ปัจจัยไมเคิล แจ๊กสัน (ตอนแรก)
June 30, 2009
(จากเอเชียไทมส์ออนไลน์www.atimes.com)
The Jackson factor
By Chan Akya
29/06/2009
เมื่อนักลงทุนของโลกมองช่วงชีวิตปีท้ายๆ ของไมเคิล แจ๊กสัน ซึ่งเต็มไปด้วยโศกนาฏกรรมแห่งหนี้สินและการหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยยาประเภทต่างๆ นักลงทุนจะเห็นความละม้ายกันนี้ในสภาพการณ์ที่ดำเนินอยู่ในตลาดหุ้นทั้งหลาย ในการนี้ กองทุนเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจได้รับอัดฉีดจากเงินจากการก่อหนี้ภาครัฐ ล้วนแต่รั่วไหลเข้าไปสู่ตลาดหุ้น ขณะที่ยาต้านอาการซึมเศร้าก็อาจจะเชียร์ให้ผู้คนหลงลืมปัจจัยความเสี่ยงด้านมูลค่าแท้จริงของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นับวันแต่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น
*ข้อเขียนชิ้นนี้แบ่งเป็น 2 ตอน นี่คือตอนแรก *
ขณะที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตซึ่งบัดนี้กลายเป็นแดนเถื่อนแบบในภาพยนตร์โบราณเรื่อง The Wild Wild West ผมดึงเอาวิดีโอที่มีคนส่งมาให้ทางอีเมล์เมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อวิดีโอเริ่มเล่น มีภาพของทีม 4 คน ปรากฏอยู่ 2 ทีมโดยในมือถือลูกบาสเก็ตบอล ทั้งนี้ ฝ่ายหนึ่งสวมชุดขาว อีกฝ่ายหนึ่งสวมชุดดำ และต่างยืนอยู่วงกลมไม่ใหญ่ตรงกลางของสนามบาสเก็ตบอล เสียงผู้ประกาศดังขึ้นว่า นี่เป็นการทดสอบ เราจะนับว่าทีมชุดขาวส่งลูกบอลได้ทั้งสิ้นกี่ครั้ง
พวกนั้นเริ่มส่งลูกบอล และแน่นอนว่าการเล่นเริ่มจะเข้มข้นมากขึ้น หลังจากประมาณ 20 วินาที เกมหยุด เสียงผู้ประกาศพูดว่า
คำตอบคือ 13 ว่าแต่พวกคุณสังเกตเห็นหมีที่เดินท่ามูนว็อกกิ้งมั้ย
ดังนั้น จึงมีการรีเพลย์ภาพการเล่นที่ผ่านมา ถึงตอนนี้มีคนหนึ่งถูกเรียกให้มองหาหมีเดินท่ามูนว็อกกิ้ง แล้วก็มีภาพดังกล่าวผุดขึ้นมาจากด้านขวาของจอ ขณะเดินมาทางด้านซ้าย เจ้าหมีเคลื่อนกายด้วยท่าเดินแบบมูนว็อกกิ้ง โดยเดินผ่านพวกผู้คนที่กำลังส่งลูกบอล ประเด็นของวิดีโอนี้มีอยู่ว่า เมื่อเป็นเวลาที่ต้องตื่นตัวจดจ่อเฝ้าระวังบางสิ่ง สมองของคนสามารถถูกลวงให้มองข้ามสิ่งที่ปรากฏอยู่โทนโท่ได้ ค่อนข้างละม้ายกับความคิดที่ว่าเจ้าหมีมูนว็อกกิ้งซึ่งอยู่กลางสนามบาสเก็ตบอลกลายเป็นสิ่งล่องหนมองไม่เห็นกันไปได้ ปัจจุบันนี้ การโลดแล่นของตลาดหุ้นก็ปรากฏแก่นักลงทุนในทำนองนี้กันไปทั้งโลก
อีกหนึ่งเหตุผลที่คำว่า ขาวกับดำ และ หมีมูนว็อกกิ้ง ดังกังวานในใจ ก็คือข่าวมรณกรรมของราชาเพลงป๊อบอย่างไมเคิล แจ๊กสัน ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวัยอันควรโดยแท้ ผมขอมอบส่วนสุดท้ายของบทความนี้ให้แก่การอธิบายว่า มีบางอย่างที่ละม้ายกันดำรงอยู่ในระหว่างชีวิตของอัจฉริยะผู้เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง กับวิถีทางแห่งตลาดหุ้นในปัจจุบัน
**อธิบายการพุ่งขึ้น**
ก่อนจะไปถึงการอธิบายดังกล่าว ขอสรุปย่อๆ ถึงสถานการณ์ตลาดที่เราเพิ่งได้รับรู้กันไป กล่าวคือ ตลาดหุ้นทั้งหลายสามารถตีกลับขึ้นมาได้อย่างโดดเด่นจากจุดต่ำสุดๆ ทั้งหลายเมื่อต้นเดือนมีนาคม ทั้งๆ ที่ข้อมูลชี้บ่งสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจมหภาคก็ยังย่ำแย่ไม่รู้จบ หรืออันที่จริงแล้ว ในกรณีส่วนใหญ่จะเป็นอะไรที่สวนทางกับความคาดคิดของตลาดด้วยซ้ำ ดังนี้
1. ณ ศูนย์กลางของวิกฤต ซึ่งก็คือวิกฤตในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐ ความต้องการในส่วนของผู้บริโภคคอยแต่จะถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนในด้านเงินทุนภาคธุรกิจก็เสื่อมลงเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ การล้มละลายของบริษัทธุรกิจทั้งหลาย (รวมทั้งพวกรายใหญ่อย่าง ไครสเลอร์ และเยนเนอรัล มอเตอร์ส) ก็ช่วยซ้ำเติมความมัวหม่นทั้งปวง
2. ประเทศพัฒนาแล้วเจ้าอื่นๆ เช่น อังกฤษ เยอรมนี และญี่ปุ่น พากันแสดงให้เห็นผลกระทบด้านลบที่ได้รับอยู่ในรูปของเศรษฐกิจหดตัว อาทิ ในอังกฤษ ตลาดบ้านที่อยู่อาศัยล้วนประสบหายนะ ระดับราคามีแต่จะทรุดต่ำดูไม่จืด ส่วนในอีกสองประเทศก็เจอปัญหาว่ายอดส่งออกลดต่ำแบบดิ่งปักก้นเหว พร้อมกับส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการหดตัวในความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก
3. ขณะที่ชาติต่างๆ ในเอเชียสามารถฟื้นตัวได้อย่างงดงามจากจุดต่ำสุดเมื่อปีที่แล้ว ความสามารถของชาติเหล่านี้ในอันที่จะเติบโตอย่างเป็นอิสระจากผู้บริโภคในสหรัฐฯ และในยุโรป ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันอีกนาน ข้อมูลที่ปรากฏออกมาชี้ให้เห็นว่า ในประเทศที่รัฐบาลมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแข็งขัน (เช่น จีน) สามารถสร้างผลงานได้ดีกว่าในประเทศที่ไม่มีโครงการทำนองนั้น (เช่น เกาหลีใต้)
4. การแพร่ลามของวิกฤตการเงินเข้าสู่ยุโรปตะวันออกส่งผลฉุดให้สารพันประเทศ ไล่เรียงตั้งแต่คาซักสถาน ไปถึงลัตเวีย ต้องดิ่งเข้าสู่ภาวะควงสว่านฮวบลงก้นเหว หากภัยติดต่อนี้ได้ลามไปยังประเทศอย่างบัลแกเรียและฮังการี (สมาชิกของสหภาพยุโรป หรือก็คือ อียู) มันจะส่งผลเป็นการเปิดแนวรบใหม่ให้แก่การรุกคืบของวิกฤตการเงินโลก
เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ทุกสิ่งจะพากันย่ำแย่ตกต่ำและล่มจม เรามีด้านบวกอยู่ในอีกด้านหนึ่งของสมการ ดังนี้
◊ การสร้างงานที่ลดน้อยลงฮวบฮาบในสหรัฐฯ (และหลายประเทศในยุโรป) ดูเหมือนว่าจะแผ่วบ้างแล้ว โดยที่ตัวเลขการจ้างงานเดือนพฤษภาคมออกมาย่ำแย่น้อยกว่าที่คาดกันไว้ถึง 2 แสนตำแหน่ง (ตำแหน่งงานลดลงเพียง 350,000 ตำแหน่ง จากที่วอลล์สตรีทสำรวจไว้ว่าจะมีการจ้างงานน้อยลง 550,000 ตำแหน่ง) กระนั้นก็ตาม ยังมีตัวแปรอื่นอีกมากที่ยังไม่กระจ่างชัดออกมา โดยเฉพาะ บทบาทของธุรกิจที่เกิดใหม่ตายไวซึ่งมีบทบาทในการสร้างงานมากกว่าหนึ่งล้านตำแหน่งเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาของปีนี้
◊ การลดลงในอุปทานและคลังสินค้าโภคภัณฑ์จากประเทศต่างๆ อาทิ จีน ช่วยทำให้ระดับราคาสินค้าขยับสูงขึ้นซึ่งเป็นการดีต่อผู้ผลิตสินค้าเหล่านั้น แม้การณ์จะกลายเป็นแบบปีที่แล้วเมื่อระดับราคาถูกขับเคลื่อนไปเตลิดเปิดเปิงในไตรมาสสอง เรื่องนี้เป็นผลดีต่อประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากร เช่น บราซิล และประเทศในแถบตะวันออกกลาง ตลอดจนประเทศอื่นๆ ทั่วไป
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ทำเอางงกันไปหมดว่าสภาวะคึกคักในตลาดหุ้นต่างๆ ทั่วโลกซึ่งเป็นอยู่ขณะนี้ มีที่มาของความมั่งคงจากที่ไหน ทั้งนี้ มีสองคำถามสำคัญที่ยังหาคำตอบไม่ได้ คือ
1. อะไรคือแหล่งที่มาของเงินทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นทั่วโลก
2. ทำไมนักลงทุนจึงเต็มใจยอมรับความเสี่ยงด้านราคาซึ่งสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับในปีที่แล้ว
คำถามถึงประเด็นอะไรสามารถตอบได้บางส่วน ด้วยการอธิบายถึงอัตราเงินออมที่เพิ่มสูงขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ตรงข้ามจากฐานะติดลบเมื่อปีที่แล้ว และกลายมาเป็นบวกในปีนี้ การเพิ่มดังกล่าวส่วนใหญ่แล้วอธิบายได้ด้วยการที่คนอเมริกันเพิ่มการลงทุนไปอยู่กับการถือพันธบัตรรัฐบาล ดังเห็นได้ว่าพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันถูกซื้อขายในตลาดการเงินของประเทศเพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ก็มีคำถามถึงการลดมูลหนี้ เพราะพวกธนาคารพาณิชย์ลดวงเงินการปล่อยกู้แก่คนอเมริกันหลังจากที่ราคาบ้านและราคาหุ้นตกต่ำหนักเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้น การเพิ่มในอัตราเงินออมบุคคลในสหรัฐฯ จึงไม่น่าที่จะเพียงพอที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสุทธิในตลาดหุ้นดังที่ปรากฏในปีนี้ อย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ใช่ว่ามูลค่าเพิ่มสุทธิในตลาดหุ้นจะมาด้วยเงินออมบุคคลเพียงปัจจัยเดียว
คำอธิบายสำหรับเรื่องนี้มีอยู่หนึ่งสำนักความคิดที่ก่อตัวเงียบๆ โดยชี้ไปถึงคณะผู้ปกป้องไม่ให้เกิดการถลำลงเหวภายในสหรัฐฯ แต่คณะบุคคลคณะนี้ยังรักษาฐานะของกลุ่มไว้เป็นความลับ อย่างไรก็ตาม ก็คงไม่สามารถเก็บตัวลึกลับอะไรได้จริง ทั้งนี้ กลุ่มบุคคลดังกล่าวนี้ไม่ใช่ว่าจะเป็นทีมงานจริงๆ แบบที่รับคำสั่งจากเจ้านายใหญ่คนใดคนหนึ่งจริงๆ จังๆ กระนั้นก็เถอะ การณ์จะเป็นอย่างไรหนอ ถ้าเกิดว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่ออกมาดำเนินการตามความปรารถนาของรัฐบาลในเรื่องของตลาดหุ้นอย่างที่ว่านี้จริงๆ?
ส่วนสำหรับนักวิเคราะห์อื่นๆ แล้ว ไม่มีการให้น้ำหนักแก่แนวคิดดังกล่าว แต่มุ่งไปหาคำตอบว่าแหล่งที่มาแท้จริงของความคึกคักในตลาดก็คือเงินทุนของรัฐบาลอเมริกัน อันที่จริง อลัน อาเบลสัน ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่นับถืออย่างสูง ได้เขียนไว้ใน Barrons ฉบับวันที่ 29 มิถุนายนว่า เรามีสังหรณ์มาสักระยะหนึ่งแล้วว่ามีส่วนหนึ่งของกองเงินเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดั้นด้นเข้าไปในตลาดหุ้นไม่ว่าจะด้วยรูปโฉมใดหรือจะผ่านไปกับช่องทางใด เรื่องนี้สามารถอธิบายอะไรต่ออะไรได้มากทีเดียว โดยเฉพาะการอธิบายถึงขนาดของการพุ่งขึ้นและอัตราเร็วในการพุ่งขึ้นของระดับราคาหุ้นนับจากเมื่อวันคืนอันอับเฉาเมื่อต้นเดือนมีนาคม
ผมเองก็สังเกตเห็นแบบเดียวกันนี้ในการซื้อขายหุ้นของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอะไรที่ทำให้โมเดลการวิเคราะห์เชิงเทคนิคต้องส่งสัญญาณเตือนวิบวิบ เพราะปริมาณเมื่อเทียบกับราคาแล้ว ดูออกจะแปร่งๆ และลุกลี้ลุกลน มันอาจเป็นได้ว่ามีการดำเนินการแบบสอดประสานงานกันบางอย่างปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ภายในเส้นทางวิถีโค้งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่มันเป็นปรากฏการณ์อันแจ่มชัดที่ไม่มีใครเห็น
มันค่อนข้างคล้ายกับวิดีโอที่ผมพรรณนาไว้เมื่อตอนต้น คือมันเป็นไปได้สูงมากว่านักลงทุนจับจ้องมองตลาดเคลื่อนไหวไปตามความเคยชินปกติ เช่น ดาวโจนส์ดันขึ้นไป 100 … อ้อ! เดี๋ยวก่อน ถอยกลับลงมาแล้ว 100 ในขณะนี้ … อา… ดาวโจนส์ดีดกลับขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ 50… เมื่อเฝ้าดูอยู่แบบนี้ ผู้คนก็อาจคลาดสายตาไม่เห็นการปรากฏตัวของสิ่งแปลกปลอม หรืออันที่จริง เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง ก็อาจค่อยๆ กลายไปเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เสียเอง
ชาน อัคยา เป็นคอลัมนิสต์ประจำของเอเชียไทมส์ออนไลน์
(อ่านต่อตอน 2 ซึ่งเป็นตอนจบ)
ปัจจัยไมเคิล แจ๊กสัน (ตอนจบ)

ปัจจัยไมเคิล แจ๊กสัน (ตอนจบ)
June 30, 2009
(จากเอเชียไทมส์ออนไลน์www.atimes.com)
The Jackson factor
By Chan Akya
29/06/2009
เมื่อนักลงทุนของโลกมองช่วงชีวิตปีท้ายๆ ของไมเคิล แจ๊กสัน ซึ่งเต็มไปด้วยโศกนาฏกรรมแห่งหนี้สินและการหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยยาประเภทต่างๆ นักลงทุนจะเห็นความละม้ายกันนี้ในสภาพการณ์ที่ดำเนินอยู่ในตลาดหุ้นทั้งหลาย ในการนี้ กองทุนเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจได้รับอัดฉีดจากเงินจากการก่อหนี้ภาครัฐ ล้วนแต่รั่วไหลเข้าไปสู่ตลาดหุ้น ขณะที่ยาต้านอาการซึมเศร้าก็อาจจะเชียร์ให้ผู้คนหลงลืมปัจจัยความเสี่ยงด้านมูลค่าแท้จริงของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นับวันแต่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น
*ข้อเขียนนี้แบ่งเป็น 2 ตอน นี่คือตอนที่ 2 ซึ่งเป็นตอนจบ*
(ต่อจากตอนแรก)
**คำถามกวนใจ ทำไม **
หากว่าผู้อ่านสามารถคาดเดาได้ว่าส่วนที่จะเขียนต่อไปนี้จะให้คำตอบแก่คำถามว่า อะไรคือแหล่งของเงิน ผู้อ่านจะต้องเจอกับคำถามกวนใจมากยิ่งขึ้นไปอีกว่า ทำไม กล่าวก็คือ ทำไมนักลงทุนถึงไปยอมเล่นเกมนี้ ยอมแบกความเสี่ยงที่รุนแรงมากขึ้นภายในตลาดหุ้นที่มีสัดส่วนราคาต่อรายได้ (ค่าพีอี) ที่สูงขึ้นมาก แถมทบทวีด้วยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหาศาลกว่าที่เคยเป็นมา แล้วก็ผนวกด้วยข่าวร้ายนานาประการที่หลั่งไหลเข้าตลาดไม่หยุดหย่อน
คำตอบในเรื่องดังกล่าวอาจเป็นอะไรที่นักวิเคราะห์ตลาดหุ้นแทบจะไม่ได้นึกไปถึง ซึ่งก็ได้แก่ การแกว่งตัวในอารมณ์ของนักลงทุนส่วนใหญ่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ยาพิเศษบางตัว อย่างเช่น ยาต้านความซึมเศร้า กำลังมีบทบาทอะไรบางอย่างอยู่ในการสร้างกระแสในตลาดหุ้นขณะนี้ มันเป็นไปได้หรือไม่ว่าการบริโภคยาต้านความซึมเศร้าได้ผลักดันให้นักลงทุนฮึกเหิมพอจะเข้าไปแบกความเสี่ยงที่ทวีตัวสูงขึ้นภายในตลาดหุ้น
ในประการแรกเลย เมื่อหลายปีก่อน เคยมีวารสารการแพทย์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับสูงมากฉบับหนึ่งเสนอประเด็นแบบที่ผมเขียนไว้ข้างต้น เพียงแต่อธิบายไปในเรื่องของภาวะฟองสบู่ สำหรับตรงนี้ผมขอคัดเอาข้อเขียนของไมเคิล เลวิส ที่เขียนใน Slate ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2002 ว่า:
เมื่อผู้คนพูดกันถึงอารมณ์ในตลาดการเงิน พวกเขามักจะทึกทักเอาว่าตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนอารมณ์นั้น แต่แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา มีงานเขียนชิ้นหนึ่งในวารสารการแพทย์ของมหาวิทยาลัยมิชิแกนเสนอว่า สาเหตุที่ภาวะฟองสบู่ในราคาหุ้นอินเทอร์เน็ตเฟื่องไปได้สูงไปได้ไกลอย่างน่าอนาถใจนั้นเป็นเพราะ นักลงทุนจำนวนมหาศาลมากๆ กินยาหลายตัวที่ได้รับความนิยมสูงอยู่ในช่วงนั้น อันเป็นยาที่ลดความเครียดแต่มีผลในทางที่ลดความสามารถในการประเมินความผิดชอบชั่วดีและความยับยั้งชั่งใจไปด้วย ในการนี้ เมื่อประชากรในแวดวงการลงทุนในตลาดหุ้นกว่าหนึ่งในสามใช้ยาโปรแซค (Prozac) หรือยาตัวอื่นๆ ในประเภทที่ช่วยให้อารมณ์คลี่คลายดีขึ้น (วารสารจึงลงความเห็นว่า) ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าประหลาดใจที่คนมากมายเชื่อว่าตลาดจะมีแต่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น
ในช่วงที่เขาเขียนบทความดังกล่าว ยอดขายยาต่อต้านความซึมเศร้าและยารักษาทางจิตในลักษณะทำนองนี้ ได้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ภายในสหรัฐฯ และมีหลักฐานที่ชี้ว่าการที่ยอดขายยาดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจเป็นตัวเพาะหว่านต้นตอของวิกฤตการเงินในปี 2005-2006 รวมทั้งในช่วงต่อๆ มาทั้งปวง ข้อเขียนข้างล่างนี้เป็นส่วนที่คัดมาจากงานเขียนชิ้นเยี่ยมใน How Stuff Works ซึ่งจั่วหัวว่า ทำไมยาต่อต้านความซึมเศร้าเป็นยาที่มีการซื้อขายตามใบสั่งจ่ายยาของแพทย์มากที่สุดในสหรัฐฯ ดังนี้
ในปี 2007 ศูนย์เพื่อการควบคุมและป้องกันโรคได้ออกคำแถลงที่น่าสนใจมาก โดยบอกว่ายาต้านความซึมเศร้าเป็นยาที่มีการซื้อขายตามใบสั่งจ่ายยาของแพทย์มากที่สุด เกินหน้ายาขายดีอันดับสอง(ยารักษาความดันโลหิตสูง) ไปร่วมๆ 5 ล้านใบสั่งยาแพทย์ทีเดียว การศึกษาเผยว่าแพทย์ออกใบสั่งยาที่เกี่ยวกับการต่อต้านความซึมเศร้ารวมๆ กันมหาศาลถึง 118 ล้านใบสั่งจ่ายยาแพทย์ภายในปี 2005 (จากใบสั่งจ่ายยาแพทย์ทั้งสิ้น 2,400 ล้านใบ) … ยาต่อต้านความซึมเศร้ามีพลังในการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของคนเรา และมันทำได้อย่างนั้นโดยการออกฤทธิ์กับส่วนที่เรียกว่า serotonin และ norepinephrine ในสมอง ทั้งนี้ serotonin และ norepinephrine เป็นสารที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างเส้นประสาท ซึ่งเดินทางผ่านเซลประสาทภายในสมอง นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบมากนักว่าสาร serotonin และ norepinephrine ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างเส้นประสาทนี้ทำงานส่งผลกับอารมณ์ของคนอย่างไร กระนั้นก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ทราบดีว่าเมื่อยาต้านความซึมเศร้าเปลี่ยนวิธีเดินทางของสาร serotonin และ norepinephrine มันจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่อารมณ์ของผู้ที่รับยาเข้าไป … ดังนั้น อะไรกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการที่ใบสั่งจ่ายยาต่อต้านความซึมเศร้า ทวีปริมาณขึ้นมาอย่างมหาศาล หนึ่งในเหตุผลมีอยู่ว่าแม้ชื่อยาจะบ่งบอกการใช้งานอย่างชัดเจน แต่ในทางเป็นจริง ยาต้านความซึมเศร้ามิได้ถูกแพทย์สั่งจ่ายเพียงเพื่อรักษาโรคซึมเศร้าเสียแล้ว หากแพทย์ได้ใช้ยานี้รักษาอาการปวดเรื้อรัง อาการกังวล อาการผิดปกติทางอารมณ์ หวาดวิตก หมกมุ่น เคร่งเครียดกดดัน อีกทั้งกระทั่งอาการผิดปกติในการรับประทานอาหาร … คุณไม่อาจจะกล่าวถึงเหตุผลเบื้องหลังการที่ยาต้านความซึมเศร้ากลายความเป็นยายอดนิยมได้ โดยไม่กล่าวถึงธุรกิจของยาประเภทนี้
ในปี 2004 บริษัทยาต้านความซึมเศร้าซึ่งเป็นบริษัทชื่อเสียงโด่งดังหลายรายทำรายได้ขึ้นมาได้มากกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์ … ยอดขายระดับนี้หมายถึงขนาดของธุรกิจที่ใหญ่โตโอฬารอย่างยิ่ง นอกจากนั้น การทำโฆษณาแบบขายตรงถึงผู้บริโภค เช่น โฆษณาบนทีวี มีส่วนช่วยโหมกระแสยานี้ได้มากมาย ผลการศึกษาชี้ว่าโฆษณาจำพวกนี้มีส่วนอย่างยิ่งในการสนับสนุนให้ใบสั่งจ่ายยาต้านความซึมเศร้ามีอัตราขยายตัวพุ่งขึ้นได้อย่างกระฉูด … เมื่อผู้ป่วยเห็นโฆษณายาต้านความซึมเศร้า อาทิ Zoloft ก็คิดว่ายาน่าจะช่วยตนได้ ผู้ป่วยจะไปหาแพทย์และขอยาตัวนี้ ขณะเดียวกัน แพทย์ก็มักที่จะจ่ายยาต้านความซึมเศร้าให้เมื่อผู้ป่วยร้องขอมาอย่างเจาะจง … บางคนเชื่อว่าแพทย์จำนวนมากมักจะอยากวินิจฉัยอาการของผู้ป่วยด้วยโรคซึมเศร้า
ตามหลักเกณฑ์การวินิจฉัยความผิดปกติทางจิตซึ่งจัดทำโดยสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา ฉบับปรับปรุงฉบับที่ 4 ที่เรียกกันว่า Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM-IV) อาการของโรคซึมเศร้า ได้แก่ อารมณ์หดหู่ซึมเศร้า มีความใฝ่ใจที่จะมีความสุขกับชีวิตน้อยลง มีความเปลี่ยนแปลงด้านความอยากอาหาร และการนอน มีบุคลิกอยู่นิ่งไม่ได้ หมดแรง รู้สึกไร้ค่า รู้สึกผิด ไม่สามารถทำอะไรอย่างมีสมาธิได้ คิดอยากฆ่าตัวตาย … แม้จะใช้เกณฑ์วัดอย่างนี้ทุกรายการ แต่การแยกความแตกต่างระหว่างซึมเศร้ารุนแรงกับอารมณ์ธรรมชาติช่วงจิตตก ยังนับว่าคลุมเครือ ศาสตราจารย์กอร์ดอน ปาร์กเกอร์ คิดว่าแพทย์มักที่จะตีความอาการเศร้าทั่วไปเป็นอาการซีมเศร้าด้วยความป่วยไข้อย่างง่ายดายเกินไป .. ในการศึกษาแบบโปรแกรมยาว ศ.ปาร์กเกอร์พบว่าผู้คนทั่วไปในสังคมล้วนสามารถที่จะถูกวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคซึมเศร้าหากใช้เกณฑ์วัดที่แพทย์มากมายใช้กันอยู่ในปัจจุบัน กล่าวในอีกนัยหนึ่งได้ว่า ศ.ปาร์กเกอร์กำลังบอกว่าเกณฑ์วัดความป่วยไข้เป็นโรคซึมเศร้าที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ ออกจะหละหลวมเกินไป
เมื่อมีข้อมูลให้เห็นอย่างนี้แล้ว เราควรตรวจสอบแนวโน้มยอดขายแท้จริงของยาต้านความซึมเศร้าในสหรัฐฯ (และในตลาดคล้ายๆ กัน อย่างเช่นในอังกฤษ) ทั้งนี้ เราไม่มีตัวเลขยอดขายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่ตัวเลขก่อนหน้านี้ก็นับว่ามีพลังการอธิบายเหลือเฟือ ดังนี้
… ในสหรัฐฯ มีใบสั่งยาที่แพทย์จ่ายออกมาเพื่อซื้อยาต้านโรคซึมเศร้าจำนวนทั้งสิ้น 164.2 ล้านใบในปี 2008 เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับปริมาณ 143 ล้านใบในปี 2004 ทั้งนี้เป็นข้อมูลของบริษัท IMS Health ซึ่งเป็นบริษัทข้อมูลด้านการรักษาพยาบาล (หมายเหตุ ตัวเลขเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับข้อมูลอ้างอิงก่อนหน้านี้ คาดว่าเป็นเพราะการจำแนกประเภทยา และการเพิ่มจำนวนของตัวยาแบบนี้ที่ไม่ได้ใช้ชื่อตามลักษณะยาในการรักษาโรคซึมเศร้า และมีอีกบทความหนึ่งที่เอ่ยถึงตัวเลขใบสั่งยาต่อต้านโรคซึมเศร้าจำนวนถึง 200 ล้านใบ และระบุยอดขายในปี 2008 ว่าเพิ่มขึ้น 15% จากมูลค่าการขายของปีก่อนหน้า โดย ชาน อัคยา)
… ยังมีตัวเลขที่แย้งกันอื่นๆ อีกคือ ยาต่อต้านอาการโรคจิตเภท ซึ่งทำยอดขายได้ 14,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2008 เป็นยาขายดีอันดับ 1 ของสหรัฐฯ ส่วนยาต่อต้านความซีมเศร้ามียอดขายที่ 9,600 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ IMS Health ซึ่งปรากฏใน USA Today ฉบับวันที่ 3 มิถุนายน 2009
สำหรับในอังกฤษ เดอะ การ์เดียนรายงานไว้ในฉบับวันที่ 21 มิถุนายน 2009 ดังนี้
… ปีที่แล้ว (2008) ในอังกฤษมีใบสั่งจ่ายยาต้านความซึมเศร้าเพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2007 มากถึง 2.1 ล้านใบ ซึ่งนำไปสู่ความวิตกกังวลของฝ่ายต่างๆ ว่าแพทย์มีแนวโน้มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะจ่ายยาเหล่านี้ในลักษณะของการรักษาแบบหายด่วน โดยไม่พยายามจะดูไปถึงสาเหตุพื้นฐานของปัญหา โดยรวมแล้ว มีการออกใบสั่งจ่ายยาต้านความซึมเศร้าทั้งสิ้น 36 ล้านใบ ซึ่งเป็นอัตราขยายถึง 24% จากเมื่อช่วง 5 ปีที่แล้ว
เมื่อย้อนกลับไปยังคำถามตั้งต้น มันกระจ่างชัดว่า คำถามว่าด้วย ทำไม อาจมีประเด็นเกี่ยวข้องกับยาเปลี่ยนอารมณ์มากทีเดียว เรามาว่ากันอย่างคร่าวๆ อย่างนี้ดีกว่า ถ้ามีคนสักกลุ่มหนึ่งที่สูญเสียเงินออมทั้งชีวิตไปกับการล่มสลายของตลาดที่อยู่อาศัยที่ทำให้ราคาบ้านหายวาบไปเกือบหมด หรือเงินออมก้อนนั้นละลายไปกับการพังพาบของแผนเงินบำนาญเลี้ยงชีพ (ก่อนหน้านี้เรียกกันว่า 401Ks มาบัดนี้รู้จักกันในนามว่า 104Ks) พอพวกเขารับยาต่อต้านความซึมเศร้าไปมากๆ เราคงพอมองออกว่ามันจะไปกระตุ้นให้พวกเขาอยากลองเสี่ยงโหดๆ ได้อีกครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร ซึ่งมันก็คือปรากฏการณ์ที่เราเห็นกันอยู่ในตลาดทุกวันนี้
มันก็คล้ายกับความเสี่ยงที่จะไปยุ่งกับพวกนักสู้ข้างถนนที่มีจิตสับสนไปด้วยฤทธิ์ยา แนวทางที่ง่ายๆ สำหรับนักลงทุนคือการอยู่ให้ไกลจากเรื่องเดือดร้อน
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับไมเคิล แจ๊กสันเล่า
ถ้านึกถึงประโยคพาดหัวบทความนี้ที่อ้างถึงชื่อของไมเคิล แจ๊กสัน คำถามดังกล่าวนี้คงเกิดขึ้นกับผู้อ่านมากมาย อาทิ ในประเด็นว่ามันมีความเชื่อมโยงอันใดระหว่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปัจจุบัน กับมรณกรรมของหนึ่งในดาวดวงเด่นที่ได้รับความยกย่องมากที่สุดตลอดกาล
บุรุษซึ่งมีภาพของจอมอัจฉริยะผู้เปี่ยมด้วยข้อบกพร่อง ถูกรายงานถึงบั้นปลายชีวิตว่าสร้างหนี้สินไว้หลายเท่ากว่ามูลค่าทรัพย์ที่เขามีอยู่อย่างมหาศาล ในการนี้ วิถีแห่งหนี้ของเขาอาจสะท้อนไปถึงลักษณะของอเมริกาโดยองค์รวม ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่ถูกก่อขึ้นมาภายในช่วงเวลาแค่ 20 ปีนับจากที่กำแพงเบอร์ลินถูกทุบทำลายไป
สำหรับส่วนที่สองของบทความนี้ กล่าวคือการพุ่งทะยานของยอดขายยาที่ขายให้แก่คนอเมริกัน ก็มีส่วนที่อาจโยงไปถึงสาเหตุหลักแห่งความตายของไมเคิล แจ๊กสันได้ ทั้งนี้ สืบเนื่องจากไมเคิล แจ๊กสันต้องการฟื้นสภาพร่างกายให้พร้อมแก่การออกแสดงที่ลอนดอนในเดือนกรกฎาคม ไมเคิล แจ๊กสันถูกระบุว่าโหมยาปรุงสูตรผสมสารพัดขนานเข้าสู่ร่างกาย เพื่อฟื้นสภาพให้เขาได้อย่างรวดเร็วและอย่างดีที่สุด แต่ในบั้นปลายท้ายสุด นั่นอาจส่งผลเป็นภาวะหัวใจล้มเหลวถึงแก่ความตาย
เมื่อมองดูตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นทั่วโลกในทุกวันนี้ ผมค่อนข้างหวั่นว่ายาปรุงสูตรผสมและภาวะหนี้ท่วมตัวที่หล่อเลี้ยงอเมริกาอยู่นั้น ได้ถูกพรางไปจากสายตาของผู้คน ละม้ายกับเจ้าหมีมูนว็อกกิ้งที่กล่าวไว้เมื่อข้างต้น และละม้ายกับยาปรุงสูตรผสมที่ช่วยจบชีวิตของหนึ่งในอัจฉริยะด้านดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยของพวกเรา อาจมีบางสิ่งที่มืดมิดและน่าชังรอเล่นงานนักลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ที่หัวมุมข้างหน้า หรืออาจจะอีกหนึ่งหัวมุมถัดไปก็เป็นได้ ระวังตัวให้ดีเถิด
คำเตือนเพื่อสุขภาพ: ผมอยู่ตรงนี้ทำหน้าที่คอยหมั่นเตือนท่านผู้อ่านตามปกติของผม ขอเตือนท่านไม่ให้รับเอาคำพูดของนักเขียนที่แฝงตัวเบื้องหลังนามปากกา เฉกเช่นผม ไปเชื่อตามในยามที่ท่านต้องกำหนดทิศทางการตลาดหรือเลือกการลงทุนของท่าน ทั้งนี้ ท่านต้องหารือกับผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม และถ้าสถานที่ที่ท่านอยู่นั้นไม่อาจพบเจอผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวได้ (ประมาณว่าทั่วทั้งสหรัฐฯ และยุโรปในปัจจุบัน) โปรดจงใช้สามัญสำนึกของท่านเอง
ชาน อัคยา เป็นคอลัมนิสต์ประจำของเอเชียไทมส์ออนไลน์
ปัจจัยไมเคิล แจ๊กสัน (ตอนต้น)

‘บุหรี่เถื่อน’แหล่งรายได้พวก’ก่อการร้าย’
June 30, 2009
“เราเชื่อว่าบุหรี่เป็นแหล่งเงินสนับสนุนให้กับกลุ่มตอลิบานในปากีสถานรองจากการค้ายาเสพติด”
เอเอฟพี -การลักลอบค้าบุหรี่และยาสูบ คือแหล่งเงินสนับสนุนพวกหัวรุนแรง อย่างเช่น กลุ่มตอลิบานในปากีสถาน โดยเป็นแหล่งรายได้อันดับสองรองจากการค้ายาเสพติด แล้วยังทำให้รัฐบาลต่างๆ สูญเสียรายได้ถึงปีละราว 40,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ตามรายงานซึ่งเสนอในที่ประชุมองค์การอนามัยโลกเมื่อวันจันทร์ (29)
รายงานดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยเครือข่ายนักข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนระหว่างประเทศ ซึ่งขึ้นอยู่กับศูนย์เพื่อความซื่อสัตย์สุจริตสาธารณะ (Center for Public Integrity) ในสหรัฐฯ และนำมาเปิดเผยในที่ประชุมองค์การอนามัยโลก ซึ่งผู้แทนจาก 160 ประเทศกำลังเจรจาเรื่องการขยายอนุสัญญาแม่บทว่าด้วยการควบคุมยาสูบ เพื่อหาทางเสริมความแข็งแกร่งให้กับมาตรการต่อต้านการสูบบุหรี่ และสกัดกั้นการค้าบุหรี่โดยผิดกฎหมาย
“เราเชื่อว่าบุหรี่เป็นแหล่งเงินสนับสนุนให้กับกลุ่มตอลิบานในปากีสถานรองจากการค้ายาเสพติด” เดวิด แคปแลน บรรณาธิการอำนวยการของศูนย์ฯ กล่าว
ส่วนบิล บูเซนเบิร์ก ผู้อำนวยการบริหารศูนย์ฯ บอกว่า “โรงงานผลิตบุหรี่ที่ไม่ซื่อสัตย์ บริษัทข้ามชาติ และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มงวด ล้วนแต่มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการค้าผิดกฎหมายมูลค่ามหาศาล ซึ่งทำกำไรได้พอๆ กับยาเสพติด”
ในรายงานยังเน้นด้วยว่ามี “ศูนย์กลางการค้าบุหรี่เถื่อน” อยู่ในจีน ปารากวัย และยูเครน ซึ่งอาจจะผลิตบุหรี่ปลอมหรือลักลอบขนบุหรี่ส่วนเกินที่ผลิตจากโรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วส่งไปยังตลาดมืดทั่วโลก โดยราว 80 เปอร์เซ็นต์ของบุหรี่ปลอมในสหภาพยุโรป และ 99 เปอร์เซ็นต์ของบุหรี่ที่ขายตามท้องถนนในสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำรายได้แบบผิดกฎหมายถึง 400,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในจีน
นอกจากนั้น มีนักวิจัยอื่นๆ ระบุว่า กลุ่มก่อการร้ายหรือกลุ่มหัวรุนแรงราว 5-6 กลุ่มที่พึ่งพารายได้จากการค้าบุหรี่เถื่อน ได้แก่ กลุ่มตอลิบานในปากีสถาน, อัลกออิดะห์, ฮิซบอลเลาะห์, กลุ่มกบฏฟาร์กในโคลอมเบีย, กลุ่มเรียลไออาร์เอในไอร์แลนด์เหนือ, และกลุ่มกบฏทุตซีในคองโก
ขณะนี้องค์การอนามัยโลกกำลังเปิดการเจรจา เพื่อหาทางขยายอนุสัญญาแม่บทว่าด้วยการควบคุมยาสูบปี 2003 โดยเฉพาะมาตรการต่อต้านการสูบบุหรี่ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น
หนึ่งในมาตรการเหล่านี้ได้แก่ การหาทางห้ามหรือจำกัดการจำหน่ายบุหรี่แบบปลอดภาษี ซึ่งมักหลุดเข้าสู่การค้าบุหรี่เถื่อน รวมทั้งหามาตรการยับยั้งการจำหน่ายบุหรี่ทางอินเทอร์เน็ตด้วย
ส่วนพันธมิตรกลุ่มรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ราว 350 กลุ่มก็ออกคำแถลงเห็นด้วยกับการดำเนินการตอบโต้การค้าบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ปลอมซึ่งทำให้สูญเสียรายได้จากภาษีไปถึง 40,500 ล้านดอลลาร์

“อนุพงษ์” เผยไทย-เขมร เห็นพ้องปรับกำลังทหาร ย้ำไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปม “พระวิหาร”
June 30, 2009
“อนุพงษ์” เผยไทย-เขมร ตกลงปรับลดกำลังทหารให้เท่ากัน ย้ำไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา “พระวิหาร” ปัดตอบ “เสื้อแดง” ล่า 1 ล้านรายชื่อถวายฏีกาอุ้ม “น.ช.ทักษิณ” กลับบ้าน ด้านรองโฆษก ทบ. ชี้หากประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ที่ภูเก็ต ต้องกันคนเข้า-ออก รัศมี 5 กม. แย้ม 9 ก.ค.นี้ ถกทำความเข้าใจอีกรอบ เตรียมพร้อมรับมือเต็มที่
วันนี้ (30 มิ.ย.) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีข้อพิพาทเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ว่า ทั้งสองประเทศมีความคิดเห็นตรงกันว่าจะไม่ใช้อาวุธและความรุนแรง เพราะการใช้กำลังทหารก็เท่ากับสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งไทยได้พยายามปรับกำลังทหารให้เหมาะสมตามหลักนโยบายที่รับมอบมาจากรัฐบาล สำหรับการดำเนินการแก้ไขปัญหาต้องหารือกันในรายละเอียด และต้องประสานพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการปรับลดกำลังว่าจะทำอย่างไร ซึ่งหลังจากได้พูดคุยกันแล้ว ก็จะทราบว่าต้องดำเนินการไปในแนวทางไหน แต่เรื่องนี้ไม่ได้กำหนดเวลา ส่วนเรี่องจะมีการปรับลดกำลังมากหรือน้อยเท่าไร ขึ้นอยู่กับความพอใจของทั้งสองฝ่าย แต่ขณะนี้ไม่มีแนวทางใช้กำลังต่อกัน
นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เพื่อควบคุมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่ จ.ภูเก็ตให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ว่า เรื่องนี้ฝ่ายกองทัพเป็นผู้นำเสนอขึ้นไป ส่วนเรื่องที่กลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมล่า 1 ล้านรายชื่อ เพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตนไม่ขอออกความเห็น
ด้าน พ.อ.ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก แถลงผลการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) ว่า ช่วงท้ายการประชุม พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวถึงบทบาทและการปฏิบัติงานของกองทัพบก ทั้งในภารกิจดูแลอธิปไตยตามแนวชายแดน และเสริมสร้างความมั่นคงด้านอื่นๆ โดยให้กำลังพลทุ่มเทการทำงานอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ผบ.ทบ. ยังได้กำชับถึงนโยบายการพัฒนาบุคลากรให้ทุกหน่วยงานเน้นปลูกฝังอุดมการณ์ความเป็นชาติไทย เสริมสร้างคุณธรรม มีจิตใจคิดถึงผลประโยชน์ส่วนร่วมมากกว่าส่วนตัว ที่สำคัญต้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้กองทัพมีความเป็นระเบียบวินัย
สำหรับกรณีมาตรการดูแลความสงบในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ที่จ.ภูเก็ต พ.อ.ศิริจันทร์ กล่าวว่า ในระดับกองทัพภาคได้รายงานการเตรียมความพร้อม ส่วนนโยบายของ ผบ.ทบ. ไม่ได้กำชับเรื่องอะไรพิเศษ เพียงแค่รับทราบรายงานของ กอ.รมน. เรื่องการเตรียมประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร ที่จะใช้ดูแลในช่วงดังกล่าว ซึ่งทาง กอ.รมน. ได้วางแผนรักษาความปลอดภัยโดยใช้กลไกรอบด้าน รวมทั้งจะประกาศให้ จ.ภูเก็ต เป็นพื้นที่ความมั่นคง ซึ่งเรื่องนี้ได้เสนอเข้าที่ประชุม ครม. ให้พิจารณาแล้ว
”หากมีการประกาศใช้ พ.ร.บความมั่นคงฯ ในเขตรอบบริเวณที่จัดการประชุมระยะ 5 กิโลเมตร จะคุมพื้นที่ไม่ให้ประชาชนมีการเข้า-ออก” พ.อ.ศิริจันทร์ กล่าว
พ.อ.ศิริจันทร์ กล่าวต่อว่า ส่วนกำลังทหารจะใช้ดูแลความปลอดภัยในการประชุมครั้งนี้ จะมีทุกเหล่าทัพ ตั้งแต่กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ โดยแบ่งโซนกันรับผิดชอบแต่ละหน่วย และมีกองทัพไทยเป็นผู้รับผิดชอบสั่งการหลัก ทั้งนี้ เรื่องแผนการปฏิบัติและกำลังที่ใช้มีการเตรียมไว้แล้ว แต่จะมีการหารืออีกครั้งในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ เพื่อทำความเข้าใจเป็นครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ทางกองทัพบกยังได้จัดเตรียมกำลังพลของกองทัพภาคที่ 1 ในส่วนของกองร้อยรักษาความสงบ ลงไปปฏิบัติในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ด้วย เพื่อให้เกิดความพร้อมและเชี่ยวชาญในการปฏิบัติหน้าที่
ส่วนการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) มาสรุปภาพรวมการปฏิบัติที่ผ่านมา พ.อ.ศิริจันทร์ กล่าวว่า สถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้ว และอาจกำลังจะเกิดขึ้นได้มีการรายงานให้ผู้บังคับหน่วยรับทราบมาโดยตลอด ซึ่งมีแนวโน้มว่าต่อไป สถานการณ์จะมีการกระทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงมากยิ่งขึ้น อาทิ ชุดลาดตระเวน หรือครูที่อยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยง ซึ่งสามารถปฏิบัติการได้ง่าย ดังนั้น จึงถือว่าเป็นพื้นที่และบุคคลที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ โดยมาตรการที่ กอ.รมน. ได้ดำเนินการ คือ ทำให้คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงปลอดภัยมากขึ้น ส่วนครูที่เสี่ยงอันตราย ทาง กอ.รมน. ได้เพิ่มมาตรการในการดูแลครู นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการแผนพัฒนาศูนย์อำนวยการบริหารจัดการจังหวัดลายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อให้พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และความเป็นอยู่ของประชาชนภาคใต้ให้ดียิ่งขึ้น

ก.ม.ม. ตั้ง “สนธิ” เป็น หน.คณะทำงานด้านนโยบาย เตรียมประชุมใหญ่ 25 ส.ค.นี้
June 30, 2009
ก.ม.ม.ตั้ง “สนธิ” เป็น หน.คณะทำงานด้านนโยบาย ร่วมต่อยอดแนวคิดผลักดันนโยบายให้สำเร็จ และเตรียมประชุมใหญ่ 25 ส.ค.นี้ ด้าน”สุริยะใส” เผย ก.ม.ม. พร้อมผุดสาขาพรรค 13 จว. ครอบคลุม 4 ภาค ผู้สนใจสมัครสมาชิกดาวโหลดใบสมัครได้จากเว็บ newpoliticsparty.net เผยมี ส.ว. ทาบทามขอร่วมพรรคบ้างแล้ว
รายการ คนในข่าว ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี-ทีวีของประชาชน ช่วงเวลา 20.30-21.30 น. วันที่ 30 มิถุนายน โดยนายเติมศักดิ์ จารุปราน เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งได้รับเกียรติจากนายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ และนายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ มาร่วมพูดคุยถึงเรื่องแนวทางการดำเนินการของพรรคการเมืองใหม่
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า หลังจากได้รับเอกสาร ก.ก.ต. มีมติรับรองตังแต่ 25 มิ.ย. วันนี้ได้มีการประชุมกันหลายเรื่อง ทั้งการเตรียมแบบฟอร์มใบสมัคร จำนวนสมาชิกอย่างน้อย 5,000 คน รามรวมถึงการจัดตั้งสาขาพรรคใน 4 ภาค ภาคละ 1 สาขา สำหรับผู้ที่สนใจสามารถนำใบสมัครไปกรอกได้ทันทีเสร็จแล้วต้องนำมาสมัครด้วยตนเอง ณ ที่ทำการพรรค โดยต้องเสียค่าทำเนียมแรกเข้า 100 บาง ค่าบำรุงปีละ 120 บาท ย้ำพรรคการเมืองใหม่เน้นให้ทุกคนมีส่วนร่วม ไม่ใช่การนำเงินมาซื้อตำแหน่งครอบครองพรรค
ที่ประชุมมีมติไว้ว่าการหาสมาชิกจำนวน 5,000 คน ต้องทำให้ได้ภายใน 1 เดือน จึงขอความร่วมมือพี่น้องพันธมิตรฯ ขนาดมีการรวมตัวชุมนุมยังมากันเยอะ ฉะนั้นหากพี่น้องร่วมใจเรื่องแค่นี้คิดว่าไม่น่ามีปัญหา ที่สำคัญการที่จะมาสมัครพรรคการเมืองใหม่ต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่นใด การสมัครก็งายๆ หากมีสมาชิกสาขาจังหวัดใด ในเขตเลือกตั้งเดียวกันไม่น้อยกว่า 50 คน มายื่นสมัครเมื่อนายทะเบียนรับรอง ก็ตั้งสาขาพรรคได้เลย
มติที่ประชุมมีการแต่งตัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นหัวหน้าคณะทำงานด้านนโยบาย ตรงนี้เหมือนกับการเชิญนักวิชาการมาร่วมเพิ่มเติมต่อยอด เพื่อให้นโยบายเป็นไปอย่างมีเหตุผลว่าสามารถประสบความสำเร็จได้ พร้อมเผยไม่น่าจะเกินวันที่ 25 สิงหาคม นี้ เตรียมเปิดประชุมสามัญใหญ่ครั้งที่ 1 เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค ทบทวนข้อบังคับ พิจารณากรรมการบริหารพรรค
นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) กล่าวว่าวันนี้มีการประชุมการบริหารพรรค มอบหมายตั้งคณะทำงาน โดยมีผมเป็นหัวหน้าคณะทำงาน ทำหน้าที่ทบทวนปรับปรุงข้อบังคับให้เอื้อต่อความเป็นพรรคมวลชนที่แท้จริง และมีมติตั้งสาขาพรรคในภาคกลางจำนวน 4 จุดได้แก่ กรุงเทพฯ ซึ่งก็ได้ใช้บ้าน นายสมศักดิ์ เป็นที่ทำการชั่วคราวก่อน ชลบุรี จันทบุรี และเพชรบุรี ภาคเหนือมี 4 จังหวัดได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก กำแพงเพชร และเชียงใหม่ ตะวันออกเฉียงเหนือมีจังหวัด นครราชสีมา ขอนแก่น ส่วนภาคใต้มีจังหวัด สงขลา สุราษฏร์ธานี ภูเก็ต นครศรีธรรมราช ทั้งหมดรวมมี 13 จังหวัด
อย่างไรก็ดีการสมัครสมาชิกพรรค ในขั้นตอนแรกเฉพาะต่างจังหวัด อาจจะยังไม่ต้องรีบในวันสองวันนี้ เราจะใช้เวลาไม่น่าจะเกิน 2 สัปดาห์ก็ประมาณปลายๆเดือนกรกฎาคม ทำการจดแจ้งที่ทำงานสาขาพรรคทั้ง 4 ภาคก่อน แล้วแกนนำพรรคซึ่งอาจจะรวมถึงแกนนำพันธมิตรฯด้วย จะไปรับใบสมัครพบปะพี่น้องด้วยตนเองพร้อมกับเปิดสาขาพรรคไปพร้อมๆ กัน สิ่งที่ต้องใช้ในการสมัครสมาชิก ก็มีรูปถ่าย 1.5หรือ 2 นิ้วก็ได้ 1 รูป บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านอย่างละ 2 ชุด ที่สำคัญต้องไม่เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นใดในขณะนั้น
ถ้าอยากให้เร็ว ก็สามารถนำใบสมัครไปซีร็อก แล้วกรอกรายระเอียดไว้ เมื่อแกนนำไปถึงพื้นที่ใดก็ให้ไปยื่นใบสมัครได้ ส่วนใบสมัครสามารถไปดาวโหลดได้จากเว็บ newpoliticsparty.net ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลข่าวสารของพรรคการเมืองใหม่ นายสุริยะใส กล่าว
นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า เสียงสะท้อนจากพี่น้องพันธมิตรฯ ในเรื่องหัวหน้าพรรค นโยบาย การเตรียมการเลือกตั้ง มันก้าวข้ามเกินการตั้งหรือไม่ตั้ง ส่วนปัญหาความคิดเห็นแตกต่างในเรื่องพรรคการเมืองใหม่กับพันธมิตรฯจากความสัมพันธ์ที่เคยร่วมอุดมการณ์ต่อสู้ด้วยกันมา คิดว่ามันเกินกว่าจะเป็นข้อท้วงติงจนหันหลังให้กัน บางจังหวัดไปไกลถึงเรื่องกระจายอำนาจแล้ว ฉะนั้นพี่น้องต้องไตร่ตรองดูว่าปัญหาเล็กๆ จะทำให้เป็นปัญหาในการขับเคลื่อนไปข้างหน้าหรือป่าว
สัปดาห์ที่ผ่านมามีอดีต ส.ว.ไม่ต่ำกว่า 5 ท่าน มาเสนอตัวอยากเข้ามาทำงานร่วมกับพรรคการเมืองใหม่ อย่างไรก็ดีตนได้อธิบายไปว่า นโยบายของพรรคการเมืองใหม่ไม่เหมือนใคร ตามหลักการของพรรคต้องถามประชาชนในพื้นที่ว่าต้องการใคร ซึ่งตนไม่มีสิทธิ์จะไปรับใครได้โดยตรง นายสุริยะใส กล่าว

“อันเช” เผย “น้ามัล” ปัดงานโค้ชเชลซี-ชี้ “โด้” ปั่นตลาด
June 30, 2009
“มัลดินี” ขอเว้นวรรคชั่วคราว
คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือคนใหม่ของ เชลซี เปิดเผยว่า เปาโล มัลดินี อดีตกองหลังชื่อก้องโลกปฏิเสธมารับงานเป็นสตาฟฟ์โค้ชให้กับตน พร้อมทั้งระบุว่าการย้ายทีมของ คริสเตียโน โรนัลโด ไปสู่ รีล มาดริด ทำให้ตลาดนักเตะปั่นป่วน
คาร์เลตโต เพิ่งเซ็นสัญญา 3 ปีย้ายจาก เอซี มิลาน เข้าคุมทัพสิงห์บลูส์เมื่อเดือนก่อน และได้ชักชวน น้ามัล ตำนานแนวรับทีมชาติอิตาลีที่เพิ่งแขวนสตั๊ดในฤดูกาลที่ผ่านมาให้ติดสอยห้อยตามมาเป็นทีมงานของตนในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วย
อย่างไรก็ตาม อันเชล็อตติ ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านทางคลื่นวิทยุ เรดิโอ ดีเจย์ ว่า ผมยื่นข้อเสนอไปให้แล้ว แต่เขาตอบกลับมาว่าขอเวลาพักก่อนหลังจากเล่นฟุตบอลอาชีพมาอย่างยาวนาน ซึ่งผมก็เข้าใจการตัดสินใจครั้งนี้ ทว่า หากผมต้องการใครสักคนให้มาเป็นสตาฟฟ์ของ เชลซี คนคนนั้นย่อมเป็น มัลดินี
ขณะเดียวกัน ผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียนยังวิพากษ์วิจารณ์การย้ายสังกัดอันเป็นสถิติโลก 80 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,400 ล้านบาท) ของ โรนัลโด จาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สู่ ราชันชุดขาว ว่า ตลาดนักเตะชักจะยุ่งเหยิงมากขึ้นทุกที นับตั้งแต่ คริสเตียโน โรนัลโด ย้ายไป รีล มาดริด ทุกอย่างก็ดูจะเลยเถิดไปกันใหญ่

“ซาฟินา” แซงชนะเข้าตัดเชือกวิมเบิลดันชน “วีนัส”
June 30, 2009
“ซาฟินา” พลิกสถานการณ์คว้าชัย
ดินารา ซาฟินา นักหวดสาวมือ 1 ของโลก เสียเซตแรกให้กับ ซาบีน ลิซิคกี คู่แข่งชาวเยอรมัน ก่อนแซงเอาชนะ 2-1 เซต กรุยทางเข้ารอบตัดเชือก ประเภทหญิงเดี่ยว ศึกวิมเบิลดัน ไปเจอกับแชมป์เก่า วีนัส วิลเลียมส์
เทนนิสแกรนด์สแลมบนคอร์ตหญ้า รายการวิมเบิลดัน ณ สังเวียน ออล อิงแลนด์ คลับ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2552 เป็นการแข่งขันในประเภทหญิงเดี่ยว รอบ 8 คนสุดท้าย
เริ่มที่ วีนัส วิลเลียมส์ แชมป์เก่า 2 สมัยล่าสุดชาวอเมริกัน มือ 3 ของรายการ ยังคงความยอดเยี่ยมด้วยการไล่ต้อน อักเนียซกา รัดวานสกา มือ 11 ของรายการจากโปแลนด์ 2-0 เซต 6-1, 6-2 โดยใช้เวลาเพียง 68 นาที เข้าสู่รอบรองชนะเลิศอย่างง่ายดาย และมีลุ้นทาบสถิติของ สเตฟฟี กราฟ ตำนานชาวเยอรมันที่คว้าแชมป์ 3 ปีซ้อนในปี 1991-1993
ขณะที่ในเซนเตอร์ คอร์ต ดินารา ซาฟินา หมายเลข 1 ของโลกชาวรัสเซีย ดวลกับ ซาบีน ลิซิคกี แร็กสาวจากเมืองเบียร์ ซึ่งเซตแรกน้องสาวของ มารัต ซาฟิน เสียท่าไปก่อน แต่ยังฮึดขึ้นไล่กลับมาในเซตที่ 2 จนเสมอ 1-1
เข้าสู่เซต 3 ซาฟินา เบรกเสิร์ฟตั้งแต่เกมแรก แต่ก็ถูกเบรกคืนในเกมถัดมา กระนั้นยังเบรกได้อีกครั้งในเกมที่ 3 ทำให้นำ 2-1 จากนั้น รูปเกมก็เป็นไปแบบวันเวย์ก่อนที่มือ 1 ของรายการจะบดเอาชนะไปในที่สุด 2-1 เซต 6-7 (5/7), 6-4, 6-1 โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง 28 นาทีผ่านเข้ารอบตัดเชือกไปพบกับ วีนัส
ซึ่งหลังจบแมตช์ ซาฟินา ให้สัมภาษณ์ว่า ฉันดีใจที่เข้ารอบรองชนะเลิศ เซตแรกฉันมีโอกาสหลายครั้งแต่ทำไม่ได้เอง และเหมือนจะเป็นซานตาคลอสที่แจกคะแนนจากการเสียดับเบิลฟอลท์บ่อย แต่สภาพจิตใจที่แข็งแกร่งช่วยให้ฉันกลับมาได้ ส่วนการเจอ วีนัส ในรอบหน้าคงเป็นงานหนัก เพราะเธอเล่นบนคอร์ตหญ้าได้ดีมาก
ผลเทนนิสแกรนด์สแลม วิมเบิลดัน ประเภทหญิงเดี่ยว รอบ 8 คนสุดท้าย
วีนัส วิลเลียมส์ (สหรัฐฯ / มือ 3) ชนะ อักเนียซกา รัดวานสกา (โปแลนด์ / มือ 11) 2-0 เซต 6-1, 6-2
ดินารา ซาฟินา (รัสเซีย / มือ 1) ชนะ ซาบีน ลิซิคกี (เยอรมนี) 2-1 เซต 6-7 (5/7), 6-4, 6-1
เอเลนา ดีเมนเทียวา (รัสเซีย / มือ 4) ชนะ ฟรานเชสกา สเคียโวเน (อิตาลี) 2-0 เซต 6-2, 6-2

เปิดผลสอบสัญญาทาสช่อง 3 – สิทธิประโยชน์ อสมท ลดลง
June 30, 2009
จากการติดตามข่าวสัญญาสัมปทานช่อง 3 มาอย่างต่อเนื่อง ของ ASTVผู้จัดการรายวัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ อสมท
ASTVผู้จัดการรายวัน ขอนำเสนอ ในอีกมุมหนึ่ง ของผลการศึกษาและผลสรุป ในการสอบเกี่ยวกับสัญญา สัมปทานช่อง 3 ที่ทำกันมาในอดีต ซึ่งถือเป็นสัญญาที่เอกชนคือ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด หรือ บีอีซี ได้เปรียบเจ้าของสัมปทานคือ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขสัญญากันใหม่ จะส่งผลให้ อสมท ต้องตกเป็นเบี้ยล่าง บีอีซี ต่อไปอีก 10 ปี จนถึงปี 2563 ตามการต่อสัญญาสัมปทาน ทั้งๆที่ ที่ผ่านมาเกือบ 30 ปี อสมท ก็ถูก บีอีซีสูบเลือดมาตลอด
สิ่งเดียวที่ต้องเกิดขึ้นคือ การปรับตัวเลขให้ บีอีซี ต้องจ่ายค่าสัมปทานใหม่ไม่ให้เหมาะสมไม่น้อยกว่าเดิม พร้อมกับการปรับเงื่อนไขสัญญาใหม่ เพื่อไม่ให้ อสมท ต้องตกเป็นเบี้ยล่างอีก
ที่สำคัญ อย่าให้ประวัติศาสตร์ ต้องซ้ำรอยเดิมเหมือนกับการแก้ไขสัญญาถึง 3 ครั้งที่ผ่านมา
การศึกษาสัญญาร่วมดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์สี ระหว่าง บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ อสมท กับ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด หรือบีอีซี
สืบเนื่องมาจากอดีต อสมท (เดิมคือ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ต่อมาเปลี่ยนเป็น องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย และได้เปลี่ยนมาเป็น บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ) ตามลำดับ ได้ทำสัญญาร่วมดำเนินกิจการกับ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด หรือบีอีซี ซึ่งปัจจุบันมีบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) เข้ามาเกี่ยวข้องแทน) โดยเนื้อหาของสัญญาเป็นการให้สัมปทานประเภท B-O-T หรือ Build-Transfer-Operate โดยกำหนดให้บีอีซีทำการจัดสร้างสถานีส่งสัญญาณโทรทัศน์สีทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคและดำเนินการบริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในขณะที่ อสมท ได้รับรายได้ในรูปของค่าตอบแทนในการร่วมดำเนินกิจการนั้น
เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2550 นายพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร รักษาการในตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท ได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นหลายชุดเพื่อช่วยในการดำเนินงานของ คณะกรรมการพิจารณาด้านสัญญาและกฎหมาย ซึ่งมีนายจรัญ ภักดีธนากุล เป็นประธาน และจากนั้นก็มีคณะทำงานอีกหลายชุดเข้ามาทำงาน
โดยสัญญาร่วมดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์สีระหว่าง อสมท กับ บีอีซี ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้ มีด้วยกัน 4 ฉบับ คือ สัญญาฉบับแรกทำขึ้นในปี 2521 ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปี 2525 และปี 2530 และปี 2535 ตามลำดับ ซึ่งสัญญาณส่งโทรทัศน์สีฉบับแรกมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2523 ถึงปี 2533 แต่การแก้ไขเพิ่มเติมที่ตามมาทำให้อายุของสัญญาขยายมาจนถึงปัจจุบัน และมีผูกพันไปถึงปี 2563
อย่างไรก็ตาม ในการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาทั้ง 3 ครั้ง เป็นที่น่าสังเกตว่า การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 มีผลทำให้เงื่อนไขของสัญญาแตกต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ข้อสังเกตด้านกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 สามารถระบุได้เป็น 9 ประเด็นดังนี้
ประเด็นที่ 1 สิทธิประโยชน์ลดลง
การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 มีผลทำให้สิทธิประโยชน์ที่ อสมท ได้รับ มีจำนวนลดน้อยลง ทั้งที่มี บีอีซี (บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ได้รับสิทธิในการขยายเครือข่ายการให้บริการในภูมิภาคเพิ่มขึ้นอีก 9 แห่ง ทั้งนี้เนื่องจากการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาได้ยกเลิกการคำนวณค่าตอบแทนร้อยละ 6.5 จากรายได้ (การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาข้อนี้ บีอีซีอ้างว่าเพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2532 ในขณะที่พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล อ.ส.ม.ท. ในเวลานั้น ) และกำหนดให้ บีอีซีจ่ายค่าตอบแทนให้ อสมท ในลักษณะตายตัวเป็นรายปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 1,205 ล้านบาท (กับค่าตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องจ่ายจตมที่ระบุไว้ในการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 2 ) ซึ่งเมื่อคำนึงถึงมูลค่าของเงินตามเวลา (Time Value of Money) ที่อัตราคิดลดร้อยละ 8 แล้ว มูลค่าปัจจุบันของค่าตอบแทนดังกล่าวจะมีจำนวนเพียง 458 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณปีละ 23 ล้านบาท
ประเด็นที่ 2 ไม่ปรับค่าตอบแทนตามภาวะเงินเฟ้อในช่วง 20 ปีแรก
การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 ไม่กำหนดให้ อสมท สามารถปรับค่าตอบแทนให้สูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อในช่วง 20 ปีแรก (2533-2553) ทั้งที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการจ่ายค่าตอบแทนจากจำนวนร้อยละของรายได้ไปเป็นค่าตอบแทนแบบตายตัว ซึ่งทำให้ค่าตอบแทนไม่สามารถปรับขึ้นตามสภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้น ในช่วง 20 ปีแรกของสัญญา อสมท จึงสูญเสียประโยชน์จากการที่ค่าตอบแทนสามารถปรับขึ้นได้
ประเด็นที่ 3 คงไว้ซึ่งความรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายฝ่ายละกึ่งหนึ่ง
ตามเงื่อนไขเดิม อสมท ไม่ต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้เสาอากาศและเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับบีอีซี เนื่องจากค่าใช้จ่ายดังกล่าวถือเป็นความรับผิดชอบของบีอีซี แต่การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 ได้กำหนดให้ อสมท และ บีอีซี ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายฝ่ายละกึ่งหนึ่งสำหรับเสาอากาศและเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกัน จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 นี้นอกจากจะทำให้ อสมท มีสิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทนน้อยลงแล้ว ยังทำให้ อสมท ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วย
ประเด็นที่ 4 การต่ออายุสัญญาเป็นไปโดยอัติโนมัติ
การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 กำหนดว่า เมื่อสัญญาหมดอายุลงในปี 2553 และบีอีซี ไม่ได้ทำผิดสัญญา บีอีซี จะได้รับการขยายอายุสัญญาต่อไปโดยอัติโนมัติอีก 10 ปี ทั้งที่เงื่อนไขเดิมกำหนดเพียงว่า บีอีซี มีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาเป็นรายแรกหากเป็นไปตามเงื่อนไข 5 ข้อ (ประกอบด้วย 1. อสมท ยังมีนโยบายที่จะให้เอกชนร่วมดำเนินการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคต่อไป, 2.การดำเนินการของบีอีซีตามสัญญาที่ผ่านมาเป็นไปโดยเรียบร้อย, 3.อสมท จะพิจารณาให้สิทธิแก่บีอีซีเป็นรายแรก โดยบีอีซีจะต้องแจ้งความประสงค์พร้อมด้วยข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรมายัง อสมท ก่อนครบกำหนดสัญญาไม่น้อยกว่า 2 ปี, 4.ค่าตอบแทนทั้งสิ้นสำหรับการขยายระยะเวลาต้องไม่น้อยกว่า 2,002 ล้านบาท และ 5. คู่สัญญาได้ทำความตกลงเรื่องการปรับปรุงเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ และเงื่อนไขอื่นๆ ที่จำเป็น )
การแก้ไขสัญญาข้อนี้ทำให้ผลประโยชน์ที่ อสมท จะได้รับเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก เพราะเงื่อนไขในสัญญานอกจากจะกำหนดให้ อสมท ต้องต่อสัญญาให้บีอีซีโดยอัติโนมัติแล้ว ยังกำหนดให้ อสมท ได้รับค่าตอบแทนแบบตายตัวตลอดระยะเวลา 10 ปี จำนวน 2,002 ล้านบาท (เท่ากับค่าตอบแทนขั้นต่ำตามการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 2 ) ซึ่งเมื่อคำนึงถึงมูลค่าของเงินตามเวลา ที่อัตราคิดละร้อยละ 8 แล้ว มูลค่าปัจจุบันของค่าตอบแทนดังกล่าวจะมีจำนวนเพียง 297 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ ปีละ 30 ล้านบาท
(อ่านต่อวันพรุ่งนี้)

แปลนฯโหมอีเวนต์หนังสือเด็กดันการอ่านสู่วาระแห่งชาติคืบ
June 30, 2009
วงการธุรกิจหนังสือมีเฮ การอ่าน ใกล้เป็น วาระแห่งชาติ ในอีก 2 เดือนข้างหน้า เชื่อช่วยดึงอุตสาหกรรมหนังสือโต 10-15% แปลน ฟอร์ คิดส์ เชื่อการแข่งขันจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะหนังสือสำหรับเด็กเล็ก เหตุพ่อแม่มีเงิน ยังพร้อมจ่ายเพื่อให้ลูกฉลาด สิ้นปีคาดโตอีก 20% หรือกว่า 200 ล้านบาท
นางริสรวล อร่ามเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหนังสือมูลค่า 18,000 ล้านบาท ปีนี้ยังเชื่อว่ากลุ่มหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน และหนังสือธรรมะ จะเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุด ขณะที่ภาพรวมตลาดนั้น เชื่อว่าจะมีการเติบโตขึ้นเล็กน้อยประมาณ 3-5% โดยในกลุ่มหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชนนั้น มีมูลค่าตลาดถึง 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 40% สำหรับอายุ 12-18 ปี และอีก 60% เป็นกลุ่มเด็กเล็กอายุ 12 ปีลงมาจนถึงแรกเกิด ซึ่งในกลุ่มนี้หนังสือนิทานมีอัตราการเติบโตมากที่สุด
สำหรับ แปลน ฟอร์ คิดส์ ถือเป็นสำนักพิมพ์ที่เป็นผู้นำในกลุ่มหนังสือสำหรับเด็กเล็ก ซึ่งปัจจุบันมีสำนักพิมพ์ในเครือกว่า 5 สำนักพิมพ์ คือ สำนักพิมพ์แฮปปี้คิดส์ สำนักพิมพ์แฮปปี้แฟมิลี่ สำนักพิมพ์แฮปปี้เลิร์นนิ่ง สำนักพิมพ์เฮลโลคิดส์ และสำนักพิมพ์วาดดาว นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสายงานโครงการ เช่น โครงการนิทานเพื่อนรัก
หนังสือนิทานรายเดือนเพื่อส่งเสริมการอ่านสำหรับเด็กปฐมวัย คิดส์ เวิลด์ และอื่นๆ
โดยแผนการดำเนินธุรกิจหนังสือสำหรับเด็กเล็กนี้ จะใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างการรับรู้ ให้ความรู้ และผลักดันยอดขาย เพราะหนังสือประเภทนี้จะมีราคาสูง และกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง จะเป็นกลุ่มที่พร้อมจะจ่ายเงินซื้อมากกว่า ซึ่งในปีนี้เตรียมงบสำหรับจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายไว้ที่ 5-6 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ที่ 200 ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตอีก 20%
ล่าสุดฉลองครบรอบ 12 ปี ในการดำเนินธุรกิจ กับงบประมาณ 10 ล้านบาท สำหรับจัด 12 กิจกรรมพิเศษ ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ได้แก่ โครงการ My First Book, โครงการจัดอบรมหลักสูตรพัฒนาพ่อแม่ด้วยหนังสือและสื่อ, โครงการพัฒนาศักยภาพครูปฐมวัยเพื่อส่งเสริมหลังการเรียนรู้เด็กในสถานศึกษา, โครงการนิทานคัดสรรของนักการอ่านตัวน้อย, โครงการนิทานแสนรักของนักเขียนเอก, โครงการนักเขียนตัวจิ๋วไอเดียวแจ๋ว, โครงการคลิปละครนิทานหรรษา, โครงการละครนิทานตระการตา, โครงการแฮปปี้คิดส์ เฟสติวัล, โครงการร้านค้าต้นแบบ และโครงการเพื่อเด็กด้อยโอกาสในสังคม
นางริสรวล กล่าวต่อในฐานะนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ว่า ทางสมาคมฯ มองเห็นปัญหาของสังคมในเรื่องของการอ่าน ว่าคนไทยสนใจและรักการอ่านน้อยมาก ส่งผลให้อุตสาหกรรมหนังสือเองก็ไม่ได้พัฒนาสักเท่าไหร่ ผู้ประกอบการต้องช่วยเหลือตัวเอง ภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญ ดังนั้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทางสมาคมฯจึงได้ผลักดันให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ
โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก็ได้ยื่นหนังสือไปยังนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ขอให้ทางสมาคมฯทำร่างโครงการนี้ขึ้นมา ต่อมานายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีก็ได้ให้ทางสมาคมฯเข้าพบเพื่อชี้แจง ส่งผลให้การอ่านเริ่มจะมีอนาคตที่สดใสในการที่จะได้เป็นวาระแห่งชาติ เห็นได้จากระยะหลังนี้นายกรัฐมนตรีจะมีการพูดแทรกเรื่องของการอ่านในรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายก อภิสิทธิ์เสมอ
ล่าสุดขณะนี้ทางนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเข้ามาดูแลและร่างเรื่องดังกล่าว คาดว่าในช่วง 1-2 เดือนนี้ จะเรียบร้อยและจะนำเข้าครม. เพื่อประกาศเป็นวาระแห่งชาติต่อไป ทั้งนี้หากการอ่านถูกประกาศเป็นวาระแห่งชาติ เชื่อว่าอุตสาหกรรมหนังสือจะกลับมาเติบโตได้อีกอย่างน้อย 10-15% เช่นเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา โดยหลักๆมาจากหน่วยงานภาครัฐจะน้อมรับนโยบายในการซื้อหนังสือมากขึ้น

ค้านอนุกรรมการฯให้ไลเซ่นส์เคเบิลทีวีเน้นดุแลรายเดิมก่อน
June 30, 2009
ส.เคเบิลทีวีฯ เดินหน้าป้องสิทธิ์ วอนอนุกรรมการร่างหลักเกณฑ์และวิธีการประกอบกิจการที่ไม่ใช่คลื่นความถี่ชั่วคราวฯ ออกใบอนุญาตชั่วคราวเฉพาะเคเบิลทีวีรายเดิมก่อน แคลงใจไม่มีสิทธิ์ออกให้รายใหม่ หวั่นทำเคเบิลทีวีพัง ด้านตัวแทนอนุกรรมการฯ ยัน มุ่งช่วยเหลือรายเดิมก่อนแน่นอน
สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ได้จัดงานสัมมนาและประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อต้องการให้ความรู้และรวมกลุ่มผู้ประกอบการเคเบิลทีวีกัน เพื่อทำความเข้าใจในสถานการณ์ของธุรกิจเคเบิลทีวีในปัจจุบัน ซึ่งกำลังรอ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ยังไม่เกิดขึ้น
คณะกรรมการฯดังกล่าวจะเป็นหน่วยงานที่จะเข้ามากำกับดูแลเคเบิลทีวีโดยตรง แต่ขณะนี้ยังไม่เกิด ดังนั้นเพื่อให้ผู้ประกอบการเคเบิลทีวี สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างไม่ผิดกฏหมาย ส่งผลให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ต้องเข้ามากำกับดูแลไปก่อน จนกว่าจะเกิด กสทช.ขึ้นมา ตามที่ พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ปี 2551 กำหนดไว้
นายวิชิต เอี่ยมอารีวรกุล อุปนายก สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เดิมเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน เคเบิลทีวีขึ้นตรงกับกรมประชาสัมพันธ์ และทางกรมประชาสัมพันธ์ได้แก้ไขปัญหาเคเบิลทีวีเถื่อนในขณะนั้น โดยออกใบอนุญาตประกอบกิจการเคเบิลทีวีเป็นจำนวน 78 ราย ระยะเวลาของใบอนุญาตมีอายุ 15 ปี
ปัจจุบันสมาชิกในสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประประเทศไทย จำนวน 200 ราย ถือว่าทำธุรกิจเถื่อนกันหมด เพราะ 78 ราย ที่มีใบอนุญาตก็หมดอายุลงไปแล้ว แต่หลังจากที่พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมฉบับใหม่เกิดขึ้น และมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมี.ค. ปีที่ผ่านมา ได้กำหนดให้มีการจัดตั้ง กสทช.ให้เกิดขึ้น ซึ่งหน่วยงานนี้จะเข้ามาดูแลเคเบิลทีวีโดยตรง พร้อมทั้งส่งเสริมให้เคเบิลทีวีดำเนินธุรกิจออย่างมีกฏหมายรองรับชัดเจน
แต่เมื่อ กสทช.ไม่เกิด พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯจึงมอบให้ กสช.เข้ามาดูแลชั่วคราวไปก่อน โดยตามหลักการแล้ว กสช. จะมาแก้ไขปัญหาของเคเบิลทีวี โดยการออกใบอนุญาตชั่วคราวให้กับผู้ประกอบการเคเบิลทีวี มีอายุ 1 ปี ครบกำหนดก็มาต่อใบอนุญาตกันใหม่ จนกว่า กสทช. จะเกิดขึ้นและเข้ามากำกับดูแลต่อไป
ทั้งนี้ทาง กสช. ได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการร่างหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ชั่วคราว (กิจการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิก) หรือที่เราเข้าใจ คือ เคเบิลทีวี จำนวน 22 ท่าน ซึ่งในคณะอนุกรรมการฯชุดนี้ ยังแบ่งออกเป็น 2 ชุดย่อย โดยชุดหนึ่งดูแลเรื่องของวิทยุชุมชนทั้งหมด และอีกชุดหนึ่งดูเรื่องของเคเบิลทีวี
โดยในชุดหลังนี้ มี รศ.ดร.พนา ทองมีอาคม เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯชุดดังกล่าว ซึ่งล่าสุดได้ร่างหลักเกณฑ์ฯสำหรับเคเบิลทีวีเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และทางสมาคมเคเบิลทีวี ก็ได้เห็นและศึกษาร่างดังกล่าวแล้วเช่นกัน พบว่าไม่เห็นด้วยที่ทางอนุกรรมการร่างหลักเกณฑ์ฯ จะมีอำนาจในการออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการเคเบิลทีวีรายใหม่ๆ เพราะตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาคือ ให้มาช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการเคเบิลทีวีรายเดิมก่อน
ทางสมาคมฯกำลังจะมีการจัดทำประชาพิจารณ์เกี่ยวกับร่างหลักเกณฑ์ฯดังกล่าว ว่าเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร เพราะเรามีเวลา 15 วันในการโต้แย้ง และแสดงความคิดเห็น ก่อนที่ร่างหลักเกณฑ์ฯนี้จะมีผลบังคับใช้ในอีก 2 เดือนข้างหน้า และจะเริ่มออกใบอนุญาตให้ได้ในช่วงเดือนส.ค.
ทั้งนี้สิ่งที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง คือ อำนาจของคณะอนุกรรมการฯที่สามารถออกใบอนุญาตให้รายใหม่ได้ มองว่าไม่น่าจะทำได้ เพราะ กสช. จัดตั้งคณะอนุกรรมการฯนี้ขึ้นมา เพื่อให้มาแก้ปัญหาของผู้ประกอบการเคเบิลทีวีรายเก่า แต่อำนาจที่ทำอยู่นี้ เสมือนหนึ่งอำนาจของ กสทช.เพราะมีอำนาจโดยตรง ในการออกใบอนุญาตให้ผู้ปรกอบการเคเบิลทีวีรายใหม่ได้ด้วย
นายวิชิต กล่าวต่อว่า หากมองในความเป็นจริงแล้ว ใบอนุญาตนี้คือใบเบิกทางว่าธุรกิจเคเบิลทีวีเป็นธุรกิจที่มีกฏหมายรองรับ การลงทุนหรือการทำเรื่องขอกู้เม็ดเงินจากสถาบันการเงินก็ทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีรายใหม่เตรียมเข้ามาขอไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย เพราะเริ่มมองเห็นโอกาสการเติบโตของเคเบิลทีวีในปัจจุบัน
ส่งผลให้การที่มีผู้ประกอบเคเบิลทวีสูงขึ้นเกินความจำเป็น ในบางพื้นที่ก็จะมีการแข่งขันสูงขึ้น รายใหญ่อยู่ได้ รายเล็กก็ตายไป ภาพรวมอุตสาหกรรมเคเบิลทีวีก็จะรวน อีกทั้งผิดหลักกับแนวทางของสมาคมเคเบิลทีวีฯด้วย เพราะทางสมาคมฯต้องการให้มีผู้ประกอบการเหมาะสมกับพื้นที่ต่างๆ เพื่อการจัดการและการรวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองได้ในอนาคตและต้องการให้ผู้ประกอบการเคเบิลทีวีรายเดิมแข็งแกร่งให้ได้ก่อน โดยอาจจะรอที่จะอนุญาตให้รายใหม่ขอใบอนุญาตฯได้ในอีกสัก 3-4 ปีหลังจากนี้
นายทวี เส้งแก้ว หนึ่งในคณะอนุกรรมการ ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ชั่วคราว (กิจการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิก) กล่าวว่า โดยหลักการแล้ว ทางคณะอนุกรรมการร่างหลักเกณฑ์ฯจะมุ่งแก้ปัญหาและเห็นแก่ประโยชน์ของผู้ประกอบการรายเก่าเป็นอันดับแรก แต่ก็ต้องให้โอกาสกับรายใหม่ด้วย ซึ่งหากสงสัยหรือไม่เห็นด้วย สามารถทำประชาพิจารณ์แย้งขึ้นมาได้ ก่อนที่ร่างหลักเกณฑ์ฯนี้จะมีผลบังคับใช้ต่อไป

ททท.ปักธงปีหน้าโกย9.6แสนล.เอกชนลุ้นปัจจัยลบนิ่งถึงฝันแน่
June 30, 2009
ททท.ประกาศโกยรายได้ให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวปีหน้า 9.6 แสนล้าน แบ่งตลาดต่างประเทศ 14 ล้านคน รายได้ 5.3 แสนล้านบาท และ ในประเทศ 90 ล้านคนครั้ง รายได้ 4.3 แสนล้านบาท ด้านเอกชนแจงถ้าปัจจัยลบนิ่ง ปีหน้ามีลุ้นถึงฝัน
นายสุรพล เศวตเศรนี รองผู้ว่าการ ด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ในฐานะรักษาการผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ในปี 2553 ททท.มีเป้าหมายสร้างรายได้ให้เกิดในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยรวม 9.6 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็น ตลาดต่างประเทศ ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 14 ล้านคน เกิดรายได้ 5.3 แสนล้าน และ ตลาดในประเทศ 90 ล้านคนครั้ง รายได้ 4.3 แสนล้านบาท
โดยตลาดต่างประเทศ ททท.จะเน้นการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารการตลาดผ่านกิจกรรม แฟมทริป เชิญสื่อมวลชน ผู้ประกอบการนำเที่ยวเข้ามาสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวของประเทศ และเร่งฟื้นฟูตลาดเอเชียตะวันออกด้วยการจัดโรดโชว์ทีมไทยแลนด์ ที่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เสริมด้วยการใช้ Celebrity รวมไปถึงการเจาะตลาดใหม่ เช่น จอร์แดน ซีเรีย โปแลนด์ เซ็นต์ปีเตอร์เบิร์ก และเคียฟ เป็นต้น และจะทำการตลาดแบบเจาะกลุ่มความสนใจเฉพาะ หรือ นิชมาร์เก็ต เช่น กอล์ฟ แต่งงาน ฮันนีมูน ดำน้ำ เยาวชน
การส่งเสริมสินค้าทางการท่องเที่ยว จัดกิจกรรมการตลาดด้วยการจัดทำคู่มือท่องเที่ยวกรุงเทพฯ และบัตรราคาพิเศษ สำหรับที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร ผนวกการใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคระบบขนส่งมวลชน BTS MRT Airport link สำหรับตลาดเอเชียตะวันออก ตามโครงการ 72 Hours Amazing Thailand ตอกย้ำ สินค้าในกลุ่ม เซเว่น วันเดอร์
อย่างไรก็ตามเป้าหมาย จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ที่ตั้งขึ้นดังกล่าว เป็นการคิดคำนวนจากฐานตัวเลขนักท่องเที่ยวของปี 2552 นี้ แล้วบวกเพิ่มไปอีก 5-6% ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยต่างประเทศยังคงใช้แคมเปญ อะเมซิ่งไทยแลนด์ อะเมซิ่งแวลู ส่วนในประเทศก็ยังคงใช้แคมเปญ เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก พร้อมมีสโลแกนต่อท้ายว่า เที่ยวเมืองไทยใครๆก็รัก
สำหรับตลาดในประเทศ รณรงค์ ให้เกิดการท่องเที่ยวในทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้ง คนทำงาน ครอบครัว เยาวชน ผู้สูงอายุและผู้พิการ รวมถึงขยายไปในกลุ่มเขยฝรั่ง และ Expat
***เล็งแคมเปญเมืองไทยใครๆก็รัก
นางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า สำหรับ สโลแกน เมืองไทย ใครๆก็รัก นี้ จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเดือน ก.ย. 52 .ในโอกาส ททท.ครบรอบ 50 ปี โดยมีจุดประสงค์ให้ประโยคดังกล่าวช่วยสื่อสารออกไปยังผู้บริโภค ในรูปแบบกิจกรรม การรณรงค์ขอความร่วมมือจากทุกหน่วยราชการและเอกชนร่วมเดินทางท่องเที่ยวจัดสัมมนาภายในประเทศ
นายมานิต บุญฉิม ผู้อำนวยการสำนักงานสตอกโฮล์ม ททท. กล่าวว่า สำหรับตลาดสแกนดิเนเวีย ในปี 2553 ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทยเติบโต 5% จากปี 2552 ที่คาดว่าจะติดลบจากปี 2551 ราว 0-5% ทั้งนี้เพราะหลายประเทศในกลุ่มสแกน โดยเฉพาะ สวีเดน ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกด้วยเช่นกัน ส่วนตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพให้เอกชนไปเปิดตลาด ได้แก่ บอติก และลัตเวีย เป็นต้น
***เอกชนยังไม่หวัง14ล.คน
อย่างไรก็ตามนายอภิชาติ สังฆอารี อดีตนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) กล่าวว่า เป้าหมาย นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2553 ที่ ททท.ตั้งไว้ 14 ล้านคน จะเป็นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้ง โรคระบาด การเมือง และภาวะเศรษฐกิจ หากทุกอย่างกลับสู่ปกติภายในปีนี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะได้ตามตัวเลขที่หวังไว้ เพราะ ตลาดที่ลดลงมาในปีนี้ อย่าง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และ อเมริกา จะพลิกฟื้นกลับมาเที่ยวเพิ่มจากปีนี้ที่ลดลงไปจำนวนมาก
สำหรับปี 2552 นี้ ค่อนข้างแน่ใจว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างดีที่สุดคงได้แค่ 10 ล้านคนเศษ จากที่ ททท.คาดหวังว่าจะได้อย่างต่ำ 12.5 ล้านคน ส่วนรายได้ คงลดลงเยอะเพราะมีเรื่องอขงการลด แจกแถมกันมาก อาจเหลือไม่ถึง 4 แสนล้านบาทก็ได้

ผู้นำใหม่”ฮอนดูรัส”ยึดเก้าอี้แน่น ปธน.เก่าขู่จะกลับบ้านสัปดาห์นี้
June 30, 2009
โรเบร์โต มิเชเล็ตติ จะอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปจนถึงเดือนมกราคมปี 2010 อย่างแน่นอน โดยไม่สนใจแรงกดดันจากกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี โฮเซ มานูเอล เซลายา โรซาเลส ที่ถูกกองทัพยึดอำนาจแต่อย่างใด
เอเจนซี/เอเอฟพี- ประธานาธิบดีคนใหม่ฮอนดูรัสระบุจะอยู่ในตำแหน่งถึงมกราคมปีหน้า ยืนยันไม่สนใจแรงกดดันจากผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีเซลายาที่ถูกโค่นอำนาจ พร้อมเตือนนานาชาติเลิกแทรกแซงกิจการภายใน ด้านอดีตประธานาธิบดีประกาศชัดจะกลับประเทศภายในสัปดาห์นี้ ชี้ประชาชนยังรอคอย
โรเบร์โต มิเชเล็ตติ รักษาการณ์ประธานาธิบดีฮอนดูรัสวัย 65 ปี ซึ่งสาบานตนรับตำแหน่งผู้นำคนใหม่เมื่อวันอาทิตย์ (28) ที่ผ่านมา แถลงที่กรุงเตกูซิกัลปาวันอังคาร(30) ว่าจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนถึงเดือนมกราคมปี 2010 อย่างแน่นอน โดยไม่สนใจแรงกดดันจากกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี โฮเซ มานูเอล เซลายา โรซาเลส ที่ถูกกองทัพยึดอำนาจแต่อย่างใด
มิเชเล็ตติซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาระบุว่า เห็นด้วยที่กองทัพโค่นล้มประธานาธิบดีเซลายาที่พยายามแก้รัฐธรรมนูญเพื่อยืดวาระการดำรงตำแหน่งให้แก่ตัวเอง พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติเลิกแทรกแซงกิจการภายในของฮอนดูรัส
การแถลงของมิเชเล็ตติมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ และบรรดาชาติสมาชิกองค์การรัฐอเมริกันหรือ ” โอเอเอส ” ยืนกรานยังคงให้การรับรองอดีตประธานาธิบดีเซลายา วัย 56 ปี เป็นประธานาธิบดีที่ชอบธรรมของฮอนดูรัสต่อไป
ด้านเซลายาให้สัมภาษณ์วันอังคาร(30)เช่นกันโดยยืนยันว่า จะเดินทางกลับฮอนดูรัสทันทีหลังเสร็จภารกิจที่วอชิงตัน ดี.ซี.ในวันพุธ (1) เนื่องจากเขาเป็นประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกโดยประชาชนส่วนใหญ่และเป็นผู้นำที่ชอบธรรมในสายตาของนานาชาติ
อย่างไรก็ตาม เซลายา ไม่ได้เปิดเผยว่า จะพบกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ระหว่างการเยือนวอชิงตัน ดี.ซี. วันพุธนี้หรือไม่
ขณะเดียวกันสถานการณ์ในกรุงเตกูซิกัลปายังน่าเป็นห่วง หลังกลุ่มผู้สนับสนุนเซลายาจำนวนมากก่อเหตุขว้างปาก้อนหิน พร้อมใช้ไม้และท่อนเหล็กเข้าทำร้ายตำรวจปราบจลาจลบริเวณใกล้ทำเนียบประธานาธิบดี ทำให้เจ้าหน้าที่ตอบโต้ด้วยการฉีดแก๊สน้ำตาและโยนกระป๋องแก๊สน้ำตาลงมาจากเฮลิคอปเตอร์เพื่อสลายฝูงชน ขณะที่มีรายงานว่าทั้งผู้ประท้วงและตำรวจต่างได้รับบาดเจ็บหลายราย
ประธานาธิบดีเซลายาประกาศว่าจะกลับมาทวงอำนาจคืน
หนังสือพิมพ์ “เอล เอรัลโด” หนังสือพิมพ์รายวันชื่อดังของฮอนดูรัส รายงานว่ามีประชาชนออกมารวมตัวประท้วงตามถนนสายต่างๆ ในกรุงเตกูซิกัลปาราว1,500 คนโดยกลุ่มผู้ประท้วงหลายคนซึ่งสวมหน้ากากอำพรางใบหน้า ได้เผายางรถยนต์และทำลายร้านค้าหลายแห่ง ก่อนจะถูกตำรวจจับกุมได้มากกว่า 20 คน
ด้านปฏิกิริยาล่าสุดจากนานาชาติปรากฏว่าฮูโก ชาเวซ ผู้นำเวเนซุเอลา และประธานาธิบดีดาเนียล ออร์เตกาแห่งนิการากัวออกมาแถลงว่า กำลังพิจารณาลดระดับความสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่ของฮอนดูรัสซึ่งได้อำนาจจากการทำรัฐประหาร และเตรียมเรียกทูตของตนประจำฮอนดูรัสกลับเพื่อประท้วงการยึดอำนาจที่ไม่ชอบธรรมครั้งนี้
ประธานาธิบดีการ์โลส เมาริซิโอ ฟูเนส แห่งเอลซัลวาดอร์เผยที่กรุงซานซัลวาดอร์เมื่อวันอังคาร(30) ว่า กำลังผลักดันให้ประเทศในแถบอเมริกากลางขยายเวลาระงับการค้าขายกับฮอนดูรัสออกไปอีกจากที่กำหนดไว้ 2 วัน โดยเชื่อว่าการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจจะสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลใหม่ของฮอนดูรัสได้
ส่วนกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศเตือนชาวอเมริกันถึงสถานการณ์ไม่ปลอดภัยในฮอนดูรัส พร้อมแนะนำให้ชาวอเมริกันเลื่อนการเดินทางไปฮอนดูรัส ยกเว้นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติมส่วนชาวอเมริกันในฮอนดูรัสก็ขอให้อยู่ในบ้านพักหรือโรงแรม และขอให้ปฏิบัติตามคำสั่งห้ามออกนอกเคหะสถานในยามวิกาลของผู้นำคนใหม่ของฮอนดูรัสอย่างเคร่งครัด

“เขมร” คืบหน้าขึ้นทะเบียน “พระวิหาร” ล็อบบี้ได้แล้วหลายประเทศ
June 30, 2009
ครม. เห็นชอบเพิ่มงบ 98 ล้าน กู้ทุ่นระเบิด “พระวิหาร” เผยผลรายงานยื่นคำร้องขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก “เขมร” คืบหน้า ส่งชุดใหญ่ล็อบบี้ได้แล้วหลายประเทศ รับที่ผ่านมา รบ.ไม่ชัดเจน “เขมร” จึงเห็นจุดอ่อน ยกคำร้องข้อพิพาท
วันนี้ (30 มิ.ย.) นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรณีขอรับสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 เพิ่มเติมของกระทรวงกลาโหม จำนวน 98 ล้านบาท ให้แก่กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการตามแผนปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร
พร้อมกันนี้ ในที่ประชุม ครม. ยังได้มีการรายงานผลการเจรจายื่นคำร้องขึ้นทะเบียนมรดกโลกเขาพระวิหารของกัมพูชาต่อยูเนสโก โดยระบุว่า สามารถล๊อบบี้ได้หลายประเทศแล้ว ขณะเดียวกันทางกัมพูชาได้เดินทางไปเป็นคณะใหญ่และมีการล๊อบบี้ตัวแทนจากชาติต่างๆ เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เปรียบเหมือนการแข่งฟุตบอล ครึ่งแรกเราถูกคู่แข่งรุกหนัก เวลานี้อยู่ในช่วงครึ่งหลังที่เรามีโอกาส ซึ่งอาจต้องถึงขั้นต่อเวลาและท้ายที่สุดอาจมีการยิงลูกโทษ ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมารัฐบาลไทยมีการเจรจาไปแล้วหลายครั้ง แต่ไม่มีความชัดเจน จนทำให้กัมพูชายกคำร้องข้อพิพาท ดังนั้น สิ่งที่ไทยจะทำได้ในปัจจุบัน คือ ต้องกำหนดท่าทีให้ชัดเจน
ทั้งนี้ ในที่ประชุม ครม. ทางผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลที่ผ่านมา ดำเนินนโยบายผิดพลาดมาตลอด ไม่มีความชัดเจน เปลี่ยนท่าทีมาแล้วหลายครั้ง จนทำให้กัมพูชาเกิดความสับสน ยกขึ้นเป็นกรณีพิพาท หากในครั้งนั้นรัฐบาลไทยประกาศสร้างโรงแรมและตัดถนนในฝั่งไทย เชื่อว่ามาตรการนี้อาจทำให้ยูเนสโกและกัมพูชาต้องยอมถอนการขึ้นทะเบียนมรดกโลก เพราะได้เสียความเป็นปราสาทเก่าแก่ที่สมควรขึ้นเป็นมรดกโลก

นายกฯมาเลเซียเผยมาตรการปฏิรูปใหญ่ หยุดเอื้อคนมาเลย์มุ่งจูงใจต่างชาติลงทุน
June 30, 2009
นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก ประกาศว่า รัฐบาลของเขาจะยกเลิกกฎระเบียบด้านการลงทุนของต่างชาติในเกือบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ และจะเปิดให้ต่างชาติเข้าลงทุนในอุตสาหกรรมบริหารจัดการการลงทุน, หลักทรัพย์, และอสังหาริมทรัพย์
เอเจนซี – นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเปิดเผยมาตรการกระตุ้นการลงทุนชุดใหญ่ เพื่อพยายามดึงให้เศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวสามารถฟื้นคืนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตลอดจนลดทอนข้อเสียเปรียบในการแข่งขันดึงดูดเงินทุนกับชาติเพื่อนบ้านเช่นประเทศไทย โดยมาตรการใหม่ๆ เหล่านี้ แทบจะเท่ากับยกเลิกระเบียบข้อบังคับที่เอื้อประโยชน์แก่พวกเชื้อชาติมาเลย์ ซึ่งได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มานานว่า เป็นตัวขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร (30) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ว่ารัฐบาลของเขาจะยกเลิกกฎระเบียบด้านการลงทุนของต่างชาติในเกือบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ และจะเปิดให้ต่างชาติเข้าลงทุนในอุตสาหกรรมบริหารจัดการการลงทุน, หลักทรัพย์, และอสังหาริมทรัพย์ โดยจะยุติข้อกำหนดเรื่องต้องมีคนเชื้อสายมาเลย์เข้าไปถือหุ้น 30% ในกิจการร่วมทุน
นอกจากนี้นาจิบยังได้ให้คำมั่นว่า จะปฏิรูปบริษัทรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ เป็นต้นว่า ไซม์ดาร์บี ซึ่งเป็นบริษัทดำเนินงานด้านไร่การเกษตรและอสังหาริมทรัพย์ โดยเขากล่าวว่าบริษัทเหล่านี้จะถูกบีบให้ขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักออกมา เพื่อกระตุ้นการแข่งขันภายในมาเลเซีย
”เราประสบความสำเร็จที่ได้กลายเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง แต่เราจะต้องไม่ติดอยู่ในกับดักที่ประเทศรายได้ปานกลางต้องเผชิญ” นาจิบกล่าว
”เราจำเป็นเปลี่ยนไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่มีรายได้สูง ไม่เช่นนั้นเราก็จะเสี่ยงต่อการสูญเสียแรงขับเคลื่อนในเศรษฐกิจของเรา รวมทั้งสูญเสียความมีชีวิตชีวาในตลาดต่างๆ ของเรา”
จากการประกาศปฏิรูปคราวนี้ทำให้เงินริงกิตแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย โดยซื้อขายกันอยู่ระดับ 3.521 ริงกิตต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจากระดับ 3.54 เมื่อเปิดตลาด ถึงแม้ตามตัวเลขเศรษฐกิจที่แถลงออกมาหลังจากการแถลงของนายกรัฐมนตรี จะแสดงให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติยังคงเอาเงินออกจากมาเลเซียอยู่ก็ตาม
มาเลเซียเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับสามของเอเชีย ทว่าการส่งออกตอนนี้ได้ดิ่งลง 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว เนื่องจากความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ลดลงอย่างมากจากภาวะเศรษฐกิจโลกทรุดต่ำ และปีนี้เศรษฐกิจของมาเลเซียก็กำลังหดตัวในระดับ 5%
ในด้านการลงทุนจากต่างประเทศนั้น ปรากฏว่าเม็ดเงินลงทุนได้เหือดแห้งไปมาก โดยที่เพื่อนบ้านอย่างประเทศไทย ได้แซงขึ้นหน้าในเรื่องมูลค่าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไปแล้วนับตั้งแต่ปี 2001 สำหรับในปี 2008 ปริมาณการไหลเข้าออกของเงินลงทุนของมาเลเซีย ก็อยู่ในสภาพติดลบ โดยไหลออกไปถึง 92,300 ล้านริงกิต
ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ การไหลเข้าออกของเงินทุนก็ยังคงติดลบ 12,200 ล้านริงกิต ขณะที่เงินลงทุนไหลเข้าของประเทศอาเซียนอื่น ๆได้เริ่มฟื้นตัวกันแล้ว ส่วนตลาดหุ้นมาเลเซียก็ดีดขึ้น 20% ในปีนี้ ทว่ายังต่ำกว่าอัตราเฉลี่ย 30% ของเอเชีย ซึ่งยกเว้นญี่ปุ่น
”ความเคลื่อนไหวคราวนี้แน่นอนว่าจะเป็นการกระตุ้นให้พวกนักลงทุนต้องขบคิดทบทวนหรือหยิกเอามาเลเซียขึ้นมาพิจารณากันใหม่ ท่ามกลางทางเลือกจำนวนมาก (ในภูมิภาคแถบนี้) เป็นต้นว่า ไทย, เวียดนาม, และอินโดนีเซีย” วัน สุไฮมี วัน ไซดี นักเศรษฐศาสตร์แห่งวาณิชธนกิจ เคนังกา ของมาเลเซีย ให้ความเห็น
นาจิบขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงที่พรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคอัมโน กำลังเสื่อมคะแนนนิยม โดยที่ตัวเขาเองได้เรตติ้งความยอมรับเพียง 45% ทั้งนี้ตามผลโพลในเดือนมิถุนายน ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงมองว่า เขาจำเป็นต้องสร้างความสมดุล ระหว่างการปฏิรูปเพื่อดูดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ กับการประคับประคองไม่ให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ด้านลบในทางการเมือง
นั่นหมายความว่า เขาไม่สามารถที่จะประกาศอย่างเป็นทางการว่ายกเลิก “นโยบายเศรษฐกิจใหม่” อันเป็นระบบที่เอื้อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและทางสังคมเป็นพิเศษให้แก่คนเชื้อชาติมาเลย์ โดยถือเป็นนโยบายสำคัญที่สุดของประเทศมาตั้งแต่ปี 1971

“น้องนก” ใช้ 55 นาทีกำชัยลิ่วรอบ 3 จูเนียร์วิมฯ
June 30, 2009
นพวรรณ เลิศชีวกานต์ นักหวดดาวรุ่งมือดีของไทย ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงไล่หวดเอาชนะคู่แข่งจากสโลวีเนียอย่างง่ายดาย ตบเท้าเข้ารอบ 3 ในศึกแกรนด์สแลม วิมเบิลดัน ประเภทเยาวชนหญิงเดี่ยว
เทนนิสแกรนด์สแลมบนคอร์ตหญ้า รายการวิมเบิลดัน ณ สังเวียน ออล อิงแลนด์ คลับ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2552 มีนักหวดเยาวชนหญิงไทยลงแข่งขัน
โดย นพพวรรณ เลิศชีวกานต์ มือ 4 ของรายการลงสนามในประเภทหญิงเดี่ยว รอบ 2 เป็นคู่แรกของคอร์ต 19 พบกับ นาสท์ยา โคลาร์ คู่หวดจากสโลวีเนีย ซึ่ง น้องนก สามารถเบรกเกมเสิร์ฟได้ทั้งสิ้น 6 ครั้งจากโอกาส 9 ครั้ง ก่อนใช้เวลาเพียง 55 นาที หวดเอาชนะไป 2 เซตรวด 6-1, 6-3
ทำให้ นพวรรณ ผ่านเข้าสู่รอบ 3 ไปเจอกับ แทมมารีน เฮนด์เลอร์ มือ 13 ของรายการชาวเบลเยียมที่สยบ อิลินกา สตอยกา จากโรมาเนีย 2-0 เซตเช่นกัน 6-2, 6-4

“ธ.กรุงไทย” จับมือ “เพลย์พาร์ค” จัดแข่งเกมออนไลน์ พร้อมเปิดตัว KTB Teen Card
June 30, 2009
“ธนาคารกรุงไทย” ร่วมกับ “เพลย์พาร์ค” จัดแข่งขันเกมออนไลน์ “ออดิชั่น-ฟรีสไตล์-เกมเศรษฐี-คาบาล” ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 800,000 บาท พร้อมเปิดตัวบัตรเติมเงินอิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่ KTB Teen Card เจาะตลาดกลุ่มวัยรุ่นนักช้อปปิ้ง
วันนี้ (30 มิ.ย.) ที่ธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่ ได้มีการแถลงข่าวความร่วมมือระหว่าง บมจ.ธนาคารกรุงไทยและบริษัทเพลย์พาร์ค เพื่อจัดการแข่งขันเกมออนไลน์ภายใต้ชื่อ KTB Playpark Thailand Championship 2009 พร้อมเปิดตัวบัตรเติมเงิน KTB Teen Card
ดร.อนุชิต อนุชิตานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ผู้บริหารสายงานบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาด บมจ.ธนาคารกรุงไทย กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า จากกระแสนิยมของโลกออนไลน์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ธนาคารกรุงไทยจึงได้เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถสนองตอบทุกความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของธนาคารฯ ในการเป็น The Convenience Bank หรือธนาคารแสนสะดวก ไม่ว่าจะเป็นบริการ KTB Online หรือบริการ KTB Online @ Mobile
”ในปัจจุบันความต้องการบริโภคความรู้ข่าวสาร สาระบันเทิงในตลาดออนไลน์ยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกระแสนิยมเกมออนไลน์ในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งธนาคารฯเล็งเห็นว่าเพลย์พาร์คเป็นเว็บไซด์บริการเกมออนไลน์ที่สร้างสรรค์สังคมและเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในประเทศ ดังนั้นเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่และอำนวยความสะดวกให้กลุ่มลูกค้าของเพลย์พาร์คทั่วประเทศกว่า 12 ล้านราย ธนาคารฯจึงได้เปิดให้บริการรับชำระค่าสินค้าและบริการผ่านช่องทางบริการ KTB Online โดยลูกค้าสามารถใช้บริการได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง” ดร.อนุชิต กล่าว
นายเลิศชาย กันภัย กรรมการผู้จัดการบริษัท เพลย์พาร์ค จำกัด กล่าวว่า ในฐานะที่เพลย์พาร์คเป็นผู้ให้บริการเว็บไซต์และเกมออนไลน์สำหรับกลุ่มครอบครัว เกมออนไลน์ภายใต้การให้บริการของเว็บไซต์เพลย์พาร์คจึงเน้นเกมแนวสร้างสรรค์ เช่น เกมออดิชั่น เกมฟรีสไตล์และเกมเศรษฐีออนไลน์ ภายใต้แนวคอนเซ็ปต์ โลกสารพัดเล่น ดนตรี กีฬา สาระ สำหรับการร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยในครั้งนี้จะสามารถตอบโจทย์ในแง่ของการสร้างสาระที่เป็นประโยชน์ให้กับกลุ่มวัยรุ่นยุคออนไลน์ โดยการสร้างความคุ้นเคยกับธนาคารที่มีความน่าเชื่อถือและคุ้นชินการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆกับทางธนาคาร อันจะทำให้เยาวชนได้เรียนรู้การวางแผนด้านการเงินไว้ตั้งแต่เด็กๆ
ความร่วมมือทางการตลาดในครั้งนี้ เป็นการจัดแข่งขันเกมออนไลน์ระดับประเทศภายใต้ชื่อ KTB Playpark Thailand Championship 2009 เพื่อค้นหาแชมป์ระดับประเทศจาก 3 เกมออนไลน์ที่ให้บริการโดยบริษัทเพลย์พาร์ค ประกอบด้วย ออดิชั่น , ฟรีสไตล์ และเกมเศรษฐีออนไลน์ อีกทั้งยังจะมีการแข่งขัน KTB Cabal ซึ่งเป็นการแข่งขันเกม Cabal Online ที่ให้บริการโดยบริษัท เอเซียซอฟท์ คอร์ปอร์เรชั่น ในช่วงปลายปีนี้ โดยมีรางวัลจากการแข่งขันทุกรายการรวมมูลค่ากว่า 800,000 บาท นอกจากนี้ยังมีการจัดทำบัตรเติมเงิน KTB Teen Card เพื่อเป็นทางเลือกให้กับกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องการความสะดวกสบายในการจับจ่าย
ดร.อนุชิต อนุชิตานุกูล อธิบายถึงรายละเอียดบัตร KTC Teen Card ว่า ธนาคารฯจะเปิดตัวบัตรเงินอิเล็คทรอนิกส์ ซึ่งเป็นบัตรเติมเงินล่วงหน้า (Prepaid Card) เป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ KTB Teen Card ใช้ชีวิตสนุกกว่าที่เคย โดยออกแบบให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ทั้งกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มผู้ที่เริ่มทำงาน ลูกค้าสามารถใช้บัตรแทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่มีเครื่องหมาย VISA รวมทั้งถอนเงินชำระค่าสินค้าและบริการผ่านเครื่อง ATM โดยซื้อบัตรได้ทุกสาขาทั่วประเทศ ในราคาเริ่มต้น 500 บาท และสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท รวมถึงสามารถใช้บริการเติมเงินได้ที่ธนาคารกรุงไทยสาขาต่างๆ
”สำหรับการเปิดตัวบัตรครั้งแรก ธนาคารได้นำคาแรกเตอร์ 3 เกมออนไลน์ชื่อดังอย่าง ออดิชั่น ,ฟรีสไตล์และเกมเศรษฐีออนไลน์ มาพิมพ์ลงบนบัตร KTB Teen Card เป็นลิมิเต็ดอิดิชั่นสำหรับนักสะสม พร้อมโปรโมชั่นพิเศษทุกๆการเปิดใช้บัตร KTB Teen Card ขั้นต่ำ 500 บาท รับไอเท็มพิเศษจากเกมออนไลน์ที่ไม่มีจำหน่ายตามปกติ พร้อมเตรียมตบท้ายแคมเปญสิ้นปีกับ Cabal Book bank คอลเลกชั่นสมุดบัญชีธนาคารเกมคาบาลในเครือเอเซียซอฟท์ และการแข่งขัน KTB Cabal” ดร.อนุชิต กล่าว
นายเลิศชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า แคมเปญ “เล่นอย่างฉลาด ใช้อย่างสะดวก” จะมีขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฏาคมจนถึงเดือนธันวาคมปีนี้ สำหรับความร่วมมือของ 2 วงการธุรกิจที่แตกต่างกันครั้งนี้ นอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มคนยุคออนไลน์อย่างชัดเจนแล้ว คาดว่าจะสามารถปลุกกระแสความตื่นตัวทางการตลาด สวนกระแสสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันได้อย่างแน่นอน

เลี้ยงฉลอง พท. กร่อย ยิ่งลักษณ์ เซ็ง เป็ดเหลิม จุ้น ยัดเยียดเก้าอี้แม่ทัพ
June 30, 2009
เลี้ยงฉลองชัยเลือกตั้งซ่อม 2 เขตภาคอีสาน พท. กร่อย ตระกูล ชินวัตร ตบเท้าร่วมงานพร้อมหน้า ยิ่งลักษณ์ เซ็ง เป็ดเหลิม ยัดเยียดนั่งเก้าอี้หัวพรรคคนใหม่ให้ ย้ำเป็นเรื่องอนาคต ด้าน เป็ดเหลิม จอมจุ้น อ้าง น้องสาว นช.แม้ว เหมาะสม ฟันธง รบ.อยู่ไม่ยืด ยุบสภาเร็วๆ นี้
วันนี้ (30 มิ.ย.) บรรยากาศงานเลี้ยงฉลองชัยชนะเลือกตั้ง 2 เขตภาคอีสาน ที่พรรคเพื่อไทย คึกคักมากเป็นพิเศษ โดยใช้ชื่องานเลี้ยงขอบคุณ ว่า ขอบคุณจากใจ เพื่อไทย หนึ่งเดียว ซึ่งนอกจากจะมีแกนนำ และ ส.ส.ของพรรคร่วมงานแล้ว ยังมีการร่วมแสดงความยินดีกับนางอนุรักษ์ บุญศล ว่าที่ ส.ส.สกลนคร รวมทั้ง นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ว่าที่ ส.ส.ศรีสะเกษ สำหรับแกนนำตระกูลชินวัตรที่เดินทางมาร่วมงานวันนี้ ได้แก่ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน นางเยาวเรศ ชินวัตร นายพายัพ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตลอดจน ส.ส.พรรคประมาณ 50 คน โดยเฉพาะ นางเยาวเรศ ได้มอบกล่องของขวัญขนาดใหญ่ให้แก่ 2 ว่าที่ ส.ส.พร้อมชื่นชมว่า ทำได้ดีมาก
ด้าน นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นกล่าวขอบคุณแกนนำ และ ส.ส.ทุกคนที่ร่วมมือช่วยกันในการเลือกตั้งซ่อมอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะชื่มชม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่เป็นขุนพลสำคัญ และต้องขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ทำให้ได้รับชัยชนะครั้งนี้ ทั้งนี้ ในงานดังกล่าว ยังมี นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ขึ้นกล่าวอวยพรและแสดงความยินดีกับชัยชนะการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนคร และ จ.ศรีสะเกษ ด้วย นอกจากนี้ ยังได้กล่าวว่าผลการเลือกตั้งในครั้งแสดงให้เห็นว่าประชาชนยังอยู่กับเรา
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างงานเลี้ยงฉลอง ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งนั่งอยู่โต๊ะเดียวกับแกนนำพรรค และได้กวักมือเรียกผู้สื่อข่าวไปที่โต๊ะ พร้อมกับกล่าวว่า ช่วยเป็นพยานให้ตนด้วยว่าจะไม่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนต่อไปชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึงอึ้งไปพร้อมกับโบกมือและลุกขึ้นจากโต๊ะทันที ระหว่างนั้น นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ได้เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจพร้อมกับบอกว่า ไม่เห็นด้วย และเดินจากไป
จากนั้นผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ภายหลังงานเลี้ยงใกล้จบลง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ควงแขน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์อีกครั้ง ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีท่าทีบ่ายเบี่ยง โดย ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้ที่เหมาะสมนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค และเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะมีความรู้ด้านเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ดี เป็นนักเรียนนอกไม่แพ้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ เคยมีคนบอกว่าตนก็เป็นได้ ถึงจะเก่งแต่ก็ไม่สู้เรื่องอินเตอร์ ที่สำคัญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคนตระกูลชินวัตร และเวลานี้ประชาชนคิดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ มาก ดังนั้น ขอยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เหมาะสมที่สุด
ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณที่ให้เกียรติ แต่จริงๆ แล้วขอเปิดโอกาสให้กับหลายคนที่มีความสามารถ แต่ถ้าหากเสียงส่วนใหญ่ในพรรคสนับสนุน ก็เป็นเรื่องของอนาคตเพราะขณะนี้ยังมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นหัวหน้าพรรคและ ร.ต.อ.เฉลิม ก็ยังอยู่ ต่อจากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินออกจากวงล้อมของการให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจทันที ซึ่งร.ต.อ.เฉลิม จึงเดินตามไปพูดคุยด้วยประมาณ 2 นาที ก่อนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะขอตัวเดินทางกลับบ้าน
ต่อจากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ได้ให้สัมภาษณ์ ว่า สาเหตุที่ต้องเสนอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เนื่องจากตอนนี้เมื่อวิเคราะห์แล้วว่ารัฐบาลคงไปไม่รอด และอาจมีการยุบสภาในเร็วๆ นี้ ดังนั้น หากในพรรคเพื่อไทยไม่หาหัวหน้าพรรคขึ้นมาทำหน้าที่ ก็จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในพรรคได้ตลอด จนเราไม่สามารถต่อสู้กับการเลือกตั้งภายนอกได้ และตอนนี้คนที่สนับสนุนตนมีมาก โดยเฉพาะ ส.ส.อีสาน ที่เอาด้วยกับตน เมื่อตนสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ส.ส.อีสาน ก็ต้องเห็นด้วยเช่นกัน แล้วเมื่อเป็นอย่างนี้แรงกระเพื่อมและข่าวลือในพรรคก็จะหมดไป

‘แอร์บัส’ตกทะเลใกล้’คอโมโรส’ มีคนบนเครื่อง153-เหลือเชื่อเด็กรอดชีวิต1
June 30, 2009
เครื่องบินแอร์บัส เอ 310 – 300 ของสายการบินเยเมนประสบเหตุตกในวันนี้(30)
เอเจนซี/เอเอฟพี – เครื่องบินแอร์บัส เอ 310 – 300 ของสายการบินเยเมน ตกลงกลางทะเลที่มีคลื่นลมกรรโชกแรง พร้อมด้วยผู้โดยสารและลูกเรือรวม 153 ชีวิต ขณะเตรียมลงจอดที่เมืองหลวงของหมู่เกาะคอโมโรสเมื่อเช้าวันนี้ (1) เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบผู้รอดชีวิตซึ่งเป็นเด็กแล้วเพียง 1 ราย และนำตัวเหยื่อขึ้นมาจากน้ำได้แล้ว
เจ้าหน้าที่การบินหลายคนยืนยันว่า พบเห็นศพผู้โดยสารและซากชิ้นส่วนของเที่ยวบินมรณะลำนี้ในมหาสมุทรอินเดีย บริเวณใกล้กับกรุงโมโรนี เมืองหลวงของคอโมโรส ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกา
แต่อย่างน้อยก็มีเด็กคนหนึ่งจากจำนวนผู้โดยสารและลูกเรือทั้งสิ้น 153 รายของเที่ยวบินมรณะนี้ รอดชีวิตและได้รับการช่วยเหลือแล้ว อิสซา เบน อีมานี ศัลยแพทย์คนหนึ่งจากโรงพยาบาลในโมโรนีกล่าว
อีมานีบอกอีกว่า ผู้รอดชีวิตรายนี้ถูกนำตัวขึ้นฝั่ง ซึ่งมีรถพยาบาลจอดรออยู่ เพื่อนำตัวมารักษาตัวที่โรงพยาบาล
อาร์ฟาชาด ซาลิม ผู้ประสานงานหน่วยกาชาดของคอโมโรสยืนยันว่า เด็กคนดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า ชาวประมงท้องถิ่นพบซากชิ้นส่วนของเครื่องบิน, กระเป๋าผู้โดยสาร, ตลอดจนทรัพย์สินต่าง ๆ
ที่กรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน โมฮัมมัด อัลซูมัยรี รองกรรมการอำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของสายการบินเยเมน ซึ่งมีชื่อทางการว่า “เยเมเนีย” กล่าวว่า พบศพผู้โดยสารแล้ว 3 ราย
เจ้าหน้าที่สายการบินเยเมนเผยว่า มีผู้โดยสาร 142 ชีวิต และลูกเรืออีก 11 คน อยู่บนเที่ยวบินมรณะลำนี้ ซึ่งออกเดินทางจากนครปารีสเมื่อเช้าวันจันทร์ (29) โดยแวะพักหลายจุดทั้งที่เมืองมาร์เซย์ของฝรั่งเศส, กรุงซานาของเยเมน, และกรุงจิบูตี ประเทศจิบูตีในแอฟริกา ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังกรุงโมโรนี ของคอโมโรส
โดมินิก บุสเซอโรรัฐมนตรีกระทางคมนาคมของฝรั่งเศสเผยว่า เจ้าหน้าที่เคยตรวจพบความบกพร่องหลายอย่างของเครื่องบินแอร์บัส เอ 310 – 300 ของสายการบินเยเมนลำนี้ ระหว่างการตรวจสอบเมื่อปี 2007 ในฝรั่งเศส และจากนั้นเครื่องบินดังกล่าวไม่เคยบินผ่านน่านฟ้าฝรั่งเศสอีกเลย
”องค์การคมนาคมขนส่งของฝรั่งเศส (ดีจีเอซี) ตรวจสอบเครื่องบินแอร์ 310 ลำนี้ในปี 2007 และชี้ให้เห็นความบกพร่องหลายอย่าง” บุสเซอโรบอกกับสถานีโทรทัศน์ไอ – เทเล
”สายการบินเยเมนไม่ได้ถูกบรรจุชื่อในบัญชีดำ แต่อยู่ในข่ายที่ต้องตรวจเช็คอย่างเข้มงวดในส่วนของเรา รวมทั้งมีกำหนดต้องให้ปากคำกับคณะกรรมาธิการความปลอดภัยของประชาคมยุโรป (อียู)ในเร็วๆ นี้ด้วย”
ทางด้านแอร์บัส ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องบิน รีบส่งทีมสอบสวนไปยังคอโมโรสทันที และกล่าวเสริมว่า เครื่องบินลำที่ประสบเหตุคราวนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1990 โดยสายการบินเยเมนนำมาใช้ตั้งแต่ปี 1999
ฮัจญี อาลี ผู้อำนวยการท่าอากาศนานาชาติกรุงโมโรนีแถลงว่า หอควบคุมขาดการติดต่อกับเที่ยวบินไอวาย 626 ลำดังกล่าว เพียงไม่นานก่อนถึงกำหนดเวลาที่เครื่องบินจะแล่นลงจอด พร้อมยืนยันด้วยว่า ขณะนั้นสภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนัก
เจ้าหน้าที่บอกว่า เที่ยวบินมรณะลำดังกล่าว มีผู้โดยสาร 66 คน ที่เป็นชาวฝรั่งเศส และมีเด็กทารกอีก 3 คน เดินทางมาด้วย
ภายหลังเกิดเหตุแล้ว เรือกู้ภัยหลายลำได้มุ่งหน้าไปยังบริเวณที่คาดกันว่าเครื่องบินตก โดยฝรั่งเศสส่งเรือของกองทัพ 2 ลำ และเครื่องบินอีก 1 ลำ จากฐานทัพในอาณาเขตละแวกใกล้เคียงตามไปสมทบ
แต่เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนักตรงบริเวณดังกล่าว ตั้งแต่ที่เครื่องบินเยเมนลำนี้บินฝ่า ก่อนจะขาดการติดต่อและหายไปจากจอเรดาร์ ส่งผลทำให้การกู้ภัยครั้งนี้ยากลำบากยิ่งขึ้น
”เครื่องบินลำเล็กหลายลำบินผ่านบริเวณดังกล่าว มีนักบินพบเห็นซากชิ้นส่วนของเครื่องบิน” นูร์ดีน บูร์ฮาน รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีคอโมโรสกล่าว
”มีผู้เห็นศพลอยอยู่กลางทะเล และพบคราบน้ำมันบริเวณห่างจากกรุงโมโรนีราว 16 หรือ 17 ไมล์ทะเล” โมฮัมมัด อับเดล กาเดอร์ เจ้าหน้าที่การบินฝ่ายพลเรือนระดับอาวุโสของเยเมนกล่าวกับผู้สื่อข่าว
”สภาพอากาศเลวร้ายมาก” เขากล่าว “ทะเลมีคลื่นสูง”
กาเดอร์บอกว่า เที่ยวบินของสายการบินเยเมนลำนี้ออกเดินทางจากกรุงซานาของเยเมนเมื่อเวลา 18.45 น.ตามเวลามาตรฐานสากลเมื่อวันจันทร์ (29) (หรือตรงกับ 01.45 น.วันอังคารเวลาเมืองไทย) และขาดการติดต่อกับหอควบคุมเมื่อเวลา 22.51น.ตามเวลามาตรฐานในวันอังคาร(30) (ตรงกับ 05.51 น.เวลาเมืองไทย)
ครั้งเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ที่เครื่องบินแอร์บัสตกลงสู่ทะเลในรอบ 1 เดือน หลังจากเครื่องบินแอร์บัสเอ 330 – 200 ของสายการบินแอร์ฟรานซ์ ร่วงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก พร้อมกับผู้โดยสาร 228 ชีวิต เมื่อต้นเดือน (1)

ผลวิจัยยัน ทำการบ้านบ่อยช่วยอสุจิแข็งแรง
June 30, 2009
เอเอฟพี/เอเจนซี-ผลวิจัยล่าสุดยืนยันการมีเพศสัมพันธ์ต่อเนื่องกันทุกวันจะช่วยให้อสุจิแข็งแรงขึ้นและช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์
ดร.เดวิด กรีนนิง แห่งสถาบัน “ไอวีเอฟ” ในนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย เผยผลการวิจัยชิ้นล่าสุดที่กรุงอัมสเตอร์ดัมในเนเธอร์แลนด์วานนี้ (30) โดยระบุว่า คู่สามีภรรยาที่มีเพศสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องทุกวันจะทำให้อสุจิของฝ่ายชายแข็งแรงขึ้นและช่วยให้มีโอกาสตั้งครรภ์ง่ายขึ้น
ก่อนหน้านี้วงการแพทย์ยังคงถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่าผู้ชายควรงดเว้นกิจกรรมทางเพศเป็น 2-3 วันก่อนมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาเพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์หรือไม่
แต่ผลวิจัยล่าสุดในผู้ชาย 118 คนพบว่า อสุจิของพวกเขาแข็งแรงขึ้นอย่างมากหลังจากที่ได้หลั่งน้ำอสุจิติดต่อกัน 7 วัน
กรีนนิงกล่าวว่า คู่สามีภรรยาที่ฝ่ายชายมีปริมาณอสุจิในระดับปกติ ควรมีเพศสัมพันธ์กันทุกวันโดยอาจมีต่อเนื่องกันถึง 1 สัปดาห์ก่อนวันตกไข่ของฝ่ายหญิง เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มคุณภาพให้กับอสุจิของฝ่ายชายแล้ว ยังช่วยให้ตัวอสุจิเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นอีกด้วยแม้การมีเพศสัมพันธ์ต่อเนื่องจะทำให้ปริมาณอสุจิลดลงบ้างก็ตาม

รอยเตอร์วิเคราะห์ “ทักษิณ”ต้องกวนรัฐบาลหนักขึ้น
June 30, 2009
อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร
เอเจนซี – สำนักข่าวรอยเตอร์ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า การที่มีคน “เสื้อแดง” ออกมาชุมนุมกันแน่นหนา รวมทั้งพรรคของเขายังชนะการเลือกตั้งซ่อมแบบถล่มทะลายถึง 2 เขต เท่ากับ “ทักษิณ” กำลังพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า ยังคงเป็นพลังหนึ่งในแวดวงการเมืองไทย ถึงแม้ต้องหลบลี้หนีไปอยู่ต่างประเทศก็ตามที
บทวิเคราะห์ของรอยเตอร์อ้างนักวิเคราะห์หลายรายให้ความเห็นว่า การที่ขบวนการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งในสภาและนอกสภากำลังมีความเข้มแข็งขึ้นเช่นนี้ อาจทำให้ประเทศไทยต้องจ่อมจมสู่ภาวะปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองอย่างลึกล้ำลงอีก ขณะเดียวกันก็เป็นการปิดกั้นความพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตลอดจนเพิ่มความเสี่ยงขึ้นอีกมากที่จะเกิดความไม่สงบในสังคม
”ตราบเท่าที่ พ.ต.ท.ทักษิณยังมีฐานะเป็นพลังหนึ่ง พวกผู้สนับสนุนเขาก็จะใช้วิธีการทุกอย่างเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลชุดนี้” นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวให้ความเห็น “แรงต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณจะยังคงมีอยู่ จึงมีลู่ทางมากขึ้นที่จะเกิดการประจันหน้าและความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก โดยที่ไม่มีโอกาสที่จะเกิดการประนีประนอมหรือการปรองดองแห่งชาติ”
รอยเตอร์ระบุว่า นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า จุดมุ่งหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือการก่อกวนรังควาญและทำลายชื่อเสียงเครดิตของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งในสภาและตามท้องถนน ก่อนที่ประชาชนจะมองเห็นผลประโยชน์ใดๆ จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 1.43 ล้านล้านบาทของรัฐบาล
บทวิเคราะห์ของรอยเตอร์บอกว่า พวกเสื้อแดงต้องการให้จัดการเลือกตั้งเร็วๆ เพราะเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสดีที่จะชนะได้เสียงข้างมากในสภา โดยหากทำได้สำเร็จ ก็คาดหมายกันว่าพรรคเพื่อไทยจะเร่งดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกลงโทษจำคุก 2 ปีด้วยข้อหาทุจริต สามารถที่จะกลับคืนจากการลี้ภัยในดูไบ และกลับเข้าสู่วงการเมืองอีกครั้ง
”ยิ่งนายอภิสิทธิ์อยู่ในอำนาจได้นานเท่าใด ก็ยิ่งเป็นการลำบากขึ้นเท่านั้นที่พรรคเพื่อไทยจะชนะในการเลือกตั้งคราวหน้า” นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์กล่าว “นั่นหมายความว่าจะต้องมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นอีกต่อนายอภิสิทธิ์ ทำให้เป็นเรื่องลำบากมากขึ้นสำหรับเขาที่จะแก้ไขเศรษฐกิจ พ.ต.ท.ทักษิณจะต้องทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อเร่งรัดเวลาให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว”
เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่รอดต่อไป พวกนักวิเคราะห์บอกว่านายอภิสิทธิ์จะต้องทำให้คณะรัฐบาลผสมของเขาเกิดความสามัคคีกัน หลังจากที่ขัดแย้งระหองระแหงกันในเรื่องแผนการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี และเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์พยายามขายข้าวจากสต็อกรัฐ แล้วถูกนายกรัฐมนตรีขัดขวาง
”พวกพรรคร่วมรัฐบาลคงจะต้องเอาเรื่องความไม่พอใจส่วนตัวและความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไปก่อน แล้วจับมือกันให้แน่นไปอีกพักหนึ่ง เพื่อทำให้รัฐบาลผสมชุดนี้อยู่รอดต่อไปได้” นายวีระ ประทีปชัยกุล คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เขียนเอาไว้ในฉบับวันจันทร์(29) “มิฉะนั้นแล้ว คนซึ่งลี้ภัยอยู่ที่ดูไบก็น่าจะกลับคืนมา”

