Honda CR-Z : แรงเรื่องรอง แต่ประหยัดเรื่องใหญ่

January 26, 2010

 ในที่สุดจากต้นแบบที่เปิดตัวปี 2007 ฮอนด้าผลักดันให้กลายมาเป็นของจริงสำหรับขายในตลาดแล้ว เมื่อสปอร์ตพลังไฮบริดรุ่น CR-Z เผยโฉมรุ่นขายจริงออกมา และพร้อมทำตลาดทั่วโลกปีนี้ โดยเริ่มต้นที่ญี่ปุ่นเดือนกุมภาพันธ์ จากนั้นค่อยถึงคิวของตลาดหลักอย่างยุโรป และสหรัฐอเมริกา 
 

 ฮอนด้าเผยสปอร์ตต้นแบบรุ่นนี้ในโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2007 จากนั้นในงานเดียวกันแต่อีก 2 ปีต่อมาก็เปิดตัวรุ่นใกล้เคียงกับการผลิตจริงพร้อมกับคอนเฟิร์มข่าวว่าขายจริงแน่ในปี 2010 จนกระทั่งมาถึงงานดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ 2010 เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา จึงเผยโฉม U.S. Spec อย่างเป็นทางการ ซึ่ง CR-Z จะเป็นรถยนต์ไฮบริดรุ่นที่ 6 ที่ใช้เทคโนโลยี IMA-Integrated Motor Assist นับตั้งแต่ฮอนด้านำมาใช้ครั้งแรกกับรุ่นอินไซท์ในปี 1999 
 
 สำหรับชื่อรุ่น CR-Z เป็นตัวย่อของคำว่า Compact Renaissance Zero และแม้ว่าจะเป็นชื่อใหม่ แต่ว่ากันว่างานออกแบบทั้งภายนอกและภายในของ CR-Z มีกลิ่นอายและเป็นการสานต่อมาจากรถสปอร์ตขนาดเล็กชื่อดังของฮอนด้าในยุค 1980-1990 อย่าง CR-X และ CR-Z ถือเป็นอีกหนึ่งผลผลิตในการสร้างความแพร่หลายของรถยนต์ไฮบริดให้มีมากขึ้นและครบคลุมในทุกรูปแบบของรถยนต์ 
 

 จากระยะฐานล้อในระดับ 2,430 มิลลิเมตร และเลย์เอาท์ของระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบทอร์ชันบีม H-Shape ทำให้เชื่อว่า CR-Z น่าจะได้รับการปรับปรุงและพัฒนาบนพื้นฐานเดียวกับซับคอมแพ็กต์รุ่นแจ๊ซ/ฟิต เช่นเดียวกับที่อินไซท์ใหม่เป็นอยู่ ซึ่งนั่นจะเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ในระดับหนึ่ง 
 
 ขณะที่มิติตัวถังของตัวรถมีความยาว 4,079 มิลลิเมตร, กว้าง 1,740 มิลลิเมตร และสูง (รวมเสาอากาศ) 1,394 มิลลิเมตร เพิ่มความสวยด้วยล้อขนาด 6X16 นิ้วกับยาง 195/55R16 แต่ถ้าอยากสวยก็มีล้อ 7X17 นิ้วกับยาง 205/45R17 เป็นออพชั่นจากโรงงาน 
 

 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างจากอินไซท์และก็รวมถึงซีวิค ไฮบริด FD3 คือ เครื่องยนต์ไฮบริดที่ใช้อยู่ใน CR-Z เป็นการจับคู่ใหม่ระหว่างขุมพลังเบนซิน 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,500 ซีซี i-VTEC กับมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดสามารถผลิตกำลังขับเคลื่อนออกมาได้สูงสุด 122 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 17.6 กก.-ม. ที่ 1,000-1,500 รอบ/นาทีสำหรับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และ 16.9 กก.-ม. 
 
 
 สำหรับเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง หรือ CVT แบบมี Paddle Shift 
 
เพื่อให้ตัวรถสามารถตอบสนองในด้านความประหยัดน้ำมันอย่างเต็มที่ฮอนด้านำแนวคิดในการพัฒนาระบบช่วยเหลือคนขับที่ใช้อยู่ในอินไซท์ใหม่มาใช้กับ CR-Z ซึ่งระบบนี้ประกอบไปด้วย Eco Assist™ System ซึ่งจะช่วยแจ้งเตือนผู้ขับถึงรูปแบบการขับ ณ วินาทีที่ส่งผลความประหยัดน้ำมันของรถยนต์ 
 

 และ 3-Mode Drive System (Sport/Normal/ECON) ซึ่งสามารถเลือกกดผ่านทางปุ่มที่อยู่บนพวง มาลัย และจะมีการปรับการทำงานของระบบต่างๆ เช่น การตอบสนองของลิ้นปีกผีเสื้อ ระบบเพาเวอร์ไฟฟ้าของพวงมาลัย เครื่องปรับอากาศ และการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับรูปแบบของโหมดการขับที่เลือกเอาไว้ แถมยังมีโหมดการให้คะแนนความประหยัดในการขับ ซึ่งจะบันทึกเอาไว้เพื่อท้าทายให้ผู้ขับพัฒนาฝีมือในด้านการขับประหยัดไปเรื่อยๆ 
 
 ตัวเลขของความประหยัดน้ำมันจากการทดสอบของฮอนด้าในรุ่นเกียร์ธรรมดามีตัวเลขความประหยัดในเมือง/นอกเมือง/ผสมอยู่ที่ 12.5/14.9/13.3 กิโลเมตร/ลิตร และ 14.6/15.4/14.9 กิโลเมตร/ลิตรสำหรับรุ่นเกียร์ CVT และได้รับการจัดให้เป็นรถยนต์ที่มีระดับการปล่อยมลพิษอยู่ในกลุ่ม AT-PZEV หรือ Advanced Technology Partial Zero Emissions Vehicle จากการทดสอบของ CARB หรือ California Air Resource Board 
 
 
 

 ญี่ปุ่นจะเป็นตลาดกลุ่มแรกที่ได้สัมผัสกับ CR-Z เพราะฮอนด้าวางคิวไว้ว่าจะเริ่มขายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก่อนที่จะนำไปเปิดตัวอีกครั้งที่ยุโรปในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2010 เดือนมีนาคมนี้ และหลังจากนั้นก็จะเริ่มขายในตลาดตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยมุ่งเน้นไปที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของรถยนต์ไฮบริด 
 

 
 

 
 

 
 

ข่าวสั้น : ผู้นำมอสซิลากังวลอินเทอร์เน็ตไม่เติบโต, เอโอแอลซื้อสตูดิโอผลิตวิดีโอ, โป๊ปดันบาทหลวงออนไลน์

January 26, 2010

     

***ผู้นำมอสซิลากังวลอินเตอร์เน็ตไม่เติบโต 
 
 มิตเชล เบเกอร์ ผู้นำมูลนิธิมอสซิลา (Mozilla) เจ้าของโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ดาวรุ่นยอดนิยมอย่างไฟร์ฟ็อกซ์ (Firefox) ซึ่งมีผู้ใช้งาน 350 ล้านคนทั่วโลกในขณะนี้ ออกมาแสดงความกังวลว่ากฏหมายในหลายประเทศกำลังเป็นอุปสรรคขัดขวางการเจริญเติบโตของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโลก 
 
 เบเกอร์กล่าวถึงความกังวลนี้บนเวทีเปิดงานประชุม Digital-Life-Design หรือ DLD โดยเบเกอร์ย้ำว่าตัวบทกฎหมายที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมระบบเปิดเกิดขึ้นได้ยาก แม้เบเกอร์ไม่ระบุว่าความกังวลของเธอเกิดขึ้นในพื้นที่ใด แต่หลายฝ่ายเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศจีน 
 

***เอโอแอลซื้อสตูดิโอผลิตวิดีโอ 
 
 
 เอโอแอล (AOL) บริษัทเว็บไซต์รายใหญ่ของสหรัฐฯประกาศทุ่มเงินสดและหุ้นมูลค่า 36.5 ล้านเหรียญสหรัฐซื้อบริษัทให้บริการด้านการผลิตวิดีโอนาม StudioNow นักสังเกตการณ์เชื่อว่านี่คือความพยายามของเอโอแอลเพื่อยกระดับระบบจัดการคอนเทนท์วิดีโอของตัวเอง 
 
 ทุกฝ่ายเชื่อว่าเอโอแอลต้องการเทคโนโลยีของ StudioNow โดยที่ผ่านมา StudioNow นั้นให้บริการสร้างและเผยแพร่วิดีโอออนไลน์ด้วยเทคโนโลยีของตัวเอง ลูกค้าทั่วสหรัฐฯที่มาใช้บริการโปรดักชันเฮาส์ของ StudioNow สามารถเข้าสู่ระบบไดเรกทอรี่เพื่อใส่ข้อมูล หรือแก้ไขภาพยนตร์ได้ผ่านระบบออนไลน์แสนสะดวก 
 
 คาดว่านับจากนี้ โลกจะได้เห็นบริการด้านความบันเทิงใหม่ๆจากเอโอแอล 
 

***โป๊ปดันบาทหลวงออนไลน์ 
 
 สมเด็จพระสันตปาปาแห่งสำนักวาติกันหรือโป๊ปออกมาเรียกร้องให้บาทหลวงคริสตศาสนาใช้โลกอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางสร้างศรัทธาให้มากขึ้น หวังเข้าถึงสาธุชนกลุ่มวัยรุ่นได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น 
 
 คำเรียกร้องให้บาทหลวงออนไลน์ให้มากขึ้นนี้เกิดขึ้นจากงาน 2010 World Day for Social Communications ซึ่งคริสตจักรมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ โป๊ปได้มอบนโยบายให้หน่วยงานของสำนักวาติกันใช้เว็บไซต์และบล็อกเป็นสื่อใหม่ในการเผยแพร่คำสอนอย่างทั่วถึง โดยระบุว่าในยุคที่วัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลง ศาสนจักรจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีล่าสุดเพื่อเปิดเส้นทางการสื่อสารใหม่ๆ ซึ่งนอกจากบล็อกและเว็บไซต์ คริสตจักรตั้งเป้าจะเผยแพร่ภาพ วิดีโอ และภาพการ์ตูนเคลื่อนไหวแก่สาธุชนให้มากขึ้น 
 
 ขณะนี้ สำนักวาติกันนั้นมีเว็บไซต์ของตัวเอง มีแอปพลิเคชันบนเฟสบุ๊ก (Facebook) มีช่องแพร่วิดีโอบนยูทูบ (YouTube) และมีแอปพลิเคชันเกี่ยวกับศาสนจักรเพื่อใช้งานกับไอโฟน (iPhone) 
 

ชมความงาม “อ่าวมะนาว” หาดทรายขาวเมืองนราฯ

January 26, 2010

                             

“นราธิวาส” อาจดูเป็นจังหวัดสามชายแดนภาคใต้ที่คุกกรุ่นไปด้วยไอสงคราม แต่แท้จริงแล้ว เมืองนราธิวาสกลับเป็นเมืองน่าเที่ยวที่มีความสงบงามไม่ต่างจากเมืองท่องเที่ยวแหล่งอื่นๆ อย่างเช่นที่ “อุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง” ในอำเภอเมือง ก็เป็นชายหาดงดงามด้วยโค้งอ่าวเชื่อมต่อกันยาวประมาณ 4 กม. มีโขดหินสลับโค้งหาดเป็นระยะ บริเวณริมหาดมีสวนรุกขชาติและทิวสนร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจของทั้งคนและแพะเช่นเดียวกัน 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



บอลไทยเชียร์ไปก็เท่านั้น!/ไก่ อำนาจ

January 26, 2010

 ก่อนจะไปถึงเรื่องที่ได้จั่วหัวเอาไว้ มีอยู่เรื่องหนึ่งจาก 2 เหตุการณ์ที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจไม่น้อยจากการที่ได้นั่งชมการถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา 
 
  เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นนาทีที่ 50 กว่าๆ ในเกมระหว่าง “อาร์เซนอล” กับ “โบลตัน” เป็นจังหวะที่ “วิลเลียม กัลลาส” ของทีมเจ้าปืนใหญ่พาลูกบุกเข้ามาในแดนของโบลตัน ก่อนจะเกิดการปะทะกับ “มาร์ค เดวี่ส์” กระทั่งอีกฝ่ายล้มลงไปกองกับพื้นโดยไม่มีเสียงนกหวีดจากผู้ตัดสิน 
 
  จากจังหวะต่อเนื่อง บอลได้ถูกลำเลียงไปถึงเขตโทษ และเป็น “เชส ฟาเบรกาส” ที่ได้หลุดเข้าไปยิงมุมแคบ ทำให้อาร์เซนอลตามตีเสมอเป็น 2 ต่อ 2 (ก่อนจะชนะไปในท้ายที่สุด 4 ประตูต่อ 2) ขณะเดียวกับที่ มาร์ค เดวีส์ ได้รับบาดเจ็บหนัก ถึงขั้นต้องลงเปลหามออกจากสนาม และถูกเปลี่ยนตัวออกไป 
 
  อีกเหตุการณ์เป็นเกมที่ แมนยูฯ เอาชนะ ฮัลล์ ซิตี้ ไป 4 ประตูต่อ 0 จากการเหมาคนเดียวของ “เวย์น รูนีย์” 
 
  เหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นในช่วงที่ทีมผีแดงได้ประตูที่ 2 เมื่อ นานี ได้โอกาสยิงฟรีคิกระยะประมาณ 35 หลา มายฮิลล์ ผู้รักษาประตูของฮัลล์ฯ รับไม่อยู่ บอลกระดอนออกมา และเป็นจังหวะเดียวกับที่กองหลังของทีม แอนดี ดอว์สัน พยายามที่จะเข้าไปเคลียร์บอลจนชนกับ มายฮิลล์ กระทั่งตัวเองล้มลงไปนอนกองอยู่กับพื้นแถวๆ เส้นประตู 
 
  ตอนนั้นผู้เล่นของฮัลล์ฯ บางส่วนคิดว่ากรรมการจะเป่าหยุดการเล่น เลยเกิดการชะงัก ขณะที่เกมยังไหลไปอย่างต่อเนื่อง และก็เป็น เวย์น รูนีย์ ที่ตะบันยิงบอลเข้าไปเสียบตาข่ายอย่างสุดสวย 
  … 
  ไม่รู้ว่าคิดมาไปเองหรือเปล่า แต่ผมว่าระยะหลังๆ ดูเหมือนว่าบรรดานักฟุตบอลหลายต่อหลายคนไม่ว่าจะเป็นลีกไหน ประเทศไหน ดูจะมีลูกเล่นที่ “ตุกติก” เพื่อให้ทีมของตนเองได้เปรียบกันเยอะขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว 
 
  ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเสียบสกัดแบบไม่ให้ไปทั้งลูก(บอล)ทั้งคน แกล้งพุ่งล้มเพื่อเรียกลูกฟาล์วหรือจุดโทษ การเสแสร้งว่าได้รับบาดเจ็บเพื่อที่จะถ่วงเวลา เรื่อยไปจนถึงการเล่นด้วยอารมณ์ที่คั่งแค้น จนเล่นนอกกติกา หาจังหวะเสียบนอกเกม ฯ 
 
  ขณะที่คนเชียร์ส่วนใหญ่เอง(โดยเฉพาะกองเชียร์ที่ทีมตนเองได้รับประโยชน์จากการตัดสิน)ก็ดูเหมือนจะ “ยอมรับ” กับวิธีการเล่นดังกล่าวด้วยเหตุผลที่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามตลอดช่วงระยะเวลาของเกมการแข่งขันที่เกิดขึ้นจะ “ถูก” หรือ “ผิด” ล้วนขึ้นอยู่กับการ “ตัดสิน” ของผู้เป็นกรรมการ 
 
  แน่นอนครับ ผมเองเห็นด้วย(สุดๆ) กับเหตุผลที่ว่าทั้งผู้เล่น ผู้จัดการทีม ผู้ฝึกสอน ทีมงาน ตลอดจนกองเชียร์เองต้องยอมรับในสิ่งที่กรรมการตัดสิน (ซึ่งนั่นหมายถึงว่าคุณจะต้องมีสมาธิกับการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าจู่ๆ ก็หยุดเล่นเพราะคิดไปเองว่ากรรมการจะเป่าหยุดการแข่งขันให้) แต่ที่ผมไม่อยากให้ยอมรับก็คือ “ความคิด” ที่ว่าการเล่น “ตุกติก” การเล่น “นอกกติกา” ถ้ากรรมการตัดสินออกมาว่าไม่ผิดแล้วมันคือสิ่งที่ “ถูก” สามารถ “กระทำได้” 
 
  หรือเลยเถิดไปถึงความคิดที่ว่ามันเป็นสิ่งที่ “สมควรกระทำ” 
 
  เพราะทั้งหลายทั้งปวงจะทำให้การตัดสินของกรรมการซึ่งต่อให้เก่งหรือแม่นยำแค่ไหนก็ต้องพบกับความยุ่งยากลำบากมากขึ้น และโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการตัดสินก็จะย่อมมีสูงมากขึ้นตามมาเช่นกัน 
 
  มิใช่เฉพาะผู้ตัดสินเท่านั้นนะครับ ตัวของผู้เล่นเองก็จะเกิดความระแวงซึ่งกันและกันมากขึ้น ตกลงเอ็งเจ็บจริง หรือแกล้งเจ็บ ฯ อันนำมาซึ่งความลดน้อยถอยลงไป “อย่างมิได้ตั้งใจ” ของสิ่งที่ถือว่าเป็น “หัวใจ” ของนักกีฬาในการเล่นกีฬาที่นอกเหนือไปจากความแข็งแรงของร่างกาย และการรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย 
 
  นั่นก็คือความ “สามัคคี” และความมี “น้ำใจ” (ดูเหมือนว่าสังคมไทยเราโดยรวมกำลังเผชิญกับวิกฤตินี้อยู่ในระดับน่าห่วง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะระดับใหญ่ๆ หากแต่ลึกลงไปถึงความสัมพันธ์ในระดับย่อย…จะจอดรถช่วยเพื่อนร่วมทางก็ต้องคิดแล้วคิดอีกเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะเป็นมิจฉาชีพหรือเปล่า? จะให้เงินคนที่มาขอค่ารถกลับบ้านต่างจังหวัดก็เกรงว่าจะถูกหลอก ฯลฯ) 
 
  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็เชื่อนะครับว่าท้ายที่สุดมันคงจะไม่เลวร้ายถึงขนาดที่จะต้องไปเขียนเป็นกฏ-กติการะบุไว้ว่า แม้ผู้ตัดสินจะไม่เป่าหยุดเกม แต่ผู้เล่นจะต้องแสดงความมีน้ำใจด้วยการหยุดการแข่งขันหากมีคู่ต่อสู้คนใดคนหนึ่งล้มเจ็บอยู่ในสนาม ขณะเดียวกันคู่แข่งขันก็จะต้องแสดงน้ำใจกลับคืนด้วยการส่งบอลกลับไปให้อีกฝ่ายได้ครอบครอง มิเช่นนั้นจะต้องโดนเตือน รับใบเหลือง ใบแดง 
 
  ให้มันเป็นสิ่งที่แสดงออกมาจากใจนี่แหละครับ สวยสดงดงามที่สุดแล้วสำหรับความเป็นมนุษย์ 
  … 
  มาว่ากันที่หัวเรื่องที่จั่วเอาไว้ 
 

 สาเหตุที่อยากจะเขียนถึงฟุตบอลทีมชาติไทย(ชาย)อีกครั้งก็มาจากข่าวๆ หนึ่งในเซคชั่นกีฬา ของเว็บไซต์ Astv เมเนเจอร์ ออนไลน์นี่แหละครับ 
 
  ชี้เจออิหร่านสูสี “โอลเซน” ชมแข้งไทยเทคนิคเยี่ยม 
  มอร์เทน โอลเซน กุนซือ “โคนม” เดนมาร์ก ออกมาแสดงความชื่นชมในเทคนิคความสามารถอันยอดเยี่ยมของแข้งไทย หลังจากได้สัมผัสในทัวร์นาเมนต์ คิงส์คัพ พร้อมกันนี้เชื่อว่านักเตะแดนสยาม มีสิทธิต่อกรกับ อิหร่าน ได้อย่างสูสีในศึกเอเชียนคัพ 2011 รอบคัดเลือกนัดสุดท้าย 
 
  นั่นคือพาดหัวและส่วนโปรยของข่าวชิ้นที่ว่า 
 
  อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนั้นอย่างนี้เลยครับ ผมว่าถ้านักข่าวไม่จงใจเขียนประชด, อีตา “โอลเซน” กุนซือทีมเดนมาร์กแกก็คงจะเป็นคนปากหวานขี้ประจบสุดๆ หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้จัดการทีมที่มีตาทิพย์ หรือไม่ก็คงจะมีอาการของโรควัวบ้ากำเริบ หรือไม่ก็เมานม(วัว)จนนั่งหลับและฝันไปถึงได้พูดเช่นนี้ออกมา 
 
  เพราะในนัดสุดท้ายของฟุตบอลคิงส์คัพปีล่าสุดที่แกพาลูกทีมลงเตะกับทีมชาติไทย ก่อนจะชนะไป 3 ประตูต่อ 0 รักษาแชมป์ถ้วยฟุตบอลถ้วยเก่าแก่และสำคัญของบ้านเราไว้ได้ วันนั้นเท่าที่ผมและคิดว่าท่านผู้อ่านที่เป็นคอบอลส่วนใหญ่เห็นก็คือ ความรู้สึกเหมือนได้นั่งดูบอลระดับ อบต.แข่งกับทีมชาติอย่างไรอย่างนั้น 
 
  คือถ้าบอกว่านักเตะของเราเล่นด้วยเทคนิคและความสามารถอันยอดเยี่ยม ทีมเดนมาร์กก็ต้องระดับเทพแล้วครับ เพราะขนาดคนพากย์เองยังบอกเลยว่าเดนมาร์กเล่นวันนั้น “เหมือนซ้อม” (น่าคิดเหมือนกันนะครับว่าแล้วคนพากย์เขารู้สึกว่าทีมชาติเราเล่นเหมือนอะไร?) 
 
  ทั้งการพ่ายแพ้ให้กับสิงคโปร์ในถ้วยเอเอฟซี เอเชียนคัพ 2011 คาบ้านตัวเองรวมถึงฟอร์มการเล่นโดยรวมในฟุตบอลคิงส์คัพ โดยเฉพาะการจัดตัวผู้เล่นนัดที่พบกับเดนมาร์กโดยการส่ง “กิตติศักดิ์ ระวังป่า” ลงไปโชว์ฟอร์มขอโทษนะครับที่ต้องบอกว่าห่วย! กระทั่งถูกเปลี่ยนออกในครึ่งหลัง (ซึ่งหาได้ไม่บ่อยนักที่บอลระดับทีมชาติจะมีการเปลี่ยนผู้รักษาประตูถ้าไม่ใช่เรื่องของอาการบาดเจ็บหรือนัดอุ่นเครื่อง) ถึงตอนนี้ผมเชื่อว่าหลายคน(หนึ่งในนั้นคือผม)คงสงสัยกันแล้วละครับว่าผู้จัดการทีมอดีตดาวเตะชื่อดังของแมนยูฯ อย่าง “ไบรอัน ร็อบสัน” คนนี้จะพาทีมชาติไทยของเราไปในทิศทางเช่นไร? 
 
  อาจจะเร็วเกินไป แต่ทว่าตั้งแต่ ร็อบสัน เข้ามาคุมทีม เรียนตรงๆ ครับว่าผมยังมองไม่ออกเลยว่าเราจะเล่นบอลกันด้วยทิศทางหรือสไตล์แบบไหน? รวมถึงยังมองไม่เห็นแนวโน้มที่ดีทางด้านใดด้านหนึ่งของทีมชาติไทยชุดใหญ่เลยสักนิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความฟิตของสภาพร่างกาย การครองบอล การมองหาที่ว่าง การจ่ายบอล รูปแบบของการเข้าทำ-การตั้งรับ ฯ (ไม่รู้ใครคิดอย่างไร แต่ในยุคของ “ปีเตอร์ รีด” คุมทีม ผมว่านักเตะไทยเข้าแย่งบอลจังหวะ 2 ได้ดีทีเดียว) 
 
  ทั้งๆ ที่ตอนนี้สภาพแวดล้อมโดยรวมต้องถือว่ายอดเยี่ยมครับ ไม่ว่าจะเป็นแรงใจแรงเชียร์จากแฟนบอล กระแสความคึกคักของบอลลีก ความสนใจของสื่อมวลชน ผู้สนับสนุนซึ่งนอกจากเจ้าเก่าแล้ว ก็ยังได้เจ้าใหม่อย่าง แมคโดนัลด์ เข้ามา ด้วยการให้เงินปีละ 30 ถึงล้านบาทเป็นเวลา 3 ปี (พฤศจิกายน 2552-2555) หรือแม้กระทั่งตัวของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยคนที่ 15 “วรวีร์ มะกูดี” ซึ่งนั่งเก้าอี้เป็นถึงหนึ่งในบอร์ดของฟีฟ่า 
 
  ก็หวังนะครับว่า ร็อบสัน เองจะทำทีมชาติไทยให้คนไทยพอที่จะฝากความหวังได้บ้างในเร็ววันอย่างน้อยๆ ก็เกมชี้ชะตากับทีมชาติ อิหร่าน 3 มีนาคมนี้ (อย่าไปพูดเรื่องเหลวไหลเรื่องไปบอลโลกอะไรเลยครับ เนื่องจากผมเองก็คิดเหมือนกับที่คุณ บ.บู๋ เขียนไว้ในนิตยสาร Zoo เล่มหนึ่ง (ผมพยายามจะค้นดูว่าเป็นเล่มที่เท่าไหร่ แต่หาอยู่เกือบชั่วโมงก็ต้องล้มเลิกเพราะเวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการดูรูปของนางแบบสาวๆ เอ็กซ์ๆ มากกว่าการค้นหาอย่างจริงจัง) ทำนองว่า เรื่องนี้แค่ฝันก็ยังยากด้วยเหตุผลที่ว่าขนาดตัวแกยังไม่เคยฝันว่าไทยเราได้ไปบอลโลกเลยสักครั้ง) 
 
  เพราะไม่เช่นนั้นตัวของ ร็อบสัน เองก็อาจจะถูกมองได้ว่าเป็นเพียง “เบี้ยอีกตัวหนึ่ง” ที่อาจจะรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ก็ถูกสมาคมฟุตบอลฯ หลอกมาโฆษณาขายข่าว สร้างความหวังลมๆ แล้งๆ ตามสไตล์การทำงานของสมาคมฯ นี้ซึ่งอีกเพียง 6 ปีข้างหน้าก็จะมีอายุครบ 100 ปี(ก่อตั้ง 25 เมษาฯ 2459) แต่นับวันจะทำให้ทีมชาติมีการพัฒนาการที่เจริญฮวบๆ ลงไปเรื่อยๆ เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน (ไม่ต้องมาเถียงหลายๆ ผลงานมันฟ้องอยู่) 
 
  ป่วยการครับที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสมาคมฟุตบอลหรือบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการถามหาความรับผิดชอบกับความล้มเหลวที่ผ่านๆ มาในแต่ละครั้งของฟุตบอลไทย) เพราะถึงอย่างไรท้ายที่สุดสิ่งที่จะบอกได้ว่าดีหรือไม่ดีก็คงจะเป็นผลงานของผู้เล่นทั้ง 11 คนในสนาม 
 
  ฟุตบอลไทยเชียร์ไปก็เท่านั้น…ผมเกิดความรู้สึกเช่นนี้จริงๆ ครับหลังจากที่เห็นทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ที่เมื่อปลายปีที่แล้วไปสร้างประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าจดจำเอาเสียเลยกับการตกรอบแรกครั้งแรกในรอบ 36 ปี ด้วยการแพ้มาเลเซีย 1-2 
 
  จริงๆ ผมรับได้นะครับกับผลการแข่งขันที่ย่อมมีแพ้ ชนะ หรือเสมอ แต่สิ่งที่ผมรับไม่ได้ก็คือ “ทัศนคติ” ในการเล่นของนักเตะ 
 
  ไม่ใช่เกมดังกล่าวเพียงเกมเดียวหรอกครับ หากแต่ยังรวมถึงอีกหลายต่อหลายเกมของทีมชาติจะชุดไหนก็ตามที่ในระยะหลังๆ ผมรู้สึกว่านักเตะไทยเราเล่นชนิด “ไม่แคร์” “หักหาญ” และ “เหยียบย่ำ” น้ำใจกองเชียร์มากๆ 
 
  สมาคมจะบริหารงานห่วยอย่างไรก็เรื่องหนึ่ง ผู้จัดการ-โค้ชวางแผนผิดก็เรื่องหนึ่ง การเสียเปรียบในเรื่องของสรีระก็เรื่องหนึ่ง แต่ทั้งหมดนี้ผมว่ามันไม่เกี่ยวกันเลยมิใช่หรือกับความ “ภาคภูมิใจ” กับการได้ติดทีมชาติ “ศักดิ์ศรี” ที่ได้สวมเสื้อทีมชาติไทย ที่จะต้องลงไปทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท ใส่เต็มร้อย เล่นเต็มที่ ไม่ว่าจะทัวร์นาเมนต์เล็กหรือใหญ่ 
 
  อย่างน้อยๆ ก็เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของคนที่เขาเข้าไปเชียร์ ซึ่งถามหน่อยว่าหากพวกคุณๆ นักบอลทั้งหลายประสบความสำเร็จจากการทำหน้าที่ของตนเอง คนที่ตามไปเชียร์เหล่านั้นเขาจะได้มาซึ่งชื่อเสียงเงินทองเหมือนกับโอกาสที่พวกท่านจะได้หรือไม่? 
 
  แต่ส่วนใหญ่ที่เราได้เห็นและได้ยินคืออะไรครับ นักบอลไทยขี้เก็ก ขี้เกียจ ขี้คุย ขี้เหล้า ขี้พาล เจอคู่ต่อสู้ที่ต่ำชั้นกว่าก็เล่นแบบทำเป็นโชว์เหนือด้วยความประมาท ขณะเดียวกันก็ไม่เล่นเอาซะเลยเมื่อต้องเจอกับคู่ต่อสู้ที่รู้ว่าสู้ไม่ได้แน่ๆ 
 
  หรือที่เล่นแบบเหยาะแหยะ เล่นแบบขอไปทีก็เพราะรู้ดีว่า…ถึงพวกเราในฐานะกองเชียร์จะบ่นว่าฟุตบอลไทยเชียร์ไปก็เท่านั้น แต่อย่างไรก็ต้องตามเชียร์กันตลอดไปอยู่แล้ว? 
 
 เกาะติดข่าวบันเทิงและร่วมวงเมาท์ดารากับ ซ้อ7 ก่อนใคร ผ่าน SMS โทรศัพท์มือถือทุกเครือข่าย 
 ระบบ dtac – เข้าเมนู write Message พิมพ์ R แล้วส่งไปที่หมายเลข 1951540 
 ระบบ AIS – กด *468200311 แล้วโทร.ออก 
 ระบบ True Move และ Hutch - เข้าเมนู write Message พิมพ์ ENT แล้วส่งไปที่หมายเลข 4682000 
 *ค่าบริการเพียง 29 บาท ต่อเดือน ทดลองใช้ฟรี 15 วัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก 
 

สื่อตี “ผี” สอยหลังดาวรุ่ง “ฟูแลม” เรียบร้อย

January 26, 2010

คริส สมอลลิง หน่วยก้านดีไม่น้อย

 ”สกายสปอร์ตส” สื่อดังเมืองผู้ดีรายงานข่าวว่า ‘ผีแดง’ แมน ยูไนเต็ดฯ ตกลงค่าตัวในการคว้า คริส สมอลลิง กองหลังดาวรุ่งที่กำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมของทีม ฟูแล่ม เป็นที่เรียบร้อยที่ค่าตัว 7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 385 ล้านบาท) โดยเหลือเพียงแค่ตกลงเรื่องค่าเหนื่อยและ เข้ารับการตรวจร่างกายเพียงเท่านั้น 
 
 ก่อนหน้านี้ คริส สมอลลิ่ง กองหลังทีมชาติอังกฤษ ชุดอายุไม่เกิน 21 ปี ของฟูแล่ม ตกเป็นข่าวกับ อาร์เซน่อล โดย อาร์แซน เวนกอร์ เคยออกมายอมรับว่าชื่นชอบในตัวฝีเท้า ของนักเตะรายนี้เป็นอย่างมาก แต่ราคาระดับ 7 ล้านปอนด์ ทำให้กุนซือสมองเพชรต้องคิดหนัก ขณะเดียวกัน ‘เจ้าสัวน้อย’ ก็กันท่าไม่ยอมปล่อยเซนเตอร์ดาวรุ่งรายนี้ง่ายๆ ทำให้เวนเกอร์ เบนเข็มไปดึงอดีตลูกหม้อเก่าอย่าง โซล แคมป์เบล ปราการหลังวัยดึกเข้ามาแทนที่ด้วยค่าตัวฟรี 
 
 ล่าสุด “สกายสปอร์ตส” สื่อดังเมืองผู้ดีรายงานข่าวว่า ‘ทีมแชมป์เก่า’ แมนฯ ยูไนเต็ด จัดการปาดหน้า ทีมปืนใหญ่ ด้วยการ เซ็นสัญญาคว้าตัว คริส สมอลลิง แล้วเรียบร้อย ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 385 ล้านบาท) โดยแหล่งข่าวภายในของสโมสรออกมารายงานให้สื่อดังกล่าวว่า “เวลานี้ทั้งสองสโมสรตกลงเรื่องค่าตัวของนักเตะแล้วเรียบร้อย เหลือเพียงแต่การพูดคุยเรื่องค่าเหนื่อย และเข้ารับการตรวจร่างกายเพียงเท่านั้น แน่นอนมีหลายสโมสรใหญ่ในลอนดอนต่างให้ความสนใจในตัวคริส แต่เขาเลือกที่จะขึ้นเหนือมาอยู่กับเรา “ 
 
 สำหรับ สมอลลิง แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวกับ ฟูแล่ม ในฤดูกาลนี้ โดยมีส่วนสำคัญช่วยทีม “เจ้าสัวน้อย” ให้ยังอยู่ในเส้นทาง ยูโรป้า ลีก ขณะที่ ‘ผีแดง’ ก็จำเป็นต้องหาปราการหลังรายใหม่เข้ามาอย่างเร่งด่วน เนื่องจาก ริโอ เฟอร์ดินาน ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟิตสมบูรณ์ พร้อมยังมีข่าวอยู่ต่อเนื่องว่า เนมานยา วิดิช จะเก็บข้าวของย้ายออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ ในลา ลีกา สเปน 
 

สื่อย้ำอีกรอบ! ‘เมียพี่เสือ’ ยอมอภัย “ไม่หย่า” แน่

January 26, 2010

ดูเหมือนว่าเรื่องฉาวของ ไทเกอร์ จะจบลงอย่างมีความสุข

 สถานภาพชีวิตสมรสของ ไทเกอร์ วูดส์ โปรกอล์ฟมือ 1 ของโลกชาวอเมริกัน แนวโน้มกลับมาดีตามลำดับ หลังมีรายงานข่าวว่า เอลิน นอร์เดเกรน ภรรยาชาวสวีดิชเตรียมยุติเรื่องดังกล่าวด้วยการให้อภัย 
 
 หลังจากที่ เรดาร์ ออนไลน์ (RadarOnline) เว็บไซต์ซุบซิบคนดังที่เกาะติดสถานการณ์ของโปรวัย 34 ปีมาตลอด รายข่าวว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เอลิน เดินทางมาเยี่ยม ไทเกอร์ ที่คลีนิก “ไพน์ โกรฟ” ในเมืองแฮ็ตตีสเบิร์ก รัฐมิสซิสซิปปี เพื่อรักษาอาการติดเซ็กซ์ให้หายขาด โดยพักอยู่เป็นเวลา 5 วันและร่วมการบำบัดของสามีด้วย ก่อนเดินทางกลับบ้านด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมรายงานข่าวว่าเอลิน อาจไม่ดำเนินฟ้องหย่ากับ สามีตัวแสบของเธอ 
 
 ล่าสุดสื่อดังกล่าวได้ออกมาตอกย้ำว่า ไทเกอร์ วูดส์ และ เอลิน นอร์เดเกรน ได้คืนดีกันเป็นที่เรียบร้อย ส่วนเรื่องแผนหย่าร้างกันนั้นจึงถูกพับเก็บเข้าลิ้นชักไปโดยปริยาย โดยแหล่งข่าวคนสนิทของเอลิน ออกมาเผยกับสื่อดังกล่าวว่า “หลังจากที่ได้ไปหาสามีของเธอ เอลินเริ่มกลับมาดูมีชีวิตชีวามากขึ้น และท่าทางมีความสุขมากกว่าเมื่อก่อนทีเดียว เวลานี้อะไรๆกำลังจะเข้าที่เข้าทางแล้ว โดยไทเกอร์ ได้บอกกับเธอว่า เขาขอโอกาสอีกสักครั้งเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ เป็นสามี ที่ดีขึ้น และพร้อมจะทำทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม ซึ่งดูเหมือนว่าเอลิน ดูจะตอบสนองกับเขาด้วย” 
 
 อย่างไรก็ตาม มีภาพ เอลิน ที่ยังไม่ยอมสวมแหวนแต่งงานที่นิ้วน้างข้างซ้ายหลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับมีรูปร่างที่ซูบผอมลงไปถนัดตา หลุดออกมาปรากฏบ่อยครั้ง โดยที่แหล่งข่าวให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า “แน่นอนเหตุการณ์อันอื้อฉาวทำให้เธอต้องเสียใจและทุกข์ระทมมิใช่น้อย เธอจึงต้องแสดงออกแบบนั้น แต่ด้วยการที่เอลินเป็นผู้หญิงแกร่งและมีจิตใจดี ทำให้เรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นจะจบลงด้วยการให้อภัย” 
 

เอฟเอจ้องฟัน “ริโอ” ฉะ “เฟแกน” เกมผีถลุงฮัลล์

January 26, 2010

“ริโอ” มีสิทธิ์โดนแบน 3 นัด

 ริโอ เฟอร์ดินานด์ ปราการหลังของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) จ้องลงดาบ หลังจากไปมีเรื่องมีราวกับ เคร็ก เฟแกน กองหน้าฮัลล์ ซิตี ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่เปิดบ้านถลุงคว้าชัย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา 
 
  ทั้งนี้ เอฟเอหมายหัวเซนเตอร์ฮาล์ฟทีมชาติอังกฤษหลังจากได้ดูวิดีโอเทปแมตช์ดังกล่าว ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลัง ก่อนที่ ปิศาจแดง จะต้อน เดอะ ไทเกอร์ส ขาดลอย 4-0 โดยดาวเตะวัย 31 ปีมีเวลาจนถึงช่วงเย็นวันพุธที่ 27 มกราคมนี้ตามเวลาท้องถิ่นในการตอบรับข้อกล่าวหา 
 
  ซึ่ง ริโอ มีทางเลือกอยู่สองทางคือยอมรับผิดแต่โดยดี อันจะทำให้ต้องชดใช้โทษแบนจำนวน 3 นัด หรือยื่นเรื่องอุทธรณ์ โดยหากเลือกอย่างหลังก็จะต้องเข้ารับฟังการพิจารณาโดยคณะกรรมการฝ่ายควบคุมวินัยของเอฟเอในวันพฤหัสบดีนี้ 
 
  อนึ่ง เฟอร์ดินานด์ ยังสามารถลงคุมแนวรับให้กับ เรด เดวิลส์ ได้ในศึกคาร์ลิง คัพ รอบรองชนะเลิศ นัดที่ 2 ซึ่งเตรียมเปิดสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ต้อนรับ แมนเชสเตอร์ ซิตี วันพุธนี้ ทว่าหากอุทธรณ์ไม่ผ่านก็จะเริ่มชดใช้โทษแบนนัดแรกในเกมลีกที่จะออกไปเยือน อาร์เซนอล ในวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 
 

“มันโช” ยันถก 2 ทีมแซมบาขอยืมตัว “บินโญ”

January 26, 2010

“โรบินโญ” เตรียมกลับสู่บ้านเกิด ?

 โรแบร์โต มันชินี ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี ยืนยันว่าได้มีการเจรจากับ ซานโตส และ เซา เปาโล 2 สโมสรชั้นนำจากบราซิลที่ติดต่อเข้ามาขอดึง โรบินโญ กองหน้าเชิงสูงไปใช้งานด้วยสัญญายืมตัวแล้ว 
 
  ก่อนหน้านี้ เดลี เมล์ และ เดอะซัน 2 สื่อดังเมืองผู้ดีรายงานว่า โรบินโญ ซึ่งไม่มีตำแหน่งตัวจริงแบบถาวรในถิ่นซิตี ออฟ แมนเชสเตอร์ สเตเดียม ใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงในการย้ายจาก เรือใบสีฟ้า ไปร่วมทีม ซานโตส สโมสรแรกที่เริ่มค้าแข้งในบราซิล ซึ่งล่าสุด อิล มันโช ก็ออกมายอมรับว่าเป็นเรื่องจริง 
 
  โดยกุนซือชาวอิตาลีเผยว่า อะไรก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น ซึ่งสมัยที่ผมอยู่ในอิตาลีก็เคยเจอกรณีเดียวกันนี้มาแล้ว หลายครั้งสโมสรจ่ายเงินค่าจ้างอย่างงามให้กับผู้เล่นฝีเท้าดี แต่หลังจากนั้นเขากลับต้องการย้ายไปเล่นกับทีมอื่น ส่วนการเจรจาก็เริ่มต้นไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขายังเป็นส่วนหนึ่งในทีมของผมอยู่ 
 
  ทั้งนี้ มันชินี ได้ใส่ชื่ออดีตดาวเตะรีล มาดริด เอาไว้ในทีมชุดทำศึกคาร์ลิง คัพ รอบตัดเชือก นัดที่ 2 ซึ่งจะบุกไปเยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อริร่วมเมืองที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ในคืนวันพุธที่ 27 มกราคมนี้ 
 
 อนึ่ง สาเหตุที่มันโชเตรียมปล่อย โรบินโญ ออกไปภายใต้สัญญายืมตัว เนื่องจากต้องการให้ตัวนักเตะมีโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาตำแหน่งในทีมชาติบราซิลก่อนไปลุยศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ 
 

“วินเนอร์”เปิดตัว War Raider โคลสเบต้ากุมภาพันธ์นี้

January 26, 2010

       

 

 

 

 

“วินเนอร์”เปิดตัว War Raider เกมออนไลน์แนว MMORPG ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่วร้าย ผู้บริหารเผยโคลสเบต้าเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์นี้ มั่นใจตัวเกมมีความเสถียรสูงเนื่องจากเปิดให้บริการในต่างประเทศมาหลายปีแล้ว 
 
 วันนี้ (26 ม.ค.) บริษัทวินเนอร์ออนไลน์ ได้เปิดตัว War Raider เกมออนไลน์แนว MMORPG ซึ่งมีจุดเด่นด้วยระบบ Dual Action ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถรวมร่างกับเพื่อนได้ ช่วยให้การเล่นมีความสนุกมากยิ่งขึ้น 
 
 เนื้อหาของเกมออนไลน์ War Raider เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่วร้าย ภายในเกมมีการแบ่งตัวละครออกเป็น 3 เผ่าพันธุ์ ประกอบด้วย Trean , Fairy ซึ่งเป็นฝ่ายดี ส่วนอีกหนึ่งเผ่าพันธุ์ที่เหลือคือ Daid ซึ่งเป็นฝ่ายปีศาจ โดยเผ่าพันธุ์ Trean ซึ่งเป็นฝ่ายมนุษย์จะสามารถรวมร่างกับเผ่าพันธุ์ Fairy เพื่อเพิ่มความสามารถได้ ขณะที่เผ่า Daid สามารถรวมร่างกับสัตว์พาหนะได้ 
 
 นายสุกิจ พันธ์วิศวาส กรรมการบริหารบริษัทวินเนอร์ออนไลน์ ระบุว่า War Raider เป็นเกมที่มีบรรยากาศแบบโรมัน และด้วยความเป็นดูอัลแอ็คชั่นทำให้ผู้เล่นจำเป็นจะต้องมีเพื่อนเข้าไปเล่นด้วยกัน ทำให้มีรสชาติที่แตกต่างไปจากเกมออนไลน์ทั่วไปในตลาด ซึ่งตรงจุดนี้เป็นสิ่งที่วินเนอร์ออนไลน์ภูมิใจเสนอ และเชื่อมั่นว่าในตลาดตอนนี้เกมนี้จะมีมาร์เก็ตแชร์ได้ในระดับหนึ่ง 
 
 ”เกมนี้มีความเสถียรมาก เพราะว่าเปิดให้บริการในต่างประเทศหลายปีแล้ว ทั้งเนื้อหาและไอเท็มก็จะมีปริมาณเยอะ การนำเกมแบบนี้มาเปิดให้บริการก็ทำให้สบายใจทั้งผู้เล่นและผู้ให้บริการ เมื่อเทียบกับเกมที่ออกมาใหม่ๆ ก็พบว่าอาจจะมีความสุ่มเสี่ยงในระดับหนึ่ง อย่างอัปเดตไอเท็มไม่ทันความต้องการหรืออัปเดตแผนที่ใหม่ช้า ขณะที่เกมของเรา เราเรียกว่าเป็นเกมที่สุกแล้ว เสถียรแล้ว เปิดมาหลายปีแล้ว มีเนื้อหารองรับมากพอ เราก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีการอัปเดตตัวเกมทุก 2 สัปดาห์”นายสุกิจ กล่าว 
 
 นายสุกิจ ระบุว่า เกมออนไลน์ War Raider จะมีกำหนดเปิดให้บริการช่วงโคลสเบต้าในเดือนกุมภาพันธ์นี้ จากนั้นไม่นานก็จะเปิดให้บริการช่วงโอเพ่นเบต้าตามมา และจะเริ่มเปิดไอเท็มมอลล์เพื่อขายไอเท็มตั้งแต่ช่วงโคลสเบต้า 
 
 ”ช่วงนี้เราทำงานหนัก แต่เป็นงานหนักที่เต็มไปด้วยความสนุก ตอนนี้เราเริ่มมีสินค้าหลากหลายแล้ว ดังนั้นเราต้องกลับมาเน้นในเรื่องของเซอร์วิส วันนี้เราเซ็ตอัพคอลล์เซ็นเตอร์เรียบร้อยแล้ว มีการเพิ่มคู่สายที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในแง่ของการให้บริการ ก็จะมีการประกาศเร็วๆนี้”นายสุกิจ กล่าว 
 
 นายสุกิจ ได้เปิดเผยอีกว่า ภายในปีนี้บริษัทวินเนอร์จะเปิดให้บริการเกมออนไลน์เพิ่มอีกประมาณ 7 – 8 เกม โดยในไตรมาส 1 จะเปิดทั้งหมด 3 เกม ส่วนเหตุผลที่นำเกม War Raider มาเปิดก่อนก็เพราะว่าตัวเกมมีความพร้อม อีกทั้งยังไม่มีเกม MMO รายใหญ่ๆเปิดตัวในช่วงนี้ 
 
 ”เราเชื่อมั่นว่าตลาดเกมออนไลน์ไทยยังขยายตัวได้อีก และตัวสินค้าของวินเนอร์ยังน้อยอยู่ เพราะเราไปเห็นในประเทศเกาหลีใต้มีการแข่งขันที่สูงกว่านี้หลายเท่า ดังนั้นตลาดเกมออนไลน์ไทยจึงยังถือว่าการแข่งขันน้อยอยู่ บางค่ายเปิด 5 เกม 10 เกม ก็ยังถือว่าไม่มาก อย่างเรามีเกือบ 10 เกมก็ยังถือว่าไม่มาก เพราะตลาดยังขยายได้อีก”นายสุกิจ กล่าว 

 

S&Pเตือน’ญี่ปุ่น’อาจถูกลด’เรตติ้ง’หากยังไม่คุมหนี้ภาครัฐ-สาธารณะ

January 26, 2010

 รอยเตอร์/เอเอฟพี – สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส (เอสแอนด์พี) บริษัทเครดิตเรตติ้งรายยักษ์ของโลก ออกมาเตือนญี่ปุ่นเมื่อวานนี้(26)ว่า จะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ถ้าหากยังไม่มีการจัดทำแผนการอันน่าเชื่อถือ เพื่อควบคุมหนี้สินภาคสาธารณะที่กำลังเพิ่มพูนขึ้นทุกที ตลอดจนสร้างอัตราเจริญเติบโตให้แก่เศรษฐกิจที่ถูกรบกวนด้วยภาวะเงินฝืดอยู่เรื่อยๆ 
 
 
 คำเตือนคราวนี้อยู่ในรูปของการที่เอสแอนด์พีลดเกรด ทิศทางแนวโน้ม (outlook) ในเรตติ้งพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลญี่ปุ่นลงจาก คงที่ (stable) เป็น ลบ (nagative) โดยที่ อากอสต์ เบอร์นาร์ด รองผู้อำนวยการฝ่ายจัดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ ของเอสแอนด์พี กล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงโตเกียวอธิบายว่า นี่หมายความว่าพันธบัตรระยะยาวรัฐบาลญี่ปุ่นที่เวลานี้ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับ AA อาจจะถูกลดเกรดเมื่อใดก็ได้ภายในระยะเวลา 2 ปีจากนี้ไป 
 
 เอสแอนด์พีอธิบายเหตุผลของการเตือนคราวนี้ว่า การเปลี่ยนแปลงในทิศทางแนวโน้มเช่นนี้ เป็นการสะท้อนทัศนะของเราที่ว่า ความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังลดน้อยลงทุกที จนอาจจะนำไปสู่การถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ยกเว้นว่ามีการดำเนินมาตรการต่างๆ ที่จะสกัดกั้นแรงกดดันด้านการคลังและแรงกดด้านด้านเงินฝืด 
 
 อันดับความน่าเชื่อถือของญี่ปุ่นอาจตกลงมา 1 ระดับ ถ้าหากข้อมูลทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียก และยังไม่ได้มีการใช้มาตรการต่างๆ เพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตในระยะกลาง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากการที่ประเทศมีภาระหนี้สิ้นภาครัฐบาลที่สูงลิ่วอยู่แล้ว และโครงสร้างทางประชากรของญี่ปุ่นก็อ่อนแอ 
 
 การที่ญี่ปุ่นในเวลานี้มีภาระหนี้สินภาคสาธารณะก้อนมหึมา เป็นมรดกตกทอดจากการใช้จ่ายอย่างมากมายมหาศาลเพื่อพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะเงินฝืดเมื่อทศวรรษ 1990 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น ทศวรรษแห่งความสูญเปล่า (lost decade) นอกจากนั้นในระยะปีสองปีหลังมานี้ยังมีการใช้มาตรการอัดฉีดเศรษฐกิจกันอีกเป็นชุดใหญ่เพื่อต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอันยืดเยื้อที่เริ่มขึ้นในปี 2008 
 
 คำเตือนของเอสแอนด์พีในคราวนี้ยังชี้ด้วยว่า ภายหลังที่พรรคเดโมเครติกปาร์ตี้ออฟแจแปน (ดีพีเจ) ขึ้นครองอำนาจในเดือนกันยายนปีที่แล้ว การดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลใหม่ กลับ ชี้ให้เห็นถึงฝีก้าวการสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง ที่เป็นไปอย่างล่าช้ากว่าที่เราเคยคาดหมายเอาไว้ตอนแรก 
 
 ก่อนหน้านี้ บริษัทเครดิตเรตติ้งรายใหญ่อื่นๆ ทั้ง มูดี้ส์ และ ฟิตช์ ก็ได้เคยออกมาเตือนญี่ปุ่นในเรื่องเดียวกันนี้ 
 
 เช่นเดียวกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ที่เป็นคลังสมองของพวกประเทศอุตสาหกรรมของโลก ซึ่งชี้ว่าภาระหนี้สินภาคสาธารณะอาจจะขยายตัวไปจนอยู่ในระดับสูงกว่า 200% ของจีดีพีภายในปี 2011 
 
 ภายหลังการแถลงลดเกรด ทิศทางแนวโน้ม ของเอสแอนด์พี ปรากฏว่าค่าเงินเยนและตราสารอนุพันธ์ฟิวเจอร์สพันธบัตรญี่ปุ่น ต่างมีมูลค่าลดวูบลง ทว่าพวกนักวิเคราะห์บอกว่า กระทั่งมีการลดอันดับความน่าเชื่อถือกันจริงๆ ก็จะมีผลกระทบต่อตลาดการเงินอย่างจำกัดเท่านั้น เนื่องจากญี่ปุ่นพึ่งพาเงินกู้ส่วนใหญ่จากเงินออมของครัวเรือนภายในประเทศที่มีมูลค่ามหาศาลถึงประมาณ 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และไม่ค่อยต้องอาศัยนักลงทุนต่างชาติสักเท่าไร 
 

เน็กซัสชี้ปี53คอนโดฯฟื้น สนง.-นิคมฯ-อพาร์ตเมนต์ชะลอตัว

January 26, 2010

 เน็กซัส ชี้ ตลาดอสังหาฯ เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปี 52 คาดว่าจะปรับตัวดีต่อเนื่องเหตุมาตรการภาษีหนุน พร้อมเผยผลสำรวจพบ ระบุตลาดคอนโดฯ-รีเทลปรับตัวดีขึ้น คอนโดฯ 8 หมื่น 1.2 แสนบาท/ตร.ม.ตลาดตอบรับดี ทำเลรัชดาภิเษก-รัชโยธิน ขายดีสุด ส่วนอาคารสำนักงาน นิคมอุตฯ -เซอร์วิสอพาร์ต เมนต์ยังชะลอตัว 
 
 นายอภิสิทธิ์ ลิ้มล้อมวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เน็กซัส พรอพเพอตี้ คอนซัลแทนท์ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง ปี 52 ตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มกลับมาฟื้นตัว สังเกตจากสภาพโดยทั่วไปของตลาดที่เริ่มฟื้นตัวและยอดขายคอนโดมิเนียมที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังจากที่มีการชะลอตัวลงของยอดขายคอนโดในช่วงปี 51 กลางปี 52 ที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวดีขึ้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่รัฐบาลออกมาเพื่อกระตุ้นตลาด ส่งผลให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น และมีการใช้จ่ายเงินก้อนใหญ่สำหรับซื้อที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะคอนโดฯมียอดขายฟื้นกลับมาอย่างเห็นได้ชัด โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าในประเทศ และที่สำคัญผู้ซื้อ จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีซึ่งจะสิ้นสุดลงใน 28 มีนาคม53 นี้ 
 
 จากการสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯของฝ่ายวิจัยของเน็กซัสฯ พบว่า ตลาดคอนโดฯไฮเอนด์ ที่มีราคาขายเฉลี่ย 80,000 120,000 บาท / ตารางเมตร(ตร.ม.) ได้รับการตอบรับที่ดีมากในช่วงครึ่งหลังปี 52 ที่ผ่านมา โดยบางโครงการที่เปิดตัวใหม่ สามารถปิดการขายได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่ยังมีอยู่มากเพียงแต่ชะลอการซื้อออกไป เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ลูกค้าขาดความเชื่อมั่น 
 
 ทั้งนี้ในช่วงครึ่งหลัง ปี 52 มีโครงการเปิดตัวใหม่ 37 โครงการจำนวน 11,591 หน่วย โดยทำเลที่มียอดขายสูงสุด 3 อันดับแรกคือ ย่านรัชดาภิเษก รัชโยธิน ขายได้ 28.16% จากจำนวนยอดขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง 52, ย่านลาดพร้าว ขายได้ 17.58% และบริเวณอโศก เพชรบุรี ขายได้ 16.81% ตามลำดับ ส่วนราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ทั้งตลาด ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ ประมาณ 85,000 บาท/ตร.ม.สำหรับขนาดห้องที่นิยมพัฒนาโดยเฉลี่ยมีขนาด 62 ตร.ม.ต่อห้อง 
 
 ด้านตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ในปัจจุบันคงที่เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยตลาดเช่าห้องพักนี้ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนและชาวต่างชาติ หากสภาพเศรษฐกิจดีขึ้นต่อเนื่อง ตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์จะปรับตัวดีขึ้นตามตลาดอสังหาฯอื่นๆ ปัจจุบันซัพพลายอยู่ 12,939 หน่วย และมีอัตราการเช่า 71.47% เพิ่มขึ้น1.82%จากช่วงครึ่งปีแรก โดยมีราคาค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2,329 บาทต่อห้องต่อคืน 
 
 ตลาดอาคารสำนักงาน ในปัจจุบัน ปรับตัวดีขึ้นจากช่วงไตรมาสสามที่ผ่านมา โดยมีซัพพลายอยู่ที่ 2.16 และ 1.49 ล้านตร.ม. ในศูนย์กลางธุรกิจ( CBD )และรอบนอกซีบีดี( Non CBD ) ตามลำดับ โดยมีอาคารสำนักงานเกรด เอ 0.69 และ 0.18 ล้านตร.ม.ใน CBD และ Non CBD ตามลำดับ ทั้งนี้การใช้พื้นที่อาคารสำนักงานในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีอยู่ที่ 88.83% และ 91.91% โดยราคาค่าเช่าอยู่ที่เฉลี่ย 605 สำหรับ CBD และ 503 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือนสำหรับ Non CBD 
 
 ตลาดรีเทล ในช่วง 2 3 ปี ที่ผ่านมา เริ่มเห็นลักษณะของ Neighborhood Mall มากขึ้น มีขนาดไม่ใหญ่เกินไป ประมาณ 4,000 7,000 ตร.ม. เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ 
 
 ตลาดนิคมอุตสาหกรรมชะลอตัวลงจากปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการขาดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมามีการทำธุรกรรมเพียง 1,300 ไร่ ซึ่งลดลงมากกว่า 90% จากปี 2551 
 
 สรุปตลาดโดยรวม ตลาดคอนโดฯและตลาดรีเทล มีลูกค้าหลักเป็นลูกค้าในประเทศ สถานการณ์ตลาดปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนตลาดอาคารสำนักงาน, ตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และตลาดนิคมอุตฯ ที่อิงลูกค้านักลงทุนและชาวต่างชาติ ชะลอตัว เนื่องจากลูกค้ายังคงขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน ทั้งจากปัจจัยทางการเมืองและสภาพเศรษฐกิจ 
 

ASCONคาดปี’เสือ’มีกำไร ไล่เก็บหนี้-ประมูลงานเพิ่ม

January 26, 2010

 “แอสคอน”ไล่บี้เรียกเก็บหนี้จากที่ตั้งสำรองไปแล้ว 400 ล้านบาท ลั่นปี 53 อาจจะพลิกจากขาดทุนเป็นกำไร ระบุไม่เข้าประมูลงานรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 3 เหตุคุณสมบัติไม่ตรง 
 
 นายพัฒนพงษ์ ตนุมัธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASCON กล่าวคาดว่าในปีนี้ ทางบริษัทจะมีโอกาส ปรับตัวเลขผลการดำเนินที่ขาดทุนในปี 52 มาเป็นกำไรได้ในปี 53 โดยทางบริษัทจะทยอยเรียกเก็บหนี้ที่ได้ตั้งสำรองแล้วจำนวน 400 ล้านบาท ขณะเดียวกันปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน ในด้านของรายได้ในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็น 2,500-3,000 ล้านบาท จากปี 52 ที่คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท 
 
 ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้งานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 3 ในปีนี้ประมาณ 500 ล้านบาทจากมูลค่างานที่บริษัทได้รับตามสัดส่วน 1,700 ล้านบาท ขณะที่มูลค่างานรวมอยู่ที่ 5,025 ล้านบาท โดยจะเริ่มรับรู้ในไตรมาส 2/53 นอกจากนี้บริษัทยังจะรับรู้รายได้อีก 2,000 ล้านบาทจากงานในมือที่มีอยู่ขณะนี้ 4,000 ล้านบาท 
 
 อย่างไรก็ตาม ในปี 53 บริษัทจะมีการเข้าประมูลงานอย่างต่อเนื่อง โดยจะเน้นการรับงานภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ 80-90% ส่วนที่เหลือจะเป็นงานภาคเอกชน โดยคาดว่าจะเข้าประมูลงานมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท และคาดว่าจะรับได้งานไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ส่วนการรับรู้รายได้จากงานใหม่ในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาท 
 
 ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายนั้น ทางบริษัทคงจะไม่เข้าร่วมประมูล เพราะมีคุณสมบัติไม่ตรงตามเงื่อนไขการประมูล แม้ในช่วงที่ผ่านมาได้พยายามหาบริษัทอื่นเข้าร่วมกลุ่มเพื่อยื่นเข้าประมูล แต่คุณสมบัติไม่ผ่านอีก 
 

พีดีเฮ้าส์ยึดหัวหาด รับสร้างบ้าน 4 ภาค

January 26, 2010

 พีดีเฮ้าส์ เชื่อตลาดรับสร้างบ้านต่างจังหวัดโต ปรับเป้ายอดขายปี 53โต 3 เท่าจากปีก่อน คาดกวาดยอดขาย 600 ล้านบาท เล็งรุกตลาดภาคเหนือ-ใต้ พร้อมแตก 13 บริษัทลูก 20 สาขา กระจายหน้าที่ดูแลลูกค้าครอบคลุมทุกภูมิภาค ตั้งเป้า 5 ปี ครองพื้นที่ตลาดรับสร้างบ้านมากที่สุด 
 
 
 นางมาลี สุวรรณสุต รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป จำกัด เจ้าของแบรนด์ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตัดสินใจปรับเป้ายอดขายในปี 2553 เพิ่มขึ้นหลังพบว่าสาขาเดิม และสาขาเปิดใหม่ในพื้นที่ต่างจังหวัด มีแนวโน้มยอดขายเติบโตกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยประเมินจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่กลับคืนมา และความมั่นใจของผู้บริหารสาขาในทุกๆ พื้นที่ จากเดิมเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วตั้งเป้ายอดขายรวมปี 53ไว้ที่ 400 ล้านบาท ล่าสุดประเมินว่าจะมียอดขายรวมประมาณ 600 ล้านบาท หากเปรียบเทียบกับปีก่อนที่มียอดขายรวม 220 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ทั้งนี้ยอดขายและรายได้ทั้งหมดมาจากสาขาทั้งที่เป็นของบริษัทฯ และสาขากลุ่มธุรกิจในเครือข่ายแฟรนไชส์ศูนย์รับสร้างบ้าน พีดีเฮ้าส์ และคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้จริงประมาณ 400 ล้านบาทเศษ 
 
 สำหรับแผนการตลาดในปี 53 บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นขยายฐานลูกค้าใหม่ในพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก โดยจะขยายสู่ภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งตามแผนปีนี้บริษัทฯ จะขยายเพิ่มเป็น 20 สาขา ดังนั้นจึงทำให้ต้องปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับปริมาณงานและลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดยจะใช้หลักการกระจายอำนาจบริหารงานและองค์กรสู่ผู้บริหารรุ่นใหม่ เพื่อให้ทุกสาขามีผู้บริหารที่สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างใกล้ชิด 
 
 ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกจะแตกบริษัทในกลุ่มธุรกิจออกเป็น 8 บริษัท ได้แก่ 1.บจก.พีดีเฮ้าส์ คอร์ปอเรชั่น 2.บจก.ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป 3.บจก.ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป (นครราชสีมา) 4.บจก.ขอนแก่นโฮมบิลเดอร์ 5.บจก.อุดรโฮมบิลเดอร์ 6.บจก.พิษณุโลกรับสร้างบ้าน 7.บจก.เชียงใหม่รับสร้างบ้าน 8.บจก.อันดามันโฮมบิลเดอร์ และในครึ่งปีหลังจะเปิดเพิ่มอีก 5 บริษัทรวมเป็น 13 บริษัท เพื่อแบ่งกันดูแลรับผิดชอบลูกค้าในพื้นที่ตลาดใหม่ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงในพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วทุกภูมิภาค พร้อมตั้งเป้า 5 ปีครองส่วนแบ่งตลาดรับสร้างบ้านมากที่สุด ภายใต้แบรนด์ศูนย์รับสร้างบ้าน พีดีเฮ้าส์ 
 

แขวนSPหุ้นGSTEEL-GJS ให้เวลานักลงทุนอ่านงบฯ

January 26, 2010

 ตลาดหลักทรัพย์แขวน SP หลักทรัพย์ จี สตีล และ จี เจ สตีล 1 วันคือ 26 ม.ค. เพื่อให้นักลงทุนรับทราบข้อมูลและพิจารณารายงานผู้สอบบัญชีประกอบตัวเลขงบการเงิน ก่อนให้เทรดปกติ 27 ม.ค. นี้ และยังแขวน NP จนกว่าทั้งสองบริษัทจะนำส่งงบการเงินไตรมาสที่ 3 ปี 52 ฉบับแก้ไขหรือจนกว่าไม่ต้องแก้ไขงบการเงินดังกล่าว 
 
 
 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. แจ้งว่าตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ สำนักงาน ก.ล.ต. ได้สั่งการให้บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GSTEEL และบริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GJS ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ GSTEEL จัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) ในรายการขายเชื่อสินค้าและรายการซื้อเครื่องจักรของ GSTEEL และ GJS การตั้งค่าเผื่อการลดมูลค่าของวัตถุดิบเสื่อมสภาพ งานระหว่างก่อสร้างที่ไม่คืบหน้า และเงินจ่ายล่วงหน้าค่าเครื่องจักรของ GSTEEL ทั้งนี้ ให้ GSTEEL และ GJS นำส่งรายงานการตรวจสอบกรณีพิเศษต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ภายในวันที่ 1 มีนาคม 2553 พร้อมทั้งเผยแพร่ผลการตรวจสอบดังกล่าวผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์ 
 
 สาเหตุของการสั่งการดังกล่าวเนื่องจากผู้สอบบัญชีของ GSTEEL และ GJS รายงานผลการสอบทานงบการเงินไตรมาส 3 ปี 2552 ว่า 
 
 (1) ถูกจำกัดขอบเขตการสอบทานโดยผู้บริหารของ GSTEEL และ GJS ในประเด็นการอนุมัติสินเชื่อและการจัดซื้อเครื่องจักรเพื่อหักกลบกับลูกหนี้ที่ผิดนัด 
 
 (2) ถูกจำกัดขอบเขตการสอบทานโดยสถานการณ์ในประเด็นการตั้งค่าเผื่อการลดมูลค่าของวัตถุดิบที่เสื่อมสภาพของ GSTEEL 
 
 (3) ความไม่แน่นอนของมูลค่างานระหว่างก่อสร้าง ซึ่งไม่มีความคืบหน้า และเงินจ่ายล่วงหน้าค่าเครื่องจักรซึ่งเกินกำหนดชำระเงินและส่งมอบเครื่องจักรตามสัญญาของ GSTEEL จึงทำให้มีความคลุมเครือและไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความถูกต้องตามควรของการบันทึกบัญชี ความเพียงพอและเหมาะสมของเอกสารประกอบการบันทึกบัญชีและความสมเหตุสมผลของการทำรายการขายและรายการซื้อสินทรัพย์ ซึ่งอาจมีผลต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหลักทรัพย์และการตัดสินใจของผู้ลงทุน(รายละเอียดปรากฏตามข่าวสำนักงาน ก.ล.ต. ใน SET SMART วันที่ 25 มกราคม 2553 ) 
 
 ดังนั้น ตลท. จึงขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) หลักทรัพย์ของ GSTEEL และ GJS เพื่อห้ามการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทเป็นเวลา 1 วัน ในวันที่ 26 มกราคม 2553 เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนรับทราบข้อมูลดังกล่าวและมีเวลาพิจารณารายงานของผู้สอบบัญชีประกอบกับตัวเลขในงบการเงินและหมายเหตุประกอบงบการเงินอย่างระมัดระวัง โดยจะอนุญาตให้ซื้อขายหลักทรัพย์ของ GSTEEL และ GJSได้ตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าของวันที่ 27 มกราคม 2553 
 
 ทั้งนี้ ตลท. ยังคงขึ้นเครื่องหมาย NP(Notice Pending) หลักทรัพย์ของ GSTEEL และ GJS ต่อไปจนกว่า GSTEEL และ GJS จะนำส่งงบการเงินไตรมาสที่ 3 ปี 2552 ฉบับแก้ไขหรือจนกว่าจะได้ข้อสรุปว่า GSTEEL และ GJS ไม่ต้องแก้ไขงบการเงินดังกล่าว 
 

ปลัดก.ท่องเที่ยวฯไม่พลิก เผยชนวนฟันศศิธารา”พ้นทาง

January 26, 2010

 ครม.อนุมัติตั้ง “ออรถชัย” นั่งปลัดกระทรวงท่องเที่ยว แทนศศิธารา” พร้อมอนุมัติหลักการร่างแผนยุทธศาสตร์สร้างกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศ (พ.ศ. 2553-2559) และกรอบวงเงิน 1.9หมื่นล้านบาทขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ฯ7 ปี ส่วนงบปี53 ครม.อนุมัติงบภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 957 ล้านบาท เผยชนวนสำคัญเด้ง “ศศิธารา” รมต.ท่องเที่ยวฯ แฉกลางที่ประชุมฯ ยัดข้อหาร้ายแรง 
 
 
 นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.อนุมัติรับโอนนายอรรถชัย บุรกรรมโกวิท รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นักบริหารระดับสูง) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ว่างลง นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติหลักการร่างแผนยุทธศาสตร์สร้างกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศ (พ.ศ. 2553-2559) ประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์ และ 6 กลยุทธ์ ในกรอบวงเงิน 19,133,920,000 บาท สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์สร้างกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศ (พ.ศ. 2553 2559) แผน 7 ปี ส่วนงบประมาณปี53 ครม.อนุมัติงบภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 วงเงินงบประมาณ ทั้งสิ้น 957 ล้านบาท 
 
 ”ตามแผนยุทธศาสตร์สร้างและพัฒนานักกีฬาอย่างเป็นระบบครบวงจร กรอบวงเงิน 8,132,600,000 บาท ยุทธศาสตร์ยกระดับบุคลากรกีฬาสู่ระดับนานาชาติ กรอบวงเงิน 3,847,400,000 บาท ยุทธศาสตร์ผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางกีฬาเอเชีย (Sports Hub of Asia) กรอบวงเงิน 7,153,920,000 บาท” 
 
 ด้านแหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม. แจ้งว่า นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวฯ เป็นผู้เสนอรายชื่อนายอรรถชัย ด้วยตัวเอง โดยไม่มีครม.คนใด ทักท้วง นอกจากนี้ นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการพัฒนากีฬาได้เลือก นายอรรถชัย บุรกรรมโกวิท รองผู้อำนวยสำนักงบประมาณ ด้วยตัวเอง ขณะที่อีกแคนิเดตเดิมมีชื่อนายสมบัติ คุรุพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ (สพก.) ปรากฎอยู่ด้วย 
 
 สำหรับสาเหตุเบื้องลึกการย้ายปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาที่สั่งสมมานานนับตั้งแต่วันแรก นายชุมพล เข้ามารับตำแหน่งรวม.การท่องเที่ยว ซึ่งนายศศิธารา ไม่ฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาเท่าที่ควร เช่นการสั่งปรับปรุงอาคารชั้น 2ของสำนักงานกระทรวงการท่องเที่ยว รวมถึงห้องทำงานของรัฐมนตรีว่าการ โดยไม่มีการสอบถาม ซึ่งปัจจุบันรมว.ก่ารท่องเที่ยวก็ไม่ได้นั่งประจำที่กระทรวงเสียเท่าไหร่ แต่กลับไปใช้ สมาคม จ.สุพรรณ เป็นที่ทำงาน 
 
 **ทำงานข้ามหัวชนวนย้ายศศิธารา” 
 
 นอกจากนั้นยังมีปัญหาในเรื่องการทำงานด้านการประสานงานกับภาคเอกชนสมาคมต่างๆ โดยเฉพาะงานด้านสายกีฬา ที่ “นายศศิธารา” ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร บางครั้งความฉลาดและเก่งในการทำงาน กลับเป็นภาพของการทำงานแบบไม่ไว้หน้าผู้ใหญ่ อย่าง พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยและ พลตรีจารึก อารีราชการัณย์ เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ซึ่งสังคมไทยยังรับไม่ได้ ส่วนงานสายท่องเที่ยว ก็จะไปโดดเด่นแต่ในเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น ในเวทีอาเซียน เวทีความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง 
 
 ทั้งนี้ หลายครั้งหลายที่นายชุมพล มีการพูดคุยกับนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรชาติไทยว่า ต้องการปรับเปลี่ยนผู้มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง แต่ก็ได้รับคำยืนยันว่า ศศิธาราเป็นคนเก่งที่ทำงานได้ดี จนถึงขระนี้ การเป็นคนเก่ง ทำงานเก่ง ของ ศศิธารา กลับไม่ทำให้ผู้ใหญ่ พอใจ เท่าที่ควร ตรงกันข้าม กลับทำให้สถานการณ์ภายในองค์กร ข้าราชการ ในความดูและรับผิดชอบ เกิดความตึงเครียด จากความคาดหวังของการทำงานที่ปลัดกระทรวงฯ เป็นผู้สั่งการ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นหลายๆครั้ง นายบรรหาร จึงจำเป็นต้องไฟเขียวให้มีการปรับเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการท่องเที่ยว 
 
 **ดันอรรถชัย นั่งปลัดฯต่างตอบแทน 
 
 สำหรับ ที่มาของผู้ที่มาเป็นปลัดกระทรวงทั้ง 4 ราย ที่มีชื่อตามโผก่อนหน้านี้ คือ 1.นายอรรถชัย บุรกรรมโกวิท รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง 2.นายสมบัติ คุรุภัณฑ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ (สพก.)กระทรวงการท่องเที่ยว 3.นางธนิฎฐา มณีโชติ ที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการท่องเที่ยว(สพท.) และ 4. นาย เสกสรร นาควงศ์. ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว(สพท.) 
 
 แต่การที่ครม.มีมติแต่งตั้ง อรรถชัย บุรกรรมโกวิท ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวคนใหม่ ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ ถือเป็นหนึ่งใน 4 รายชื่อตามโผ เนื่องจากเป็นคนสนิทที่ทำงานให้พรรคชาติไทยมานาน สามารถวางแผนการจัดทำงบประมาณให้กับพรรคนี้จนสามารถได้งบประมาณทุกครั้งไปที่ยื่นขอ แต่เจ้าตัวต้องมาผิดหวังกับการลุ้นนั่งตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ จึงไม่แปลก หากอดีตหัวหน้าพรรชาติไทยจะปลอบใจ ด้วยตำแหน่งงามๆในกระทรวงการท่องเที่ยว เป็นรางวัลต่างตอบแทนก่อนเกษียณ์อายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.ปีนี้ เพราะหากการย้ายกระทรวงแบบข้ามฟากครั้งนี้ ทั้งที่ถ้ามาแล้วไม่ใหญ่จริง จะมาทำไม ? ให้คนครหา ไหนจะถูกต่อต้านจากคนในองค์กร และภาคเอกชนท่องเที่ยวกว่าจะใช้เวลาศึกษางานอีกนาน ท่ามกลางภาวะวิกฤติท่องเที่ยวที่ต้องการคนแก้ปัญหาโดยด่วน 
 

ตลท.ลั่นมาร์เกตแคปโตแสนล้าน บจ.ใหญ่ต่อแถวเข้าตลาด

January 26, 2010

 ตลาดหลักทรัพย์ฯมั่นใจปีนี้เพิ่มมาร์เกตแคปได้อีก 1 แสนล้านตามเป้าหมาย เหตุ บริษัทแรกที่เข้าจดทะเบียน อินโดรามา เวนเจอร์ส ก็ดันมาร์เกตแคปเพิ่ม 4.5 หมื่นล้านบาทแล้ว และยังมีบริษัทขนาดใหญ่จ่อเข้าจดทะเบียนอีก หลายราย วิเชฐระบุตอนนี้มีอีก 7 บริษัทยู่ระหว่างรอจังหวะขายหุ้น พร้อเตรียมเดินทางไปหารือกับก.ล.ต.ลาวให้อนุมัติบริษัททำธุรกิจในลาวกระจายหุ้นในต่างประเทศได้ รวมถึงเดินหน้าแผนโรดโชว์ที่มาเลเซีย 
 
 นายวิเชฐ ตันติวานิช รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ดูแลสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(มาร์เกตแคป)ปีนี้ได้ตามเป้าหมายที่ 100,000 ล้านบาทจากการจะมีบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) ตามแผนที่กำหนดไว้ เนื่องจาก บริษัทที่เข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทแรกในปีนี้คือ บมจ.อินโดรามา เวนเจรอร์ (IVL)ซึ่งมีมาร์เกตแคป 45,000 ล้านบาท และมีบริษัทขนาดใหญ่เตรียมตัวที่จะเข้าอีก รวมถึงบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจ 
 
 ทั้งนี้ก็ยังมีบริษัทที่ได้รับอนุมัติจากก.ล.ต.แล้วให้สามารถเสนอขายหุ้นได้แต่อยู่ระหว่างการรอเสนอขายอีก 7 บริษัทและมีบริษัทรอการอนุมัติไฟลิ่งจากก.ล.ต.อีก 4 บริษัทรวมเป็น 11 บริษัท โดยตลาดหลักทรัพย์ฯได้มีการติดตามสอบถามบริษัทที่ได้รับอนุมัติไฟลิ่งจากทางก.ล.ต.แล้ว และบริษัทดังกล่าวมีการตอบรับยืนยันที่จะเข้าจดทะเบียนในปีนี้ แต่รอดูภาวะตลาดที่เหมาะสม รวมถึงยังมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหาและพัฒนาบริษัทจดทะเบียน ประจำปี 2553 เพื่อสานต่อการดำเนินงานในการสรรหาบริษัทที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนที่จะเข้ามสนับสนุนอีก 
 
 เรามั่นใจเป้าหมายเพิ่มมาร์เกตแคปปีนี้อีก 1 แสนล้านบาทจากการบริษัทใหม่เข้ามาจดทะเบียนทำได้แน่นอนเพราะ บริษัทแรกที่เข้าจดทะเบียนนั้นมีมาร์เกตแคป4.5 หมื่นล้านบาทแล้ว และมีหุ้นขนาดใหญ่รอเข้าจดทะเบียนอีก ส่วนบริษัท โรงกลั่นน้ำมันสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง จำกัด หรือ SPRCตอนนี้รอดูแล้วโน้มของผลประกอบการปีนี้ว่าจะดีหรือไม่ ซึ่งหากดูแนวโน้มออกมาดีเข้าจดทะเบียนปีนี้แน่นอน นายวิเชฐกล่าว 
 
 นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯได้มีการเดินทางไปพบกับทางคณะกรรมการคุ้มครองหลักทรัพย์ (ค.ล.ต.)ซึ่งเหมือนกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) เพื่อไปช่วยเหลือในการดำเนินการให้บริษัทรัฐวิสาหกิจของลาวมีการเตรียมตัวที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสปป.ลาว จากที่จะมีการเปิดตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 10 เดือนสิงหาคม ปีนี้ และได้มีการเจรจากในเรื่องการอนุมัติให้บริษัทที่ทำธุรกิจในลาวสามารถที่จะเสนอขายหุ้นนในต่างประเทศได้ 
 
 รวมถึงหารือให้ทางสปป.ลาวมีการอนุญาตในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันระหว่างก.ล.ต.และค.ล.ต.เมื่อมีบริษัทในประเทศลาวเข้ามาจดทะเบียนในไทย กรณีหากมีการตรวจสอบหุ้นหลังจากเข้ามาจดทะเบียน ซึ่งทางลาวยินดีที่จะทำเรื่องดังกล่าว เพราะ จากการที่ทางลาวมีการร่วมมือในเรื่องการพัฒนาจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ลาวกับทางเกาหลีนั้น ทางเกาหลีก็มีการดำเนินการขอข้อมูลดังกล่าวเหมือนกับตลาดหลักทรัพย์ฯไทยเช่นกัน โดยถือว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเตรียมพร้อมในเรื่องการให้บริษัทลาวเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นตลาดแรก และการจดทะเบียนสองตลาด (ดูอัลลิสติ้ง) 
 
 นายวิเชฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลท.จะพาบริษัทจดทะเบียนไทยไปนำเสนอข้อมูลที่ประเทศมาเลเซีย ในเดือนมิถุนายน เพื่อไปพบนักลงทุนและหน่วยงานระดับสูงของรัฐบาลมาเลเซียในเรื่องการลงทุน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดต่ออาจจะได้พบกับนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียด้วย โดยการไปโรดโชว์ดังกล่าวถือว่าเป็นอีกหนึ่งบริการแก่บจ.ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯสนับสนุนส่งเสริมในการลงทุนในการขยายกิจการในต่างประเทศ 
 
 อย่างไรก็ตามขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯอยู่ระหว่างการรอให้ทางบจ.ไทยมีการตอบรับในการร่วมไปโรดโชว์ครั้ง โดยขณะนี้มีธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของไทยตอบรับที่จะไปแล้ว ซึ่งการเดินทางไปครั้งนี้จะมีบจ.ร่วมไปโรดโชว์ไม่เกิน 12 แห่ง และหากการโรดโชว์ที่มาเลเซียประสบผลสำเร็จ ตลาดหลักทรัพย์ฯจะมีการจัดงานในลักษณะเดียวกันนี้กับประเทศอื่นๆโดยจะเน้นในแถบประเทศอินโดไซน่า ต่อไป 
 

TMBฟ้อง2พันล้าน บ.ข้าวฉาว “เพรซิเดนท์” ปลอมเอกสารโกง!

January 26, 2010

 แบงก์ทหารไทยบุกดีเอสไอ ฟ้อง “เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง” 2 พันล้าน ฐานฉ้อฉล ปลอมแปลงเอกสารกู้เงินจนแบงก์เสียหาย 
 
 
 นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้พนักงานเป็นตัวแทนไปพบเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อแจ้งความดำเนินคีดกับบริษัทเพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง กรณีปลอมแปลงเอกสารขอสินเชื่อ ทำให้ธนาคารเกิดความเสียหายประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารจะไปที่ดีเอสไอในวันนี้ (27ม.ค.) 
 
 อย่างไรก็ตาม หนี้เสียที่เกิดขึ้น ธนาคารได้กันสำรองหนี้จัดชั้นเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของการติดตามหนี้จากบริษัทเพรซิเดนท์ ฯ ต้องดำเนินการต่อไป จนกว่าคดีจะถึงที่สุด นายบุญทักษ์กล่าวว่า การปล่อยกู้ให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารธนาคารทหารไทย เรื่องนี้ธนาคารมีการตั้งพนักงานสอบสวนพนักงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นผลของการสอบสวนไม่พบพนักงานกระทำทุจริต แต่ยอมรับว่าไม่รัดกุมในการตรวจสอบเอกสาร ส่วนผู้บริหารที่เกี่ยวข้องได้ออกจากธนาคารไปแล้ว 
 
 ข้อมูลจากดีเอสไอระบุว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง ได้สร้างความเสียหายแก่ธนาคารพาณิชย์รวม 9 แห่ง มูลค่าความเสียหาย รวมเงินต้นและดอกเบี้ย 3.3 หมื่นล้านบาท นอกจากธนาคารทหารไทยแล้ว ก่อนหน้านี้ ธนาคารไทยธนาคาร ได้เข้าร้องเรียนต่อดีเอสไอแล้วเช่นกัน 
 
 ขณะที่นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ยอดความเสียหายที่ ธปท.ดูแล เฉพาะเงินต้น 6,234 ล้านบาท ทุกธนาคารได้ตัดเป็นหนี้สูญและมีการตั้งสำรองเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2550 
 
 ”หากดีเอสไอพบว่าผู้บริหารแบงก์ไม่รอบคอบ ดีเอสไอสามารถดำเนินการได้เลยเพราะอำนาจดีเอสไอมีมากกว่า ธปท.เวลาฟ้องนั้นต้องใช้กฎหมายหลายฉบับ” นายสรสิทธิ์ กล่าว 
 
 สำหรับธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อให้แก่บริษัทเพรซิเดนท์ฯ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย 2,000 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพ 1,400 ล้านบาท ธนาคารทหารไทย 2,200 ล้านบาท ธนาคารไทยธนาคาร (ธนาคารซีไอเอ็มบี) 1,700 ล้านบาท เอชเอสบีซี 1,000 ล้านบาท ธนาคารยูโอบี 580 ล้านบาท ธนาคารอิสลามแห่งเทศไทย 200 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย 140 ล้านบาท และธนาคารสินเอเซีย 29 ล้านบาท 
 
 บริษัทเพรซิเดนท์ฯ ทำธุรกิจซื้อขายสินค้าการเกษตร อยู่ระหว่างถูกฟ้องล้มละลาย จากการมีพฤติกรรมฉ้อโกง เจตนาเบี้ยวหนี้ โดยนำสัญญาซื้อขายสินค้าเกษตรมาขอเปิดวงเงินกู้ และทำเอกสารปลอม 
 

TMB ตั้งเป้าลดเอ็นพีแอล มั่นใจปี 53 เหลือเลขตัวเดียว

January 26, 2010

 TMB ตั้งเป้าลดเอ็นพีแอลปี 53 ให้เหลือเลขตัวเดียวจากสิ้นปี 52 อยู่ที่ 11% เล็งขายเอ็นพีแอลแต่รอดูตลาดก่อน พร้อมจะสร้าง ROE เพิ่มเป็น 14 % ในปี 57 จากปัจจุบันอยู่ที่ 4% หวังทำกำไรปีนี้โตกว่าปีก่อน ส่วนกรณีบ.เพรซิเดนท์ อะกริฯ ฉ้อโกงเอกสารกู้เงิน ทำแบงก์เสียหายเฉียด 2 พันล้านบาท ประสานดีเอสไอเตรียมหารือ 
 
 นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (TMB) เปิดเผยว่า ในปี 2553 นี้ธนาคารตั้งเป้าหมายควบคุมและลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Gross NPL)ลงอย่างต่อเนื่องจากสิ้นปี 2552 โดยจะให้เหลือเป็นตัวเลขหลักเดียวจากที่แนวโน้มเอ็นพีแอลในปีที่แล้วอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น เนื่องจากธนาคารสามารถลดจำนวนเอ็นพีแอลจากในช่วงต้นปีอยู่ที่ 13-14% ลงมาเหลือประมาณ 11% ซึ่งคิดเป็นยอดเม็ดเงินรวมจาก 6 หมื่นล้านบาท ลงมาอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาทในสิ้นปีที่แล้ว 
 
 ”จำนวนเอ็นพีแอลของธนาคารในปีที่ผ่านมาถือว่าปรับตัวดีขึ้น ทั้งจำนวนเปอร์เซ็นต์และยอดเม็ดเงิน เนื่องจากธนาคารมีการบริหารจัดการที่ดี มีการลดลงตลอด หลังจากที่มีการปรับโครงสร้างองค์กร เพราะหากประเมินเอ็นพีแอลที่รวมบริษัทย่อยแล้ว โดยรวมก็มีการลดลงพอสมควรเช่นกันคือจาก 15% ในช่วงต้นปีที่แล้วมาอยู่ที่ 12.7% ในช่วงสิ้นปี ในขณะที่ตัวเอ็นพีแอลสุทธิของธนาคารยังอยู่ในระดับต่ำมาโดยตลอดคือต่ำกว่า 7%”นายบุญทักษ์ กล่าว 
 
 ทั้งนี้ แนวทางการลดเอ็นพีแอลของธนาคารในปีนี้นั้นจะเกิดจาก 2 ช่องทาง คือ 1.จากการปรับโครงสร้างภายในองค์กร และ2.การขายออกไปถ้าสภาพตลาดเอื้ออำนวย โดยขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการประเมินภาวะตลาดและหาจังหวะที่เหมาะสมที่จะขาย แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนในขณะนี้ว่าเป็นอย่างไร 
 
 ส่วนทางด้านแผนงานการเติบโตสินเชื่อรวมของธนาคารในปีนี้ก็ยังให้ความสำคัญต่อจากปีที่แล้ว โดยตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 8-10% คิดเป็นเม็ดเงินรวมประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท บนพื้นฐานการคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้อยู่ที่ 3.2% ซึ่งจะเน้นสินเชื่อรายใหญ่และสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีที่แล้วเป็นหลัก เพราะธนาคารมีความพร้อมทั้งในส่วนของทีมงานและการให้บริการมากขึ้น ประกอบกับมองว่ามีฐานลูกค้าที่จะสามารถเติบโตได้อีกค่อนข้างมาก 
 
 ”สินเชื่อของธนาคารเมื่อต้นปีที่แล้วมีการหดตัวมาก ตามภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับธนาคารปรับโครงสร้างการดูแลลูกค้าจากสาขามาเป็นที่สำนักงานใหญ่ จนกระทั่งไตรมาส 4 สัญญาณความต้องการสินเชื่อก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยยอดสินเชื่อโตขึ้น 6 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1.8% ทำให้ในปีนี้สินเชื่อของธนาคารก็จะโตอีก ซึ่งตั้งเป้าว่าสินเชื่อรายใหญ่จะโตไม่เกิน 10% ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีก็จะโตอีก 20% ส่วนสินเชื่อรายย่อยคงจะไม่มีการเติบโตมากนักคือ 7-8% เท่านั้น” นายบุญทักษ์ กล่าว 
 
 ขณะที่ยอดเงินฝากก็จะมีการเติบโตสอดคล้องกับสินเชื่อที่ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าเติบโตเงินฝากประมาณ 15-16% และคาดว่าน่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากธนาคารมีความเข้าใจลูกค้าในแต่ละกลุ่มการเงินมากขึ้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ออกมาตั้งแต่ปีที่แล้วได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดี ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องมายังปีนี้ด้วยขณะเดียวกันเตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบอื่นๆ ให้ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า 
 
 นายบุญทักษ์ ยังกล่าวถึงเป้าหมายการสร้างผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ว่าธนาคารคาดหวังว่าในปี 2557 จะสร้างผลตอบแทนผู้ถือหุ้นให้เพิ่มไปอยู่ที่ 14% จากระดับปัจจุบันอยู่ที่ 4% ด้วยการพยายามสร้างผลกำไรให้ดีขึ้นในปีนี้ เพราะเชื่อว่าธนาคารจะมีความสามารถในการทำกำไรในปีนี้ได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ส่วนเรื่องความคืบหน้าขายหุ้นธนาคารที่กระทรวงการคลังถืออยู่ขณะนี้ อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลังและจะต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการในเดือนก.พ. – มี.ค. นี้ ต่อจากนั้นก็จะมีการประชุมผู้ถือหุ้นในเดือนเม.ย. ซึ่งถือว่าในขั้นต้นยังดำรงแผนตามเดิม ส่วนการล้างขาดทุนสะสมยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างเป็นไปตามแผน 
 
 สำหรับกรณีที่บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด ได้สร้างความเสียหายแก่ธนาคารพาณิชย์ทั้ง 9 แห่งเมื่อช่วง 4 ปีที่ผ่านมาว่าล่าสุด ธนาคารได้สั่งการให้พนักงานซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคารเข้าหารือกับกรมสอบสวนพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าวแล้ว ถึงประเด็นที่มีการปลอมแปลงเอกสารเพื่อมาขอสินเชื่อ และทำให้ธนาคารเกิดความเสียหายประมาณ 2 พันล้านบาท ซึ่งทางดีเอสไอแนะนำให้ธนาคารถอนแจ้งความฉ้อฉน เนื่องจากกรณีดังกล่าวใกล้หมดอายุความแล้ว โดยในส่วนหนี้เสียที่เกิดขึ้น ธนาคารได้มีการกันสำรองหนี้จัดชั้นไว้แล้ว ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาชี้แจง 
 
 ”เรื่องปล่อยกู้ให้กับเพรซิเดนท์ฯนั้น ธนาคารได้มีการตั้งพนักงานสอบสวนพนักงานที่เกี่ยวข้องในการปล่อยกู้ช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งผลของการสอบสวนไม่พบพนักงานกระทำทุจริต แต่เป็นเรื่องของความไม่รัดกุมในการตรวจสอบเอกสาร ขณะที่ผู้บริหารที่มีการเกี่ยวข้อง ณ ตอนนี้ไม่ได้ทำงานที่ธนาคารแล้ว” นายบุญทักษ์ กล่าว 
 
 อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ดีเอสไออยู่ออกมาระบุว่า ระหว่างการสอนสวนการปล่อยกู้ธนาคารพาณิชย์วงเงิน 3.3 หมื่นล้านบาท แก่บริษัทดังกล่าวซึ่งทำธุรกิจซื้อขายสินค้าการเกษตร ที่มีพฤติการณ์ฉ้อโกง เจตนาทุจริตเพื่อเบี้ยวหนี้ โดยนำสัญญาซื้อขายเกษตรมาขอเปิดวงเงินกู้ 
 

TPCใจป้ำจ่ายปันผลหุ้นละ1.40บ. เมินงวดสิ้นปี52กำไรหาย344ล้าน

January 26, 2010

 ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ งวดสิ้นปี 52 กำไรหาย 344 ล้านบาท หรือลดลง 16% เหตุราไยดด้จากการขายและการให้บริการต่ำลง แปรผันตามปริมาณและราคาขายที่ลดลง พร้อมประกาศจ่ายปันผลหุ้นละ 1.40 บาท กำหนดจ่าย 22 เม.ย.นี้ 
 
 นายคเณศ ขาวจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPC แจ้งงบการเงินงวดสิ้นปี 52 สิ้นสุด 31 ธ.ค. 52 พบว่าบริษัทมีกำไรสุทธิ 1,866.24 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปี 51 ที่มีกำไรสุทธิ 2,210.26 ล้านบาท หรือลดลง 344.02 ล้านบาท คิดเป็นลดลง 15.56% เนื่องจากบริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและจากการให้บริการรวม24,622 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 6,966 ล้านบาท หรือ 22% เนื่องจากปริมาณและราคาขายที่ลดลง 
 
 อย่างไรก็ดี จากมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2553 ได้พิจารณาและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2552 ในอัตราหุ้นละ 1.40 บาท ซึ่งบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.75 บาท เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2552 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายอีกในอัตราหุ้นละ 0.65 บาท โดยเงินปันผลดังกล่าวจะแบ่งจ่ายดังนี้ 
 
 1) จากกำไรสุทธิของกิจการที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิจำนวน 0.20 บาทต่อหุ้น ซึ่งผู้ถือหุ้นประเภทบุคคลธรรมดาถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 10% และสามารถนำไปขอเครดิตภาษีคืนเงินปันผลได้เท่ากับเงินปันผลคูณสามส่วนเจ็ด 
 
 2) จากกำไรสุทธิของกิจการที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิจำนวน 0.25 บาทต่อหุ้น ซึ่งผู้ถือหุ้นประเภทบุคคลธรรมดาถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 10% และสามารถนำไปขอเครดิตภาษีคืนเงินปันผลได้เท่ากับเงินปันผลคูณยี่สิบห้าส่วนเจ็ดสิบห้า 
 
 3) จากกำไรสุทธิของกิจการที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 15 ของกำไรสุทธิจำนวน 0.20 บาท ต่อหุ้น ซึ่งผู้ถือหุ้นประเภทบุคคลธรรมดาถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 10% และสามารถนำไปขอเครดิตภาษีคืนเงินปันผลได้เท่ากับเงินปันผลคูณสิบห้าส่วนแปดสิบห้า 
 
 ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้จ่ายแก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามที่ปรากฎ รายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 7 เมษายน 2553 และปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 8 เมษายน 2553 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 เมษายน 2553 
 
 กำหนดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 45 ประจำปี 2553 ในวันพุธที่ 24 มีนาคม 2553 และกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2553 ในวันที่ 4 มีนาคม 2553 และให้รวบรวมรายชื่อตามมาตรา 225 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2535 โดยวิธีปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 5 มีนาคม 2553 
 

กลุ่มใบโพธิ์เปิดแผนเชิงรุกปี 53 “ผู้บริหาร” ลั่นโต 2 เท่าของจีดีพี

January 26, 2010

 

 

กลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดแผนเชิงรุกปี 53 ลั่นเติบโต 2 เท่าจีดีพี ยันผลงานปี 52 การันตี ความเป็นที่สุด ทั้งในด้านการทำกำไร มูลค่าตลาดรวม ฐานะเงินกองทุนแข็งแกร่ง “จำนวนสาขา-เอทีเอ็ม” มากที่สุด ตั้งเป้าปี 53 โกยรายได้เพิ่มขึ้น 17% สินเชื่อรวมโต 7-10% โดยเน้นการเติบโตแบบรุกทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งลูกค้าขนาดใหญ่ SME ลูกค้าบุคคล และบริษัทในเครือ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันระยะยาว สร้างความผูกพันในแบรนด์ SCB กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมโชว์ศักยภาพศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจในการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจจากทั่วโลก เพื่อใช้ในการตัดสินใจทางด้านธุรกิจของลูกค้า 
 
 
 นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยว่า ในปี 2552 ที่ผ่านมา แม้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจจะมีความผันผวนอยู่มาก แต่ผลงานโดยรวมของธนาคารจัดอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยธนาคารสามารถสร้างความเติบโตในธุรกิจพร้อมๆ ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ธนาคารสามารถครอง ความเป็นที่สุด ทั้งในด้านความสามารถในการทำกำไร มูลค่าตลาดรวม ความแข็งแกร่งของฐานเงินกองทุน ฯลฯ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นการยืนยันว่าธนาคารได้ดำเนินยุทธศาสตร์ในการบริหารงานได้อย่างถูกต้อง 
 
 สำหรับในปี 2553 ธนาคารคาดการณ์ว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมจะเติบโตดีขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และมีอัตราการขยายตัวเป็นบวกอยู่ระหว่าง 3.5-4.5% ธนาคารจึงได้ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้น 17% และสินเชื่อรวมโต 7-10% หรือประมาณ 2 เท่าของจีดีพี ทั้งนี้การเติบโตของธนาคารจะมาจากการเติบโตของกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ ซึ่งจะเน้นสร้างความแตกต่างและตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครบวงจร (Total Solution) การเติบโตของกลุ่มลูกค้าธุรกิจ SME โดยให้ความสำคัญกับการบุกตลาดและลูกค้าขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งยังมีโอกาสทางธุรกิจอีกมาก และการเติบโตของกลุ่มลูกค้าบุคคล มุ่งผลักดันธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และขยายสินเชื่อเคหะอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเติบโตของกลุ่มบริษัทในเครืออย่าง บลจ.ไทยพาณิชย์ และบล.ไทยพาณิชย์ อีกด้วย 
 
 นอกจากเป้าหมายหลักในการสร้างการเติบโตของธุรกิจแล้ว ธนาคารยังต้องเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันระยะยาว โดยใช้ประโยชน์จากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น พัฒนาความเชี่ยวชาญและความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เพื่อประกอบการตัดสินใจที่ดีขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น บริหารความเสี่ยงตามแนวทางหลักเกณฑ์ Basel II และจัดสรรเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนถึงการปรับปรุงแบรนด์ให้ก้าวนำไปข้างหน้า เพื่อสร้างความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว 
 
 การปรับภาพลักษณ์ของธนาคารในครั้งนี้ เพื่อให้แบรนด์ SCB มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น และทำให้แบรนด์ดูสดชื่นขึ้น โดยสร้างจากจุดเด่นของไทยพาณิชย์ โดยเฉพาะตราสัญลักษณ์รูปใบโพธิ์ และสีม่วง โดยธนาคารจะมีการปรับรูปลักษณ์ใหม่ของสาขา หน้าจอตู้เอทีเอ็ม และเครื่องแบบพนักงาน ซึ่งลูกค้าจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดูสดชื่นขึ้น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป 
 
 นอกจากนี้ การสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ไม่ได้เป็นการปรับเปลี่ยนในส่วนของรูปลักษณ์องค์กรภายนอกเท่านั้น แต่ยังต้องดำเนินการในส่วนของการปลูกฝังทัศนคติและวิธีการทำงานของพนักงานให้สอดคล้องกับแบรนด์ด้วย เพื่อให้ธนาคารเป็นธนาคารที่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน และสังคมเลือก (The Bank of Choice) ตามวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ พร้อมให้บริการทางการเงินอย่างครบวงจร (The Premier Universal Bank in Thailand) แก่ลูกค้าทุกกลุ่มที่มีความต้องการบริการทางการเงินที่หลากหลาย เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนร่วมกัน ตามสโลแกนใหม่ของธนาคาร ไปด้วยกัน ไปได้ไกล นางกรรณิกา กล่าวเสริมในตอนท้าย 
 
 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของประเทศที่ให้บริการทางการเงินแบบครบวงจร ก่อตั้งขึ้นโดยพระบรมราชานุญาตในปี พ.ศ. 2449 โดยเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552 ธนาคารมีมูลค่าตลาดรวม (Market Capitalization) สูงเป็นอันดับที่ 1 ในกลุ่มสถาบันการเงิน (295 พันล้านบาท) มีเครือข่ายสาขาและจุดให้บริการมากที่สุดในประเทศไทย (สาขารวมทั้งสิ้น 987 สาขา ศูนย์แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 118แห่ง เครื่องเอทีเอ็ม 7,129เครื่อง) เพื่อให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และลูกค้าบุคคล ด้วยขนาดสินทรัพย์ 1,294 พันล้านบาท 

 

Next Page »