“กิ๊บซี่” รับเมาแต่โวคอนโทรลตัวเองได้ ส่วนสาวหล่อหอมแก้ม บอกเป็นวัฒนธรรมในกลุ่ม

January 14, 2010

     

 

 

 

“กิ๊บซี่” ไม่ซีเรียสภาพฉาวเมาเละนัวเนียสาวหล่อ รับดื่มจนเมาในงานปาร์ตี้ แต่คุยโวสามารถคอนโทรลตัวเองได้ ส่วนภาพหอมแก้มนัวเนียทอม บอกเป็นวัฒนธรรมของกลุ่มที่แสดงออกเช่นนั้น ไม่หวั่นถูกมองเปลี่ยนรสนิยมหันไปตีฉิ่ง เผยเข้าใจภาพไม่เหมาะสม แต่ไม่อยากเปลี่ยนเสียความเป็นส่วนตัว 
 
 มีภาพลักษณ์เป็นสาวปาร์ตี้เกิร์ล เพราะมีภาพหลุดในงานปาร์ตี้ออกมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ ล่าสุดนักร้องสาวร่างเล็ก “กิ๊บซี่ วนิดา เติมธนาภรณ์” แห่งวง “เกิร์ลลี่เบอร์รี่” มีภาพฉาวนั่งตักและถูกสาวหล่อหอมแก้มโผล่ออกมาอีกระลอก อีกทั้งในภาพนักร้องสาวยังดูเมาแอลกอฮอลล์หนัก พอเจอเจ้าตัวเลยเข้าไปสอบถาม “กิ๊บซี่” เผยรู้สึกเฉยๆกับภาพที่ออกมา รับดื่มแอลกอฮอลล์เมา แต่สามารถควบคุมตัวเองได้ 
 
 ”ภาพนั้นเป็นภาพส่วนตัว ที่ว่าเวลาไปเที่ยวกันแล้ว เพื่อนก็จะถ่ายกันไว้ ก็ไม่ทราบเหมือนว่าหลุดมาจากไหน ใครมาเอาไป โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้โกรธอะไร รู้สึกเฉยๆ ก็แค่ถ่ายกันเล่นๆ ภาพมันอาจจะดูว่าแรง แต่มันไม่มีอะไร แค่เป็นเพื่อนในกลุ่ม และเขาไม่ใช่ผู้ชาย แต่เป็นทอมเป็นเพื่อนในกลุ่ม ซึ่งมันก็ไม่มีอะไร แต่อาจจะมีบางคนดูแล้วมันไม่เหมาะสม กิ๊บก็จะระวังมากขึ้น แต่ส่วนตัวไม่ได้ซีเรียสอะไร” 
 
 ”ในภาพดูเมาหนักมาก คือไม่ถึงกับเละเทะหรอก กิ๊บก็แค่ทำหน้าเมาไปอย่างนั้น ปกติเวลาถ่ายรูปจะชอบทำหน้าแบบนี้อยู่แล้ว คือเราก็โตแล้วมันก็มีดื่มบ้าง ก็มีเมาบ้าง แต่กิ๊บเป็นคนที่เมาแล้วสามารถคอนโทรลตัวเองได้ ซึ่งรูปที่หลุดมาจะเป็นวันเกิดกิ๊บเอง และก็เป็นรูปปาร์ตี้ที่ร้านกิ๊ฟซ่า เราจะมีปาร์ตี้ตามโอกาสอยู่แล้ว ก็จะมีการดื่มสังสรรค์กันปกติ มันไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้าย และคนก็คงจะไม่มองเป็นเรื่องแปลก ถ้าจะมีงานปาร์ตี้กันบ้างไม่น่าแปลกนะคะ” 
 
 ไม่โกรธมือดีปล่อยภาพ เพราะเป็นคนเปิดเผย เคลียร์ภาพนัวเนียหอมแก้มสาวหล่อ เป็นการกระทำที่เป็นวัฒนธรรมของกลุ่มอยู่แล้ว 
 
 
 ”กิ๊บก็ไม่ทราบว่าใครปล่อยภาพ บางทีอาจจะไม่ใช่เป็นคนในกลุ่มเพื่อนที่ดึงภาพออกมา อาจเป็นคนอื่นที่ดึงสิ่งเหล่านี้ออกไป ตอนนี้ก็พยายามที่จะไม่มีรูปอะไรที่มันเสี่ยง ล่อแหลม แต่กิ๊บก็ไม่ได้ถ่ายรูปที่มันล่อแหลมอยู่แล้ว คือกิ๊บไม่รู้คนอื่นคิดยังไง แต่สำหรับกิ๊บมันเป็นวัฒนธรรมของกลุ่มเพื่อนกิ๊บ ที่จะหอมแก้ม กอดกัน นัวเนียกัน มันเป็นเรื่องปกติ และเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลมากๆ ว่าใครจะทำอะไรกับใคร และก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะเอาความเป็นส่วนตัว มาให้คนอื่นเห็นอยู่แล้ว” 
 ”กิ๊บไม่โกรธคนปล่อยภาพ เพราะเป็นคนที่ทำอะไรเปิดเผยอยู่แล้ว แต่บางทีมันอาจจะส่วนตัวมากๆ แล้วคนจำนวนนึงอาจจะมองว่ามันไม่เหมาะสม บางคนมองว่าเป็นตัวอย่างไม่ดี ก็อาจจะรู้สึกว่าเออ….แล้วเราควรจะทำยังไง จะเซฟยังไง แต่เราก็ไม่อยากให้ใคร มาทำให้เราเสียความเป็นส่วนตัวไป กิ๊บไม่รู้ว่ามีคนไม่หวังดีกับเราหรือเปล่าถึงปล่อยภาพออกมา สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ เราต้องถ่ายรูปให้น้อยลง” 
 
 เผยไม่หวั่นถูกมองเปลี่ยนรสนิยมหันไปเล่นดนตรีไทย บอกเป็นคนชัดเจน พร้อมยันตอนนี้โสดสนิท 
 
 
 ”กลัวคนมองชอบตีฉิ่งหรือเปล่า คือไม่เลยนะ เดี๋ยวอันไหนที่จริงหรือไม่จริง พี่ๆก็รู้กันเอง เพราะถ้ากิ๊บบอกว่าไม่จริงก็คือไม่จริง กิ๊บเป็นคนชัดเจนอยู่แล้ว และมันก็ไม่ได้มีอะไรจริงๆ เอาอย่างนี้เดี๋ยวอันไหนจริง ไม่จริงยังไง เดี๋ยวก็รู้กันเอง” 
 
 ”ส่วนทางผู้ใหญ่ก็ไม่น่าจะว่าอะไรนะคะ มันเป็นสิ่งปกติที่ทุกท่านทำกัน จริงๆกิ๊บมองว่าเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ไม่น่าจะซีเรียส แต่สำหรับคนอื่นที่ทำเหมือนกัน แต่เขาไม่มีภาพออกมาให้ประชาชนรู้ เราก็ลำบากใจ คือทุกคนเป็นเพื่อนในกลุ่มสนิทกันหมด ตอนนี้กิ๊บยังไม่มีใคร เพราะอยู่แบบนี้ก็แฮปปี้ดี กิ๊บยังไม่อยากอะไรกับใครมากมาย” 
 
  
 
  
 
  
 
 เกาะติดข่าวบันเทิงและร่วมวงเมาท์ดารากับ ซ้อ7 ก่อนใคร ผ่าน SMS โทรศัพท์มือถือทุกเครือข่าย 
 ระบบ dtac – เข้าเมนู write Message พิมพ์ R แล้วส่งไปที่หมายเลข 1951540 
 ระบบ AIS – กด *468200311 แล้วโทร.ออก 
 ระบบ True Move และ Hutch - เข้าเมนู write Message พิมพ์ ENT แล้วส่งไปที่หมายเลข 4682000 
 *ค่าบริการเพียง 29 บาท ต่อเดือน ทดลองใช้ฟรี 15 วัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก 

 

“คาร์รา” ขอโทษแฟนหงส์ทีมฟอร์มบู่

January 14, 2010

คาราเกอร์

 เจมี คาร์ราเกอร์ กองหลัง ลิเวอร์พูล ออกมาขอโทษแฟนบอลจากผลงานอันย่ำแย่ที่ทีมพ่ายต่อ เรดดิง 1-2 จนตกรอบฟุตบอลเอฟเอ คัพ รอบสาม พร้อมยอมรับว่าฟอร์มการเล่นของ “หงส์แดง” ในนัดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ 
 
 ลิเวอร์พูล ตกรอบสาม ศึกเอฟเอ คัพ หลังเกมนัดรีเพลย์เมื่อวันพุธที่ผ่านมาพ่ายคาแอนฟิลด์ต่อ เรดดิง จากเดอะ แชมเปียนชิป 1-2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษจากลูกโหม่งของ เชน ลอง 
 
 ล่าสุด คาร์ราเกอร์ กล่าวยอมรับผลงานอันน่าผิดหวังของทีม “มันเป็นคืนที่แย่ของ ลิเวอร์พูล ซึ่งไม่สามารถเสแสร้งเป็นอย่างอื่นไปได้ เราต้องทำให้ดีกว่านี้ในการพบกับทีมจากลีกที่ต่ำชั้นกว่า เราเสียใจสำหรับฟอร์มการเล่นของเราและต้องยกย่องฝ่ายเรดดิงด้วย แน่นอนว่าทุกคนต้องการชนะ แต่เมื่อทำไม่สำเร็จ คุณต้องเป็นผู้แพ้ที่ดี เราต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันต้องสำรวจตัวเองเพราะฟอร์มการเล่นในเกมนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้” 
 
 พร้อมกล่าวต่อว่า “เราต้องขอโทษต่อแฟนบอลที่เดินทางมาเชียร์ในสนามแอนฟิลด์รวมถึงที่ดูทางโทรทัศน์ และตอนนี้เรามีเกมสำคัญรอยู่กับ สโต๊ก ซิตี ในวันเสาร์ มันจะเป็นอีกเกมที่ยากซึ่งเราต้องทำให้ดีขึ้นและเรียกฟอร์มการเล่นที่ดีคืนมา เราเป็นนักเตะลิเวอร์พูลซึ่งไม่สามารถยอมรับสิ่งที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้ได้ เราต้องทำให้ดีขึ้น ลิเวอร์พูลมีมาตรฐานของตัวเองซึ่งตอนนี้เราทำได้ไม่ถึงจุดนั้น เราทุกคนรู้ดีและจำเป็นต้องร่วมมือร่วมใจกัน” กองหลังวัย 
 

อั่งเปาลุ้นKTBปล่อยกู้ซื้อณุศาฯ

January 14, 2010

 อั่งเปาฯ รอสถาบันการเงินอนุมัติวงเงินสินเชื่อซื้อทรัพย์สิน เคเอ็มพี หากกรุงไทยฯไฟเขียวก้อนแรกซื้อโครงการณุศาศิริฯ พร้อมแต่งตั้งที่ปรึกษาการเงินจัดสรรหุ้นสามัญ 
 
 นายปริพล ธนสุกาญจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อั่งเปา แอสเสท จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) กล่าวว่าหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติอนุมัติให้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB จำนวน1,894.77 ล้านบาท เพื่อซื้อทรัพย์สินในโครงการอสังหาริมทรัพย์จากบริษัท ณุศาศิริ แกรนด์ จำกัด (มหาชน) และใช้ในการดำเนินโครงการ เมื่อวันที่ 12 พ.ย.52 ที่ผ่านมา 
 
 ล่าสุด 7 ม.ค. 53 คณะกรรมการบริหาร ได้ยื่นขอมติต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้แก่บริษัท ณุศาศิริ แกรนด์ จำกั ด (มหาชน) (ณุศาศิริ) และบริษัท เค เอ็ม พี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (เคเอ็มพี) ซึ่งบริษัท ได้มีการชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดสรรหุ้นสามัญให้แก่ทั้ง2บริษัทดังกล่าว 
 
 ทั้งนี้ การจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ณุศาศิริ และเคเอ็มพี และการซื้อทรัพย์สินจากณุศาศิริและเคเอ็มพีนั้น เป็นการดำเนินการที่ไปตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อซื้อทรัพย์สินจากทั้งณุศาศิริและเคเอ็มพี แต่เนื่องจากสถาบันการเงินต้องใช้ระยะเวลาอนุมัติวงเงินเพื่อซื้อทรัพย์จาก 2 บริษัทไม่เท่ากัน และหากธนาคารกรุงไทยฯ ได้อนุมัติเงินเพื่อซื้อทรัพย์สินจากณุศาศิริฯก่อน ส่วนวงเงินเพื่อซื้อทรัพย์สินจากเคเอ็มพียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสถาบันการเงิน ซึ่งบริษัทคาดว่าวงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อทรัพย์สินจากเคเอ็มพีจะได้รับการอนุมัติภายในระยะเวลาประมาณไม่เกิน 2 เดือนข้างหน้า 
 
 ดังนั้น บริษัทจะรอให้สถาบันการเงินอนุมัติวงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อทรัพย์สินจากเคเอ็มพี แล้วจึงจะดำเนินการโอนทรัพย์สินและออกหุ้นให้ณุศาศิริและเคเอ็มพีในระยะเวลาใกล้เคียงกัน โดยหากบริษัทไม่ได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อทรัพย์สินจากเคเอ็มพี บริษัทจะซื้อทรัพย์สินจากณุศาศิริเพียงรายเดียว 
 
 ซึ่งหลังจากนั้นบริษัทจะทำการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ และดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการทำรายการระหว่างกัน เพื่อดำเนินการจัดประชุมผู้ถือหุ้นใหม่ 
 

UVรับผลบวกรายได้อสังหาฯ ‘แกรนด์ ยูฯ’-สังกะสีหนุน เพิ่้มแบรนด์’ยู’รับกำลังซื้อ

January 14, 2010

 “ยูนิเวนเจอร์ฯ”รับอานิสงส์ยอดขายโครงการอสังหาฯภายใต้”แกรนด์ ยูนิตี้ฯ ” คาดปี 53 มีตัวเลขรายได้สูงถึง 1,200 ล้านบาท บันทึกตามสัดส่วนถือหุ้น 60% พร้อมแรงบวกราคาสังกะสีเริ่มขยับสูงขึ้น เล็งแตกโครงการในแบรนด์”ยู”สายพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก ฟุ้งคอนโดฯยู ดีไลท์ @ จตุจักกร สเตชั่น ฮอตยอดบัตรคิวทะลุ 2,000 รายแค่เปิดเฟสแรก ส่วนครึ่งปีหลังลุยอีก 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท 
 
 
 นายธนพล ศิริธนชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV กล่าวว่าในปีนี้ ทางบริษัทฯได้ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ประมาณ 20% เนื่องจากมีโอกาสในการบันทึกรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่บริษัทมีสัดส่วนหุ้นในบริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด ประมาณ 60% โดยคาดว่าในปีนี้ แกรนด์ ยูนิตี้ฯ จะมีรายได้ 1,200 ล้านบาท สูงขึ้นเมื่อเทียบกับในปีที่ผ่านมามีรายได้ 500 ล้านบาท ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่จะมาจากโครงการคอนโดมิเนียม ยู ดีไลท์ แอท บางซื่อ ปัจจุบันมียอดขายประมาณ 90% จากมูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท 
 
 นอกจากนี้ บริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจสังกะสี ซึ่งในปีนี้ ราคาสังกะสีมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น คาดว่าราคาจะอยู่ที่ 2,500 ดอลลาร์/ตัน จากปีก่อนราคาอยู่ที่ 2,200 ดอลลาร์/ตัน 
 
 นายธนพล ในฐานะประธานอำนวยการบริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ฯ กล่าวถึงการพัฒนาโครงการอสังหาฯว่า จะได้เห็นการพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์ “ยู” ในรูปแบบใหม่ๆ เพิ่มเติม จากปัจจุบันมีแบรนด์ ยู ดีไลท์ ที่มีระดับราคา 40,00-60,000 บาท/ตร.ม. และ แบรนด์ “ยู สบาย” มีระดับราคาอยู่ที่ 60,000-70,000 บาท/ตร.ม. เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าโดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ที่พบว่ายังมีอยู่ในระดับสูง 
 
 ”เราค่อยๆ พัฒนาโครงการ ไม่เร่งรีบในการเติบโต แต่ก็จะมองหาทำเลและรูปแบบในการพัฒนาโครงการรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์กับลูกค้าสมัยใหม่ แต่ยังคงเน้นระดับราคาที่ไม่เกิน 2 ล้านบาท และไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ติดรถไฟฟ้า แต่ห่างรถไฟฟ้า 1-2 กม.ก็ได้” นายธนพล กล่าว 
 
 **บัตรคิวจอง’ยู ดีไลท์ จตุจักร’ทะลัก 
 
 นายธนพล กล่าวถึงกลยุทธ์ในการพัฒนาโครงการว่า จะเน้นให้ตรงจุดและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด โดยได้พัฒนารูปแบบของห้องชุด ที่ตรงความต้องการของกลุ่มลูกค้าอย่างแท้จริง ซึ่งในปีนี้จะเน้นโครงการระดับกลางอีก 2-3 โครงการ คาดว่าจะใช้งบซื้อที่ดินประมาณ 500 ล้านบาท มูลค่าโครงการรวม 1,500 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างพัฒนารายละเอียดโครงการ 
 
 อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ทำให้บริษัทมีความมั่นใจว่า ยังมีคงามต้องการในตลาดอีกจำนวนมาก คือในวันที่ 16 มกรคาคม 53 นี้บริษัทเตรียมเปิดให้จองซื้อโครงการยู ดีไลท์ @ จตุจักร สเตชั่น เฟส 1 จำนวน 469 ยูนิต มูลค่า 900 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาได้เปิดให้ลูกค้าที่สนใจลงทะเบียนรับบัตรคิวเพื่อจองซื้อในวันงานไปแล้วกว่า 2,000 ราย คาดว่าถึงวันที่ 15 ม.ค.นี้จะมียอดลูกค้ารับบัตรคิวถึง 2,500 ราย โดยจะใช้ระบบใครมาก่อนมีสิทธิ์ก่อน จึงทำให้บริษัทเชื่อว่าจะสามารถปิดการขายได้ในเวลารวดเร็ว ส่วนในเฟสที่ 2 อีกจำนวน 455 ยูนิต มูลค่า 900 ล้านบาทนั้นบริษัทเตรียมที่จะเปิดขายในช่วงกลางปีนี้ 
 
 ทั้งนี้ แกรนด์ ยูนิตี้ ได้พัฒนาคอนโดฯแบรนด์ ยูดีไลท์ อย่างต่อเนื่อง โดย ณ ปัจจุบัน มีโครงการภายใต้แบรนด์ดังกล่าว 3 ทำเล ประกอบด้วย โครงการ ยู ดีไลท์ @ จตุจักร สเตชั่น, โครงการ ยู ดีไลท์ @ บางซื่อ มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท และโครงการ ยู ดีไลท์ @ ห้วยขวาง มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายกว่า 50% 
 
 ” ในแต่ละปี ทางบริษัทฯจะพัฒนาโครงการใหม่ประมาณ 2-3 โครงการ เน้นโครงการขนาดเล็ก มูลค่าประมาณ 500-800 ล้านบาท เพื่อความคล่องตัวในการขาย พัฒนา ก่อสร้าง และส่งมอบได้อย่างรวดเร็ว รอบหมุนของการพัฒนาจะเร็วกว่าโครงการขนาดใหญ่ โดยในปี 54 คาดว่าจะมีรายได้สูงถึง 2,500 ล้านบาท ซึ่งหลังจากนี้บริษัทจะเริ่มชะลอการเติบโตไว้ที่ 30-40% เพื่อพัฒนาระบบภายใน บุคคลกร การบริหารหลังการขายให้เข้มแข็งรองรับการเติบโตที่จะเกิดขึ้น ส่วนการบริหารจัดการชุมชน บริษัทได้มอบหมายให้ บริษัทแอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นสัดส่วน 20% เป็นผู้บริหารชุมชน “ 
 

บจ.ปี53กำไรโต11%ดันภาพรวมตลาดหุ้นไทยสูงขึ้นแต่ผันผวน

January 14, 2010

 บล.กรุงศรีอยุธยา คาดปี 52 กำไรสุทธิรวมบจ.เพิ่มขึ้น 36% อยู่ที่4.27แสนล้านบาท จากปี 2551 เหตุ เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น- หุ้นกลุ่มพลังงานไม่มีผลขาดทุนสต็อกน้ำมัน พร้อมคาดกำไรสุทธิปีนี้ อยู่ที่ 4.78 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 11% ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนหุ้นปีนี้ ลดลงจากปีก่อนที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาก ดันภาพรวมตลาดหุ้นไทยปีนี้สูงขึ้นแต่ผันผวนสูง เตือนระวังหุ้นจะปรับตัวลดลง 20-30%ช่วงปลายไตรมาส1/53 แนะนักลงทุนขายทำกำไรหากดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 
 
 นายอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรีอยุธยา จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทคาดกำไรสุทธิรวมของบริษัทจดทะเบียนในปี 2552 อยู่ที่ 427,823 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 36.1% จากปี 2551 ที่มีกำไรสุทธิ 314,271 ล้านบาท เนื่องจาก ภาวะเศรษฐกิจมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยหุ้นกลุ่มพลังงานมีกำไรอสูงสุดอยู่ที่ 173,075 ล้านบาทจากที่ปีนี้ไม่มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน จึงทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น 95% ขณะที่ปีก่อนที่มีกำไรสุทธิลดลง54.9% ด้านหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 83,082 ล้านบาท ลดลง0.3%จากปี 2551 
 
 ทั้งนี้บริษัทคาดว่ากำไรสุทธิรวมของบริษัทจดทะเบียนปี 2553 จะอยู่ที่ 478,756 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 11.9% จากปี2552 จากการที่เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวต่อเนื่องซึ่งบริษัทคาดว่าจีดีพีปีนี้จะอยู่ที่ 2.5-3.5% โดยจะส่งผลให้ผลการดำเนินงานของ บจ.ส่วนใหญ่มีการเติบโตดีในปีนี้ โดยเฉพาะ หุ้นกลุ่มธนาคาร ชิ้นส่วนรถยนต์ โรงแรม โรงพยาบาล พลังงาน และปิโตรเคมีขนส่ง ยกเว้นหุ้นกลุ่มการเงินและหลักทรัพย์ และเกษตร 
 
 สำหรับผลตอบการลงทุนในหุ้นปีนี้จะไม่ดีเท่ากับปี 2552 เนื่องจาก ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงแล้ว มาอยู่ที่ระดับ740 จุด แต่เชื่อว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยปีนี้ยังมีแนวโน้มที่จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อว่ามีโอกาสปรับตัวแตะที่ระดับ 800 จุด จากเศรษฐกิจมีการฟื้นตัว เม็ดเงินต่างชาติยังคงไหลเข้ามาลงทุน เพราะปัจจุบันนักลงทุนต่างประเทศยังถือครองหุ้นไทยไม่มาก 
 
 อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยงที่กดดันคือเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกว่าจะมีการฟื้นตัวต่อเนื่องหรือไม่ กรณีมาบตาพุด อัตราดอกเบี้ยที่จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาด จากอัตราเงินเฟ้อที่จะมีการสูงขึ้น จึงทำให้เมื่อดัชนีมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาในไตรมาส1/52 จะทำให้มีแรงขายทำกำไรออกมาในช่วงปลายไตรมาส1/53ถึงต้นไตรมาส2/53ทำให้ดัชนีมีการปรับตัวลดลงมาประมาณ 20-30% จากจุดสูงสุดของดัชนี ซึ่งการพักฐานของดัชนีจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ไตรมาส ทำให้ดัชนีจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งในไตรมาส4/53 
 
 ดังนั้นบริษัทจึงแนะนำนักลงทุนให้มีการทอยอยขายทำกำไรหุ้นออกมาก่อนที่ดัชนีจะมีการปรับตัวลดลงในช่วงปลายไตรมาส1/53 และจากการที่ดัชนีจะมีโอกาสทำจุดสูงสุดอีกครั้งในไตรมาส4/53 จึงแนะนำให้นักลงทุนมีการเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลักจากที่จะได้รับผลดีจากความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้น และแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก 
 
 **หุ้นวานนี้เพิ่มขึ้น2.68จุด 
 ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยวานนี้(14ม.ค.) ปิด 749.42 จุด เพิ่มขึ้น 2.68 จุด หรือ 0.36%มูลค่าการซื้อขาย 21,576.30 ล้านบาท จากแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานที่ได้รับผลดีด้านจิตวิทยาจากปัญหามาบตาพุดคลี่คลาย และการเก็งผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่จะออกมาดี โดยระหว่างวันปรับตัวสูงสุด 751.93 จุด และต่ำสุดที่ 747.94 จุด ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวานนี้ เพิ่มขึ้น 171 หลักทรัพย์ ลดลง 160 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 136 หลักทรัพย์ 
 
 ด้าน นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า วานนี้การซื้อขายหุ้นไทยทั้งวันอยู่ในแดนบวกถือว่าได้อานิสงส์จากการที่ตลาดดาวน์โจนบวกขึ้นมา โดยตลาดหุ้นประคองตัวจากแรงซื้อหุ้นแบงก์ อย่าง BBL และ TCAP แม้หุ้นแบงก์บางตัวจะปรับตัวลดลง นอกจากนั้น ยังมีหุ้นกลุ่มพลังงงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากกรณีแนวโน้มปัญหามาบตาพุดคลี่คลายลงหลังจากนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ออกมาระบุว่ากรณีปัญหามาบตาพุดน่าจะได้ข้อสรุปภาย 8 เดือน ทำให้ส่งผลบวกต่อจิตวิทยาการลงทุน ทำให้หุ้น PTTAR และ PTTCH ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ภาพรวมตลาดดีขึ้นและปิดตลาดบวกได้ ประกอบกับ ยังมีการเก็งกำไรเรื่องผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอื่นที่คาดว่าจะออกมาดี ซึ่งวันนี้(15ม.ค.)คาดว่าดัชนีหุ้นจะเคลื่อนไหวในกรอบแนวรับ 742 จุด แนวต้าน 758 จุด 
 

คลังปัดขายชาติยันสมัครใจแปรรูป สคร.หวั่นถูกต่อต้าน

January 14, 2010

 หวั่นถูกต่อต้านแปรรูป “ขายชาติ” สคร.ยันต้องเป็นสมัครใจ เผยกำลังจับมือตลาดหลักทรัพย์ฯ เจรจาบริษัทลูก รสก.ทั้งเครือกรุงไทย ปตท.และ อสมท 
 
 นายกุลิศ สมบัติศิริ รองผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.ได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) และคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เพื่อเดินหน้าเจรจากับบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจที่มีความต้องการระดมทุนเพื่อขยายกิจการโดยการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกทั้งเพื่อเพิ่มสินค้าในตลาดให้นักลงทุนมีทางเลือกมากขึ้นและเพิ่มมูลค่าในตลาด โดยคาดว่าจะหาข้อสรุปได้ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ 
 
 โดยจากการตรวจสอบความพร้อมของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งในเบื้องต้นพบว่าทางองค์การเภสัชกรรม เป็นรัฐวิสาหกิจที่ให้ความสนใจจะนำบริษัทที่องค์การถือหุ้นในสัดส่วน 49% คือ บริษัทสมุนไพรไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดเอ็มเอไอเป็นแห่งแรก เนื่องจากบริษัทดังกล่าวต้องการเงินทุนเพื่อสร้างโรงงานใหม่ ซึ่งจะย้ายอยู่ที่จ.ชลบุรี เนื่องจากมีความเหมาะสมทางด้านสถานที่และสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) โดยตั้งเป้าระดมทุนในวงเงินประมาณ 800-1,000 ล้านบาท 
 
 ซึ่งที่ผ่านมาการดำเนินธุรกิจของบริษัทสมุนไพรไทยมีแนวโน้มค่อนข้างดี มีผลประกอบการดีมีกำไร เนื่องจากมีการผลิตสินค้าส่งขายทั้งในและต่างประเทศ ตามกระแสรักสุขภาพที่กำลังเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก อีกทั้งยังสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การเพิ่มมูลค่าให้สินค้าที่เป็นภูมิปัญญาไทยด้วยจึงมองว่าเป็นบริษัทที่น่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยจะนัดหารือในรายละเอียดกับทางผู้บริหารของบริษัทสมุนไพรไทยต่อไปคาดสรุปได้ภายในเดือนนี้ 
 
 เท่าที่ดูข้อมูลเบื้องต้นมองว่ายังมีบริษัทลูกหรือบริษัทที่รัฐวิสาหกิจถือหุ้นแสดงความสนใจหรือมีความพร้อมเข้าตลาดไม่มากนัก โดยกรณีของบริษัทสมุนไพรไทยนั้นน่าจะมีความเป็นไปได้ที่สุดและน่าจะเป็นโครงการนำร่องที่สคร.ร่วมกับทางตลาดหลักทรัพย์ในการผลักดันให้มีบริษัทใหม่ๆ เข้าจดทะเบียนมากขึ้น โดยยืนยันว่าการนำบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดดังกล่าวไม่ใช่การแปรรูป ซึ่งจะมีผลดีกับทางรัฐวิสาหกิจเองที่ไม่ต้องใช้เงินองค์กรในการขยายการลงทุน ทำให้ประหยัดงบประมาณไปได้บางส่วน นายกุลิศ กล่าว 
 
 นอกจากนี้คณะทำงานร่วม 3 หน่วยงานจะได้หารือกับบริษัทลูกในเครือธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)KTB ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ได้แก่ บริษัท กรุงไทย-แอ็กซ่า ประกันชีวิต จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด(มหาชน)KTAM บริษัท กรุงไทยพาณิชย์ประกันภัย จำกัด บริษัท กรุงไทยธุรกิจบริการ จำกัด บริษัท กรุงไทย คอมพิวเตอร์ เซอร์วิสเซส จำกัด 
 บริษัท เอชเอ็มซี โพลีเมอร์ ประเทศไทย จำกัด ในเครือ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) PTT บริษัท พาโนรามา เวิลด์ไวด์ ในเครือ บริษัท อสมท จำกัด(มหาชน) MCOT เป็นต้น ทั้งนี้ยืนยันว่าการเจรจาเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจมีช่องทางการระดมทุนที่ต้นทุนต่ำและมีความหลากหลายมากขึ้นและไม่ได้เป็นการแปรรูปแต่ทำด้วยความสมัครใจ 
 

ดัชนีเชื่อมั่นบ้านพุ่งแตะ 57.8 สูงสุดนับตั้งแต่มีการสำรวจ

January 14, 2010

 ศูนย์ข้อมูลฯ เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการพุ่ง 57.8 สูงสุดนับตั้งแต่สำรวจมา ส่วนดัชนีความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า 69.9 ส่วนผลสำรวจยอดโอนกรรมสิทธิ์ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 5 จังหวัด รอบ 11 เดือนแรกของปี 52 โต 3% รวม 1.38 แสนยูนิต คอนโดฯ ทะลุ 4.7 หมื่นหน่วย 
 
 นายขรรค์ ประจวบเหมา ประธานกรรมการดำเนินการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ไตรมาส 4 ปี 52 มีผู้ประกอบการตอบแบบสอบถามจำนวน 157 บริษัท ซึ่งผลการสำรวจ พบว่าค่าดัชนีความเชื่อมั่นในไตรมาสปัจจุบันสูงถึง57.8 สูงที่สุดเท่าที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้เคยจัดทำ โดยไตรมาสที่แล้วค่าดัชนี้อยู่ที่ 55.8 โดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีค่าความเชื่อมั่นในไตรมาสปัจจุบัน 65.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนี 61.9 ส่วนบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียน มีค่าดัชนีความเชื่อมั่น 50.1 สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ดัชนีมีค่าสูงกว่าค่ากลาง (ค่ากลางเท่ากับ 50) สะท้อนความเชื่อมั่นภาพรวมของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งอยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ดีขึ้นมาก 
 
 ทั้งนี้ การปรับตัวของดัชนีในไตรมาสนี้ โดยภาพรวม สะท้อนจากมุมมองด้านบวกจากทั้งผลประกอบการ ยอดขาย การจ้างงาน และการเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนการประกอบการก็ปรับตัวดีขึ้นด้วย และด้วยอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ใกล้จะหมดอายุลง ทำให้ผู้ประกอบการเร่งก่อสร้างและโอนกรรมสิทธิ์เป็นจำนวนมาก ประกอบกับผู้บริโภคได้รับแรงกระตุ้นจากรายการส่งเสริมการขายของโครงการต่างๆ ด้วย 
 
 นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลฯ กล่าวว่า สำหรับดัชนีความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) ประจำไตรมาส 4/52 มีค่าเท่ากับ 70.4 สูงขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนที่มีค่าเท่ากับ 69.9 โดยในส่วนของบริษัทจดทะเบียนมีค่าดัชนีความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า เท่ากับ 76.5 และบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนมีค่าดัชนีความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า เท่ากับ 64.4 
 
 ส่วนดัชนีราคาที่อยู่อาศัยประจำไตรมาส 4 ปี 52 ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 3 จังหวัด (นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ) พบว่าเปรียบเทียบไตรมาสต่อไตรมาส ระดับราคาที่ดิน ราคาบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน และราคาทาวเฮาส์พร้อมที่ดิน ต่างเพิ่มขึ้น โดยดัชนีราคาที่ดิน ประจำไตรมาสที่ 4 ปี52 ดัชนีเท่ากับ 184.8 ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับ 178.9 ในไตรมาส 3/52ขณะที่ดัชนีราคาบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 52 เท่ากับ 154.9 ปรับตัวขึ้น 3.1% เทียบกับ 150.2 ในไตรมาส 3/52 ดัชนีราคาทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดิน เท่ากับ 153.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.9% เมื่อเทียบกับ 151.0 ในไตรมาสก่อน 
 
 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาความเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาที่ยาวขึ้น คือปีต่อปี พบว่า ราคาที่ดินค่อนข้างคงที่ คือมีการปรับตัวขึ้นเพิ่มขึ้นเพียง0.6% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 51 ในขณะที่บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินมีการปรับตัวลดลงจากช่วงเวลาเดี่ยวกันในปีก่อน 4% เนื่องจากราคาค่าก่อสร้างที่ลดลงจากปีก่อน เนื่องจากฐานข้อมูลที่นำมาใช้คิดคำนวณดัชนีราคาที่อยู่อาศัยคือข้อมูลหลักประกันของธนาคารอาคารสงเคราะห์ โปรโมชั่นต่างๆของธนาคารที่ออกมาในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา 
 
 **ยอดจดทะเบียน11เดือนปี52โต3% 
 
 นายสมัมากล่าวว่า ส่วนตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล 5 จังหวัด ในรอบ 11 เดือนแรกของปีนี้ พบว่ามีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ทั้งที่อยู่อาศัย ที่ดินเปล่า และอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย รวมกันประมาณ 189,300 หน่วย เพิ่มขึ้น3% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาแบ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียม 138,500 หน่วย รองลงมาเป็นทาวน์เฮาส์ 44,600 หน่วย และบ้านเดี่ยวประมาณ 28,600 หน่วย อาคารพาณิชย์ 13,500 หน่วย และบ้านแฝดประมาณ 4,100 หน่วย ส่วนอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยนั้น พบว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเปล่ามากถึง 43,800 แปลง โดยกรุงเทพฯ มีจำนวนแปลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ของที่อยู่อาศัยมากที่สุด 60%ของที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด 
 

กสิกรฯตั้งเป้าขายNPA4พันล. หนุนธปท.ปรับเกณฑ์ถือครอง

January 14, 2010

 แบงก์กสิกรไทยตั้งเป้าขายเอ็นพีเอปี 53 ไว้ที่ 4 พันล้านบาท จากพอร์ตสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท หนุนธปท.จะปรับเกณฑ์ระยะเวลาการถือครองอสังหาฯที่เป็นเอ็นพีเอแบงก์พาณิชย์ ระบุเป็นประโยชน์สามารถป้องกันความเสื่อมของทรัพย์ได้ 
 
 
 นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) เปิดเผยว่า ในปี 2553 นี้ธนาคารตั้งเป้าหมายจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย (เอ็นพีเอ) ไว้ที่ประมาณ 4 พันล้านบาท จากปัจจุบันที่ฐานทรัพย์เอ็นพีเอของธนาคารอยู่ที่ราว 1 หมื่นล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าการไหลเข้าของจำนวนทรัพย์เอ็นพีเอใหม่ในปีนี้จะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับที่ธนาคารจำหน่ายออกไปได้ ดังนั้น จึงมองว่าฐานเอ็นพีเอของธนาคารจะอยู่ในอัตราที่ทรงตัว ทั้งนี้ ในปี 2552 ธนาคารคาดว่าจะสามารถจำหน่ายเอ็นพีเอออกไปได้ประมาณ 3-4 พันล้านบาท ตามเป้าหมายที่ธนาคารวางไว้ ซึ่งมูลค่าดังกล่าวถือเป็นระดับทั่วไปในการจำหน่ายทรัพย์ต่อปี 
 
 ”ราคาเอ็นพีเอของธนาคารกสิกรไทยที่ขายกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นราคาประมาณ 80% ของราคาตลาดโดยรวม ซึ่งธนาคารก็ต้องประเมินราคาใหม่กันทุกปี เพราะธนาคารเองก็มีความต้องการอยากขาย คนซื้อก็จะได้ซื้อของในราคาที่ถูก ส่วนถ้าเป็นทรัพย์ประเภทที่ดินที่อยู่กับธนาคารมานั้น ส่วนใหญ่พวกผู้ประกอบการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ (ดีเวลลอปเปอร์) มาซื้อไปพัฒนาก็จะได้ต้นทุนที่ถูกลง แต่แปลงใหญ่ๆที่ดีเวลลอปเปอร์ใหญ่อยากได้ก็ถูกขายไปหมดแล้วตั้งแต่ปี 2540 มาเรื่อยๆ ซึ่งเรียกว่าเหลือแต่ที่ดินแปลงย่อยๆ ที่เหมาะกับลูกค้ารายย่อยซึ่งเขาก็จะไม่ค่อยสนใจกัน เพราะคิดว่าเสียเวลาที่จะต้องนำไปพัฒนาและปรับปรุง”นายชาติชาย กล่าว 
 
 สำหรับกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณปรับเกณฑ์ระยะเวลาการถือครองอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเอ็นพีเอของธนาคารพาณิชย์นั้น นายชาติชายกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นประโยชน์กับธนาคารทั้งหมด เพราะการกำหนดระยะเวลาการถือครอง ทำให้ต้องรีบขายออกไปเพราะกลัวว่าจะต้องเสียค่าปรับ ซึ่งอาจต้องยอมขาดทุนบางส่วนไปบ้าง แต่ขณะเดียวกันการเก็บเอ็นพีเอเอาไว้กับธนาคารนานจนเกินไป ก็จะเป็นสร้างภาระทางต้นทุนในการรองรับความเสื่อมของทรัพย์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับธนาคารเองแล้วก็อยู่ในระดับที่รับได้ 
 
 ”ถ้าธปท.มีการออกกฎเกณฑ์ผ่อนคลายก็ถือว่าดี เพราะตอนนี้พอถึงเวลาก็เหมือนบังคับให้ขาย ถ้าไม่ขายก็ต้องยอมเสียค่าปรับไป ขายก็ขาดทุน แต่กฎก็ควรออกควบคุมไว้ว่าควรถือได้กี่เปอร์เซ็นต์ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งตอนนี้ธนาคารเองมีสินทรัพย์รวมเป็นแสนๆล้าน แต่ในส่วนของเอ็นพีเอ มีแค่ราวหมื่นล้านเท่านั้นเอง”นายชาติชาย กล่าว 
 

คลังโชว์3เดือน เก็บภาษีทะลุเป้า 6.6หมื่นล.การใช้จ่ายฟื้น-นำเข้าทองพุ่ง

January 14, 2010

 สศค.เผยจัดเก็บภาษี 3 เดือนแรกวิ่งฉิว มียอดรวม 3.48 แสนล้าน สูงกว่าเป้า 6.6 หมื่นล้าน หรือกว่า 23% ชี้เป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ 3 กรมหลักที่สูงกว่าเป้าหมายเช่นกัน โดยเฉพาะการภาษีมูลค่าเพิ่ม สะท้อนถึงการอุปโภค-การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มั่นใจทั้งปีทะลุเป้าแน่นอน 
 
 นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)เปิดเเผยว่า ในเดือนธันวาคม 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.03 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าเกือบ 25,000 ล้านบาท เป็นผลจากการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้า 67,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 23.8 
 
 ทั้งนี้ ในเดือนธันวาคม 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 103,487 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 24,841 ล้านบาท หรือร้อยละ 31.6 เป็นผลจากการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการนำเข้าสูงกว่าประมาณการ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ มูลค่าการนำเข้าทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นมากในเดือนธันวาคมส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นจากแนวโน้มปกติ 
 
 โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 3 อันดับแรก ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บได้ 41,378 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 8,101 ล้านบาทหรือร้อยละ 24.3 เป็นผลจากการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากมูลค่าการนำเข้าทองคำที่เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนธันวาคม 2552 เมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าทองคำเฉลี่ยประมาณเดือนละ 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า 
 
 ภาษีน้ำมันจัดเก็บได้ 13,004 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 4,130 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 46.5 เป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันในเดือนพฤษภาคม 2552 ประกอบกับการสำรองน้ำมัน สำเร็จรูปเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดปีใหม่ 
 
 และภาษีรถยนต์ จัดเก็บได้ 6,989 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,450 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 97.5 เป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ ในด้านผู้ประกอบการมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่และการจัดโครงการส่งเสริมการขายเพื่อรองรับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอการตัดสินใจซื้อในช่วงก่อนหน้าที่เศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง 
 
 สำหรับในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม ธันวาคม 2552) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 348,169 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 66,864 ล้านบาท หรือร้อยละ 23.8 โดยทั้ง 3 กรมจัดเก็บหลัก ได้แก่ กรมสรรพสามิตจัดเก็บได้รวม 100,846 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 28,694 ล้านบาท หรือร้อยละ 39.8 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 76.1) เนื่องจากมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว ส่งผลให้จัดเก็บภาษีน้ำมัน ภาษีรถยนต์ และภาษีเบียร์ สูงกว่าประมาณการ 11,245 8,154 และ 4,855 ล้านบาท หรือร้อยละ 42.6 76.1 และ 42.1 ตามลำดับ 
 
 กรมสรรพากร จัดเก็บได้รวม 230,136 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 26,475 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13.0 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 1.3) ภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 18,515 ล้านบาท หรือร้อยละ 18.0 
 
 และกรมศุลกากร จัดเก็บได้รวม 25,414 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 6,149 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 31.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 5.1) เนื่องจากอากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5,660 ล้านบาท หรือร้อยละ 30.3 โดยมีสาเหตุหลักจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 
 
 ขณะที่ รัฐวิสาหกิจ นำส่งรายได้ 21,175 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 44 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 71.9) เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1,290 708 และ 575 ล้านบาท ตามลำดับ อย่างไรก็ดี การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคขอทยอยนำส่งรายได้เป็น 6 งวด จากเดิมที่คาดว่าจะนำส่งทั้งจำนวนในเดือนตุลาคม นอกจากนี้ บมจ.การบินไทย ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน 
 
 นายสาธิตกล่าวอีกว่า จากผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นตัวแล้ว ทำให้มั่นใจว่าการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2553 นี้ จะสูงกว่าประมาณการอย่างแน่นอน และส่งผลให้ฐานะการคลังของรัฐบาลมีความมั่นคง 
 

BSECงวดสิ้นปีกำไรทรุดกว่า96% เหตุรายได้ค่านายหน้าเทรดหุ้นลด

January 14, 2010

 บล.บีฟิท งวดสิ้นปีกำไรทรุด 90.80 ล้านบาท หรือลดลง 96.04% ผลจากรายได้ค่านายหน้าการซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง จากปริมาณการซื้อขายที่ต่ำลง สวนทางรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าเพิ่มขึ้น ขณะค่าใช้จ่ายลดลงตามปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลง 
 
 นายวรกิจ สร้างศรีวงศ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ บีฟิท จำกัด (มหาชน) หรือ BSEC แจ้งผลการดำเนินงานงวดสิ้นปี 52 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 52 ตามงบการเงินรวมพบว่าบริษัทมีกำไรสุทธิ 3.74 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 94.54 ล้านบาท หรือกำไรลดลง 90.80 ล้านบาท คิดเป็น 96.04 % 
 
 สำหรับงบการเงินเฉพาะกิจการก่อนตรวจสอบ พบว่าลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับผลกำไรสุทธิประจำปี 51 โดยปี 52 ที่ผ่านมารายได้รวมของบริษัทปรับตัวลดลง 231.94 ล้านบาทหรือลดลง 33.25% เมื่อเปรียบเทียบจาก 697.49 ล้านบาทในปี 51 ขณะที่ปี 52 รายได้รวมของบริษัทมี 465.56 ล้านบาท 
 
 โดยบริษัทมีรายได้จากค่านายหน้าการซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง 164.93 ล้านบาทหรือ 32.80 % เมื่อเปรียบเทียบจาก 502.87 ล้านบาทในปี 51 กับ 337.94 ล้านบาท ในปี 52 เนื่องจากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ของลูกค้าและส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทที่ลดลง ส่วนรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพิ่มขึ้น 17.96 ล้านบาทหรือ 221.77 % เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นปีที่บริษัทเริ่มมีธุรกรรมนายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการต่ำลง เป็นผลต่อเนื่องจากการชะลอตัวของธุรกรรมจากสายงานวานิชธนกิจของบริษัท ส่วนกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง รวมทั้งดอกเบี้ยและเงินปันผลต่ำลงจากปีก่อน จากการย้ายงานของพนักงานและปริมาณเงินฝากที่ลดลง 
 
 สำหรับค่าใช้จ่ายนั้นปรับลดลง ทั้งค่าใช้จ่ายการกู้ยืมเงินซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการลดลงของปริมาณการซื้อ ขายหลักทรัพย์ของลูกค้า ค่าธรรมเนียมและบริการจ่าย ตามปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลง รวมทั้งหนี้สงสัยจะสูญล้วนลดลงจากลูกหนี้ของบริษัทที่ต่ำลง อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเกี่ยวกับพนักงานลดลง ซึ่งแปรผันตามปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลงตลอดจนการลดลงของจำนวนพนักงานในระหว่างครึ่งปีหลังของปี 52 ส่วนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารสถานที่และอุปกรณ์ลดลง จากการลดลงของพนักงานและจำนวนสาขา 
 

ชุมพล ซื้อใจคน ททท. ปรับสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจสร้างรายได้

January 14, 2010

 ชุมพล ชงครม.คิดใหม่ ปรับสถานะ ททท. เป็นรัฐวิสาหกิจสร้างรายได้ อ้างต่อปี ส่งเสริมท่องเที่ยวโกยรายได้เข้าประเทศกว่าปีละ 5 แสนล้านบาท แต่ผู้ว่าการ ททท.ได้ค่าตอบแทนแค่ 2 แสนบาทต่อเดือน น้อยกว่า สสปน. ส่วนแผนงานปี 53 เน้นทำงานเงินรุก โหมโรดโชว์ต่างประเทศเรียกขวัญนักท่องเที่ยวคืน 
 
 วานนี้ (14 ม.ค.53) ในการแถลงผลสำเร็จจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปี 2552 นายชุมพล ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า แผนการทำงานด้านการกระตุ้นท่องเที่ยวในปี 2553 จะเน้นนโยบายการตลาดเชิงรุก เน้นเดินสายโรดโชว์ ในประเทศที่เป็นเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง อินเดีย เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน 
 
 และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ทั้งนี้เพราะประเทศทั้งหมดที่กล่าวมา สภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว บ้างประเทศ อย่าง อินเดีย จีน ก็ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก จึงมีกำลังซื้อดี แต่ที่ชะลอการเดินทางมาเมื่อปีก่อน เพราะการเมืองในประเทศไทย 
 
 ในปีนี้จะพยายามเดินทางไปโรดโชว์ในตลาดสำคัญๆด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่บริษัทนำเที่ยวและนักท่องเที่ยวในประเทศนั้นๆให้ฟื้นกลับมาโดยเร็ว โดยมั่นใจว่าภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดปีนี้จะต้องมากกว่าปี 2552 ที่ทำได้ 14 ล้านคนอย่างแน่นอน หากตลอดปีไม่มีความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้นมาอีก 
 
 นายชุมพล กล่าวอีกว่า จากผลการทำงานของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท. ที่ผ่านมา ได้สร้างรายได้เข้าประเทศเป็นเงินจำนวนมาก โดยในปี 2552 ททท. ได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวจนสามารถสร้างรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศที่เกิดจากการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากถึง 5.27 แสนล้านบาท จึงได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้พิจารณาปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การประเมินผลงานเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาให้ค่าตอบแทนแก่ ททท. ใหม่ โดยต้องการให้ปรับสถานะของ ททท. จากองค์กรเพื่อสาธารณะประโยชน์ให้เป็นองค์กรที่หารายได้ให้แก่ประเทศชาติ จะได้มีสิทธิ์ได้รับโบนัส และเงินเดือนเพิ่มขึ้นเทียบเท่ารัฐวิสาหกิจที่สร้างรายได้ในหน่วยงานอื่นๆ 
 
  ททท.ทำงานสร้างรายได้เข้าประเทศต่อปีจำนวนมาก แต่ ผู้ว่าการททท.และตนเองกลับได้เงินเดือนเพียง 2 แสนบาทต่อเดือน ขณะที่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ สสปน. ตำแหน่งผู้อำนวยการได้เงินเดือนมากกว่า ทั้งที่ก็เป็นหน่วยงานหารายได้เช่นกัน นอกจากนั้น ททท.ยังมีรายได้จากทรัพย์สินและการลงทุนอื่นๆ ด้วย เช่น สนามกอล์ฟบางพระ โครงการน้ำพุร้อน และกิจการอื่นๆอีกมากมาย จึงควรมีการปรับสถานภาพททท.เสียใหม่ 
 
 อย่างไรก็ตามรายงานข่าวแจ้งว่า นายชุมพล ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงการท่องเที่ยว เร่งจัดทำแผนงานเพื่อเสนอของบประมาณประจำปี 2554 โดยให้เน้นนำเสนอโครงการใหญ่ที่มีความสำคัญมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศมานำเสนอ 
 
 ทางด้านภาคเอกชน นายเจริญ วังอนานนท์ โฆษกสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย(เฟสต้า) กล่าวว่า เฟสต้าเตรียมร่วมมือกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน แลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างกัน เพื่อเป็นการยืนยันว่าจะมีการเดินทางของนักท่องเที่ยวตามเป้าหมายที่กำหนด เบื้องต้นจะดำเนินการร่วมกันกับผู้ประกอบการในกวางเจา ของจีน ตั้งเป้าหมายเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยปีนี้ 5 แสนคน นอกจากนั้นจะเดินหน้าหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาวิธีเพิ่มที่นั่งเครื่องบินที่จะมาลงที่ประเทศไทย อาจเป็นรูปแบบการจัดเพิ่มเที่ยวบินเช่าเหมาลำ อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้ามาประเทศไทย 
 
 อย่างไรก็ตามสัปดาห์หน้า จะหารือกับกรมสรรพากร หาทางแก้ปัญหาการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน เพื่อให้แพกเกจทัวร์มีราคาถูกลง 
 

อัยการสูงสุดค้านมือถือ3Gเกิด รอกม.สมบูรณ์กทช.ครบก่อน

January 14, 2010

 อัยการสูงสุดประสานเสียงนายกสภาทนายความไม่เห็นด้วยกับใบอนุญาตประกอบกิจการมือถือ 3G ที่ให้เกิดในช่วงกฎหมายไม่สมบูรณ์ และกรรมการ กทช. ยังไม่ครบ ขณะที่นักวิชการ เอกชน ต้องการให้เกิดโดยยึดกฎหมายเดิม 
 
 
 นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด กล่าวในงานเสวนาทางวิชาการเรื่อ การจัดคลื่นความถี่สำหรับการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (IMT หรือ 3G and Beyond) ว่า ขณะนี้สถานภาพของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ยังไม่มั่นคงไม่ควรออกใบอนุญาต หรือไลเซนส์ 3G ที่สำคัญคือต้องรอพ.ร.บ.จัดสรรคลื่นถี่ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ออกมาก่อน เพราะการให้บริการ 3G ไม่เข้าข่ายพ.ร.บ.ร่วมการงานปี 2535 เพราะเป็นกฎหมายเฉพาะ เป็นการออกคำสั่งการปกครองอย่างเดียวของกทช. 
 
 แผนบริหารความถี่ต้องการมาก่อนและต้องเป็นแนวทางแผนแม่บทคลื่นความถี่ ซึ่งตัวกำหนดตรงนี้ก็ยังไม่มี 
 
 ในมุมมองของอัยการสูงสุดเห็นว่า หากจะให้ไทยมีโครงข่าย 3G รัฐต้องเป็นผู้สร้างโครงข่ายทั้งหมดเพื่อให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อน แล้วให้ผู้สนใจที่จะให้บริการมาเช่าโครงข่าย ในรูปแบบของเซอร์วิส โพรวายเดอร์ โดยให้กทช.เป็นผู้กำหนดค่าใช้บริการ 
 
 3G ถ้าจะให้สง่างามต้องให้กฎหมายเรียบร้อย กรรมการ กทช. ครบถ้วนก่อน 
 
 นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ กล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาที่กฎหมายไม่ออก เพราะมีการคอร์รัปชัน การไม่มี 3G อย่างไปคิดว่าไทยตกอันดับ ถ้าไม่แผนควบคุมการใช้เกี่ยวกับการดูแลสังคม เพราะถ้าดูจากรายงานของทีดีอาร์ไอมีคนแค่ 2 ล้านคน จากจำนวน 76 ล้านคน ที่ต้องการใช้งาน หรืออย่างสหรัฐอเมริกาการใช้มือถือ 3G ก็น้อยกว่า 2G 
 
 เราอยากเปิดให้บริการแต่ทำการบ้านหรือยัง ขณะนี้ผู้ให้บริการมือถือ 80-90% ตั้งเสาอยู่บนพื้นที่ของรัฐ ถ้าบอกว่าเป็นการลงทุนใหม่ กล้าที่จะตั้งเสา 1.6 หมื่นต้นโดยไม่ใช้ของเดิมได้หรือไม่ ถ้าลงทุนใหม่อยากเอาลูกค้าเก่าเขาไป ความซื่อสัตย์กับประเทศชาติและประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ 
 
 ด้านนายธัช บุษฎีกานต์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การดำเนินกิจการของเอกชนคือมุ่งแสวงหากำไรทางการค้า และนำมาซึ่งประโยชน์และความผาสุกของประชาชน แต่ขณะนี้สถานะการแข่งขันของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้อยลงๆ โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยี อย่าง 3G ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะบางประเทศไปถึง 4G แล้ว 
 
 อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ ถ้าให้บริการผ่านสายเคเบิลจะไม่ทั่วถึง เพราะต้องลงทุนสูง และเสียเวลาในการลากสาย แต่ถ้าผ่านเทคโนโลยี 3G จะเป็นทางลัด เพราะความถี่มีอยู่แล้ว ซึ่งภูมิภาคอาเซียนให้บริการหมดแล้ว 
 
 รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการ กล่าวว่า 3G เป็นเรื่องของผลประโยชน์มหาศาล เมื่อพิเคราะห์ทางกฎหมาย แม้จะมีการรัฐประหารเมื่อเดือน ก.ย. 2549 และรัฐธรรมนูญได้ถูกยกเลิกไป แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบกับ กทช. เพราะไม่ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นองค์กรอิสระ 
 
 โดยส่วนตัวแล้วรศ.ดร.วรเจตน์ไม่เห็นด้วยกับสภาพกฎหมายที่ไม่สมบูรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเร่งทำออกมา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลากี่ปี อยู่ที่การเมืองจะมีการผลักดันมากน้อยแค่ไหน แต่ขณะนี้กทช.ยังมีอำนาจใช้กฎหมายเดิมได้ แต่ไม่ 100% 
 
 เป็นสภาพความบกพร่องของกฎหมายตั้งแต่แรก ไม่มีคณะกรรมการร่วม และแผนแม่บทแล้วข้ามขั้นไปให้ใบอนุญาต ซึ่งก็มีความเสี่ยงทางอำนาจกฎหมาย และขณะนี้ กทช. ก็หารือกฤษฎีกาอยู่ 
 
 ส่วนกรณีเรื่องของความมั่นคงหรือการเข้ามาของต่างด้าว ส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วย ถามว่าต้องการเงินลงทุนหรือไม่ ทุนที่ลงไปแล้วมีกำไรไม่ใช่ต่างด้าว แต่ถ้าไม่ต้องการทุนดังกล่าวก็ออกกฎหมายให้ชัดเจนว่าไม่ต้องการ หรืออย่างความมั่นคงถ้า 3G เกี่ยว 2G ก็ต้องเกี่ยวข้องด้วย เพราะ 3G การให้บริการที่มีการส่งข้อมูล ภาพได้เร็วกว่า 2G 
 
 สำหรับเรื่องของสัญญาสัมปทานผู้ให้บริการขณะนี้ก็ได้รับจาก 2 รัฐวิสาหกิจคือ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ก่อนจะแปรสภาพมาเป็นบริษัท ทีโอที กับการสื่อสารแห่งประเทศไทย ก่อนจะเป็นบริษัท กสท โทรคมนาคม ซึ่งสัมปทานเดิมก็กำลังจะเปลี่ยนจากเดิมมาเป็นระบบใหม่ เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรี ซึ่งเรื่องนี้หากจะมองถึงความเป็นธรรม ต้องตั้งบริษัทขึ้นมาดูแลทรัพย์สินจากสัมปทานเดิม แล้วให้ทีโอที กับ กสท แข่งกับเอกชนโดยมีรัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุน ผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับประชาชน ส่วนการโอนย้ายลูกค้าขึ้นอยู่กับผู้บริโภคจะตัดสินใจเลือก โดยจะพิจารณาจากค่าบริการเป็นหลัก 
 

ซัมซุงฟาดรายได้หมื่นล้าน คว่ำโนเกียยึดแชมป์มือถือ

January 14, 2010

 ซัมซุงคาดปี 2553 ขายมือถือได้ 1 หมื่นล้านบาทแซงหน้าโนเกียขึ้นเป็นที่ 1 มนาเทศ ชี้ปัจจัยความสำเร็จอยู่ที่การปรับระบบจัดจำหน่ายและโทรศัพท์มือถือซัมซุงตอบสนองได้ทุกกลุ่ม ทุกราคา ทุกความต้องการ เปิด 4 กลยุทธ์หลักรักษาเก้าอี้แชมป์พร้อมเปิดตัวซัมซุงวันมือถือรุ่นใหม่ฉลองอันดับหนึ่งตลาดมือถือไทย 
 
 นายมนาเทศ อันนวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด ธุรกิจโทรคมนาคม บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า ปี 2553 คาดว่าซัมซุงจะมียอดขายโทรศัพท์มือถือทั้งสิ้นประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ถือว่ามีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ทั้งมูลค่าและจำนวนเครื่อง โดยมีส่วนแบ่งการตลาดด้านมูลค่า (Value) สูงถึง 40% ในขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดด้านจำนวนเครื่อง (Volume) อยู่ที่ประมาณ 35% และคาดว่าตลาดรวมมือถือจะอยู่ที่ประมาณ 9 ล้านเครื่อง หรือมูลค่าประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท เป็นการเติบโตขึ้นประมาณ 5% ซัมซุงมีส่วนแบ่งการตลาดด้านมูลค่าแซงหน้าแชมป์เก่าอย่างโนเกียตั้งแต่เดือนพ.ย.2552 โดยซัมซุงมีส่วนแบ่งประมาณ 33% ในขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดด้านจำนวนเครื่องยังเป็นอันดับ 2 ห่างจากโนเกียเล็กน้อย แต่เชื่อว่าเมื่อรวมยอดขายเดือนธ.ค.2552 แล้ว ซัมซุงจะเป็นที่ 1 ในส่วนแบ่งการตลาดทั้งมูลค่าและจำนวนเครื่องอย่างแน่นอน 
 
 ซัมซุงเชื่อว่าปัจจัยของความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการปรับเปลี่ยนระบบช่องทางจำหน่ายมาเป็นขายเองแทนที่จะตั้งตัวแทนขายหลักในปี 2550 ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของซัมซุงดีขึ้นตามลำดับ จาก 7% ในปี 2550 เพิ่มเป็น 20% ในปี 2551 และเป็น 33% สิ้นเดือนพ.ย. 2552 และคาดว่าจะปิดตัวเลขปี 2552 ที่ส่วนแบ่งการตลาดด้านมูลค่าที่ 35% รวมทั้งซัมซุงยังมีสินค้าที่ตอบสนองทุกกลุ่มเป้าหมาย มีทั้งสินค้าที่สร้างมูลค่าอย่างมือถือตระกูลทัชโฟน และสมาร์ทโฟน รวมทั้งมือถือที่สร้างด้านยอดขายเครื่องอย่างระดับราคากลางถึงล่าง 
 
 สำหรับกลยุทธ์การตลาดในปี 2553 ของซัมซุงประกอบด้วย 4 เรื่องหลักคือ 1.นวัตกรรมของโทรศัพท์มือถือที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์ ครบทุกเซ็กเมนต์และครบทุกราคา โดยจะมีโปรดักส์ไฮไลท์ในแต่ละกลุ่มและมีจุดเด่นด้านเทคโนโลยีโดย เฉพาะสมาร์ทโฟนของซัมซุงจะรองรับระบบปฏิบัติการที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นวินโดว์ส โมบายล์ ลิโม แอนดรอยด์ และบาดาซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ซัมซุงพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับแอปพลิเคชันจากนักพัฒนาอิสระเพื่อให้ความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นไปตามแนวโน้มของโลกโทรศัพท์มือถือที่จะให้ความสำคัญกับเรื่อง Social Networking เพื่อการติดต่ออัพเดทไลฟ์สไตล์ของสังคมออนไลน์ 
 
 2.เป็นผู้นำเรื่องแอปพลเคิชันและคอนเทนต์ที่หลากหลาย โดยซัมซุงจะเปิดซัมซุง แอปพลิเคชัน สโตร์ขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้เกิดการใช้งานคอนเทนต์และแอปพลิเคชันร่วมกันระหว่างสินค้าของซัมซุงไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิตอล ทีวี โน้ตบุ๊ก ซึ่งซัมซุงกำลังรอให้ตลาดประเทศไทยมีความพร้อมก่อนเปิดให้บริการ เนื่องจากในไทยยังมีปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ ซึ่งเปิดบริการปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าก็ยังไม่ถือว่าสายเกินไป 
 
 3.สร้างความเข้มแข็งในการสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร โดยซัมซุงมีงบการตลาดประมาณ 8-10% ของยอดขาย หากปี 2553 ขายได้ 1หมื่นล้านบาท ซัมซุงจะมีงบการตลาดประมาณ 1 พันล้านบาทในการรักษาตำแหน่งเบอร์ 1 ในตลาดมือถือ ซึ่งซัมซุงจะใช้ทั้งแบรนด์ แอมบาสเดอร์ กิจกรรมบีโลว์เดอะไลน์ และ Above the line ให้เข้าถึงผู้บริโภควงกว้าง มีทั้งหนังโฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์และการโรดโชว์ในจังหวัดต่างๆ และ4.พัฒนาช่องทางจำหน่ายให้แข็งแกร่ง ทำให้คู่ค้าแข็งแรงผ่านโปรแกรมซัมซุงชัวร์ 
 
 นายมนาเทศกล่าวว่า เพื่อเป็นการฉลองที่ซัมซุงครองยอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทย ซัมซุงเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ชื่อรุ่นซัมซุงวัน ราคา 4,290 บาทเป็นทัชโฟนที่มุ่งเจาะกลุ่มใครก็ได้ที่อยากใช้ทัชโฟนของมือถือมีแบรนด์ รวมทั้งกลุ่มคนตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไปทั้งหญิงและชาย ที่ไม่เคยใช้ทัชโฟนมาก่อน และกลุ่มคนในต่างจังหวัดที่มองหาทัชโฟนที่เชื่อใจได้ โดยในปีนี้ซัมซุงจะเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ 20-30 รุ่นทำให้ทั้งปี 2553 ซัมซุงจะมีมือถือทำตลาดประมาณ 50 รุ่น 
 
 แนวโน้มตลาดโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน คอนเทนต์ และแอปพลิเคชันจะมาแรง ในต่างประเทศคนสนใจฮาร์ดแวร์น้อยกว่าซอฟต์แวร์ แต่ในประเทศไทยคนยังสนใจฮาร์ดแวร์อยู่ แต่ปลายปีซอฟต์แวร์จะมา และซัมซุงก็จะเป็นผู้ที่รวบรวมคอนเทนต์และซอฟต์แวร์ต่างๆเข้ากับสินค้าซัมซุงทุกประเภท เพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภค 
 

กสทตั้งเป้าโต10%ไม่รวมสัมปทาน ปรับแผนตลาดเน้นขายตรงถึงลูกค้า

January 14, 2010

 กสท ประกาศปี 2553 ปรับกลยุทธ์การตลาดเน้นขายตรงเป็นหลัก หวังปั้นฝันยืนด้วยลำแข้งไม่พึ่งพิงสัมปทาน ตั้งเป้ารายได้โต 10% โดยไม่บวกรายได้จากสัญญาร่วมการงาน 
 
 นายกฤษดา กวีญาณ กรรมการ บริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า ในปี 2553 กสท จะเดินหน้าทำการตลาดเชิงรุกโดยเน้นการขายตรงมากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้จากการขายบริการของ กสท ให้ยั่งยืนและมั่นคงและลดการพึ่งพารายได้จากสัญญาสัมปทาน โดยในปีนี้ กสท ตั้งเป้าเติบโต 10% โดยไม่รวมรายได้จากสัญญาสัมปทาน 
 
 ทั้งนี้ ธุรกิจที่เป็นกำลังสำคัญให้กับ กสท ในปีนี้ คือธุรกิจ CDMA เพราะทันทีที่สามารถซื้อกิจการบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย ได้แล้วเสร็จ กสท ก็จะมีรายได้เข้าบริษัททันที 4,000 ล้านบาทในปีนี้ จากลูกค้าที่ฮัทช์มีอยู่ 1 ล้านราย และหากสามารถเพิ่มลูกค้าได้อีก 1 แสนราย ก็จะทำรายได้ให้กสทได้อีก 600-700 ล้านบาท โดยการขายบริการ CDMA ไม่น่าเป็นห่วงเพราะการซื้อกิจการฮัทช์จะได้คนของฮัทช์ทั้งหมดมาดำเนินการด้านการตลาดซึ่งบุคคลเหล่านี้มีความสามารถในด้านการขายมากกว่า กสท 
 
 การซื้อกิจการฮัทช์ เชื่อว่าจะสามารถเซ็นสัญญาได้ภายในเดือน ก.พ. นี้ โดยขณะนี้กสทได้ดำเนินการเจรจากับฮัทช์ควบคู่กับการนำเสนอมูลค่าการซื้อฮัทช์ให้กับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีทีพิจารณา โดยได้ยื่นเรื่องไปให้ไอซีทีเรียบร้อยแล้วขั้นตอนต่อไปก็จะนำเสนอเข้าคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป 
 
 นอกจากนี้ ธุรกิจที่จะสามารถสร้างรายได้ให้กับกสทได้ในปีนี้คือธุรกิจดาต้าคอม โดยกสทจะเดินหน้าขายลิ้งค์อินเทอร์เน็ตออกต่างประเทศเข้าไปยังลูกค้าโดยตรงเพราะทำให้ได้กำไรหรือมาร์จิ้นสูงขึ้น 
 ซึ่งที่ผ่านมากสทจะรอให้ผู้ประกอบการที่เป็นตัวแทนขายลิ้งค์ออกต่างประเทศมาซื้อลิ้งค์จากกสทแล้วไปขายลูกค้าต่ออีกทอดหนึ่งทำให้กสทมีกำไรจากบริการไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยแถมรายได้ยังลดลงต่อเนื่องเมื่อมีการแข่งขันในตลาดนี้รุนแรงมากขึ้น 
 
 บอร์ดมีนโยบายให้ฝ่ายบริหารเข้าไปขายลิ้งค์อินเทอร์เน็ตออกต่างประเทศให้ลูกค้าโดยตรงโดยจะเน้นกลุ่มบริษัทข้ามชาติ หน่วยงานราชการ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้กสทมีรายได้มากขึ้น จากเดิมกสทรอให้บริษัทเป็นตัวกลางเข้ามาซื้อลิ้งค์จากกสทไปขายต่อให้ลูกค้าอีกทอดหนึ่ง 
 
 นายกฤษดากล่าวว่า สำหรับธุรกิจโทรศัพท์ระหว่างประเทศในปีนี้ กสท จะต้องรักษารายได้และส่วนแบ่งการตลาดให้อยู่ในระดับเท่าปีที่ผ่านมาโดยตลาดดังกล่าวมีภาวะการแข่งขันที่รุนแรงและกสทได้รับผลกระทบจากการที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทช. ปลดล็อกเครื่องหมายบวก ทำให้รายได้ที่กสทเคยได้จากการกดเครื่องหมายดังกล่าวออก 001 ของกสทเดือนละเกือบ 100 ล้านบาทได้กลายไปเป็นรายได้ของผู้ประกอบการมือถือเกือบหมดเพราะทันทีที่ลูกค้ากดโทรออกต่างประเทศด้วยเครื่องหมายบวก การโทร.ก็จะผ่านรหัสต่างประเทศของผู้ประกอบการมือถือออกไปทันที 
 
 ส่วนการเปิดให้บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ผ่านโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก หรือ FTTX มูลค่า 6,000 ล้านบาทนั้นบอร์ดจะพยายามเร่งให้สามารถตั้งไข่ได้ด้วยการได้ผู้ชนะการประมูลในปีนี้ และจะใช้เวลาวางโครงข่าย 2 ปี ฉะนั้นบริการดังกล่าวจะสามารถสร้างรายได้ให้กสทให้ปี 2555 
 

ปตท.ชี้ปีนี้เห็นแน่ควบรวมอย่างน้อย2บ. เน้นกิจการในระยองก่อน-TOPรั้งท้าย

January 14, 2010

 ประเสริฐวางกรอบควบรวมกิจการในกลุ่มปตท. เบื้องต้นพิจารณาควบรวมเฉพาะโรงงานที่ตั้งอยู่ในระยองทั้ง 3 บริษัท คือ IRPC-PTTAR-PTTCH โดยตัดไทยออยล์ออกไปก่อน อ้างโรงงานตั้งอยู่ไกล ยันปีนี้ได้เห็นการควบรวมกิจการแน่อย่างน้อย 2 บริษัทฯ และการควบรวมกิจการจะเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 4กิจการในปี 2555 
 
 นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความคืบหน้าการควบรวมกิจการบริษัทในเครือฯปตท.ว่า ในเบื้องต้นการควบรวมกิจการในเครือปตท.จะทำเฉพาะบริษัทฯที่มีโรงงานตั้งอยู่ในจังหวัดระยองก่อน คือ บมจ.ปตท.อะโรเมติกสต์และการกลั่น (PTTAR) บมจ.ไออาร์พีซี ( IRPC) และบมจ.ปตท.เคมิคอล( PTTCH ) โดยจะยกเว้นบมจ.ไทยออยล์(TOP)ในช่วงแรก เนื่องจากโรงงานตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ห่างไกลบริษัทอื่นๆ 
 
 ทั้งนี้การควบรวมกิจการในกลุ่มปตท.จะมีความชัดเจนภายในไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งจะควบรวมกิจการ 2 บริษัทหรือ 3 บริษัทฯนั้นจะได้มีข้อสรุป หลังจากนั้นจะแจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์ฯทราบรวมทั้งเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาต่อไป 
 
 ”ขณะนี้บริษัทฯที่ตั้งอยู่ชลบุรียังไม่ยุ่ง จะควบรวมเฉพาะที่จังหวัดระยองก่อนมารวมใน Step แรก ก็ต้องดูว่าจะควบรวม 2หรือ 3บริษัท สุดท้ายก็จะดึงบริษัทที่ 4 (ไทยออยล์)เข้ามารวมด้วย เนื่องจากไม่สามารถควบรวมทั้ง 4บริษัทได้ภายในครั้งเดียว คงต้องใช้เวลานาน เนื่องจากไทยไม่เคยมีการควบรวมกิจการ 3-4 บริษัท เป็นเรื่องที่ท้าทาย “นายประเสริฐ กล่าว 
 
 นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า ในปีนี้บริษัทในกลุ่มปตท.อย่าง 2 บริษัทจะสามารถควบรวมกิจการกันได้ หลังจากนั้นจะควบรวมบริษัทที่เหลือในปีถัดไป มั่นใจว่าการควบรวมกิจการในกลุ่มปตท.จะสมบูรณ์ภายในปี 2555 
 
 สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปี 2552 จะมีกำไรเพิ่มขึ้นจากปี 2551 และมีแนวโน้มที่บริษัทจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้สูงขึ้นกว่าปี2551 ตามผลประกอบการ และคาดว่าปีนี้บริษัทฯ จะมีกำไรดีกว่าปีก่อน ตามราคาน้ำมันที่ขยับสูงขึ้น 
 
 นายประเสริฐ กล่าวถึงทิศทางราคาน้ำมันโลกว่าจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงในช่วงนี้ ปตท.ยังจะไม่ปรับลดราคาขายปลีกลงแต่จะรอดูสถานการณ์ไปก่อนหากราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงต่อเนื่องจะค่อยปรับราคาขายปลีกน้ำมันเมื่อค่าการตลาดเหมาะสมที่ 1.50 บาท/ลิตร ทั้งนี้ค่าการตลาดเฉลี่ยเดือนม.ค. อยู่ที่ 50 สตางค์/ลิตร ล่าสุดค่าการตลาดอยู่ที่ 1บาท/ ลิตร 
 
 ทั้งนี้ ปตท.ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบในปีนี้อยู่ที่เฉลี่ย 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หากราคาขายน้ำมันดีเซลสูงกว่า 30 บาท/ลิตร รัฐก็มีกองทุนน้ำมันและภาษีที่สามารถนำมาใช้ตรึงราคาขายน้ำมันไม่สูงไปกว่านี้ได้ ส่วนก๊าซหุงต้ม (LPG) กองทุนน้ำมันยังต้องอุดหนุนอยู่กก.ละ 15-16 บาท เนื่องจากต้องนำเข้ามาเฉลี่ยเดือนละ 1แสนตันในราคาที่ 800 เหรียญสหรัฐ/ตันมาขายที่ราคาควบคุม 330เหรียญสหรัฐ/ตัน ทำให้รัฐอุดหนุนส่วนต่างอยู่เกือบ 500 เหรียญสหรัฐ/ตัน 
 

ตร.ฮ่องกงรวบ2ผู้ต้องสงสัยปาน้ำกรดใส่ย่านช้อปปิ้ง

January 14, 2010

หนึ่งในสองผู้ต้องสงสัยสาดน้ำกรดถูกตำรวจฮ่องกงควบคุมตัว

 เอเอฟพี – ตำรวจฮ่องกงเมื่อวันพฤหัสบดี(14) เปิดเผยว่าได้จับกุมชาย 2 คน ต้องสงสัยก่อเหตุปาน้ำกรดจากอาคารหลังหนึ่งลงสู่ถนนที่เป็นแหล่งชอปปิ้งย่านคนพลุกพล่าน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 คนเมื่อเดือนก่อน 
 
 ทั้งสองคนที่อายุ 18 และ 23 ปี ถูกควบคุมไปยังสถานคุมขังเมื่อวันพุธ(13) เพื่อไต่สวนถึงเหตุโจมตีดังกล่าว ที่ขวดน้ำกรดถูกขว้างลงมาจากอาคารหลังหนึ่งลงสู่พื้นที่แหล่งช้อปปิ้งคอสเวย์ เบย์ 
 
 ผู้หญิง 5 คนและชายหนึ่งคนได้รับบาดเจ็บร่างกายถูกเผาไหม้ จากหนึ่งในเหตุโจมตีด้วยน้ำกรดที่เกิดขึ้นในฮ่องกงบ่อยครั้ง ทั้งนี้ในจำนวนเหยื่อ มีผู้หญิงคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้าและหน้าอกอย่างร้ายแรง ด้วยมีแผลพุพองปกคลุม 20 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย 
 
 ในค่ำคืนที่ถูกโจมตี ย่านคอสเวย์ เบย์ กำลังอัดแน่นไปด้วยผู้คนที่ออกมารวมตัวกันใกล้สนามฟุตบอล เพื่อฉลองชัยชนะของนักเตะฮ่องกงที่มีเหนือญี่ปุ่นในอีสต์เอเชียนเกมส์ รอบชิงชนะเลิศ 
 
 ทั้งนี้ฮ่องกง เคยดำดิ่งจากปฏิบัติการโจมตีคล้ายกันนี้มาแล้วหลายครั้งนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2008 และล่าสุดก็เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คราวนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 30 คน หลังมีขวดน้ำกรดถูกขว้างเข้าไปยังเทมเปิล สตรีท ซึ่งเป็นตลาดช้อปกลางคืนอันมีชื่อเสียงโด่งดังสำหรับนักท่องเที่ยว 
 
 อย่างไรก็ตามโฆษกตำรวจกล่าวว่าไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าสองผู้ต้องสงสัยจะมีความเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีอื่นๆ ขณะเดียวกันในเหตุการณ์ที่ผ่านๆมาเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่สามารถตั้งข้อหาใครได้เลย 
 
 ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์(11) ตำรวจฮ่องกง ยอมรับว่าชายวัย 39 ปีคนหนึ่ง ซึ่งถูกจับในข้อหาสาดน้ำกรดใส่ฝูงชนในตลาดเทมเปิล สตรีท เมื่อวันที่ 9 มกราคม จนมีผู้บาดเจ็บราว 30 คน ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยแล้ว หลังสอบสวนพบว่า เขาไม่เกี่ยวข้อง แต่เขาถูกจับในคดีผิดนัดศาล 
 
 อนึ่งในช่วงค่ำวันพฤหัสบดี(14) มีความคืบหน้าในเหตุปาน้ำกรดใส่แหล่งช้อปปิ้งคอสเวย์ เบย์ โดยล่าสุดตำรวจได้ตั้งข้อหาผู้ต้องสงสัยวัย 23 ปีแล้ว 
 

ตร.ชี้ นศ.โหดรุมยำช่างซ่อมมือถือเป็นอันตรายต่อสังคม

January 14, 2010

 

 

รอง ผบช.น.เผยรวบ 7 นศ.นักเลงโหดแทงหนุ่มพนักงานซ่อมมือถือ-รปภ.รถไฟฟ้าบีทีเอสได้แล้ว พร้อมค้านประกัน ระบุผู้ต้องหาทั้ง 7 รุมทำร้ายเหยื่ออย่างโหดเหี้ยมทั้งที่ร้องขอชีวิต ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ย้ำถือเป็นพฤติกรรมโหดเหี้ยม ไม่มีเหตุผล เป็นอันตรายต่อสังคม ทำร้ายประชาชนที่บริสุทธิ์ ชี้พบทั้งหมดพยายามสร้างลัทธิใหม่ให้สถาบันโดยนำรูปฟันเฟืองเผาไฟจี้หน้าอกและแขน ยันตำรวจไม่ได้ทำร้าย พร้อมเข้ม รปภ.ช่วงวันบลูเดย์เดือนหน้า ป้องเกิดเหตุร้าย 
 
 วันนี้ (14 ม.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น.ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รอง ผบช.น. เปิดเผยกรณีที่นักศึกษาช่างกลปทุมวันก่อเหตุใช้อาวุธมีดทำร้ายนายเกษม เทพไทย อายุ 27 ปี พนักงานซ่อมโทรศัพท์มือถือ และพนักงาน รปภ.ของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ว่า เบื้องต้นสามารถควบคุมตัวนักเรียนที่ก่อเหตุไว้ได้ 29 คน แต่หลังจากตรวจสอบแล้วพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ก่อเหตุทำร้ายผู้ใด จึงทำบันทึกประวัติ และปล่อยตัวไป มีเพียงนักศึกษา 7 คน ที่ควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น,และข้อหาพกพาอาวุธ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า โดยทั้ง 7 คน ประกอบด้วย 1.นายเช็ค นาคลดา อายุ 23 ปี 2.นายยุรนันท์ ชันสุระ อายุ 21 ปี 3.นายฉัตรชัย ประดับธนกิจ อายุ 22 ปี 4.นายกรีฑาพล พุ่มพวง อายุ 21 ปี 5.นายโฆษิต อินทรสูตร อายุ 26 ปี 6.นายปรีชา สุขเมฆ อายุ 25 ปี 7.นายกิตติพงศ์ แจ้งเสมอ อายุ 21 ปี ซึ่งก่อเหตุใช้อาวุธมีดรุมทำร้ายผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เบื้องต้นในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว 
 
 พล.ต.ต.สุเมธ กล่าวอีกว่า นศ.ทั้ง 7 คนไม่ได้รู้จักกับผู้เสียหายมาก่อน และผู้เสียหายเองก็อายุ 27 ปีแล้วไม่ได้กำลังศึกษาอยู่สถาบันใดๆ ทั้งสิ้น 
 
 จากการสอบปากคำผู้เสียหายและตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายได้มาจอดรถจักรยานยนต์รอแฟนสาวอยู่ที่หน้าห้างโตคิว โดยใช้โทรศัพท์คุยกับแฟนสาวอยู่ จากนั้นเมื่อนักศึกษาทั้ง 7 คนเห็นเข้าก็กรูเข้ามาพูดคุยก่อนจะดึงกุญแจรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายไป โดยหนึ่งในกลุ่มพูดกับผู้เสียหายว่า มึงแน่นักเหรอ ก่อนที่จะชักมีดออกมาแทงและรุมทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งผู้เสียหายก็ตะโกนตอบกลับไปว่า ผมไม่ได้เรียน แต่ไม่มีใครรับฟัง จังหวะนั้นแฟนสาวของผู้เสียหายได้เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุพอดีและเห็นเหตุการณ์ จึงร้องขอความช่วยเหลือทำให้กลุ่มนักศึกษาที่ก่อเหตุพากันแตกกระจายวิ่งหลบหนีไป 
 
 ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาระงับเหตุได้วิ่งสวนกับนายเช็ค โดยนายเช็คปลอมตัวเป็นพลเมืองดีเอากุญแจรถที่อมไว้ในปากส่งให้กับตำรวจและยังบอกว่าเป็นกุญแจรถที่เก็บได้ แต่ตำรวจไม่เชื่อเลยรวบตัวเอาไว้ได้ ขณะนั้นมีนักศึกษาอีกหนึ่งกลุ่มวิ่งกรูกันขึ้นไปบนสถานีรถไฟฟ้าและยังทำร้าย รปภ.จนได้รับบาดเจ็บและยังโทรศัพท์ให้เพื่อนที่อยู่ในสถาบันปทุมวันอีกหลายคนออกมาสมทบ โดยนักศึกษาทั้งหมดให้การอ้างว่ารุ่นน้องโทรศัพท์มาแจ้งว่าถูกสถาบันคู่อริรุมทำร้าย แต่จากการตรวจสอบไปยังสถานีตำรวจและโรงพยาบาลใกล้เคียงแล้วไม่พบว่ามีการก่อเหตุทะเลาะวิวาทตามที่กล่าวอ้าง พล.ต.ต.สุเมธ กล่าว 
 
 พล.ต.ต.สุเมธ กล่าวอีกว่า หลังจากที่ควบคุมตัวนักศึกษาทั้งหมดมาทำประวัติพบว่า นักศึกษาเกือบทั้งหมดมีสัญลักษณ์รูปฟันเฟืองอยู่ที่บริเวณหน้าอก ซึ่งเกิดจากการที่นำเอาฟันเฟืองไปทำให้เกิดความร้อนแล้วนำมาจี้ที่หน้าอกและแขน เป็นการพยายามสร้างลัทธิใหม่ให้กับสถาบันซึ่งถือว่าเป็นการสร้างค่านิยมแบบผิดๆ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่านักศึกษากลุ่มดังกล่าวมีพฤติกรรมที่โหดเหี้ยม ไม่มีเหตุผล และเป็นอันตรายต่อสังคม ทำร้ายประชาชนที่บริสุทธิ์ เพียงเพราะแค่ผู้เสียหายมีรอยสักและยืนอยู่เพียงลำพังในถิ่นของกลุ่มนักศึกษาสถาบันดังกล่าว 
 
 ส่วนเรื่องที่นักศึกษาอ้างว่าถูกตำรวจทำร้ายนั้น ไม่เป็นความจริง กลุ่มนักศึกษาพยายามวิ่งหลบหนีจนทำให้หกล้มหัวฟาดพื้น และมีรอยฟกช้ำ แต่ที่อ้างว่าถูกตำรวจทำร้ายเพราะเด็กเหล่านี้เลียนแบบมาจากเหตุการณ์การชุมนุมที่มักจะกล่าวอ้างว่าถูกตำรวจและเจ้าหน้าที่ของรัฐทำร้าย ซึ่งเด็กบางคนอาศัยช่วงที่มีการจัดการชุมนุมไปสมัครเป็นการ์ด ทำให้มีพฤติกรรมเช่นนี้ 
 
 นอกจากนี้ เมื่อคืนที่ผ่านมายังตรวจพบอาวุธมีดปลายแหลม เหล็ก และไม้หน้าสาม ซึ่งมีดด้ามยาวที่พบมีคราบเลือดติดอยู่ ขณะนี้ได้ส่งให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถนำกฎหมายอั้งยี่ซ่องโจรเข้ามาใช้ได้ต้องรอให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาก่อน อย่างไรก็ตามใช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่เป็นวันสถาปนาหรือวันบลูเดย์ ได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยอย่างแน่นหนา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้าย ส่วนกฎหมายความคืบหน้าคดีคนร้ายลอบยิงนักศึกษาปทุมวันได้รับบาดเจ็บ อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งผู้ต้องสงสัยเจ้าของรถจักรยานยนต์ที่จับกุมได้ยังให้การปฏิเสธอ้างว่าเพื่อนมายืมรถไป แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อ ส่วนเรื่องที่มีคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ไปยิงใส่สถาบันอุเทนถวายในวันเดียวกันหลังจากที่เกิดเหตุยิง นศ.ปทุมวันทราบมาว่ายังไม่ได้มีการรับแจ้งความแต่อย่างใด พล.ต.ต.สุเมธ กล่าว 

 

มือสังหารหมู่ยิงกราดมัสยิดไอปาแยมอบตัวสู้คดี!

January 14, 2010

   

 

 

อดีตทหารพราน ผู้ต้องหาคดีความมั่นคง ยิงชาวบ้านที่กำลังประกอบพิธีละหมาด ภายในมัสยิดอัลฟุรกอน บ้านไอปาแย เสียชีวิต 10 ราย โผล่เข้ามอบตัว ตร.กองปราบ พร้อมให้การปฏิเสธทุกข้อหา ผู้ต้องหาเชื่อจะได้รับความเป็นธรรมจึงเข้ามอบตัว ด้าน ตร.ระบุมีหลักฐานเพียงพอดำเนินคดีได้แน่ 
 
  
 
 วันนี้ (14 ม.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กองปราบปราม นายสุทธิรักษ์ คงสุวรรณ หรือจุ๋ม อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 132 หมู่ 10 ต.บางปอ อ.เมือง จ.นราธิวาส อดีตทหารพราน อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น มีและครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพกอาวุธปืนไปในหมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร และข้อหาชิงทรัพย์ พร้อมด้วยทนายความเดินทางเข้ามอบตัวกับ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่า รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.พีระ พุ่มพิเชษฐ์ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้ และ พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาราชการแทน ผบก.ป. 
 
 ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2551 นายสุทธิรักษ์กับพวกได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนสงคราม ยิงใส่ชาวบ้านที่กำลังประกอบพิธีละหมาดอยู่ภายในมัสยิดอัลฟุรกอน บ้านไอปาแย อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 10 ราย ประกอบด้วย 1.นายมะซอรี ลาเต๊ะบือเล็ง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ต.จวบ 2.นายยะซะรี บาเร๊ะ 3.นายมะสะแลแม มะเซ็ง 4.นายรอยะ อาแว 5.นายแวดอเลาะ กูแกามา ซึ่งเป็นโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดอัลฟุรกอน 6.นายกาเซ็ง ดือราแม 7.นายอาหามะ ดือรามะ 8.นายมะซอและ ลือโย๊ะเซ็ง 9.นายมะยูโซ๊ะ มะฮะหา และ 10.นายวันสมาน อาแวกาจิ และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 13 ราย 
 
 นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังก่อเหตุใช้อาวุธปืนปล้นฆ่า นางกือลือซง ลาเต๊ะ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 147/4 บ.ลาไม ม.5 ต.บองอ อ.ระแงะ เสียชีวิตขณะนำเช็คไปรับเงินที่ธนาคารเหตุเกิดในพื้นที่ ต.บาโงสะโต อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 และก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง นายอับดุลตอเละ ซายอ เสียชีวิต เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 เหตุเกิดในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 
 
 พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า การเข้ามอบตัวของผู้ต้องหาคดีความมั่นคงรายนี้เป็นความเต็มใจเข้ามอบตัวเองไม่ได้มีการบีบบังคับ และเป็นเพราะผู้ต้องหาเชื่อมั่นว่าจะได้รับความยุติธรรมตามกระบวนการโดยไม่ได้มีเงื่อนไขใดๆ ซึ่งทางพนักงานสอบสวนมีหลักฐานเพียงพอที่จะสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายนี้ได้ 
 
 ขณะที่ พล.ต.ท.พีระ กล่าวว่า จากการสอบสวนประวัติผู้ต้องหาพบว่ามีพื้นเพเป็นคน จ.นราธิวาส และอาศัยอยู่ในพื้นที่มาโดยตลอด ก่อนหน้านี้เคยรับราชการเป็นทหารพรานแต่ได้ถูกไล่ออกจากราชการในคดียาเสพติด จากนั้นมีพฤติกรรมเป็นมือปืนรับจ้างในพื้นที่ ส่วนมูลเหตุจูงใจพบว่าเกิดจากความโกรธแค้นส่วนตัว โดยเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนผู้ที่ร่วมก่อเหตุที่มัสยิดอัลฟุรกอน บ้านไอปาแย อ.เจาะไอร้อง นั้น ได้พิจารณาออกหมายจับ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ไว้แล้วอีก 1 คน คือ นายลุกมัน ลาเต๊ะ อายุ 26 ปี ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างหลบหนี 
 
 พล.ต.ท.พีระ กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุร้ายที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตรวจสอบพบว่าที่เป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนั้นมีอยู่ประมาณ 50-60% ส่วนที่เหลือเกิดจากความโกรธแค้นส่วนตัว จึงอาศัยสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่อโยนความผิดให้กับความไม่สงบ อย่างไรก็ดี ในรายของนายสุทธิรักษ์ ตำรวจได้ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนมานานโดยมีพยานบุคคลซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ และหลักฐานซึ่งเป็นปลอกกระสุนปืนในที่เกิดเหตุซึ่งตรวจสอบลายนิ้วมือแล้วตรงกับผู้ต้องหารายนี้ 
 
 ด้าน นายสุทธิรักษ์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ส่วนสาเหตุที่เข้ามอบตัวครั้งนี้เป็นเพราะเชื่อมั่นว่าจะได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรม 
 
 ส่วน นายสัญญา จันทรัตน์ ทนายความของนายสุทธิรักษ์ กล่าวถึงสาเหตุที่ลูกความเข้ามอบตัวล่าช้าเป็นเพราะเกิดความเครียดและรู้สึกกดดันที่ญาติพี่น้องในพื้นที่ จ.นราธิวาส ถูกทำร้าย ส่วนพ่อ แม่ ลูก เมีย ก็เป็นห่วงในความปลอดภัยเกรงว่าจะถูกกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่กลั่นแกล้ง ทั้งที่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับขบวนการก่อความไม่สงบ นอกจากนี้ ในพื้นที่เองก็มีการออกใบปลิวตามล่าตัว ให้ค่าหัว 100,000 บาท โดยนำภาพของลูกความตนติดเอาไว้ด้วย เมื่อได้มาปรึกษากับตนแล้วจึงต้องใช้เวลาในการตั้งหลักเพื่อรวบรวมหลักฐานต่างๆ มาต่อสู้คดีและหักล้างข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่ ก่อนตัดสินใจเข้ามอบตัวต่อสู้คดีที่ กองปราบปราม 
 
 รายงานสดจากพื้นที่ข่าวเดินทางไปที่นี่Latitude: 13.818172 Longitude: 100.56582 

 

เรือทัวร์ไหว้พระจมหน้าวัดอรุณฯ 120 ชีวิต รอดหวุดหวิด!

January 14, 2010

     

 

 

 

เรือทัวร์ไหว้พระ 9 วัด นางนวล 3 จุนักท่องเที่ยว 120 คน เข้าจอดเทียบท่าวัดอรุณฯ ผู้โดยสารทยอยขึ้นไปไหว้พระในวัดแล้ว น้ำเอ่อท่วมห้องเครื่องอย่างรวดเร็ว ท้ายเรือจมลงในเวลา 15 นาที โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ-จมหาย 
 
 
 
  
 
 วันนี้ (14 ม.ค.) เมื่อเวลา 09.30 น. พ.ต.ท.ประภัศ เขียวประภัสสร พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.ปากคลองสาน รับแจ้งเหตุมีเรือนำเที่ยวประสานขอเครื่องสูบน้ำออกจากลำเรือ เนื่องจากเรือกำลังจมน้ำที่บริเวณท่าน้ำวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ถนนวังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กทม. จึงประสานเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัย กทม. นำเครื่องสูบน้ำรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุทันที 
 
 เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุบริเวณท่าน้ำภายในวัดดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบเรือนางนวล 3 ซึ่งเป็นเรือนำเที่ยว ขนาดความยาว 20 เมตร สูง 2 ชั้น ขนาดกำลังขับเคลื่อน 700 แรงม้า จอดเทียบท่าน้ำอยู่โดยส่วนท้ายเรือกำลังจมลงใต้น้ำ และน้ำเริ่มไหลเข้าเรืออย่างรวดเร็ว ทางเจ้าหน้าที่ต้องรีบใช้เครื่องสูบน้ำทำการระบายน้ำออกจากลำเรือ แต่ไม่สามารถระบายน้ำออกจากเรือได้ทัน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้ถังเปล่าขนาด 200 ลิตร จำนวน 6 ถัง ทำการผูกล่ามพยุงเรือไว้ไม่ให้จม ลงสู่ก้นแม่น้ำ 
 
 จากการสอบสวนนายประคอง ประสมวัฒน์ อายุ 60 ปี นายท้ายเรือลำเกิดเหตุ ให้การว่า เรือลำดังกล่าวเป็นของบริษัท ริเวอร์คิงส์ สำหรับพานักท่องเที่ยวชาวไทยไปไหว้พระ 9 วัด โดยก่อนเกิดเหตุได้พาผู้โดยสารซึ่งเป็นพนักงานของ บริษัท เซ็นทรัล เรสเทอร์รอง กรุ๊ป จำนวนประมาณ 120 คน ลงเรือออกจากท่าวัดยานนาวา ย่านถนนสาทร ช่วง 09.00 น.เพื่อจะมาไหว้พระที่วัดอรุณฯ เมื่อมาถึงที่วัดอรุณเวลาประมาณ 09.30 น. ได้จอดเทียบท่าให้ผู้โดยสารขึ้นจากเรือไปไหว้พระในวัด 
 
 นายประคองให้การต่อว่า หลังจากนั้นเริ่มรู้สึกว่ามีน้ำเข้าที่บริเวณท้ายเรือ เลยเดินลงไปดูท้ายเรือชั้นล่าง พบว่า น้ำท่วมห้องเครื่อง 2 ห้องแล้ว จึงรีบขึ้นมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ให้ช่วยนำเครื่องสูบน้ำมาระบายน้ำออกจากเครื่องแต่ไม่ทัน จึงทำให้เรือค่อยจมลงในเวลา 15 นาที 
 
 ด้าน นายสมเกียรติ เลิศกาญจนนาพร กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุตนกำลังนั่งอยู่ท่าน้ำหน้าวัด จากนั้นเห็นนายท้ายวิ่งหน้าตาตื่นขึ้นมาหาตนพร้อมบอกว่า ท้ายเรือกำลังจะจมน้ำ เลยรีบวิ่งไปดูก็พบผู้โดยสารในเรือขึ้นท่ามากันหมดแล้วจึงรีบแจ้งหน่วยบรรเทาสาธาณภัยรีบนำเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำออกจากเรือ แต่ไม่ทันเพราะเรือมีน้ำหนักมากจึงทำให้ช่วงท้ายเรือจมน้ำอย่างรวดเร็วภายในเวลา 15 นาที สำหรับเรือลำนี้นานมากกว่า 50 ปี แล้ว 
 
 ขณะที่ผู้โดยสารในเรือรายหนึ่งกล่าวว่า ตอนแรกเห็นว่าเครื่องยนต์ของเรือขัดข้องเล็กน้อย แต่คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก เพราะเรือยังคงวิ่งได้ตามปกติดี แต่เมื่อมาเรือจอดเทียบท่าจนผู้โดยสารขึ้นมาจากเรือหมดแล้ว ก็มารู้ภายหลังว่าเรือกำลังจมลงอย่างเร็วมากรู้สึกตกใจ ซึ่งบางส่วนได้ลงไปช่วยกันวิดน้ำออกจากเรือด้วย แต่ไม่ทัน 
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับระบบการทำงานของเครื่องยนต์เรือนั้น เมื่อเริ่มทำงานจะมีการดูดน้ำเข้า เพื่อระบายความร้อนของเครื่องยนต์ก่อนจะระบายออกสลับหมุนเวียนไปมา แต่เมื่อมีเครื่องยนต์ดับกะทันหัน น้ำที่อยู่ภายในจะไม่สามารถระบายน้ำออกไปได้ และน้ำจะไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนท่วมเครื่องยนต์อย่างรวดเร็ว 
 
 รายงานสดจากพื้นที่ข่าวเดินทางไปท่าน้ำวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารLatitude: 13.746069 Longitude: 100.49174 

 

ลีโอ พุฒ ตามรอย อิม แจ้งความถูกเบี้ยวค่าตัวแสนกว่า!

January 14, 2010

 

 

ลีโอ พุฒ ดารานักร้องชื่อดัง เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับ ตร.สน.โคกคราม ถูกบริษัทเบี้ยวค่าตัวพิธีกรร่วมแสนกว่า หลังดาราสาว อิม อชิตะ ที่ถูกบริษัทดังกล่าวเบี้ยวค่าตัวได้เข้าแจ้งความก่อนหน้านี้ ด้านดาราหนุ่มเผยยังให้โอกาสคู่กรณีรีบเคลียร์หนี้ทั้งหมด หากเบี้ยวจะแจ้งความคดีฉ้อโกงทันที 
 
 วันนี้ (14 ม.ค.) เมื่อเวลา 14.30 น. นายพุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์ หรือ ลีโอ พุฒ ดารานักร้องชื่อดังวัย 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 63/2 หมู่ 2 แขวงและเขตลาดพร้าว เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.วิวัฒน์ เพชรี พนักงานสอบสวน (สบ 1) สน.โคกคราม เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หลังถูกบริษัท ทีวีสะบัดชัย จำกัด ของนายชัชวัสส์ บุญงาม เบี้ยวค่าตัวพิธีกรเป็นเงิน 165,000 บาท 
 
 นายพุฒิพงศ์ให้การว่า เมื่อปีที่ผ่านมาตนได้รับการติดต่อจากบริษัทดังกล่าวให้เป็นพิธีการรายการ ป่าไม้สีรุ้ง ซึ่งเป็นรายการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติ ที่ร่วมกับกรมป่าไม้ผลิตรายการดังกล่าว และใช้เวลาถ่ายทำประมาณ 6-7 เดือน โดยหลังถ่ายทำเสร็จ ก็มีการทยอยจ่ายค่าตัวเรื่อยมา จนงวดสุดท้ายค่าตัวเหลืออยู่ 165,000 บาท 
 
 นายพุฒิพงศ์กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ตนไม่อยากมาแจ้งความ เนื่องจากมีการเจรจากัน แต่มีการบ่ายเบี่ยงมาตลอด โดยนายชัชวัสส์ ก็อ้างว่าภรรยาของตัวเองเป็นคนจัดการเรื่องเงินทั้งหมด และตนก็เข้าใจดีถึงสภาพปัญหาการเงิน เพราะบริษัทเพิ่งเปิด คงมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ตนจึงปล่อยเรื่อยมา พอโทรศัพท์ไปทวงถามก็ปรากฏว่าภรรยาของนายชัชวัสส์เป็นคนรับสาย และเกิดการทะเลาะด่าทอกัน 
 
 เมื่อทวงถามหลายครั้งอยู่นาน 5-6 เดือน ครั้งล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้วก็รุนแรงถึงขั้นด่าทอกันอีก ผมก็มั่นใจว่าถูกโกงค่าตัวแน่นอนประกอบกับ อิม อชิตะ ก็เข้าแจ้งความที่ สน.โชคชัย ผมจึงได้พูดคุยปรึกษากับอิม จึงได้รับคำแนะนำให้มาแจ้งความไว้ นายพุฒิพงศ์กล่าว 
 
 นายพุฒิพงศ์กล่าวด้วยว่า ล่าสุดวันนี้ (14 ม.ค.) ขณะที่ตนกำลังเดินทางมาแจ้งความ นายชัชวัสส์ได้โทรศัพท์มาหา เพื่อขอเคลียร์ค่าตัวที่ค้างทั้งหมดในวันพรุ่งนี้ (15 ม.ค.) โดยนายชัชวัสส์ อ้างว่า ถูกทางภรรยาหลอกเช่นกัน และยินดีที่จะรับผิดชอบ จากนั้นตนได้โทรศัพท์ไปสอบถามกับอิม อชิตะ ก็ทราบว่านายชัชวัสส์ได้เคลียร์เงินให้กับอิมไปแล้ว ตนก็เชื่อใจว่านายชัชวัสส์ไม่น่าจะโกหก จึงอยากให้โอกาสอีกครั้ง 
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางนายพุฒิพงศ์ได้ลงบันทึกประจำวันไว้เท่านั้น เพื่อให้โอกาสนายชัชวัสส์ หากในวันพรุ่งนี้นายชัชวัสส์ไม่มาเคลียร์เงินตามที่พูดคุยตกลงกันไว้ก็จะมาแจ้งความดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงทันที 

 

Next Page »