วงการบลจ.สมองไหล เมื่อเป้าหมายเดียวกัน อยู่ที่เงินฝาก

February 7, 2010

     

 

 

 

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ มาริษ ลาออกน่าจะมาจากกรณีที่ บริษัท พีซีซี ผู้รับเหมาปรับปรุงพื้นที่พลาซ่าอาคารหอพักนักศึกษา 3 อาคาร ฟ้องเรียกค่าเสียหายกว่า 154 ล้านบาท 
 
 
 
 ในช่วง2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระเเสข่าวลือหนาหูเรื่องการปฎิวัติรัฐประหาร ที่จะเกิดขึ้นในยุครัฐบาลนายก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องก็ออกมาปฎิเสธกระแสข่าวที่เกิดขึ้นดังกล่าว จนมาถึง ณ ปัจจุบันก็ยังมีข่าวลือประเภทดังกล่าวผุดขึ้นเทบทุกวัน ซึ่งประเด็นนี้ก็คงต้องติดตามกันต่อไป เนื่องจากดูทิศทางเล้วกระแสข่าวลือนี้จะยังวนเวียนไปมาให้ประชาชนชาวไทย คิดวิตกกังวลกันต่อจนกว่าจะมีการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ อย่างที่ใคร(หน้าเหลี่ยมๆ)ต้องการ 
 
 ว่าด้วยเรื่องกระแสข่าวลือนั้น นอกจากจะอยู่ในแวดวงการเมือง แล้ว ก็ยังรามมายังแวดวงกองทุนรวมอีกด้วย โดยในช่วง 2สัปดาห์ที่ผ่านมากระแสข่าวการลาออกของมาริษ ท่าราบกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด ทำให้กระจอกข่าวเช็คที่มาที่ไปกันอย่างรวดเร็ว 
 
 ซึ่งกระแสข่าวที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้สร้างความประหลาดใจ หรือเหนือความคาดหมายของแวดวงนักข่าวกองทุนรวมเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากพอรู้ถึงสาเหตุการลาออกครั้งนี้ของ มาริษ แต่สิ่งที่ทำให้นักข่าวสงสัยและเกิดคำถาม คือ การลาออกครั้งนี้มีผลไปตั้งเต่เมื่อไร ซึ่งหลายกระแสข่าวก็บอกว่า ลาออกไปเมื่อ4-5เดือนที่แล้ว บางกระแสข่าวก็ว่า เพิ่งจะลาออกไปไม่นาน 
 
 แต่สิ่งที่ทีมงานASTV ผู้จัดการกองทุนรวม สัมผัสได้ คือหลังจาก ทีมงานได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมความคืบหน้าเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์เเละพื้นที่ศูนย์การค้า ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ หรือ TU-PF ในช่วงปลายเดือนกันยายน ปี 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งนั้นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พบปะพูดคุยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการบริหารงานรวมถึงโปรแจคต่างๆที่จะเกิดขึ้น 
 
 สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้มาริษ ตัดสินใจลาออกนั้น คงหนีไม่พ้น กองทุนเจ้าปัญหาอย่าง TU-PF ซึ่งก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีคำตัดสินเกี่ยวกับเกี่ยวกับกรณีกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ โดยมีคำสั่งภาคทัณฑ์ มาริษ ท่าราบ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ไอเอ็นจี ในฐานะผู้จัดการกองทุนดังกล่าว ป็นเวลา 3 ปี พร้อมปรับเงินอีก 231,750 บาท หลังบริหารกองทุนดังกล่าว บกพร่อง เเละไม่ทำตามหนังสือชี้ชวนโดยจ่ายค่าสิทธิการเช่าให้ผู้รับเหมาล่วงหน้า 5 งวด เป็นเงิน 808.4 ล้านบาทโดยไม่แจ้งผู้ถือหน่วย 
 
 โดยนายมาริษได้ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์กับก.ล.ต. ซึ่งเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจราณาจาก ก.ล.ต อยู่ หลังจากนั้นไม่นาน ช่วงเดือนตุลาคม ปี 2552 ทางบลจ.ไอเอ็นจี ได้มีการจัดประชุมผู้ถือหน่วยลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ ซึ่งทางผู้ถือหน่วยเองก็ร้องขอให้ทางบลจ.ไอเอ็นจี ต้องขอมติผู้ถือหน่วยลงทุนในกรณีก่อนที่จะใช้ดุลพินิจตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกองทุน เหมือนกับกรณีที่ชำระเงินล่วงหน้าค่าสิทธิการเช่าโดยไม่จดทะเบียนการเช่า ทางด้านบลจ.ไอเอ็นจี เองก็เกรงว่าการจัดการจะไม่คล่องตัว เนื่องจากโครงการจะเสร็จสิ้นประมาณเดือน ธันวาคม ในปีที่ผ่านมา 
 
 ขณะเดียวกันบลจ.ไอเอ็นจี เองก็ ชี้แจงกรณีที่ มาริษ โดนกลต.ภาคทัฑฑ์ ว่า ประเด็นที่ดินของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วยบริษัทจัดการได้ชี้แจงว่า คำสั่งลงโทษของ กลต. ในประเด็นดังกล่าวสืบ เนื่องจากในโครงการมิได้ เปิดเผยข้อเท็จจริงว่าที่ดินของ มธ. ปรากฏชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วย โดยบริษัทจัดการชี้แจงต่อที่ประชุม เกี่ยวกับสาเหตุและการดำเนินการต่างๆ ของบริษัทจัดการในประเด็นนี้ ผลที่สุด การแก้ไขประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเป็น ผลสำเร็จในเดือน มีนาคม 2551 
 
 ส่วนประเด็นที่คือ 2. เรื่องการชำระเงินล่วงหน้าค่าสิทธิการเช่าโดยไม่จดทะเบียนการเช่า บริษัทจัดการได้ชี้แจงว่า คำสั่งลงโทษของ กลต. ในประเด็นดังกล่าวสืบเนื่องจากตามข้อกำหนดใน โครงการนั้น กองทุนรวมจะจ่ายเงินค่าเช่าและค่าตอบแทน ในวันจดทะเบียนสิทธิการเช่าสัญญาเช่าระยะยาว อย่างไรก็ดี กองทุนรวมได้ทยอยจ่ายเงินค่าสิทธิการเช่าล่วงหน้า เป็นงวดๆ รวม 5 งวด เป็นจำนวนเงิน 808.4 ล้านบาท ตามความ คืบหน้าของงานก่อสร้าง ทั้งที่ยังไม่ได้จดทะเบียนการเช่าระยะยาวและการก่อสร้างโครงการยังไม่แล้วเสร็จ 
 
 อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินล่วงหน้าค่าสิทธิการเช่าดังกล่าวสืบเนื่องจาก เป็นที่คาดหมายได้ว่าการส่งมอบ อาคารอาจล่าช้าไปกว่ากำหนดการที่จะรองรับการนักศึกษาในช่วงภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ได้ทัน ด้วยเหตุ ดังกล่าว มธ. และ บริษัทจัดการจึงร่วมกันพิจารณาในการหาวิธีการรองรับ 
 
 โดยการจ่ายเงินล่วงหน้าค่าสิทธิการเช่านี้ ได้ พิจารณาแล้วว่า การก่อสร้างอาคารได้แล้วเสร็จไปเกินกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าโครงสร้างอาคารโดยได้รับการรับรอง จากบริษัทประเมินค่าทรัพย์สิน และ ทยอยจ่ายเป็นงวดๆ โดยจำนวนเงินที่จ่ายแต่ละงวดนั้นต่ำกว่ามูลค่างานที่ผ่านการ ตรวจรับมอบจาก มธ.ผลที่สุด การก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จตามกำหนด และ กองทุนรวมสามารถจดทะเบียนสิทธิการเช่าได้ ในวันที่ 26 ธันวาคม 2551 และ นำอาคารในส่วนที่เป็นหอพักออกหาประโยชน์ได้ นั้นเอง 
 
 หากลองวิเคราะห์ดูแล้ว ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ มาริษ ลาออกน่าจะมาจากกรณีที่ บริษัท พีซีซี ดีเวลล๊อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด หรือ พีซีซี ผู้รับเหมาปรับปรุงพื้นที่พลาซ่าอาคารหอพักนักศึกษา 3 อาคาร ฟ้องเรียกค่าเสียหายกว่า 154 ล้านบาท หลังผิดสัญญา โดยฟ้องร้อง บลจ.ไอเอ็นจี บริษัทซีเอล เเละ มหาวิทยาลัยลัยธรรมศาสตร์ 
 
 ทั้งนี้เมื่อนับย้อนหลังไปทำให้เราแน่ใจได้ว่าการลาออกของมาริษ น่าจะอยู่ในช่วงธันวาคม หรือไม่ก็ มกราคม 
 
 
ซึ่งความคืบหน้าคดีดังกล่าวนั้น ศาลแพ่งอนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำให้การต่อสู้คดีแก่กองทุนรวม เป็นวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 ทั้งนี้ ศาลได้มีคำสั่งกำหนดวันนัดชี้สองสถานตามเดิม คือ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 09.00 โดยความคืบหน้ากรณีนี้ทางทีมงานฯจะรายงานให้ทราบต่อไป 
 
 สิ่งที่ต้องติดตามกันต่อจากนี้คือ ใครจะเป็นผู้เข้ามาดูแล บลจ.ไอเอ็นจี ต่อจากนี้ 
 
 
 ขยับขยาย โยกย้าย 
 
 ทางทีมงานฯจะขอย้อนและรายงานความคืนไหว การขยับขยาย และการโยกย้ายงานในแวดวงกองทุนรวม โดยจะขอเริ่มจากการขยับขยายหน้าที่การทำงานเสียก่อน 
 
 เริ่มที่ จุมพล สายมาลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจกองทุนรวมและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ไอเอ็นจี ได้ย้ายเข้ามาทำหน้าที่ป็น ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ เจ้าหน้าที่บริหาร กำกับดูแลสายงานธุรกิจธนบดีกิจ (Wealth Management) บริหารงานด้านการขาย การให้บริการลูกค้า การบริหารผลิตภัณฑ์ และการวางแผนกลยุทธ์สำหรับผลิตภัณฑ์การลงทุนเพื่อลูกค้าบุคคล เช่น กองทุนรวม, Bancassurance, Private Banking และการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้ากลุ่มธนบดี เป็นต้น 
 
 ส่วนต่อ อินทวิวัฒน์ ก็ขยับตำเหน่งขึ้นมา เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจกองทุนรวมและที่ปรึกษาการลงทุน แทนจุมพลที่ลาออกไป 
 
 ขณะที่ฟากบลจ.อเบอร์ดีน ก็มีการขยับตำแหน่งด้วยเช่นกัน ซึ่ง อดิเทพ วรรณพฤกษ์ จากเดิมที่มีตำแหน่ง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน เปลี่ยนเป็น กรรมการและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน 
 
 ส่วนชัยเกษม วัฒนศิริพงษ์ก็รับตำแหน่งเพิ่มจากเดิม หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายกองทุน เป็น คณะผู้บริหารและหัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายกองทุน 
 
 ทางด้านบลจ.กสิกรไทยนั้น รพี สุจริตกุล ได้เข้ามาดำรงค์ตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย แทนวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ซึ่งปัจจุบัน ได้โยกไปดำรงค์ตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ล่าสุด บลจ.กสิกรไทยยังได้แต่งตั้ง พัชร สมะลาภาเป็นกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย เข้ามาดูงานอย่างเต็มที่ 
 
 สำหรับการโยกย้าย ตำแหน่งที่เราพูดถึงนี้ จะเป็นการโยกย้าย ไปบบลจ.ใหม่ เริ่มต้นกันที่ ธีรพันธุ์ จิตตาลานย้ายจากบลจ.กรุงไทย ไปนั่งแท่นในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บลจ.นครหลวงไทย แทน อัจฉรา สุทธิศิริกุล ที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ 
 
 ส่วนโชติกา สวนานนท์ ก็ย้ายไปเริ่มงานใหม่ในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ ที่ บลจ.ไทยพาณิชย์ จากเดิมที่ดำรงค์ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย โดย สมจินต์ ศรไพศาล ซึ่งก่อนหน้านี้นั่งแทนอยู่ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ เข้าไปดูแลแทน 
 นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวการลาออกของชวินดา หาญรัตนกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บลจ.ไอเอ็นจี ได้ย้ายไปทำงานที่บลจ.กรุงไทย ขณะที่อรุณศักดิ์ จรูญวงศ์นิรมล ผู้อำนวยการสายงานจัดการกองทุน บลจ. เอสซีบี ควอนท์ จำกัด ย้ายไปดูบลจ.ไอเอ็นจี แทน 
 อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ได้นับการยุบรวมบลจ.อยุธยา กับ บลจ. พรีมาเวสท์ ที่ใครหลายคน รวมถึงผู้จัดการกองทุนโยกย้ายถ่ายเทและกระจายตัวไปอยู่บลจ.อยุธยา และบลจ.อื่นๆ 
 
 ทั้งนี้หากเราเปรียบเทียบแวดวงกองทุนรวม กับแวดวงการเมือง หรือแวดวงอื่นๆ นั้นถือว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเหตุการณ์ที่แสนจะธรรมดา… 

 

Comments

Got something to say?