่วมมือกับ ไปรษณีย์ไทย และธนาคารกรุงไทย ด้วยบริการ ฝากสะดวก ถอนง่าย ทั่วประเทศ นายมงคล กล่าว 
 
 สำหรับแผนที่ธนาคารจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในปี 2554 นั้น นายมงคลกล่าวว่า เป็นเป้าหมายที่ธนาคารวางไว้ว่าภายใน 3 ปีจะต้องบรรลุผลให้ได้ ทั้งนี้ ธนาคารจะไม่ขอยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ ยังคงเป็นธนาคารเพื่อรายย่อย นอกจากนี้ ธนาคารก็ยังมีความสนใจเพื่อหาพันธมิตรทั้งสถาบันของไทยและต่างประเทศ เพื่อเข้ามาช่วยเกื้อหนุนธุรกิจของธนาคารในอนาคต 
 
 เป้าหมายในการหาพันธมิตรของธนาคารนั้นไม่ได้มีเพียงแต่เงินทุนเท่านั้น แต่จะต้องมีศักยภาพในทุกๆด้านที่จะเข้ามาช่วยให้ธนาคารมีการเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต อีกทั้งความร่วมมือดังกล่าวจะต้องเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ซึ่งแผนการหาพันธมิตรไม่ได้มีกำหนดเวลาตายตัวว่าจะต้องสรุปเมื่อใด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ธนาคารมีแผนเตรียมเข้าซื้อกิจการธุรกิจเช่าซื้อ ซึ่งเป็นธุรกิจอยู่ในกลุ่ม สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (non-bank) วงเงินประมาณ 1 พันล้านบาท แต่ยังไม่สามารถระบุเวลาที่แน่ชัดได้ว่าเป็นช่วงไหนของปีนี้ นายมงคล กล่าว 
 
 ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2552 ที่ผ่านมา ธนาคารมีกำไรสุทธิ 46.49 ล้านบาท จากปี 2551 ที่มีกำไรสุทธิ 73.19 ล้านบาท จากการที่ธนาคารสามารถทำรายได้รวมเพิ่มขึ้นถึง 88% มียอดเงินฝากเพิ่มขึ้น 51% หรือเพิ่มเป็น 10,301 ล้านบาท มีบัญชีเงินฝากเพิ่มขึ้นเป็น 23,576 บัญชี ประกอบไปด้วยลูกค้าที่วงเงินฝากไม่เกิน 10 ล้านบาทถึง 99% เงินฝากเฉลี่ยต่อบัญชี 437,000 บาท สำหรับยอดสินเชื่อมีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 72% คิดเป็นเม็ดเงินปล่อยใหม่ 9,608 ล้านบาท มีจำนวนลูกค้า 35,726 ราย ประกอบไปด้วยลูกค้าที่วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 10 ล้านบาทถึง 99% วงเงินสินเชื่อเฉลี่ยต่อบัญชี 200,000 บาท และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 1.47% 
 

Next Page »