อุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง สุขวิช เบี้ยวค่าซื้อที่ดินมาบตาพุด

February 8, 2010

 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง สุขวิช รังสิตพล อดีตรองนายกฯ และรมว.ศึกษา กับภรรยา เบี้ยวค่านายหน้าซื้อขายที่ดินมาบตาพุด 1,500 ไร่ เพื่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน บ.คาลเท็กซ์ เมื่อปี 2535 
 
 วันนี้ (8 ก.พ.) ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง 63 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่นายปราณีต ชัยจินดา นายหน้าขายที่ดิน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุขวิช รังสิตพล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนางผิวผ่อง รังสิตพล ภรรยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดเรื่องตัวแทน นายหน้า ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยร่วมกันชำระเงินจำนวน 321,045,460 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องรวมเป็นเงิน 529,591,240 บาท 
 
 ตามฟ้องโจทก์สรุปว่า เมื่อปี 2535 จำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการบริหารผู้มีอำนาจบริษัทคาลเท็กซ์ เทรดดิ้ง แอนด์ ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง และจำเลยที่ 2 ร่วมกันให้โจทก์เป็นตัวแทน หรือนายหน้า เข้าทำสัญญารวบรวมซื้อขายที่ดินบริเวณ ต.มาบตาพุด เนื้อที่ประมาณ 1,500 ไร่ เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ขายต่อให้แก่ บ.คาลเท็กซ์ ในราคาไร่ละ 1,500,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองจะให้ค่าบำเหน็จตอบแทนจำนวน 1 ใน 3 ของผลกำไร แก่โจทก์ เมื่อโจทก์รวบรวมที่ดินขายให้กับ บ.คาลเท็กซ์ ตามที่จำเลยทั้งสองทำสัญญาจนครบแล้วมีผลกำไรรวม 900,000,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่จ่ายค่าบำเหน็จตอบแทนจากส่วนแบ่งกำไรจำนวน 1 ใน 3 เป็นเงิน 300,000,000 บาทให้กับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฎิเสธอ้างว่าไม่เคยแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทน นายหน้า 
 
 คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2547 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 21,023,006.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ 
 
 ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยทั้งสองโดยมีส่วนแบ่งผลประโยชน์ 1 ใน 3 ส่วน หรือไม่ จากข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เข้าทำสัญญานายหน้าซื้อขายที่ดินเพื่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน กับ บ.คาลเท็กซ์ฯ ซึ่งตามสัญญาระบุว่าโจทก์จะได้รับค่านายหน้าจำนวน 2,000,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รวบรวมที่ดินขายให้ บ.คาลเท็กซ์ เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี 2536 หลังจากนั้นโจทก์ไม่เคยทวงถามค่าบำเหน็จในการเป็นตัวแทนของจำเลยทั้งสอง การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะแบ่งผลประโยชน์จากผลต่างค่าที่ดินเป็น 3 ส่วน ให้จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ และนายอนันต์ อนันตกูล ผู้ติดต่อคนละส่วนนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์เขียนขึ้นเองท้ายสำเนาสัญญานายหน้าที่โจทก์ทำไว้กับ บ.คาลเท็กซ์ 
 
 อีกทั้งโจทก์ไม่มีพยานแวดล้อมอื่นหรือนำนายอนันต์ มาเบิกความยืนยัน นอกจากนี้จำเลยทั้งสองได้ปฎิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีข้อสัญญาดังกล่าว ข้ออ้างว่ามีการตกลงแบ่งประโยชน์จึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนัก ขัดกับพฤติการณ์ที่ควรจะเป็น นั่นคือ หากโจทก์และจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์กันจริง เมื่อโจทก์ได้รับเช็คจาก บ.คาลเท็กซ์ แล้วจึงไม่หักส่วนแบ่งซึ่งตนควรได้รับไว้ แต่กลับโอนเงินทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง 
 
 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้มอบรถยนต์ราคา 1,950,000 บาท และค่านายหน้าจากการที่โจทก์ได้รวบรวมที่ดินจนสำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว อีก 2,00,000 บาท ถือว่าโจทก์ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนที่เหมาะสมแล้ว นอกจากนี้ โจทก์ยังได้ค่านายหน้าอีกร้อยละ 3 จากเจ้าของผู้ขายที่ดินให้โจทก์ ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าควรได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์นั้นฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง 
 

Comments

Got something to say?